เวียดนามพบกระจงหลังเงินอีกครั้งหลังจากหายไปเกือบ 30 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606122

  • วันที่ 12 พ.ย. 2562 เวลา 16:00 น.

เวียดนามพบกระจงหลังเงินอีกครั้งหลังจากหายไปเกือบ 30 ปี

กระจงเวียดนาม (Vietnam mouse-deer) สัตว์คล้ายกวางขนาดเล็กที่หายากมากซึ่งคิดว่าใกล้จะสูญพันธุ์ ถูกพบในป่าทางตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนามเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี

กระจงเวียดนาม กระจงหลังเงิน หรือที่รู้จักกันในนามของ Chevrotain เป็นสายพันธุ์ Tragulus versicolor พบครั้งแรกในปี 2453 ใกล้กับเมืองญาจางประมาณ 450 กิโลเมตร ทางตะวันออกเฉียงเหนือของนครโฮจิมินห์ แต่ไม่มีการยืนยันการพบเห็นมาตั้งแต่ปี 2533 ผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าพวกมันอาจใกล้สูญพันธุ์แล้วจากการถูกล่า

อย่างไรก็ตามนักชีววิทยาชาวเวียดนาม อัน เหงวียน นักศึกษาปริญญาเอกที่สถาบัน Leibnitze เพื่อการวิจัยสัตว์ป่าและสัตว์ป่าได้ ได้สงสัยมาหลายปีแล้วว่า กระจงเวียดนาอาจยังคงอยู่ที่ใดที่หนึ่ง

อัน เหงวียน จึงทำงานกับ บาร์นีย์ ลอง และแอนดรูว์ ทิลเคอร์ โดยร่วมมือกับชาวบ้านเพื่อคอยตรวจสอบรายงานการพบเห็นกระจงหลังเงิน จนทราบเบาะแสว่ามีการพบเห็นในแหล่งหนึ่ง พวกเขาจึงตั้งกล้องจับความเคลื่อนไหวมากกว่า 30 ตัวในแหล่งอาศัยในป่าใกล้เคียง จนกระทั่งถ่ายภาพพวกมันได้ในที่สุด

ผลการศึกษาการค้นพบครั้งนี้ ได้รับการตีพิมพ์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาในวารสาร Nature Ecology and Evolution อย่างไรก็ตาม แอนดรูว์ ทิลเคอร์ เตือนว่า แม้จะพบพวกมันอีกครั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกมันไม่ได้ถูกคุกคาม เพราะผืนป่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกคุกคามอย่างหนักจาการพัฒนาและการเพิ่มขึ้นของประชากร

เมื่อเดือนพฤษภาคม ผู้เชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางชีวภาพของสหประชาชาติหรือที่รู้จักกันในนาม IPBES ได้ออกรายงานสำคัญ เตือนว่ามีสัตว์กว่าหนึ่งล้านชนิดที่เผชิญความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เนื่องจากผลกระทบจากน้ำมือของมนุษยชาติ

(Photo by – / various sources / AFP

(Photo by – / various sources / AFP

(Photo by – / various sources / AFP

(Photo by – / various sources / AFP

ยอดขายถล่มทลายวันคนโสด คือชัยชนะของจีนในสงครามการค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606110

  • วันที่ 12 พ.ย. 2562 เวลา 15:00 น.

ยอดขายถล่มทลายวันคนโสด คือชัยชนะของจีนในสงครามการค้า

นักช้อปชาวจีนสร้างสถิติใหม่สำหรับการใช้จ่ายในช่วง “วันคนโสด” ประจำปีแม้ว่าจีนจะเผชิญกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้ากับสหรัฐ โดยสื่อของรัฐเรียกมหกรรมวันคนโสดที่คึกคักในปีนี้ว่าเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของจีน

อาลีบาบายักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซกล่าวว่าผู้บริโภคใช้จ่ายเงิน 38,300 ล้านเหรียญสหรับผ่านแพลตฟอร์มในวันจันทร์ที่ผ่านมาซึ่งเป็นกิจกรรมการช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลกกินเวลา24 ชั่วโมง โดยตัวเลขการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 26% จากปีก่อนหน้า

อัตราการช้อปปิ้งเติบโตชะลอตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ 27% ในปีที่แล้วและ 39% ในปี 2560

คู่แข่งหลักในประเทศของอาลีบาบา JD.com ซึ่งจัดโปรโมชั่น 11 วัน ซึ่งสิ้นสุดในเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 11 พฤศจิกายน กล่าวว่าเมื่อต้นวันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน ทางบริษัทคำนวณยอดขายในช่วงดังกล่าว พบว่าเป็นจำนวนเงินรวม 29,2000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ประธานาธิบดีสหรัฐโดนัลด์ทรัมป์กล่าวซ้ำ ๆ ว่าการเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรกับสินค้าของจีน ทำให้เศรษฐกิจของประเทศจีนตกอยู่ในภาวะตึงเครียด

แต่สำนักข่าวซินหัวของรัฐบาลจีนกล่าวว่าการแสดง “วันคนโสด” พิสูจน์ให้เห็นว่าประเทศจีนซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่รู้จักในฐานะ “โรงงานของโลก” ที่พึ่งพาการผลิตเพื่อการส่งออก ในตอนนี้ได้พัฒนาตัวเองจนกลายเป็นตลาดผู้บริโภคระดับโลกไปแล้ว

