อัตราว่างงานสิงคโปร์สูงสุดในรอบ 10 ปี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608988

  • วันที่ 12 ธ.ค. 2562 เวลา 13:56 น.

อัตราว่างงานสิงคโปร์สูงสุดในรอบ 10 ปี

อัตราการว่างงานไตรมาสสามของสิงคโปร์เพิ่มเป็น 2.3% สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009

แชลแนลนิวส์เอเชียของสิงคโปร์รายงาน ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานสิงคโปร์เผยว่า อัตราการว่างงานในไตรมาสสามของสิงคโปร์เพิ่มสูงขึ้นแตะที่ระดับ 2.3% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันในปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 2.2% ส่งผลให้เป็นอัตราการว่างงานสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009

กระทรวงแรงงานสิงคโปร์เผยว่า อัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นผลสืบเนื่องจากความกังวลท่ามกลางความไม่นอนทางเศรษฐกิจ โดยพบว่าผู้ว่างงานส่วนใหญ่มีทักษะไม่เหมาะสมกับตลาดแรงงานและตำแหน่งที่ยังว่างอยู่

กระทรวงแรงงานสิงคโปร์ยังเผยอีกว่า อุตสาหกรรมในภาคบริการเป็นสัดส่วนที่ยังกำลังต้องการแรงงานมากที่สุด ซึ่งรวมไปถึงตำแหน่งงานในระดับผู้บริหารและช่างเทคนิคในธุรกิจภาคบริการด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี อัตราว่างงานของสิงคโปร์ยังคงถือว่าอยู่ในระดับต่ำ หากเทียบกับสถิติของประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่ม OECD ซึ่งมีค่าเฉลี่ยการว่างงานที่ 5%

Facebook – Google หลุดโผ 10 บริษัทน่าทำงานสุดในสหรัฐ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608980

  • วันที่ 12 ธ.ค. 2562 เวลา 12:33 น.

Facebook - Google หลุดโผ 10 บริษัทน่าทำงานสุดในสหรัฐ

เหตุใด เฟซบุ๊กและกูเกิล ซึ่งเคยติด 1 ใน 10 อันดับบริษัทน่าทำงานสุดในสหรัฐมาหลายปี กลับหลุดจากโผ 10 อันดับบริษัทน่าทำงานที่สุดของปี 2020

เว็บไซต์ Glassdoor.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ด้านการจัดหางานและการรีวิวบริษัทที่ทำงานจากมุมมองของพนักงาน ได้เปิดเผยผลการจัดอันดับ 100 บริษัทที่น่าทำงานที่สุดในสหรัฐประจำปี 2020 โดยพบว่าจากการจัดอันดับดังกล่าว บริษัทด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทั้ง เฟซบุ๊ก และ กูเกิล ซึ่งมักจะครอง 1 ใน 10 อันดับติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี กลับไม่สามารถรักษาการติด 1 ใน 10 ของการจัดอันดับครั้งล่าสุดนี้ไว้ได้

จากรายงานของ Glassdoor ระบุว่า เฟซบุ๊กซึ่งเคยติดในอันดับที่ 7 ในปีที่แล้ว ร่วงมาอยู่ในอันดับที่ 23 ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นอันดับที่ต่ำที่สุดของบริษัทนับตั้งแต่มีการจัดอันดับครั้งแรกในปี 2011

ขณะที่กูเกิล ซึ่งเคยได้รับการจัดอันดับบริษัทน่าเข้าทำงานที่สุดเมื่อปี 2015 และติดอยู่ในลิสต์ 1 ใน 10 มาโดยตลอด เป็นเวลาถึง 8 ปี แต่ในปีนี้กลับร่วงลงสู่อันดับที่ 11

บริษัทที่ได้รับการจัดอันดับน่าเข้าทำงานมากที่สุดในปีนี้คือ HubSpot Inc. บริษัทด้านพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับการตลาด จากรัฐแมสซาชูเซตส์ โดยไต่ขึ้นจากอันดับที่ 15 ในปีก่อนหน้า ขึ้นสู่อันดับ 1 ของปีนี้

ส่วนยักษ์ใหญ่ไอทีอีกรายอย่าง Apple Inc.ถูกจัดอยู่อันดับที่ 84 ในปีนี้ ขณะที่ Amazon ของเจฟฟ์ เบซอส ยังคงไม่เคยติด 100 อันดับเลยสักครั้งมาเป็นปีที่ 12 ติดต่อกันเป็นที่น่าสังเกตว่าบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับว่าน่าเข้าทำงานที่สุดนั้นมักอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมไอที ซอฟต์แวร์ ท่องเที่ยว สุขภาพ ค้าปลีกและการวิจัย https://www.glassdoor.com/

Amanda Stansell นักวิเคราะห์อาวุโสที่ Glassdoor ตั้งข้อสังเกตว่า การเติบโตของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านไอทีและเทคโนโลยี มักจะสวนทางกับการรักษาวัฒนธรรมองค์กร หรือบางองค์กรอาจเติบโตไปพร้อมๆกับวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง แต่ก็เป็นการเติบโตที่ต้องแลกมาซึ่งความเจ็บปวดและเรื่องอื้อฉาว

สำหรับกูเกิล กำลังเผชิญการสอบสวนจากคณะกรรมาธิการแรงงานสหรัฐ กรณีที่กูเกิลไล่ออกพนักงาน 4 รายจากความพยายามก่อประท้วงเรื่องที่กูเกิลอาจละเมิดความปลอดภัยด้านข้อมูลผู้ใช้งาน

ส่วนเฟซบุ๊กก็เผชิญกับกรณีอื้อฉาวแอบเก็บข้อมูลผู้ใช้งานนับล้านบัญชี รวมถึงการทำข้อมูลผู้ใช้งานนับล้านบัญชีรั่วไหลเช่นกัน ซึ่งเรื่องดังกล่าวทำให้มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์กต้องขึ้นให้การต่อสภาคองเกรสมาแล้ว

ทั้งนี้ การจัดอันดับดังกล่าวมาจากการสำรวจความคิดเห็นของพนักงานในเรื่องต่างๆที่เกี่ยวของกับบริษัท อาทิ ค่าตอบแทน ผลประโยชน์ วัฒนธรรมองค์กร และการบริหารจัดการ

ไทม์เสนอชื่อ “เกรต้า ธุนแบร์ก” เป็นบุคคลแห่งปี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608970

  • วันที่ 12 ธ.ค. 2562 เวลา 10:56 น.

