China Now Ep.2 ‘จูอี้’ เธอทำพลาดจนกลายเป็นคนทรยศชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675797

วันที่ 16 ก.พ. 2565 เวลา 14:16 น.

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในสื่อตะวันตกในระหว่างการแข่งขันปักกิ่งเกมส์ คือกรณีที่ “จูอี้” นักกีฬาไอซ์สเก็ตจีนที่เปลี่ยนสัญชาติจากอเมริกันถูกโจมตีว่าไม่รักชาติ ขณะที่คนอเมริกันก็สมน้ำหน้าเธอ

หญิงปลอดเชื้อเอชไอวีหลังรักษาด้วยวิธีใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675795

วันที่ 16 ก.พ. 2565 เวลา 14:06 น.หญิงปลอดเชื้อเอชไอวีหลังรักษาด้วยวิธีใหม่

หญิงรายหนึ่งกลายเป็นบุคคลที่ 3 ของโลกที่หายจากเอชไอวีหลังรักษาด้วยวิธีใหม่ปลูกถ่ายเลือดจากสายสะดือ

The New York Times รายงานว่าทีมนักวิทยาศาสตร์ประกาศว่า หญิงที่มีเชื้อชาติผสมรายหนึ่งกลายเป็นผู้ที่ปลอดเชื้อเอชไอวีเป็นคนที่ 3 ของโลก หลังจากใช้วิธีการปลูกถ่ายเลือดจากสายสะดือซึ่งเป็นวิธีใหม่ อันเป็นการเปิดโอกาสในการรักษาผู้คนที่มีหลากหลายเชื้อชาติมากกว่าที่เคยเป็นมา

เลือดจากสายสะดือใช้ได้อย่างกว้างขวางกว่าสเต็มเซลล์ของผู้ใหญ่ที่ใช้ในการปลูกถ่ายไขกระดูกที่รักษาผู้ป่วยเอชไอวี 2 รายก่อนหน้านี้จนปลอดเชื้อ ทั้งยังไม่จำเป็นต้องมีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนกันกับร่างกายผู้รับ

ผู้ป่วยหญิงรายนี้ซึ่งป่วยเป็นลูคีเมียด้วยได้รับเลือดจากสายสะดือเพื่อรักษามะเร็ง ซึ่งมาจากผู้บริจาคที่เข้าคู่กันเพียงบางส่วน แทนที่จะใช้วิธีการทั่วไปในการหาผู้บริจาคไขกระดูกที่มีเชื้อชาติและชาติพันธุ์ที่คล้ายคลึงกันกับผู้ป่วย

เธอยังได้รับเลือดจากญาติสนิทเพื่อให้ร่างกายของเธอมีภูมิคุ้มกันชั่วคราวในขณะที่ทำการปลูกถ่ายเลือดจากสายสะดือ

นักวิจัยนำเสนอรายละเอียดบางส่วนของเคสใหม่นี้ในที่ประชุมยาต้านไวรัสและโรคติดเชื้อฉวยโอกาสในเมืองเดนเวอร์ของสหรัฐ

นักวิจัยเผยว่า เพศและเชื้อชาติของผู้ป่วยหญิงรายนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาวิธีรักษาเอชไอวี

การติดเชื้อเอชไอวีในผู้หญิงแตกต่างจากการติดเชื้อในผู้ชาย ทว่าแม้จะมีผู้หญิงติดเชื้อมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ติดเชื้อทั้งโลก แต่มีผู้หญิงเพียง 11% เท่านั้นที่เข้าร่วมการทดลองรักษา

ยาต้านเอชไอวีที่มีประสิทธิภาพสามารถควบคุมเชื้อเอชไอวีได้ แต่การรักษาคือกุญแจไปสู่การสิ้นสุดของโรคที่ระบาดมานานหลายทศวรรษ โดยทั้งโลกมีผู้ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับเอชไอวีเกือบ 38 ล้านคน ในจำนวนนี้ 73% กำลังรักษาตัว

การปลูกถ่ายไขกระดูกไม่ใช่ตัวเลือกที่เป็นไปได้สำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ เนื่องจากมีความเสี่ยงและเป็นการผ่าตัดใหญ่ จึงมักจะใช้กับผู้ป่วยมะเร็งที่ใช้วิธีอื่นไม่ได้ผล

ก่อนหน้านี้มีผู้ป่วยเพียง 2 คนที่ได้รับการรักษาจนปลอดเชื้อเอชไอวี คนแรกคือ ทิโมธี เรย์ บราวน์ หรือที่ถูกเรียกว่า ผู้ป่วยเบอร์ลิน เขาปลอดเชื้อไวรัสอยู่ 12 ปีก่อนจะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปี 2020

ต่อมาปี 2019 อดัม คัสติเยโฮ ได้รับการรักษาจนปลอดเชื้ออีกรายหนึ่ง ซึ่งเป็นการยืนยันว่าเคสของบราวน์ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ

ผู้ป่วยชายทั้งสองคนได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกจากผู้บริจาคที่มีการกลายพันธุ์ของยีนที่สกัดกั้นการติดเชื้อเอชไอวี โดยการกลายพันธุ์นี้พบได้ในผู้บริจาคเพียง 20,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่มีเชื้อสายยุโรปเหนือ

การปลูกถ่ายไขกระดูกเป็นการเปลี่ยนภูมิคุ้มกันของร่างกายทั้งหมด ของผู้ป่วยชายทั้งสองจึงเจอกับผลข้างเคียงอย่างรุนแรง รวมทั้งอาการสเต็มเซลล์ใหม่ต่อต้านร่างกายผู้ป่วย

บราวน์เกือบเสียชีวิตหลังปลูกถ่ายไขกระดูก ส่วนของคัสติเยโฮนำหนักเขาหายไปเกือบ 70 ปอนด์ หรือ 31.7 กิโลกรัม รวมทั้งสูญเสียการได้ยิน และติดเชื้อหลายครั้ง

ตรงกันข้าม ซูจิงเหม่ย แพทย์เจ้าของไข้จาก Weill Cornell Medicine เผยว่า ในกรณีของผู้ป่วยหญิงรายล่าสุด เธอออกจากโรงพยาบาลในวันที่ 17 หลังการปลูกถ่ายเลือดจากสายสะดือ และไม่มีอาการอาการสเต็มเซลล์ใหม่ต่อต้านร่างกายผู้ป่วย

ซูจิงเหม่ยให้เหตุผลว่าการรวมกันของเลือดจากสายสะดือและเซลล์ของญาติของเธออาจทำให้เธอรอดพ้นจากผลข้างเคียงที่โหดร้ายของการปลูกถ่ายไขกระดูกโดยทั่วไป