สำนักข่าวซินหัวถึงกับกล่าว “ที่ไหนมีตลาด ที่นั่นมีอนาคต” และชี้ว่าจากสถานะ ‘โรงงานของโลก’ จนวันนี้จีนกลายเป็น ‘ตลาดโลก’ ไปแล้ว ด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มศักยภาพการบริโภคในอนาคตและช่วยกระจายรายได้ให้ได้รับประโยชน์ไปทั่วโลก

แม้ว่าเศรษฐกิจของจีนกำลังชะลอตัวลงอย่างรุนแรงจากสงครามการค้ากับสหรัฐ แต่ยอดขายมหาศาลในวันคนโสด ถูกมองว่าเป็นภาพรวมของความเชื่อมั่นผู้บริโภคของจีนที่ยังค่อนข้างคึกคัก เพราะผู้บริโภคแสดงความกังวลเล็กน้อยกับสงครามกาารค้าและปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยการใช้จ่ายเป็นเงินถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐผ่านแพลตฟอร์มของอาลีบาบาแค่ในช่วง 68 วินาทีแรก

เมื่อเปิดสถิติในแต่ละปีจะพบว่าตัวเลขรายได้ของอาลีบาบาเพิ่มขึ้นทุกปี

ปี 2019 รายได้ 3.8 หมื่นล้าน เติบโต 26%

ปี 2018 รายได้ 3.1 หมื่นล้าน เติบโต 27%

ปี 2017 รายได้ 2.5 หมื่นล้าน เติบโต 39%

ปี 2016 รายได้ 1.8 หมื่นล้าน เติบโต 32%

ปี 2015 รายได้ 1.4 หมื่นล้าน เติบโต 60%

ปี 2014 รายได้ 9.3 พันล้าน เติบโต 63%

ปี 2013 รายได้ 6 พันล้าน เติบโต 83%

ปี 2012 รายได้ 3 พันล้าน เติบโต 270%

ปี 2011 รายได้ 800 ล้าน เติบโต 460%

ปี 2010 รายได้ 100 ล้าน เติบโต 1,700%

ปี 2009 รายได้ 1 ล้าน (ปีแรก)

(อัตราแลกเปลี่ยน/เหรียญสหรัฐ)

อดีตผู้นำโบลิเวียลี้ภัยในเม็กซิโก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606109

  • วันที่ 12 พ.ย. 2562 เวลา 13:49 น.

อดีตผู้นำโบลิเวียลี้ภัยในเม็กซิโก

อดีตประธานาธิบดี อีโว โมราเลส ของเม็กซิโก ตอบรับข้อเสนอลี้ภัยทางการเมืองจากเม็กซิโก 1 วันให้หลังประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้นำโบลิเวียท่ามกลางการชุมนุมประท้วงต่อต้านปมโกงการเลือกตั้ง

อดีตประธานาธิบดีโมราเลสทวีตข้อความเมื่อวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่นว่ากำลังออกเดินทางจากโบลิเวียไปยังเม็กซิโก หลังรัฐบาลเม็กซิโกอนุมัติสถานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง และยังเผยด้วยว่ารู้สึกเจ็บปวดที่ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนด้วยเหตุผลทางการเมือง โดยยืนยันว่าจะกลับโบลิเวียด้วยความแข็งแกร่งและพลังที่มากกว่าเดิม

ในเวลาต่อมา มาร์เซโล เอ็บบาร์ด รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของเม็กซิโก ยืนยันว่า อดีตประธานาธิบดีโมราเลสโดยสารเครื่องบินของรัฐบาลเม็กซิโกออกจากกรุงลาปาซของโบลิเวียไปยังเม็กซิโกแล้ว โดยให้สถานะผู้ลี้ภัยกับโมราเลสเนื่องจากชีวิตของโมราเลสตกอยู่ในอันตราย

หลังจากนี้ จีไนน์ อานเนียซ รองประธานวุฒิสภาของโบลิเวีย จะรับหน้าที่รักษาการผู้นำประเทศไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง

รู้จักลูกพี่ลูกน้องพระสันตะปาปาในไทย ซิสเตอร์อันนาแห่งเมืองอุดร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606041

  • วันที่ 11 พ.ย. 2562 เวลา 19:17 น.

รู้จักลูกพี่ลูกน้องพระสันตะปาปาในไทย ซิสเตอร์อันนาแห่งเมืองอุดร

เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขแห่งคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก จะเสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการ 20-23 พ.ย. สำนักข่าว Reuters ได้ติดตามสัมภาษณ์ ซิสเตอร์ อันนา โรซา ซิโวริ ซึ่ง ลูกพี่ลูกน้องของโป๊ปฟรานซิส ซึ่งเป็นซิสเตอร์ (ภคินี) อยู่ในคณะธิดาแม่พระองค์อุปถัมภ์ (ซาเลเซียนหญิง) ประจำจังหวัดอุดรธานี

ในโรงเรียนคาทอลิกที่ห่างไกลในประเทศไทย ซิสเตอ อันนา โรซา ซิโวรี วัย 77, คุกเข่าสวดอ้อนวอนในตอนเช้าของวันที่โรงเรียน

แม่ชีคาทอลิกผู้นี้คอยนับวันเวลาที่ท่านจะกลับมาพบหน้ากับลูกพี่ลูกน้องของเธอ ซึ่งในวันนี้คือสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส

ในตอนที่ทั้งคู่ยังเยาว์วัยอยู่นั้น ซิสเตอร์เรียกท่านว่า “ฮอร์เก้” ทั้งสองคนเติบโตมาด้วยกันในอาร์เจนตินา

ซิสเตอร์อันนาซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานกว่า 50 ปีจะเดินทางไปพบกับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสระหว่างที่เสด็จเยือนประเทศไทย 20-23 พ.ย.