ไทม์เสนอชื่อ "เกรต้า ธุนแบร์ก" เป็นบุคคลแห่งปี

เกรต้า ธุนเบิร์ก นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ได้รับการเสนอเป็นบุคคลแห่งปี 2019 โดยนิตยสารไทม์

นิตยสารไทม์ได้เปิดเผยบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นบุคคลแห่งปี (Person of the year) ประจำปี 2019 คือ เกรต้า ธุนแบร์ก สาวน้อยนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมวัย 16 ชาวสวีเดน จากการที่เธอเริ่มต้นเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียนของเธอ ก่อนจะขยายวงกว้างไปสู่นานาชาติ ซึ่งจุดประกายให้คนทั่วโลกออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้ทั่วโลกตระหนักต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต

ตอนหนึ่งของไทมระบุว่า “ตลอดเวลา 16 เดือนของการเคลื่อนไหวของเกรต้า เธอได้สร้างพลังแห่งเยาวชน พร้อมทั้งเข้าพบประมุขแห่งรัฐของหลายประเทศในที่ประชุมสหประชาชาติ รวมถึงพบกับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส และได้แสดงความคิดเห็นที่ยัดแย้งกับผู้นำชาติมหาอำนาจอย่างประธานาธิบดีทรัมป์ ทั้งยังจุดประกายให้คนทั่วโลกกว่า 4 ล้านคน ออกมาประท้วงเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2019 ซึ่งนับเป็นการประท้วงด้านสภาพภูมิอากาศครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ”

Margaret Atwood กวีหญิงคนดังของแคนาดา ได้เปรียบเทียบธุนแบร์กประหนึ่ง Joan of Arc แห่งสิ่งแวดล้อม

สำหรับธุนแบร์ก ซึ่งจะมีอายุครบ 17 ปีในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ เธอยังคงเดินหน้าเรียกร้องให้ผู้นำโลกและนานาชาติทุกภาคส่วน ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ เธอได้กล่าวในที่ประชุม COP25 ที่กรุงมาดริดของสเปน โดยบอกว่าแม้ทั่วโลกจะส่งเสียงประท้วงดังแค่ไหน แต่นักการเมืองผู้มีอำนาจในโลกยังไม่จริงจังและไม่ลงมือทำด้านสิ่งแวดล้อมมากพอ

ทำไมไทยต้องแบกรับปัญหาโรฮีนจา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608958

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2562 เวลา 21:10 น.

ทำไมไทยต้องแบกรับปัญหาโรฮีนจา

นับตั้งแต่เหตุความวุ่นวายในรัฐยะไข่ของเมียนมาปะทุขึ้นเมื่อปี 2017 หลังจากกลุ่มติดอาวุธมุสลิมที่อาจเป็นชาวโรฮีนจาบุกโจมตีป้อมตำรวจหลายแห่งพร้อมกันจนบานปลายเป็นการปะทะกันระหว่างทหารเมียนมาและชาวโรฮีนจา ส่งผลให้ชาวมุสลิมโรฮีนจาต้องอพยพข้ามพรมแดนไปยังบังกลาเทศนับแสนคน โดยมีส่วนหนึ่งพยายามเดินทางเข้ามาในประเทศไทยทั้งทางบกและทางน้ำ

สิ่งที่รัฐบาลไทยทำเพื่อช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ก็คือช่วยเหลือด้านอาหาร น้ำ และยารักษาโรค เติมน้ำมัน และซ่อมแซมเรือให้ก่อนจะผลักดันออกนอกน่านน้ำไทย แต่ก็ยังไม่วายมีเสียงเรียกร้องจากนานาชาติให้ไทยช่วยเหลือชาวโรฮีนจาให้มากกว่านี้ อาทิ องค์การนิรโทษกรรมสากล (AI) ที่เรียกร้องให้ไทยเปิดศูนย์พักพิงให้ผู้อพยพเหล่านี้

ขณะที่ เซอิด ราอัด ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยนแห่งสหประชาชาติ เคยกล่าวว่า การที่กองทัพเรือไทยจัดหาสเบียงอาหารเบื้องต้นแก่ชาวโรฮีนจาก่อนจะผลักดันออกจากน่านน้ำไทยจะทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพิ่มขึ้น และเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม

ด้านสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษา Human Rights Watch ประจำประเทศไทย เรียกร้องให้ไทยยุติการผลักดันเรือผู้อพยพออกจากน่านน้ำทันที รวมทั้งเป็นแกนนำในการสร้างกลไกในการปกป้องและเตรียมความพร้อมให้ผู้อพยพชาวโรฮีนจาในระดับภูมิภาคให้สอดคล้องกับการทำงานของหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติในฐานะที่ไทยเป็นประธานอาเซียน และทางการไทยควรอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ขององค์การสหประชาติเข้ามาตรวจสอบสถานะผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาที่เข้ามาในไทย

หากพิจารณาอย่างเป็นธรรมแล้ว ประเทศอื่นที่เผชิญปัญหาเรือผู้อพยพเช่นเดียวกับไทยอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียก็มีนโยบายผลักดันเรือเหล่านี้ออกจากน่านน้ำเช่นกัน หรือแม้แต่สหภาพยุโรปเองก็ยังทำทุกวิถีทางเพื่อสกัดเรือของผู้อพยพชาวลิเบียและตะวันออกกลางไม่ให้ออกจากน่านน้ำลิเบีย ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่ผู้อพยพใช้ล่องเรือเข้ายุโรป

เมื่อเทียบกับไทยที่ยังให้อาหาร ให้น้ำ และความช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว น่าจะยังดีกว่าการสกัดกั้นกันตั้งแต่ยังไม่ออกเดินทางด้วยซ้ำ และน่าจะเป็นมาตรการที่เหมาะสมในระดับหนึ่งแล้วตามหลักมนุษยธรรม

ส่วนข้อเรียกร้องให้ไทยตั้งศูนย์อพยพให้ผู้อพยพชาวโรฮีนจานั้นอาจจะไม่ใช่ทางแก้ที่ผู้อพยพต้องการ จริงอยู่ว่าคนเหล่านี้พยายามล่องเรือเข้าน่านน้ำไทย แต่จุดหมายปลายทางจริงๆ ของผู้อพยพส่วนใหญ่เพียงต้องการใช้ไทยเป็นทางผ่านไปยังออสเตรเลียและมาเลเซีย ซึ่งประเทศหลังเป็นประเทศมุสลิมเช่นเดียวกับชาวโรฮีนจา

ซอว์ดา อุลลาห์ หนึ่งในผู้อพยพชาวโรฮีนจาเผยว่า สิ่งที่ชาวโรฮีนจาต้องการคือการกลับคืนเมียนมาอย่างมีเกียรติ และยังบอกอีกว่าชาวโลกสามารถช่วยให้ฝันของชาวโรฮีนจาเป็นจริงได้โดยการกดดันให้รัฐบาลเมียนมาคืนชีวิตที่ปลอดภัยและสิทธิความเป็นพลเมืองแก่ชาวโรฮีนจา “สิ่งที่พวกเราต้องการไม่ใช่ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม พวกเราต้องการกลับบ้านเกิด”

