การลงทุนของจีนต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ กระตุ้นศก.ไม่ได้ผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606310

  • วันที่ 14 พ.ย. 2562 เวลา 10:30 น.

การลงทุนของจีนต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ กระตุ้นศก.ไม่ได้ผล

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เศรษฐกิจของจีนชะลอตัวลงอีกในเดือนตุลาคม เป็นสัญญาณว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล้มเหลวในอันที่จะเพิ่มกำลังการผลิตและการลงทุน ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐ และอุปสงค์ในประเทศที่ลดลง

จากตัวเลขล่าสุดพลว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 4.7% จากปีก่อนหน้า (เทียบกับตัวเลขคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นที่ 5.4%) ส่วนยอดค้าปลีกขยายตัว 7.2% (เทียบกับที่คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 7.8%) จะเห็นว่าแม้จะเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้่นน้อยกวาที่คาดการณ์ไว้

การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรชะลอตัวลง 5.2% ในช่วง 10 เดือนแรกเมื่อเทียบกับที่คาดการณ์ไว้ 5.4% เป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1998

ข้อมูลดังกล่าวเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าความพยายามของรัฐบาลจีนในการยับยั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจ อาจะไม่ประสบความสำเร็จ ในขณะเดียวกันจีนกำลังเผชิญปัจจัยด้านลบในประเทศ และความไม่แน่นอนจากสงครามการค้ากับสหรัฐ

ธนาคารประชาชนของจีน (PBC) ลดค่าต้นทุนค่าใช้จ่ายสำหรับกองทุนธนาคารต่างๆ เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2016 เมื่อต้นเดือน โดยปล่อยเงินกู้ 4 แสนล้านหยวน และลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะหนี้และดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้น แต่อุปสงค์ยังคงอ่อนแอ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กระทรวงพาณิชย์ของจีนและเจ้าหน้าที่ของสหรัฐอเมริกากล่าวว่า สามารถตกลงที่จะระงับการขึ้นภาษีบางส่วนหากข้อตกลงระยะที่หนึ่งผ่านความเห็ยชอบ แต่เมื่อวันศุกร์สถานการณ์กลับแย่ลง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่ายังไม่ได้เห็นชอบกับเรื่องนี้ ทั้งนี้ สงครามการค้าได้ดำเนินมานานกว่าหนึ่งปีแล้ว และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และหากสถานการณ์เลวร้ายลงอีก อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

“สถานการณ์ยังค่อนข้างรุนแรงและเศรษฐกิจของจีนยังคงเผชิญกับแรงกดดันที่ฉุดลงให้ต่ำ (แต๋) ไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจของจีนกำลังผ่านจุดต่ำสุด และสถานการณ์กรณีที่ดีที่สุดคือการรักษาสภาพที่เป็นอยู่ในตอนนี้”เบ็ตตี้ หวาง นัก เศรษฐศาสตร์อาวุโสของ ANZ Bank Group กล่าว

ยิ่งกินเนื้อสัตว์ ยิ่งทำให้โลกร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606273

  • วันที่ 13 พ.ย. 2562 เวลา 20:00 น.

ยิ่งกินเนื้อสัตว์ ยิ่งทำให้โลกร้อน

ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้รถยนต์และโรงงานเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอจะหยุดยั้งหายนะของโลก มนุษย์ต้องเปลี่ยนแปลงอาหารการกินด้วยจึงจะช่วยโลกได้

เมื่อพูดถึงต้นตอของปัญหาโลกร้อน สิ่งแรกๆ ที่คนเรามักจะนึกถึงคือการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากยานพาหนะต่างๆ จึงพยายามทำทุกวิธีทางเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกชนิดนี้ ทั้งการหันไปใช้พลังงานทดแทน หรือเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางอย่างที่ เกรียตา ธูนแบรย์ นักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมจากสวีเดนใช้วิธีเดินทางด้วยเรือจากบ้านเกิดข้ามทวีปไปร่วมการประชุมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม

แต่เรามักจะละเลยไปว่าการผลิตอาหารเลี้ยงปากเลี้ยงท้องประชากรโลกก็เป็นแหล่งกำเนิดของก๊าซเรือนกระจกเช่นกัน กระบวนการผลิตอาหารปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 30% ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนโลก ในจำนวนนี้กว่าครึ่งหนึ่งเกิดจากการผลิตเนื้อสัตว์ โดยมีการเลี้ยงวัวเป็นตัวการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นก๊าซมีเทนที่วัวเรอและผายลมออกมา โดยก๊าซนี้ทำให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจกได้มากว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 23 เท่า หรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการขนส่งเนื้อสัตว์เหล่านี้

นอกจากนี้ การผลิตเนื้อวัว 1 กิโลกรัมยังต้องใช้น้ำมากถึง 43,000 ลิตร ขณะที่บทความเรื่อง Can a burger help solve climate change? (เบอร์เกอร์หนึ่งชิ้นช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้ไหม) ในเว็บไซต์ The New Yorker ถึงกับเปรียบเทียบว่า การทานเนื้อวัวหนัก 1.8 กิโลกรัม ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนได้เท่าๆ กับการนั่งเครื่องบินจากนิวยอร์กไปยังกรุงลอนดอน

การทำปศุสัตว์ยังส่งผลให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกเก็บอยู่ในพื้นดินและป่าไม้ถูกปลดปล่อยออกมา และยังเป็นการลดจำนวนต้นไม้ที่จะช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจกด้วย

คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) คาดการณ์ว่าเมื่อประชากรโลกเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 ล้านคนในปี 2050 การบริโภคเนื้อสัตว์จะเพิ่มขึ้นอีก 75% และภายในปีหน้าจีนประเทศเดียวจะบริโภคเนื้อสัตว์ 20 ล้านตันต่อปี จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดก๊าซเรือนกระจกตามมาอีกมหาศาล

ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการ IPCC ซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์จากนานาชาติ 107 คนเข้าร่วมด้วย จึงแนะนำให้พลเมืองโลกหันมาบริโภคพืชผัก เพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้ทุกคนหันมาทานมังสวิรัติกันทั้งหมดอย่างที่ พีท สมิธ นักวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยอาร์เบอร์ดีนของอังกฤษเผยว่า “เราไม่ได้บอกให้มนุษย์เลิกทานเนื้อสัตว์ เพียงแต่ในประเทศร่ำรวย อาทิ สหรัฐและอังกฤษ ซึ่งบริโภคเนื้อสัตว์โดยเฉพาะเนื้อวัวมากเกินปริมาณที่แนะนำ ควรตัดลดการบริโภคลง”

