เมื่อ NFT เจอปัญหาการปลอม-ลอกผลงานจนต้องปิดการซื้อขาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675489

วันที่ 12 ก.พ. 2565 เวลา 17:58 น.เมื่อ NFT เจอปัญหาการปลอม-ลอกผลงานจนต้องปิดการซื้อขาย

ตลาดซื้อขาย NFT เจอปัญหาการปลอมหรือลอกผลงานจนต้องสั่งปิดการซื้อขาย

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า Cent แพลตฟอร์มที่ขายทวีตแรกของ แจ็ก ดอร์ซีย์ ผู้ก่อตั้งทวิตเตอร์ ในรูปแบบ NFT ในราคา 2.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ต้องยุติการทำธุรกรรม เนื่องจากผู้ขายขาย NFT ที่ตัวเองไม่ได้เป็นเจ้าของ

มูลค่าการซื้อขาย NFT พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ราว 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2021 ทำให้หลายคนเกดคำถามว่าเหตุใดเงินจำนวนมหาศาลจึงถูกใช้ไปกับสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องได้ และใครๆ ก็ดูได้ผ่านช่องทางออนไลน์แบบไม่เสียเงิน

ด้วยความที่ใครๆ ก็สามารถสร้าง NFT ได้ และความเป็นเจ้าของเหรียญไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้นเป็นเจ้าของสิ่งของที่นำมาแปลงเป็น NFT ดังนั้นจึงพบการปลอมแปลง การหลอกลวง และการปั่นราคาบ่อยครั้ง

Cent ให้บริการซื้อขาย NFT ครั้งแรกเมื่อเดือน มี.ค.ปีที่แล้วโดยเริ่มจากการแปลงทวีตแรกของผู้ก่อตั้งทวิตเตอร์เป็น NFT แต่ แคเมอรอน เฮจาซี ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งเผยกับ Reuters ว่า เมื่อวันที่ 6 ก.พ. Cent ได้หยุดการให้บริการซื้อขายแล้ว

“มีกิจกรรมหลายอย่างที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วไม่ควรเกิดขึ้น” เฮจาซีเผย และยังเน้นถึงปัญหาหลัก 3 ปัญหาคือ การขาย NFT โดยไม่ได้รับอนุญาต การผลิต NFT จากสิ่งของที่ไม่ใช่ของตัวเอง และการขายชุด NFT ที่คล้ายกับพันธบัตร

เฮจาซีเผยว่า ปัญหาเหล่านี้รุนแรงมากเพราะผู้ใช้กำลังผลิตสินทรัพย์ดิจิทัลปลอมอย่างต่อเนื่อง “มันเกิดขึ้นเรื่อยๆ เราแบนบัญชีที่ทำผิด แต่มันก็เหมือนเรากำลังเล่นเกมตีตัวตุ่น ทุกครั้งที่เราแบนก็จะมีบัญชีอื่นผุดขึ้นมาอีก”

ปัญหาเช่นนี้อาจได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากแบรนด์ใหญ่ๆ พากันเข้าร่วมกระแส metaverse หรือ Web3 โดยโคคา-โคลาและแบรนด์หรูอย่าง Gucci เป็นหนึ่งในหลายๆ บริษัทที่ขาย NFT ในขณะที่ YouTube มีแผนจะเข้าสู่วงการ NFT ในอนาคต

สำหรับ Cent ซึ่งมีผู้ใช้งาน 150,000 คน และรายได้ในหลักล้านเหรียญสหรัฐ เป็นแพลตฟอร์มที่ค่อนข้างเล็ก เฮจาซีกล่าวว่า ปัญหาของเนื้อหาปลอมและผิดกฎหมายมีอยู่ทั่วทั้งอุตสาหกรรม “ผมว่ามันเป็นปัญหาพื้นฐานสำหรับ Web3”

ด้านแพลตฟอร์มซื้อขาย NFT ที่ใหญ่ที่สุดอย่าง OpenSea เผยเมื่อเดือนที่แล้วว่า กว่า 80% ของ NFT ที่ผลิตขึ้นมาแบบไม่เสียเงินบนแพลตฟอร์มของตัวเองเป็นงานลอกเลียนแบบ หรือปลอม หรือเป็นสแปม

OpenSea แก้ปัญหาด้วยการจำกัดจำนวน NFT ที่ผู้ใช้สามารถสร้างแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ต้องเปลี่ยนใจหลังจากเจอกระแสตีกลับจากผู้ใช้ โดยขณะนี้บริษัทกำลังหาหนทางแก้เพื่อกำจัดคนที่สร้างปัญหา

สำหรับเฮจาซี เขาอาจต้องใช้การควบคุมการทำธุรกรรมต่างๆ ในระยะสั้นเพื่อให้กลับมาเปิดการซื้อขายบนแพลตฟอร์ม ก่อนจะหาวิธีที่ไม่ต้องมีคนกลางเข้ามาควบคุมต่อไป

Photo by Justin TALLIS / AFP

ทหารเมียนมาแปรพักตร์เผยกองทัพถูกฝ่ายต่อต้านโจมตีหนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675484

วันที่ 12 ก.พ. 2565 เวลา 16:32 น.ทหารเมียนมาแปรพักตร์เผยกองทัพถูกฝ่ายต่อต้านโจมตีหนัก

ทหารเมียนมาที่หนีจากกองทัพไปอินเดียเปิดใจเล่าว่ากองทัพเมียนมาถูกฝ่ายต่อต้านโจมตีอย่างหนัก

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ก่องตูวิน ทหารเมียนมาที่หนีออกจากกองทัพเมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว เปิดใจเผยรายละเอียดการสูญเสียของกองทัพเมียนมาในรัฐชิน หลังปะทะกับกองกำลังฝ่ายตรงข้ามอย่างหนักหน่วงที่สุด

ก่องตูวินเผยกับ Reuters ว่า เมื่อปีที่แล้วทหารเมียนมาถูกโจมตีอย่างหนักจากอาวุธประดิษฐ์เองของกองกำลังฝ่ายต่อต้านจนเสียชีวิตไปอย่างน้อย 50 นาย บาดเจ็บสาหัสอีก 200 นาย