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ไทยเคยให้ที่พักพิงกับชาวโรฮีนจาราว 3,000 คนเข้ามาตั้งรกรากมากว่า 20 ปี โดยกระจายกันอยู่ทั้งในกรุงเทพฯ แม่สอด ระนอง และในจังหวัดอื่นๆ

หากจะต้องมีผู้รับผิดชอบชีวิตของชาวโรฮีนจาอพยพเหล่านี้ ก็น่าจะต้องเป็นผู้ที่เป็นต้นตอของปัญหาอย่างเมียนมา แต่จนถึงตอนนี้วันนี้ที่ ออง ซาน ซูจี มุขมนตรีแห่งรัฐเมียนมาให้การต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เธอยังปฏิเสธว่าทางการเมียนมาไม่ได้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความขัดแย้งภายในประเทศที่กลุ่มชาวโรฮีนจาเป็นผู้จุดขึ้น แต่ยอมรับว่าทหารเมียนมาใช้กำลังเกินกว่าเหตุ

หรือหากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ มองว่าวิกฤตชาวโรฮีนจาเป็นปัญหาระดับภูมิภาคหรือระดับสากล ไทยก็ไม่ควรต้องแบกรับภาระอยู่ฝ่ายเดียว ทั้งๆ ที่ไทยไม่ใช่ต้นตอของปัญหานี้

ดังนั้น การให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นที่ทางการไทยหยิบยื่นให้ผู้อพยพชาวโรฮีนจาอยู่ในระดับที่เหมาะสมตามหลักสิทธิมนุษยชนแล้ว

เปิดบันทึกชาวต่างชาติเล่าความอลังการของกระบวนเรือพยุหยาตรา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608952

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2562 เวลา 19:21 น.

เปิดบันทึกชาวต่างชาติเล่าความอลังการของกระบวนเรือพยุหยาตรา

ปีแยร์ ล็องแบร์ เดอ ลา ม็อต (Pierre Lambert de la Motte) บาทหลวงชาวฝรั่งเศสเดินทางมาเผยแพร่ศาสนาที่กรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นยุคสมัยที่กรุงศรีอยุธยารุ่งเรืองที่สุดยุคหนึ่งและมีชาวต่างชาติเข้ามาติดต่อค้าขายอย่างคึกคัก

ความยิ่งใหญ่ของกรุงศรีอยุธยาถูกบันทึกไว้โดยชาวต่างชาติมากมาย แต่น้อยคนที่จะมีโอกาสได้ชมความอลังการของงานพระราชพิธีเลียบพระนครทางพยุหยาตราทางชลมารค แม้แต่การเสด็จออกให้ประชาชนได้ชื่นชมพระบารมีก็เกิดขึ้นน้อยครั้ง ดังที่ชาวฝรั่งเศสได้อธิบายไว้ว่า “ถ้าเสด็จออกให้มหาชนเห็นบ่อย ๆ จะเสื่อมเสียพระเกียรติยศ”

Voyage de Siam, des peres jesuites, envoyez par le roy aux Indes & à la Chine

พระราชพิธีเลียบพระนครทางพยุหยาตราทางชลมารคครั้งสำคัญได้ถูกบันทึกไว้โดยปีแยร์ ล็องแบร์ เดอ ลา ม็อต เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ. 1673 หรือพ.ศ. 2216 โดยท่านได้มีจดหมายไปถึงผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ หรือคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (Missions Etrangeres de Paris) อันเป็นคณะเผยแพร่ธรรมของคริสตจักรโรมันคาทอลิก ใจความจดหมายท่านเท้าความว่า ตั้งแต่ได้เฝ้าครั้งแรกถวายอักษรสาส์นของพระสันตปาปา และถวายพระราชสาส์นพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศส พระเจ้าแผ่นดินสยามได้พระราชทานที่ดินตรงค่ายญวน (ชุมชนชาวเวียดนาม) สำหรับให้บาทหลวงจากฝรั่งเศสได้อาศัยในปี ค.ศ. 1665 ปัจจุบันอยู่วัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา ในตอนนั้นเรียกว่า “ค่ายนักบุญยอแซฟ” โดยที่ดินผืนนี้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงกำหนดด้วยพระองค์เองขณะที่กำลังเสด็จพระราชดำเนินตามลำน้ำ

เมื่อเอ่ยถึงที่มาดังกล่าวแล้ว สังฆราชล็องแบร์จึงกล่าวถึงการเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำไว้ว่า ในเวลานั้นทราบกันดีว่าพระเจ้าแผ่นดินในแถบเอเชียมักจะไม่เสด็จออกให้ประชาชนได้เห็น ท่านคาดการณ์ว่าที่เป็นเช่นนี้จะเพราะเหตุสองประการ สาเหตุแรกเป็นคงจะเป็นเพราะเป็นประเพณีแต่โบราณ จึงทรงดำเนินตามแบบอย่างประเพณีที่เคยมีมาโดยไม่ได้คิดที่จะเปลี่ยนแปลงของเก่าหรือตั้งคำถามว่าทำไมจึงต้องทรงทำเช่นนั้น สาเหตุที่สองท่านกล่าวว่า “บางทีจะทรงเชื่อเอาจริง ๆ ว่าถ้าเสด็จออกให้มหาชนเห็นบ่อยๆ จะเสื่อมเสียพระเกียรติยศ แต่เพราะเหตุว่าการที่จะไม่ให้ข้าแผ่นดินได้เห็นพระพักตร์ของพระเจ้าแผ่นดินเสียเลยเป็นการไม่สมควร จึงทรงเลือกหาวันใดวันหนึ่งในปีหนึ่งที่จะเสด็จออกให้คนเห็น”

