ยอดขายผลไม้ในฮ่องกงร่วง! คนกังวลสารเคมีจากแก๊สน้ำตาปนเปื้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607307

  • วันที่ 24 พ.ย. 2562 เวลา 15:27 น.

ยอดขายผลไม้ในฮ่องกงร่วง! คนกังวลสารเคมีจากแก๊สน้ำตาปนเปื้อน

ชาวฮ่องกงกังวลสารเคมีจากแก๊สน้ำตาจะตกค้างในผักผลไม้จนไม่กล้าซื้อไปบริโภค ส่งผลให้ยอดขายในบางตลาดร่วงถึง 80%

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ยอดขายผลไม้ในตลาดแห่งหนึ่งของฮ่องกงลดลงถึง 80% หลังจากที่เกิดกระแสวิตกกังวลจากประชาชนว่าผักผลไม้ที่วางจำหน่ายในตลาดจะมีสารเคมีจากแก๊สน้ำตาปนเปื้อน หลังจากที่เจ้าหน้าที่ฮ่องกงได้ยิงแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุมประท้วงหลายครั้ง

ขณะที่ผู้จำหน่ายผลไม้ได้ขอให้ประชาชนเลิกกังวลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เนื่องจากผลไม้ได้ถูกบรรจุอยู่ในก่องขณะขนส่ง รวมทั้งขณะที่นำนำผลไม้ออกจากกล่องก็ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่มีการยิงแก๊สน้ำตาจำนวนมาก

ด้าน ทางการฮ่องกงก็ได้ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานบ่งชี้พิษจากสารไดอ๊อกซินในแก๊สน้ำตา แต่ก็ไม่ได้ระบุว่าในแก๊สน้ำตานั้นมีสารเคมีอะไรบ้าง ทำให้ประชาชนยังมีความกังวล

ภาพ เอเอฟพี

ที่มา อินโฟเควสท์

อียิปต์พบมัมมี่สิงโตอายุ2,600ปีกับมัมมี่แมวอีกเพียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607301

  • วันที่ 24 พ.ย. 2562 เวลา 14:42 น.

อียิปต์พบมัมมี่สิงโตอายุ2,600ปีกับมัมมี่แมวอีกเพียบ

สำนักข่าว AP รายงานว่า กระทรวงโบราณคดีของอียิปต์เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับมัมมี่สัตว์ที่ถูกค้นพบเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยมีลูกสิงโต จระเข้ นก และแมวหลายตัว

โบราณวัตถุที่เพิ่งถูกค้นพบใหม่ถูกจัดแสดงในนิทรรศการชั่วคราวที่พีระเมิดขั้นบันไดของฟาโรห์โจเซอร์ ในเมืองสุสานซัคคาราทางตอนใต้ของกรุงไคโร โดยจัดแสดงร่วมกับมัมมี่และสิ่งของโบราณอื่นๆ ที่พบในเมืองสุสานอันกว้างใหญ่

ทั้งนี้ ที่ราบสูงซัคคารามีปิรามิดอย่างน้อย 11 แห่งรวมถึงพีระเมิดขั้นบันไดของฟาโรห์โจเซอร์ พร้อมด้วยหลุมฝังศพของขุนนางโบราณหลายร้อยคนตั้งแต่ราชวงศ์ 1 (ราว 2,920 ปี – 2,770 ปีก่อนคริสตกาล) ไปจนถึงยุคคอปติก (คริสตศักราชที่ 395-642)

Photo by Khaled DESOUKI / AFP

มอสตาฟา วาซิรี เลขาธิการสภาสูงสุดแห่งโบราณคดีกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า นักโบราณคดีในท้องถิ่นพบโลงศพที่มีสัตว์ตายซากหลายร้อยตัว ทั้งนกและจระเข้ และหมู่สัตว์มัมมี่เหล่านั้นมีลูกสิงโต 2 ตัวและหลังจากสแกนด้วยเรดาร์ก็พบว่ามัมมี่อีก 3 ตัวเป็นลูกสิงโตเช่นกัน นับเป็นการค้นพบที่น่าตื่นเต้นมากเพราะก่อนหน้านี้พบตัวอย่างมัมมี่สิงโตเพียงตัวเดียวเท่านั้น

นักโบราณคดีพบแมวมัมมี่บ่อยครั้ง แต่การพบมัมมี่สิงโตนั้นหายาก ในปี 2004 มีการพบโครงกระดูกสิงโตตัวแรกในซัคคารา แสดงให้เห็นถึงสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ของสัตว์ชนิดนี้ในสมัยโบราณ

Photo by Khaled DESOUKI / AFP

นักโบราณคดียังพบรูปสลักแมวที่ทำด้วยไม้และสัมฤทธิ์เป็นตัวแทนของเทพธิดาบาสเท็ต (Bastet) และรูปสลักแมลงปีกแข็งหินขนาดใหญ่ที่หายาก ซึ่งวาซิรีระบุว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ทั้งนี้ มัมมี่แมวจะทำขึ้นถวายเทพธิดาบาสเท็ต โดยจะถูกขุนให้อ้วนก่อนแล้วรัดคอหรือหักคอให้ตาย จากนั้นนำไปทำมัมมี่เพื่อถวายเทพเจ้า

