สนามกีฬาโตเกียวโอลิมปิก 2020 สร้างเสร็จแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606960

  • วันที่ 20 พ.ย. 2562 เวลา 17:40 น.

สนามกีฬาโตเกียวโอลิมปิก 2020 สร้างเสร็จแล้ว

หลังก่อสร้างนาน 3 ปี โตเกียวโอลิมปิกสเตเดียม 2020 สร้างเสร็จแล้ว ใช้งบฯ 42,300 ล้านบาท น้อยกว่าที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้

สภาการกีฬาญี่ปุ่นได้เปิดเผยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า สนามกีฬาแห่งชาติใหม่ซึ่งจะใช้เป็นที่จัดมหกรรมโตเกียวโอลิมปิก 2020 ได้สร้างเสร็จแล้ว หลังจากใช้เวลาในการก่อสร้างเกือบ 3 ปี ตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2016 ที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า การก่อสร้างโอลิมปิกสเตเดียมแห่งใหม่นี้ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 1,400 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 42,500 ล้านบาท สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของราคาวัสดุก่อสร้างและต้นทุนแรงงาน แต่ยังต่ำกว่างบประมาณที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 155 พันล้านเยน หรือราว 43,150 ล้านบาท

 

Mainichi

สนามกีฬาแห่งใหม่นี้สร้างบนพื้นที่ของสนามกีฬาแห่งชาติเดิม ซึ่งเคยใช้จัดมหกรรมโตเกียวโอลิมปิกมาแล้วในปี 1964

ก่อนหน้านี้ สถาปนิกผู้ออกแบบโอลิมปิกสเตเดียมแห่งใหม่คือ Zaha Hadid สถาปนิกคนดังเชื้อสายอิรัก แต่ทว่าเกิดข้อถกเถียงเรื่องงบประมาณก่อสร้างที่มากเกินไป ส่งผลให้แบบดังกล่าวถูกปัดตก โดยดีไซน์ของโอลิมปิกสเตเดียมที่เพิ่งสร้างเสร็จนี้ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวญี่ปุ่นที่ชื่อว่า เคนโกะ คุมะ (Kengo Kuma)

เขาเน้นสไตล์ความเรียบง่ายแบบญี่ปุ่น ใช้ลวดลายตามธรรมชาติเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณความเป็นญี่ปุ่นเข้ากับโลกศตวรรษที่ 21 ได้อย่างลงตัว มีความจุผู้ชมได้ถึง 60,000 ที่นั่ง

สำหรับสเตเดียมแห่งใหม่นี้ มีกำหนดใช้จัดงานแรกในการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระจักรพรรดิ (Emperor Cup) ในวันที่ 1 มกราคมนี้

ก่อนจะตามด้วยการเป็นสเตเดียมพิธีเปิดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกโตเกียว 2020 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม ถึง 9 สิงหาคม จากนั้นตามด้วยการจัดงานพาราลิมปิดระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม ถึง 6 กันยายน 2020

Photo: KYODO

เศรษฐีออสซี่เล็งสร้างโซลาร์ฟาร์มขนาดยักษ์ ส่งไฟฟ้าข้ามทะเลขายสิงคโปร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606936

  • วันที่ 20 พ.ย. 2562 เวลา 16:34 น.

เศรษฐีออสซี่เล็งสร้างโซลาร์ฟาร์มขนาดยักษ์ ส่งไฟฟ้าข้ามทะเลขายสิงคโปร์

สองมหาเศรษฐีออสเตรเลียลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์ สร้างโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ส่งไฟฟ้าผ่านเคเบิลระยะทาง 4,500 กิโลเมตรไปยังสิงคโปร์

สื่อออสเตรเลียรายงานว่า นายไมค์ แคนนอน-บรู๊คส์ (Mike Cannon-Brookes) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Atlassian Corp และนายแอนดรูว์ ฟอร์เรสต์ ซีอีโอ Fortescue Metals Group บริษัทด้านเหมืองแร่ของออสเตรเลีย กำลังลงทุนในโครงการสุดทะเยอทะยาน ในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ในออสเตรเลีย ก่อนจะส่งพลังงานไฟฟ้าผ่านเคเบิลแรงดันสูงเป็นระยะทางกว่า 4,500 กิโลเมตร ไปยังประเทศสิงคโปร์ รวมถึงจ่ายให้กับบางส่วนของภูมิภาคดาร์วินทางเหนือของออสเตรเลีย

แม้โครงการดังกล่าวจะยังไม่ปรากฎมูลค่าอย่างชัดเจนนักว่าจะต้องใช้เงินลงทุนเท่าใด แต่ทางนาย David Griffin ผู้บริหาร Sun Cable ซึ่งเป็นบริษัทเจ้าของโครงการดังกล่าวระบุว่า อาจต้องใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