ก่องตูวินเล่าว่าเขาตัดสินใจเปลี่ยนข้างหลังจากทราบจากเพื่อนทหารด้วยกันว่ากองทัพทำร้ายประชาชนระหว่างปะทะกันเมื่อปีที่แล้ว

อดีตทหารวัย 32 ปีรายนี้แสดงบัตรประจำตัวประชาชน บัตรข้าราชการทหาร และเอกสารทางการที่เป็นรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการปะทะระหว่างเดือน พ.ค.-ธ.ค. ทั้งหมด 12 ครั้ง รวมทั้งเอกสารลับของกองทัพอีก 30 ชิ้น

อดีตทหารที่แปรพักตร์อีก 4 นายที่เห็นเอกสารดังกล่าวยืนยันว่าสอดคล้องกับเอกสารอื่นที่พวกเขาเคยเห็น

เอกสารฉบับหนึ่งที่ก่องตูวินนำมาเปิดเผยระบุว่า กองกำลังฝ่ายตรวข้ามนับร้อยคนโจมตีรถทหารที่เมืองมิ่นดะของรัฐชินในช่วงเช้ามืดของวันที่ 14 พ.ค. โดยยิงใส่กองทหารจากที่ซ่อนบนไหล่เขา ส่งผลให้ทหารเสียชีวิต 5 นาย สูญหาย 37 นาย

“เราถูกฝ่ายต่อต้านราว 1,000 คนโจมตี” รายงานการสู้รบของกองทัพระบุ “รถทหารถูกเผา 6 คัน อาวุธสูญหายจำนวนมาก” แต่ก่องตูวินเผยกับ Reuters ว่า มีทหารเสียชีวิตอย่างน้อย 20 นายในวันนั้น

Reuters รายงานว่า แถลงการณ์เมื่อวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมาของกลุ่มกบฏกองกำลังป้องกันดินแดนชิน (CDF) ในเมืองกะเลย์ระบุว่า ก่องตูวินนำอาวุธปืนและเครื่องกระสุนมามอบให้ และทางกลุ่มได้พาตัวก่องตูวินและภรรยาไปยังที่ปลอดภัย รวมทั้งจ่ายเงินตอบแทนค่าอาวุธไปราว 6 ล้านจั๊ต ราว 107,956 บาท

ก่องตูวินเผยว่า กองทัพเมียนมาสูญเสียกำลังทหารไปจำนวนมากตลอดปี 2021 หลังจากฝ่ายต่อต้านแข็งแกร่งขึ้น โดยมีทหารหนีออกจากกองทัพมาอยู่ข้างประชาชนกว่า 1,000 นายแล้ว ผิดกับที่รัฐบาลทหารอ้างว่าสามารถรักษาความมั่นคงในพื้นที่ส่วนใหญ่ได้แล้วตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีที่แล้ว

ก่องตูวินเผยว่า ทหารที่ยังไม่เจอร่างจะถูกระบุว่าสูญหาย ทำให้ตัวเลขทหารที่เสียชีวิตจากการถูกซุ่มโจมตีที่มิ่นดะไม่ตรงกันคือ รายงานของทางการบอกว่าเสียชีวิต 5 นาย แต่ก่องตูวินคาดว่า 20 นาย

REUTERS/Devjyot Ghoshal

กองทัพเรือสหรัฐเจอฝูง UFO ไล่ตามเรือรบนอกชายฝั่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675471

วันที่ 12 ก.พ. 2565 เวลา 14:32 น.กองทัพเรือสหรัฐเจอฝูง UFO ไล่ตามเรือรบนอกชายฝั่ง

กองทัพเรือสหรัฐเผยภาพกลุ่มยูเอฟโอไล่ตามเรือรบ 4 ลำนอกชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย

ภาพถ่ายอินฟราเรดที่กองทัพเรือสหรัฐนำมาเปิดเผยแสดงให้เห็นจุดเล็กๆ 3 จุดของอากาศยานไร้คนขับ (UAS) บินร่อนอยู่เหนือเรือรบยูเอสเอส พอล แฮมิลตัน (USS Paul Hamilton) ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุการณืหลายครั้งที่เกิดขึ้นกับเรือรบสหรัฐเป็นเวลาหลายสัปดาห์ในเดือน ก.ค. 2019

อากาศนายไร้คนขับทั้ง 3 ลำปรากฏขึ้นใกล้กับเรือรบสหรัฐราว 20.00 น. ขอวันที่ 17 ก.ค. หลังจากเรือรบยูเอสเอส พอล แฮมิลตันยุติการแจ้งพิกัดผ่านระบบแสดงตนอัตโนมัติ (AIS) ซึ่งโดยปกติแล้วเรือไม่จำเป็นต้องระบุพิกัดตลอด 24 ชั่วโมง และมักจะปิดระบบดังกล่าวในสถานการณ์ที่ต้องการความปลอดภัยสูง

สมุดปูมเรือของเรือรบยูเอสเอส พอล แฮมิลตันระบุว่า อากาศยานไร้คนขับปรากฏขึ้นไม่นานหลังจากเรือเปิดแสงไฟนำทาง

เว็บไซต์ The Drive รายงานหลังจากได้เห็นเอกสารที่ได้รับจากการร้องของผ่านกฎหมายข้อมูลข่าวสารของสหรัฐ (FOIA) ว่า ไม่นานก่อน 20.00 น. พบอากาศยานไร้คนขับ 1 ลำอยู่ห่างออกไป 1 ไมล์ทะเล หรือราว 1.85 กิโลเมตร อีก 20 นาทีต่อมาพบเห็นอีก 2 ลำ โดย 1 ลำตกลงไปในทะเล โดยเรือรบยูเอสเอส พอล แฮมิลตันรายงานว่าเห็นแสงไฟกะพริบสีแดง

ราว 30 นาทีหลังจากนั้น เรือรบยูเอสเอส พอล แฮมิลตันรายงานว่าพบฝูงอากาศยานไร้คนขับ โดยเวลา 21.11 น. อากาศยานไร้คนขับลำหนึ่งบินอยู่เหนือเรือที่ความสูง 2,000 ฟุต และเวลา 21.15 น. อากาศยานดังกล่าวบินห่างออกไปจากเรือด้วยความเร็วเกือบ 70 ไมล์ต่อชั่วโมง ก่อนจะกลับมาอีกครั้งในเวลาไม่ถึง 10 นาทีต่อมา

เรือรบยูเอสเอส พอล แฮมิลตันรายงานว่า การรุมล้อมของฝูงอากาศยานไร้คนขับดำเนินอยู่เกือบ 3 ชั่วโมง ตั้งแต่ 19.56-22.39 น.

