เจ้าชายแอนดรูว์แห่งอังกฤษยอมรับทำราชวงศ์ผิดหวังที่พัวพันกับผู้ต้องหาล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606550

  • วันที่ 16 พ.ย. 2562 เวลา 16:10 น.

เจ้าชายแอนดรูว์แห่งอังกฤษยอมรับทำราชวงศ์ผิดหวังที่พัวพันกับผู้ต้องหาล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

ดยุคแห่งยอร์กทรงอธิบายข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก

เจ้าชายแอนดรูว์ ดยุคแห่งยอร์ก และพระราชโอรสในสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2  กับเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินเบอระ ทรงให้สัมภาษณ์กับ เอมิลี เมทลิส ผู้ประกาศข่าวในรายการ Newsnight ของสำนักข่าวบีบีซี ถึงความสัมพันธ์ของพระองค์กับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน มหาเศรษฐีที่ฆ่าตัวตายในเรือนจำขณะรอการพิจารณาคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา

เจ้าชายแอนดรูว์ตรัสว่า ทรงทำให้สมาชิกราชวงศ์อังกฤษผิดหวังที่เอาตัวเข้าไปข้องเกี่ยวกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน แม้ภายหลังจะทรงทราบดีว่าเขามีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็กแล้วก็ตาม และตรัสอีกว่า “ข้าพเจ้าพำนักที่บ้านของเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าโกรธตัวเองมาก เพราะมันไม่เหมาะไม่ควรสำหรับการเป็นสมาชิกราชวงศ์ และราชวงศ์ของเราก็พยายามรักษามาตรฐานสูงสุดตลอดมา และข้าพเจ้าทำให้พวกเขาผิดหวัง”

เมื่อถูกถามว่า เวอร์จิเนีย จุฟฟรีย์ กล่าวอ้างว่าเคยพบกับพระองค์เมื่อปี 2001 เคยรับประทานอาหารเย็นกับพระองค์ เคยเต้นกับพระองค์ที่ไนต์คลับในกรุงลอนดอน และเคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพระองค์ในบ้านของพระสหายของพระองค์ พระองค์จะตอบว่าอย่างไร เจ้าชายแอนดรูว์ตรัสว่า “จำไม่ได้ว่าเคยพบกับผู้หญิงคนนี้ จำไม่ได้เลย” และเมื่อถูกถามย้ำอีกครั้งก็ทรงยืนยันว่าจำไม่ได้

ทั้งนี้ เจ้าชายแอนดรูว์ทรงถูกตั้งข้อสงสัยถึงความเกี่ยวข้องกับเอปสตีนหลายครั้ง รวมทั้งคลิปวิดีโอที่พระองค์ทรงโบกพระหัตถ์ร่ำลาหญิงสาวรายหนึ่งที่แมนชั่นหรูในย่านแมนฮัตตันของสหรัฐซึ่งเป็นของเอปสตีนเมื่อปี 2010 ที่ถูกเผยแพร่เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา แต่ทรงปฏิเสธมาโดยตลอด ทว่าครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่พระองค์ตรัสถึงเรื่องเหล่านี้ต่อสาธารณะ

ภาวะโลกร้อนทำสุขภาพเด็กพังตั้งแต่เกิดจนโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606539

  • วันที่ 16 พ.ย. 2562 เวลา 14:30 น.

ภาวะโลกร้อนทำสุขภาพเด็กพังตั้งแต่เกิดจนโต

องค์กร The Lancet Countdown ซึ่งติดตามความก้าวหน้าด้านสุขภาพและการปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เผยรายงานประจำปีว่าด้วยผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศต่อสุขภาพของมนุษย์ว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจะสร้างความเสียหายต่อสุขภาพของเด็กไปชั่วชีวิต ทั้งจากการเพิ่มขึ้นของโรคติดต่อร้ายแรงไปจนถึงภาวะขาดสารอาหาร หากคนทั้งโลกยังไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