นอกจากนี้ยังมีมัมมี่ของพังพอนอียิปต์ 2 ตัวที่ห่อด้วยผ้าลินินและรูปสลักไม้บุด้วยดีบุกรูปเทพธิดาเซคเมต (Sekhmet) เป็นรูปผู้หญิงที่มีหัวเป็นสิงโต นักวิชาการกล่าวว่าเซคเมตเป็นเทพีแห่งสงครามและผู้ทำลายล้างศัตรูของเทพแห่งดวงอาทิตย์

สิ่งของจัดแสดงเหล่านี้ถูกระบุช่วงเวลาไว้ว่า มีอายุในช่วงปลายยุคโบราณ หรือ 664 – 332 ปีก่อนคริสตกาล

Photo by Khaled DESOUKI / AFP

Photo by Khaled DESOUKI / AFP

Photo by Khaled DESOUKI / AFP

Photo by Khaled DESOUKI / AFP

Photo by Khaled DESOUKI / AFP

Photo by Khaled DESOUKI / AFP

Photo by Khaled DESOUKI / AFP

Photo by Khaled DESOUKI / AFP

Photo by Khaled DESOUKI / AFP

Photo by Khaled DESOUKI / AFP

 

Photo by Khaled DESOUKI / AFP

ทำไมกะเทยญี่ปุ่นถึงได้เป็นพระ แต่กะเทยไทยบวชพระไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607294

  • วันที่ 24 พ.ย. 2562 เวลา 12:23 น.

ทำไมกะเทยญี่ปุ่นถึงได้เป็นพระ แต่กะเทยไทยบวชพระไม่ได้

ในตอนนี้เมืองไทยมีวิวาทะร้อนแรงขึ้นมาอีกเรื่องชาวเพศทางเลือกควรได้รับอนุญาตให้บวชเป็นภิกษุหรือไม่? ที่จริงประเด็นนี้เป็นเรื่องถกเถียงมาเนิ่นนาน แม้พระวินัยและอรรถกถาจะระบุชัด แต่ที่ยังเป็นเรื่องถกเถียงขึ้นมาได้ เพราะความเข้าใจไม่ตรงกันในหลายๆ ด้าน (บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน)

เรื่องเกิดขึ้นจาก “ครูธัญ – ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 1 ใน 4 ส.ส. LGBT ได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่า “หากกะเทยมีความศรัทธาในศาสนา ทำไมสังคมบางส่วนจึงมองว่า เป็นพระตุ๊ด พระแต๋ว และไม่เหมาะสม ความศรัทธาทำไมจึงมีเรื่องเพศที่กำหนดการเข้าถึง มันไม่ควรจะเกี่ยวกับเรื่องเพศไม่ใช่หรือ”

ในโลกโซเชียลพูดถึงเรื่องนี้และมีการยกเอากรณีของ “พระ” ชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกคนหนึ่งคือโคโด นิชิมูระ (Kodo Nishimura) ซึ่งเป็นเมคอัพอาร์ติสต์ชื่อดังที่เคยรับหน้าที่ช่างแต่งหน้าประกวด Miss Universe และยังเป็น “พระ” ในพุทธศาสนาที่ญี่ปุ่น ทำให้สื่อในเมืองไทยใช้คำเรียกเขาว่า “พระ” และถึงกับบอกว่าเขาใช้การแต่งงานสอนธรรมมะ

อันที่จริงแล้วนิชิมูระมีรสนิยมทางเพศเป็นเกย์ ซึ่งว่ากันตามพระวินัยแล้วเกย์ถือเป็นบัณเฑาะก์ห้ามบวชเป็นภิกษุ แต่ทำไมเขาถึงได้บวชและเรียกตัวเองว่าเป็นพระ?

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า “พระ” ในญี่ปุ่นไม่ใช่พระภิกษุในความเข้าใจของคนไทย บุคคลที่สวมจีวรปฏิบัติศาสนกิจในญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องถือพระวินัยที่ห้ามบัณเฑาะก์บวช เพราะในญี่ปุ่นแทบจะไม่มีการถือวินัยกันแล้ว พระที่เห็นกันอยู่คือบุคคลธรรมดาที่เสพสังวาส มีลูกเมีย ดื่มสุรา และทำศาสนกิจเป็นการหาเลี้ยงชีพ วัดเป็นดั่งบริษัทที่สืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น