Photo: AFP

ในเบื้องต้นมีการตั้งเป้าการระดมเงินลงทุนทที่ราว 22,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับการสร้างโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยกำลังผลิตไฟฟ้าถึง 10 กิกะวัตต์ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 15,000 เฮกเตอร์ ใกล้กับเขต Tennant Creek ในนอร์ทเทิร์น เทอริทอรี่ พร้อมกับมีส่วนที่สามารถจัดเก็บพลังงานไฟฟ้าความจุ 22 กิกะวัตต์ต่อชั่วโมง

หากสำเร็จ โครงการนี้สามารถตอบสนองความต้องการความต้องการพลังงานไฟฟ้าในสิงคโปร์ได้ถึง 1 ใน 5 ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวของสิงคโปร์เอง โดยมีเป้าหมายเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2027

อย่างไรก็ดี รายงานดังกล่าวยังไม่มีความเคลื่อนไหวจากทาง SP Group ซึ่งรัฐวิสาหกิจผู้ให้บริการระบบไฟฟ้าในสิงคโปร์ว่ารายละเอียดเป็นเช่นไร

Photo : Quality Solar NT

ออสเตรียเปลี่ยนบ้านเกิดฮิตเลอร์เป็นสถานีตำรวจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606916

  • วันที่ 20 พ.ย. 2562 เวลา 14:07 น.

ออสเตรียเปลี่ยนบ้านเกิดฮิตเลอร์เป็นสถานีตำรวจ

ออสเตรียทำลายสิ้นสัญลักษณ์นาซี เปลี่ยนอาคารบ้านเกิดฮิตเลอร์เป็นสถานีตำรวจ

หลังจากเป็นข้อพิพาทอยู่หลายปีในที่สุดทางการออสเตรียก็ได้ข้อยุติเกี่ยวกับอาคารเลขที่ 15 ถนน Salzburger Vorstadt ซึ่งเป็นถนนเส้นหลักของเมืองเบราเนาอัมอินน์ (Braunau am Inn) ใกล้กับชายแดนออสเตรียกับเยอรมนี เนื่องจากอาคารสีเหลืองแห่งนี้ เคยเป็นบ้านเกิดและเป็นสถานที่ใช้ชีวิตในวัยเด็กของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ อดีตผู้นำนาซี

ก่อนหน้านี้ มีประเด็นข้อถกเถียงระหว่างรัฐบาลออสเตรีย กับนาย Gerlinde Pommer ผู้ถือกรรมสิทธิ์เจ้าของบ้านหลังนี้ โดยครอบครัว Pommer มีกรรมสิทธิ์ถือครองบ้านหลังนี้มานานหลายทศวรรษได้ยื่นฟ้องรัฐบาลเพื่อเรียกร้องค่าชดเชยจากทางการออสเตรีย จนกลายเป็นคดีความยื้ดเยื้อ จากการที่รัฐบาลต้องการให้มีการทุบบ้านหลังนี้ทิ้ง เนื่องจากปัจจุบัน มันได้กลายเป็นสถานที่นัดชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มขวาจัดนีโอ นาซี เกือบทุกปีโดยเฉพาะช่วงวันเกิดของฮิตเลอร์

รัฐบาลจึงต้องการทุบทำลายทิ้งเพื่อไม่ให้เหลือสถานที่เชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มนีโอนาซีอีก แต่ทว่าก็มีข้อถกเถียงในเชิงคุณค่าด้านประวัติศาสตร์ รวมถึงมูลค่าของบ้านที่ครอบครัวPommer เรียกร้องเงินชดเชยจากทางการออสเตรีย

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลในชั้นต้นในพื้นที่ได้มีคำสั่งให้รัฐบาลจ่ายเงินเพิ่มอีก 1.5 ล้านยูโร โดยอ้างถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์ว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาของอาคารหลักนี้สูงกว่าราคาทั่วไปในท้องตลาด

แต่ทว่าต่อมาทางการได้ยื่นอุทธรณ์ไปยังศาลแขวงภูมิภาค Linz ซึ่งได้มีคำตัดสินในเดือนเมษายนให้กลับคำตัดสินของศาลชั้นต้น โดยระบุว่ามูลค่าของบ้านหลังนี้จำนวน 810,000 ยูโร นั้นสมเหตุสมผลแล้ว

คำตัดสินดังกล่าวของศาลอุทธรณ์ยังสอดคล้องกับคำตัดสินของศาลสูงสุดในกรุงเวียนนาซึ่งได้มีคำตัดสินเมื่อวันจันทร์ที่่ผ่านมา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้รัฐบาลออสเตรียจ่ายค่าชดเชยให้ครอบครัวPommerจำนวน 810,000 ยูโรเท่านั้น