สังฆราชล็องแบร์ยังบรรยายความงดงามของกระบวนเรือพระราชพิธีว่า

Voyage de Siam, des peres jesuites, envoyez par le roy aux Indes & à la Chine

“แต่งพระองค์และประดับเครื่องราชอิศริยาภรณ์อย่างเต็มที่ ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินสยามนั้นในปีหนึ่งคงมีวันเสด็จออกเช่นนี้วันเดียวเท่านั้น และเป็นการง่ายที่จะคำนวณได้ว่าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้มีพระเกียรติยศสูงเพียงไร โดยคะเนในพระราชทรัพย์ที่ทรงมีมากมายก่ายกอง การที่เสด็จออกโดยเต็มที่อย่างนี้ก็เสด็จตามลำแม่น้ำอันงดงาม ของประเทศสยาม ในพิธีนี้มีเรือแห่นำตามเสด็จกว่าสองร้อยลำ ล้วนแต่แต่งประดับประดาอย่างงดงามและอย่างวิจิตรทุกลำ คือเรือสำหรับขุนนางและเจ้านาย ในระหว่างเรือเหล่านี้ยังมีเรืออีกลำหนึ่งซึ่งวิจิตรงดงามยิ่งไปกว่าเรือทั้งปวง ด้วยเป็นเรือปิดด้วยทองคำทุกด้าน จนแลเห็นเหมือนกับเรือลำนี้ทำด้วยทองคำทั้งลำ ฝ่ายองค์พระเจ้าแผ่นดินก็ทรงประดับด้วยเพชรพลอยต่าง ๆ อันนับ จำนวนไม่ถ้วน เสด็จออกมาให้คนทุก ๆ ชาติซึ่งอยู่ในประเทศสยามเห็นเหมือนกับพระองค์เป็นดวงพระอาทิตย์ แลในงารนี้คราวนี้บรรดาประชาราษฎรทุกชาติทุกภาษาก็มาชมพระบารมีเต็มตามลำน้ำและตามบ้านตามสวนที่อยู่ริมแม่น้ำนั้น”

ต่อมาในปี เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคอีก คราวนี้ สังฆราชฟรังซัว ปัลลือ (Francois Pallu) มีจดหมายบรรยายการเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคไว้ว่า “พระเจ้าแผ่นดินประทับอยู่บนพระโธรน ปิดทองสูงมาก แลข้าราชการหมอบเฝ้าอยู่ข้างล่าง ก่อนหน้าที่จะเสด็จนี้มีเสียงลือกันว่าพระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จพระราชดำเนินประพาส ตามลำน้ำ”

Voyage de Siam, des peres jesuites, envoyez par le roy aux Indes & à la Chine

ส่วนลักษณะของเรือขุนนางที่เขาร่วมในขบวนพยุหาขยาตรานั้น คาดว่าคงจะมีลักษณะเดียวกับที่อาแล็กซ็องดร์ อัศวินแห่งโชมง (Alexandre de Chaumont) ราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้บรรยายไว้ตอนที่เดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยาเมื่อปีค.ศ. 1685 เมื่อมาถึงอยุธยาแล้วทางราชสำนักได้จัดขุนนางมารับราชทูตโดยทางเรือ และราชทูตได้บรรยายเอาไว้ว่ามีความงามเพียงใด

Voyage de Siam, des peres jesuites, envoyez par le roy aux Indes & à la Chine

“บรรดาขุนนางทั้งปวงที่ได้มาคอยรับข้าพเจ้า ตามแม่น้ำระยะทางนั้นตามข้าพเจ้ามาด้วย ที่หนึ่งนั้น คือ มหาดเล็ก ที่มาภายหลังอิกนั้นก็มียศใหญ่ขึ้นกว่าก่อนนั้น ที่สุดที่มารับนั้นเป็นเจ้า บรรดาขุนนางทั้งปวงนี้มีเรือสำหรับตัวของเขาเองทุกๆ คน เรือของขุนนางเหล่านี้ที่กลางลำเรือที่เขานั่งนั้น ยกพื้นขึ้นสูงคล้ายๆ กับโธรน และนั่งลำละคนเท่านั้น มีอาวุธวางข้างๆ คือ ดาบ หอก ทวน ธนู โล่ห์ แลไม้สามง่ามเหมือนกัน เรือทั้งหลายเหล่านี้ประมาณสัก 50-60 ลำนี้ตามมาด้วย ลางลำก็ยาวถึง 80 ฟิต มีฝีพายบรรจุถึง 100 คนก็มี แต่เขามิได้พายเหมือนอย่างธรรมเนียมของเรา เขานั่งที่กระทงเรือเปนคู่กัน หันหน้าไปหัวเรือจึงพาย พายยาวประมาณ 4 ฟิต แลเมื่อพายนั้นโน้มตัวโดยท่าแข็งแรง”

Relation de l’ambassade de Mr. le chevalier de Chaumont a la cour du roy de Siam

เมื่อถึงเวลาอัญเชิญพระราชสาส์นของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ไปถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ราชทูตอาแล็กซ็องดร์ยิ่งได้รับการต้อนรับด้วยขบวนเรือที่ยิ่งใหญ่และอลังการยิ่งกว่าเดิม เป็นการบรรยายขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคที่มีเรือหนับร้อยลำ ยิ่งใหญ่กว่าขบวนเรือในยุคสมัยใดๆ

“ข้าพเจ้าได้พบเรือกิ่งปิดทองแต่งเครื่องพร้อม มีขุนนางชั้นที่ 4 นั่งมา 2 คน ข้าพเจ้าจึงได้รับพระราชสาส์นมาจากบาดหลวงแอปเบเดอชวยซี เชิญลงไปในเรือกิ่งนั้นส่งให้แก่ขุนนางคนหนึ่งที่อยู่ในเรือนั้น แล้วเขารับเชิญขึ้นไว้บนบุษบก ๆ นั้นเปนยอดแหลมสูงปิดทองอย่างงาม แล้วข้าพเจ้าก็มาลงเรือลำหนึ่งเปนเรือยาวงามดี ตามเรือพระราชสาส์นชิดไปทีเดียว แล้วมีเรืออีก 2 ลำงามเหมือนอย่างเรือที่ข้าพเจ้าขี่ มีขุนนางนั่งมาในเรือนั้น ท้ายเคียงเรือที่ใส่พระราชสาส์นทั้งซ้ายขวา”

Relation de l’ambassade de Mr. le chevalier de Chaumont a la cour du roy de Siam

ราชทูตอาแล็กซ็องดร์บรรยายต่อไปว่า “เรือที่ข้าพเจ้าขี่ที่ได้พูดมาแล้วนั้นหนึ่งลำ เรือบาทหลวงแอปเบเดอชวยซีพายตามเรือข้าพเจ้า และขุนนางอื่น ๆ ที่ได้มากับข้าพเจ้าและพวกของข้าพเจ้าได้ลงเรือต่างหากพายตามมาข้างหลัง ขุนนางที่มียศสูงนั้นขี่เรืองามนักออกชักนำหน้า และมีเรือยาวปิดทองอีกประมาณ 12 ลำ และเรืออื่นๆ อีกเกือบ 200 ลำพายเป็น 2 แถว พระราชสาส์นนั้นมีเรือคู่เคียงข้างคู่หนึ่ง แล้วเรือข้าพเจ้าอยู่กลาง บรรดาชาวเมืองทั้งปวงที่อยู่ในกรุงศรีอยุธยานั้น ก็เข้าต่อในกระบวนแห่แลในแม่น้ำอันกว้างนั้นดูเต็มติดแม่น้ำไปด้วยเรือต่าง ๆ เราได้ออกเรือเดินกระบวนมาดังนี้จนถึงกรุง”