ผู้ป่วยหญิงรายนี้ซึ่งอายุเลยวัยกลางคนไปแล้วได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อเอชไอวีเมื่อเดือน ม.ย. 2013 การรับยาต้านเชื้อทำให้เชื้อไวรัสในตัวเธอต่ำ และในปี 2017 เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นลูคีเมียชนิดเฉียบพลัน

เดือน ส.ค.ปีเดียวกันเธอได้รับเลือดจากสายสะดือจากผู้บริจาคที่มีการกลายพันธุ์ที่สามารถสกัดไม่ให้เชื้อเอชไอวีเข้าสู่เซลล์ ทว่าต้องใช้เวลาราว 6 สัปดาห์เพื่อให้เนื้อเยื่อเซลล์เลือดจากสายสะดือติดกันถาวร ดังนั้นเธอจึงต้องรับสเต็มเซลล์เลือดที่ตรงกับเซลล์ของเธอบางส่วนจากญาติสายตรง

มาร์แชล เกลสบี ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อจาก Weill Cornell Medicine ในนิวยอร์กซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยเผยว่า เซลล์จากญาติของเธอช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันจนกว่าเซลล์เม็ดเลือดจากสายสะดือจะมีทำหน้าที่ได้เต็มที่ ทำให้การปลูกถ่ายมีอันตรายน้อยลง

ผู้ป่วยหญิงรายนี้ตัดสินใจหยุดรับยาต้านไวรัสหลังจากการปลูกถ่ายผ่านไปแล้ว 37 เดือน กว่า 14 เดือนให้หลังก็ตรวจไม่พบเชื้อเอชไอวีในกระแสเลือด และดูเหมือนว่าจะตรวจไม่พบแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวีด้วย

FOUNDATION-THAILAND/HIV REUTERS/Athit Perawongmetha

ชาวดัตช์เฮ! เนเธอร์แลนด์เตรียมใช้ชีวิตปกติ เลิกคุมเข้มโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675792

วันที่ 16 ก.พ. 2565 เวลา 13:30 น.ชาวดัตช์เฮ! เนเธอร์แลนด์เตรียมใช้ชีวิตปกติ เลิกคุมเข้มโควิด

เนเธอร์แลนด์ ประเทศล่าสุดในยุโรปที่จะกลับมาใช้ชีวิตปกติ อยู่ร่วมกับโควิด-19

วันนี้ (16 ก.พ.) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศล่าสุดในยุโรปที่เดินหน้ากลับสู่ภาวะปกติ หลังจากที่ประกาศยกเลิกข้อจำกัดเพื่อควบคุมโควิด-19 เกือบทั้งหมด แม้ว่าจำวนผู้ติดเชื้อโอมิครอนยังคงอยู่ในระดับสูง

กระทรวงสาธารณสุขเนเธอแลนด์ กล่าวว่า ข้อจำกัดในการสวมหน้ากากอนามัยและการเว้นระยะห่างทางสังคมในสถานที่ส่วนใหญ่จะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป เว้นแต่บนขนส่งสาธารณะและสนามบิน ขณะที่ระยะเวลาการกักตัวจะลดลงเหลือ 5 วัน

สำหรับร้านอาหาร บาร์ และไนท์คลับในประเทศสามารถเปิดทำการได้ตามปกติเหมือนช่วงก่อนเกิดโรคระบาด ยกเลิกการแสดงบัตรผ่านเพื่อยืนยันสถานะการฉีดวัคซีนตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ. เป็นต้นไป

การระงับการเดินทางสำหรับประเทศนอกสหภาพยุโรปหลายแห่งจะถูกยกเลิกเช่นกัน แต่นักเดินทางจากประเทศในสหภาพยุโรปยังคงต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนหรือผลตรวจโควิด-19 ที่เป็นลบ

แอนสท์ คุยเปอร์ส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเนเธอร์แลนด์ กล่าวว่า ประเทศจะกลับมาเปิดอีกครั้ง แต่เตือนว่าแม้สถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศดูเหมือนจะถึงจุดพีกแล้ว แต่โรคระบาดนี้ยังไม่จบ “เราสามารถมองโลกในแง่ดีได้ แต่เราต้องอยู่กับความเป็นจริงด้วย”

“เราจะกลับไปสู่ช่วงเวลาก่อนที่จะมีโควิด-19 แต่การเข้าร่วมกิจกรรมขนาดใหญ่ที่มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 500 คนยังจำเป็นต้องตรวจหาเชื้อ”

ทั้งนี้ เนเธอร์แลนด์ได้ยังคับใช้มาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวดที่สุดในยุโรปเมื่อเดือนธ.ค. ปีที่แล้ว เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน แต่ได้ผ่อนคลายมาตรการบางอย่างไปบ้างแล้วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศในยุโรป อาทิ นอร์เวย์ และเดนมาร์ก ซึ่งได้ยกเลิกข้อจำกัดส่วนใหญ่

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เนเธอร์แลนด์ซึ่งมีประชากรประมาณ 17 ล้านคน พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 อยู่ที่ 482,695 คน ซึ่งลดลง 22% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่ผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 78 คน และ 88 คนอยู่ในห้องไอซียู

Photo by Evert Elzinga / ANP / AFP

รัสเซียโจมตียูเครนแบบไร้อาวุธ ฉีกข้อตกลงมินสก์ รับรองโดเนตสก์เป็นรัฐอิสระ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675785

วันที่ 16 ก.พ. 2565 เวลา 12:20 น.รัสเซียโจมตียูเครนแบบไร้อาวุธ ฉีกข้อตกลงมินสก์ รับรองโดเนตสก์เป็นรัฐอิสระ

ฝรั่งเศสชี้การที่รัสเซียให้การรับรอง ‘โดเนตสก์-ลูฮันสก์’ เป็นรัฐอิสระ ถือเป็นการโจมตีโดยไม่ต้องใช้อาวุธ

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ฌอง-อีฟว์ เลอ ดริยอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส กล่าวว่า การที่รัสเซียให้การยอมรับสถานะการเป็นรัฐอิสระของสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์และลูฮันสก์ ถือเป็นการโจมตีโดยไม่ต้องใช้อาวุธ

หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรของรัสเซียลงมติเมื่อวันที่ 15 ก.พ. ที่ผ่านมาโดยอนุมัติร่างกฎหมายรับรองสถานะการเป็นรัฐอิสระของสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์และลูฮันสก์ ซึ่งถือเป็นการเติมเชื้อไฟเนื่องจากดินแดนทั้งสองมีปัญหาแบ่งแยกดินแดนระหว่างยูเครนและกลุ่มโปรรัสเซีย และโดเนตสก์และลูฮันสก์แยกตัวออกมาตั้งสาธารณรัฐเอกราช ซึ่งไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ แต่สาธารณรัฐทั้งสองยอมรับว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธัรฐรัสเซีย

“นี่เป็นการโจมตีโดยไม่มีอาวุธ มันเป็นการละเมิดอธิปไตยของยูเครน” รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศสกล่าว

ด้านดมิทรี คูเลบา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครน กล่าวว่า การกระทำเช่นนี้ถือว่ารัสเซียถอนตัวออกจากข้อตกลงมินสก์ ซึ่งรัสเซียจะต้องยอมรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ทั้งนี้ ข้อตกลงมินสก์ ทำขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อยุติความขัดแย้งของรัฐบาลยูเครนกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในโดเนตสก์และลูฮันสก์ ซึ่งหากประธานาธิบดี วลาดีมีร์ ปูติน รับรองกฎหมายให้สถานะการเป็นรัฐอิสระของดินแดนทั้งสองอย่างเป็นทางการจะยิ่งทำให้ความตึงเครียดทวีคูณขึ้นไปอีก

ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนก็ยังเป็นที่จับตามองของทั่วโลก ท่ามกลางความกังวลว่ารัสเซียจะรุกรานยูเครนหลังจากที่ระดมกำลังทหารมากกว่า 100,000 ประจำการอยู่บริเวณชายแดน แม้รัสเซียจะยืนยันว่าไม่ต้องการสู้รบแต่อย่างใด

วานนี้ (15 ก.พ.) รัสเซียยังได้ประกาศถอนกำลังทหารส่วนหนึ่งออกจากพื้นที่บริเวณชายแดนติดกับยูเครน เย้ยตะวันตกที่ประโคมข่าวว่ารัสเซียกำลังเตรียมบุกยูเครนในอนาคตอันใกล้นี้ อย่างไรก็ตามสหรัฐและ NATO กล่าวว่ายังไม่เห็นหลักฐานใดๆ ที่บ่งชี้ว่าสถานการณ์คลี่คลายจนสามารถวางใจว่าจะไม่เกิดสงครามได้

Photo by Mikhail Klimentyev / Sputnik / AFP

ถึงไม่บุกก็พร้อมคว่ำบาตร! ไบเดนยังไม่วางใจแม้ปูตินยันไม่คิดทำสงคราม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675779

วันที่ 16 ก.พ. 2565 เวลา 11:10 น.ถึงไม่บุกก็พร้อมคว่ำบาตร! ไบเดนยังไม่วางใจแม้ปูตินยันไม่คิดทำสงคราม

สหรัฐพร้อมคว่ำบาตรรัสเซียหากโจมตียูเครน แม้รัสเซียยืนยันพร้อมเจรจา-ไม่ต้องการรบ

วันนี้ (16 ก.พ.) สำนนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าเจน ซากี โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่ารัฐบาลสหรัฐภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ยังสามารถออกมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย แม้ว่าประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน จะยืนยันว่าไม่คิดที่จะรุกรานยูเครน

ด้านไบเดนกล่าวว่าแม้จะมีรายงานว่ารัสเซียประกาศถอนกำลังทหารบางส่วนกลับฐานทัพ แต่สหรัฐและพันธมิตรยังไม่ยืนยันการถอนกำลังทหารบางส่วนจากทหาร 150,000 นายที่รัสเซียส่งมาประจำการตามแนวชายเดนยูเครน

“นักวิเคราะห์กล่าวว่าทหารรัสเซียยังคงอยู่ในตำแหน่งที่คุกคามอย่างมาก…สหรัฐอเมริกาเตรียมพร้อมไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราพร้อมใช้วิธีทางการทูต และเราก็พร้อมตอบโต้อย่างเด็ดขาดด้วยมาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรง หากรัสเซียโจมตียูเครน ซึ่งยังคงมีความเป็นไปได้อย่างมาก” ไบเดนกล่าว

ไบเดนกล่าวต่อว่าความตึงเครียดที่เกิดขึ้นยังสามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีทางการทูต แต่เตือนว่าสหรัฐพร้อมใช้มาตรการคว่ำบาตรหากกองกำลังรัสเซียโจมตียูเครน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมรัสเซียประกาศก่อนหน้านี้ว่าทหารรัสเซียบางส่วนกำลังเดินทางออกจากพื้นที่ชายแดนยูเครนเพื่อกลับไปยังฐานทัพที่รัสเซีย หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกซ้อมทางทหาร

ด้านปูตินได้กล่าวภายหลังจากการหารือกับนายกรัฐมนตรีโอลาฟ โชลซ์ แห่งเยอรมนีในกรุงมอสโกเมื่อวันที่ 15 ก.พ. ว่า “รัสเซียไม่ต้องการทำสงคามอย่างแน่นอน และยินดีที่จะหาทางแก้ไขวิกฤตร่วมกับตะวันตก” “เราพร้อมที่จะทำงานร่วมกันต่อไป เราพร้อมที่จะเจรจา” แต่ยืนกรานว่ายูเครนจะต้องไม่ร่วมเป็นสมาชิก NATO

นอกจากนี้สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่ายูเครนเผชิญกับการโจมตีทางไซเบอร์หลายครั้ง รวมถึงการปิดเว็บไซต์ของกระทรวงกลาโหม กองกำลังติดอาวุธของประเทศ รวมถึงธนาคารของรัฐ 2 แห่ง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้คาดการณ์ก่อนหน้านี้แล้วว่ารัสเซียอาจเริ่มต้นด้วยการโจมตีทางไซเบอร์

Photo by Jim WATSON and Grigory DUKOR / various sources / AFP

ประเทศหิวแสง อยากเด่นจนโลกตกอยู่ในอันตราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675744

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 20:31 น.ประเทศหิวแสง อยากเด่นจนโลกตกอยู่ในอันตราย

บทความทัศนะ – อังกฤษอยากเป็นเจ้าโลกอีกครั้ง และเมื่อญี่ปุ่น “อยากมีซีน” ในศึกชิงอำนาจโลก

ไม่มีใครไม่อยากเป็นใหญ่ และเพื่อให้เป็นใหญ่ บางคนทำได้ทุกอย่างแม้แต่เรื่องที่ไม่เข้าท่า

อังกฤษเคยเป็นมหาอำนาจในศตวรรษก่อน มาวันนี้เป็นแค่ลูกไล่ของสหรัฐ จนผู้นำบางคนเคยถูกปรามาสว่าเป็นแค่ “หมาพูดเดิล” ของประธานาธิบดีสหรัฐ

แต่อังกฤษก็มีมานะ ใครล่ะอยากจะถูกเย้ยว่าเป็นพูดเดิลของประเทศอื่น? ในระยะหลังอังกฤษจึงเผยท่าทีแบบไม่เหนียมอีกต่อไปว่าจะต้องทำให้ตนเองยิ่งใหญ่เหมือนในอดีตให้จงได้

เราจะเห็นได้จากนโยบาย “Global Britain” ที่ผลักให้ตัวเองมาอยู่บนแถวหน้าเวทีโลกอีกครั้ง การทำเป็นรูปธรรมคือการส่งเรือรบ UK Carrier Strike Group มาทะเลจีนใต้บ้าง แล่นผ่านช่องแคบไต้หวันบ้าง แวะที่ญี่ปุ่นบ้าง

ถามจริงๆ ว่าอังกฤษเกี่ยวกับความขัดแย้งในเอเชียตะวันออกตรงไหน?