รายงานฉบับนี้ยังเตือนอีกว่า ขณะนี้เด็กๆ ทั่วโลกล้วนได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศและสภาพอากาศสุดขั้วต่างๆ และคนรุ่นต่อไปจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด ไม่ว่าจะเป็นโรคที่แพร่กระจายทางอากาศ ขาดสารอาหารเนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรล้มเหลว หรือแม้แต่ความเครียดทางร่างกายและจิตใจจากปัญหาน้ำท่วมหรือไฟป่า

รายงานของ The Lancet Countdown ระบุต่อไปว่า เดือนสิงหาคมเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ และขณะนี้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียสนับตั้งแต่ช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้ว ขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไปอุณหภูมิของโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 4 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 และแน่นอนว่าจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นิค วัตส์ ประธาน The Lancet Countdown เผยว่า เด็กๆ ที่ลืมตาดูโลกวันนี้มีอายุขัยเฉลี่ย 71 ปี หรือจะอาศัยอยู่บนโลกไปจนถึงปี 2090 ซึ่งหมายความว่าเด็กเหล่านี้จะต้องเผชิญกับวันที่โลกร้อนขึ้น 4 องศาเซลเซียส

รายงานฉบับนี้ยกตัวอย่างว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาพืชพันธุ์ที่เป็นอาหารหลักของโลก อาทิ ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี ล้วนมีผลผลิตลดลง ส่งผลให้ทารกและเด็กเล็กมีความเสี่ยงขาดสารอาหารเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต เช่น หยุดการเจริญเติบโต ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และปัญหาด้านพัฒนาการในระยะยาว รวมทั้งจะมีเด็กที่ไวต่อการติดเชื้อโรคมากขึ้น

สุดอัจฉริยะเรียนจบมหาวิทยาลัยตั้งแต่ 9 ขวบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606503

  • วันที่ 15 พ.ย. 2562 เวลา 20:05 น.

สุดอัจฉริยะเรียนจบมหาวิทยาลัยตั้งแต่ 9 ขวบ

เด็กอัจฉริยะวัย 9 ขวบเตรียมขึ้นแท่นเป็นบุคคลที่อายุน้อยที่สุดในโลกที่จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย

สำนักข่าวเดลิเมลของอังกฤษ รายงานว่า โลรองต์ ซิมอนส์ เด็กชายวัย 9 ขวบจากเบลเยียมกำลังจะจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยเทคนิคไอนด์โอเวน ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังของเนเธอร์แลนด์ภายในเดือนหน้า หลังจากเพิ่งเข้าศึกษาเมื่อ 9 เดือนที่แล้ว และจะกลายเป็นบุคคลที่อายุน้อยที่สุดในโลกที่จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย

ซิมอนส์ เจ้าของไอคิว 145 สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมต้นขณะอายุเพียง 8 ขวบ หลังจากใช้เวลาเรียนตั้งแต่ต้นจนถึงระดับมัธยมเพียง 18 เดือนเท่านั้น โดยหลังจากนี้หนูน้อยอัจฉริยะมีแผนศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกในสาขาวิศวกรไฟฟ้าควบคู่กับสาขาด้านการแพทย์ เนื่องจากใฝ่ฝันอยากเป็นนักบินอวกาศ รวมทั้งศัลยแพทย์ด้านหัวใจ เพราะคุณปู่คุณย่าเป็นโรคหัวใจ

อเล็กซานเดอร์ ซิมอนส์ คุณพ่อของโลรองต์และทันตแพทย์ เผยว่า ขณะนี้บรรดามหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่งพากันส่งจดหมายเชิญตัวให้โลรองต์ไปเรียนต่อ แต่หนูน้อยยังไม่เลือกว่าจะเรียนที่มหาวิทยาลัยไหน เพียงแต่เคยบอกว่าอยากไปเรียนที่รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐ

นอกเหนือจากการเรียนหนังสือ โลรองต์ใช้ชีวิตวัยเด็กไม่ต่างจากเด็กธรรมดาคนอื่นๆ นั่นคือการเล่นเกมส์ Fortnite เล่นกับเพื่อนๆ หรือดูซีรีส์จาก Netflix

หากโลรองต์จบการศึกษาอย่างเป็นทางการ เขาจะโค่นตำแหน่งบุคคลอายุน้อยที่สุดในโลกที่จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยจาก ไมเคิล เคียร์นีย์ ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแอละแบมาในวัย 10 ขวบ

ประท้วงทำพิษ เศรษฐกิจฮ่องกงถดถอยครั้งแรกในรอบ 10 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606487

  • วันที่ 15 พ.ย. 2562 เวลา 17:53 น.