ในบทความเรื่อง “ไม่ใช่ประสก ไม่ใช่บรรพชิต ไขมายาคติว่าด้วยพระมหายานมีเมีย” ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2560 ผู้เขียนได้อธิบายได้ว่า ในยุคโบราณพระสงฆ์ญี่ปุ่นมีการอุปสมบท 2 แบบ คือ แบบรับศีลเต็มสูตรแบบบ้านเรา กับแบบรับแต่ศีลโพธิสัตว์ ต่อมาท่านชินรัน ตั้งนิกายโจโด ชินชู (Jodo Shinshu ) ประกาศถอนตัวจากพระวินัย แล้วสมรสมีครอบครัว ทำให้เกิด 3 สายขึ้นมา แต่สายแรกที่รับพระวินัยเต็มสูตรนั้นน้อยนิดยิ่ง

ความแตกต่างนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้วัตรปฏิบัติหย่อนยาน และเกิดวิวาทะว่าควรที่พระจะมีครอบครัว หรือควรจะรักษาพรหมจรรย์ตามธรรมเนียมที่มีมาตลอดนับร้อยๆ ปี กระทั่งเข้าสู่ยุคใหม่ คือสมัยเมจิ ที่พระพุทธศาสนาถูกกดขี่อย่างหนัก เพราะรัฐบาลส่งเสริมความเป็นชาตินิยมผ่านลัทธิชินโต อีกทั้งยังถูกศาสนิกอื่นโจมตีว่า พระสงฆ์พุทธเห็นแก่ตัวไม่มีครอบครัวบุตรหลานตามธรรมชาติ และยังงอมืองอเท้าขอเขากิน แต่ข้อวิจารณ์ผิวเผินนี้เป็นเพียงส่วนน้อยของแรงผลัก

แรงผลักจริงๆ มาจากการที่รัฐบาลเมจิออกกฎหมาย นิคุชิกิ ไซไต (Nikushi Saitai) ในปี 1868 โดย “บังคับ” ให้พระสงฆ์ต้องแต่งงาน สืบทอดวัดผ่านสายเลือดจากการสมรส และสามารถกินเนื้อสัตว์ได้ กฎหมายนี้มุ่งหมายเพื่อจะลดความแข็งแกร่ง ความน่าเลื่อมใสของพระพุทธศาสนา ทางหนึ่งก็เพื่อทำให้ศาสนาในญี่ปุ่นให้ทันสมัยแบบค่านิยมตะวันตก (แองโกล-โปรเตสแตนต์) ที่ญี่ปุ่นพยายามเลียนแบบ

กฎหมายนี้ปรับใช้ได้อย่างรวดเร็ว เพราะศาสนจักรยำเกรงรัฐ อีกทั้งนิกายใหญ่ๆ ในญี่ปุ่นขณะนั้นบวชโดยไม่ถือพระวินัยหลัก หรือไม่ก็มีครอบครัวอยู่แล้วตามวัตรปฏิบัติของนิกายโจโด ชินชู ทำให้ง่ายต่อการเปลี่ยนแปลง แม้จะมีความพยายามที่จะต่อต้านจากสายอนุรักษนิยม แต่พลังมีขีดจำกัด แต่นั้นมาพระสงฆ์ในญี่ปุ่นจึงแต่งงาน มีครอบครัว มีเพียงส่วนน้อยถึงน้อยที่สุดที่ยังต้านทานแรงกดดัน รักษาพรหมจรรย์เอาไว้ได้

ข้อมูลทั้งหมดนี้นำมาจากหนังสือชื่อ Neither Monk nor Layman : Clerical Marriage in Modern Japanese Buddhism (ไม่ใช่ทั้งประสก ไม่ใช่ทั้งพระ – การแต่งงานของบรรพชิตในพระพุทธศาสนาญี่ปุ่นยุคใหม่) เป็นงานวิจัยของ ริชาร์ด แจฟฟ์ (Richard Jaffe)

ศ. รอเบิร์ท เธอร์แมน ผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนาแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กล่าวว่า พระญี่ปุ่นมักเรียกตัวเองเป็นพระสงฆ์ หรือ Monk แต่ท่านจะโต้กลับว่า “ไม่ ไม่ใช่ พวกท่านไม่ใช่พระ พวกท่านป็นแค่อนุศาสนาจารย์ (หรือ Priest) เพราะไม่ได้ถือพระวินัย”

กลับมาดูที่กรณีของพระเกย์ “โคโด นิชิมูระ” ตัวเขาเป็นอนุศาสนาจารย์ในพุทธศาสนานิกายโจโด ชินชู ซึ่งเป็นนิกายแรกที่ละทิ้งพระวินัย สืบทอดฐานะเจ้าอาวาสผ่านทางพ่อถึงลูกชาย ตัวเขาเองไปโลดแล่นอยู่ในสหรัฐในฐานะเมคอัพอาร์ติส์หลายปี จนกลับมาสืบทอดกิจการวัดจากพ่อ ในตอนแรกเขาลังเลใจที่จะรับหน้าที่เพราะเนื้องานดูจะขัดกัน แต่สุดท้ายก็ตกลงที่จะ “บวช” (ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่การบวชที่ถูกต้องตามพระวินัยที่เรายึดถือกัน) โดยมีทัศนะว่าการแต่งหน้ากับการสอนธรรมะไปด้วยกันได้