อังกฤษมีพฤติกรรมคล้ายๆ ญี่ปุ่น ทั้งสองประเทศนี้ “เคยใหญ่” มาก่อน ญี่ปุ่นนั้นเคยกร่างจนทำร้ายเอเชียจนป่นปี้มาแล้ว กระทั่งถูกปราบจนเชื่องโดยสหรัฐครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2

แต่ระยะหลังคงเกิดมานะแบบเดียวกับอังกฤษ ญี่ปุ่นจะแสดงออกทางทหารบ่อยครั้งขึ้นและเริ่ม “นอกลู่นอกทาง” มากขึ้น จากที่ควรจะเป็นเพียง “กองกำลังป้องกันตัวเอง” ก็เริ่มอยากจะแก้รัฐธรรมนูญตั้งกองทัพขึ้นมาอีก

แม้จะส่งทหารไปต่างประเทศเพื่อช่วย “ภารกิจด้านมนุษยธรรม” หรือ “เพื่อธำรงสันติภาพ” แต่ก็กลับไปซ้อมรบกับพันธมิตรต้านจีน

ทางการเมืองระหว่างประเทศ ญี่ปุ่นเสนอหน้าท้าชนจีนโดยอาศัยอดีตนายกรัฐมนตรีออกมาใช้คำ “เตือน” แบบแรงๆ ว่าการรุกรานไต้หวัน จะเป็นการฆ่าตัวตายของจีน 

หากติดตามสื่อญี่ปุ่น จะทราบว่าบรรยากาศการเสนอข่าวเป็นไปในทางลบต่อจีนมากขึ้นเรื่อยๆ นี่คือยุทธวิธีหนึ่งในการปั่นอารมณ์ให้เกิดความพร้อมต่อการ “รุก” และบรรยากาศแบบนี้กำลังสุกงอมในโลกตะวันตก

ญี่ปุ่นแสดงตนชัดเจนว่ารับจีนไม่ได้ และโผไปซบกับพันธมิตรต่อต้านจีนที่ฟอร์มทีมโดยสหรัฐ พร้อมกับอ้าแขนรับเรือรบจากอังกฤษที่ข้ามทวีปมายุ่งกับจีนเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

ญี่ปุ่นเหมือนกับอังกฤษตรงที่เสนอตัวไปยุ่งเรื่องภูมิรัฐศาสตร์โลกในภูมิศาสตร์ที่ตัวเองไม่ได้ไปเกี่ยวข้องด้วย

ล่าสุดคือญี่ปุ่นพยายามไปเกี่ยวข้องกับกรณียูเครน

นายกฯ ญี่ปุ่นโทรไปหารือกับผู้นำยูเครนบ้าง ประกาศส่งก๊าซธรรมชาติไปช่วยยุโรปบ้าง ทั้งหมดนี้ถ้ามองด้วยเจตนาที่โลกสวยก็ดีไป

แต่ถ้ามองด้วยเจตนาที่ระแวงหน่อยก็คงต้องบอกว่า “ญี่ปุ่นมีความสามารถอะไรในการคลี่คลายปัญหานี้?”

เอาแค่เรื่องก๊าซธรรมชาติที่ญี่ปุ่นขันอาสาส่งให้ยุโรปนั้นก็อดสงสัยไม่ได้ เพราะมันเหมือน “เตี้ยอุ้มค่อม”

ยุโรปซื้อก๊าซจากรัสเซียก็จริง แต่ความขัดแย้งยังแรงไม่ถึงกับปิดท่อส่งก๊าซเลิกคบเลิกค้ากัน ขณะที่ญี่ปุ่นนั้นยังต้องซื้อก๊าซจากชาวบ้านด้วยซ้ำ เพราะตัวเองไม่มีทรัพยากรอะไร

แล้วจะเสนอตัวไปช่วยคนที่ยังไม่มีปัญหาทำไม ทั้งๆ ที่ปัญหาตัวเองก็มี?

โคอิจิ ฮางิอุดะ รัฐมนตรีพาณิชย์ญี่ปุ่นอ้างว่าที่เสนอช่วยด้วยก๊าซ (ที่ตัวเองก็ต้องซื้อเขามา) ก็เพราะระลึกถึงน้ำใจที่ยุโรปและสหรัฐเป็นกลุ่มแรกเคยช่วยส่งก๊าซมาให้ญี่ปุ่นตอนแผ่นดินไหวและสึนามิที่โทโฮกุปี 2011 เมื่อยุโรปลำบาก ก็ถึงคราวที่ญี่ปุ่นจะต้องยื่นไมตรีช่วย

แต่อย่างที่บอกคือยุโรปไปลำบากเรื่องก๊าซตอนไหน? มันเลยดูเป็นการหาเหตุผลแบบพิกลๆ มากลบเจตนาที่แท้จริงทางการเมืองของญี่ปุ่นมากกว่า

นายกคิชิดะของญี่ปุ่นโทรหาประธานธิบดีเซเลนสกีวันที่โอลัฟ ช็อลทซ์นายกเยอรมนีบินไปหารือ (หรือเจรจา?) กับปูตินพอดี วันนั้นเองที่รัสเซียเเริ่มถอนทัพบางส่วน เรื่องนี้รัสเซียบอกว่าเป็นการถอนทหารตามแผน หลังจาก “ซ้อมรบเสร็จแล้ว”

แต่น่าสงสัยว่าเป็นความพยายามส่วนหนึ่งของนายกเยอรมนีด้วย ส่วนคิชิดะนั้นเข้าไปอยู่ในสป็อตไลท์โดยบังเอิญแท้ๆ

ว่ากันตามตรง ญี่ปุ่นมายุ่งเรื่องนี้ไม่ค่อยเป็นผลดีนัก นอกจากจะไม่เกี่ยวโดยตรงแล้ว ตัวเองยังจะถูกรัสเซียตอบโต้เอาด้วย ด้วยการไปร่วมทีมต้านจีน-รัสเซีย