ขณะที่รายงานอีกชิ้นหนึ่งที่รวบรวมโดยผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร สุขภาพ เกษตรกรรม สิ่งแวดล้อมจาก 16 ประเทศ แนะนำการบริโภคมังสวิรัติแบบยืดหยุ่น หรือ flexitarian diet ซึ้งประกอบด้วยผักและผลไม้ ธัญพืช ถั่ว รวมถึงเนื้อสัตว์คุณภาพสูงอย่างเนื้อปลา เนื้อไก่ ผลิตภัณฑ์จากนม และน้ำตาล แต่บริโภคในปริมาณที่น้อยกว่าที่บริโภคในประเทศร่ำรวยบางประเทศ

และล่าสุดยังมีรายงานจากนักวิทยาศาตร์ทั่วโลกกว่า 11,000 คนซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร BioScience เตือนว่าหากยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมครั้งใหญ่ มนุษย์จะต้องเผชิญกับภัยพิบัติของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศชนิดที่ไม่เคยเจอมาก่อน และหนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคด้วยการลดการบริโภคเนื้อสัตว์

รายงานระบุว่าการบริโภคเนื้อสัตว์น้อยลงนอกจากจะเป็นผลดีกับสุขภาพของผู้บริโภค ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย นอกจากนี้ เมื่อไม่ต้องเลี้ยงสัตว์และไม่ต้องปลูกพืชำหรับเลี้ยงสัตว์ ก็ทำให้มีพื้นที่เหลือเพียงพอสำหรับปลูกพืชที่เป็นอาหารของมนุษย์โดยตรงมากขึ้น

หวั่นลุกลาม พบคนจีนติดเชื้อกาฬโรค2ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606267

  • วันที่ 13 พ.ย. 2562 เวลา 18:05 น.

หวั่นลุกลาม พบคนจีนติดเชื้อกาฬโรค2ราย

สำนักข่าว AFP รายงานว่า มีชาวจีน 2 คนในปักกิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นกาฬโรคแบบมีปอดบวม (Pneumonic plague) ซึ่งเป็นกาฬโรคชนิดที่หาพบยากแต่ติดต่อได้ง่าย และเป็นอันตรายถึงชีวิตหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา

ตามรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) กาฬโรคแบบมีปอดบวมอาจทำให้เสียชีวิตภายในเวลา 24 – 72 ชั่วโมง และเป็นกาฬโรคชนิดที่มีอันตรายร้ายแรงมาก ต่างจากกาฬโรคประเภทต่อมน้ำเหลือง (Bubonic Plague) ที่เป็นอันตรายน้อยกว่า โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ขององค์การอนามัยโลกระบุว่า กาฬโรคแบบมีปอดบวมจะมีอาการเป็นไข้ หนาวสั่น อาเจียน และคลื่นไส้

แต่ที่น่าหวั่นเกรงก็คือ โรคนี้ติดต่อได้ง่ายมากและสามารถเกิดการระบาดในวงกว้างจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งซึ่งสัมผัสกับสารคัดหลั่งที่กระจายตัวในอากาศ

รายงานระบุว่า ผู้ป่วยมาจากทางเขตมองโกเลียใน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ และอยู่ไม่ไกลจากกรุงปักกิ่ง แต่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุในแถลงการณ์ออนไลน์ว่า มีการใช้มาตรการป้องกันและควบคุมแล้ว

รัฐบาลปักกิ่งไม่ได้ตอบคำถามที่สำนักข่าว AFP ซักถามไป แต่องค์การอนามัยโลกยืนยันว่าทางการจีนได้แจ้งเตือนแล้วว่าพบผู้ป่วยกาฬโรค

“คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (จีน) กำลังใช้ความพยายามในการกักกันและทำการรักษาเคสดังกล่าว และเพิ่มการเฝ้าระวัง” ฟาบิโอ สกาโน ผู้ประสานงานขององค์การอนามัยโลกสาขาจีน กล่าว

สกาโน บอกกับ AFP ว่า ความเสี่ยงของการแพร่กระจายของกาฬโรคแบบมีปอดบวมจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีการสัมผัสใกล้ชิด แต่องค์การอนามัยโลกเชื่อว่าจีนได้ตรวจสอบและจัดการเรื่องนี้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ทางการจีนได้เซนเซอร์แฮชแท็กเกี่ยวกับกาฬโรค และพยายามควบคุมไม่ให้สาธารณชนตื่นตระหนก แต่มีผู้ใช้เวยป๋อรายหนึ่งแสดงความเห็นว่า “ฉันแค่อยากรู้ว่าสองคนนี้มาที่ปักกิ่งได้อย่างไร มาโดยรถไฟเครื่องบินหรือพวกเขาขับรถเอง?”

ขณะที่สมาชิกเครือข่ายเวยป๋ออีกรายตั้งข้อสังเกตว่า “ไข้หวัดนกในปีไก่ … ไข้หวัดหมูในปีหมู ปีหน้าเป็นปีหนู … กาฬโรคกำลังจะมา” ทั้งนี้ กาฬโรคมีเชื้อYersinia pestis ที่ติดต่อจากหมัดในตัวหนูไปสู่มนุษย์

แต่นี่ไม่ใช่การระบาดครั้งแรกในจีน จากข้อมูลของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีนพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากกาฬโรค 5 คนระหว่างปี 2014 ถึงเดือนกันยายนปีนี้

ในปี 2014 ชายคนหนึ่งเสียชีวิตจากกาฬโรคในมณฑลกานซูทางตะวันตกเฉียงเหนือในประเทศจีน ทำให้มีผู้ถูกกักกันโรค 151 คน และประชาชนในเมืองใกล้เคียง 30,000 ถูกสั่งห้ามไม่ให้เดินทางออกจากพื้นที่

ฝ้ายแรงงานทาสซินเจียง อาวุธใหม่ที่สหรัฐใช้โจมตีจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606218

  • วันที่ 13 พ.ย. 2562 เวลา 17:00 น.