ทว่าไม่ทราบจำนวนของอากาศยานไร้คนขับที่กองทัพเรือพบเห็นทั้งหมด เนื่องจากข้อมูลที่ The Drive ได้มาเป็นสรุปย่อ

ก่อนหน้านั้น 3 วัน เรือรบยูเอสเอส จอห์น ฟินน์ (USS John Finn) พบเห็นแสงกะพริบสีแดงเหนือกราบขวาของเรือ และระบุด้วยว่าได้ปิดระบบแสดงตนอัตโนมัติ โดยพบอากาศนายไร้คนขับ 2 ลำที่ความสูง 1,000-1,500 ฟุต

เมื่อเดือน เม.ย. 2021 ไมเคิล กิลเดย์ หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการทางเรือเผยว่า กองทัพไม่สามารถระบุตัวตนอากาศยานไร้คนขับดังกล่าว ขณะที่กระทรวงกลาโหมปฏิเสธการตอบคำถามนับตั้งแต่นั้น

การพบเห็นอากาศยานไร้คนขับต้องสงสัยเริ่มขึ้นในตอนกลางคืนของวันที่ 14 ก.ค. 2019 สมุดปูมเรือของเรือรบยูเอสเอส คิดด์ (USS Kidd) ระบุว่า ก่อน 22.00 น.ในคืนนั้นพบเห็นโดรน 2 ลำ โดยเจ้าหน้าที่ทีมประเมินสถานการณ์จากภาพถ่ายรายหนึ่งได้เข้ามาหาคำตอบว่าอากาศยานต้องสงสัยนั้นเป็นอะไร

นอกจากนี้ ยังมีเรือรบสหรัฐอีกหลายลำที่ลาดตระเวณบริเวณใกล้เคียงเริ่มพบเห็นแสงประหลาด

เรือรบบูเอสเอส จอห์น ฟินน์ (USS John Finn) ก็รายงานว่าพบเห็นอากาศยานไร้คนขับ และพบแสงกะพริบสีแดงในเวลา 22.03 น. และเวลา 23.231 น. เรือรบยูเอสเอส ราฟาเอล เพรอลตา (USS Rafael Peralta) พบเห็นแสงสีขาวลอยเหนือดาดฟ้าปล่อยเครื่องบิน

โดยปกติโดรนสามารถบินวนอยู่เหนือดาดฟ้าจอดเฮลิคอปเตอร์บนเรือพิฆาตด้วยความเร็ว 16 น็อตโดยแทบมองไม่เห็น ทว่าเหตุการณ์เกือบ 90 นาทีนั้นอยู่เหนือขีดความสามารถของโดรนทางพาณิชย์ที่มีอยู่ในขณะนี้

ในคืนต่อมา โดรนดังกล่าวกลับมาอีก โดยครั้งนี้เรือพิฆาตกำลังลาดตระเวณเข้าใกล้ฝั่งของแคลิฟอร์เนีย และถูกพบโดยเรือรบยูเอสเอส ราฟาเอล เพรอลตา และเรือรบยูเอสเอส คิดด์พบเห็นเวลา 20.56 น.

สมุดปูมเรือของเรือรบยูเอสเอส รัสเซลล์ (USS Russell) ระบุว่า โดรนรุมล้อมอยู่เหนือเรือและลดระดับจากความสูง 1,000 ฟุตมาอยู่ที่ 700 ฟุต และดูเหมือนจะเคลื่อนไหวได้ในทุกทิศทาง โดยเรือยูเอสเอส รัสเซลล์พบเห็นโดรนถึง 9 ครั้งในเวลาไม่ถึงชั่วโมง

จากนั้น 21.20 น. เรือยูเอสเอส คิดด์ พบเห็นอากาศยานไร้คนขับหลายลำรอบๆ เรือ

เรือยูเอสเอส ราฟาเอล เพรอลตา ถูกโดรน 4 ลำรุมล้อม และได้รับการติดต่อจากเรือสำราญ คาร์นิวัล อิมแมจิเนชัน (Carnival Imagination) แจ้งว่าพบเห็นโดรน 6 ลำ

การสอบสวนในเวลาต่อมาพบว่า มีเรือพลเรือนเพียงไม่กี่ลำอยู่ในพื้นที่ในเวลานั้นที่สามารถใช้เป็นแท่นลงจอดสำหรับโดรนได้ ทีมสอบสวนคาดว่าโดรนอาจปล่อยมาจากเรือลำคู่ ORV Alguita ที่อยู่ในบริเวณนั้น

และแม้ว่าเรือ ORV Alguita จะมีโดรนอยู่จริงแต่กลับพบว่าโดรนที่อยู่บนเรือไม่มีศักยภาพในระดับเดียวกับอากาศยานต้องสงสัย

เอกสารที่ไม่เป็นความลับของกองทัพเรือสหรัฐซึ่งเปิดเผยตามคำร้อง FIOA ระบุการเคลื่อนไหวของอากาศยานไร้คนขับเหนือเรือรบยูเอสเอส พอล แฮมิลตัน

สหรัฐเล็งยกระดับพันธมิตรในอินโด-แปซิฟิกสู้อิทธิพลจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675455

วันที่ 12 ก.พ. 2565 เวลา 11:45 น.สหรัฐเล็งยกระดับพันธมิตรในอินโด-แปซิฟิกสู้อิทธิพลจีน

สหรัฐประกาศเสริมสร้างบทบาทในอินโด-แปซิฟิก รวมทั้งไทย ทั้งในด้านความมั่นคงไปจนถึงเศรษฐกิจเพื่อตอบโต้อิทธิพลจีน

