พบผู้ป่วยมะเร็งทวารหนักเพิ่มอย่างน่าตกใจเพราะพฤติกรรมทางเพศที่เปลี่ยนไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607083

  • วันที่ 21 พ.ย. 2562 เวลา 19:00 น.

พบผู้ป่วยมะเร็งทวารหนักเพิ่มอย่างน่าตกใจเพราะพฤติกรรมทางเพศที่เปลี่ยนไป

ผลวิจัยชี้ชาวอเมริกันติดเชื้อและเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งทวารหนักซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสเอชพีวีเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นชายผิวดำ ผู้หญิงผิวขาว และคนสูงอายุ

ผลการวิจัยของศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพมหาวิทยาลัยเทกซัสในฮุสตัน (UTHealth) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐ พบว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งที่มีการลงทะเบียนทุกชนิดทั่วประเทศระหว่างปี 2001-2016 มีผู้ป่วยมะเร็งทวารหนักทั้งสิ้น 68,809 ราย เสียชีวิต 12,111 ราย

หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จะมีผู้ป่วยมะเร็งทวารหนักเพิ่มขึ้นราว 2.7% และเสียชีวิตจากมะเร็งทวารหนักเพิ่มขึ้น 3.1% ทุกๆ ปีในช่วงเวลาดังกล่าว โดยชายผิวดำอายุระหว่าง 23-38 ปี และผู้หญิงผิวขาวติดเชื้อมากที่สุด รองลงมาเป็นผู้สูงวัยอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ถือเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจเมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า

ทั้งนี้ มะเร็งทวารหนักจะเกิดขึ้นกับทางเดินอาหารส่วนปลาย ข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ระบุว่ากว่า 90% ของมะเร็งทวารหนักเกิดจากเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ซึ่งติดต่อทางเพศสัมพันธ์เช่นเดียวกับมะเร็งปากมดลูก โดยคู่ชายรักชายที่เป็นฝ่ายรับ (receptive anal intercourse) มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งทวารหนักมากที่สุด

การวิจัยครั้งนี้ยังพบอีกว่านับตั้งแต่ช่วงปี 1950 ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งชนิดนี้ก็เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการร่วมเพศ การเปลี่ยนคู่นอนหลายคน ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ล้วนเพิ่มโอกาสที่จะติดเชื้อเอชพีวีทั้งสิ้น

นอกจากนี้ การระบาดของโรคเอชไอวีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มชายรักชายก็มีส่วนทำให้มีผู้ป่วยมะเร็งทวารหนักเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยเอชไอวีมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งทวารหนักด้วย และยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อาทิ ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ หรือสูบบุหรี่เป็นประจำ

“พี่น้องครองประเทศ” ผู้นำศรีลังกาตั้งพี่ชายนั่งนายกฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607099

  • วันที่ 21 พ.ย. 2562 เวลา 18:13 น.

"พี่น้องครองประเทศ" ผู้นำศรีลังกาตั้งพี่ชายนั่งนายกฯ

ประธานาธิบดีศรีลังกา แต่งตั้งพี่ชายผู้เป็นอดีตผู้นำศรีลังกาเช่นกัน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (20 พ.ย.) โกตาพญา ราชปักษา ประธานาธิบดีคนใหม่ของศรีลังกา ได้ประกาศแต่งตั้งนายมหินทา ราชปักษา ผู้เป็นพี่ชาย และเคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีศรีลังกาเช่นกัน ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศ หลังนายรานิล วิกรมสิงเห ลาออกไปก่อนหน้านั้น นับว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของศรีลังกาที่ทั้งประธานาธิบดี และนายกรัฐมนตรีเป็นสายเลือดเดียวกัน

สำหรัยบนายมหินทา วัย 74 ปีเคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมาแล้วสองสมัย ระหว่างปี 2005-2015 ได้เข้ารับสาบานตนเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วในวันนี้ (21 พ.ย.) ขณะที่นายโกตาพญา ผู้เป็นน้องชายวัย 70 ปี เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมมาก่อนช่วงที่มหินทาผู้เป็นพี่ชายดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และเพิ่งได้รับการเลือกตั้งเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมาเช่นกัน

 

โกตาพญาทำพิธีนำกล่าวคำปฏิญาณตนแต่งตั้งมหินทาเป็นนายกรัฐมนตรีศรีลังกา

ทั้งนี้ “พี่น้องราชปักษา”เคยได้รับเสียงชื่นชมและความนิยมชมชอบจากประชาชน จากผลงานปราบปรามกลุ่มกบฎพยัคฆ์ปลดปล่อยทมิฬอีแลม เมื่อเกือบ 10 ปีก่อน ยุติสงครามกลางเมืองอันยาวนานเกือบ 40 ของศรีลังกาลงได้สำเร็จ แต่ก็ได้รับการเพ่งเล็งจากนานาชาติเกี่ยวกับประเด็นละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นกัน

แม้ว่าพี่น้องราชปักษาจะได้รับความนิยมชมชอบจากชาวสิงหล ซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่กลับไม่เป็นที่ชื่นชอบสำหรับชนกลุ่มน้อยชาวทมิฬมากนัก

เผยภาพความเสียหาย แผ่นดินไหว”ไซยะบูลี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607076

  • วันที่ 21 พ.ย. 2562 เวลา 16:28 น.