ในชีวิตประจำวันอนุศาสนาจารย์ของนิกายโจโด ชินชูจะใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป แต่งตัวเหมือนประสกทุกอย่าง บางครั้งอาจจะโกนศีรษณะหรือบางคนอาจจะไว้ผมรองทรงให้เรียบร้อยก็ได้ แต่เมื่อประกอบพิธีพวกเขาจะห่มจีวรเหมือนพระ สวดเหมือนพระ เสร็จแล้วรับเงินค่าบริการทำพิธี

โคโด นิชิมูระและเกย์/กระเทยในญี่ปุ่นจึงสามารถบวชนได้ตามกฎหมาย (ที่ออกมาเพื่อกดขี่พุทธศาสนา) แต่หากวัดกันตามพระวินัยที่สถาบันสงฆ์ทุกประเทศในเอเชียยังคงรักษาไว้แล้ว “พระญี่ปุ่น” ไม่ถือเป็นพระ แม้ศีลห้าของอุบาสกก็ยังรักษาไว้ไม่ได้ เพราะดื่มสุราเป็นปกติ

อนึ่ง ความเสื่อมโทรมในพระวินัยในญี่ปุ่นมีมาหลายร้อยปีแล้ว เพราะพระสงฆ์คลุกคลีกับเรื่องราคะและเรื่องทางโลกมากเกินไป รัฐบาลยุคโบราณพยายามปราบปรามมาโดยตลอด เช่นโชกุนโทคุงะวะ ถึงขนาดตรึงกางเขน หรือจับตัวมาประจาน หากจับได้ว่าพระรูปนั้นๆ มีสัมพันธ์ทางเพศ แต่ทุกวันนี้รัฐบาลไม่สามารถแทรกแซงเรื่องของศาสนาได้ เพราะหลักการแยกศาสนาออกจากรัฐ ทำให้ชาวพุทธมีอิสระที่จะถือหรือไม่ถือวินัยก็ได้

ซึ่งอาจจะเหมาะเหม็งตามแนวคิดเสรีนิยม แต่ผิดมหันต์ตามหลักที่พระพุทธเจ้าทรงกำหนดไว้

ภาพของ Kodo Nishimura จาก @kodomakeup

“Bougainville” ลงประชามติเอกราช ลุ้นเป็นประเทศใหม่ของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607269

  • วันที่ 23 พ.ย. 2562 เวลา 18:36 น.

"Bougainville" ลงประชามติเอกราช ลุ้นเป็นประเทศใหม่ของโลก

รู้จัก “บูเกนวิลล์” ดินแดนเกาะห่างไกลที่ลงประชามติเตรียมแยกตัวเป็นเอกราชจาก”ปาปัวนิวกินี”

ช่วงเช้าวันนี้ (23 พ.ย.) ชาวบูเกนวิลล์ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนต่างตื่นเต้นและตั้งตารอคอยผลการลงคะแนนประชามติจากเขตลงคะแนนทั้ง 21 แห่งทั่วเกาะบูเกนวิลล์ ดินแดนปกครองตนเองในพื้นที่อันห่างไกลของปาปัวนิวกินี ในการลงประชามติแยกตัวออกเป็นเอกราช

บรรยากาศของการลงประชามติเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องยินดีของผู้คนบนเกาะ และหากผลประชามติออกมาให้แยกตัวเป็นเอกราช “บูเกนวิลล์” จะถือเป็นประเทศเกิดใหม่ล่าสุดของโลก

การลงประชามติครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพในปี 2011 ซึ่งถือเป็นการยุติสงครามกลางเมืองอันนองเลือดระหว่างชาวบูเกนวิลล์กับรัฐบาลปาปัว นิวกินี ที่ยืดเยื้อมานานนับทศวรรษจนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15,500 คน

 

การลงประชามติครั้งนี้มีอยู่สองทางเลือกคือ ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของปาปัวนิวกินีต่อไปแต่จะได้อิสระในการปกครองตนเองมากขึ้น หรือการเป็นเอกราชโดยสิ้นเชิงจากปาปัวนิวกินี โดยจากการสำรวจของเอ็กซิทโพลคาดว่า ผู้ลงคะแนนเสียงส่วนใหญ่จะเลือกการแยกตัวเป็นเอกราชอย่างถาวรจากปาปัวนิวกินี

สำหรับเกาะบูเกนวิลล์ (Bougainville Island) เป็นเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยจัดเป็นเกาะใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะโซโลมอน ถูกจัดเป็นดินแดนปกครองตนองที่เป็นส่วนหนึ่งของประเทศปาปัวนิวกินี โดยมีประธานาธิบดีเป็นผู้นำ และมีระบบรัฐสภาเป็นของตัวเอง

เกาะมีพื้นที่ราว 9,300 ตารางกิโลเมตร มีประชากรอาศัยอยู่เพียง 207,000 คน

เกาะแห่งนี้ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1767 โดยนักเดินเรือชาวฝรั่งเศสชื่อ หลุยส์ เดอ บูแก็งวีล (ซึ่งได้ตั้งชื่อเกาะตามนามสกุลของเขา)