ฝ้ายแรงงานทาสซินเจียง อาวุธใหม่ที่สหรัฐใช้โจมตีจีน

บทวิเคราะห์โดยทีมงานโพสต์ทูเดย์เอ็กซ์คลูซีฟ อาวุธใหม่ในสงครามการค้า สหรัฐใช้ลูกมือถล่มจีนละเมิดสิทธิมนุษยชน

แบรนด์แฟชั่นนั้นนำเริ่มร้อนๆ หนาวๆ เมื่อสงครามการค้าลามมาถึงวัตถุดิบในการผลิตที่สำคัญ คือฝ้าย ซึ่งเป็นสินค้าสำคัญของเขตปกครองตนเองเซินเจียงในประเทศจีน เมื่อกลุ่มสิทธิมนุษยชนในประเทศตะวันตก กล่าวหาว่า ฝ้ายที่ผลิตจากภูมิภาคนี้อาจเป็นผลิตผลจากการใช้แรงงานที่ถูกทางการจีนบีบบังคับมา

แบรนด์ที่ถูกเล่นงานล่าสุดคือ Muji กับ Uniqlo แบรนด์จากญี่ปุ่น ก่อนหน้านี้ Muji เคยมีแถลงการณ์ในเดือนสิงหาคมยืนยันว่าตระหนักในปีญหาแรงงานทาสในปัจจุบันและการใช้แรงงานเหล่านี้ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัท

จู่ๆ เรื่องนี้ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาประเด็นอีกครั้ง โดยสำนักข่าว ABC ของออสเตรเลียที่ทำการติดตามเรื่องนี้กับแบรนด์ญี่ปุ่นทั้ง 2 แบรนด์

ครั้งแรกที่มีรายงานเอ่ยถึงการบังคับแรงงานในอุตสาหกรรมฝ่ายที่ซินเจียง คือเมื่อเดือนพฤษภาคม 2019 ในรายงานของ Wall Street Journal ที่อ้างว่ามีการใช้แรงงานที่ถูกเกณฑ์มาในโรงงานฝ้าย และฝ้ายเหล่านั้นถูกซื้อไปโดยแบรนด์ดังๆ ทั่วโลก

ต่อมาเดือนตุลาคม สำนักงานศุลกากรสหรัฐกล่าวหาบริษัท Hetian Taida Apparel Co. ในซินเจียงว่าใช้แรงงานที่เกณฑ์มาผลิตฝ้ายและห้ามนำเข้าฝ้ายจากบริษัทนี้ คำสั่งนี้ออกมาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม โดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับบริษัทที่ถูกสั่งห้าม และ มาร์ก มอร์แกน แห่ง สำนักงานศุลกากรสหรัฐกล่าวว่าคำสั่นนี้ออกมาในในเวลาเพียงวันเดียว ซึ่ง “แสดงให้เห็นว่า หากเราสงสัยว่าผลผลิตใดที่ใช้แรงงานที่ถูกเกณฑ์มา เราจะดึงสินค้าตัวนั้นออกจากชั้นวางขายในสหรัฐทันที”

ย้ำว่าทางการสหรัฐเพียงแค่สงสัยเท่านั้นก็เล่นงานจีนแล้ว

ต่อมาวันที่ 8 ตุลาคม กระทรวงพาณิชย์สหรัฐขึ้นบัญชีดำบริษัทจีน 28 บริษัทด้านการรักษาความปลอดภัย โดยกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับละเมิดสิทธิมนุษชนในซินเจียง และเป็นอีกครั้งที่สหรัฐไม่ได้เปิดเผยหลักฐานเรื่องนี้

นอกจากนี้ จากความเห็นของโซฟี ริชาร์ดสันแห่งองค์กร Human Rights Watch ที่มีต่อสำนักข่าว ABC บ่งชี้ว่าโลกตะวันตกพยายามที่จะโยงคำว่า “ซินเจียง” เข้ากับคำว่า “ละเมิดสิทธิมุนษยชน” อย่างตีขลุมจนเกินไป โดย ริชาร์ดสันกล่าวกับ AP ว่า “เมื่อผู้คนเห็นคำว่าซินเจียง ผู้คนก็นึกถึงการควบคุมชาวมุสลิมเติร์กหนึ่งล้านคนโดยใช้อำนาจบาตรใหญ่ และการกดขี่ทางศาสนา โดยไม่ได้นึกถึงฝ้ายคุณภาพดี หรือตัวเลือกด้านแฟชั่น

ทัศนะนี้สะท้อนให้เห็นถึงการพยายามปลุกปั้นให้โลกรู้สึกว่าสินค้าจากจีนมีมลทินจากการละเมิดสิทธิมุนษยชน โดยไม่มีหลักฐาน ตัวเลขทางสถิติมายืนยัน

Human Rights Watch เป็นองค์กรอิสระในสหรัฐที่ดำเนินการผ่านเงินบริจาค (ผู้บริจาครายใหญ่คือจอร์จ โซรอส) แต่ถูกกล่าวหามาโดยตลอดว่ามีท่าทีที่มีอคติ และถูกกล่าวหาว่าตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัฐบาลสหรัฐ และถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวช่วยสนับสนุนรัฐบาลสหรัฐหลายครั้ง และยังถูกวิจารณ์ว่มีวิธีการทำรายงานที่อ่อนในเรื่องการเช็คข้อเท็จจริง

เราจะเห็นได้ว่าทัศนะของโซฟี ริชาร์ดสัน แห่ง Human Rights Watch สะท้อนปัญหาเรื่องการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้เป็นอย่างดี เพราะมีลักษณะกล่าวหาและจับแพะชนแกะ

แม้แต่รายงานข่าวของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ยังระบุอย่างคลุมเครือในการหารือโดยคณะกรรมการผู้เชี่วชาญ (Committee Experts) เนื้อหามีดังนี้

“ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า “แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ” ระบุจีนได้เปลี่ยนเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ให้กลายเป็นบางสิ่งที่คล้ายกับค่ายกักกันใหญ่ที่ปกคลุมไปด้วยความลับ ซึ่งเป็น “เขตไร้สิทธิ์” ในขณะที่สมาชิกของชนกลุ่มน้อยชาวซินเจียงอุยกูร์ ชาวมุสลิมได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็นศัตรูของรัฐ เพียงเพราะมีอัตลักษณ์ทางศาสนาของชาติพันธุ์ของตัวเองเท่านั้น”ด้านอวี้เจี้ยนหัวผู้แทนของจีนยืนยันว่า “ไม่มีการกักขังโดยพลการหรือขาดเสรีภาพในความเชื่อทางศาสนา ในขณะที่มุมมองที่ว่าซินเจียงนั้นเป็น “เขตไร้สิทธิ์” เป็นสิ่งที่ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับข้อเท็จจริง”