เผยภาพความเสียหาย แผ่นดินไหว"ไซยะบูลี"

ประมวลภาพความเสียหายเหตุแผ่นดินไหวแขวงไซยะบูลีของลาว  ทำโรงไฟฟ้าหงสายุติการผลิตชั่วคราว

จากเหตุแผ่นดินไหวใกล้กับเมืองหงสา ในแขวงไซยะบูลี ของสปป.ลาว ช่วงเวลาเช้ามืดของวันนี้ (21 พ.ย.) โดยมีแรงสั่นสะเทือนที่ 6.1 แมกนิจูด ศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากตัวเมืองหงสา 28 ก.ม. มีความลึกเพียง 3 กิโลเมตรจากพื้นดินนั้น ส่งผลให้อาคารสูงในกรุงเทพมหานครหลายแห่งรู้สึกถึงแรงสั่นไหวได้นั้น

 

โรงไฟฟ้าหงสา

ความคืบหน้าด้านความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวดังกล่าว มีรายงานว่าพบแรงสั่นสะเทือนอาฟเตอร์ช็อกตามมาหลายครั้ง โดยเฟซบุ๊กเพจเป็นเรื่องเป็นลาว ได้รวบรวมภาพความเสียหายของสิ่งปลูกสร้างในหลายจุดใกล้บริเวณเมืองหงสา ในแขวงไซยะบูลี รวมถึงภาพความเสียหายของโรงไฟฟ้าไซยะบูลี จนต้องประกาศยุติกำลังการผลิตไฟฟ้าเป็นการชั่วคราว

โรงไฟฟ้าหงสา

 

แถลงการของ บริษัท ไฟฟ้าหงสา จำกัด เมืองหงสา แขวงไซยะบูลี ระบุว่า ขณะนี้ ทางบริษัทได้เข้าไปสำรวจความเสียหายของโรงไฟฟ้า ซึ่งมีกำลังการผลิต 1,878 เมกะวัตต์ทั้งหมดแล้ว เบื้องต้นยังไม่พบความเสียหายจากโครงสร้างหลัก มีเพียงความเสียหายจากผิวของสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น โดยทางบริษัทคาดว่าจะสามารถสรุปความเสียหายอย่างชัดเจนได้ภายใน 24 ชั่วโมง

 

โรงไฟฟ้าหงสา

ขณะเดียวกันยังปรากฎภาพความเสียหายของอาคารบ้านเรือนของประชาชน และสิ่งปลูกสร้างโบราณภายในชุมชนใกล้เมืองหงสา อาทิพระอุโบสถเก่าแก่ อายุ 400 ปี ได้รับความเสียหาย รายงานยังระบุอีกว่าจากเหตุแผ่นดินไหวดังกล่าว ส่งผลให้ประชาชนตื่นตกใจมากกว่าทุกครั้ง แม้เคยเกิดแผ่นดินไหวที่ไชยะบุลีหลายหน แต่ไม่รุนแรงเท่านี้

ทั้งนี้ ยังไม่มีรายงานตัวเลขความเสียหาย หรือจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ-เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ

บ้านเรือนใกล้เมืองหงสาที่ได้รับความเสียหาย

บ้านเรือนใกล้เมืองหงสาที่ได้รับความเสียหาย

 

สิ่งปลูกสร้างใกล้เมืองหงสาได้รับความเสียหาย

 

สิ่งปลูกสร้างใกล้เมืองหงสาได้รับความเสียหาย

 

สิ่งปลูกสร้างใกล้เมืองหงสาได้รับความเสียหาย

 

อุโบสถเก่าแก่เสียหาย

 

อุโบสถเก่าแก่เสียหาย

 

อุโบสถเก่าแก่เสียหาย

 

ขอบคุณภาพ : เฟซบุ๊กเป็นเรื่องเป็นลาวLao Youth Radio FM 90.0เฟซบุ๊คพนักงานโรงไฟฟ้าหงสาSone Media Sign and FhotoSooksavath Chanthalangmaพลเมืองโซเชียลชาวเมืองหงสา

ทรัมป์ขู่ถอนทหารจากโสมใต้ หากไม่ยอมช่วยจ่ายเงินอุดหนุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607054

  • วันที่ 21 พ.ย. 2562 เวลา 14:24 น.

ทรัมป์ขู่ถอนทหารจากโสมใต้ หากไม่ยอมช่วยจ่ายเงินอุดหนุน

ปธน.ทรัมป์ขู่ถอนทหารสหรัฐจากเกาหลีใต้ หากรัฐบาลโซลไม่ยอมจ่ายเงินช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายของทัพสหรัฐในคาบสมุทรเกาหลี

สื่อท้องถิ่นเกาหลีใต้รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ เผยว่ากำลังพิจารณาการถอนทหารสหรัฐออกจากคาบสมุทรเกาหลี หากว่ารัฐบาลโซลไม่ยินยอมจ่ายเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายของทัพสหรัฐที่ประจำการในเกาหลีใต้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังจากที่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาคณะเจรจาของสหรัฐได้ยกเลิกกำหนดการพูดคุยกับเกาหลีใต้ หลังจากที่สหรัฐเรียกร้องให้รัฐบาลโซล จ่ายเงินสนับสนุนทัพสหรัฐในเกาหลีใต้เป็นจำนวน 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 5 เท่าจากยอดที่เกาหลีใต้เคยจ่ายหนุน

 

สื่อเกาหลีใต้ระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยื่นข้อเสนอสองทางเลือกคือ รัฐบาลโซลต้องจ่ายเงินจำนวนดังกล่าว .. หากไม่สหรัฐก็จะถอนทหาร

โชซอน อิลโบ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวด้านการทูตในกรุงวอชิงตันดี.ซี.ว่า “เข้าใจว่าการถอนทหารที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวถึง คือการถอนกำลังพลขนาด 1 กองพลน้อย หากการเจรจาของทั้งสองชาติไม่ลงตัว