รัฐบาลสหรัฐให้คำมั่นเมื่อวันศุกร์ว่าจะทุ่มทั้งทรัพยากรทางการทูตและความมั่นคงไปยังภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกมากขึ้น เพื่อตอบโต้ความพยายามของจีนในการเพาะสร้างอิทธิพลและขึ้นเป็นมหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลก

เอกสารภาพรวมยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกจำนวน 12 หน้าระบุว่า รัฐบาลประธานาธิบดี โจ ไบเดน จะมุ่งเน้นไปที่ทุกแง่มุมของภูมิภาค ตั้งแต่เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โอเชียเนีย ไปจนถึงหมู่เกาะแปซิฟิกเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับจุดยืนในระยะยาวและพันธสัญญาในอินโด-แปซิฟิก

“จีนรวมอำนาจทางเศรษฐกิจ การทูต การทหาร และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันเพื่อแสวงหาขอบเขตอิทธิพลในอินโด-แปซิฟิกและพยายามที่จะขึ้นเป็นมหาอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก” เอกสารภาพรวมยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกระบุ

เอกสารระบุอีกว่า ภายใต้แผนปฏิบัติการใน 12-24 เดือนข้างหน้า สหรัฐจะขยายขอบเขตทางการทูตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหมู่เกาะแปซิฟิกอย่างมีความหมาย และจัดลำดับความสำคัญของการเจรจาที่สำคัญกับรัฐในหมู่เกาะแปซิฟิกซึ่งดูเหมือนจะหยุดชะงักในปีที่ผ่านมา

และเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถร่วมกันกับพันธมิตรและหุ้นส่วนในภูมิภาค รัฐบาลไบเดนจะทำให้ข้อตกลงความเป็นพันธมิตรในระดับภูมิภาคกับออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และไทยลึกซึ้งยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ สหรัฐยังให้คำมั่นว่าจะขยายการปรากฏตัวของหน่วยยามฝั่งสหรัฐและความร่วมมือในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแปซิฟิก ซึ่งสหรัฐมองว่ามีจีนเป็นภัยคุกคามต่อการทำประมงและเส้นทางการค้าเสรี

ส่วนในด้านเศรษฐกิจนั้น รัฐบาลไบเดนจะเปิดตัวเค้าโครงเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Economic Framework) ในช่วงต้นปี 2022 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนที่จะส่งเสริมมาตรฐานการค้าระดับสูง การควบคุมเศรษฐกิจดิจิทัล ปรับปรุงความยืดหยุ่นของซัพพลายเชน และกระตุ้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีมาตรฐานสูง

การเปิดเผยเอกสารดังกล่าวมีขึ้นในเวลาใกล้เคียงกับที่ แอนโทนี บลิงเคน เดินทางเยือนอินโด-แปซิฟิก เพื่อย้ำว่าสหรัฐให้ความสำคัญกับภูมิภาคนี้ แม้ว่าขณะนี้สหรัฐกำลังติดพันอยู่กับความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับยูเครนก็ตาม

Photo by Brendan Smialowski / AFP

สหรัฐเตือนขณะนี้รัสเซียอาจบุกยูเครนได้ทุกเมื่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675448

วันที่ 12 ก.พ. 2565 เวลา 10:22 น.สหรัฐเตือนขณะนี้รัสเซียอาจบุกยูเครนได้ทุกเมื่อ

ทำเนียบขาวเตือนรัสเซียอาจโจมตียูเครนได้ทุกเมื่อแม้แต่ช่วงที่การแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่จีนยังไม่จบ

เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐเตือนว่า รัสเซียอาจโจมตียูเครนได้ทุกเมื่อ แม้แต่ในช่วงที่กำลังแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่ประเทศจีนซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 20 ก.พ. นี้

“เราอยู่ในช่วงที่การจู่โจมอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อหาก วลาดิมีร์ ปูติน สั่งบุก” ซัลลิแวนเผยระหว่างการแถลงข่าว และย้ำว่ารัฐบาลสหรัฐไม่ได้บอกว่าประธานาธิบดีของรัสเซียตัดสินใจขั้นสุดท้ายแล้ว

“ผมจะไม่พูดถึงรายละเอียดของข่าวกรองของเรา แต่ผมจะบอกให้ชัดเจนว่ามันอาจเกิดขึ้นระหว่างโอลิมปิก แม้จะมีการคาดการณ์ว่ามันจะเกิดหลังโอลิมปิกเท่านั้นก็ตาม” ซัลลิแวนเผย

ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงเผยต่อว่า หากรัสเซียบุกยูเครน มีแนวโน้มว่าจะเริ่มต้นด้วยการทิ้งระเบิดทางอากาศและการโจมตีด้วยขีปนาวุธที่สามารถฆ่าพลเรือนได้ “ชาวอเมริกันในยูเครนควรออกมาให้เร็วที่สุด ไม่ว่าในกรณีใดๆ ภายใน 24-48 ชั่วโมงข้างหน้า”

ซัลลิแวนเผยถึงความคืบหน้าของสถานการณ์หลังจากประธานาธิบดี โจ ไบเดน และผู้นำชาติยุโรปอีก 6 คน ประธานกลุ่มนาโต และประธานสหภาพยุโรป หารือกันถึงวิกฤตที่ร้ายแรงที่สุดระหว่างตะวันตกกับรัสเซียนับตั้งแต่การสิ้นสุดสงครามเย็น

ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งเผยว่า ไบเดนเตรียมต่อสายพูดคุยกับปูตินในวันเสาร์นี้ ส่วนทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสระบุว่าประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง จะต่อสายหาผู้นำรัสเซียในวันเดียวกัน

ส่วนกระทรวงกลาโหมสหรัฐส่งทหารไปยังโปแลนด์เพิ่มอีก 3,000 นาย

Photo by Handout / Russian Defence Ministry / AFP

เปิดแผนวัคซีนสูตรใหม่จาก Sinovac ต้าน Omicron โดยเฉพาะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675432

วันที่ 11 ก.พ. 2565 เวลา 18:40 น.เปิดแผนวัคซีนสูตรใหม่จาก Sinovac ต้าน Omicron โดยเฉพาะ

ความหวังใหม่ของ Sinovac วัคซีนสูตรต้าน Omicron คาดพร้อมใช้ พ.ค. นี้

South China Morning Post รายงานว่าบริษัท Sinovac Biotech ผู้ผลิตวัคซีนโควิด-19 ของจีนเปิดเผยแผนว่าภายในเดือนนี้จะมีการทดลองวัคซีนเข็มกระตุ้นสำหรับโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนในมนุษย์ โดยคาดว่าจะเริ่มจำหน่ายให้แก่ทั่วโลกภายในเดือนพ.ค.