ช่วงปี 1899–1914 เกาะแห่งนี้เคยอยู่ภายใต้การครอบครองของเยอรมนี ผ่านบริษัทการค้าของเยอรมนี โดยหลังจากปี 1914 ออสเตรเลียได้เข้ายืดครองเกาะแห่งนี้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จนต่อมาในสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นได้เข้ายึดพร้อมใช้เป็นฐานที่มั่นปฏิบัติการในแปซิฟิก

หลังสงครามบูเกนวิลล์อยู่ภายใต้การคุ้มครองของสหประชาชาติ ก่อนจะถูกผนวกรวมเข้ากับปาปัวนิวกินีในปี 1975 จากการที่ปาปัวนิวกินีประกาศตัวประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ

 

อย่างไรก็ดี ผลของการลงประชามติอาจยังไม่มีความชัดเจนในเร็ววัน เนื่องจากหลายชุมชนอยู่กระจายตามเกาะเล็กๆโดยรอบ รวมถึงกระจายตัวอยู่ตามพื้นที่โดดเดี่ยวในป่าลึก ซึ่งคาดว่าจะทราบผลการลงประชามติได้ภายในไม่เกินกลางเดือนธันวาคมนี้

หากแยกออกเป็นเอกราชจริง บูเกนวิลล์จะกลายเป็นที่น่าจับตามองจากนักลงทุนอย่างมา เนื่องจากเกาะแห่งนี้มีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์และยังไม่รุกล้ำจากภายนอก

เกาะแห่งนี้เต็มไปด้วยทองแดง โดยมีเหมืองทองแดงขนาดใหญ่อยู่ที่เมือง Panguna ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางความขัดแย้งช่วงทศวรรษ 1980 กระทั่งเหมืองถูกปิดอันเป็นผลสืบเนื่องจากความขัดแย้ง นั่นหมายความว่าหากบูเกนวิลล์แยกตัวเป็นเอกราช รัฐบาลท้องถิ่นสามารถเปิดเหมืองได้อีกครั้ง และเปิดประเทศรับการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น

สหรัฐถลุงงบฯไปกว่า 6.4 ล้านล้านดอลลาร์ ในภารกิจต่อต้านก่อการร้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607265

  • วันที่ 23 พ.ย. 2562 เวลา 16:57 น.

สหรัฐถลุงงบฯไปกว่า 6.4 ล้านล้านดอลลาร์ ในภารกิจต่อต้านก่อการร้าย

ผลวิจัยเผยนับตั้งแต่เหตุการณ์ 9/11 รัฐบาลสหรัฐใช้เงินภาษีชาวอเมริกันในสงครามต่อต้านก่อการร้ายไปมากกว่า 193 ล้านล้านบาท

สถาบัน Watson Institute of International and Public Affairs แห่งมหาวิทยาลัยบราวน์ของสหรัฐฯ ได้เผยรายงานสองฉบับที่ระบุถึงการสูญเสียชีวิต และเงินงบประมาณจากปฏิบัติการต่อต้านก่อการร้ายของสหรัฐ นับตั้งแต่เกิดเหตุกาณ์ 9/11 โดยพบว่าตลอดปฏิบัติการดังกล่าวถึงปัจจุบัน มีผู้เสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 801,000 ราย รวมทั้งใช้เงินงบประมาณภาษีของประชาชนไปแล้วกว่า 6.4 ล้านล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 193 ล้านล้านบาท

ยอด 6.4 ล้านล้านดอลล์นี้ จัดว่าสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ หากเทียบกับงบประมาณประจำปี2019ของรัฐบาล ซึ่งมียอดงบถึง 4.4 ล้านล้านดอลลาร์

รายงานของมหาวิทยาลัยบราวน์ยังระบุอีกว่า ยอดผู้เสียชีวิตกว่า 8 แสนคน ในจำนวนนี้กว่า 335,000 เป็นพลเรือน และส่งผลให้ต้องมีผู้อพยพพลัดถิ่นฐานกว่า 21 ล้านคน จากความรุนแรงในพื้นที่

รายงานดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศถอนทหารออกจากซีเรีย แต่ก็ยังคงกองกำลังสหรัฐในอัฟกานิสถานไว้ แม้ว่าจะมีข้อถกเถียงเรื่องการถอนทัพสหรัฐออกจากอัฟกานิสถานด้วย

Neta Crawford ผู้เขียนงานวิจัยชิ้นนี้เผยว่า นับตั้งแต่เหตุการณ์ 9/11 จากสงครามต่อต้านก่อการร้ายในอิรัก อัฟกานิสถาน ปากีสถาน และซีเรีย ได้ขยายไปสู่สงครามต่อต้านก่อการร้ายทั่วโลกในกว่า 80 ประเทศ

และแม้ว่าปัจจุบันสหรัฐมีแผนถอนกองกำลังทหารออกจากพื้นที่สงครามหลักๆในตะวันออกลาง แต่จำนวนผู้เสียชีวิตก็ยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะยังคงมีสงครามเกินขึ้นและสงครามเหล่านี้ก็ไม่ได้จบลงง่ายๆ

เปิดลิสต์ประเทศสุดปลอดภัยสำหรับการท่องเที่ยวในปี 2020

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607260

  • วันที่ 23 พ.ย. 2562 เวลา 16:05 น.