คำพิพากษาของศาลสูงออสเตรียส่งผลให้รัฐบาลออสเตรียกลายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ของบ้านหลังนี้อย่างสมบูรณ์ และได้ระดมความคิดจากหลายฝ่ายว่าจะจัดการกับบ้านหลังนี้อย่างไร

กระทั่งเมื่อวันที่ 19 พ.ย. ที่ผ่านมา นาย Wolfgang Peschorn รมว.มหาดไทยออสเตรีย ประกาศว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอาคารบ้านเกิดฮิตเลอร์ ให้กลายเป็นสถานีตำรวจ โดยจะไม่มีการใช้พื้นที่ใดของอาคารจัดแสดงนิทรรศการหรือพิพิธภัณฑ์ใดๆเกี่ยวกับนาซีทั้งสิ้น โดยระบุว่าต่อไปนี้จะไม่มีการจัดงานรำลึกใดๆเกี่ยวกับอดีตผู้นำนาซีในสถานที่แห่งนี้อีก

10 เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับโป๊ปฟรานซิส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606891

  • วันที่ 20 พ.ย. 2562 เวลา 12:14 น.

10 เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับโป๊ปฟรานซิส

วันนี้สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 35 ปี

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงมีกำหนดการเยือนประเทศไทยวันนี้ (20 พ.ย.) ถึงวันที่ 23 พ.ย. ซึ่งถือเป็นการเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในรอบ 35 ปี โดยครั้งก่อนที่ประมุขแห่งนิกายโรมันคาทอลิกเสด็จเยือนไทยคือ สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2527

การเสด็จเยือนประเทศไทยครั้งนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อศาสนิกคาทอลิกในประเทศไทย เพราะประชากรในไทยนับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกมีเพียง 1% ของประชากรทั้งประเทศ โดย ตามสถิติคาทอลิกในประเทศไทย พ.ศ. 2560 พบว่ามีชาวคาทอลิกอยู่ราว 379,975 คน และมีโบสถ์คาทอลิกในไทย 517 แห่ง

 

 

ด้วยโอกาสโป๊ปฟรานซิสเสด็จเยือนประเทศไทย โพสต์ทูเดย์ได้รวบรวม 10 เรื่องราวที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ผู้ได้ชื่อว่าทรงมีจริยวัตรเป็นพระสันตะปาปาที่สมถะที่สุด

1. ทรงประสูติเมื่อ 17 ธันวาคม ค.ศ. 1936 กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา จากครอบครัวที่บิดาที่มีเชื่อสายอิตาลี และทรงบวชเป็นนักบวชในคริสตจักรคาทอลิกเมือง 13 ธันวาคม ค.ศ. 1969 ช่วงชีวิตวัยรุ่นสมัยที่ยังเป็นนักเรียน ทรงเคยทำงานพาร์ทไทม์เป็น “Bouncer” หรือคนเฝ้าประตูหน้าผับแห่งหนึ่งในกรุงบัวโนสไอเรส

2. “หากผมไม่ได้แต่งงานกับคุณ ผมจะเป็นนักบวช” เช่นเดียวกับเด็กหนุ่มวัยรุ่นทั่วไป โป๊ปฟรานซิสทรงเคยมีสาวคนรักที่ชื่อว่า Amalia Damante ตามรายงานของ Daily Telegraph ระบุว่า ทั้งสองพบรักกันจากกลุ่มเพื่อนที่ไปเต้นรำด้วยกัน ทั้งสองคบหากันจนเกือบแต่งงานด้วยกัน แต่สุดท้ายก็ทรงเลือกอุทิศพระองค์ให้กับศาสนา

 

3. ทรงมีพระปัปผาสะ (ปอด) ข้างเดียว อันเป็นผลสืบเนื่องจากการติดเชื้อช่วงวัยเด็ก

4. ทรงจบการศึกษาด้านปรัชญาจาก Catholic University of Buenos Aires จากนั้นทรงสำเร็จการศึกษาด้านเคมีจากมหาวิทยาลัย University of Buenos Aires

5. ทรงเคยเป็นครูสอนวิชาวรรณคดี จิตวิทยา ปรัชญา และเทววิทยาก่อนที่จะทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นอัครสังฆราชแห่งบัวโนสไอเรส

 

6. ทรงพูดได้อย่างน้อยถึง 6 ภาษา ด้วยความที่ทรงประสูติยังประเทศอาร์เจนตินา ส่งผลให้ภาษาสเปนเป็นภาษาแม่ของพระองค์ แต่ด้วยพระปรีชาสามารถ ทรงยังตรัสได้อย่างน้อยอีก 6 ภาษา คือ ลาติน อิตาลี โปรตุเกส ฝรั่งเศส เยอรมัน และภาษาถิ่นเพียมอนเต ภาษาถิ่นทางเหนือของอิตาลี