ทั้งนี้ มีทหารสหรัฐราว 28,000 นาย ประจำการอยู่ในเกาหลีใต้ ซึ่งกำลังพลขนาด 1 กองพลมีทหารราว 3-4 พันนาย

ด้านนายสตีเฟ่น บีกัม ผู้แทนพิเศษสหรัฐด้านเกาหลีเหนือ กล่าวว่า ส่วนตัวเขาเชื่อว่าจะไม่มีทางที่สหรัฐถอนทหารทั้งหมดออกจากเกาหลีใต้ .. เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของเรา แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทหารสหรัฐจะมีที่นั่งในเกาหลีใต้แบบฟรีๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเจรจาแบ่งเบาภาระระหว่างสหรัฐกับเกาหลีใต้

บริษัทชิ้นส่วนรถยนต์ “Continental” ประกาศปลดคนงาน 5,040 คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607041

  • วันที่ 21 พ.ย. 2562 เวลา 12:44 น.

บริษัทชิ้นส่วนรถยนต์ "Continental" ประกาศปลดคนงาน 5,040 คน

“Continental” ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์สัญชาติเยอรมัน มีแผนปลดพนักงานกว่า 5,000 คน หลังความต้องการรถในตลาดโลกลดลง ปรับตัวรับเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า

รอยเตอร์รายงานว่า บริษัท Continental ผู้ผลิตยางรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์สัญชาติเยอรมัน ได้เปิดเผยเมื่อวันพุธที่ผ่านมาถึงแผนการปรับลดพนักงานจำนวนกว่า 5,000 คน ภายในปี 2028 หรือในอีก 9 ปีข้างหน้า อันเป็นหนึ่งของแผนการปรับโครงสร้างองค์กรและลดค่าใช้จ่าย จากการที่บริษัทเผชิญกับความต้องการรถโดยสารในตลาดโลกที่ลดลง รวมถึงเทรนด์การใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้น

รายงานระบุว่า ปัจจุบัน Continental มีพนักงานรวมกว่า 240,000 คน ซึ่งแผนการปรับลดครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อคนงานของ Continental ในเยอรมนี อิตาลี และสหรัฐ

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Continental นับเป็นหนึ่งในภาคอุตสาหกรรมด้านยานยนต์ ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของเยอรมนี ที่เชิญความท้าทายจากความต้องการใช้รถยนต์โดยสารที่ลดลง เทรนด์การเปลี่ยนการใช้งานจากรถเครื่องยนต์สันดาปที่ใช้น้ำมัน ไปสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น

Continental กล่าวว่าจะมีคนงานราว 520 ตำแหน่งที่โรงงานใน Roding ได้รับผลกระทบ ซึ่งโรงงานดังกล่าวทำการผลิตชิ้นส่วนไฮดรอลิกสำหรับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล และมีแผนจะปิดโรงงานภายในปี 2024

ขณะที่อีกว่า 850 ตำแหน่งในโรงงานที่ Limbach-Oberfrohna ซึ่งผลิตชิ้นส่วนหัวฉีดดีเซล ก็มีแผนจะปิดตัวภายในปี 2028 เช่นเดียวกับคนงานอีกว่า 2,200 ในโรงงานที่ Babenhausen ก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน

นอกจากที่เยอรมนีแล้ว Continental ยังมีแผนปิดโรงงานที่สหรัฐซึ่งจะกระทบคนงานอีก 720 คน ภายในปี 2024 รวมถึงโรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์เบนซินในอิตาลีอีกราว 750 คนภายในปี 2028

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ในเยอรมนีนับว่าเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ทรงพลัง และเสมือนเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจเยอรมนี กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายอย่างตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ทั้งกรณีอื้อฉาวโกงผลการปล่อยค่าไอเสีย ทั้งกระแสทิศทางความนิยมรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต ทั้งความนิยมใช้รถยนต์ส่วนตัวน้อยลง ทั้งผลกระทบจากความขัดแย้งทางการค้า โดยก่อนหน้านี้ทางบริษัทโฟล์กสวาเกน ยักษ์ใหญ่ยานยนต์ของเยอรมนีต้องประกาศปรับโครงสร้างองค์กรพร้อมปรับลดพนักงานครั้งใหญ่มากแล้ว

“ซูจี”นำทีมกฎหมาย สู้คดีโรฮีนจาศาลโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607030

  • วันที่ 21 พ.ย. 2562 เวลา 11:42 น.

"ซูจี"นำทีมกฎหมาย สู้คดีโรฮีนจาศาลโลก

นางออง ซาน ซูจี เตรียมนำทีมกฎหมายเดินทางไปสู้คดีที่ศาลโลกด้วยตนเอง หลังถูกแกมเบียยื่นฟ้อง “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจา”

เดอะการ์เดี้ยนรายงานว่า นางออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมา และรัฐมนตรีต่างประเทศ เตรียมนำทีมกฎหมายเดินทางไปขึ้นศาลลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลังจากที่รัฐบาลเมียนมา ถูกทางการแกมเบียกล่าวหาในประเด็นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนกลุ่มน้อยโรฮีนจา

ในคำฟ้องจำนวน 46 หน้า ที่แกมเบียซึ่งเป็นประเทศมุสลิม ยื่นฟ้องต่อรัฐบาลเมียนมานั้น ได้อ้างหลักฐานที่เชื่อได้ว่า ทางการเมียนมามีส่วนรู้เห็นต่อการสังหารหมู่ รวมถึงการข่มขืนและทำลายชุมชนชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ โดย ICJ มีกำหนดการไต่สวนคดีระหว่าง 10-12 ธันวาคมนี้