แม้จะในที่ประชุม OHCHR จะยังเถียงกันเรื่องนี้ แต่สื่อตะวันตกได้หยิบเอาข้อความที่คลุมเครือคือ “แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ” และ “เขตไร้สิทธิ์” มาใช้โจมตีจีนอยู่ซ้ำๆ โดยไม่ได้บอกว่าใครหรืออะไร

ที่น่าสนใจก็คือในข้อกล่าวหาเรื่องจีนปฏิบัติต่อชาวซินเจียงอุยกูร์นั้นรวมถึงการห้ามสตรีสวมผ้าคลุม (ฮิญาบ) เต็มใบหน้า ซึ่งคำสั่งนี้มีใช้กันในประเทศตะวันตกเช่นกัน เช่านในฝรั่งเศส แต่ประเทศตะวันตกกลับไม่ได้ถูกเพ่งเล็งเท่ากับจีนทำ

ทั้งนี้ จากสถิติพบว่า สหรัฐเป็นผู้ผลิตฝ้ายรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก จีนในอันดับที่ 3 และออสเตรเลียในอันดับที่ 9

สงครามการค้าโลกมีอาวุธให้หยิบขึ้นมาโจมตีกันมากมาย การละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียงก็เป็นหนึ่งในอาวุธชิ้นนั้น

อ้างอิง

Erin Handley and Bang Xiao. Japanese brands Muji and Uniqlo flaunt ‘Xinjiang Cotton’ despite Uyghur human rights concerns. ABC. (4 November 2019).

Martha Mendoza. U.S. Blocks Imports From 5 Countries Over Allegations of Forced Labor. AP. (8 October 2019).

OHCHR. Committee on the Elimination of Racial Discrimination reviews the report of China (13 August 2018).

น้ำจิ้มซีฟู๊ดไทยชนะใจคนทั่วโลก ขุดหลักฐานจากกระทู้ในตำนาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606234

  • วันที่ 13 พ.ย. 2562 เวลา 15:22 น.

น้ำจิ้มซีฟู๊ดไทยชนะใจคนทั่วโลก ขุดหลักฐานจากกระทู้ในตำนาน

จากประเด็นเทรนดิ้งในทวิตเตอร์หลังจากที่มีผู้วิจารณ์ว่าน้ำจิ้มไทยทำให้รสชาติอาหารแย่ จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงร้อนแรงในโลกโซเชียล #saveน้ําจิ้มซีฟู้ด โดยเรื่องมันเกิดขึ้นจากสมาชิกทวิตเตอร์ที่ชื่อ @FeiZV บอกว่า “น้ำจิ้มซีฟู้ดนี่คือตัวสะท้อนว่าอาหารบ้านเราวัตถุดิบห่วยอะ น้ำจิ้มซีฟู้ดรสมันจัดมาก จิ้มทีคือกลบกลิ่นกลบรสชาติเดิมของอาหารหมดเลย”

เพื่อยืนยันว่าน้ำจิ้มของไทยไม่ใช่เล่นๆ เพราะถูกใจคนทั่วโลก เราจึงไปค้นกระทู้ในตำนานของเว็บไซต์ pantip.com มายืนยันว่า เรื่องนี้เป็นความจริงจากประสบการณ์ตรงของหลายๆ คน จากกระทู้ “อยู่ต่างแดน เคยเจอเพื่อนต่างชาติยี้อาหารไทย แต่พอกินไป กลับติดใจสุดๆมั้ยคะ” เช่น

สมาชิกชื่อ Bounty เล่าว่า “ดิฉันล่ะขำสามีคุณจริงๆค่ะ เพราะสามีดิฉันก็เป็นค่ะ

ตอนคบกันใหม่ๆ กินได้อย่างเดียว คือ ข้าวไก่กระเทียมพริกไทย แล้วก็เขี่ยๆกระเทียมออก ตอนแรกดิฉันทำหนังไก่ทอดก็ ยี้ๆๆ ถามว่ากินเข้าได้ไปไง อ้วนจะตาย เนื้อมีไม่กิน ดันไปกินหนัง ดิฉันหลอกล่อให้ลองกิน ทีนี้ติดใจไม่รู้ลืมค่ะ ไม่พอสั่งให้ดิฉันทำ กระเทียมเจียว เอามาโรยกินกับหนังไก่ด้วย และเมื่อ Thanksgiving ที่ผ่านมา ดิฉันอบไก่งวงแบบให้หนังมันกรอบๆ พี่ท่านก็ฉีกหนังไก่ กินหมดตัวเลยค่ะ 555

เดี๋ยวนี้ กินอาหารไทยทุกวันค่ะ ไล่มาตั้งแต่ ลาบ น้ำตก ต้มยำต่างๆ ส้มตำ จับฉ่าย แกงจืด พ่อซัดเรียบค่ะ หรือถ้าทำสเต็ก ปิ้งๆ ย่างๆ พี่ท่านจะมาแย่ง น้ำจิ้มซีฟู้ด ของดิฉัน แทน steak sauce ค่ะ

คุณ “วิoล่า” เล่าให้ฟังว่า โดยเฉพาะน้ำจิ้มซีฟู้ด เพื่อนก็สอน ให้เอากุ้ง เอาปลามา จิ้มลงไปแล้วกิน ฝรั่งกินบอก amazing มาก แล้ว หันไปบอกภรรยา ประมาณว่า เข้าท่าแหะ ทำออกมาเยอะมาก กินกันไม่หมด สักพักมี ญาติๆ เค้ามากินต่อที่เหลือ เรียกว่าเกลี้ยง ชนิดที่ว่า ปลายังแทะไม่เหลือ!!

