ปี 2019 คลังเยอรมนีงบฯเกินดุลเหลือนับแสนล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611669

  • วันที่ 14 ม.ค. 2563 เวลา 15:05 น.

ปี 2019 คลังเยอรมนีงบฯเกินดุลเหลือนับแสนล้าน

งบประมาณแผ่นดินเยอรมนีตลอดปี 2019 ทุบสถิติเกินดุลถึงกว่า 4 แสนล้านบาท

นาย Olaf Scholz รัฐมนตรีกระทรวงการคลังเยอรมนี แถลงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า งบประมาณแผ่นดินของเยอรมนีตลอดปี 2019 หลังหักการใช้จ่ายต่างของรัฐบาลไปแล้วนั้นพบว่า งบประมาณยังเหลือเป็นมูลค่ามากกว่า 13,500 ล้านยูโร หรือราวๆ 4 แสนล้านบาท

ยอดเกินดุลงบประมาณของเยอรมนีในปีล่าสุดนี้ นับเป็นครั้งที่สามในรอบห้าปี และได้ทำลายสถิติตลอดใน 5 ปีที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ในปี 2015 งบฯแผ่นดินเยอรมนีทำลายสถิติเกินดุลสูงสุดมาแล้วที่ 12,100 ล้านยูโร

รมว.คลังเยอรมนียอมรับว่า เหตุที่ปี 2019 งบเกินดุลเป็นจำนวนมากเนื่องจาก รัฐบาลได้ประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านต่างๆมากขึ้น รวมถึงการจัดเก็บภาษีได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ

เยอรมนีในฐานะพี่ใหญ่แห่งอียู ต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งในและนอกประเทศเพื่ออัดฉีดมาตรการทางการคลังเข้าสู่เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปเพื่อกระตุ้นการเติบโตที่ซบเซาและสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในยูโรโซน ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเยอรมนีถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติหลายครั้ง ถึงการชะลอการใช้จ่ายเงินลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และในโครงการอื่นๆ ซึ่งนำไปสู่ความไม่สมดุลกับพันธมิตรชาติในสหภาพยุโรปด้วยกัน

อย่างไรก็ดี พรรคร่วมรัฐบาลนางแมร์เคิลกำลังถกเถียงอย่างหนักว่าจะใช้เงินในส่วนที่เกินดุลอย่างไร โดยทางพรรคร่วมสายอนุรักษ์นิยมอย่าง พรรค CDU/CSU เสนอให้มีการปรับลดภาษีนิติบุคคลลง ขณะที่พรรคร่วมกลางซ้ายอย่าง SPD เสนอให้ใช้เงินเกินดุลนี้ไปในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน

นอกจากนี้คาดว่า รัฐบาลเยอรมนีจะไปใช้ในกองทุนสนับสนุนผู้ลี้ภัยในประเทส ขณะที่อีกราวๆ 500 ล้านยูโรไปในการอัดฉีดด้านงบประมาณทางทหาร และส่วนที่เหลืออาจใช้สำหรับแผนการลงทุนในปีงบประมาณครั้งต่อไป

ทั้งนี้ รัฐบาลเยอรมนีคาดว่า ในปี 2020 จีดีพีของเยอรมนีอาจโตไม่เกินร้อยละ 1% เพิ่มเล็กน้อยจากปีที่แล้ว ซึ่งเศรษฐกิจเยอรมนีโตเฉลี่ยที่ 0.6%

เวียดนามให้บริการ 5G ได้ในปีนี้ ส่วนไทยยังต้องรอต่อไป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611668

  • วันที่ 14 ม.ค. 2563 เวลา 14:57 น.

เวียดนามให้บริการ 5G ได้ในปีนี้ ส่วนไทยยังต้องรอต่อไป

กระทรวงข้อมูลข่าวสารและโทรคมนาคมของเวียดนามประกาศในเว็บไซต์ของกระทรวงว่า จะเริ่มให้บริการ 5G หรือเครือข่ายโทรศัพท์มือถือรุ่นหรือระบบไร้สายรุ่นที่ 5 ได้ในปีนี้

เมื่อปีที่แล้วกระทรวงได้ให้สัมปทานการทดลองให้บริการเครือข่ายกับบริษัท Viettel ซึ่งเป็นบริษัทโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม และผู้ที่เป็นเจ้าของและบริหารบริษัทนี้คือกระทรวงกลาโหมของเวียดนาม

เมื่อเดือนมิถุนายน 2562 บริษัท Vingroup JSC ซึ่งเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เวียดนามได้ลงนามสัญญากับ Qualcomm และบริษัท Fujitsu Ltd เพื่อผลิตสมาร์ทโฟนเครือข่าย 5G ในเวียดนาม

ทั้งนี้ เวียดนามตั้งเป้าที่จะเป็นประเทศแรกๆ ที่เข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 และต้องการเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มี 5G ใช้ จึงเร่งผลักดันการให้บริการ 5G และดำเนินการทดลองใช้ในกรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์ และเดิมมีเป้าหมายที่จะให้บริการเชิงพาณิชย์ในปี 2021 แต่ล่าสุด ประกาศว่าจะให้บริการในปีนี้คือ 2020

อย่างไรก็ตาม มีเสียงวิจารณ์ว่าเวียดนามอาจตั้งเป้าหมายสูงเกินไป เพราะแม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วก็ยังยากที่จะผลักดัน 5G อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ นี้เวียดนามยังเพิ่งเริ่มใช้ 4G เมื่อไม่กี่ปีนี้เอง

สหรัฐลบจีนออกจากลิสต์ประเทศบิดเบือนค่าเงิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611659

  • วันที่ 14 ม.ค. 2563 เวลา 13:53 น.