ประท้วงทำพิษ เศรษฐกิจฮ่องกงถดถอยครั้งแรกในรอบ 10 ปี

ความวุ่นวายในประเทศ บวกกับสงครามการค้าจีน-สหรัฐ ฉุดเศรษฐกิจฮ่องกงดิ่งเหว

รัฐบาลฮ่องกงเผยตัวเลขเศรษฐกิจประจำไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ว่า เศรษฐกิจฮ่องกงหดตัวลง 3.2% ต่อเนื่องจากไตรมาสที่สองที่หดตัว 0.5% ซึ่งหมายความว่าเศรษฐกิจฮ่องกงเข้าสู่ภาวะถดถอยในเชิงเทคนิคแล้ว แต่หากเทียบเป็นรายปี ไตรมาสที่สามของปีนี้เศรษฐกิจหดตัวลงจากปีก่อน 2.9% ซึ่งถือว่าหดตัวมากที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกในปี 2008-2009 อีกทั้งยังปรับลดประมาณการณ์เศรษฐกิจทั้งปีว่าจะลดลงจากปีก่อน 1.3%

รัฐบาลฮ่องกงเผยถึงสาเหตุของเศรษฐกิจตกต่ำว่ามาจากเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวไม่เดินทางเข้าประเทศ ตามมาด้วยบรรดาห้างร้านต่างๆ ที่ทยอยปิดตัวลงหรือปรับลดเวลาทำการ บวกกับภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกซบเซาและสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ และยังเตือนว่าหากการประท้วงยังดำเนินต่อไปการบริโภคและการลงทุนในประเทศจะซบเซาไปตลอดทั้งปี

โคอาล่าอาจสูญพันธุ์เพราะไฟป่าออสเตรเลีย (ภาพชุด)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606457

  • วันที่ 15 พ.ย. 2562 เวลา 15:44 น.

โคอาล่าอาจสูญพันธุ์เพราะไฟป่าออสเตรเลีย (ภาพชุด)

ไฟป่าในรัฐนิวเซาท์เวลส์และควีนส์แลนด์ของออสเตรเลียคร่าชีวิตโคอาล่า สัตว์สัญลักษณ์ของประเทศไปแล้วอย่างน้อย 350 ตัว

กลุ่มอนุรักษ์โคอาล่า Koala Conservation Australia ของออสเตรเลียเผยว่า ไฟป่าครั้งล่าสุดทำให้ประชากรโคอาล่าในพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติ Lake Innes Nature Reserve ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยหลักของโคอาล่าของรัฐนิวเซาท์เวลส์ถูกไฟคลอกตายไปกว่าครึ่ง หรืออย่างน้อย 350 ตัว และอาจจะมีโคอาล่าตายมากกว่านี้ เนื่องจากไฟยังไม่มีทีท่าจะสงบลง

ขณะที่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลโคอาล่าพอร์ทแม็คควอรีย์ ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ทุ่มเทความพยายามปฐมพยาบาลและดูแลโคอาล่าที่เพิ่งช่วยออกมาจากไฟป่านับสิบตัวด้วยการให้สารอาหาร ทำแผล และติดตามอาการอย่างใกล้ชิด โดยโคอาล่าแต่ละตัวที่ถูกช่วยออกมามักจะมีอาการอุ้งเท้าไหม้ ขนไหม้ ขาดน้ำ เครียด และหวาดกลัว