จีนไม่อยากจะยุ่งกับกรณียูเครน แต่ญี่ปุ่นนั้นยุ่งจนเกินหน้าเกินตา

แต่ญี่ปุ่นจะลืมไม่ได้ว่าพวกที่ไปยุ่งกับยูเครนคือพวกชาติตะวันตกนั้น แซะจีนไม่หยุดว่าจีนทำเฉยเรื่องรัสเซียขู่ยูเครนเท่ากับจีนรู้เห็นเป็นใจใช่ไหม หรือว่าจีนไม่ทำอะไรเท่ากับจีนสมรู้ร่วมคิด และไปถึงขนาดว่าการใกล้ชิดกับรัสเซียเป็นเรื่องน่ากังวล

การที่ประเทศที่มีพรมแดนติดกันเป็นพันๆ ไมล์จะใกล้ชิดกันมันน่ากังวลตรงไหน? นอกจากจะกลัวกันว่ามหาอำนาจแห่งเอเชีย-ยูเรเซียจะผนึกกำลังกันจนพวกตนต้านไม่ไหว

ญี่ปุ่นไปท้าทายจีนมากๆ ระวังรัสเซียจะปรี่เข้าไปช่วยจีนแล้วซัดญี่ปุ่นก็แล้วกัน แม้ว่าโอกาสที่จีน-รัสเซียจะรุมประเทศอื่นนั้นมีน้อย ไม่เหมือนพวก “พระเอกชาติตะวันตก” ทำกับจีนและรัสเซียตอนนี้

อย่าลืมว่าญี่ปุ่นต้องการให้รัสเซียคืนเกาะคูริลที่รัสเซีย (โซเวียต) ยึดไว้ตั้งแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เมื่อญี่ปุ่นแสดงอาการว่ารัสเซียเป็น “ผู้ร้าย” ก็ระวังรัสเซียจะไม่คืนของให้

ไม่คืนให้แถมยังส่งกองเรือ 24 ลำมาแสดงพลังแถวๆ ทะเลตอนเหนือและตะวันตกของญี่ปุ่นด้วยในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเจ้ากระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นบอกเหมือนไม่รู้ตัวว่าตัวเองทำอะไรลงไป ว่าการปรากฏตัวของกองเรือรัสเซียนั้น “ผิดปกติมากๆ”

อย่าลืมว่าญี่ปุ่นอยู่ไม่ค่อยเป็นสุขเพราะเกาหลีเหนือชอบยิงขีปนาวุธเฉียดไปเฉียดมา รัสเซียนั้นสนิทสนมกับเกาหลีเหนือ วันดีคืนดีถ้ารัสเซีย “สนับสนุน” เกาหลีเหนือขึ้นมาบ้าง ญี่ปุ่นจะอยู่ลำบากกว่านี้

นี่ไม่ใช่เดาไปเองว่าญี่ปุ่น “หิวแสง” ด้วยการยั่วยุรัสเซีย ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมกราคม มีการประชุมสุดยอดผู้นำญี่ปุ่น-สหรัฐ ญี่ปุ่นทำให้รัสเซียโมโหและ “ฉงนใจ” ที่บอกว่าจะใช้ “การกระทำที่แข็งกร้าว” ในกรณียูเครน

เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียบอกว่า “เราตรวจสอบรายงานด้วยความฉงนใจว่าในการประชุมสุดยอดญี่ปุ่น-สหรัฐฯ เมื่อวานนี้ ฝ่ายญี่ปุ่นพยายามคุกคามรัสเซียด้วย ‘การกระทำที่แข็งกร้าว’ ‘ในการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐฯ และพันธมิตรอื่นๆ’ ในบริบทของยูเครน นี่ชัดเจนว่า (เรา) ไม่อาจยอมรับได้ถึงความไร้เหตุผลของข้อความดังกล่าวตลอดจนการเป็นปฏิปักษ์ต่อบรรยากาศของความสัมพันธ์และการเจรจาระหว่างรัสเซีย – ญี่ปุ่น”

ไม่ให้ฉงนใจได้ยังไง เพราะญี่ปุ่นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้เลย จู่ๆ ดันมาขู่รัสเซียว่า “จะทำรุนแรง” ด้วย

แต่อย่าลืมว่าญี่ปุ่นเป็นที่ตั้งของกองทัพสหรัฐ กระนั้นประชาชนญี่ปุ่นกลับไม่ต้องการฐานทัพพวกนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่รัฐบาลของพวกเขาที่กระหายอยากมีกองทัพของตนเองมากขึ้น

การที่มีสหรัฐมาตั้งฐานทัพจ่อรัสเซียและจีน รวมถึงอาการอยากจะมีกองทัพ ทำให้เมื่อญี่ปุ่นแสดงท่าทีเอนเอียงไปทางกลุ่มที่ต้องการเผชิญหน้าเมื่อไร ญี่ปุ่นจะตกอยู่ในอันตรายเมื่อนั้น และทำให้โลกอันตรายไปด้วย

อย่างอังกฤษนั้นแม้จะเกี่ยวกับกรณียูเครนอยู่ (บ้าง) แต่มีส่วนในแบบที่น่าเอือมระอา เพราะเอาแต่เตือนแบบรายวันว่า “รัสเซียจะบุกแล้วนะ” ซึ่งรัสเซียก็ไม่ได้บุกเสียที จนกระทั่งผู้นำยูเครนต้องออกมาเย้ยให้พวกตะวันตกเลิกปั่นเสียที

อย่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เช้าขึ้นมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ คือ ลิซ ทรัสส์ บอกว่า “การรุกรานยูเครนของรัสเซียยังคงมีแนวโน้มสูงและอาจจะเกิดขึ้นในไม่ช้า”

ในอีกไม่ถึงชั่วโมงต่อมา มีรายงานด่วนเข้ามาว่ารัสเซียถอนกำลังบางส่วนออกจากชายแดนยูเครน

ในอีกไม่กี่นาทีหลังจากข่าวนั้น ลิซ ทรัสส์บอกว่า “จำเป็นต้องรอดูการกำจัดกองกำลังรัสเซียทั้งหมดออกจากชายแดนเพื่อให้เชื่อว่าพวกเขาไม่มีแผนสำหรับการบุกรุก”

เราจะเห็นการบลั๊ฟของฝ่ายรัสเซียต่อการปั่นของอังกฤษแบบทันตาเห็นก็คราวนี้

ที่แปลกประหลาดพิสดารที่สุดคือวันเดียวกันนั้น นายกบอริส จอห์นสัน โพสต์ภาษาจีนในเวยปั๋ว (โซเชียลมีเดียของจีน) วอนให้รัสเซียหยุดคุกคามยูเครน ชาวจีนถึงกับไปไม่เป็น แต่ก็ช่วยชี้ทางสว่างให้ว่า “ปูตินไม่ได้อยู่ที่นี่ มาโพสต์อะไรตรงนี้”