คุณ “Yu!eZ” บอกว่า ของเราเป็นกุ้งแช่น้ำปลาค่ะ วันนั้นไปเล่นที่บ้านเพื่อนเค้าก็สั่งนู่นนี่นั่นกันมา เราก็ทำกุ้งแช่น้ำปลาไป พร้อมกับน้ำจิ้มซีฟู๊ด ตอนนั้นเราทำไป 7 ตัวเองเพราะคิดว่าเพื่อนคงไม่ชอบหรอก แต่ทำไปให้ลองว่าเป็นของไทยเฉยๆ

พอเราเปิดปุ๊บเพื่อนเราเริ่มประณามเลย เอากุ้งดิบมาทำอะไร แล้วนี่น้ำจิ้มอะไร ทำไมกลิ่นมันแปลกๆ เราก็เออ เมิงงไม่กินก็ตามใจ ไม่ได้กะแบ่งอยู่แล้ว กินคนเดียวก็ได้

เราก็เลยเอากุ้งใส่น้ำจิ้ม ยัดใส่ปากแฟน (เกาหลี) แฟนเราก็กินแบบ มันโคดอร่อยมากก เพื่อนเรา (ใต้หวัน) เห็นแฟนเรากิน ก็เลยขอลองกินครึ่งตัว เราก็ทำๆ ให้เค้ากิน แล้วก็ไม่ได้สนใจอะไร ไปลัลล้านั่งเม้ากับเพื่อนคนอื่น

ใต้หวันรีบเดินมาหาเรา แล้วกระซิบบอกว่า “ยุ้ย กุ้งนี่มันมีแค่ 7 ตัว ถ้าเธอไม่บอกใครว่าเธอมี เราจะได้กินกันคนละหลายตัวนะ”

สรุปสุดท้ายกุ้งเราเรียบหมด แถมเพื่อนเรายังตามเรากลับไปบ้านให้ทำให้กินต่อ ส่วนกล่องน้ำจิ้มซีฟู๊ดที่เราทำไปเยอะๆ มันหายไปทั้งกล่องเลยค่ะ เพื่อนขโมยไปแล้วเอากล่องเปล่ามาคืนในวันรุ่งขึ้น พร้อมกับโน้ตเล็กๆมาว่า “ก่อนเธอจะกลับไทย ชั้นขอสูตรน้ำจิ้มได้มั้ย”

สมาชิกชื่อ “คานเหล็กกล้าทาแล็กเกอร์” แบ่งปันประสบการณ์ว่า กุ้งแช่น้ำปลาค่ะ ตอนนั้นอยู่เมกา พาเพื่อนคนเมกาไปบ้านพี่คนไทย … เขาจะลอง ก็กินไปหน้าแดงไป ร้องไห้ไป (น้ำจิ้มเผ็ดระดับคนไทยกิน) มันบอกอร่อย แต่เผ็ด มันไม่พูดไม่จา หน้าแดงมาก ร้องไห้ด้วย คนไทยถามว่าโอเคมั้ย มันบอกโอเค แล้วกินต่อ วันนั้นเค้าซัดกุ้งไปสิบกว่าตัว 55555+

ส่วนคุณ “sibyeesib (sibyeesib)” เล่าว่า เพื่อนคนญี่ปุ่นค่ะ ปกติคนญี่ปุ่นจะไม่ชอบทานรสเผ็ดเลย แต่พอลองได้กินต้มยำกุ้งเข้าไปแล้ว ติดใจ ซดน้ำจนหมดชาม แถมยังขอเพิ่มอีก ทั้งๆที่กินไปแล้วน้ำหูน้ำตาไหล กับอีกอย่างนึงที่ชอบมากเป็นพิเศษ “น้ำจิ้มซีฟู้ด” พวกเค้าพูดเลยว่าไม่เคยกินอะไรที่เผ็ดแต่อร่อยจนขนาดนี้มาก่อน

คุณ “wippygal25” เล่าว่า ตรุษจีนปีก่อนที่เมืองลอดช่อง ลูกหลานบ้านสามีเรา ก็มากันเต็มบ้านไปหมด พูดถึงตรุษจีน เค้าก็ต้องมีสุกี้กัน กินที 2 อาทิตย์ เราเบื่อมากกๆๆๆ น้ำจิ้มก็ไม่มี เราก็ทำน้ำจิ้มซีฟู๊ดกินกับกุ้ง เหมือนกุ้งแช่น้ำปลา สามีกินตาม แต่ญาติ ๆ ไม่ค่อยกล้ากิน เพราะกุ้งดิบเนอะ (ตั้งแต่เหตุการณ์ นั้น อ้างอิง คห 51 สามีกินทุกอย่างเลยค่ะ ให้ลองอะไรก็กิน ชอบไม่ชอบก็ว่ากันอีกที แต่ทานเผ็ดได้เท่าเราแล้วค่ะ)

น้ำจิ้มที่ว่า เราหาสูตรมาจากห้องก้นครัวนี่แหละค่ะ ตอนแรกทำไว้ครึ่งโล กะว่ากินสองคนกะสามี ไปไป มามา ญาติ ๆ เห็นสามีจิ้ม ก็จิ้มตาม หมดค่ะ ครึ่งโลที่ทำ ไม่เป็นไร ทำใหม่ เต็มกระปุกเลย ประมาณ โลนึง วันที่สอง หมดอีก – -“)

วันที่สาม ญาติโทรมาให้ทำให้หน่อย วันนี้ทำสุกี้เหมือนกัน ซื้อพริก มะนาว มาให้พร้อม เราก็จัดไปอีกโลนึง แล้วอย่างที่บอก ว่าเทศการตรุษจีน เค้าฉลองกันประมาณสองอาทิตย์ เราทำน้ำจิ้มเยอะมาก บางวันทำ สองโล ยังไม่ค่อยพอ กะ กะ เอา ว่า ทั้งหมด เราน่าจะทำไปสัก 20 โลได้

น้องสาวสามี กำลังจะกลับออส ขอสูตรไปด้วย อาอี้ของสามี ขอด้วย เอาไปทำเอง แล้วมีส่งการบ้านด้วย เอามาให้ชิม 555 อาอี้อีกคนกลับเยอรมัน ก็เอาไปทำให้สามีแกกิน โอ๊ะ น้ำจิ้มซีฟู๊ดเรา อร่อยจริง ๆ น๊า เป็นน้ำจิ้มที่กินกับอะไรก็อร่อย แก้เลี่ยน กินกับข้าวเปล่า ๆ ยังอร่อยเลยเนอะ