นางซูจี จะรับหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนทางกฎหมายของเมียนมา ในการต่อสู้คดีที่ศาลโลก โดยจะประกอบด้วยทนายความที่มีชื่อเสียงหลายคนรวมทีมเพื่อ”ปกป้องผลประโยชน์”ของเมียนมา

ทั้งนี้ นางซูจี ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย รวมถึงเธอถูกริบรางวัลที่เคยได้รับไปแล้วหลายรางวัล จากการที่หลายองค์กรมองว่า”เธอ” ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ได้ละเลยกับปัญหาชนกลุ่มน้อยโรฮีนจาในประเทศ

เจ้าชายแอนดรูว์ ประกาศระงับพระกรณียกิจ เซ่นกรณีเซ็กส์ฉาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/607018

  • วันที่ 21 พ.ย. 2562 เวลา 10:40 น.

เจ้าชายแอนดรูว์ ประกาศระงับพระกรณียกิจ เซ่นกรณีเซ็กส์ฉาว

เจ้าชายแอนดรูว์ ดยุกแห่งยอร์ก งดปฏิบัติพระกรณียกิจสักระยะ กรณีปมอื้อฉาว”เอ็ปสตีนค้ากาม”

เจ้าชายแอนดรูว ดยุกแห่งยอร์ก พระโอรสองค์ที่สามในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง ออกประกาศว่าพระองค์ได้รับพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระราชินี ให้ทรงละเว้นการปฏิบัติพระกรณียกิจชั่วระยะเวลาหนึ่ง หลังจากที่พระองค์ทรงตกเป็นเกี่ยวข้อกับนายเจฟฟรีย์ เอ็ปสตีน มหาเศรษฐีชาวสหรัฐ ผู้ตกเป็นผู้ต้องหาคดีจัดหาค้าประเวณีผู้เยาว์ ซึ่งเอ็ปสตีนได้ฆ่าตัวตายภายในห้องขังที่นครนิวยอร์ก เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ขณะที่นายเอ็ปสตีนกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาคดีค้าประเวณีเด็กที่ยังไม่บรรลุนิตภาวะ

 

เวอร์จิเนีย จุฟฟรีย์ (เวอร์จิเนีย Giuffre) หนึ่งในหญิงสาวที่กล่าวหานายเอ็ปสตีน ได้ซัดทอดไปยังเจ้าชายแอนดรูว์แห่งราชวงศ์อังกฤษว่า ช่วงต้นทศวรรษ 1990 เธอก็เคยถูกนายเอ็ปสตีนได้บังคับให้เธอมีความสัมพันธ์กับเจ้าชายแอนดรูว์ถึง 3 ครั้ง ซึ่งขณะนั้นเธออายุเพียง 17 ปี และเป็นความผิดตามกฎหมายรัฐฟลอริด้า เนื่องจากเธอถูกบังคับให้พบกับเจ้าชายที่บ้านพักตากอากาศหรูของนายเอ็ปสตีนในรัฐฟลอริด้า

กรณีดังกล่าว เจ้าชายแอนดรูว์ได้ยอมรับว่า ทรงรู้จักกับนายเอ็ปสตีนเป็นการส่วนตัวจริง แต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ตามที่เป็นข่าว และทรงจำไม่ได้ว่าเคยพบเธอมากก่อน

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้เคยปรากฎภาพถ่ายของพระองค์กับนางสาวเวอร์จิเนียแล้วอย่างชัดเจน

 

เจฟฟรีย์ เอ็ปสตีน

ดยุคแห่งยอร์ก ตรัสว่า พระองค์ทรงพบกับนายเอปสตีน “ผ่านพระสหายสนิทหญิงในปี 1999” โดยพระองค์ทรงหมายถึง กิส์ลเลน แม็กซ์เวลล์ ซึ่งเป็นพระสหายกับพระองค์ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย และทรงพบกับนายเอ็ปสตีนครั้งสุดท้ายในปี 2010 และไม่รู้สึกเสียใจที่ได้รู้จักกับเอ็ปสตีน เพราะพระองค์ได้เรียนรู้เรื่องราวทางธุรกิจมากมาย

ในการสัมภาษณ์ ทรงตรัสอย่างชัดเจนว่าว่า ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางเพศกับนางสาวเวอร์จิเนีย พร้อมทั้งทรงปฏิเสธว่ามีความสัมพันธ์ทุกรูปแบบกับนางสาวเวอร์จิเนีย

เรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาพลักษณ์ราชวงศ์ รวมถึงตัวพระองค์เอง โดยบรรดาบริษัทและองค์กรต่างๆ พิจารณาถอนตัวจากการให้การสนับสนุนในโครงการต่างๆของพระองค์แล้ว

ซักเคอร์เบิร์กยั๊วโดนแย่งตลาด กล่าวหา TikTok ไม่เป็นประชาธิปไตย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606979

  • วันที่ 20 พ.ย. 2562 เวลา 20:50 น.