จะเห็นว่าแนวโน้มนโยบาย “โหนกระแส” และ “อยากมีซีน” ของบางประเทศ มันไม่ใช่แค่ทำให้สถานการณ์ของโลกนั้นตึงเครียดขึ้น แต่ยังทำให้ชาวโลกงงเป็นไก่ตาแตกกันเป็นครั้งคราว

รัสเซียก็ฉงนใจกับนายกญี่ปุ่น ส่วนจีนก็มึนกับนายกอังกฤษ

ประเทศพวกนี้อาจจะแก้ตัวว่าทำเพื่อแก้ไขวิกฤตหรือเพื่อสร้างสันติ (บลาๆ ๆ) แต่ขอให้พฤติกรรมแวดล้อมที่ผ่านมา มันไม่ใช่เพื่อคนอื่น

แต่มันเป็นการกระทำเพื่อดันตัวเองให้เด่นดัง โดยเดิมพันกับเสถียรภาพของโลกต่างหาก

บทความทัศนะโดย – ไทยแลเทศ

Photo by Sergei SUPINSKY / AFP

แค่อาวุธยังไม่พอ โซเวียตเคยวิจัยพลังจิตควบคุมมนุษย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675730

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 18:30 น.แค่อาวุธยังไม่พอ โซเวียตเคยวิจัยพลังจิตควบคุมมนุษย์

สหภาพโซเวียตพยายามอย่างหนักวิจัยอาวุธพลังจิตควบคุมคนและสิ่งของสู้สหรัฐในยุคสงครามเย็นในยุคสงครามเย็น

สหรัฐและสหภาพโซเวียตต่างแข่งขันกันเป็นเจ้าแห่งเทคโนโลยีและประสบความสำเร็จด้านวิทยาศาสตร์ ที่โลกรับรู้กันทั่วไปก็คือ การส่งมนุษย์ขึ้นไปสู่อวกาศและเหยียบดวงจันทร์ แต่ยังมีสิ่งที่ทั้งสองประเทศนี้แข่งขันกันแต่ชาวโลกส่วนใหญ่ยังไม่รู้อีกมากมายหนึ่งในนั้นคือการวิจัยแหวกแนวอย่างปรจิตวิทยา (parapsychology) หรือที่โซเวียตเรียกว่า psychotronics เพื่อควบคุมจิตใจหรือควบคุมวัตถุที่อยู่ห่างออกไป

เรื่องราวการทดลองควบคุมจิตใจของสหรัฐเป็นที่รับรู้ในวงกว้าง ทั้งยังถูกนำมาเขียนหนังสือ สารคดี หรือแม้แต่ภาพยนตร์ฮอลลีวูดอย่างเรื่อง The Men Who Stare at Goats

ทว่าเรื่องจากฝั่งโซเวียตไม่ค่อยมีใครรู้ จนกระทั่ง เซิร์จ แคร์นบาค (Serge Kernbach) จากศูนย์วิจัยวิทยาการหุ่นยนต์ขั้นสูงและวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมในเมืองสตุตการ์ตของเยอรมนี นำเรื่องนี้มาตีแผ่เมื่อปี 2013 โดยอาศัยวารสารวิชาการของรัสเซียและเอกสารที่เคยปกปิดเป็นความลับ

แคร์นบาคบอกเล่าการวิจัยด้านจิตใจของรัสเซียตั้งแต่ปี 1917-2003 โดยมุ่งเน้นไปหลายด้านซึ่งส่วนใหญ่สะท้อนโครงการวิจัยต่างๆ ของสหรัฐ เช่น โครงการ MKULTRA ของสหรัฐ ซึ่งเป็นโครงการที่ CIA ใช้เวลา 20 ปีในการศึกษาวิธีจัดการกับจิตใจของผู้คนและปรับเปลี่ยนการทำงานของสมอง

นักวิทยาศาสตร์ในโครงการ MKULTRA ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดการจิตใจของผู้คนโดยเปลี่ยนการทำงานของสมองโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งนำมาสู่การพัฒนาอาวุธจิตทรอนิก (psychotronic weapons) เพื่อใช้เปลี่ยนจิตใจของมนุษย์

โซเวียตมีโครงการคล้ายกันนี้เช่นกัน รวมทั้ง psychotronics ซึ่งเกิดจากแนวคิดที่มีมาช้านานว่าสมองของมนุษย์สามารถรับและส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูงบางชนิดได้ และอาจส่งผลต่อวัตถุอื่นๆ ด้วย โซเวียตจึงพยายามใช้วิธีต่างๆ ควบคุมจิตใจของคนที่เข้ารับการทดลอง

นักวิจัยหลายคนรายงานว่า พลังสมองของมนุษย์นี้สามารถเปลี่ยนนิวเคลียสของไฮโดนเจนที่ถูกทำให้เกิดสภาวะแม่เหล็ก และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของข้าวสาลี ต้นองุ่น หรือแม้แต่ร่างกายมนุษย์ได้

โซเวียตยังก้าวไปถึงขั้นคิดค้นอุปกรณ์ที่เรียกว่า cerpan ที่สามารถสร้างและกักเก็บพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูงเพื่อใช้ควบคุมวัตถุอื่นๆ

รายงานของแคร์นบาคระบุว่า “หากเครื่องกำเนิดได้รับการออกแบบมาอย่างเหมาะสม ก็สามารถสะสมพลังงานชีวภาพจากสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ทั้งสัตว์ พืช มนุษย์ แล้วปล่อยออกไปภายนอก”

โครงการนี้ของโซเวียตก็คล้ายๆ กับโครงการ MKULTRA ของสหรัฐคือ มีการศึกษาผลกระทบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่อมนุษย์ และการวิจัยที่ผิดกฎหมายนี้มีการใช้ยากับมนุษย์ เช่น LSD ซึ่ งมีฤทธิ์หลอนประสาท การสะกดจิต และสารเคมีและรังสี

ที่น่าตกใจคือ บางการวิจัยทำโดยผู้ที่ถูกวิจัยไม่รู้ตัว

แคร์นบาคเผยว่า การวิจัยทั้งหมดนี้ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล และแม้ว่าการคำนวณออกมาเป็นตัวเลขจะยากแต่แคร์นบาคสรุปว่าอาจจะเป็นร้อยๆ ล้าน หรืออาจถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งใกล้เคียงกับโครงการ MKULTRA ของสหรัฐ

แคร์นบาคระบุว่า การวิจัยส่วนใหญ่ของโครงการนี้ยุติลงในปี 2003 ทว่าไม่ชัดเจนว่ารัสเซีย (หรือสหรัฐ) ยังเดินหน้าโครงการต่างๆ เกี่ยวกับการควบคุมจิตใจนี้อยู่หรือไม่