7. ทรงเป็นประมุขแห่งคาทอลิกพระองค์แรกในรอบกว่า 1,200 ปีของประวัติศาสตร์วาติกัน ที่ประสูตินอกทวีปยุโรป โดยโป๊ปองค์ก่อนที่ประสูตินอกยุโรปคือ สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 3 (Pope Gregory III) จากซีเรีย

 

 

8. ทรงเป็นหนึ่งในผู้นำโลกที่มียอดกดติดตามในทวิตเตอร์มากที่สุดอันดับ 2 ของโลก ด้วยยอดกดติดตามถึง 48 ล้านบัญชี โดยอันดับหนึ่งคือประธานาธิบดีทรัมป์

9. ลัมโบกีนี่ ซูปเปอร์คาร์แบรนด์ดังเคยถวายรถยนต์รุ่น Huracan แด่พระองค์ แต่ด้วยพระจริยวัตรอันสมถะจึงทรงนำออกประมูลเพื่อหารายได้ช่วยองค์กรการกุศล ขณะที่ทรงโปรดใช้รถยนต์รุ่นที่ราคาไม่แพง โดยเฉพาะรถยนตือีโคคาร์ มากกว่ารถยนต์แบรนด์หรูหรา

10. ทรงอยู่ในอันดับที่ 6 ของบุคคลที่ทรงอำนาจที่สุดในโลก จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ประจำปี 2019 โดยอันดับหนึ่งคือประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน

สว.สหรัฐเห็นชอบห้ามขายแก๊สน้ำตาให้ตำรวจฮ่องกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606881

  • วันที่ 20 พ.ย. 2562 เวลา 10:49 น.

สว.สหรัฐเห็นชอบห้ามขายแก๊สน้ำตาให้ตำรวจฮ่องกง

วุฒิสภาสหรัฐเห็นชอบมาตรการห้ามบริษัทสหรัฐส่งออกแก๊สน้ำตาและกระสุนยางให้กับทางการฮ่องกง

ที่ประชุมสภาวุฒิสภาสหรัฐได้มีมติเป็นเอกฉันท์ ออกมาตรการสนับสนุนสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในฮ่องกง อันเป็นส่วนหนึ่งของการปูทางการดำเนินการทางการทูตและการลงโทษทางเศรษฐกิจกับฮ่องกง

รายงานระบุว่า มาตรการนี้ได้รับการยื่นญัตติเข้าสู่สภาโดยนาย มาร์โก้ รูบิโอ สว.สังกัดพรรครีพับลิกกัน ตัวแทนจากรัฐฟลอริด้า และได้รับการลงคะแนนเสียงอย่างเป็นเอกฉันท์ ภายใต้บัญญัติ Protect Hong Kong Act ซึ่งส่วนหนึ่งของมาตรการนี้รวมถึงห้ามบริษัทผลิตอาวุธ หรืออุปกรณ์รักษาความปลอดภัยในสหรัฐส่งออกเครื่องมือปราจลาจล รวมถึงแก๊สน้ำตา และกระสุนยาง ให้กับตำรวจปราบจลาจลของฮ่องกง

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนที่แล้ว สภาผู้แทนราษฏรสหรัฐได้เห็นชอบร่างกฎหมายที่มีเนื้อหาคุ้มครองประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในฮ่องกงฉบับเดียวกันนี้อย่างเป็นเอกฉันท์เช่นกัน แต่ทว่ายังแตกต่างจากร่างฯของวุฒิสภาในหลายประเด็น อย่างไรก็ดี ทั้งสองสภาต้องร่วมกันปรับปรุงร่างบัญญัติฉบับนี้ร่วมกันก่อนที่จะนำส่งให้ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามอย่างเป็นทางการ

ด้านนายรูบิโอ สว.ผู้เสนอร่างดังกล่าวได้ทวิตข้อความระบุว่า “วุฒิสภาแห่งสหรัฐอเมริกา ได้ส่งข้อความที่ชัดเจนแก่ชาวฮ่องกงที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพอันยาวนาน .. สหรัฐฯได้ยินเสียงคุณ เรายังคงยืนหยัดอยู่เคียงข้างคุณและเราจะไม่นิ่งเฉยเพราะปักกิ่งกำลังทำลายความเป็นอิสระของคุณ”

ฝุ่นจิ๋วที่ไม่จิ๋ว พบความเชื่อมโยงฝุ่นจิ๋วจากท่อรถยนต์กับมะเร็งสมอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606860

  • วันที่ 19 พ.ย. 2562 เวลา 20:55 น.