“สำหรับฉันแล้ว มันเป็นความสุขยิ่งที่ท่านมา … ฉันไม่เคยคิดเลยว่าท่านจะมาเมืองไทย” ซิสเตอร์ บอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนระหว่างให้สัมภาษณ์ Reuters “ฉันมีความสุขแทนทุกคน ฉันอบยากให้ทุกคนได้เห็นท่าน ได้ใกล้ชิดท่าน”

ลูกพี่ลูกน้องคู่นี้มีปู่เป็นพี่น้องกัน เติบโตขึ้นมาในตระกูลคาทอลิกตระกูลใหญ่ในอาร์เจนตินา

ซิสเตอร์อันนาบอกว่าท่านกับโป๊ปไม่ได้สนิทกันตอนเด็กๆ เพราะโป๊ป หรือ ฮอร์เก้ มาริโอ แบร์กอญโญ มีอายุมากกว่าซิสเตอร์ 6 ปี

ซิสเตอร์ เข้าร่วมงานกับศาสนจักรคาทอลิกตั้งแต่ยังสาวๆ และท่านมีความรู้สึกแรงกล้าที่จะต้องมาทำงานด้านศาสนาที่ประเทศไทย ซึ่งซิสเตอร์อาศัยอยู่ตั้งแต่ปีพ. ศ. 2509 และทำงานในโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ

ตอนนี้ซิสเตอร์ เป็นรองอาจารย์ใหญ่ที่โรงเรียนเซนต์เมรี่ ที่อุดรธานี ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ลูกพี่ลูกน้องทั้งสองคนเริ่มใกล้ชิดกันตั้งแต่ ฮอร์เก้กลายเป็นสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสในปี 2013

ทุกๆ ครั้งที่ซิสเตอร์การเดินทางกลับบ้านไปหาครอบครัวของท่านในอาร์เจนตินา ซิสเตอร์จะแวะที่นครวาติกันในอิตาลีก่อนเพื่อพบกับสมเด็จพระสันตะปาปาสักสองสามวัน ครั้งสุดท้ายที่พวกท่านพบกันในปี 2561 ทั้ง 2 ท่านนั้นผูกพันกันผ่านความรักในหนังสือ ซิสเตอร์เล่าว่า

“ท่านพาฉันขึ้นไปที่ห้องขนาดใหญ่มีหนังสือมากมาย ท่านบอกให้ฉันเลือก แล้วท่านจะถามว่า ‘เธออยากได้เล่มนี้หรือเปล่า?”

“ตอนที่เราพูดคุยกัน เรารู้สึกเหมือนเป็นพี่ชายและน้องสาว แน่นนอนว่าสำหรับฉันแล้ว ท่านเป็นสมเด็จพระสันตะปาปา … แต่เราพูดคุยกันอย่างกันเอง”

ซิสเตอร์จะเดินทางไปกรุงเทพฯ ก่อนการมาถึงของสมเด็จพระสันตะปาปา และจะติดตามท่านระหว่างการเยือนไทยเยี่ยมตามที่ท่านร้องขอมา

ซิสเตอร์นำซองจดหมายที่เขียนด้วยลายมือและโปสการ์ดจากนครวาติกันมาอ่านด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง แล้วบอกว่า “เมื่อฉันพบท่าน ฉันจะเรียกท่านด้วยชื่อของท่านว่า ฮอร์เก้ แล้วตามด้วยโป๊ปฟรานซิส” ซิสเตอร์บอกและทิ้งท้ายว่า “ฉันภูมิใจในตัวท่าน”

(รายงานโดย Reuters โดย Patpicha Tanakasempipat การแก้ไขโดย Robert Birsel และ Clarence Fernandez ภาพจาก Vatican News)

ฮ่องกงมาถึงจุดนี้แล้ว เถียงกันอยู่ดีๆ ราดน้ำมันเผากันทั้งเป็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606031

  • วันที่ 11 พ.ย. 2562 เวลา 15:45 น.

ฮ่องกงมาถึงจุดนี้แล้ว เถียงกันอยู่ดีๆ ราดน้ำมันเผากันทั้งเป็น

ชายชาวฮ่องกงถูกราดน้ำมันแล้วจุดไฟเผาทั้งเป็น ระหว่างมีปากเสียงกับคนกลุ่มหนึ่งในเขตหม่าออนซาน เบื้องต้นยังไม่ทราบว่าฝ่ายไหนที่เป็นผู้ลงมือ แต่ชายดังกล่าวมีอาการสาหัส สำนักข่าว AP รายงานว่าเป็นการทะเลาะกันเรื่องสัญชาติ ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประท้วงในฮ่องกงมักมุ่งเป้าโจมตีชาวจีนแผ่นดินใหญ่ในฮ่องกงเป็นพิเศษ

สำนักข่าว AFP  รายงานว่าบทสนทนาในคลิป ทำให้ทราบว่า คนในชุดสีเขียวตำหนิขบวนการเรียกร้องการประชาธิปไตยของฮ่องกง ส่วนฝ่ายตรงข้ามแสดงความไม่พอใจและตอบโต้ด้วยถ้อยคำหยาบคายกันไปมา

จนถึงจุดหนึ่งชายชุดเขียวบอกว่า “พวกแกไม่ใช่คนจีนสักคน” ฝ่ายตรงข้ามคนหนึ่งตะโกนตอบโต้ว่า “กลับไปบ้านแกเลย”

จากนั้นชายสวมหน้ากากในชุดดำสาดของเหลวบนร่างชายดังกล่าวแล้วจุดไฟ จนร่างของเขาลุกเป็นไฟ ทำให้ฝูงชนหนีกระจายออกไป ส่วนเหยื่อก็พยายามถอดเสื้อยืดที่ติดไฟทิ้งไป