แคร์นบาคบอกว่า มีนักวิจัยในรัสเซียที่ยังทำงานเกี่ยวกับ psychotronics มากถึง 500 คน (โดยวัดจากจำนวนที่ยังคงเข้าร่วมประชุมในหัวข้อนี้)

อย่างไรก็ดี สิ่งที่การตรวจสอบข้อมูลของแคร์นบาคไม่ได้บอกคือ ผลของการวิจัย

แคร์นบาคบอกอีกว่า ยังมีงานวิจัยแปลกๆ ในรัสเซียที่ยังถูกเก็บเป็นความลับอีกมาก เช่น เอกสารเกี่ยวกับการทดลองใน OGPU และ NKVD (OGPU คือ ตำรวจลับของสหภาพโซเวียตระหว่างปี 1922-1934 และพัฒนามาเป็น NKVD ซึ่งรวมถึงองค์กรที่กลายเป็นสายลับ KGB ในภายหลัง)

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเปิดเผยของแคร์นบาคเป็นเพียงการสะกิดผิวๆ เท่านั้น

AFP PHOTO / JEAN-PIERRE CLATOT

โลกจับตาสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน มีแนวโน้มคลี่คลาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675738

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 18:15 น.โลกจับตาสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน มีแนวโน้มคลี่คลาย

วิกฤตยูเครนมีแนวโน้มคลี่คลาย รัสเซียถอนกำลังทหารบางส่วน-พร้อมเจรจาตะวันตก

ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและตะวันตกเข้าสู่จุดที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่สงครามเย็นสิ้นสุดลง โดยสหรัฐเตือนว่ารัสเซียอาจรุกรานยูเครนและโจมตีกรุงเคียฟ เมืองหลวงของประเทศได้ทุกเมื่อ และอาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่วันข้างหน้า หลังจากที่รัสเซียระดมกำลังทหารกว่า 130,000 นายเข้าประชิดชายแดนยูเครน

แต่ล่าสุดสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่ามีสัญญาณที่ดีเกิดขึ้น และความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนอาจลดระดับลง หลังจากที่รัสเซียประกาศถอนกำลังทหารบางส่วนที่ประจำการบริเวณชายแดนยูเครน เดินทางกลับฐานทัพหลังจากเสร็จสิ้นการฝึกซ้อมทางทหาร

โดยระบุว่าการถอนกำลังทหารบางส่วนที่อยู่ใกล้ชายแดนยูเครนกลับฐานทัพ เป็นก้าวสำคัญในการลดระดับความรุนแรงในวิกฤตระหว่างรัสเซียและตะวันตกในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยบรรเทาความวิตกกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ว่าจะเกิดสงครามครั้งใหญ่

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าโอลาฟ ชอลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีจะเป็นผู้นำยุโรปคนล่าสุดที่ร่วมหารือกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียในวันอังคารนี้ (15 ก.พ.) ซึ่งเยอรมนีเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของรัสเซีย ซึ่งมีความสำคัญต่อมาตรการคว่ำบาตรที่ผู้นำตะวันตกกล่าวว่าจะบังคับใช้เพื่อตอบโต้หากรัสเซียรุกรานยูเครน

ด้านเซอร์เก ชอยกู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าวก่อนหน้านี้ว่าการซ้อมรบของรัสเซียบางจุดใกล้จะจบลงแล้ว และเขาได้พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศเบลารุสและได้รับการรับรองว่าจะไม่มีภัยคุกคามต่อยูเครนจากดินแดนของเบลารุส จุดประกายความหวังว่าความรุนแรงกำลังจะลดระดับลง

ขณะที่ประธานาธิบดี ปูติน ยืนยันว่าพร้อมใช้แนวทางทางการทูตในการเจรจากับตะวันตกต่อไป เพื่อคลี่คลายวิกฤตที่เกิดขึ้น แต่ NATO จะต้องให้การรับรองว่ายูเครนจะไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิก

ทางการรัสเซียยังต่อว่าสหรัฐที่ออกคำเตือนว่ารัสเซียจะบุกยูเครนในวันที่ 16 ก.พ. นั้นเป็นการเพิ่มความตึงเครียดโดยไร้เหตุผล

แนวโน้มคลี่คลาย?

ดมีโทร คูเลอบา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของยูเครนมองว่าวิกฤตดังกล่าวมีแนวโน้มคลี่คลาย โดยกล่าวว่า ความพยายามทางการทูตร่วมกับพันธมิตรตะวันตกสามารถยับยั้งความเคลื่อนไหวอันแข็งกร้าวของรัสเซียได้

“เราและพันธมิตรของเราพยายามป้องกันไม่ให้รัสเซียเพิ่มความรุนแรงขึ้นอีก ตอนนี้ก็กลางเดือนก.พ. แล้ว และการเจรจายังคงดำเนินต่อไป” คูเลอบากล่าว

ความเห็นของคูเลอบามีขึ้นหนึ่งวันหลังจากที่รัสเซียเปิดประตูสู่การเจรจาเพิ่มเติมร่วมกับตะวันตกเพื่อแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการที่ยูเครนอาจเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต (NATO) ซึ่งส่งผลให้รัสเซียไม่พอใจอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม คูเลอบาเน้นย้ำว่า “ความตึงเครียดตามแนวชายแดนยังคงอยู่ในระดับสูง อย่าเชื่อในสิ่งที่คุณได้ยิน แต่จงเชื่อในสิ่งที่คุณเห็น เมื่อเราเห็นการถอนกำลังทหาร เราจึงจะเชื่อในการลดระดับความตึงเครียด”

ด้านลิซ ทรัสส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ กล่าวว่า แม้รัสเซียจะยืนยันว่าไม่มีแผนที่จะบุกยูเครน แต่ต้องถอนกำลังทหารบริเวณพรมแดนติดกับยูเครนออกให้หมด จึงจะเชื่อได้ว่าวิกฤตคลี่คลายแล้วจริงๆ

แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินยูโรและค่าเงินรูเบิลของรัสเซียปรับตัวแข็งค่าด้วย

Photo by Sergey BOBOK / AFP

หุ้นยุโรปขึ้นขานรับสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนคลี่คลาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675736

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 17:45 น.หุ้นยุโรปขึ้นขานรับสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนคลี่คลาย

ตลาดหุ้นยุโรปรีบาวด์หลังรัสเซียถอนกำลังส่วนหนึ่งออกจากชายแดนยูเครน

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ตลาดหุ้นฝั่งยุโรปเปิดตลาดดีดตัวกลับขึ้นมา หลังจากมีรายงานข่าวว่ากองกำลังรัสเซียส่วนหนึ่งที่ประจำการใกล้ชายแดนยูเครนถอนกำลังกลับฐาน