นิโกลาส์ แชร์แวส (Nicolas Gervaise) นักเดินทางชาวฝรั่งเศสที่เดินทางมาถึงอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้บรรยายกระบวนเรือพยุหยาตราเอาไว้ว่า  “ไม่สามารถเทียบความงามกับขบวนเรืออื่นใดได้ เป็นขบวนเรือที่มโหฬาร มีเรือกว่าสองร้อยลำ โดยมีเรือพระที่นั่งพายเป็นคู่ๆ ไปข้างหน้า เรือพระที่นั่งนั้น ใช้ฝีพายของพวกแขนแดงที่ได้รับการฝึกพายมาจนชำนาญ ทุกคนสวมหมวก เสื้อ ปลอกเข่า ปลอกแขน มีทองคำประกอบ เวลาพายพร้อมกันเป็นจังหวะจะโคน พายนั้นก็เป็นพายทองเหมือนกัน เสียงพายกระทบกันเป็นเสียงประสานไปกับทำนองเพลงยอพระเกียรติของพระเจ้าแผ่นดิน”

Voyage de Siam, des peres jesuites, envoyez par le roy aux Indes & à la Chine

และบาทหลวงตาชาร์ด (Guy Tachard) บาทหลวงชาวฝรั่งเศสไม่เพียงแต่บันทึกเรื่องนี้ไว้อย่าวละเอียดละออ แต่ยังมีภาพประกอบรูปขบวนเรือและเรือพระที่นั่งอย่างงดงาม เป็นหลักฐานชิ้นสำคัยที่บอกกับเราว่าเรือพระราชพิธีสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร (เช่นรูปอนันตนาคราช และหัวเรือนาคราช เป็นต้น) สำหรับกระบวนเรือท่านได้พรรณนาเอาไว้ว่า

“มีเรือบัลลังก์ขนาดใหญ่สี่ลำมา แต่ละลำมีฝีพายถึงแปดสิบคน ซึ่งเราไม่เคยเห็นเช่นนั้นมาก่อน สองลำแรกนั้นหัวเรือทำเป็นรูปเหมือนม้าน้ำปิดทองทั้งลำ เมื่อเห็นมันมาแต่ไกลในลำน้ำนั้นดูคล้ายกับมันมีชีวิตชีวา มีเจ้าหน้าที่กองทหารรักษาพระองค์สองนายมาในเรือทั้งสองลำ เพื่อรับเครื่องราชบรรณาการของสมเด็จพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ครั้นบรรทุกเสร็จแล้วก็ถอยออกไปลอยลำอยู่กลางแม่น้ำอย่างสงบเงียบ และตลอดเวลาที่ลอยลำอยู่นี้ ไม่มีสุ้มเสียงใดเลยบนฝั่ง และไม่มีเรือลำใดเลยแล่นขึ้นล่องในแม่น้ำ เป็นการแสดงความเคารพต่อเรือบังลังก์หลวงแลเครื่องราชบรรณาการที่บรรทุกอยู่นั้น”

Voyage de Siam, des peres jesuites, envoyez par le roy aux Indes & à la Chine

“ขบวนอันยืดยาวของเรือบัลลังก์หลวง ซึ่งเคลื่อนที่ไปอย่างมีระเบียบเรียบร้อยนี้มีจำนวนถึงร้อยห้าสิบลำผนวกกับเรือลำอื่นๆ เข้าอีกก็แน่นแม่น้ำแลไปได้สุดสายตา อันเป็นทัศนียภาพที่งดงามหนักหนา เสียงเห่แสดงความยินดีตามธรรมเนียมนิยมของชาวสยาม อันคล้ายจะรุกไล่เข้าประกับข้าศึกนั้น ก้องไปทั้งสองฝั่งฟากแม่น้ำ ซึ่งมีประชาชนพลเมืองล้นหล้าฟ้ามือมาคอยชมขบวนยาตราอันมโหฬารนี้อยู่”

แม้ว่าหลังเสียกรุงศรีอยุธยาแล้วเรือพระราชพิธีต่างจะเสียหายหรือถูกทำลายจนหมด แต่ภาพความงดงามของขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคยังสืบทอดมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

อ้างอิง

เรื่องจดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาตั้งครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

จดหมายเหตุทูตฝรั่งเศส และโปรตุเกส เข้ามาเมืองไทยในแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราช

ประวัติศาสตร์แห่งราชอาณาจักรสยาม ของ นิโกลาส์ แชร์แวส

จดหมายเหตุการเดินทางสู่ประเทศสยาม ของ บาทหลวงตาชาร์ด

ใครเป็นใครในการเลือกตั้งชี้ชะตาผ่าทางตันเบร็กซิต

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608951

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2562 เวลา 18:36 น.

ใครเป็นใครในการเลือกตั้งชี้ชะตาผ่าทางตันเบร็กซิต

ประเด็นที่ต้องจับตามองในเลือกตั้งทั่วไปของอังกฤษ 12 ธ.ค. ที่หลายฝ่ายหวังว่าจะสามารถผ่าทางตันอันยืดเยื้อของเบร็กซิตได้ แต่ผลลัพธ์อาจไม่เป็นเช่นนั้น

วันที่ 12 ธันวาคมตั้งแต่เวลา 07.00 น. จนถึง 22.00 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนนิชของอังกฤษจะเป็นเวลาเปิดทำการของหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ ซึ่งจะให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในอังกฤษราว 45.7 ล้านคน ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่หลายฝ่าย โดยเฉพาะพรรคอนุรักษ์นิยมที่มีนายบอริส จอห์นสัน เป็นนายกรัฐมนตรี หวังว่าจะสามารถโกยคะแนนเสียงในสภาสามัญเพื่อผ่าทางตันปัญหาเบร็กซิตได้ในที่สุด

การเลือกตั้งทั่วไปซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ จะนับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 96 ปี ที่อังกฤษมีการจัดการเลือกตั้งในเดือนธันวาคม โดยครั้งล่าสุดที่มีการจัดเลือกตั้งทั่วไปในเดือนนี้คือปี 1923

 

จอห์นสัน VS คอร์บิน VS สวินสัน

สองพรรคใหญ่ที่ต้องจับตามองคือพรรคอนุรักษ์นิยม นำโดยนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน และพรรคแรงงาน ซึ่งนำทีมโดยนายเจเรมี่ คอร์บิน หัวหน้าพรรค และผู้นําฝ่ายค้าน