สหรัฐลบจีนออกจากลิสต์ประเทศบิดเบือนค่าเงิน

สหรัฐถอดจีนออกจากรายชื่อประเทศปั่นค่าเงิน ก่อนลงนามการค้าเฟสแรก

กระทรวงการคลังสหรัฐได้ประกาศถอนเงินหยวนของจีน ออกจากบัญชีการประเทศบิดเบือนค่าเงิน มาอยู่ในรายชื่อของประเทศที่”เฝ้าระวัง”ว่าจะบิดเบือนค่าเงินแทน โดยทางการจีนให้คำมั่นว่าจะไม่ทำการลดค่าเงินหยวน พร้อมตกลงเผยแพร่ข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยนกับสหรัฐ เพื่อแสดงถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบ

ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นก่อนหน้าหนึ่งวันที่สหรัฐและจีนเตรียมลงนามข้อตกลงการค้าในเฟสแรกวันที่ 15 ม.ค.นี้ หรือตรงกับวันที่ 1 ม.ค. ตามเวลาในกรุงวอชิงตันดี.ซี. โดยทางจีนได้ส่งนายหลิว เฮ่อ รองนายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาด้านนโยบายเศรษฐกิจ เป็นตัวแทนของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเข้าลงนามกับประธานาธิบดีทรัมป์

การถอดออกจากรายชื่อประเทศบิดเบือนค่าเงิน มาอยู่ในรายชื่อเฝ้าระวัง ส่งผลให้เงินหยวนของจีนกลายเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อีกหลายประเทศที่อยู่ในลิสต์เฝ้าระวังเช่นกัน อาทิ เยอรมนี อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และเวียดนาม

ไทยรอดบัญชีดำ สหรัฐไม่เล่นงานเรื่องแทรกแซงค่าเงิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611654

  • วันที่ 14 ม.ค. 2563 เวลา 13:25 น.

ไทยรอดบัญชีดำ สหรัฐไม่เล่นงานเรื่องแทรกแซงค่าเงิน

ไทยโล่งอก หลังรายงานการคลังของสหรัฐไม่ได้ระบุว่าแทรแซงค่าเงินเพื่อเอาเปรียบการค้ากับสหรัฐ

ในรายงานรายครึ่งปีที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงวอชิงตัน หรือวันที่ 14 มกราคม 2563 ตามเวลาประเทศไทย กระทรวงการคลังสหรัฐระบุชื่อ 10 ประเทศที่อาจแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเพื่อให้ได้เปรียบในการส่งออกสินค้ามายังสหรัฐ หนึ่งในนั้นคือเพื่อนบ้านของไทยได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซียและเวียดนาม

ในปีนี้ เวียดนามถูกเตือนด้วยข้อหาเดียว ลดลงจาก 2 ข้อหาในรายงานเมื่อเดือนพฤษภาคม 2562

ตามกฎแล้วกระทรวงการคลังจะเก็บชื่อประเทศต่าง ๆ ไว้ในรายการตรวจสอบอย่างน้อยสองรายงานติดต่อกันดังนั้นจึงปรากฎชื่อของสิงคโปร์มาเลเซียและเวียดนามในรายงานฉบับนี้ต่อเนื่องจากฉบับที่แล้ว

ขณะที่ประเทศไทยซึ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกเพิ่มเข้าไปในรายการตรวจสอบของสหรัฐ กลับรอดพ้นจากการถูกขึ้นบัญชีดำ แม้ว่ากระทรวงการคลังจะกล่าวว่าใกล้เคียงกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เพราะเป็นไปตามหนึ่งในเกณฑ์ของกระทรวงการคลังสหรัฐ ที่กำหนดว่าต้องมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลประมาณ 5.3% ของ GDP

การเกินดุลการค้าสินค้าของไทยกับสหรัฐพุ่งสูงกว่าระดับ 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วง 12 เดือนจนถึงเดือนพฤศจิกายนตามข้อมูลจากสำนักสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐ ในขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเกินดุล 2% ในตัวเลข GDP ล่าสุด

อย่างไรก็ตามเงินบาท แข็งค่าพุ่งขึ้นเกือบ 9% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐเมื่อปีที่แล้ว ทำให้เงินบาทมีความเคลื่อนไหวที่ดีที่สุดในเอเชีย ซึ่งทางผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ด้วยเหตุนี้จึงไม่ควรที่จะมีผู้ใดที่ระบุว่าไทยเป็นประเทศที่พยายามแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้เปรียบในการส่งออกง

สำหรับประเทศที่เข้าข่ายขึ้นบัญชีดำของกระทรวงการคลังสหรัฐ คือมาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม มีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลมากกว่าไทย หรือมีการได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐที่สูงมาก