ดัชนี STOXX 600 ของยุโรปเปิดตลาดตกลงเล็กน้อย ก่อนจะดีดกลับขึ้นมาบวก 1.1% หลังจากร่วงลง 1.8% ในช่วงปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ เช่นเดียวกับตลาดหุ้นในรัสเซียที่พุ่งขึ้น ส่วนค่าเงินรูเบิลแข็งค่าขึ้น

หุ้นฝั่งยุโรปรีบาวด์กลับขึ้นมาหลังจากมีรายงานว่ากองกำลังรัสเซียที่อยู่ใกล้กับพรมแดนยูเครนถอนกำลังกลับฐานหลังจากฝึกซ้อมรบเสร็จสิ้น ซึ่งอาจช่วยลดความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและตะวันตกได้

แดนนี ฮิวซัน นักวิเคราะห์ด้านการเงินจาก AJ Bell เผยว่า “การดัดตัวขึ้นมาสะท้อนให้เห็นถึงการผ่อนคลายความตึงเครียดเล็กน้อยที่ชายแดนยูเครน โดยขณะนี้กองทัพรัสเซียกลับฐานทัพแล้ว”

ปูนิต พาเทล ผู้จัดการกองทุนรวมตราสารทุนอาวุโสของ London and Capital เผยว่า “ยังมีความเสี่ยงแบบฉับพลันในอีกไม่กี่วันข้างหน้าซึ่งขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์พัฒนาไปอย่างไร ประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งรวมถึงรัสเซียด้วย จะกลายเป็นผลเสียต่อตลาดหุ้น เพราะสถานการณ์ทั้งหมดมีความอ่อนไหว”

ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์อย่าง AstraZeneca พุ่งขึ้น 3.6% หลังจากผลการทดลองระยะสุดท้ายของยารักษามะเร็งต่อมลูกหมากออกมาในทางบวก, Glencore ซึ่งจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อังกฤษขึ้น 3.1% หลังประกาศขายหุ้นใน Russneft ของรัสเซีย และ Randstad ของเนเธอร์แลนด์ขึ้น 4.5%

REUTERS/Aly Song//File Photo

เมื่อเด็กดาวน์ซินโดรมถูกบูลลี่ ปธน.ออกโรงป้อง จูงมือไปส่งถึงรร.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675717

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 16:30 น.เมื่อเด็กดาวน์ซินโดรมถูกบูลลี่ ปธน.ออกโรงป้อง จูงมือไปส่งถึงรร.

“อคติเป็นอุปสรรคสำคัญในการสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียม…ผมมาที่นี่เพื่อสนับสนุนพวกเขา และสร้างความตระหนักว่าการยอมรับความแตกต่างเป็นหลักการพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคม”

รายงานจากองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) และสภายุโรปเพื่อคนพิการ (European Disability Forum) ระบุว่าเด็กๆ ที่มีความผิดปกติทางร่างกายในมาซิโดเนียเหนือ ประเทศในคาบสมุทรบอลข่าน ไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือและโอกาส อีกทั้งยังต้องดผชิญกับการเลือกปฏิบัติและการตีตราจากสังคมด้วย

เอ็มบลา เอเดมี เด็กหญิงวัย 11 ปีคือหนึ่งในนั้น เธอมักถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียน เนื่องจากมีภาวะดาวน์ซินโดรม ซึ่งเป็นภาวะทางพันธุกรรมที่ทำให้เกิดความบกพร่องทางการเรียนรู้ มีปัญหาสุขภาพ และลักษณะใบหน้าที่โดดเด่น

ผู้ปกครองของเพื่อนๆ ในชั้นเรียนยังร้องเรียนให้โรงเรียนไล่เธอออกจากห้อง หรือจัดห้องเรียนพิเศษให้เธอ เพราะไม่ต้องการให้ลูกๆ ของพวกเขาเรียนร่วมห้องกับเอ็มบลา อย่างไรก็ตามโรงเรียนยังคงให้เอ็มบลาเข้าชั้นเรียนกับเพื่อนๆ ตามปกติ แต่ต้องมีผู้ช่วยส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือเธอในชั้นเรียน

ประธานาธิบดี สเตโว เพนดารอฟสกี แห่งมาซิโดเนียเหนือ ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมาก หลังมีภาพเดินจูงมือเด็กหญิงวัย 11 ปีคนนี้ไปส่งถึงโรงเรียน เมื่อทราบว่าเด็กหญิงมีอาการดาวน์ซินโดรม และถูกเพื่อนๆ ที่โรงเรียนกลั่นแกล้ง

ภาพประธานาธิบดี เพนดารอฟสกี จูงมือเด็กหญิงเอ็มบลา เอเดมี ไปส่งที่โรเงรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งในเมืองโกสติวาร์ เมื่อสัปดาห์ก่อนได้รับการเผยแพร่ไปในวงกว้าง ท่ามกลางเสียงชื่นชมจากทั่วโลก กระตุ้นให้ทุกคนตระหนักถึงความเท่าเทียม และปัญหาการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อคนพิการ

“อคติเป็นอุปสรรคสำคัญในการสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียม…เราทุกคนเท่าเทียมกันในสังคมนี้ ผมมาที่นี่เพื่อสนับสนุนพวกเขา และสร้างความตระหนักว่าการยอมรับความแตกต่างเป็นหลักการพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคม” ประธานาธิบดี เพนดารอฟสกี กล่าว

“พฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสิทธิเด็กเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเด็กที่มีพัฒนาการผิดปกติ พวกเขาไม่เพียงแต่ควรได้รับสิทธิที่สมควรได้รับเท่านั้น แต่ต้องได้รับความเท่าเทียมและการยอมรับจากสังคมด้วย ซึ่งเป็นหน้าที่ของเรา ในฐานะรัฐ และในฐานะปัจเจกบุคคลด้วย”

“สิ่งสำคัญของภารกิจนี้คือความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งจะช่วยให้เด็กๆ อย่างเอ็มบลา รวมถึงพวกเรา ได้เรียนรู้ถึงความสุข การแบ่งปัน และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างจริงใจ..พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของเราและเราไม่สามารถทิ้งพวกเขาได้”

ไม่เพียงแต่เดินไปส่งเด็กน้อยคนนี้ที่โรงเรียนเท่านั้น แต่โฆษกประจำทำเนียบประธานาธิบดีเปิดเผยต่อ CNN ว่าประธานาธิบดีได้นำของขวัญมาให้ และพูดคุยกับผู้ปกครองของเอ็มบลา เพื่อรับฟังปัญหาที่เด็กหญิงและครอบครัวต้องเผชิญอยู่ทุกวัน ตลอดจนหารือถึงแนวทางการแก้ไข ก่อนที่จะเดินไปส่งหนูน้อยคนนี้ถึงโรงเรียนด้วยตนเอง