ทั้งสองพรรคหาเสียงพร้อมเสนอทางออกที่แตกต่างกันสิ้นเชิงของการผ่าทางตันเบร็กซิต

หากพรรคอนุรักษ์นิยมชนะ รัฐบาลจอห์นสันมีความมุ่งหมายในการบรรลุข้อตกลงกับสหภาพยุโรปเกี่ยวกับเบร็กซิตสำเร็จให้ได้ภายในเดือนมกราคมปีหน้า ซึ่งรวมถึงข้อตกลงต่างๆร่วมกับอียูโดยเฉพาะประเด็นด้านนโยบายตรวจคนเข้าเมืองของแรงงานสัญชาติอียู และการขนส่งนำเข้าสินค้าระหว่างกัน

แต่หากเจเรมี่ คอร์บิน แห่งพรรคแรงงานชนะเสียงข้างมาก เขาต้องการเปิดเจรจาข้อตกลงกับสหภาพยุโรปรอบใหม่เพื่อหาข้อตกลงแบบ Soft-Brexit กับอียูให้ได้มากที่สุด ซึ่งอาจรวมไปถึงทางเลือกในการจัดลงประชามติเบร็กซิตรอบสองด้วย

เจเรมี่ คอร์บิน ผู้นำพรรคแรงงาน

ก่อนหน้านี้พรรคอนุรักษ์นิยมมีคะแนน 298 เสียง บวกกับอิสระอีก 44 เสียงเป็น 342 เสียง ส่วนพรรคแรงงานและพรรคร่วมฝ่ายค้านได้คะแนนเสียงรวม 308 เสียง จากที่นั่งในสภาสามัญที่หมด 650 เสียง

นอกจากสองพรรคใหญ่ทั้งอนุรักษ์นิยมแล้ว ผู้ลงคะแนนชาวอังกฤษยังมีพรรคทางเลือกที่สามคือ Liberal Democrats ที่มีแกนนำโดยนางโจ สวินสัน ได้เสนอทางออกเบร็กซิตด้วยการยกเลิกการใช้บทบัญญัติที่ 50 และยกเลิกกระบวนการเบร็กซิตทั้งหมดโดยทันที ประหนึ่งว่าไม่เคยเกิดเหตุการณ์เบร็กซิตมาก่อน

 

นางโจ สวินสัน ผู้นำพรรคริเบอรัล

 

แต่ถ้าหากไม่มีพรรคใดชนะเสียงข้างมากจะเป็นอย่างไร?

นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการยากที่พรรคอนุรักษ์นิยม และนายบอริส สามารถกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาได้ แต่หากทั้งสามพรรคไม่มีใครชนะเลือกตั้งเสียงข้างมากได้ รัฐบาลอังกฤษชุดต่อไปอาจต้องเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ตั้งขึ้นด้วยการรวมคะแนนเสียงจากพรรคเล็กพรรคน้อย ซึ่งอาจทำให้สถานะของสภาสามัญกลายเป็น”สภาแขวน” ไม่ต่างจากก่อนหน้าการเลือกตั้ง

ปัญหาก็คือพรรคใหญ่ๆในสภาประกาศชัดเจนว่าไม่หนุนแผนเบร็กซิตของบอริส อาทิพรรค Liberal Democrats ประกาศชัดไม่สนับสนุนบอริส จอห์นสันกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยแน่นอน

ส่วนพรรคชาตินิยมสกอตของนางนิโกลา สเตอร์เจียน มุขมนตรีแห่งสกอตตแลนด์ ประกาศชัดเจนว่าจะให้การสนับสนุนพรรคแรงงานของนายคอร์บิน

 

อย่างไรก็ดี การเลือกตั้งครั้งนี้มีปัจจัยตัวแปรหลายอย่างที่อาจกระทบต่อผลการเลือกตั้ง เช่น ผู้ลงคะแนนในบางเขตเลือกตั้งใหญ่ๆ ซึ่งเคยสนับสนุนพรรคอนุรักษ์นิยม แต่เปลี่ยนไปสนับสนุนพรรคฝ่ายตรงข้าม หรือแม้แต่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้าเลือกตั้ง พบว่ามีคนหนุ่มสาวช่วงอายุไม่เกิน 35 ปี ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้นถึงกว่า 3 ล้านคน และมีแนวโน้มไม่ลงคะแนนให้พรรคอนุรักษ์นิยมด้วย ไปจนถึงปัจจัยด้านสภาพอากาศที่สำนักพยากรณ์อากาศอังกฤษรายงานว่า บางพื้นที่จะเผชิญอากาศเย็นจัด ลมแรง ไปจนถึงหิมะตก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการออกไปลงคะแนนใช้สิทธิเลือกตั้ง

นอกจากนี้หลายฝ่ายมองว่า คำมั่นของนายจอห์นสันที่บอกว่ารัฐบาลพรรคอนุรักษ์นิยมจะต้องหาทางบรรลุทางตันเบร็กซิตให้ได้ภายในปีหน้านั้น ยังเป็นการยากและยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากยังมีหลายประเด็นที่อังกฤษต้องใช้เวลาเจรากับอียู ทั้งในประเด็นแรงงานสัญชาติอียูในอังกฤษ การขนส่งข้ามพรมแดนกับไอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศเดียวในอียูที่มีพรมแดนติดกับอังกฤษ การขนส่งสินค้าอียูผ่านท่าเรืออังกฤษ และการเดินทางระหว่างกันทั้งทางราง ทางอากาศ และทางเรือ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาที่ในการเจรจารวมถึงการหามาตรการรองรับกับคณะบริหารชุดใหม่ของอียู

“ขายหน้า” ที่ไม่ได้น่าอาย แถมยังได้เงินเกือบ 4 ล้าน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608943

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2562 เวลา 18:00 น.