สิงคโปร์เกินเกณฑ์สองในสามตามมาตรฐานของสหรัฐ โดยมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลประมาณ 17.9% ของ GDP และการซื้อแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสุทธิ 9% ของ GDP กระทรวงการคลังสหรัฐยังคงกังวลเกี่ยวกับอัตราการออมที่สูงในขณะเดียวกันยอมรับว่าธนาคารกลางสิงคโปร์ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแทนที่จะอัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดนโยบายการเงินการคลัง

มาเลเซียเกินเกณฑ์สองในสาม โดยเกินดุลสินค้าทวิภาคีที่ 26,000 ล้านเหรียญสหรัฐและเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 3% ของ GDP

เวียดนามเกินเกณฑ์หนึ่งในสาม โดยได้เปรียบดุลการค้าทวิภาคีอยู่ที่ 47,000 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งสูงเป็นอันดับที่หกในบรรดาประเทศคู่ค้าสำคัญของสหรัฐอเมริกา แต่ดุลบัญชีเดินสะพัดของเวียดนามลดลงเหลือ 2% ของ GDP

นาซาคาดควันไฟป่าออสเตรเลียลอยวนรอบโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611648

  • วันที่ 14 ม.ค. 2563 เวลา 12:55 น.

นาซาคาดควันไฟป่าออสเตรเลียลอยวนรอบโลก

“ควันไฟป่าจากออสเตรเลียจะวนรอบโลกอย่างน้อย 1 รอบ ก่อนที่จะกลับเข้าสู่ท้องฟ้าออสเตรเลียอีกครั้ง”

สำนักบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือ นาซา ได้คาดการณ์ว่า กลุ่มควันที่เกิดจากวิกฤตไฟป่าในออสเตรเลียในรัฐนิวเซาท์เวลส์ และรัฐวิคตอเรียนั้น จะส่งผลกระทบลอยไกลไปรอบโลก ก่อนที่จะวนกลับมายังออสเตรเลียอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้นาซาได้เผยผลจากแบบจำลองที่แสดงให้เห็นว่า กลุ่มควันจากไฟป่าในออสเตรเลียได้ลอยไปทางประเทศนิวซีแลนด์ ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก และพัดผ่านยังประเทศในแถบอเมริกาใต้

 

นาซาเผยว่า ขณะนี้กำลังติดตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มควัน โดยพบว่ากลุ่มควันซึ่งเต็มไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้มข้นสูง ได้ลอยสู่ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลกถึง 15 กิโลเมตร และได้เดินทางไปเป็นระยะเกินครึ่งทางของโลกแล้ว โดยได้ส่งผลกระทบอย่างฉับพลันต่อนิวซีแลนด์ ส่งผลให้คุณภาพอากาศอากาศย่ำแย่ในหลายพื้นที่ของประเทศ อีกทั้งทำให้หิมะบริเวณยอดเขาในนิวซีแลนด์เปลี่ยนเป็นสีคล้ำ รวมถึงบางส่วนของประเทศอาร์เจนติน่า และชิลี ส่งผลให้มีท้องฟ้าขมุกขมัว

นาซาคาดว่า จากวิถีปัจจุบันกลุ่มควันกำลังจะลอยผ่านยังมหาสมุทรแอตแลนติก ผ่านไปยังบริเวณแอฟริกาตอนใต้ ก่อนจะข้ามมหาสมุทรอินเดีย ก่อนจะวกกลับเข้าสู่ท้องฟ้าของออสเตรเลียอีกครั้ง ซึ่งครบวงกระแสลมพัดรอบโลก 1 รอบ

 

นั้นหมายความว่าภายในรอบสัปดาห์นี้ นครเพิร์ท ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของประเทศ กำลังจะได้รับผลกระทบจากกลุ่มควันไฟป่าอันเลวร้ายที่เกิดขึ้นทางตะวันออกของออสเตรเลีย

นอกจากนี้ นาซายังระบุอีกว่า อุณหภูมิที่สูงจากไฟป่า ประกอบกับความแห้งแล้งจัดในออสเตรเลีย อาจทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองที่ไม่มีฝนตกมากผิดธรรมดาอันเป็นต้นเหตุของไฟป่า “พายุนี้เกิดขึ้นจากลมที่พัดพาเถ้าถ่าน ควันไฟ และสิ่งไหม้ไฟขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศ และเมื่อพวกมันเย็นลงก็จะก่อตัวเหมือนเมฆฝนฟ้าคะนองทั่วไป แต่ไม่มีฝนตกลงมา”

ขณะเดียวกัน ออสเตรเลียได้ออกคำเตือนต่อสุขภาพของประชาชนในเมืองใหญ่ทั้งนครซิดนีย์ และนครเมลเบิร์น เนื่องจากพบว่ามีค่าดัชนีคุณภาพอากาศของทั้งสองเมืองในช่วงสองวันที่ผ่านมา อยู่ในระดับอันตรายต่อสุขภาพอย่างรุนแรง ท้องฟ้าในนครเมลเบิร์น ปกคลุมด้วยหมอกควันจนแทบไม่เห็นยอดตึกของเมือง

“มูชาร์ราฟ” รอดแขวนคอ ศาลปากีฯพลิกคำตัดสินประหารเป็นโมฆะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611639

  • วันที่ 14 ม.ค. 2563 เวลา 12:11 น.