เปิดลิสต์ประเทศสุดปลอดภัยสำหรับการท่องเที่ยวในปี 2020

ประเทศใดบ้างที่จัดว่า “ปลอดภัย” ต่อการไปท่องเที่ยวในปีหน้ามากที่สุด

เว็บไซต์ International SOS ซึ่งเป็นบริษัทด้านความปลอดภัยในการเดินทาง ได้เปิดเผยการจัดประเภทของความเสี่ยงระหว่างการเดินทางไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก ประจำปี 2020

การจัดอันดับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในการท่องเที่ยวตามประเทศต่างๆนี้ แบ่งเป็น 5 ประเภทตามการแบ่งของสี มีตั้งแต่ ความเสี่ยงด้านการแพทย์อย่าง การติดเชื้อโรค อาชญากรรม ความปลอดภัยบนท้องถนน ไปจนถึงความรุนแรงทางการเมือง

จากการคาดการณ์ของ International SOS พบว่าประเทศที่ “ปลอดภัย” สำหรับการท่องเที่ยวในปีหน้าส่วนใหญ่ล้วนเป็นประเทศในแถบยุโรปเหนือ อาทิ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ กรีนแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ สโลวีเนีย ลักเซมเบิร์ก และ สวิสเซอร์แลนด์

ส่วนประเทศที่จัดว่าอันตรายสำหรับการท่องเที่ยว ส่วนใหญ่มักเป็นประเทศที่อยู่ในพื้นที่ความขัดแย้งด้านสงคราม อาทิ อัฟกานิสถาน แอฟริกากลาง โซมาเลีย และซีเรีย

บางประเทศถูกจัดอยู่ใน “กลุ่มผสม” ระหว่างปลอดภัยและไม่ปลอดภัยสำหรับการท่องเที่ยว อาทิ เม็กซิโก และโคลัมเบีย ซึ่งพบว่าบางภูมิภาคไม่ปลอดภัยสำหรับการท่องเที่ยว ขณะที่บางภูมิภาคของประเทศอยู่ในความเสี่ยงระดับกลาง

ประเทศจุดหมายปลายทางยอดนิยมอย่าง สหรัฐ อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย จีน และประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปจัดว่าปลอดภัย

ส่วนประเทศไทย ในด้านความปลอดภัยทางการแพทย์ถูกจัดอยู่ในระดับสีม่วง หรือ “variable risk” ส่วนความปลอดภัยขณะท่องเที่ยวอยู่ระดับเหลือง หรือในระดับต่ำ แต่พบว่าในพื้นที่กรุงเทพมหานครอยู่ในระความเสี่ยงปานกลาง ขณะที่ความปลอดภัยบนท้องถนนพบว่าทั้งประเทศไทยอยู่ในความเสี่ยงของอุบัติเหตุทางท้องถนนระดับสูงสุด

ขณะที่ฮ่องกงนั้น แม้จะเกิดสถานการณ์ประท้วงรุนแรงทางการเมือง แต่ทาง International SOS ก็ยังคงจัดอันดับให้อยู่ในด้านความเสี่ยงต่ำ

ที่มา : https://www.internationalsos.com/risk-outlook

เยอรมนีถกหนักเรื่องชักธงชาติในโรงเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607253

  • วันที่ 23 พ.ย. 2562 เวลา 14:38 น.

เยอรมนีถกหนักเรื่องชักธงชาติในโรงเรียน

พรรครัฐบาลเยอรมนีเตรียมถกเรื่อง ให้ทุกโรงเรียนในประเทศชักธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา แต่บางฝ่ายมองว่าอาจเป็นการปลูกฝังแนวคิดชาตินิยมขวาจัดให้เด็กๆ

สื่อท้องถิ่นเยอรมนีรายงานว่า พรรค Christian Democratic Union (CDU) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของนางอังเกลา แมร์เคิล อาจเตรียมลงมติโหวตให้ทุกโรงเรียนในเยอรมนีมีการชักธงชาติ (Flagge Deutschlands) ขึ้นสู่ยอดเสา ที่ด้านนอกของอาคารเรียน เคียงคู่กับธงประจำรัฐของแต่ท้องถิ่น และธงประจำสหภาพยุโรป