เชย์น แฟลเนแกน ประธานฝ่ายคลินิคของโรงพยาบาลโคอาล่าพอร์ทแม็คควอรีย์ เผยว่าสิ่งที่เกิดกับโคอาล่าตอนนี้ถือเป็นเรื่องรุนแรงระดับชาติ ไฟป่าอาจทำให้โคอาล่าเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ โดยนับตั้งแต่ปี 2012 รัฐบาลออสเตรเลียจัดโคอาล่าในรัฐนิวเซาท์เวลส์และควีนส์แลนด์อยู่ในสถานะ “ตกอยู่ในอันตราย” เนื่องจากมีประชากรลดลงต่อเนื่องจากหลายสาเหตุ อาทิ ที่อยู่อาศัยถูกคุกคาม ถูกสุนัขกัด ไฟป่า และอุบัติเหตุบนท้องถนน

ทั้งนี้ โคอาล่ามักจะหลบหลีกภัยคุกคามรวมทั้งไฟป่าด้วยการหนีขึ้นไปบนต้นไม้สูงๆ ดังนั้นหากไฟป่าลุกลามในพื้นที่ไม่รุนแรงมากและกินเวลาไม่นาน โคอาล่าอาจไม่ได้รับอันตราย แต่หากไฟโหมรุนแรงขึ้นไปจนถึงยอดไม้มันก็หมดทางหนี

ภาพ : Koala Hospital Port Macquarie

ศพที่ 2 ของการประท้วงฮ่องกง ชายวัย 70 ถูกอิฐลูกหลงเสียชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606444

  • วันที่ 15 พ.ย. 2562 เวลา 13:53 น.

ศพที่ 2 ของการประท้วงฮ่องกง ชายวัย 70 ถูกอิฐลูกหลงเสียชีวิต

ประท้วงฮ่องกงยังแรงไม่เลิก ล่าสุดชายวัย 70 ถูกลูกหลงเสียชีวิตอีกราย

ตัวแทนโรงพยาบาลปรินซ์ออฟเวลส์ในฮ่องกงยืนยันว่า ชายวัย 70 ปีรายหนึ่งเสียชีวิตหลังจากถูกก้อนอิฐปาใส่ศีรษะระหว่างที่กลุ่มผู้ประท้วงและกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลฮ่องกงปะทะกันอย่างดุเดือดในย่านซั่งสุ่ย นับเป็นผู้เสียชีวิตรายที่ 2 นับตั้งแต่เกิดเหตุประท่วงเมื่อ 5 เดือนที่แล้ว

ตำรวจเผยว่า ในวันเกิดเหตุผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นพนักงานรักษาความสะอาดที่อาสาออกมาเก็บกวาดก้อนอิฐที่กลุ่มผู้ประท้วงขว้างปาใส่กัน กำลังอยู่ระหว่างพักกลางวัน แต่จู่ๆ ก้อนอิฐที่กลุ่มผู้ประท้วงและกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลขว้างใส่กันก็ลอยมาถูกศีรษะของชายคนดังกล่าวจนล้มลง ก่อนจะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

อีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ซึ่งอยู่ระหว่างภาระกิจประชุมสุดยอด BRICS ที่ประเทศบราซิลกล่าวว่า การประท้วงรุนแรงในฮ่องกงถือเป็นอันตรายกับหลักการหนึ่งประเทศสองระบบ และยังเตือนอีกว่าฮ่องกงต้องยุติการใช้ความรุนแรงและกลับสู่ความสงบเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ เมื่อไม่ถึงสัปดาห์ก่อน อเล็กซ์ โจว นักศึกษาวัย 22 ปี เพิ่งเสียชีวิตหลังพลัดตกจากอาคารสูงระหว่างที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการตามจับตัวผู้ประท้วง

ผู้ชนะวันคนโสด เปิดสถิติค่ายไหนรับไปเหนาะๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606407

  • วันที่ 14 พ.ย. 2562 เวลา 21:07 น.

PostToday Podcast:Deep Talk Ep.17 ผู้ชนะวันคนโสด เปิดสถิติค่ายไหนรับไปเหนาะๆ

***************************

รับฟังเฉพาะเสียงได้ที่ soundcloud PostToday

เจาะลึกพิธีไดโจไซ ขั้นตอนลึกลับที่สุดในงานราชาภิเษกญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606392

  • วันที่ 14 พ.ย. 2562 เวลา 19:17 น.