"มูชาร์ราฟ" รอดแขวนคอ ศาลปากีฯพลิกคำตัดสินประหารเป็นโมฆะ

ศาลปากีสถานพลิกคำตัดสิน โทษประหารชีวิตพลเอกเปอร์เวซ มูชาร์ราฟ เป็นโมฆะ ระบุไม่โทษประหารไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลสูงเมืองลาร์ฮอร์ Lahore High Court (LHC) ของปากีสถานได้มีคำสั่งเมื่อวานนี้ (13 ม.ค.)โดยระบุว่า ตามคำตัดสินของศาลพิเศษที่สั่งลงโทษประหารชีวิตด้วยวิธีแขวนคอ พลเอก เปอร์เวซ มูชาร์ราฟ อดีตประธานาธิบดีปากีสถาน เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ปี 2019 ด้วยความผิดฐานเป็นกบฎนั้น ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมให้ยกเลิกคำตัดสินประหารชีวิตดังกล่าว

รายงานระบุว่า ศาลสูงเมืองลาฮอร์ ทางตะวันออกของปากีสถานได้มีคำตัดสินว่า จากคำตัดสินของศาลพิเศษซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาจาก 3 ศาลคือ หัวหน้าผู้พิพากษาศาลสูงเปชวาร์ ผู้พิพากษาศาลสูงแคว้นสินธ์ และผู้พิพากษาศาลสูงลาฮอร์ ที่ตัดสินให้สั่งประหารชีวิตพลเอกเปอร์เวซ มูชาร์ราฟ เมื่อเดือนธันวาคมนั้น เนื่องจากกระบวนทางการกฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่กระบวนการฟ้องร้อง ไปจนถึงการตั้งทีมสอบสวนเพื่อดำเนินคดี และมีคำสั่งให้ยกเลิกคำตัดสินโทษประหารชีวิต จากการที่ผู้พิพากษาศาลพิเศษตัดสินโทษลงโทษมูชาร์ราฟด้วยข้อหาทรยศชาติไปก่อนหน้านี้

นอกจากการพลิกคำตัดสินประหารแล้ว ศาลเมืองลาฮอร์ ยังระบุว่า ไม่พบความผิดของพลเอกมูชาร์ราฟ ในโทษฐานทรยศชาติ ดังนั้นเขาจึงพ้นจากการตกเป็นผู้ต้องหาคดีดังกล่าว และไม่มีคดีความใดติดตัว

ก่อนหน้านี้ที่ศาลพิเศษปากีสถานสั่งตัดสินประหารชีวิตมูชาร์ราฟ นับว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศที่มีการสั่งลงโทษอดีตประธานาธิบดีและอดีตผู้นำกองทัพด้วยโทษประหาร

กองทัพปากีสถานยังคงทรงอิทธิพลอย่างมากในประเทศ รวมถึงนายทหารระดับสูงหลายรายได้รับเอกสิทธิ์คุ้มกันไม่ถูกดำเนินคดี โดยการพลิกคำตัดสินนี้มาจากการที่ทหารของพลเอกมูชาร์ราฟ ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคำตัดสินของคณะตุลาการสามคนเมื่อเดือนธันวาคม เพื่อพิจารณาทบทวนโทษประหารชีวิตดังกล่าว

ทั้งนี้พลเอกมูชาร์ราฟ ได้ใช้กำลังทหารล้มล้างรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี นาวาซ ชารีฟ เมื่อปี 1999 จนนำไปสู่การนองเลือดทางการเมืองครั้งใหญ่ โดยการพิจารณาคดีในข้อหากบฏเริ่มต้นเมื่อปี 2013 ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายคดีของพล.อ.มูชาร์ราฟ จากการที่เขาใช้อำนาจระงับการใช้รัฐธรรมนูญและประกาศใช้กฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินในปี 2007 ส่งผลให้ประชาชนทั่วประเทศรวมตัวประท้วง กระทั่งเขาต้องลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2008 โดยขณะนี้นายมูชาร์ราฟกำลังเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลในนครดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ซึ่งศาลได้อนุญาตให้เขาเดินทางออกจากปากีสถานเพื่อไปรักษาตัวเมื่อหลายปีก่อนแล้ว

แฟ้มภาพ

ควีนเปิดทาง “เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน” มีอิสระมากขึ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611630

  • วันที่ 14 ม.ค. 2563 เวลา 10:54 น.