สมาชิกชื่อ “เจ๊จะเอา” เล่าว่า ไปกินกุ้งที่ฟาร์มเลี้ยงเลย สดๆ หวานๆ ที่เกาะแห่งหนึ่งในออสเตรเลีย ตำน้ำจิ้มซีฟู้ดไปด้วยกล่องนึง กะว่าสั่งกุุ้งมาจะเอามาจ้วงๆๆๆ ให้แซบไปเลย

พอได้กุ้งมาพร้อมสลัด มายองเนส ซอสของฝรั่งอะไรต่างๆนานา แต่กลุ่มเราไม่สนใจค่ะ แกะน้ำจิ้มตัวเองออกมาจิ้มๆ หูยยยย แซบอย่างแรง

แต่ตอนกลับ ดันลืมกล่องน้ำจิ้มเอาไว้บนโต๊ะ เลยให้คุณสามีฝรั่งวิ่งลงไปเอา ที่ไหนได้ เจ้าของร้านกำลังจ้วงกุ้งจิ้มซีฟู้ดอยู่เลย 5555 แล้วถามคุณสามีว่าทำยังไงอร่อยมากกกก ขอสูตรได้มั้ย จะเอามาทำเสิร์ฟพร้อมกุ้งดูบ้าง

คุณสามีเลยต้องวิ่งกระหืดกระหอบมาที่รถพร้อมเจ้าของร้าน และถามวิธีทำกับส่วนผสมกันยกใหญ่ แถมยังขอน้ำจิ้มที่เหลือไว้ได้มั้ย เพราะจะเอาไว้ให้คนในครอบครัวชิม แกว่าไม่เคยกินรสชาดแบบนี้มาก่อน amazing มาก ก็เลยให้แกไป ไม่รู้ป่านนี้เป็นไงบ้าง

กระทู้ต้นทาง https://2g.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H11424433/H11424433.html

มรดกโลกเสี่ยงจมน้ำหลังน้ำท่วมเวนิสสูงสุดในรอบ53ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606219

  • วันที่ 13 พ.ย. 2562 เวลา 13:57 น.

มรดกโลกเสี่ยงจมน้ำหลังน้ำท่วมเวนิสสูงสุดในรอบ53ปี

เมืองเวนิสของอิตาลีเผชิญภาวะน้ำขึ้นสูงที่สุดในรอบกว่า 50 ปี ทะลักเข้าท่วมโบสถ์สำคัญทางประวัติศาสตร์อายุนับพันปี สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่งในจัตุรัสเซนต์มาร์ก รวมทั้งตรอกซอกซอยต่างๆ จมอยู่ใต้น้ำ

ทางการเมืองเวนิสที่เฝ้าจับตาการขึ้นลงของกระแสน้ำ เผยว่าฝนที่ตกหนักหนุนให้กระแสน้ำขึ้นสูงสุดที่ 1.87 เมตร ซึ่งสูงสุดในรอบ 53 ปี และสูงเป็นอันดับสองในประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติในปี 1923 ที่ระดับน้ำสูงถึง 1.94 เมตรในปี 1966

ขณะที่ ลุยจิ บรุนญาโร นายกเทศมนตรีเมืองเวนิส ทวีตภาพสภาพเมืองเวนิสที่ถูกน้ำท่วมฉับพลัน พร้อมกับข้อความว่า “ตอนนี้เรากำลังรับมือกับกระแสน้ำขึ้นฉับพลัน ทุกคนกำลังระดมพลเพื่อรับมือเหตุฉุกเฉิน” และคาดว่าจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเมืองเวนิส

ส่วนคลิปวิดีโอที่แชร์ในโลกโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นกระแสน้ำที่ไหลราวกับแม่น้ำเข้าท่วมถนนเส้นหลักในเมืองเวนิส และอีกคลิปหนึ่งเผยให้เห็นคลื่นลูกใหญ่ที่เกิดจากกระแสลมซัดเข้าใส่เรือที่จอดเทียบท่าบริเวณพระราชวังดอดจ์ โดยคลื่นยังทะลักเข้าท่วมทางเดินใกล้เคียงด้วย เบื้องต้นสื่อท้องถิ่นของอิตาลีรายงานว่า ชายวัย 78 ปีถูกไฟชอร์ตหลังน้ำไหลเข้าท่วมบ้าน

ทั้งนี้ จัตุรัสเซนต์มาร์กมักจะถูกน้ำท่วม เนื่องจากตั้งอยู่ในส่วนที่ต่ำที่สุดของเมือง ปิแอร์เปาโล คัมโปสตรินี สมาชิกสภาเซนต์มาร์กเผยว่า มหาวิหารซันมาร์โกซึ่งตั้งอยู่ในจัตุรัสเซนต์มาร์กเคยถูกน้ำท่วมเพียง 6 ครั้งนับตั้งแต่เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 828 หรือเมื่อ 1,191 ปีที่แล้ว แต่ที่น่าห่วงคือ เหตุการณ์น้ำท่วม 4 ครั้งเพิ่งเกิดขึ้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ครั้งล่าสุดคือเมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว ซึ่งทำให้โบสถ์แห่งนี้ได้รับความเสียหายอย่างหนักเสมือนทรุดโทรมไปอีก 20 ปีภายใน 1 วัน ขณะที่ความเสียหายครั้งนี้ยังไม่สามารถประเมินได้

อย่างไรก็ดี ใช่ว่าทางการจะไม่หาทางป้องกันปัญหาน้ำท่วม นับตั้งแต่ปี 2003 ทางการอนุมัติโครงการก่อสร้างประตูลอยน้ำจำนวน 78 ประตูเพื่อป้องกันทะเลสาบของเมืองเวนิสไม่ให้ได้รับผลกระทบจากกระแสน้ำขึ้น ทว่าโครงการดังกล่าวยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง เนื่องจากค่าใช้จ่ายบานปลาย เรื่องอื้อฉาวต่างๆ และความล่าช้าในการก่อสร้าง

สถานกงสุลฯฮ่องกง เตือนคนไทยเลี่ยงพื้นที่ชุมนุม13 พ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606186

  • วันที่ 13 พ.ย. 2562 เวลา 09:04 น.