ซักเคอร์เบิร์กยั๊วโดนแย่งตลาด กล่าวหา TikTok ไม่เป็นประชาธิปไตย

TikTok ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นทั่วโลกและเป็นโซเชียลมีเดียที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ซึ่งเป็นคู่แข่งกับเฟซบุ๊คโดยตรง

เมื่อเร็วๆ นี้ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊คกล่าวโจมตี TikTok แอพพลิเคชั่นคลิปวิดีโอสั้นสัญชาติจีนที่ฮิตไปทั่วโลกที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ของสหรัฐว่า “ในขณะที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง WhatsApp ของเฟซบุ๊คถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในกลุ่มผู้ประท้วงและนักกิจกรรม เนื่องจากมีระบบเข้ารหัสข้อมูลและการปกป้องความเป็นส่วนตัว แต่บน TikTok ของจีนที่เติบโตอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการประท้วงกลับถูกเซ็นเซอร์ แม้แต่ในสหรัฐก็ด้วย นี่คืออินเทอร์เน็ตที่พวกเราต้องการหรือ”

และก่อนหน้านี้เจ้าพ่อเฟซบุ๊คยังเคยวิจารณ์ TikTok ว่าเซ็นเซอร์เนื้อหาบางส่วนจากผู้ใช้และโชว์เฉพาะเนื้อหาที่อวยรัฐบาลจีน

ทำให้ TikTok ออกแถลงการณ์โต้ว่า นโยบายการกลั่นกรองเนื้อหาของบริษัทควบคุมโดยทีมเจ้าหน้าที่ในสหรัฐและไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลต่างประเทศ รัฐบาลจีนไม่ได้ร้องขอให้บริษัทเซ็นเซอร์เนื้อหาและไม่มีอำนาจกระทำได้ เนื่องจาก TikTok ไม่ได้ปฏิบัติการในจีน และย้ำว่าบริษัทไม่ได้สั่งลบคลิปวิดีโอที่เกี่ยวกับการประท้วงในฮ่องกง

แต่หากย้อนไปเมื่อปี 2016 ซักเคอร์เบิร์กกลับทุ่มเทความพยายามถึง 6 เดือนเพื่อจะเจรจาซื้อแอพพลิเคชั่นลิปซิงค์ของจีนที่ชื่อว่า Musical.ly ที่ฮิตในหมู่วัยรุ่นอเมริกันซึ่งต่อมากลายเป็น TikTok ที่เจ้าตัวเพิ่งกล่าวหาว่าเป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นการเรียนภาษาจีน เชิญชวนให้ฟอลโลเวอร์ในเฟซบุ๊คอ่านนิยายไซไฟของจีน หรือการลงทุนวิ่งจ๊อกกิ้งฝ่าหมอกควันบริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมินของจีนเพื่อตี้ซี้กับจีน ทั้งหมดทั้งมวลนี้เพื่อที่เฟซบุ๊คจะได้บุกตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของโลก

แต่สุดท้ายดีลการซื้อขายก็ไม่เกิดขึ้น ต่อมาในปี 2017 ByteDance บริษัทเทคโนโลยีของจีนก็เข้าซื้อ Musical.ly แล้วพัฒนาจนเป็น TikTok ในปัจจุบัน

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เฟซบุ๊คเป็นฝ่ายทิ้งดีลเอง เนื่องจากกังวลเรื่องฐานผู้ใช้ Musical.ly ที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่น และการเซ็นเซอร์ของรัฐบาลจีน ขณะที่แหล่งข่าววงในเผยกับ BuzzFeed ว่าเฟซบุ๊คไม่สามารถปิดดีลได้

การออกมาโจมตี TikTok ซึ่งเป็นคู่แข่งของเฟซบุ๊คครั้งล่าสุดนี้จึงถูกมองว่าตั้งใจจะเย้ย TikTok โดยอดีตพนักงานระดับสูงของเฟซบุ๊คเผยกับ BuzzFeed ว่า “เฟซบุ๊คโกรธมากที่ TikTok เป็นแอพพลิเคชั่นเดียวที่เฟซบุ๊คไม่สามารถเอาชนะได้ เลยเปลี่ยนมาเล่นงานในประเด็นทางการเมืองแทน”

แต่ต้องไม่ลืมว่าในขณะที่ซักเคอร์เบิร์กโจมตีคู่แข่งว่าแอบล้วงข้อมูลผู้ใช้ เฟซบุ๊คเองก็ยังมีคดีนี้ติดตัวอยู่เช่นกัน นั่นก็คือกรณีเคมบริดจ์ แอนาลิติกา (Cambridge Analytica) ที่นำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานของเฟซบุ๊คกว่า 87 ล้านคนไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต จนอาจมีส่วนทำให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ชนะการเลือกตั้ง และต่อมาซักเคอร์เบิร์กยังถูกวุฒิสภาสหรัฐสอบสวนเครียดหลายชั่วโมง

อย่างไรก็ดี แม้จะรู้ว่าแอพพลิเคชั่นต่างๆ จะต้องเก็บข้อมูลของผู้ใช้ แต่ผู้ใช้บางส่วนก็ไม่กังวล อาทิ เคย์ลา เคอร์รี นักศึกษาคณะวารสารศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐมิสซูรีของสหรัฐ ที่เป็นแฟนประจำของ TikTok เผยว่า “มันชัดเจนอยู่แล้วว่า TikTok เป็นของจีนและเก็บข้อมูลผู้ใช้ไปขายให้รัฐบาลจีน แต่เอาจริงๆ มันก็เป็นแค่ราคาเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้ใช้ต้องจ่าย เพราะแอพพลิเคชั่นนี้ฟรี”

นักศึกษารายนี้ยังบอกอีกว่า “คนรุ่นเราใช้โซเชียลมีเดียทุกช่องทาง และพวกเราก็เคยได้ยินเรื่องราวมากมายว่าใครๆ ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลของพวกเราได้” เธอยกตัวอย่างว่าการลงชื่อเข้าใช้บัญชีของกูเกิลเป็นการอนุญาตให้บริษัทเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของเธอได้ซึ่งเธอไม่ค่อยปลื้มเท่าไร แต่หากเทียบกับการใช้ชีวิตโดยไม่มีกูเกิล เธอบอกว่าเธอคงบ้าแน่

ทั้งนี้ ข้อมูล ณ เดือน ก.พ. 2019 มีการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น TikTok ทั่วโลก 1,000 ล้านครั้ง ไม่รวมการดาวน์โหลดในระบบแอนดรอยด์ในจีน

ซิสเตอร์อันนา”ฉันเรียกเขาว่าฮอร์เฮ และฉันปรารถนาให้เขาพบความเป็นไทยแท้ๆ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606976

  • วันที่ 20 พ.ย. 2562 เวลา 19:06 น.