ควีนเปิดทาง "เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน" มีอิสระมากขึ้น

ควีนเอลิซาเบธที่ 2 เปิดทางเจ้าชายแฮร์รี่-ดัชเชสเมแกน ลดบทบาทในราชวงศ์ ทรงเข้าใจอยากมีชีวิตใหม่

สำนักพระราชวังบักกิ้งแฮม เผยแถลงการของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 โดยทรงยินยอมเปิดทางให้เจ้าชายแฮร์รี่ ดัชเชสเมแกน และครอบครัวมีอิสระในการใช้ชีวิตมากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกส์ ได้ออกแถลงการณ์ระบุถึงความต้องการขอลดบทบาทจากสมาชิกระดับสูงในราชวงศ์ และเพื่อให้มีอิสระทางการเงินและการใช้ชีวิตมากขึ้น

สมเด็จพระราชินีทรงมีแถลงการณ์หลังประชุมหารือร่วมกับสมาชิกพระบรมวงศานุวงศ์ระดับสูง รวมถึงเจ้าฟ้าชายชาลส์ล เจ้าชายแห่งเวลส์ และเจ้าชายแฮร์รี่ ดยุกแห่งเคมบริดจ์ โดยทรงเห็นชอบให้มี “ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน” ของเจ้าชายแฮร์รี่กับพระชายา

รวมถึงทรงอนุญาตให้ทั้งเจ้าชายและพระชายาสามารถแบ่งเวลาไปประทับทั้งในสหราชอาณาจักร และแคนาดาได้มากขึ้น อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ยังคงเป็นสิ่งที่ซับซ้อน และยังต้องหาทางออกในขึ้นตอนสุดท้าย รวมถึงทรงมีรับสั่งให้สำนักพระราชวังเตรียมแผนทางออกอย่างชัดเจนภายใน 2-3 วันข้างหน้า

“มีเรื่องซับซ้อนอีกหลายอย่างที่ครอบครัวของข้าพเจ้าต้องร่วมหาทางออก แต่ยังไมมีการเห็นชอบในครั้งสุดท้าย โดยเฉพาะในเรื่องความต้องการของแฮร์รี่ที่ต้องการมีอิสระทางด้านรายได้ รวมถึงมีงานอีกหลายอย่างที่ต้องทำ โดยข้าพเจ้าจะตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายในไม่กี่วันหลังจากนี้”

ตอนหนึ่งในแถลงการณ์ของควีนทรงย้ำว่า เชื้อพระวงศ์ระดับสูงของราชวงศ์อังกฤษองค์อื่นๆ ต้องการให้ทั้งดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกส์ ปฏิบัติพระกรณียกิจในฐานะพระบรมวงศานุวงศ์ตามเดิม โดยทรงเข้าใจและเคารพในความต้องการของเจ้าชายกับพระชายาทรงอยากมีอิสระในชีวิตมากขึ้น

“ครอบครัวและข้าพเจ้า สนับสนุนความปรารถนาดีของแฮร์รี่ และเมแกน ที่ต้องการสร้างชีวิตใหม่เฉกเช่นครอบครัวที่เพิ่งเริ่มต้น” ขอความตอนหนึ่งในแถลงการณ์ของควีน

ด้านจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดาได้เผยผ่านสื่อท้องถิ่น ถึงเรื่องที่เจ้าชายและดัชเชสมีแผนมาใช้ชีวิตในแคนาดามากขึ้นนั้น นายทรูโดระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยหารือใดๆ เกี่ยวกับเรื่องการถวายความปลอดภัยให้เจ้าชายและครอบครัว ซึ่งอาจกระทบต่อเงินภาษีของประชาชนแคนาดา

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 3 ไม่มาตามนัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611591

  • วันที่ 13 ม.ค. 2563 เวลา 19:47 น.

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 3 ไม่มาตามนัด

นับตั้งแต่วันที่อิหร่านทำการโจมตีฐานทัพของสหรัฐ 2 แห่งในอิรัก ความหวาดกลัวว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ก็เกิดขึ้นแทบจะในทันที ในวันนั้นโซเชียลเน็ตเวิร์กพากันพูดถึงสงครามโลกราวกับว่ามันหลีกเลี่ยงไม่ได้ นักวิเคราะห์ทั้งไทยและเทศมองเห็นสถานการณ์ที่สิ้นหวัง และโยงความขัดแย้งอิหร่านสหรัฐไปไกล (เกินเหตุ) จนกระทั่งมองว่ามันอาจเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างพันธมิตรทั้ง 2 ประเทศไปด้วย

เซียนการเมืองระหว่างประเทศบางคนคงจะเชื่อมั่นว่าทรัมป์ไม่ยอมให้อิหร่านเอาเท้าลูบหน้าแบบนี้แน่ๆ และจะต้องตอบโต้ให้สาสม

แต่ความกลัวเรื่องสงครามโลกเริ่มแผ่วลง เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์มีปฏิกิริยาครั้งแรกไปคนละทางกับความคาดหวังของชาวโลก โดยบอกว่าไม่มีใครเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากการโจมตีโดยอิหร่าน และดูเหมือนอิหร่านจะ “เขม็งเกลียวน้อยลง” ส่วนตัวเขาพร้อมที่จะ “อ้าแขนรับสันติภาพ” และสนับสนุนความร่วมมือในภูมิภาค

ท่าทีของทรัมป์แสดงให้เห็นว่าสหรัฐน่าจะทราบเรื่องที่อิหร่านจะโจมตี จึงมีท่าทีตอบสนองที่ค่อนข้างชิลๆ แถมยังสวมบทพระเอกด้วยการเอ่ยถึงสันติภาพเสียอย่างนั้น