เจาะลึกพิธีไดโจไซ ขั้นตอนลึกลับที่สุดในงานราชาภิเษกญี่ปุ่น

ระบวนการที่ลึกลับที่สุดและใช้งบประมาณมากที่สุด จึงเป็นขั้นตอนในงานพระราชพิธีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดด้วย โดยกรกิจ ดิษฐาน

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกจักรพรรดินารูฮิโตะแห่งญี่ปุ่นไม่ได้จบลงที่งานพระราชพิธีเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2019 แต่ระหว่างวันที่ 14 – 15 พฤศจิกายน ยังมีอีกพระราชพิธีหนึ่งที่สำคัญมากเรียกว่า ไดโจไซ (Daijosai) เป็นกระบวนการที่ลึกลับที่สุดและใช้งบประมาณมากที่สุด จึงเป็นขั้นตอนในงานพระราชพิธีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดด้วย

พิธีนี้มีกระบวนการยาวนาน โดยเริ่มที่การปลูกข้าวหลวงและเกี่ยวข้าวหลวง จากนั้นนำข้าวที่ได้ไปทำเป็นข้าวปรุงอาหารและหมักเหล้าสาเกถวายเทพเจ้า พิธีการช่วงนี้เรียกว่า “ไดโจคิว โนะ งิ” โดยจะจัดขึ้นในศาลเจ้าชินโตชั่วคราวที่เรียกว่าไดโจคิว ซึ่งถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษในอุทยานฟากตะวันออกของพระราชวังหลวงในกรุงโตเกียว ตัวศาลเจ้าประกอบด้วยอาคารเกือบ 30 หลังซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 6,500 ตารางเมตร เมื่อประกอบพิธีเสร็จแล้วจะทำการเผาทิ้ง

ในยุคโบราณไดโจคิวจะใช้เวลาสร้างเพียง 5 วัน และต้องเสร็จก่อนงานพิธี 1 วัน แต่ในยุคปัจจุบันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ จึงต้องใช้เวลาเตรียมการนานหลายเดือน

ผังของศาลไดโจคิวประกอบไปด้วย 1. ยุกิเด็ง เป็นศาลหลักทางตะวันออก 2. สุกิเด็ง เป็นศาลหลักด้านตะวันตก เป็นที่ตั้งบัลลังก์ของเทพเจ้าและที่ถวายเครื่องสังเวย และ3. ไดคิวเด็ง เป็นหอเปลื้อง หรือสถานที่จักรพรรดิทรงสรงน้ำแล้วเปลี่ยนฉลองพระองค์เพื่อเข้าพิธี นอกจากนี้ยังมีอาคารบริหารอีกหลายหลัง

Photo by STR / Japan Pool via Jiji Press / AFP

การที่ศาลแแบ่งออกเป็นฝ่ายตะวันออก (ยุกิเด็ง) และฝ่ายตะวันตก (สุกิเด็ง) เพื่อสะท้อนว่ามีข้าวจากแปลงนาหลวง 2 แห่ง นาหลวงเรียกว่า ไซตะซึ่งจะคัดเลือกจากเมืองตามทิศนั้นๆ เช่น ฝ่ายตะวันตกจะเลือกจากมณฑลคิไน เช่นยามาโตะ ซึ่งเป็นมณฑลศูนย์กลางของญี่ปุ่นแต่โบราณ (ปัจจุบันยามาโตะอยู่ในจังหวะนาระ) แต่หลังจากายุคสมัยใหม่ ได้คัดเลือกข้าวจากนาหลวงทั่วประเทศ

วิธีการคัดเลือกไซตะ จะทำโดยการเสี่ยงทายโดยกระดองเต่า ซึ่งเป็นพิธีเสี่ยงทายยุคดึกดำบรรพ์ อันที่จริงแล้วพิธีไดโจไซเป็นพิธีที่ใช้วัสดุอุปกรณ์ทุกอย่างแบบยุคโบราณก่อนที่ญี่ปุ่นจะได้รับอิทธิพลจากจีน เช่น ตัวศาลก็สร้างแบบญี่ปุ่น มีการยกพื้นสูง หลังคามุงหญ้า ภาชนะก็เป็นดินเผาไม่เคลือบ และเมื่อเสร็จพิธีต้องรื้อศาลท้ิง ในสมัยก่อนนั้นต้องเผาทิ้ง เช่นเดียวกับในยุคโบราณเมื่อจักรพรรดิสวรรคตแล้วจะรื้อวังหลวงแล้วย้ายเมืองหลวงไปเรื่อยๆ