คลิปดังกล่าวถูกแพร่ในกลุ่มข้อความของฝ่ายผู้ประท้วง และสื่อ The Global Times นำมาโพสต์ต่อในทวิตเตอร์โดยระบุว่า “จลาจลชุดดำจุดไฟเผาประชาชนที่หม่าออนชานเมื่อวันจันทร์”

โฆษกหญิงคนหนึ่งของหน่วยงานโรงพยาบาลกล่าวว่าชายที่ถูกไฟไหม้ได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพรินซ์เวลส์ โดยอยู่ในอาการวิกฤติ

โฆษกหญิงตำรวจคนหนึ่งบอกกับ AFP ว่าได้รับรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้แล้วและกำลังสืบสวน

ในวันเดียวกันมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นทั่วฮ่องกง เริ่มจากตำรวจยิงกระสุนจริงใส่ผู้ประท้วงจนบาดเจ็บ 2 ราย ตามด้วยการตะลุมบอนระหว่างผู้ประท้วงกับฝ่ายไม่เห็นด้วย และเกิดเหตุเผาทั้งเป็นดังในคลิปนี้

ขายหนังสือยังไงให้รวย ชั่วโมงเดียวขายได้6.8ล้านเล่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/606003

  • วันที่ 11 พ.ย. 2562 เวลา 13:20 น.

ขายหนังสือยังไงให้รวย ชั่วโมงเดียวขายได้6.8ล้านเล่ม

มหกรรมช็อปปิ้ง 11/11 หรือวันคนโสดที่จีน ไม่ได้ผูกขาดเฉพาะ Alibaba แต่ยังมีอีคอมเมิร์ซชั้นนำที่เป็นคู่แข่งอย่าง JD.co และ Baidu ด้วย และนับวันตลาดยิ่งมีการแยกเซกเมนต์ชัดเจนไปตามแพลตฟอร์มที่ให้บริการ เช่น ถ้าจะซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็จะซื้อผ่าน Suning หรือถ้าจะซื้อหนังสือก็จะซื้อผ่าน Dangdang

ในช่วงแรกของวัน 11/11 ปีนี้ทำลายสถิติกันอย่างบ้าระห่ำ เอาเฉพาะสกอร์รวมของยอดขายทุกค่าย ช่วงครึ่งวันแรกก็ทำรายได้ไปแล้วถึง 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ช่วงครึ่งวันแรก Alibaba ซึ่งเป็นเจ้าของไอเดียวัน 11/11 ทำรายได้ไป 27,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

JD.com ผู้ค้าส่งรายใหญ่ที่สุดในโลกออนไลน์ของจีนได้ไป 23,800 ล้านเหรียญสหรัฐช่วงครึ่งแรกของวัน

Suning สร้างสถิติทำยอดขายได้ 1,000 ล้านหยวน ในนาทีแรกที่เปิดขาย หรือ 160 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่ Dangdang ร้านหนังสืออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของจีนขายหนังสือได้ถึง 6.8ล้านเล่ม เพียงชั่วโมงแรกของวัน 11/11

แน่นอนว่ามหกรรมช็อปปิ้งวันคนโสดไม่ได้มีแค่ของใช้จิปาถะ แต่ยังมีหนังสือขายด้วย และจีนยังเป็นตลาดหนังสือที่มีกำลังซื้อมหาศาล และอาจเป็นแรงผลักดันสำคัญของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นตลาดอีบุ๊คที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก (ในเวลานี้ตลาดใหญ่ที่สุดคืออเมริกาเหนือ มีส่วนแบ่งตลาด 58% เมื่อปี 2017 จากตัวเลขของ Mordor Intelligence)

Dangdang เป็นคู่แข่งโดยตรงของ Amazon.cn ซึ่งหมายความว่าไม่ใช่แค่ขายหนังสือ แต่ยังขายของจิปาถะเหมือน Amazon ด้วย เพียงแต่โปรดักต์ที่เชิดหน้าชูตาคือแพลตฟอร์มขายหนังสืออีบุ๊คภาษาจีน

ในประเทศจีน Dangdang เป็นบริษัทที่ใหญ่อันดับที่ 290 ว่ากันในระดับโลกแล้วอยู่าในอันดับที่ 156 ของกลุ่มอีคอมเมิร์ซ

แต่ใครจะรู้ว่าก่อนที่จะมี Alibaba กับ JD.com ตลาดจีนเคยมี Dangdang เป็นเจ้ายุทธจักรมาก่อนโดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ 1999 และริเริ่มอะไรหลายๆ อย่างในตลาดอีคอมเมิร์ซ แต่ในระยะหลังแผ่วลงจนต้องหลีกทางให้ยักษ์ใหญ่ทั้ง 2 โดยเฉพาะ Alibaba พุ่งพรวดพราดนับตั้งแต่คิดค้นการช็อปปิ้งวัน 11/11

แม้จะถดถอยลงมากลายเป็นรอง แต่ Dangdang ไม่ยอมแพ้ หันมาจับในสิ่งที่ตัวเองถนัด นั่นคือตลาดหนังสือ ทำให้พลิกสถานการณ์จากการตกเป็นรอง กลายเป็นเจ้ายุทธจักรตลาดหนังสือออนไลน์ที่ยากจะหาใครมาเทียบเคียงได้ แม้แต่ยักษ์ใหญ่ก็ยังไม่ลงมาเล่นตลาดนิชแบบเดียวกับ Dangdang

ตลาดอีคอมเมิร์ซของจีนมีมูลค่าถึง 24 ล้านล้านหยวน (ตัวเลขปี 2017) ส่วนตลาดอีบุ๊คมีส่วนแบ่ง 45,900 ล้านหยวน ซึ่งถือว่าไม่มากไม่มาย แต่ถ้าจับทางถูกและเล่นในเกมส์ที่ตัวเองถนัด ก็สามารถเป็นหงส์เหนือมังกรได้เหมือนกับ Dangdang

ตำรวจฮ่องกงยิงม็อบโดนจังๆ 2ราย หลังตะลุมบอนกีดขวางช่วงเร่งด่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605987

  • วันที่ 11 พ.ย. 2562 เวลา 11:17 น.