เหมิง เหว่ยหนิง (Meng Weining) รองประธานบริษัท Sinovac Biotech (ฮ่องกง) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมาว่าการทดลองวัคซีนดังกล่าวในสัตว์ทดลองแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ

“วัคซีนตัวใหม่สำหรับโอมิครอนโดยเฉพาะสามารถกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันและระดับแอนติบอดีที่ค่อนข้างแข็งแกร่งในสัตว์ขนาดเล็ก ซึ่งสอดคล้องกับความคาดหวังของเรา…การทดลองวัคซีนในมนุษย์จะเริ่มขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และข้อมูลจากการทดลองจะถูกเปิดเผยในเดือนหน้า”

เหว่ยหนิงเชื่อมั่นว่าวัคซีนตัวใหม่นี้จะมีบทบาทสำคัญในการยุติการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก ตามรายงานของ CNBC

Sinovac กล่าวในแถลงการณ์เมื่อปลายปีที่แล้วหลังมีการพบโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนว่าวัคซีนตัวใหม่จะใช้เทคโนโลยีการผลิตเหมือนกับวัคซีนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน หมายถึงวัคซีนเชื้อตาย

Sinovac ไม่ใช่บริษัทเดียวที่เดินหน้าพัฒนาวัคซีนสำหรับสายพันธุ์โอมิครอนโดยเฉพาะ ด้าน Pfizer ยักษ์ใหญ่ด้านเภสัชกรรมของสหรัฐ และ AstraZeneca ของสหราชอาณาจักรก็คาดว่าวัคซีนเฉพาะจะพร้อมในฤดูใบไม้ผลินี้

แต่ Fortune กล่าวว่าสำหรับ Sinovac แล้วการพัฒนาวัคซีนสำหรับสายพันธุ์โอมิครอนโดยเฉพาะอาจมีความสำคัญมากกว่า เนื่องจากพบว่าวัคซีนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อต้องรับมือกับเชื้อโอมิครอน

โดยรายงานอ้างถึงผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารทางวิทยาศาสตร์ Nature เมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งพบว่าวัคซีนของ Sinovac จำนวน 2 โดสไม่สามารถผลิตแอนติบอดีที่เป็นกลาง (Neutralizing antibody) ที่มากพอต่อโอมิครอน

รวมถึงการวิจัยอีกฉบับจากนักวิจัยฮ่องกงเมื่อเดือนธ.ค. พบว่าวัคซีน Sinovac จำนวน 3 โดสผลิตแอนติบอดีไม่เพียงพอต่อการป้องกันโอมิครอนเช่นกัน

ตามรายงานของ Bloomberg สภาหอการค้ายุโรปในฮ่องกงชี้ว่าจีนมีแนวโน้มที่จะไม่เปิดประเทศจนกว่าจะมีการเปิดตัววัคซีนชนิด mRNA ที่ผลิตขึ้นเองในประเทศ และฉีดให้แก่ประชากรชาวจีนเสียก่อน ซึ่งขณะนี้จีนก็กำลังเร่งมืออยู่

อย่างไรก็ตาม วัคซีนสำหรับสายพันธุ์โอมิครอนโดยเฉพาะของ Sinovac ก็เป็นอีกหนึ่งความหวังที่จะเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับชาวจีนและเดินหน้าเปิดประเทศต่อไป

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

เมื่อ OnlyFans เกาะกระแสคริปโต ร่วมลงสนาม NFT

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675422

วันที่ 11 ก.พ. 2565 เวลา 17:10 น.เมื่อ OnlyFans เกาะกระแสคริปโต ร่วมลงสนาม NFT

OnlyFans เปิดฟีเจอร์ใหม่ รองรับภาพโปรไฟล์ NFT

OnlyFans แพลตฟอร์มที่กำลังมาแรงและเป็นที่รู้จักด้านคอนเทนต์ 18+ ร่วมลงสนาม NFT โดยการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ให้ผู้ใช้สามารถนำ NFT มาตั้งเป็นภาพโปรไฟล์ได้แล้ว

“ภารกิจของเราคือส่งเสริมศักยภาพของครีเอเตอร์อย่างเต็มที่ ซึ่งฟีเจอร์นี้เป็นก้าวแรกในการสำรวจบทบาทของ NFT บนแพลตฟอร์มของเรา” Ami Gan ซีอีโอของ OnlyFans กล่าวกับ Reuters

โดยฟีเจอร์ดังกล่าวรองรับเฉพาะ NFT ที่สร้างขึ้นบนบล็อกเชนของ Ethereum เท่านั้น ซึ่งจะมีไอคอน Ethereum ขึ้นบนภาพโปรไฟล์ของผู้ใช้งานเพื่อแสดงว่าเป็นภาพ NFT ของแท้

TechCrunch ระบุว่าการที่ OnlyFans เปิดใช้งานฟีเจอร์ตั้งภาพโปรไฟล์เป็น NFT อาจเป็นการปูทางไปสู่อนาคตในวงการคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งอาจเป็นอนาคตของธุรกิจสื่อ 18+

นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอีกหลายรายที่ร่วมลงสนาม NFT เช่นกัน โดยก่อนหน้านี้ Twitter และ Reddit ก็ได้ประกาศถึงฟีเจอร์ใหม่ในลักษณะเดียวกันนี้

เช่นเดียวกับ Neal Mohan ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ YouTube ซึ่งกล่าวว่า “เราเชื่อว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างบล็อกเชน และ NFT สามารถช่วยให้ครีเอเตอร์สร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับแฟนๆ ของพวกเขา”

รวมถึง Adam Mosseri ผู้บริหารสูงสุดของ Instagram ก็เปิดเผยว่าบริษัทกำลังทำงานเกี่ยวกับ NFT