ในรัชกาลนี้ ข้าวไซตะนาหลวงตะวันออกมาจากเมืองทาเคาเนซาวา จังหวัดโทชิงิ ส่วนนาหลวงตะวันตกมาจากหมู่บ้านโทมิโนะโช จังหวัดเกียวโต

Photo by STR / Japan Pool via Jiji Press / AFP

เมื่อถึงเวลา 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น สมเด็จพระจักรพรรดิจะเสด็จมายังศาลเจ้า ฉลองพระองค์ผ้าไหมสีขาวแบบโบราณาญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ที่สุด เจ้าพนักงานกั้นฉัตรแบบโบราณเรียกว่าโอคังไง นำหน้าโดยเจ้าพนักงานในเครื่องแต่งกายแบบโบราณถือโคมไฟ ส่วนสมเด็จพระจักรพรรดินีทรงติดตามมาอยู่ในฉลองพระองค์สีขาว 12 ชั้นที่เรียกว่าจูนิฮิโตเอะ

เมื่อจักรพรรดิเสด็จเข้าไปในศาลเจ้าแล้วคนภายนอกจะไม่ทราบว่าด้านในเกิดอะไรขึ้น แต่จะเห็นการตามประทีปภายในให้มีแสงสลัว เมื่อถึงด้านในแล้ว จักรพรรดิทรงประทับนั่งข้างๆ เสื่อขลิบขอบสีขาว มีข้ารับใช้สตรีของศาลเจ้า 2 คนติดตามเข้าไปเท้านั้น จากนั้นจะทรงเริ่มถวายเครื่องสังเวยแด่เทพีแห่งดวงอาทิตย์ คืออามาเตระสุ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของจักรพรรดิญี่ปุ่นทุกพระองค์ เครื่องถวายนั้นใส่บนจานที่ทำจากใบไม้โอ๊ค 32 จาน

เมื่อถวายแล้ว จักรพรรดิทรงสวดอ้อนวอนให้ประเทศเกิดความสงบสุข จากนั้นจักรพรรดิจะทรงร่วมเสวยเครื่องสังเวย คือข้าวกับธัญญาหารและเหล้าสาเกร่วมกับเทพีแห่งดวงอาทิตย์ ระหว่างนั้นมโหรีขับกล่มอบรรเลง ช่วงเวลานี้กินเวลานาน 2 ชั่วโมงครึ่ง เมื่อเสร็จแล้ว จักรพรรดิจะเสด็จไปยังศาลหลังอื่นๆ ของเทพเจ้าองค์อื่นๆ แล้วเสวยร่วมแบบเดียวกัน รวมแล้วกว่าพิธีจะแล้วเสร็จกินเวลาถึง 03.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น แล้วจะเสด็จออกมาในช่วงเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น

Photo by STR / Japan Pool via Jiji Press / AFP

พิธีนี้เป็นสัญลักษณ์แสดงความผูกพันระหว่างเทพีแห่งดวงอาทิตย์กับทายาทของพระนางคือจักรพรรดิญี่ปุ่นทุกพระองค์ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงความอุดมสมบูรณ์ของรัชกาลใหม่

ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ “นิฮงโชงิ” ซึ่งเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ยุคต้นของญี่ปุ่น กล่าวถึงพิธีไดโจไซครั้งแรกในรัชสมัยของจักรพรรดิเซเน (ค.ศ. 480-484) เกี่ยวโยงกับพิธีเก็บเกี่ยวข้าวหลวงโดยจักรพรรดิเพื่อขอบคุณเทพเจ้าที่ประทานความอุดมสมบูรณ์มาให้ มักจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ดังนั้นพิธีนี้จึงไม่ได้เกี่ยวกับเทพีแห่งดวงอาทิตย์เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับเทพเจ้าแห่งฟ้าและดินทั้งหมด หรือที่เรียกว่า “เทนจิ ชิงิ”