ซิสเตอร์อันนา"ฉันเรียกเขาว่าฮอร์เฮ และฉันปรารถนาให้เขาพบความเป็นไทยแท้ๆ"

“ซิสเตอร์อันนา” ลูกพี่ลูกน้องโป๊ปฟรังซิส เปิดใจเกี่ยวกับ”ฮอร์เฮ” เผยจะรับหน้าที่เป็นล่ามส่วนพระองค์ตลอดเวลาที่เสด็จเยือนประเทศไทย

สำนักข่าวสกายนิวส์ของอังกฤษได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของซิสเตอร์ (ภคินี) อันนา โรซ่า แห่งคณะธิดาแม่พระองค์อุปถัมภ์ (ซาเลเซียนหญิง) ประจำจังหวัดอุดรธานี โดยท่านได้เล่าถึงภารกิจของการเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของโป๊ปฟรานซิส ว่าท่าน (ซิสเตอร์อันนา) จะรับหน้าที่เสมือนล่ามกิตติมศักดิ์ให้กับโป๊ปฟรังซิสตลอดระยะเวลา 3 วันที่ท่านเสด็จประเทศไทย

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส นับเป็นประมุขแห่งคริสตจักรคาทอลิกพระองค์ที่สอง ในประวัติศาสตร์ของวาติกันที่เสด็จเยือนไทย ก่อนหน้านี้คือสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่สอง

 

ซิสเตอร์อันนา วัย 77 ปี ผู้อาศัยในประเทศไทยมานานถึง 54 ปี ได้เล่าความหลังในวัยเยาว์ของ “ฮอร์เฮ” ให้กับสกายนิวส์ว่า โป๊ปฟรานซิส กับท่าน(ซิสเตอร์) มีอายุห่างกัน 6 ปี โดยโป๊ปมีอายุมากกว่า ทั้งสองเกิดมาในครอบครัวคาทอลิกชนชั้นกลางของอาร์เจนติน่า

ซิสเตอร์เล่าว่า ช่วงวัยเด็กนั้น “ฮอร์เฮ” เป็นเด็กเงียบๆ ไม่ค่อยพูด เขาจะพูดในสิ่งที่ต้องการพูดเท่านั้น แต่เขาก็มีชีวิตปกติกับเพื่อนๆ

ซิสเตอร์อันนาเผยว่า ในวันที่ฮอร์เฮ ตัดสินใจเป็นนักบวชนั้น เขาออกไปเที่ยวกับเพื่อนตามภาษาวัยรุ่น จากนั้นได้ไปสารภาพบาปที่โบสถ์ จากนั้นเขาเริ่มตระหนักได้ว่าตนเองเป็นใคร และเริ่มคิดจะเป็นนักบวช จากนั้นชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

 

ในช่วงที่สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ทรงสละตำแหน่งประมุขแห่งคาทอลิก เขาคิดเพียงว่าต้องเดินทางไปวาติกันสัก2-3วัน จากนั้นค่อยกลับมาทำหน้าที่อัครมุขมณฑลบัวโนสไอเรสต่อ แต่ทว่าการเดินทางจากบัวโนสไอเรสในวันนี้จะเปลี่ยนชีวิตของพระองค์

“เขาเป็นลูกพี่ลูกน้อง แต่ก็เป็นพระสันตะปาปาด้วย ฉันพูดคุยกับเขาในแบบที่คนในครอบครัวคุยกัน ดั่งเช่นพี่น้องคุยกัน ฉันไม่เคยเรียกเขาว่า His Holiness แต่เรียกเขาว่า “ฮอร์เฮ” ซิสเตอร์อันนากล่าวถึงพระนามเต็มของโป๊ปคือ ฮอร์เฮ มาริโอ เบร์โกกลิโอ

“เมื่อเราพบกันที่ประเทศไทย ฉันจะทักทายเป็นภาษาสเปนว่า ‘Hola Jorge. Como estas? Que lindo que estas aqui en Tailandia!’ (สวัสดีฮอร์เฮ สบายดีไหม ยินดีที่พบคุณที่ประเทศไทย)

ซิสเตอร์ยังกล่าวอีกว่า ทั้งท่านและโป๊ปฟรานซิสมักใช้วิธีการเขียนจดหมายถึงกันราว 2-3 ครั้งต่อปี

 

ซิสเตอร์เผยว่า เขา(โป๊ปฟรังซิส) ไม่เคยใช้อีเมล์ หรือการส่งข้อความอื่นๆ ดังนั้นฉันจึงเขียนจดหมายถึงเขาโดยส่งผ่านไปยังสถานทูตวาติกันในประเทศไทย โดยใช้หัวขึ้นต้นจดหมายว่า ‘Dear Jorge’ พร้อมวงเล็บว่า ‘Pope Francis’ แต่หากเป็นเรื่องด่วน ท่านจะติดต่อผ่านเลขานุการส่วนพระองค์