ข้อสันนิษฐานเรื่องสหรัฐรู้ล่วงหน้าได้รับการยืนยันโดยข่าวเอ็กซ์คลูซีฟของสำนักข่าว CNN ที่อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ในฐานทัพสหรัฐอัลอัสซาดในอิรัก (สถานที่ที่ถูกโจมตี) ซึ่งเผยว่าสหรัฐรู้ล่วงหน้าและมีการอพยพเจ้าหน้าที่ออกไปตั้งแต่หนึ่งวันก่อนหน้านั้น

หลักฐานนี้แสดงให้เห็นว่าสหรัฐพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่จะนำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ ทั้งๆ ที่อิหร่านโจมตีในรูปแบบซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการประกาศสงครามได้ นอกจากรัฐบาลทรัมป์จะบ่ายเบี่ยงที่จะเผชิญหน้าแล้ว สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐจากทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตต่างก็เรียกร้องให้ทรัมป์ลดการเผชิญหน้ากับอิหร่านลง แน่นอนว่าแม้จะไม่ส่งเสียงเรียกร้องออกมา เรื่องนี้ทรัมป์ก็ต้องทำอยู่แล้ว

ในวันที่ 9 มกราคม รัฐบาลสหรัฐมีจดหมายไปถึงสหประชาชาติ แจ้งว่าพร้อมที่จะดำเนินการเพิ่มเติม ‘ตามความจำเป็น’ เพื่อปกป้องบุคลากรของสหรัฐผลประโยชน์ในตะวันออกกลาง แต่ก็พร้อมที่จะมีส่วนร่วมโดยไม่มีเงื่อนไขในการเจรจาอย่างจริงจังกับอิหร่าน เพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้น

คำว่า “สถานการณ์ตึงเครียดขึ้น” อาจหมายถึงการนำไปสู่สงครามได้เหมือนกัน จากท่าทีนี้เราจึงอนุมานได้ว่าสหรัฐไม่ต้องการที่จะมีสงคราม

ทำไมสหรัฐจึงมีท่าทีแบบนี้?

แน่นอนว่า สหรัฐทราบล่วงหน้าว่าจะมีการโจมตี จึงจำกัดความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินได้ การปล่อยให้อิหร่านโจมตียังเป็นการทำให้อีกฝ่ายนั้น “เขม็งเกลียวน้อยลง” เหมือนที่ทรัมป์กล่าว เหมือนกับเป็นการระบายความคับแค้นใจออกมา

แต่สหรัฐก็อาจทราบด้วยว่าอิหร่านทำผิดพลาดด้วยการยิงเครื่องบินพลเรือนตก สถานการณ์เช่นนี้อย่าว่าแต่จะประกาศสงครามต่อเลย แม้แต่อิหร่านก็ยังเสี่ยงที่จะตกเป็นอาชญากรสงครามเอาง่ายๆ ดังนั้น ยังไม่ทันที่ความฮึกเหิมจากการโจมตีฐานทัพสหรัฐจะซาลงไป อิหร่านก็เหี่ยวลงในทันทีที่ทราบว่าทำให้เครื่องบินตกผู้โดยสารตายยกลำ

แน่นอนว่า Collateral damage หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจต่อพลเรือนในสงคราม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่ความเสียหายต่อพลเรือนในระดับนี้แสดงถึงความด้อยของเทคโนโลยี ความอ่อนประสบการณ์ และอาการควบคุมความตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่ของฝ่ายอิหร่านอย่างชัดเจน อิหร่านจึงจะต้องรู้สึกขายหน้าจนไม่อาจแสดงอาการฮึกเหิมต่อไปได้อีก

เมื่อสหรัฐไม่ต่อความยาวสาวความยืด อิหร่านก็ไม่มีเหตุผลที่จะลงไม้ลงมือต่อ

ดังนั้นอิหร่านจึงเริ่มส่งสัญญาณที่จะเลือกสันติภาพมากกว่าความขัดแย้ง โอกาสนี้มาถึงเมื่อเอมีร์แห่งกาตาร์เดินทางมาเยือนอิหร่าน

กาตาร์นั้นเป็นที่ตั้งของฐานสหรัฐที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค แต่กาตาร์ก็มีความผูกพันกับอิหร่านอย่างมาก ดังนั้นกาตาร์จึงอาจเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งได้

เมื่อประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานิของอิหร่านคุยกับกับเอมีร์แห่งกาตาร์ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าการลดระดับการเผชิญหน้าเป็น “ทางออกเดียว” ของวิกฤตการณ์ในระดับภูมิภาค

เชค ทามิม บิน ฮาหมัด อัลตานี ประมุขหรือเอมีร์แห่งกาตาร์กล่าวว่า “เราเห็นด้วย … ว่าทางออกเดียวสำหรับวิกฤตการณ์เหล่านี้คือการลดระดับการเผชิญหน้าลงและหันมาเจรจา”

ส่วนรูฮานิ ผู้นำอิหร่านกล่าวว่า “เราตัดสินใจที่จะมีการปรึกษาหารือและความร่วมมือเพิ่มขึ้นเพื่อความมั่นคงของทั้งภูมิภาค”