อย่งไรก็ตาม พิธีนี้ขาดช่วงไปนานหลายร้อยปีในยุคแห่งสงคราม จนมีการรื้อฟื้นขึ้นในปี 1600 โดยมีจุดประสงค์เพื่อแสดงว่าจักรพรรดิทรงเป็นศูนย์รวมใจของคนทั้งประเทศ เมื่อญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคสมัยใหม่แล้วได้เริ่มต้นพิธีนี้อีกครั้งในปี 1909

Photo by STR / Japan Pool via Jiji Press / AFP

หลังจากญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญกำหนดชัดเจนว่าจักรพรรดิมิได้ทรงเป็นเทพเจ้า เพราะลัทธิบูชาจักรพรรดิเป็นเทพเจ้าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดลัทธิชาตินิยมทางทหาร นำไปสู่การรุกรานดินแดนต่างๆ ในเอเชีย ดังนั้น พิธีกรรมใดๆ ก็ตามที่เชื่อมโยงจักรพรรดิกับสถานะการเป็นทายาทแห่งเทพพีแห่งดวงอาทิตย์ จึงถูกวิจารณ์และตำหนิว่าเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญและปลุกแนวคิดบูชาจักรพรรดิเยี่ยงเทพเจ้า

ในพระราชพิธีครั้งนี้ มีเสียงวิจารณ์หนาหูเป็นพิเศษจากขบวนการคอมมิวนิสต์ที่ต่อต้านสถาบันกษัตริย์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว รวมถึงกลุ่มชาวคริสเตียน ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกล่าวว่า พิธีไดโจไซเป็นการละเมิดหลักการการแยกศาสนาออกจากรัฐตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะพิธีนี้เป็นงานพิธีตามศาสนาชินโต แต่รัฐบาลกลับจ่ายเงิน 2.7 พันล้านเยน (25 ล้านดอลลาร์) เพื่อใช้ในพระราชพิธีนี้

Photo by STR / Japan Pool via Jiji Press / AFP

เรื่องงบประมาณก็เป็นอีกประเด็นที่ถูกวิจารณ์ เฉพาะค่าก่อสร้างศาลเจ้าชั่วคราวเป็นเงินถึง 957 ล้านเยน แม้ว่าจะลดจากขนาดเดิมที่สร้างขึ้นในงานพระราชพิธีไดโจไซของรัชกาลก่อนเมื่อปี 1990 แล้วก็ตาม ยังไม่นับค่ารื้อถอนและค่าปรับปรุงสถานที่ให้กลับมาดังเดิม

ศาลเจ้าไดโจคิว จะเปิดให้สาธารณชนได้เข้าชมฟรีระหว่างวันที่ 21 พฤศจิกายนถึง 8 ธันวาคมก่อนที่จะถูกรื้อถอนตามธรรมเนียม จากนั้นรัฐบาลจะนำอุปกรณ์ก่อสร้างไปใช้ในโครงการป้องกันภัยธรรมชาติและสวนสาธารณะ

ธนาธร ติดหนึ่งในดาวรุ่งแห่งอนาคตโดยนิตยสารTIME

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606357

  • วันที่ 14 พ.ย. 2562 เวลา 15:09 น.

ธนาธร ติดหนึ่งในดาวรุ่งแห่งอนาคตโดยนิตยสารTIME

เว็บไซต์ของนิตยสาร TIME จัดให้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจเป็นหนึ่งใน “หนึ่งร้อยดาวรุ่งที่กำหนดอนาคต” (TIME 100 Next: Rising Stars Shaping the Future)

ชาร์ลี แคมป์เบล (Charlie Campbell) ผู้สื่อข่าวเอเชียตะวันออกของ TIME ได้เขียนบรรยายคุณสมบัติของนายธนาธรในฐานะดาวรุ่งดวงใหม่เอาไว้ว่า