ตำรวจฮ่องกงยิงม็อบโดนจังๆ 2ราย หลังตะลุมบอนกีดขวางช่วงเร่งด่วน

ผู้ประท้วงฮ่องกงอยู่ในภาวะวิกฤติ หลังจากถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงเข้าใส่ ระหว่างการจับกุมตัวผู้ประท้วงที่ก่อเหตุก่อกวนทั่วเมืองเพื่อขัดขวางการทำงานวันแรกของในสัปดาห์ ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าข้อมูลในเบื้องต้นยังสับสนว่าเหตุการณ์นี้มีที่มาที่ไปอย่างไร โฆษกของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งกล่าวว่า มีผู้ประท้วงคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนที่ยิงเข้าจุดสำคัญ ในขณะที่ตำรวจเผยว่ามีผู้ประท้วง 2 คนถูกยิงและยังมีสติอยู่เมื่อถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

ด้านสำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่าเหตุเกิดขึ้นในเขตไซหว่านโฮ จากคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจหยิบปืนออกมายิงในขณะที่เขาพยายามควบคุมตัวชายสวมหน้ากากจากกลุ่มผู้ประท้วงที่พยายามกีดขวางทางแยกแห่งหนึ่ง

จากนั้นชายสวมหน้ากากอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงยิงเข้าใส่ที่บริเวณหน้าอก จนทรุดลงไปกับพื้นอย่างรวดเร็ว

ไม่กี่วินาทีต่อมาเจ้าหน้าที่ยิงปืนอีกสองครั้งระหว่างการต่อสู้ จนชายสวมหน้ากากอีกคนหนึ่งทรุดลงไปที่พื้นแต่ภาพไม่ชัดเจนว่าเขาถูกยิงหรือไม่

ในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวชายทั้งสองไว้ได้ ชายคนแรกนอนจมกองเลือดอยู่และมีอาการอ่อนแรง ส่วนชายอีกคนยังคงพูดจาตอบโต้ได้

Photo by Laurent FIEVET / Cupid News / AFP

เม็กซิโกพบกับดักแมมมอธครั้งแรกของโลก อายุกว่า14,000ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605983

  • วันที่ 11 พ.ย. 2562 เวลา 10:29 น.

เม็กซิโกพบกับดักแมมมอธครั้งแรกของโลก อายุกว่า14,000ปี

สถาบันมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์แห่งชาติของเม็กซิโก (INAH) เผยว่า นักโบราณคดีในเม็กซิโกค้นพบซากช้างแมมมอธที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา ที่ตอนกลางของเม็กซิโก โดยเป็นชิ้นส่วนกระดูก 800 ชิ้น จากแมมมอธ 14 ตัว

ที่เหนือไปกว่านั้นนักโบราณคดียังเชื่อว่าพวกเขาได้พบกับดักแมมมอธเป็นครั้งแรก ซึ่งสร้างขึ้นโดยมนุษย์โบราณเพื่อใช้ดักจับแมมมอธเมื่อกว่า 14,000 ปีที่แล้ว

“นี่เป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา” สถาบัน INAH กล่าวในแถลงการณ์ และชี้ว่าจากการจตรวจสอบพบลักษณะของการที่แมมมอธถูกล่า จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญสรุปว่าพวกเขาพบกับดักแมมมอ ธแห่งแรกของโลก

ซากโครงกระดูกถูกพบในเมืองทุลเทเปก ใกล้กับบริเวณที่จะใช้ก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ของกรุงเม็กซิโกซิตี้ นักโบราณคดี ลูอีส กอร์โดบาบอกนักข่าวว่า แมมมอธอาศัยอยู่ที่นี่เป็นเวลาหลายพันปี โดยมีชีวิตอยู่เป็นฝูงร่วมกับสัตว์สปีชีส์อื่นรวมถึงม้าและอูฐ นักวิจัยยังเผยด้วยว่ามีฝูงแมมมอธอย่างน้อยห้าฝูงอาศัยอยู่ในบริเวณที่พบ

Photo by HO / INAH / AFP

Photo by HO / INAH / AFP

Photo by HO / INAH / AFP

Photo by HO / INAH / AFP

“อาลีบาบา” กวาดยอดขายวันคนโสด ชั่วโมงเดียว 9.12 หมื่นล้านหยวน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605979

  • วันที่ 11 พ.ย. 2562 เวลา 08:49 น.

"อาลีบาบา" กวาดยอดขายวันคนโสด ชั่วโมงเดียว 9.12 หมื่นล้านหยวน!