นี่เป็นสัญญาณที่ดี แต่มันยังบ่งชี้ด้วยว่าอิหร่านไม่อาจจะสานต่อกรกับสหรัฐได้ สหรัฐจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเล่นงานอิหร่านให้เปลืองตัว

ทรัมป์อาจจะดูเหมือนแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อนการก่อสงคราม แต่เขาเพิ่มงบประมาณกลาโหมก้อนใหญ่ โดยในวันที่ทรัมป์แถลงเรื่องการโจมตีของอิหร่านเขายังคุยว่า “กองทัพอเมริกันถูกสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมดภายใต้การบริหารของผมด้วยงบประมาณ 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ กองทัพสหรัฐแข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็นมา”

การสร้างกองทัพใหม่ไม่ได้นำมาจัดการกับอิหร่านโดยตรง แต่เพื่อทำให้โลกยำเกรงสหรัฐ โดยแทนที่จะอัดฉีงบไปกับการทำสงครามยืดเยื้อ ทรัมป์ผันงบประมาณไปที่การวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยเพิ่มขึ้นถึง 50% ระหว่างปี 2016 – 2020

เราเห็นแล้วว่า R&D ของกองทัพสหรัฐ “เจ๋ง” แค่ไหนในปฏิบัติการสังหารซูเลมานี

สาเหตุที่อิหร่านไม่อาจต่อกรกับสหรัฐได้ ไม่ใช่แค่เพียงความด้อยกว่าในด้านเทคโนโลยีจนทำให้เกิดความผิดพลาดมหันต์ แต่ในอิหร่านเองยังมีกระแสความไม่พอใจของประชาชนที่บานปลายมาตั้งแต่ปีที่แล้ว

อาวุธสำคัญของสหรัฐและชาติตะวันตกที่จะใช้จัดการอิหร่านในตอนนี้ไม่ใช่ขีปาวุธหรือโดรน แต่เป็นประชาชนชาวอิหร่านที่ไม่พอใจรัฐบาลมากขึ้นทุกที ตอนนี้แม้แต่หนังสือพิมพ์ของรัฐบาลอิหร่านบางฉบับก็วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเสียเองเรื่องเครื่องบินตกรวมถึงวิธีการจัดการกับวิกฤตที่เกิดขึ้น

อาจกล่าวไว้ว่าอาวุธสำคัญที่จะเล่นงานรัฐบาลอิร่าน คือเครื่องบินพลเรือนธรรมดาๆ ลำหนึ่งที่พวกเขายิงตกนั่นเอง

ไม่น่าแปลกใจที่ทรัมป์จะสวมบทพระเอกใจกว้างโดยบอกกับประชาชนชาวอิหร่านที่ออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลของพวกเขาว่า “สำหรับชาวอิหร่านที่กล้าหาญและต้องอดทนมานาน ผมยืนอยู่เคียงข้างคุณตั้งแต่ผมเริ่มต้นตำแหน่งประธานาธิบดี และรัฐบาลของผมจะยังคงยืนหยัดอยู่กับคุณต่อไป”

ส่วนรัฐบาลตะวันตกที่เป็นพันธมิตรสหรัฐก็รับลูก เช่น โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของเยอรมนีมาเรีย อะเดบาห์ร ที่กล่าวว่าชาวอิหร่านควรมีสิทธิที่จะเดินขบวนตามท้องถนน เพื่อสะท้อนถึงความรู้สึกอัดอั้นและโกรธเคือง หลังเกิดโศกนาฏกรรมกับเครื่องบินของยูเครน

สิ่งที่รัฐบาลอิหร่านต้องเคลียร์ด้วยอาจไม่ใช้คนภายนอก แต่เป็นประชาชนอิหร่านด้วยกันเอง

บทวิเคราะห์โดยกรกิจ ดิษฐาน

เวียดนามรับเละ ได้ดุลการค้าหลักหมื่นล้านเหนือความคาดหมาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611569

  • วันที่ 13 ม.ค. 2563 เวลา 16:45 น.

เวียดนามรับเละ ได้ดุลการค้าหลักหมื่นล้านเหนือความคาดหมาย

ยอดเกินดุลการค้าของเวียดนามปี 2562 อยู่ที่ราว 11,120 ล้านเหรียญสหรัฐ เหนือความคาดหมายจากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ 9,940 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ตัวเลขเกินดุลการค้าของเวียดนามทุบสถิติเป็นประวัติการณ์ที่ 11,120 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2562 เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่เกินดุล 6,800 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังเหนือกว่าตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ 9,940 ล้านเหรียญสหรัฐ จากข้อมูลของกรมศุลกากรเวียดนามที่เปิดเผยเมื่อวันจันทร์

การส่งออกของเวียดนามในปี 2562 เพิ่มขึ้น 8.4% เป็น 264,189 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 6.8% เป็น 253,071 ล้านเหรียญสหรัฐ กรมศุลกากรระบุในแถลงการณ์

สมาร์ทโฟน, เสื้อผ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกรายใหญ่ที่สุดเมื่อปีที่แล้ว ส่วนการนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักร

ในเดือนธันวาคมการส่งออกของเวียดนามลดลง 1.0% จากเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ 22,5600 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 4.5% อยู่ที่ 22,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล259 ล้านเหรียญสหรัฐ

เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2552 สำนักงานสถิติทั่วไปของรัฐบาลเวียดนาม คาดการณ์ว่ายอดเกินดุลการค้าของปี 2562 อยู่ที่ 9,940 ล้านเหรียญสหรัฐ และเดือนธันวาคมคาดว่าจะขาดดุลการค้าที่ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

อิหร่านส่งซิก พร้อมลดระดับความขัดแย้งกับสหรัฐ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611543

  • วันที่ 13 ม.ค. 2563 เวลา 13:01 น.