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นจาก สมาคมนักเรียนในโรงเรียนภูมิภาค หรือ Schülerunion (SU) ซึ่งเป็นองค์กรกลุ่มอนุรักษ์นิยมอิสระที่มีสมาชิกหลายพันคนทั่วประเทศ กระทั่งได้มีการนำเสนอประเด็นดังกล่าวเข้าสู่สมาชิกของพรรค CDU โดยคาดว่าทางพรรคอาจมีการหยิบเรื่องนี้หารือในที่ประชุมใหญ่ของพรรคซึ่งจะมีขึ้นภายในสัปดาห์นี้ที่เมืองไลป์ซิก รัฐซัคเซิน โดยจะเป็นหนึ่งในทั้ง 270 นโยบายที่พรรค CDU จะหารือกัน เพื่อเป็นนโยบายและทิศทางการทำงานของพรรคภายในปีหน้า

Sven Fontaine ตัวแทนจากกลุ่ม SU ให้เหตุผลว่า การใช้ธงชาติในห้วงเวลานี้นับเป็นเรื่องสำคัญ เพราะปัจจุบันธงชาติเยอรมนีถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของทั้งกลุ่มซ้ายจัดและขวาจัด

“ความเกลียดชังถูกแพร่กระจายผ่านการใช้ธงชาติ ประเทศของเราตั้งอยู่บนพื้นฐานของความหลากหลายที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน บนพื้นฐานของหลักความยุติธรรมและเสรีภาพ ไม่ใช่ความเกลียดชัง”

“หากคุณเห็นธงชาติอยู่ด้านนอกอาคารเรียน คุณจะตระหนักได้ว่าทำไมธงเหล่านี้จึงอยู่ที่นั่น และคุณจะได้เรียนรู้ความเป็นชาติจากคุณค่า”

อย่างไรก็ดี เรื่องดังกล่าวได้รับข้อถกเถียงจากนักการเมืองฝั่งซ้ายจากพรรค SPD บางกลุ่มที่มองว่า นโยบายการให้มีการชักธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาในโรงเรียนนั้น เป็นสัญญาณของการปลูกฝังแนวคิดชาตินิยมขวาจัดให้กับเด็กๆ ซึ่งอาจเป็นการปลูกฝังความเกลียดชังต่อเชื้อชาติโดยใช้ธงชาติเป็นเครื่องมือ อีกทั้งเรื่องนี้ควรเป็นการตัดสินใจของรัฐบาลท้องถิ่นในแต่ละรัฐ ไม่ใช่เป็นการตัดสินใจจากรัฐบาลกลางที่เบอร์ลิน

“ทรัมป์”โว บอกตนช่วยสกัดจีนไม่ให้บุกฮ่องกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607242

  • วันที่ 23 พ.ย. 2562 เวลา 12:45 น.

"ทรัมป์"โว บอกตนช่วยสกัดจีนไม่ให้บุกฮ่องกง

ปธน.ทรัมป์ “ถ้าไม่ใช่เพราะผม ฮ่องกงคงราบเป็นหน้ากลองใน 14 นาที”

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐได้ให้สัมภาษณ์เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่นกรุงวอชิงตันดี.ซี. ผ่านยังรายการ Fox & Friends ทางช่อง Fox โดยประธานาธิบดีสหรัฐได้อ้างเครดิตที่ระบุว่า ตนเองได้ยกหูคุยกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงว่า หากจีนมีปฏิบัติการในฮ่องกงจะยิ่งให้การให้เจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนยุ่งยากมากขึ้น

“ถ้าไม่ใช่เพราะผม .. ฮ่องกงคงราบเป็นหน้ากลองภายในเวลา 14 นาที” ปธน.ทรัมป์กล่าวในรายการของช่อง Fox News

“จีนมีทหาร 1 ล้านนายอยู่ใกล้พรมแดนฮ่องกง แต่ก็ไม่ได้ส่งทหารเข้าไป เพราะผมขอร้องสีจิ้นผิงไม่ให้ทำ ผมบอกผู้นำจีนว่าหากเขาทำ มันจะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่จะส่งผลกระทบถึงข้อตกลงการค้า ซึ่งจีนยังต้องการทำข้อตกลงการค้าอยู่ เราต้องยืนเคียงข้างฮ่องกง และผมก็ต้องการยืนเคียงข้างสีจิ้นผิงด้วย เขาคือเพื่อนผม ผมต้องการให้พวกเขาหาทางออกด้วยตนเอง”

ขณะนี้ ทั้งจีนและสหรัฐกำลังมีความพยายามบรรลุข้อตกลงทางการค้าระหว่างกัน เพื่อยุติข้อขัดแย้งด้านการค้าที่ดำเนินมาเป็นระยะเวลานานกว่า 16 เดือน โดยทั้งสองชาติมีกำหนดลงนามความเห็นชอบทางการค้า “เฟสแรก” ในเร็วๆนี้