NFT (Non-fungible tokens) สินทรัพย์ดิจิทัลที่ใช้บล็อกเชนได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา โดยมูลค่าการซื้อขายในตลาดสูงขึ้นอย่างมากในปีที่แล้ว ขณะที่อีกด้านหนึ่งมองว่าเป็นแหล่งก่ออาชญากรรมทางการเงินรวมถึงการฟอกเงิน

ทั้งนี้ OnlyFans เปิดตัวในปี 2016 ก่อนที่จะได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากเป็นช่องทางให้ครีเอเตอร์สามารถสร้างรายได้จากการขายคอนเทนต์ให้แก่ผู้ติดตามได้โดยตรง

Photo by REUTERS/Andrew Kelly/File Photo

Bhangarh Fort ป้อมต้องคำสาปสุดหลอนในอินเดีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675416

วันที่ 11 ก.พ. 2565 เวลา 16:34 น.Bhangarh Fort ป้อมต้องคำสาปสุดหลอนในอินเดีย

ชาวอินเดียถึงกับขนานนามให้ป้อมปราการบันการห์แห่งราชาสถานเป็นสถานที่ที่หลอนมากที่สุดในประเทศ

ป้อมปราการบันการ์ (Bhangarh Fort) ถูกสร้างขึ้นในรัฐราชาสถานของอินเดียในศตวรรษที่ 17 โดย บักวันต์ ดาส สมาชิกราชวงศ์กาชวาหาที่ปกครองเมืองแอมเบอร์ เพื่อมอบเป็นของขวัญให้บุตรชายที่ชื่อ มาโธ สิงห์ ก่อนจะถูกปล่อยทิ้งร้างซึ่งทำให้เกิดเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าป้อมบันการ์แห่งราชาสถานแห่งนี้ต้องคำสาป

ตำนานต้องคำสาปที่ถูกพูดถึงมากที่สุดมีอยู่ 3 เรื่องคือ เรื่องเกี่ยวกับเงา เรื่องมนต์ดำ และความมืด

ชาวอินเดียเล่าขานกันต่อๆ มาว่า ตอนที่ป้อมนี้ถูกสร้างขึ้น บักวันต์ ดาส ตกลงกับกูรูนามว่า บาลู นาถ ซึ่งอาศัยเนินเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของป้อมบันการห์เป็นสถานที่นั่งสมาธิว่า ตัวป้อมหรือเงาของป้อมจะไม่บดบังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของกูรูรายนี้ซึ่ง บักวันต์ ดาส ปฏิบัติตามข้อตกลงด้วยดีตลอดมา

ทว่าพอมาถึงรุ่นลูกคือ อาจาบ สิงห์ เขาได้ต่อเติมป้อมปราการให้สูงขึ้นหลังจากที่พ่อเสียชีวิต จนเงาของป้อมทอดไปบังสถานที่ของ บาลู นาถ ด้วยความโกรธที่อาจาบไม่รักษาสัญญา กูรูรายนี้จึงสาปให้ตัวป้อมและหมู่บ้านรอบๆ พังพินาศ

ป้อมบันการห์ ภาพ: wikipedia/Deepak G Goswami

ตำนานเรื่องต่อมามีอยู่ว่า ความสวยของเจ้าหญิงรัตนาวตี บุตรสาวของ ฉัตร สิงห์ ซึ่งบุตรชายของ มาโธ สิงห์ เจ้าของป้อม เป็นที่เลื่องลือไปทั่วบ้านทั่วเมืองถึงขนาดมีคนมาขอแต่งงานด้วยมากมาย รวมทั้งนักบวชรายหนึ่งที่หลงใหลรูปโฉมของเจ้าหญิง

ด้วยความที่กลัวว่าตัวเองคงจะไม่ได้รับความสนใจจากเจ้าหญิง วันหนึ่งเมื่อคนดูแลออกมาซื้อน้ำหอมที่ตลาดให้เจ้าหญิง นักบวชรายนี้จึงฉวยโอกาสร่ายมนต์ดำใส่น้ำหอมเพื่อให้เจ้าหญิงตกหลุมรัก แต่ว่าเจ้าหญิงรู้ตัวเสียก่อนจึงเทน้ำหอมใส่ก้อนหิน มนต์ดำนั้นทำให้ก้อนหินหลงรักนักบวชถึงขั้นที่พุ่งตัวเข้าไปหาจนทับเขาเข้าอย่างจังจนเสียชีวิต

แต่ก่อนเสียชีวิตนักบวชรายนี้ได้เปล่งวาจาสาปแช่งเจ้าหญิงรัตนาวตี ครอบครัวของเจ้าหญิง และหมู่บ้านแห่งนั้นให้อยู่ในสภาพที่ไม่มีใครสามารถมีชีวิตอยู่ได้ และจะไม่มีใครในป้อมหรือในหมู่บ้านได้ผุดได้เกิด ต้องเป็นผีเฝ้าป้อมแห่งนี้ไปตลอด

ปรากฏว่าในปีถัดมาเกิดสงครามระหว่างบันการห์และอาจาบการห์ซึ่งในที่สุดก็ทำให้เจ้าหญิงและทหารส่วนใหญ่เสียชีวิต

ป้ายเตือนนักท่องเที่ยว

นอกจากเรื่องคำสาปแช่ง ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับความลี้ลับอีกมากมาย แต่ที่ถูกพูดถึงกันมากที่สุดคือ การห้ามเข้าไปในป้อมบันการห์หลังพระอาทิตย์ตกดิน เรื่องนี้ยึดถือกันเคร่งครัดมากจนกรมสำรวจทางโบราณคดีของอินเดียต้องติดป้ายไว้หลายจุดในตัวป้อมเพื่อเตือนนักท่องเที่ยว

ชาวบ้านบอกว่าคนที่ฝ่าฝืนเข้าไปตอนกลางคืนจะไม่มีโอกาสกลับออกมาเล่าเรื่องราวข้างในอีกเลย ด้วยความเชื่อว่าบรรดาวิญญาณจะออกมาในช่วงกลางคืน ซึ่งทำให้ป้อมปราการแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวเหนือธรรมชาติ

ถึงอย่างนั้นก็มีคนอยากลองของ 3 คนเข้าไปหลังพระอาทิตย์ตกดิน แม้ว่าทั้ง 3 คนจะมีไฟฉายติดตัวไปด้วย แต่จู่ๆ ก็มี 1 คนพลัดตกลงไปในบ่อน้ำ หลังจากอีก 2 คนที่เหลือช่วยขึ้นมาได้ก็รีบนำตัวส่งโรงพยาบาล ทว่าระหว่างทางพวกเขาเจอเข้ากับอุบัติเหตุสุดประหลาดจนเสียชีวิตทั้งหมด

และยังมีเรื่องเล่าว่ามีชาวบ้านหลายคนอ้างว่าได้ยินเสียงประหลาดดังออกมาจากป้อมในช่วงหลังพระอาทิตย์ตกดิน บางครั้งคล้ายเสียงหัวเราะ บางครั้งเป็นเสียงกรีดร้อง หรือเสียงดนตรี บางคนเห็นเงาคนอยู่ในป้อม

ความแปลกอีกอย่างหนึ่งของป้อมบันการห์คือ อาคารบ้านเรือนทุกหลังในพื้นที่รอบๆ ตัวป้อมไม่มีหลังคา ชาวบ้านเล่าว่าไม่ว่าจะพยายามสร้างหลังคากี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ล้วนพังทลายลงมาทุกครั้งไม่นานหลังจากนั้น และเหตุการณ์แบบนี้คร่าชีวิตผู้คนไปหลายคนแล้วในอดีต

ภาพ: wikipedia/Shahnawaz Sid

แรงแค้นเกาหลี “ฮันบกของข้า ที่จีนขโมยไป”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675349

วันที่ 11 ก.พ. 2565 เวลา 15:42 น.แรงแค้นเกาหลี "ฮันบกของข้า ที่จีนขโมยไป"

ชุดฮันบกที่เป็นส่วนเล็กจนคนแทบไม่สังเกตเห็นในพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่ปักกิ่ง กำลังเป็นประเด็นร้อนระหว่างจีนกับเกาหลีใต้

ในพิธีเปิดโอลิมปิกฤดูหนาวที่ปักกิ่ง มีตอนหนึ่งที่จีนอวดให้โลกเห็นถึงความหลากหลายทางเชื้อชาติที่มีชนกลุ่มน้อยต่างๆ ถึง 56 ชนชาติอยู่ด้วยกันอย่างกลมเกลียวและมีสิทธิเท่าเทียมกันในจีน

หนึ่งในชนกลุ่มน้อยของจีนคือชาวเกาหลี หรือที่เรียกว่า “เฉาเสี่ยนจู๋” หรือที่พวกเขาเรียกตัวเองว่า “โชซอนจก” คำๆ นี้เป็นชื่อเดิมของประเทศเกาหลีก่อนที่จะแยกเป็นฝ่ายใต้ที่ตอนนี้เรียกตัวเองว่าฮันกุก หรือประเทศฮัน และฝ่ายเหนือยังใช้ชื่อเดิมโดยเรียกตัวเองว่าโชซอนกุก หรือประเทศโชซอน

“ชาวโชซอน” ในจีนมีทั้งคนเกาหลีที่อพยพมาตอนที่เกาหลีตกเป็นอาณานิคมญี่ปุ่น แรวมถึงชนชาติเกาหลีดั้งเดิมที่อยู่มาตั้งแต่ยุคโบราณ เพราะดินแดนของเกาหลีและจีนคาสบเกี่ยวกันมาหลายพันปี ปัจจุบันโบราณสถานสำคัญของชนชาติเกาหลีโบราณก็ยังอยู่ในดินแดนของจีน เช่น โบราณสถานของอาณาจักโคกูรยอ

ดังนั้นจีนมีคนเกาหลีอยู่มาหลายร้อยปีแล้ว พวกเขายังพูดภาษาเกาหลีพร้อมๆ กับภาษาจีน ยังกินแบบคนเกาหลี มีกิมจิ สวมชุดตามประเพณีเกาหลีคือชุดฮันบก และยังมีเขตปกคครองตนเอง เพื่อรักษาเอกลักษณ์ของตนเองสืบต่อไป

ในระยะหลังมีชาวเกาหลีในจีนอพยพไปอยู่เกาหลีใต้เป็นจำนวนไม่น้อย แต่คนเกาหลีใต้กลับรู้เรื่องของ “ญาติ” ตัวเองในจีนน้อยมาก จนเมื่องานปักกิ่งเกมส์มีการโชว์ “ชาวเฉาเสี่ยนจู๋” ในชุดฮันบก คนเกาหลีใต้ก็โวยวายใหญ่ว่าจีนขโมยวัฒนธรรมพวกเขาอีกแล้ว

ที่บอกว่าอีกแล้วก็เพราะเกาหลีใต้กับจีนมีเรื่องวิวาทกันหลายครั้งในช่วง 2 – 3 ปีนี้ ทั้งข้ออ้างว่าจีนขโมยความเป็นเจ้าของกิมจิและอ้างว่าเครื่องแต่งกายโบราณของจีนหรือชุดฮั่นฝูขโมยแบบชุดฮันบกของเกาหลีไป

ล่าสุด “ชาวเฉาเสี่ยนจู๋” ในชุดฮันบกที่ปักกิ่งเกมส์ ทำให้คนเกาหลีใต้โวยวายไม่เลิกตั้งแต่วันแรกจนถึงวันที่เขียนบทความนี้

ที่น่าแปลกคือสื่อภาษาอังกฤษในเกาหลีใต้เป็นเดือดเป็นร้อนกับเรื่องนี้ “เอามากๆ” อาทิเช่น The Korea Times ราวกับว่าต้องการให้โลกเข้าข้างเกาหลีใต้

แต่เมื่ออ่านคอมเมนต์ ซึ่งเดาจากชื่อว่าน่าจะเป็น “ฝรั่ง” หรือบางคนมีชื่อจีนที่สะกดคนละแบบกับคนจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งน่าจะเป็นคนจีนโพ้นทะเล เช่น ในสิงคโปร์หรือมาเลเซีย คนเหล่านี้ตำหนิเกาหลีใต้เสียอย่างนั้น