"ขายหน้า" ที่ไม่ได้น่าอาย แถมยังได้เงินเกือบ 4 ล้าน

บริษัทในอังกฤษขอซื้อ “ใบหน้า” ของมนุษย์ที่ดูมีความใจดีและเป็นมิตรเพื่อนำไปใช้เป็นใบหน้าหุ่นยนต์ช่วยดูแลผู้สูงอายุขายทั่วโลก

ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระบุว่าภายในปี 2050 หรืออีก 30 ปีข้างหน้าประชากรสูงอายุตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 ล้านคน จาก 900 ล้านคนในปี 2015 ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นบริษัทเทคโนโลยีพากันผลิตหุ่นยนต์ช่วยดูแลผู้สูงอายุออกมาหลากหลายรูปแบบ ที่รูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายมนุษย์ที่สุดน่าจะเป็นหุ่นยนต์โซเฟียที่สามารถแสดงสีหน้าได้ถึง 60 แบบ

โซเฟีย

แต่ใบหน้าของโซฟีก็ยังเกิดจากการออกแบบขึ้นมา

ทว่าในอนาคตอันใกล้นี้ บริษัทเทคโนโลยีเจ้าหนึ่งกำลังจะนำใบหน้าของมนุษย์ไปใช้เป็นแบบใบหน้าของหุ่นยนต์เพื่อผู้สูงอายุ

บริษัทด้านวิศวกรรม Geomiq ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ ประกาศตามหาใบหน้าที่ดู “ใจดีและเป็นมิตร” เพื่อนำมาใช้เป็นต้นแบบของใบหน้าหุ่นยนต์ช่วยดูแลผู้สูงอายุให้กับบริษัทผลิตหุ่นยนต์ที่ยังไม่เปิดเผยชื่อแห่งหนึ่ง โดยใบหน้าที่ได้รับเลือกจะได้รับค่าตอบแทน 100,000 ปอนด์ หรือราว 3,982,769 บาท แลกกับการอนุญาตให้บริษัทนิรนามใช้ใบหน้ากับหุ่นยนต์ได้ตลอดไป

Geomiq เผยรายละเอียดเบื้องต้นว่า ใบหน้าที่ตรงตามเงื่อนไขจะถูกนำไปผลิตเป็นหุ่นยนต์เพื่อจำหน่ายไปทั่วโลก ส่วนบริษัทผลิตหุ่นยนต์ที่ให้ Geomiq ช่วยคัดสรรใบหน้าให้นั้นมีประสบการณ์พัฒนาหุ่นยนต์มาแล้ว 5 ปี โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนก้อนใหญ่จากเมืองเซี่ยงไฮ้ของจีน และมีแผนจะจำหน่ายหุ่นยนต์ที่ใช้ใบหน้าของมนุษย์เป็นต้นแบบภายในปี 2020

สำหรับ Geomiq เองนั้นเป็นสตาร์ทอัพด้านวิศวกรรมที่ก่อตั้งเมื่อปี 2017 โดย แซม อัล มุกห์ตาร์ และวิลเลียม โฮเยอร์ มิลลาร์

อย่างไรก็ดี การสรรหา “ใบหน้าที่ใช่” ครั้งนี้ก่อให้เกิดคำถามขึ้นมากมาย อาทิ เหตุใดจึงต้องใช้ใบหน้าของมนุษย์จริงๆ เพราะเราสามารถใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการสร้างหน้าตาของหุ่นยนต์ให้ดูเหมือนใบหน้าของมนุษย์จริงๆ ชนิดที่แทบจะแยกไม่ออกทีเดียว

กู้ภัยเกาะไวท์ของนิวซีแลนด์สะดุด หลังภูเขาไฟยังคงปะทุต่อเนื่อง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608921

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2562 เวลา 14:47 น.

กู้ภัยเกาะไวท์ของนิวซีแลนด์สะดุด หลังภูเขาไฟยังคงปะทุต่อเนื่อง

ทางการนิวซีแลนด์ยังไม่สามารถเดินหน้าภารกิจกู้ภัย 9 นักท่องเที่ยวที่เหลือบนเกาะไวท์ที่เกิดเหตุภูเขาไฟปะทุได้ คาดเสียชีวิตทั้งหมด

ทางการนิวซีแลนด์จำเป็นต้องยุติการค้นหาและกู้ภัยนักท่องเที่ยวซึ่งเชื่อว่ามีอีก 8 คน ที่ยังสูญหายบนเกาะไวท์ (White Island) หลังจากที่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเกิดเหตุภูเข้าไฟบนเกาะได้เกิดการปะทขึ้นมาอย่างหนัก พร้อมปล่อยควันขาวและเถ้าถ่านขึ้นสู่อากาศ จนเป็นเหตุให้มีนักท่องเที่ยวที่อยู่บนเกาะขณะนั้นราว 50 คนได้รับผลกระทบ

แม้ว่าหลังเกิดเหตุได้ไม่นาน ทางการได้ส่งทีมช่วยเหลือเข้าไปในพื้นที่แต่ก็มีรายงานพบผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ราย ขณะที่อีก 30 คนได้รับบาดเจ็บ จำนวนนี้ 25 สาหัส ส่วนที่เหลือได้รับการช่วยเหลือได้ทัน

อย่างไรก็ดียังคงหลงเหลือผู้สูญหายอีก 9 ราย ซึ่งทางการคาดว่าอาจเสียชีวิตแล้ว แต่ยังไม่สามารถเดินหน้าภารกิจกู้ภัยได้ เนื่องจากศูนย์เฝ้าระวังแผ่นดินไหวของนิวซีแลนด์รายงานว่า ยังพบแรงสั่นสะเทือนและภูเขาไฟยังมีสถานะอันตรายพร้อมพ่นกลุ่มควันแก๊สพิษอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาเกรงว่าภูเขาไฟอาจปะทุรุนแรงได้อีกภายใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า ซึ่งกระทบต่อภารกิจค้นหาผู้สูญหาย

ด้านนายกรัฐมนตรี จาซินดา อาร์เดิร์น แถลงในวันนี้ว่า ได้พูดคุยกับทีมกู้ภัยแล้วและทุกคนพร้อมปฏิบัติหน้าที่และกระตือรือร้นอย่างมากที่จะกลับไปบนเกาะเพื่อค้นหาร่างของผู้สูญหายกลับสู่อ้อมอกของครอบครัว

อย่างไรก็ดี กระบวนการพิสูจน์อัตลักษณ์ของผู้เสียชีวิตที่กู้ร่างขึ้นมาได้แล้วนั้นกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยถึงขณะนี้สามารถระบุอัตลักษณ์ผู้เสียชีวิตได้แล้ว 2 รายเป็นนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย

Photo : NZHERALD / AFP

Bougainville โหวตท่วมท้น ลงมติเป็นเอกราชจากปาปัวฯ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608909

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2562 เวลา 13:40 น.