“อาลีบาบา” โกยยอดขายวันคนโสดปี62 ชั่วโมงเดียว 9.12 หมื่นล้านหยวน เพิ่มจากปีที่แล้ว 32%

อาลีบาบา กรุ๊ป บริษัทอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของจีน รายงานยอดขายชั่วโมงแรกของเทศกาลช็อปปิงวันคนโสด หรือ Singles’ Day วันที่ 11 เดือน 11 อยู่ที่ระดับ 9.12 หมื่นล้านหยวน หรือ ประมาณ 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 32% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ระดับ 6.9 หมื่นล้านหยวน

รายงานข่าวระบุว่า วันคนโสดในวันที่ 11 เดือน 11 นับเป็นเทศกาลช็อปปิงที่สำคัญของจีน และอีกหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งไทย

อาลีบาบามีลูกค้าออนไลน์จำนวน 785 ล้านคนต่อเดือนที่เข้าช้อปปิงซื้อสินค้าใน Tmall ส่งผลให้อาลีบาบาเป็นแพลตฟอร์มสำคัญสำหรับผู้ขายจากต่างประเทศที่ต้องการเจาะตลาดจีน

ภาพ : เอเอฟพี

ที่มา : อินโฟเควสท์

“การศึกษา” เครื่องมือสาคัญในการสร้างคนเก่ง คนดี มีวินัย ของประเทศญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/605970

  • วันที่ 10 พ.ย. 2562 เวลา 20:42 น.

“การศึกษา” เครื่องมือสาคัญในการสร้างคนเก่ง คนดี มีวินัย ของประเทศญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นให้ความสาคัญต่อการสร้างพลเมืองคุณภาพแห่งศตวรรษที่ 21 ด้วยการมองไปในอนาคตว่า จะเกิดอะไรขึ้นในประเทศ ส่งผลกระทบอย่างไรต่อสังคม จึงมีการเตรียมคนให้พร้อม เพื่อให้มีทักษะ สอดคล้องกับยุคสมัยที่จะมาถึงในเร็ววันนี้ ซึ่งกระบวนการเตรียมคนเก่ง สร้างคนดี และฝึกคนให้มีวินัย ในแบบของญี่ปุ่นนั้น จะใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือสาคัญ

เมื่อตระหนักว่าสังคมที่กำลังจะมาถึง เป็นสังคมที่มนุษย์ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับความก้าวล้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ญี่ปุ่นจึงเน้นให้คนมีความเก่ง สามารถใช้ประโยชน์จากความเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกัน ก็ต้องเก่งในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ โดยอาศัยความรู้ ความเชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

คนญี่ปุ่นได้รับการยอมรับเรื่องความเก่ง และความมีวินัย

การศึกษาของญี่ปุ่นทั้งในระบบ และการเรียนรู้นอกห้องเรียน จึงมุ่งเน้นให้ทุกคนมีพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ โดยตั้งเป้าหมายการเรียนรู้ไว้เป็น 3 ระดับ คือ ขั้นแรก เด็กจะต้องมีความเข้าใจเป็นพื้นฐานก่อน จากนั้น จึงฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ และเมื่อฝึกฝนจนชำนาญแล้ว ก็จะนำไปสู่ความสามารถที่จะออกแบบหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้

เพื่อให้ทุกคนซึมซับเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รัฐบาลจึงพยายามสร้างสิ่งแวดล้อมให้ทุกคนคุ้นเคย เข้าใจ และเห็นความสำคัญ ของเรื่องดังกล่าว ตัวอย่างของสถานที่ ตามแนวคิดนั้นก็คือ “มิไรคัง” (Miraikan) มิไรคัง คือ National Museum of Emerging Science & Innovation เป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเขตโอไดบะ และยังเป็นสถานที่เรียนรู้เทคโนโลยีแห่งยุคของญี่ปุ่นอีกด้วย เพราะเทคโนโลยีบางอย่างที่เด็กๆเคยเห็นในหนังการ์ตูน ก็ถูกสร้างเป็นของจริงให้ได้เห็นกันแล้ว อย่างเช่น เจ้าหุ่นอาซิโม่ (Azimo) ที่สามารถเคลื่อนไหวและเล่นกับเด็กๆได้ เหมือนมีชีวิตจริงๆ นอกจากนั้นก็ยังมีสิ่งประดิษฐ์ล้าสมัยอื่นๆ ที่ช่วยสร้างจินตนาการให้ผู้เข้าชม ได้เห็นถึงการใช้ชีวิตในอนาคตที่กาลังใกล้เข้ามา

ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เมื่อได้เห็นภาพเหล่านั้น ก็จะสนุกสนานและตื่นเต้นกับการมาถึงของเทคโนโลยีในอนาคต และเมื่อเด็กๆได้ไปเรียนรู้เรื่องเหล่านั้นต่อที่โรงเรียน ก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น และอาจนำไปสู่แรงบันดาลใจ ให้เด็กอยากเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีเหล่านั้นด้วยตนเอง

เมื่อทำให้คนสนใจวิทยาศาสตร์ได้แล้ว ขั้นต่อไปก็คือการสร้างบุคลากรที่มีความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ ผ่านโรงเรียนวิทยาศาสตร์ในรูปแบบที่เรียกว่า Super Science High School คือหลักสูตรที่ยกระดับโรงเรียนมัธยมปลาย ให้กลายเป็นโรงเรียนเฉพาะทาง มุ่งเน้นพัฒนาทักษะด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และคณิตศาสตร์ เพื่อให้เด็กๆ ที่มีความสามารถ ได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง ได้อย่างเต็มที่ก่อนเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา โดยโรงเรียนมัธยมที่จะถูกยกระดับให้เป็น Super Science High School ได้นั้นจะต้องมีความพร้อมทั้งเครื่องไม้เครื่องมือและบุคลากร ตลอดจนหลักสูตรการเรียนการสอน ซึ่งต้องผ่านการพิจารณาอันเข้มงวดจากกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้ปัจจุบันนี้ยังมีโรงเรียนรูปแบบดังกล่าวไม่ถึง 10 โรงเรียนในญี่ปุ่น