คำพูดของผู้นำสหรัฐมีขึ้นหลังจากเหตุการณ์การปะทะอย่างรุนแรงระหว่างเจ้าหน้าที่ปราบจลาจลฮ่องกง กับบรรดาผู้ประท้วงซึ่งส่วนใหญ่เป็นศึกษาภายในมหาวิทยาลัยโพลิเทคนิคแห่งฮ่องกงเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ทางด้านสภาคองเกรสเพิ่งผ่านร่างกฎหมายสนับสนุนและคุ้มครองประชาธิปไตยในฮ่องกง ซึ่งหากถูกบังคับใช้จริง จะมีหลายมาตรการที่สหรัฐบังคับใช้ต่อรัฐบาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกง และถือเป็นมาตรการทางกฎหมายแรกที่สหรัฐใช้กับฮ่องกงนับตั้งแต่ที่มีการประท้วง โดยขั้นตอนหลังจากนี้คือรอให้ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามเท่านั้น แต่ก็ยังคงไม่ชัดเจนว่า ปธน.ทรัมป์จะลงนามในร่างฯฉบับนี้หรือไม่

Huawei ลุยสิงคโปร์ เปิด AI แล็บแห่งแรก ปั้นนักพัฒนาปัญญาประดิษฐ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607238

  • วันที่ 23 พ.ย. 2562 เวลา 11:38 น.

Huawei ลุยสิงคโปร์ เปิด AI แล็บแห่งแรก ปั้นนักพัฒนาปัญญาประดิษฐ์

Huawei ทุ่ม 300 ล้านบาท ตั้งศูนย์วิจัยปัญญาประดิษฐ์ ในสิงคโปร์ หวังสร้างวิศวกร AI 100 คนต่อปี

สเตรทไทมส์รายงานว่า Huawei ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของจีน ประกาศทุ่มเงินลงทุนกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 300 ล้านบาท เปิดแล็บวิจัยด้าน AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์โดยเฉพาะ โดยในเบื้องต้น หัวเว่ยตั้งเป้าผลิตนักพัฒนา AI จำนวน 100 คน จากนั้นจะขยายผลิตวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ให้ได้ 1,000 คน ภายใน 3 ปีข้างหน้า

AI แล็บแห่งใหม่ของ Huawei นี้ จะนับเป็นการสร้างห้องปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐแห่งแรกของหัวเว่ยในสิงคโปร์ซึ่งจะร่วมถึงพัฒนา AI เพื่อให้สอดรับการเทคโนโลยี 5G ในอนาคตด้วย โดยห้องปฏิบัติการแห่งนี้จะเปิดกว้างต่อทั้งหน่วยงานรัฐบาล สถาบันการศึกษาระดับสูง รวมถึงองค์กรขนาดเล็ก และขนาดกลางที่ต้องการพัฒนาความสามารถและทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งจะเป็นทักษะสำคัญแห่งอนาคต

สิงคโปร์แขวนคอนักโทษค้ายาชาวมาเลย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607235

  • วันที่ 23 พ.ย. 2562 เวลา 10:35 น.

สิงคโปร์แขวนคอนักโทษค้ายาชาวมาเลย์

สิงคโปร์สั่งประหารชีวิตพ่อค้ายาเสพติดชาวมาเลย์ด้วยการแขวนคอ แม้มาเลเซียจะร้องขอผ่อนผันโทษ

ชายชาวมาเลยเซียที่ชื่อว่า Abd Helmi Ab Halim วัย 36 ปี ถูกสำนักงานทัณฑสถานสิงคโปร์ ในเขตชางฮี ลงโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอเมื่อวานนี้ ( 22 พ.ย.) ตามการเปิดเผบของกลุ่มนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชนในมาเลเซีย

รายงานระบุว่า นาย Halim ถูกทางการสิงคโปร์จับกุมเมื่อปี 2015 และถูกศาลตัดสินประหารชีวิตในปี 2017 ฐานลักลอบนำยาเสพติดประเภทเฮโรอีนน้ำหนัก 16.56 กรัม จากมาเลเซียเข้าสู่สิงคโปร์

การตัดสินลงโทษประหารชีวิตดังกล่าว แม้ว่าทาง Lawyers for Liberty (LFL) ซึ่งเป็นองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในมาเลเซียได้พยายามของให้มีการผ่อนผันการลง โทษเนื่องจากมองว่า โทษประหารชีวิตรุนแรงมากเกินไปหากเทียบกับปริมาณยาเสพติดที่ถูกจับ

ทั้งนี้ สิงคโปร์มีบทลงโทษทางกฎหมายในคดียาเสพติดที่รุนแรง โดยกำหนดว่าหากพบผู้ลักลอบ หรือครอบครองยาเสพติดร้ายแรงเกิน 15 กรัมขึ้นไป อาจมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต

ขณะที่จากข้อมูลขององค์การนิรโทษพบว่าในปีที่ผ่านมา สิงคโปร์ประหารชีวิตนักโทษในคดีต่างๆไปแล้ว 13 คน โดยจำนวน 11 คนเป็นคดียาเสพติด

ส่วนมาเลเซียก็มีบทลงโทษประหารชีวิตเช่นกัน แต่นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีมหาเธร์ขึ้นครองอำนาจ ได้มีการสั่งลดหย่อนและทบทวนบทลงโทษประหารชีวิตไว้ชั่วคราวก่อน ขณะที่รัฐบาลกำลังหาทางปฏิรูปกฎหมายลงโทษ

(AFP pic)