Bougainville โหวตท่วมท้น ลงมติเป็นเอกราชจากปาปัวฯ

เกือบ 98% ของชาวบูเกนวิลล์ ลงประชามติขอแยกตัวเป็นเอกราชจากปาปัวนิวกินี กลายเป็นประเทศน้องใหม่ของโลก

ชนพื้นเมืองบนเกาะบูเกนวิลล์ ซึ่งมีสถานะปัจจุบันเป็นดินแดนปกครองตนเองของปาปัวนิวกีนี กำลังจะมีอนาคตที่เปลี่ยนหลังจากผลการลงประชามติเอกราชที่มีการลงคะแนนไปเมื่อวันที่ 23 พ.ย. ที่ผ่านมา ประกาศผลอย่างเป็นทางการโดยพบว่า ผู้ลงคะแนนชาวบูเกนวิลล์เกือบ 98% จากทั้งหมด 181,000 เสียง เห็นชอบการแยกตัวออกเป็นเอกราชจากปาปัวนิวกินีการลงประชามติครั้งนี้มีอยู่สองทางเลือกคือ ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของปาปัวนิวกินีต่อไปแต่จะได้อิสระในการปกครองตนเองมากขึ้น หรือการเป็นเอกราชโดยสิ้นเชิงจากปาปัวนิวกินี โดยผู้ลงคะแนนเสียงจำนวน 176,928 คะแนนโหวตให้เป็นเอกราช

ขณะที่ 3,043 ต้องการให้ยังคงอยู่กับปาปัวนิวกินี แต่ได้เสรีภาพในการปกครองตนเองมากขึ้น และอีก 1,096 ไม่ออกเสียง

การลงประชามติครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพในปี 2011 ซึ่งถือเป็นการยุติสงครามกลางเมืองอันนองเลือดระหว่างชาวบูเกนวิลล์กับรัฐบาลปาปัว นิวกินี ที่ยืดเยื้อมานานนับทศวรรษจนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15,500 คน

สำหรับเกาะบูเกนวิลล์ (Bougainville Island) เป็นเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยจัดเป็นเกาะใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะโซโลมอน ถูกจัดเป็นดินแดนปกครองตนเองที่เป็นส่วนหนึ่งของประเทศปาปัวนิวกินี

ผลการลงประชามติขอแยกตัวเป็นเอกราชดังกล่าว จะส่งผลให้ในอนาคตบูเกนวิลล์เป็นประเทศเกิดใหม่ที่น่าจับตามองจากนักลงทุนอย่างมาก เนื่องจากเกาะแห่งนี้มีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์และยังไม่รุกล้ำจากภายนอก รวมถึงกลายเป็นประเทศที่อยู่กึ่งกลางระหว่างการชาติมหาอำนาจในภูมิภาคอย่างสหรัฐ จีน และออสเตรเลีย

สภาผู้แทนฯแจ้ง 2 ข้อหาคดีถอดถอนทรัมป์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608898

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2562 เวลา 12:14 น.

สภาผู้แทนฯแจ้ง 2 ข้อหาคดีถอดถอนทรัมป์

เดโมแครตยกสองข้อหาถอนถอนทรัมป์คือ ใช้อำนาจมิชอบ และ ขัดขวางการทำงานของคองเกรส

แกนนำพรรคเดโมแครตซึ่งคองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ได้ประกาศบทบัญญัติว่าด้วยการถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากตำแหน่งแล้วด้วยสองประเด็นหลักคือ ใช้อำนาจในทางมิชอบจากกรณียูเครน และพยายามขัดขวางการทำงานของสภาคองเกรส

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นโดยนาย Jerry Nadler ประธานคณะกรรมาธิการยุติธรรมสภาคองเกรส พร้อมด้วยนางแนนซี่ เปโลซี่ ประธานสภาผู้แทนฯสหรัฐ และแกนนำบางส่วนจากพรรคเดโมแครต

ก่อนหน้านี้เดโมแครตได้ชั่งน้ำหนักประเด็นที่เตรียมยื่นฟ้องร้องทรัมป์ใน 4 ประเด็น ซึ่งรวมถึงกรณีการมีส่วนรวมกับรัสเซียเพื่อแทรงแซงการเลือกตั้งภายในสหรัฐ จากคำให้การของนายโรเบิร์ต มูลเลอร์ อดีตผอ.เอฟบีไอ แต่ทว่าสุดท้ายเดโมแครตก็ตัดสินใจใช้สองประเด็นหลักๆในการยื่นญัตติถอดถอนทรัมป์คือการใช้อำนาจในทางมิชอบ และขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของสภาคองเกรส

ตามที่ระบุไว้ในบัญญัติที่หนึ่งเกี่ยวกับการใช้อำนาจในทางมิชอบ ระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ใช้อำนาจในฐานะประธานาธิบดีของฝ่ายบริหารที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของสหรัฐ และทำลายความสมบูรณ์ของประชาธิปไตยในสหรัฐ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าผลประโยชน์ของชาติ

แกนนำพรรคเดโมแครต

ขณะที่ข้องฟ้องร้องในบทบัญญัติที่สองตอนหนึ่งระบุว่า ตลอดประวัติศาสตร์สหรัฐ ไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใด ใช้คำสั่งคัดค้านหรือขัดขวางกระบวนการไต่สวนเพื่อถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่งของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ พฤติกรรมของประธานาธิบดีทรัมป์พยายามวางตัวเหนือความรับผิดชอบ เหนือชาวอเมริกัน และเหนือกระบวนการของรัฐสภา .. เป็นประธานาธิบดีที่วางตัวเองเหนือกฎหมาย กระบวนการฟ้องร้องนี้เพื่อให้ชัดเจนว่าไม่มีใครแม้แต่ประธานาธิบดีจะอยู่เหนือกฎหมายได้

ความคืบหน้านี้จะถือว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กลายเป็นผู้นำสหรัฐคนที่สี่อย่างเป็นทางการ ที่ถูกสภายื่นฟ้องร้องเริ่มต้นกระบวนการถอดถอนอย่างเป็นทางการ โดยก่อนหน้านี้คือ ปธน.แอนดรูว จอห์นสัน ซึ่งรอดพ้นจากการถอดถอนโดยการโหวตของวุฒิสภาอย่างหวุดหวิด เช่นเดียวกับปธน.บิล คลินตัน ส่วนปธน.ริชาร์ด นิกสัน ประกาศลาออกก่อนที่วุฒิสภาจะดำเนินการโหวต

ท่าทีดังกล่าวของเดโมแครตส่งผลให้ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะเข้าชี้แจงต่อวุฒิสภาเกี่ยวกับ 2 ข้อหาที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้ยื่นถอดถอนเขาออกจากตำแหน่ง โดยระบุว่า ปธน.ทรัมป์หวังให้วุฒิสภาจะตัดสินให้เขาพ้นผิด เนื่องจากเขาไม่ได้ทำสิ่งใดผิด

ข้อฟ้องร้องในสองข้อหาดังกล่าว ขั้นตอนต่อไปคือคณะกรรมาธิการตุลาการจะลงมติต่อญัตติในสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะยื่นเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแบบเต็มคณะ ซึ่งคาดว่าสส.คองเกรสจะมีการอภิปรายและลงมติอย่างเป็นทางการในช่วงสัปดาห์หน้าหรือก่อนวันหยุดเทศกาลคริสต์มาส