ช่วงปิดเทอม เด็กญี่ปุ่นจะมีการบ้านวิชาวิจัยอิสระ เพื่อค้นคว้าในเรื่องที่ตนเองสนใจ

เด็กที่เรียนจบจากโรงเรียนวิทยาศาสตร์ มักจะเข้าเรียนต่อในสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ สถาบันเทคโนโลยีแห่งโตเกียว หรือ “Tokyo Institute of Technology” ที่เรียกสั้นๆ ว่า “โตเกียวเทค” (Tokyo Tech) เป็นสถาบันอุดมศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มีชื่อที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่น มีบทบาทสาคัญในการผลิตวิศวกร และนักวิทยาศาสตร์ เก่งๆ เพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรม ภายใต้ปรัชญาที่ว่า “ยังมีความเป็นไปได้ ซ่อนเร้นอยู่ในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”

แม้จะเห็นความสาคัญของวิทยาศาสตร์ และส่งเสริมให้ทุกคนมีความเข้าใจวิทยาศาสตร์ แต่ก็เล็งเห็นความสาคัญของอาชีพอื่นๆเช่นกัน และเชื่อว่าทุกคนควรได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ ไม่ว่าเขาจะอยากโตไปเป็นอะไร ดังนั้น ระบบการศึกษาจะต้องช่วย ให้เด็กค้นพบตัวเอง ว่ารักชอบด้านไหน เพื่อจะได้ช่วยให้พวกเขาได้รับการพัฒนาอย่างถูกทาง

ช่วงปิดเทอมใหญ่ เด็กประถมญี่ปุ่นส่วนมาก จะมีการบ้านวิชาชื่อว่า “วิชาวิจัยอิสระ” (independent research) ที่จะให้เด็กๆ เลือกหัวข้ออะไรก็ได้ ที่ตนเองสนใจ แล้วไปหาคำตอบมาให้ได้ ในช่วงปิดเทอม โดยครูเองก็จะไม่ตัดสินว่าหัวข้อของใครดีกว่ากัน เพราะเป้าหมายของกิจกรรมนี้ คือต้องการฝึกให้เด็กเข้าใจกระบวนการหาข้อมูล การทำวิจัย แล้วนำกลับมาเสนอในชั้นเรียนช่วงเปิดเทอม ซึ่งผลลัพท์ที่ได้ นอกจากเด็กจะได้ประสบการณ์ใหม่ๆแล้ว ยังอาจช่วยให้เด็กค้นพบสิ่งที่ตนเองชอบ ซึ่งช่วยให้ครูหรือผู้ปกครอง สามารถส่งเสริมและพัฒนาได้ถูกทิศทาง

โรงเรียนญี่ปุ่นให้ความสำคัญต่อกิจกรรมทัศนศึกษาเป็นอย่างมาก จึงเป็นกิจกรรมที่ทำกันอย่างจริงจังและต่อเนื่องในทุกโรงเรียน ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงมัธยม โดยอย่างน้อยที่สุด ก็ปีละ 2-3 ครั้ง และถึงแม้ว่าปลายทางของการทัศนศึกษา จะไม่ใช่สถานที่แปลกใหม่ แต่เด็กๆ ก็จะได้ฝึกทักษะในระหว่างเดินทางเป็นหมู่คณะ อีกทั้งการได้ไปเห็นและได้ไปสัมผัสธรรมชาติ จะช่วยปลูกฝังนิสัย รักธรรมชาติ และให้ความสาคัญกับทุกชีวิต

สังคมที่เป็นระบบระเบียบและมีความปลอดภัย ทำให้ผู้ปกครองกล้าให้เด็กออกไปเรียนรู้ด้วยตนเอง

การพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้ญี่ปุ่นเชื่อมต่อกับโลกสากลอย่างกว้างขวาง ซึ่งมีข้อดีที่เห็นได้ชัด คือการพัฒนาองค์ความรู้ แต่ก็มีความกังวลว่า เด็กยุคใหม่จะมีความเป็นชาตินิยมน้อย ดังนั้น ระบบการศึกษาของญี่ปุ่นจึงไม่ลืมที่จะปลูกฝังความเป็นชาตินิยมญี่ปุ่นเข้าไปด้วย โดยให้สังคมและโรงเรียนทำหน้าที่ร่วมกัน เพื่อฝึกให้เด็กๆ เคารพในวัฒนธรรม, เคารพในธรรมชาติ, เคารพในระบบอาวุโส, และมีความรักชาติ

การปลูกฝังความเคารพระบบอาวุโสในสังคมญี่ปุ่น ถือเป็นวิธีคิดที่สร้างสรรค์ เพราะไม่ได้บังคับให้รุ่นน้องต้องเคารพรุ่นพี่อย่างไร้เหตุผล แต่จะส่งเสริมให้รุ่นพี่แสดงบทบาทเป็น ผู้ช่วยเหลือ เป็นผู้ดูแลที่ดีของรุ่นน้อง ตัวอย่างเช่น เด็กโตที่คอยดูแลเด็กเล็กกว่า ในระหว่างเดินทางไป-กลับโรงเรียน แม้จะไม่ได้เป็นญาติพี่น้องกันก็ตาม เนื่องจากเด็กญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเดินทางไปโรงเรียนกันเอง โดยไม่มีผู้ปกครองคอยรับส่ง ดังนั้น ผู้ใหญ่ก็จะคอยบอกให้เด็กที่โตกว่า ช่วยดูแลน้องๆ ในระหว่างเดินทาง ซึ่งวิธีการนี้นอกจากจะฝึกความรับผิดชอบของเด็กโตแล้ว เด็กทุกคนยังจะได้ฝึกการวางแผนเดินทางเอง ฝึกการปฏิบัติการกฎจราจร ฝึกระเบียบวินัยไปในตัวอีกด้วย