สถานกงสุลฯฮ่องกง เตือนคนไทยเลี่ยงพื้นที่ชุมนุม13 พ.ย.นี้

สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฮ่องกง เตือนคนไทย ที่เดินทางไปฮ่องกง หลีกเลี่ยงการเดินทางหรือเข้าใกล้สถานที่มีการชุมนุมประท้วงวันที่ 13 พ.ย.

สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฮ่องกง  โพสต์ข้อความระบุว่า ได้รับรายงานว่าในวันพุธที่ 13 พ.ย. 62 เวลาตั้งแต่ 07.00 น. เป็นต้นไป อาจมีการชุมนุมประท้วงด้วยการขัดขวางเส้นทางจราจรและระบบขนส่งสาธารณะ (รถประจำทาง รถราง และรถไฟใต้ดิน MTR) ทั่วเกาะฮ่องกง จึงแจ้งมาเพื่อให้คนไทยทุกคนในฮ่องกงเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ความไม่สะดวกที่อาจจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ และเผื่อเวลาเดินทาง

ในการนี้ เนื่องด้วยการชุมนุมประท้วงในขณะนี้มีการใช้ความรุนแรงบ่อยครั้ง สถานกงสุลใหญ่ฯ จึงขอย้ำคนไทยในฮ่องกงและนักท่องเที่ยวไทยในฮ่องกงโปรดหลีกเลี่ยงการเดินทางหรือเข้าใกล้สถานที่มีการชุมนุมประท้วง และใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษหากเกิดการประท้วงในบริเวณใกล้ รวมทั้งโปรดงดการถ่ายภาพในระยะใกล้ของเหตุการณ์ประท้วง ผู้ประท้วง และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงการกระทำอื่นๆ ที่อาจเป็นการยั่วยุผู้ประท้วง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยทุกคน รวมทั้งเผื่อเวลาในการเดินทาง ทั้งทางรถยนต์และรถไฟใต้ดิน MTR

คนไทยในฮ่องกงสามารถติดตามข่าวสาร สถานการณ์ภาพรวมได้ที่ website สำนักงานตำรวจฮ่องกง ที่ https://www.police.gov.hk/ppp_en/index.htmlสามารถตรวจสอบข้อมูลการเดินทางโดยรถไฟ MTR ได้ที่ http://www.mtr.com.hk/en/customer/main/index.html และสามารถตรวจสอบสถานะของท่าอากาศยานฮ่องกงและตารางเที่ยวบินได้ที่ https://www.hongkongairport.com/

ทั้งนี้ หากต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน สามารถประสานสถานกงสุลใหญ่ฯ ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน (+852) 6821-1545 หรือ (+852) 6821-1546 และ Call Center กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ (+66) 2-572-8442

ภาพ เอเอฟพี

วิจัยชี้มนุษย์มีโอกาสสูญพันธุ์มากกว่าถูกฟ้าผ่า 5 เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606159

  • วันที่ 12 พ.ย. 2562 เวลา 20:50 น.

วิจัยชี้มนุษย์มีโอกาสสูญพันธุ์มากกว่าถูกฟ้าผ่า 5 เท่า

ผลวิจัยในวารสาร Scientific Reports ชี้มนุษย์มีโอกาสสูญพันธุ์ 1 ใน 14,000 หรือมากกว่าโอกาสที่จะถูกฟ้าผ่าถึง 5 เท่า

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ทำการศึกษาการสูญพันธุ์ของมนุษย์ โดยการคำนวณโอกาสที่มนุษย์จะถูกภัยธรรมชาติ รวมถึงอุกกาบาตพุ่งชนโลกและภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่เล่นงานจนสูญพันธุ์ ซึ่งอาศัยการเก็บรวบรวมข้อมูลการดำรงอยู่บนโลกของมนุษยชาติตั้งแต่ 200,000 ปีที่แล้วเพื่อกำหนดความน่าจะเป็นที่มนุษย์จะหายไปจากโลกโดยได้ข้อสรุปว่าในปีหน้ามนุษย์มีโอกาสสูญพันธุ์ถึง 1 ใน 14,000

หากเปรียบเทียบแล้วโอกาส 1 ใน 14,000 นั้น เกิดขึ้นง่ายกว่าที่ตลอดชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งจะถูกฟ้าผ่าถึง 5 เท่า (ฟ้าผ่ามีโอกาสเกิด 1 ใน 700,000) หรือถูกฉลามกัด ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้น 1 ใน 650,000 หรือให้กำเนิดแฝดสามที่เกิดจากไข่ใบเดียวกัน ที่มีโอกาสเกิดขึ้น 1 ใน 60,000

และหากพิจารณาจากข้อมูลทางโบราณคดีและฟอสซิลรวมกับปัจจัยที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ อาทิ ภาวะโลกร้อน อาวุธนิวเคลียร์ หรือสงครามชีวภาพ โอกาสที่มนุษย์จะสูญพันธุ์ยิ่งเพิ่มขึ้น คือ 1 ใน 23,000

นอกจากนี้ เมื่อปีที่แล้วยังมีผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ของสหรัฐ ที่จำลองสถานการณ์ความน่าจะเป็นที่โลกต้องเผชิญหากประชากรโลกเพิ่มขึ้นและภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้น ซึ่งมีโอกาสเป็นได้ 3 ทาง ได้แก่ มนุษย์ไม่สูญพันธุ์ โดยจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อประชากรโลกรู้จักปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของโลก มนุษย์จำนวนหนึ่งต้องตาย คือ ประชากรโลกราว 70% จะล้มหายตายจากไปก่อนที่โลกจะฟื้นตัวกลับมา ซึ่งน่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากที่สุดในจำนวนโอกาสทั้ง 3 ข้อ อีกทางหนึ่งคือ โลกแตก โลกจะถูกมนุษย์ทำลายจนไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้จนนำมาสู่การทำลายล้างสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก

นอกจากนี้ การศึกษาครั้งนี้ยังพบข้อมูลที่น่ากังวลอีกว่า แม้มนุษย์จะเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญพันธุ์ ความเสียหายที่โลกได้รับก็เพียงพอที่จะล้างบางมนุษย์ได้เช่นกัน

จีนสั่งลูกมหาเศรษฐีห้ามใช้ชีวิตหรูหราฐานไม่เชื่อฟังคำสั่งศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606153

  • วันที่ 12 พ.ย. 2562 เวลา 20:00 น.