อิหร่านส่งซิก พร้อมลดระดับความขัดแย้งกับสหรัฐ

อิหร่านส่งสัญญาณว่าอาจยอมลดระดับการเผชิญหน้ากับสหรัฐ หลังจากเกิดความตึงเครียดมานาน 10 วันแล้วและยังผลให้อิหร่านยิงเครื่องบินโดยสารของยูเครนตกโดยไม่ได้ตั้งใจ ส่งผลให้ในอิหร่านเองก็เกิดความไม่พอใจรัฐบาลขึ้นจากความขัดแย้งครั้งนี้และความผิดพลาดเรื่องการโจมตีที่ทำให้ผู้บริสุทธิ์มากมายต้องเสียชีวิต

ระหว่างการพบกันของประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานิของอิหร่านกับเอมีร์แห่งกาตาร์ที่เดินทางมาเยือนอิหร่าน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าการลดระดับการเผชิญหน้าเป็น “ทางออกเดียว” ของวิกฤตการณ์ในระดับภูมิภาค

กาตาร์เป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค แต่กาตาร์ก็มีความผูกพันกับอิหร่านอย่างมาก ดังนั้นกาตาร์จึงอาจเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งได้

“พวกเราเห็นด้วย … ว่าทางออกเดียวสำหรับวิกฤตการณ์เหล่านี้คือการลดระดับการเผชิญหน้าลงและหันมาเจรจา” เชค ทามิม บิน ฮาหมัด อัลตานี ประมุขหรือเอมีร์แห่งกาตาร์กล่าว

ส่วน รูฮานิกล่าวว่า “เราตัดสินใจที่จะมีการปรึกษาหารือและความร่วมมือเพิ่มขึ้นเพื่อความมั่นคงของทั้งภูมิภาค”

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีอิหร่านยังได้พบกับรัฐมนตรีต่างประเทศปากีสถาน คือ ชาห์ เมห์มูด คูเรชี ซึ่งปากีสถานเสนอให้เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยระหว่างอิหร่านกับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐและมีความขัดแย้งกับอิหร่าน

ด้านความเคลื่อนไหวของซาอุดีอาระเบีย มาซาโต โอทากะ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่นแถลงว่า ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะเข้าพบกับมุฮัมมัด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อาเบะได้เตือนพระองค์ว่า ความเผชิญหน้าทางการทหารกับอิหน่านจะส่งผลกระทบต่อสันติภาพและเสถียรภาพของโลก

อีกสัญญาณหนึ่งที่บ่งชี้ว่า อิหร่านอาจผ่อนปรนท่าทีลง คือในการบรรยายสรุปต่อรัฐสภา ฮอสเซน ซาลามี ผู้บัญชาการของกองทัพปฏิวัติอิหร่านกล่าวว่า ขีปนาวุธที่ยิงโจมตีฐานทัพสหรัฐ ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสังหารบุคลากรชาวอเมริกันในฐานทัพ ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ขัดแย้งต่อการประกาศของสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านที่อ้างว่า มีผู้เสียชีวิตถึง 80 คน แต่ต่อมาสหรัฐกล่าวว่าไม่มีชาวอเมริกันคนใดได้รับอันตรายจากการโจมตี

ทั้งนี้ มีรายงานว่า มีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายยิงจรวดโจมตีฐานทัพอัลบาลัด ซึ่งเป็นฐานทัพอากาศอิรักที่กองทหารสหรัฐประจำการอยู่ ผลทำให้ทหารอิรักสองนายและนักบินสองนายได้รับบาดเจ็บ

แหล่งข่าวทางทหารบอกกับสำนักข่าว AFP ว่า ฐานดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศสหรัฐเพียงเล้กน้อยรวมทั้งผู้รับเหมาชาวอเมริกัน แต่บุคคลากรส่วนใหญ่เหล่านี้อพยพไปแล้วเนื่องจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน เบื้องต้นคาดว่าผู้ที่ลงมืออาจเป็นกองกำลังในอิรักที่ได้รับการสยับสนุยขสกอิหร่าน

ด้านไมค์ พอพีโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐทวีตว่า “รู้สึกเจ็บแค้นจากรายงานการโจมตีด้วยจรวดอีกครั้งต่อฐานทัพอากาศอิรัก การละเมิดอธิปไตยของอิรักอย่างต่อเนื่องโดยกลุ่มที่ไม่ภักดีต่อรัฐบาลอิรักจะต้องยุติลง”