เมื่อเด็กๆไปที่โรงเรียน รุ่นพี่ก็ยังมีบทบาทหน้าที่ ให้ได้ฝึกฝนความรับผิดชอบอีกในช่วงเวลาอาหารกลางวัน เพราะโรงเรียนญี่ปุ่นจะจัดอาหารกลางวันให้เด็กทุกคน เมื่อถึงเวลาแจกจ่ายอาหาร ตัวแทนนักเรียนรุ่นพี่จะต้องผลัดเวรมาช่วยกันจัดอาหาร และแจกจ่ายอาหารให้น้องเล็ก เพื่อฝึกความรับผิดชอบ การปลูกฝังการเราคพอาวุโสอย่างมีเหตุผล

โรงเรียนญี่ปุ่นมีบทบาทสาคัญมากในการปลูกฝังความรับผิดชอบและความมีวินัยของเด็กญี่ปุ่น เพราะการใช้ชีวิตในโรงเรียนเต็มไปด้วยรูปแบบที่ช่วยฝึกฝนเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการ เปลี่ยนรองเท้าก่อนเข้าห้องเรียน, การเก็บกวาดจานชามของตนเอง, และเวรทำความสะอาดห้องเรียน

ระบบการศึกษาของญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเรื่องการสร้างคนเก่งและคนดีเป็นอย่างมาก ดังนั้น เด็กญี่ปุ่นทุกคนจึงต้องเรียนวิชา “Ikiru Chikara” (อิคิรุ ชิคะระ) หรือ “ความสามารถในการดาเนินชีวิต” โดยวิชานี้มีเป้าหมายให้เด็กทุกคนพัฒนาพื้นฐาน 4 ด้าน ได้แก่ (1) การใช้ชีวิตและลักษณะนิสัย (2) คุณธรรมความคิดและการตัดสินใจ (3) บุคลิกภาพและการใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์ (4) ทัศนคติและแรงจูงใจในฐานะพลเมือง

คนญี่ปุ่นจะให้เด็กเรียนรู้ทักษะชีวิต ผ่านกติกาทางสังคม

การพัฒนาคนเก่งของญี่ปุ่นโดยผ่านการศึกษานั้น มีลักษณะเป็น “การพัฒนารายบุคคล” ภายใต้ “สังคมที่มีความเป็นหมู่คณะ” ดังนั้น นอกจากจะส่งเสริมให้แต่ละคนเก่งแล้ว ยังต้องมีการปลูกฝังความสามัคคี และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมควบคู่กันไปด้วย โดยการปลูกฝังเป้าหมายร่วม (collective goals) ทำให้เด็กรู้จักการทำงานเป็นกลุ่ม และตระหนักว่า ชัยชนะส่วนตัว ไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าชัยชนะของทีม ซึ่งตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือ กีฬาสีของเด็กญี่ปุ่น ที่จะไม่เน้นให้เด็กมีพรสวรรค์ด้านกีฬาคว้าชัยชนะมาให้ได้มากที่สุด แต่กำหนดว่าทุกคนต้องมีส่วนร่วมกิจกรรมและการแข่งขัน เพื่อให้เด็กตระหนักถึงความสำคัญและบทบาทของตน ที่จะส่งผลต่อความสาเร็จของทีม

ระบบการศึกษาของญี่ปุ่นนั้นเชื่อว่า การจะทำให้เด็กโตไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้ ต้องให้สังคม มีบทบาทร่วมในการอบรมสั่งสอนเด็ก ดังนั้นหลักสูตรการเรียนการสอนบางโรงเรียน จึงดึงตัวแทนชุมชน มาร่วมถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ให้กับเด็กๆ ด้วย เช่น เกษตรกรในชุมชน มาช่วยสอนการปลูกผัก การเลี้ยงสัตว์ หรือมาถ่ายทอดประสบการณ์การใช้ชีวิตด้านอื่นๆ เพื่อให้เด็กมีทั้งความสามารถด้านวิชาการ และมีภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิต

จากตัวอย่างของการพัฒนาคนด้วยการศึกษาในหลายๆ มิติของญี่ปุ่น ทำให้เห็นได้ชัดว่า การจะสร้างคนคุณภาพ ต้องไม่มุ่งเน้นให้เก่งความรู้แต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างให้เป็นทั้งคนเก่งและเป็นคนดีมีวินัยควบคู่กันไปด้วย โดยมีกลไกการพัฒนาคนในด้านต่างๆ สามารถสอดแทรกอยู่ในระบบการศึกษา ที่ผ่านการวางแผนมาอย่างเป็นระบบ ด้วยการช่วยให้เด็กเจอสิ่งที่ตนเองรักแต่เนิ่นๆ ฝึกฝนพวกเขาตั้งแต่เด็ก แล้วพัฒนาไปให้มากที่สุด ขณะเดียวกัน ก็ปลูกฝังคุณธรรมและทักษะในการดาเนินชีวิต ด้วยวิธีการสอนในโรงเรียน บวกกับการหล่อหลอมด้วยวัฒนธรรมที่ดีงาม ซึ่งทุกองค์ประกอบที่รวมกัน ทาให้คนญี่ปุ่นได้รับการยอมรับว่า เก่ง ดี และมีวินัยมากที่สุดในโลก