ฝุ่นจิ๋วที่ไม่จิ๋ว พบความเชื่อมโยงฝุ่นจิ๋วจากท่อรถยนต์กับมะเร็งสมอง

อนุภาคขนาดเล็กมากที่เกิดจากท่อไอเสียรถยนต์สามารถเข้าสู่กระแสเลือดและสมองแล้วกลายเป็นสารก่อมะเร็ง

ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม็คกิลล์ในเมืองมอนทรีอัลของแคนาดาซึ่งตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ Epidemiology พบความเชื่อมโยงระหว่างมะเร็งสมองกับการได้รับมลพิษขนาดเล็กทางอากาศเป็นครั้งแรก โดยพบว่าเพียงได้รับมลพิษทางอากาศขนาดเล็ก 10,000 ชิ้นต่อลูกบาศก์เซนติเมตรเป็นเวลา 1 ปี ก็มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งสมองเพิ่มขึ้นถึง 10%

การวิจัยครั้งนี้ติดตามเก็บข้อมูลจากอาสาสมัครวัยผู้ใหญ่จำนวน 1.9 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในเมืองโตรอนโตและมอนทรีอัลของแคนาดาตั้งแต่ปี 1991-2016 โดยระดับอนุภาคขนาดเล็กจากมลพิษของทั้งสองเมืองนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 6,000-97,000 ชิ้นต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งมีความหนาแน่นระดับเดียวกับเมืองใหญ่ๆ

ทีมวิจัยได้ข้อสรุปว่า ชาวเมืองที่อยู่ในพื้นที่ที่มีอนุภาคขนาดเล็ก 50,000 ชิ้นต่อลูกบาศก์เซนติเมตรขึ้นไปมีโอกาสเป็นมะเร็งสมองเพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับคนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีอนุภาคขนาดเล็ก 15,000 ชิ้นต่อลูกบาศก์เซนติเมต

ทั้งนี้ มีการพบอนุภาคขนาดเล็กในมลพิษทางอากาศในสมองของมนุษย์ตั้งแต่ปี 2016 เพียงแต่ขณะนั้นยังไม่พบความเชื่อมโยงกับมะเร็งสมอง รวมทั้งยังมีงานวิจัยเมื่อต้นปีที่ผ่านมาระบุว่ามลพิษทางอากาศอาจเข้าไปทำลายอวัยวะทุกชิ้นและเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายมนุษย์

นอกจากนี้ มลพิษทางอากาศยังส่งผลด้านอื่นกับสมอง อาทิ สติปัญญาลดลง สมองเสื่อม และปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโลก โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) คาดว่าประชากรโลกเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศราวปีละ 4.2 ล้านคน

ม็อบฮ่องกงเสี่ยงแตก! หลังเจอล้อมปราบที่มหาวิทยาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606854

  • วันที่ 19 พ.ย. 2562 เวลา 19:06 น.

Bigtalk Bigstory Ep.89 ม็อบฮ่องกงเสี่ยงแตก พ่ายแพ้ หลังเจอเจ้าหน้าที่ล้อมปราบที่มหาวิทยาลัย

***************************

รับฟังเฉพาะเสียงได้ที่ soundcloud PostToday

เศรษฐกิจดีไม่ได้ทำให้คนหยุดคิดแยกประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606853

  • วันที่ 19 พ.ย. 2562 เวลา 18:57 น.

เศรษฐกิจดีไม่ได้ทำให้คนหยุดคิดแยกประเทศ

บทวิเคราะห์สถานการณ์โลกโดยกรกิจ ดิษฐาน

หนังสือพิมพ์ The New York Times เผยแพร่เอกสารลับของรัฐบาลจีนเกี่ยวกับนโยบายควบคุมชาวซินเจียง ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจอยู่ชิ้นหนึ่งเป็นถ้อยคำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงที่กล่าวว่า ความเจริญทางเศรษฐกิจไม่ได้ช่วยหยุดความต้องการของชาวซินเจียงที่จะแยกตัวเป็นเอกราชคำกล่าวนี้มีความสำคัญมาก เพราะในประวัติศาสตร์อันยาวนานของจีน มีหลักการหนึ่งซึ่งใช้มัดใจประชาชนไม่ให้ก่อความวุ่นวาย คือการทำให้ประชาชนท้องอิ่มและมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ผู้ปกครองจีนแต่โบราณเชื่อว่า เมื่อประชาชนมีกินมีใช้ พวกเขาจะไม่ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาล

ในยุคโบราณมีหลักการ “อาณัติสวรรค์” (เทียนมิ่ง) จักรพรรดิแต่ละราชวงศ์จะอ้างว่าอาณัตินี้ในการปกครอง และเรียกตนเองว่าเป็น “โอรสสวรรค์” (เทียนจื่อ) แต่อาณัติสวรรค์ไม่ใช่สิ่งถาวรเพราะหากจักรพรรดิปกครองอย่างไม่เป็นธรรม สวรรค์และโลกจะปั่นป่วน สัญญาณแรกคือภัยธรรมชาติ ติดตามมาด้วยภัยอดอยาก ความล่มสลายทางเศรษฐกิจ และตามด้วยการลุกฮือของประชาชน นี่คือการสิ้นสุดของอาณัติสวรรค์

จะเห็นได้ว่าอาณัติสวรรค์เกี่ยวข้องกับปากท้องของประชาชน แม้แต่รัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่ไม่เชื่อเรื่องอาณัติสวรรค์แต่เชื่อเรื่องการปฏิวัติโดยพลังประชาชน ก็ยังเชื่อว่าประชาชนจะไม่ปฏิวัติกลับหากพรรคฯ ทำให้พวกเขาท้องอิ่มและก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ

ในยุคนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจจึงเป็น “อาณัติสวรรค์” ของรัฐบาลจีน หากตัวเลขแย่การปกครองของพรรคฯ จะสั่นคลอน ดังนั้น ผู้นำจีนจึงคิดว่า ความเจริญทางเศรษฐกิจจะช่วยหยุดความต้องการของชาวซินเจียงที่จะแยกตัวเป็นเอกราช ความคิดนี้ยังสะท้อนให้เห็นจากคำกล่าวของหยางกวง โฆษกของสำนักงานกิจการฮ่องกงและมาเก๊าของรัฐบาลจีนที่เรียกร้องให้คนฮ่องกงสนใจกับการพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวฮ่องกงเอง คำกล่าวนี้สะท้อนความเชื่อของรัฐบาลจีนว่าเมื่อคนฮ่องกงหันกลับสนใจกับเรื่องเงินๆ ทองๆ พวกเขาจะลืมความคิดที่จะเป็นปฏิปักษ์กับจีน

แต่เราเห็นแล้วว่าคนฮ่องกงจำนวนไม่น้อยก็ยังสนับสนุนการประท้วง ทั้งๆ ที่ความวุ่นวายฉุดเศรษฐกิจให้ถดถอยครั้งแรกในรอบ 10 ปี ธุรกิจต่างๆ พังพินาศกันถ้วนหน้า แสดงว่าเรื่องปากท้องไม่ใช่ความจำเป็นเฉพาะหน้าอีกต่อไป

เป็นไปได้หรือไม่ว่ารัฐบาลจีนคิดสูตรผิด เพราะแทนที่คนจะเลิกคิดเรื่องการเมืองเมื่อรวยแล้ว กลายเป็นว่าคนจะยิ่งสนใจการเมืองเมื่อมีกินมีใช้ เพราะมีเวลาว่างมากขึ้น?

ในประเทศจีนมีคำกล่าวว่าคนกวางตุ้งสนใจการเมืองน้อยที่สุด สนใจเรื่องทำมาหากินมากที่สุด คนฮ่องกงก็จัดเป็นชาวกวางตุ้ง และดูเหมือนจะสนใจกับเรื่องทำมาหากินมากกว่า แต่คำกล่าวนี้ไม่ถูกต้อง เพราะในประวัติศาสตร์มีหลักฐานชัดเจนว่าคนกวางตุ้งและฮ่องกงหมกมุ่นกับการเมืองพอๆ กับเศรษฐกิจ หลายคนคือวีรบุรุษของการปฏิวัติ เป็นผู้นำกบฎ และผู้สนับสนุนการต่อต้านรัฐบาล เช่น ซุนยัตเซน ผู้นำการปฏิบวัติซินไฮ่ และหงซิ่วเฉวียน ผู้นำกบฎไท่ผิง ล้วนแต่เป็นคนกวางตุ้งที่ขัดขืนและโค่นล้มราชวงศ์ชิง ทำให้จีนก้าวสู่ยุคสมัยใหม่

ดังนั้นสูตรเรื่องอิ่มท้องแล้วไม่สนการเมืองจึงใช้การไม่ได้ ไม่ว่าจะในฮ่องกงหรือที่ซินเจียง

เมื่อการทำให้ท้องอิ่มมีกินมีใช้ไม่ช่วยให้คนในประเทศคิดตั้งตัวเป็นอิสระได้ สีจิ้นผิงจึงมองไปที่รากเหง้าของปัญหา นั่นคือความคิดของคนที่คิดแยกตัว จึงเป็นที่มาของการตั้ง “ค่ายศึกษาใหม่” เรียกอีกอย่างว่าค่ายฝึกอาชีพ หรือที่โลกตะวันตกเรียกว่าค่ายกักกัน

นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะประเทศคอมมิวนิสต์จะมีสิ่งที่เรียกว่า “ค่ายศึกษาใหม่” (Re-education camp) บางประเทศเรียกว่าค่ายสัมมนา ซึ่งจะเกณฑ์กลุ่มคนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไปอบรมล้างความคิดเดิม ส่งเสริมความคิดของสังคมใหม่ ส่วนมากจะเน้นสอนความอุดมการณ์มาร์กซิสต์กับระบอบการปกครองสังคมนิยม

ปัจจุบันประเทศคอมมิวนิสต์ที่เหลือแค่ 5 แห่งบางประเทศก็ยังมีค่ายสัมมนาอยู่ แต่ไม่มีประเทศไหนที่จะมีสเกลใหญ่เท่าจีน ถึงขนาดกวาดคนซินเจียงนับล้านคนมาเข้าค่ายอบรม (จากตัวเลขของสื่อตะวันตก ซึ่งตัวเลขนี้ยังเป็นที่น่าสงสัยอยู่)

ค่ายอบรมของจีนจะขัดเกลาผู้ต้องขังใหม่ผ่านการใช้แรงงาน (อันเป็นค่านิยมของประเทศคอมมิวนิสต์ที่ยึดหลักแรงงานเป็นใหญ่) ดังนั้นค่ายเหล่านี้จึงเรียกว่า “เล่าเจี้ยว” หรือการสอนผ่านแรงงาน คนที่ “มีโอกาส” เข้าไปอยู่มักเป็นพวกโทษเบา หรือมีทัศนะเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนได้ยกเลิกระบบเล่าเจี้ยวไปแล้วในปี 2013 เพราะเผชิญกับเสียงวิจารณ์ทั้งในและนอกประเทศเรื่องมนุษยธรรม

จนกระทั่งในปี 2014 รัฐบาลเสนอให้ตั้งค่ายแบบนี้อีกครั้งที่ซินเจียง หลังจากเกิดเหตุผู้ก่อการร้ายซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยชาวอุยกูร์ลงมือสังหารประชาชน 31 คนกลางสถานีรถไฟเมืองคุนหมิง ในมณฑลยูนนาน และเริ่มดำเนินการจริงในปี 2016

แต่การสังหารหมู่ที่คุนหมิงน่าจะเป็นปลายเหตุมากกว่า (ซึ่งนำไปสู่การประกาศสงครามประชาชนต่อต้านการก่อการร้ายในปีนั้น) สาเหตุจริงๆ มาจากจลาจลที่เมืองอูหลู่มู่ฉี เมืองเอกของซินเจียง ในปี 2009 ซึ่งคนจีนฮั่นกับคนอุยกูร์ปะทกัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 197 คน

ที่บังเอิญจนน่าประหลาดใจคือ จลาจลที่อูหลู่มู่ฉีมีสาเหตุมาจากการการเผชิญหน้าของคนฮั่นและคนอุยกูร์ที่โรงงานแห่งหนึ่งในเมืองเสากวน มณฑลกวางตุ้ง ทำให้คนอุยกูร์ตายไป 2 คน และทำให้คนอุยกูร์ที่บ้านเกิดไม่พอใจจนออกมาประท้วงและทำร้ายชาวฮั่นที่ซินเจียงคืนบ้าง

หากเรื่องที่กวางตุ้งเป็นเหตุที่ทำให้เกิดค่ายควบคุมชาวซินเจียงจริง ปัญหาจึงไม่ใช่การแบ่งแยกดินแดนเท่านั้น แต่เป็นความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมของชนกลุ่มน้อยด้วย และความรู้สึกไม่เป็นธรรมนี้รุนแรงมาก ต่อให้คนกลุ่มน้อยมั่งมีศรีสุขในรัฐบาลนั้น ก็อาจยอมที่จะอดๆ อยากๆ เพื่อที่จะล้มล้างรัฐบาลหรือแยกประเทศได้เหมือนกัน

มือดีฉกสารเคมีอันตรายหายจากม.ฮ่องกง หวั่นถูกใช้ก่อเหตุรุนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606842

  • วันที่ 19 พ.ย. 2562 เวลา 17:21 น.