“ฉันคิดว่าผู้คนในไทยต้องการได้ยินสิ่งดีๆจากโป๊ป ซึ่งนั่นจะช่วยให้พวกเขามีกำลังใจในชีวิตต่อไป”

“ฉันรู้สึกเสียใจนิดหน่อยที่ เขาไม่ได้เห็นความเป็นไทยแบบแท้ๆ เขาจะเห็นอาคารสูงตระหง่านอันหรูหราในกรุงเทพ .. แต่มันคงจะดีหากเขาได้เห็นประเทศไทยในมุมมองที่ต่างออกไป”

“ฉันหวังว่าเขาจะได้ไปต่างจังหวัดในภาคเหนือ เพื่อดูชนเผ่าต่างๆ ที่นี่ยังมีคนจนอีกมากมาย”

“แม้แต่ในกรุงเทพก็ยังมีคนที่ลำบากอยู่มากมาย .. นั้นคืองานที่เขาทำ แต่กลับไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้”

“ฮอร์เฮต้องการให้ทุกคนให้อภัยซึ่งกันและกันและอยู่อย่างสงบสุข เขาทำงานเพื่อสันติภาพส่งเสริมมิตรภาพ เขาต้องการสร้างสะพานเพื่อเชื่อมโยงผู้คน”

ภาพ : AFP

จีนจะโต้อย่างไร เมื่อสหรัฐเดินหมากรุกฆาตด้วยกฎหมายสิทธิฯฮ่องกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606969

  • วันที่ 20 พ.ย. 2562 เวลา 19:00 น.

จีนจะโต้อย่างไร เมื่อสหรัฐเดินหมากรุกฆาตด้วยกฎหมายสิทธิฯฮ่องกง

วิเคราะห์อนาคต ถ้าจีนตอบโต้สหรัฐฐานแทรกแซงฮ่องกง โดยกรกิจ ดิษฐาน

หลังจากที่วุฒิสภาสหรัฐมีมติรับรองกฎหมายสิทธิและประชาธิปไตยฮ่องกง (Hong Kong Human Rights and Democracy Act) เมื่อวันที่ 19 พฤสจิกายนตามเวลาท้องถิ่น หรือวันที่ 20 ตามเวลาประเทศไทย กระทรวงการต่างประเทศจนก็ดำเนินตอบโต้ในทันที โดยเรียกตัว (summon) อัครราชทูตที่ปรึกษาของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำกรุงปักกิ่งเข้าพบ และต่อมามีแถลงการณ์ว่า “จีนจะใช้มาตรการคัดค้านอย่างรุนแรง และสหรัฐจะต้องรับผลที่ตามมาในเรื่องนี้”

ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์เอ็กซ์คลูซีฟจึงทำการวิเคราะห์สถานการณ์จำลองว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากสหรัฐบังคับใช้กฎหมายตัวนี้ และจีนจะตอบโต้อย่างไร และผลจะออกมารูปใด?

1. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐจะวีโต้ได้ไหม? คำตอบคือเป็นไปได้ ทรัมป์มีเวลาพิจารณากฎหมายฉบับนี้ 10 วัน ถ้าภายใน 10 วันไม่ลงนามรับรอง กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในทันที แต่ถ้าทรัมป์ส่งคืนกลับโดยมีเหตุผลอันสมควร ร่างจะตีกลับไปที่สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นขั้นตอนแรกสุดตามด้วยวุฒิสภา และสภาทั้ง 2 จะต้องออกเสียงรับรองถึง 2 ใน 3 กฎหมายจึงจะผ่านได้

2. มีเหตุผลอะไรที่ทรัมป์จะไม่ลงนามหรือวีโต้? คำตอบคือมี เพราะที่ผ่านมาทรัมป์ไม่ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนเรื่องฮ่องกงหรือแม้แต่ซินเจียง บางทีทรัมป์อาจจะใช้ฮ่องกงหรือซินเจียงเป็นไม้ตายสุดท้ายในสงครามการค้า เพราะผลกระทบต่อฮ่องกงจะกระทบต่อธุรกิจทั่วโลกครวมถึงสหรัฐ เพราะแม้ว่าฮ่องกงจะเป็นส่วนหนึ่งของจีนแต่ ในทางเศรษฐกิจฮ่องกงเป็นเมืองท่านานาชาติ อย่างไรเสีย ทรัมป์ก็จะลงนามอยู่ดี เพราะนี่คืออาวุธที่จะใช้เล่นงานจีนในเวลาที่จำเป็น สหรัฐไม่จำเป็นต้องใช้มันในทันที

3. กกฎหมายฉบับนี้จะให้อำนาจกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐทบทวนว่าฮ่องกงมีอิสระในการปกครองตนเองมากเพียงใด และสมควรที่จะได้รับการปฏิบัติตามกฎหมายนโยบายฮ่องกงของสหรัฐ (Hong Kong Policy Act of 1992) หรือไม่ กฎหมายฉบับนี้อนุญาตให้รัฐบาลสหรัฐปฏิบัติต่อฮ่องกงในฐานะดินแดนที่แยกต่างหากจากจีน หมายความว่าเวลาที่จีนถูกโจมตีจากนโยบายสงครามการค้า ฮ่องกงจะไม่เข้าข่ายนี้ แต่ถ้ากฎหมายใหม่ปี 2019 ผ่านแล้ว และรัฐบาลสหรัฐเห็นว่าฮ่องกงไม่มีอิสระพอ สหรัฐก็อาจจะปฏิบัติต่อฮ่องกงอย่างเข้มงวดขึ้นในทางเศรษฐกิจ