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รู้ว่าการถอนกรงเล็บของกองทัพออกจากการปกครองของไทยไม่ใช่เรื่องง่ายง่าย ในท้ายที่สุดพรรคอนาคตใหม่ของเขาได้รับคะแนนเสียง 17% ในการเลือกตั้งในปีนี้ ซึ่งถือว่าไม่เลวสำหรับพรรคที่มีอายุไม่ถึงหนึ่งปี แต่ธนาธร ผู้เป็นทายาทมหาเศรษฐีของอาณาจักรชิ้นส่วนรถยนต์ ประสบความสำเร็จในการเติมพลังให้กับคนหนุ่มสาวชาวไทย ที่แห่แหนกันมาอยู่ภายใต้ร่มธงของเขา เพื่อยุติวัฏจักรของการรัฐประหารและการประท้วงนองเลือดบนถนนที่ทำประเทศไทยต้องติดหล่มมานานกว่า 80 ปี

ท่ามกลางความท้าทายที่เพิ่มขึ้น เหล่านายพลตอบโต้อย่างดุเดือด ด้วยการฟ้องร้องทางกฎหมาย ซึ่งธนาธรอ้างว่ามีเจตนาทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง เขาบอกว่าเขายังคงมุ่งเน้นไปที่การสร้างการเคลื่อนไหวภายในสภานิติบัญญัติ แม้จะต้องต่อสู้ในชั้นศาล “พวกนายพลยังคงปกครองอยู่ การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป” เขากล่าว “ การสร้างประชาธิปไตย การปลดอำนาจของทหาร และการกระจายอำนาจ คือภารกิจของเรา”

นอกจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจแล้ว การจัดอันครั้งนี้ยังมี กชกร วรอาคม ภูมิสถาปัตย์ไทยผู้ออกแบบสวนจุฬา 100 ปี และมีผลงานโดดเด่นในด้านการสร้างพื้นที่สีเขียวที่สอดคล้องกับสภาพทางภูมิศาสตร์ของกรุงเทพฯ ที่เกิดน้ำท่วมบ่อย และภูมิสถาปัตย์ที่ตอบรับกับภาวะโลกร้อน

นอกจากนี้ยังมี วง BLACKPINK วงไอดอลวงแรกที่มียอดวิวบน Youtube กว่า 1000 ล้าน และผู้ติดตามอีก 30 กว่าล้าน หนึ่งในสมชิกของวงคือไอดอลสาวชาวไทย ลลิษา มโนบาล หรือ “ลิซ่า”

พบหมาน้อยหางโผล่กลางหน้าผาก ได้รับฉายาเจ้ายูนิคอร์น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606337

  • วันที่ 14 พ.ย. 2562 เวลา 13:21 น.

พบหมาน้อยหางโผล่กลางหน้าผาก ได้รับฉายาเจ้ายูนิคอร์น

องค์กรการกุศลเพื่อช่วยเหลือสุนัขที่ถูกทิ้ง Mac’s Mission ในรัฐมิสซูรี ประเทศสหรัฐ เผยคลิปวิดีโอ สุนัขตัวน้อยวัย 10 สัปดาห์ที่มีลักษณะประหลาด คือมีหางโผล่ที่หว่างคิ้วโดยถูกพบเมื่อวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่นประเทศสหรัฐ ระหว่างที่มันถูกทิ้งให้อยู่ท่ามกลางอากาศหนาวเย็น จนเท้าของมันเริ่มที่จะถูกน้ำแข็งกัด

องค์กรที่ช่วยเหลือมันตั้งชื่อให้มันยาวเหยียดว่า “Narwhal the Little Magical Furry Unicorn” (นาร์วาล ยูนิคอร์นวิเศษขนปุย) โดยเลียนแบบชื่อของวาฬนาร์วาล ซึ่งเป็นวาฬที่มีงาที่ยาวออกมาจากกรามเหมือนออกมาจากหน้าผากคล้ายกับตัวยูนิคอร์น

เจ้าหมาน้อยนาร์วาลไม่มีเขา แต่มีหางออกมาแทน สำนักข่าว CNN รายงานว่า จากการเอ็กซ์เรย์ไม่พบว่าหางดังกล่าวเชื่อมต่อกับอะไร และไม่มีคุณสมบัติพิเศษอะไร แต่จะแกว่งไปแกว่งมาตอนที่มันขยับตัว