มือดีฉกสารเคมีอันตรายหายจากม.ฮ่องกง หวั่นถูกใช้ก่อเหตุรุนแรง

สารเคมีอันตรายถูกขโมยไปจากมหาวิทยาลัย 3 แห่ง ทั้งยังพบระเบิดเพลิงพร้อมใช้กว่า 8 พันลูกซุก “ม.จีนแห่งฮ่องกง”

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่า มีสารเคมีอันตรายถูกขโมยหายไปจากคลังเก็บของห้องทดลองในมหาวิทยาลัย 3 แห่งในฮ่องกง รายงานระบุว่าโดยสารเคมีส่วนใหญ่ที่หายไปนี้ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นผงมีฤทธิ์กัดกร่อนและเป็นพิษ อาทิ สังกะสีไซยาไนด์ และสารหนู (sodium arsenite) ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยสาธารณะได้หากอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี

สารเคมีอันตรายเหล่านี้ถูกพบว่าหายไปจากคลังของมหาวิทยาลัย 3 แห่งในฮ่องกงคือ มหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง (The Chinese University of Hong Kong), The Hong Kong Polytechnic University อันเป็นมหาวิทยาลัยที่เกิดเหตุนักศึกษาผู้ประท้วงปะทะรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ปราบจลาจล และ City University of Hong Kong (CityU)

Jeffrey Fung Hin-tat นักพิษวิทยาคลินิก กล่าวว่า การกลืนไซยาไนด์เพียงสิบมิลลิกรัมอาจทำให้ตายได้ในเวลาไม่กี่นาที

นอกจากนี้เซาท์มอร์นิ่งโพสต์ยังรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวด้วยว่า ภายในมหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง มีการพบระเบิดเพลิงที่บรรจุน้ำมันเบนซินจำนวนมากกว่า 8,000 ลูก อยู่ภายในมหาวิทยาลัย

 

การปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ฮ่องกงก่อนหน้านี้พบการใช้ระเบิดเพลิงอยู่หลายครั้ง สอดคล้องกับที่นางแคร์รี่ แลม เคยกล่าวในการแถลงข่าวว่า “มีโรงงานผลิตอาวุธ” อยู่ภายในแคมบัสของสถาบันการศึกษาบางแห่ง โดยพบหลักฐานเป็นระเบิดเพลิงจำนวน 2,000 ขวด แต่เธอไม่ได้ระบุว่าเป็นที่ใด

ทั้งนี้ จากเหตุการปะทะเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา คาดว่ามีผู้ประท้วงถูกจับกุมเป็นจำนวนมากกว่า 1,000 คน

หมอกควันไฟป่าออสเตรเลียปกคลุมนครซิดนีย์ ค่า AQI พุ่งทั่วเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606817

  • วันที่ 19 พ.ย. 2562 เวลา 15:16 น.

หมอกควันไฟป่าออสเตรเลียปกคลุมนครซิดนีย์ ค่า AQI พุ่งทั่วเมือง

ควันจากไฟป่าออสเตรเลีย ปกคลุมนครซิดนีย์ทั้งเมือง ค่ามลพิษอากาศสูงทะลุมาตรฐาน

ช่วงเช้าของวันนี้ (19 พ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น ชาวนครซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย ต้องตื่นขึ้นมาพบกับหมอกควันพิษปกคลุมทั่วทั้งเมือง อันเป็นผลกระทบจากปัญหาไฟป่าเผาไหม้ในหลายจุดทั่วรัฐนิวเซาท์เวลส์

หน่วยดับเพลิงชนบทรัฐนิวเซาท์เวลส์แจ้งว่า หมอกควันที่ปกคลุมทั่วนครซิดนีย์ขณะนี้ส่วนใหญ่มาจากไฟป่าที่กำลังเผาไหม้ในหลายจุดทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง โดยนี้มีจุดไฟป่ามากถึง 50 จุดกระจายไปทั่วพื้นที่ป่า

สำนักอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมของรัฐนิวเซาท์เวลส์ได้แจ้งรายงานสภาพค่ามลพิษขนาดเล็ก PM2.5 ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหลายพื้นที่

โดยเมื่อเวลา 09.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น สามารถวัดค่า AQI ที่ย่าน Rouse Hill ทางตะวันตกเฉียงเหนือของซิดนีย์ได้สูงถึงระดับ 227 ซึ่งนับว่าเลวร้ายกว่าค่าคุณภาพอากาศในกรุงปักกิ่ง หรือกรุงจาการ์ต้า ขณะที่ช่วงเวลาดังกล่าววัดค่า AQI บริเวณย่านใจกลางเมืองแถบซิดนีย์ CBD ที่ระหว่าง 148-170

อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบล่าสุดพบว่า กระแสลมได้พัดกลุ่มฝุ่นควันลอยออกจากเมืองแล้วเป็นส่วนใหญ่ โดยระดับค่า AQI ภายในเขต CBD อยู่ในระดับ 105 ซึ่งเป็นระดับที่เริ่มส่งผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มเสี่ยง ขณะที่ทางสำนักดับเพลิงชนบทนิวเซาท์เวลส์ยังคงเตือนว่ามีความเป็นไปได้ที่หมอกควันจะกลับมาปกคลุมภายในเมืองอีกครั้งช่วงไม่กี่วันข้างหน้า