4. อิสระในทางการเมือง (autonomy) ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพทางเศรษฐกิจ เพราะเราทราบดีว่าผู้บริหารฮ่องกงแต่งตั้งจากจีน และจากการจัดอันดับดัชนีเสรีภาพเศรษฐกิจโดย The Heritage Foundation ซึ่งเป็นองค์การที่ปรึกษาอเมริกันสายอนุรักษ์นิยมก็ยังยกให้ฮ่องกงเป็นดินแดนที่เศรษฐกิจเสรีที่สุดในโลกถึง 24 ปีซ้อน นับตั้งแต่ปี 1995 หรือตั้งแต่ 2 ปีก่อนที่ฮ่องกงจะกลับคืนสู่จีนจนถึงทุกวันนี้ เราอาจกล่าวได้ว่า ภายใต้การบริหารของจีนฮ่องกงมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจมากเท่ากับตอนที่อยู่กับอังกฤษ

5. จีนเป็นคู่ค้ายรายใหญ่ที่สุดของฮ่องกง โดยฮ่องกงส่งออกไปยังจีนที่สัดส่วน 54.1% ตามด้วยสหรัฐ 7.7% และฮ่องกงนำเข้าจากจีนมากที่สุดที่ 44.6% ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษที่ 50 ตอนที่จีนเพิ่มก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนใหม่ๆ และถูกสหรัฐและสหประชาชาติคว่ำบาตร ฮ่องกงเป็นช่องทางไม่กี่ช่องของจีนในการค้าขาย โดยจีนส่งข้าวและอาหารราคาถูกให้ฮ่องกง ส่วนฮ่องกงเป็นที่ปล่อยสินค้าของจีนและเป็นทางรับเงินต่างประเทศของจีน จนกระทั่งจีนเปิดประเทศในทศวรรษที่ 70 – 80 อุตสาหกรรมในฮ่องกงก็ย้ายเข้าไปปักหลักในจีน แต่สถานการณ์พลิกกลับเมื่อฮ่องกงเผชิญกับวิกฤตการเงินปี 1997 และวิกฤตโรคซาร์สปี 2002 ทำให้การลงทุนของจีนเข้ามาช่วยอุ้มฮ่องกงเอาไว้ นับตั้งแต่เศรษฐกิจของทั้งสองก็แยกกันไม่ออก

6. เราจะเห็นได้ว่าฮ่องกงมีความผูกพันกับจีนอย่างมาก มีความเป็น “จีนที่เสรี” ตรงกันข้ามกับแผ่นดินใหญ่ที่ยังควบคุมโดยรัฐ จีนจึงได้ประโยชน์จากการทำให้ฮ่องกงเสรีในทางเศรษฐกิจในส่วนที่จีนไม่อาจทำได้ในประเทศตัวเอง การที่สหรัฐผ่านกฎหมายนี้ออกมาก็เท่ากับทำให้ฮ่องกงถูกปฏิบัติคล้ายจีนมากขึ้น เป็นการตัดกำลังของจีนในโลกเสรี บีบให้จีนถูกโดดเดี่ยวอยู่ในระบบเศรษฐกิจของตังเอง

7. การตอบโต้ของจีนจะมีทั้งที่เป็นการคว่ำบาตรสินค้าสหรัฐของประชาชนที่มีอารมณ์ชาตินิยมล้นปรี่ และการตอบโต้โดยรัฐบาลจีนซึ่งยังไม่อาจตอบโต้ได้จนกว่าทรัมป์จะลงนามและมีผลบังคับใช้และมีรายงานประเมินจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐแล้วว่าควรจะจัดการรัฐบาลฮ่องกงอย่างไรดี กระบวนการนี้จะใช้เวลานานพอสมควร แต่ในระยะสั้น จีนอาจระงับความร่วมมือบางอย่างโดยใช้ข้ออ้างว่าสหรัฐแทรกแซงกิจการภายใน ในระยะยาวจีนอาจตอบโต้อย่างรุนแรงเพราะเราเห็นตัวอย่างจากสงครามการค้าแล้วว่า จีนไม่ยอมลดราวาศอกเลย

8. กฎหมายฉบับนี้ผลักดันโดยนักการเมืองสหรัฐสายฮาร์ดคอร์ ที่มีจุดยืนทางการเมืองแข็งกร้าวเรื่องรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐและค่านิยมแบบอเมริกัน เช่น จิม ริช (Jim Risch) วุฒิสมาชิกจากรัฐไอดาโฮ ประธานคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ไม่แยแสคำขู่ของจีน และบอกว่าอยากจะให้กฎหมายนี้ผ่านโดยเร็ว จิม ริชยังเป็นผู้ผลักดันร่างกฎหมายให้การต่อต้านอิสราเอลเป็นเรื่องผิดกฎหมาย (Israel Anti-Boycott Act) โดยห้ามชาวอเมริกันต่อต้านอิสราเอลและการรุกรานของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ (ซึ่งคือการละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวปาเลสไตน์) และเขายังมีกล่อมให้สภาคองเกรสเชื่อว่รัฐบาลสหรัฐไม่ดูดายกรณีสังหารผู้สื่อข่าวชาซาอุดีอาระเบีย ทั้งที่รัฐบาลสหรัฐทำเป็นทองไม่รู้ร้อนในเรื่องนี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์กับซาอุดีอาระเบีย

ท่าทีนี้แสดงให้เห็นว่า ริช ไม่แยแสสิทธิมนุษยชนจริงๆ สนใจแต่ผลประโยชน์ของสหรัฐมากกว่า

Photo by VIVEK PRAKASH / AFP