จีนสั่งลูกมหาเศรษฐีห้ามใช้ชีวิตหรูหราฐานไม่เชื่อฟังคำสั่งศาล

ศาลที่นครเซี่ยงไฮ้มีคำสั่งให้ หวางซือชง ลูกชายคนเดียวของมหาเศรษฐี หวางเจี้ยนหลิน ห้ามใช้ชีวิตหรูหรา หลังจากขัดขืนคำสั่งของศาล

แม้ว่าจะเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของมหาเศรษฐีอันดับที่ 14 ของจีนที่มีเงินถึง 12.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และตัวเขาเองก็มีเงินถึง 903 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่บริษัทของเขากลับขัดขืนคำสั่งของศาลที่ให้จ่ายค่าเสียหายให้กับคู่กรณีเป็นเงิน 513,300 เหรียญสหรัฐ

การขัดขืนคำสั่งนี้ ทำให้เดรดิตด้านสังคมของหวางซือชงถูกตัดและทำให้ต้องรับโทษ โดยระบบเครดิตสังคมเป็นความริเริ่มของรัฐบาลจีนที่จะพิจารณาจากพฤติกรรมของประชาชนว่ามีความประพฤติด้านสังคมเหมาะสมเพียงใด หากถูกตัดคะแนนจะมีคำสั่งจำกัดเสรีภาพของบุคคลนั้นๆ ในระดับต่างๆ กันไปและหากเครดกิตถูกตัดจนไม่เหลือก็อาจถูกจำคุกได้

ในกรณีของหวางซือชง เขาถูกศาลสั่งห้ามไม่ให้ใช้ชีวิตในแบบที่เขาคุ้นเคย คือห้ามนั่งเครืองบินชั้นเฟริ์สต์คลาส ห้ามซื้อสินค้าหรูหรา ห้ามขึ้นรถไฟความเร็วสูง ห้ามเดินทางไปเที่ยวพักผ่อน ห้ามพักในโรงแรมสุดหรู รวมถึงคลับหรู ห้ามเล่นกอล์ฟ ห้ามซื้ออสังหาริมทรัพย์ และรถยนตร์ ห้ามเช่าสำนักงานหรู เป็นต้น

หวางซือชง เป็นหนึ่งในคนโสดที่รวยที่สุดในจีน แต่เขามีพฤติกรรมที่ค่อนข้างหวือหวา จนสื่อภายในประเทศให้ฉายาว่าเป็น “สามีของประชาชน” ที่ใครๆ ก็อยากที่จะเป็นคู่ครอง บวกกับข่าวการดำเนินชีวิตที่ค่อนข้างหวือหวาฟู่ฟ่า เช่น การให้สัมภาษณ์ว่า อยากมีแฟนสาวที่มีขนาดหน้าอกหน้าใจใหญ่ จนถึงขั้นถูกสำนักข่าวซินหัววิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเหยียดผู้หญิงเหมือนวัตถุ หรือการที่เขาใช้เงินซื้อนาฬิกาอัจฉริยะแอปเปิล วอทช์หลายเรือน ให้สุนัขที่เลี้ยงสวมเล่น เป็นต้น

หวางซือชง จบการศึกษาด้านปรัชญาจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ประเทศอังกฤษ ก่อตั้งบริษัทด้านการลงทุน Pronetheus Capital ในปี 2011 และลงทุนในองค์กรแข่งเกมออนไลน์ Invictus Gaming ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการของ Wanda Group บริษัทของพ่อเขานั่นเอง

57 ประเทศมุสลิมฟ้องศาลโลกเมียนมาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606130

  • วันที่ 12 พ.ย. 2562 เวลา 17:00 น.

57 ประเทศมุสลิมฟ้องศาลโลกเมียนมาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจา

องค์การความร่วมมืออิสลามฟ้องเมียนมาต่อศาลโลกในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจา รวมทั้งยื่นคำร้องให้ศาลโลกมีมาตรการชั่วคราวให้เมียนมายุติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยทันที

อาบูบาคาร์ มารี แทมบาโด อัยการสูงสุดและรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมของแกมเบีย ในนามขององค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ซึ่งมีประเทศมุสลิม 57 ประเทศเป็นสมาชิก ยื่นฟ้องรัฐบาลเมียนมาต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลโลก ในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจา

ในคำฟ้องระบุว่าเมียนมาได้สังหาร ทำร้ายร่างกายและจิตใจ สร้างเงื่อนไขที่ทำให้เกิดการทำลายล้าง ออกมาตรการคุมกำเนิด รวมทั้งบีบบังคับให้ชาวโรฮีนจาอพยพย้ายถิ่น ซึ่งล้วนเป็นพฤติกรรมของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เนื่องจากตั้งใจทำลายชาวโรฮีนจาไม่ว่าจะทั้งกลุ่มหรือบางส่วน ทั้งยังมีคำร้องขอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศออกมาตรการชั่วคราวสั่งให้เมียนมายุติพฤติกรรมดังกล่าวโดยทันที

ทั้งนี้ เมื่อปีที่แล้วศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ซึ่งปกติรับพิจารณาคดีอาชญากรรมสงคราม ได้เปิดการสอบสวนเบื้องต้นเกี่ยวกับการกวาดล้างชาวโรฮีนจาของเมียนมา แต่เนื่องจากเมียนมาไม่ได้เป็นสมาชิกของ ICC ทำให้การดำเนินคดีค่อนข้างซับซ้อนและจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

นอกจากนี้ เมื่อเดือนที่แล้วองค์การสหประชาชาติยังเตือนว่า มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจาที่ยังอาศัยอยู่ในเมียนมาอีกครั้ง

ทั้งนี้ จากรายงานขององค์การสหประชาชาติ ความขัดแย้งระหว่างทางการเมียนมากับชาวโรฮีนจาเริ่มปะทุขึ้นช่วงเดือน ส.ค. 2017 เมื่อกลุ่มชาวโรฮีนจาโจมตีป้อมตำรวจในเมียนมาและสังหารเจ้าหน้าที่ไป 7 นาย ทางการเมียนมาจึงตอบโต้ด้วยการบุกเผาหมู่บ้าน โจมตี รวมทั้งฆ่าและข่มขืนชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ ส่งผลให้ชาวโรฮีนจากว่า 700,000 คนต้องหนีไปยังบังกลาเทศ