“ฝรั่ง” เหล่านี้ยังมีความรู้มากกว่าสื่อเกาหลีและคนเกาหลีใต้บางคนที่รู้ว่าผู้ที่สวมฮันบกไม่ใช่ “คนจีน” ที่ “ขโมย” อัตลักษณ์เกาหลีผ่านชุดฮันบก แต่เป็น “คนเกาหลี” ที่แต่งแบบนี้เป็นปกติ เพียงแค่พวกเขาเป็นคนของสาธารณรัฐประชาชนจีนเท่านั้น

บางคนยังช่วยเลกเชอร์ให้สื่อเกาหลีใต้ได้ “ตาสว่าง” ด้วยว่า รู้หรือเปล่าว่านั่นคือ “โชซอนจก” คือชนกลุ่มน้อยชาวเกาหลีในภาคอีสานของจีน และคนเกาหลีไม่ว่าที่ไหนก็มีสิทธิที่จะแสดงความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ตัวเอง แม้ว่าพวกเขาจะมีสัญชาติอื่นก็ตาม

เพื่อให้รู้ว่าบทความนี้ไม่ได้เหมารวมตำหนิคนเกาหลี แเพราะจะบอกว่ามีคนกาหลีใจต้มาอธิบายด้วยว่านั่นมันคน “โชซอนจก” ในจีน คือ “พี่น้อง” ของพวกเราที่กระจัดกระจายไปทั่วโลก

ทำไมเกาหลีใต้ที่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีอินเทอร์เน็ตที่เร็วที่สุดแห่งหนึ่งในโลก จึงเข้าไม่ถึงความรู้เรื่อง “โชซอนจก”?

เพราะปัญหามันไม่ใช่เพราะการเข้าไม่ถึงข้อมูล ปัญหาอยู่ที่กระแสเกลียดชังจีนเป็นทุนเดิมและแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่บอกว่า จีนและเกาหลีใต้ทะเลาะกันเรื่องฮันบกมาก่อนหน้านี้แล้ว พอคนเกาหลีเห็นเข้าในงานปักกิ่งเกมส์เลยเกิดอาการเหวี่ยงขึ้นมาโดยไม่ตรวจทานอะไรให้ดีเสียก่อน

แต่มันเป็นการเหวี่ยงแบบย้ำคิดย้ำทำจนเกินไป พิจารณาเอาจากการที่สื่อภาษาอังกฤษในเกาหลีย้ำเรื่องนี้หลายวันติดต่อกัน นักการเมืองก็หยิบประเด็นนี้ขึ้นมาปั่นเพราะอยู่ในช่วงฤดูกาลหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีพอดี

นักการเมืองโหนกระแสเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ แต่การย้ำๆ ของสื่อเกาหลีใต้ที่ถือว่าสะท้อนความคิดและการกระทำของประชาชน มันตอกย้ำว่าเกาหลีใต้มีปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นในตนเอง

ประเทศที่เชื่อมั่นในตนเอง จะไม่หวั่นไหวถ้าวัฒนธรรมของตัวเองไปโผล่ที่ประเทศอื่น แทนที่จะตีโพยตีพาย ประเทศที่มั่นใจตัวเองจะรู้สึกภูมิใจหรือเฉยๆ เพราะความมั่นใจทำให้พวกเขารู้ว่าพวกเขาคือเข้าของวัฒนธรรมนั้น และมั่นใจว่าทั่วโลกรู้เหมือนพวกเขา และมั่นใจว่าคนทั่วโลกรู้ว่านั่นคือการหยิบยืมไป ดังนั้น พวกเขาจะไม่เสียเวลาโวยวายเรื่อง “ถูกขโมย”

เรามักจะไม่เห็นญี่ปุ่นโวยวายเรื่องวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปโผล่ที่โน่นที่นี่ แม้แต่ถูกดัดแปลงไปจนเละเทะ คนญี่ปุ่นจะรู้สึกเฉยๆ หรืออาจะแปลกใจระคนชื่นชมที่วัฒนธรรมพวกเขาไปปรากฎอยู่ที่มุมอื่นของโลก

เว้นแต่บางเรื่องที่เปราะบางมากๆ เช่น เมื่อเร็วๆ นี้มีคนญี่ปุ่นติงเรื่อง “ชุดประจำชาติญี่ปุ่น” ในการประกวดมิสยูนิเวอร์ส พวกเขาไม่ได้ติดใจมากนักเรื่องที่คนต่างชาติดัดแปลงกิโมโนจนดูหวือหวา แต่ติดใจที่มันมีดีไซน์รูปดอกเบญจมาศซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระราชวงศ์ญี่ปุ่น ที่เลวไปใหญ่คือมันเป็นดีไซน์กิโมโนสำหรับคนตาย!

ความไม่โวยวายของญี่ปุ่นก็สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในใตัวเองของพวกเขา

ผิดกับคนเกาหลีที่มีปมเรื่องการถูกขนาบด้วยมหาอำนาจ 2 ประเทศที่ “ข่ม” เกาหลีมาตลอดนับพันปีจีนและญี่ปุ่น

พอเกาหลีใต้สร้างตัวขึ้นมาอยู่ในประชาชาติแถวหน้า ส่งออก K-pop ไปทั่วโลกแม้แต่ในจีนและญี่ปุ่น แทนที่จะมีความมมั่นใจในตัวเองมากขึ้น พวกเขากลับรู้สึก “Insecure” คือหวั่นไหว ไม่มั่นใจ เปราะบางกับตัวตนตัวเอง

เมื่อเห็นชุดฮั่นฝูของจีนก็โวยวายจีนลอก ทั้งๆ ที่ชุดฮับกนั้นรับแบบมาจากจีนด้วยซ้ำ รวมถึงวัฒนธรรมระดับรากเหง้าของเกาหลีก็มาจากจีน แต่เกาหลี “บางคน” พยายามปฏิเสธถึงระดับที่ว่าลอกตัวเองด้วยข้อมูลเท็จ

คงเพราะไม่อยากยอมรับว่า “เกาหลีที่ยิ่งใหญ่” เคยรับวัฒนธรรมมาจากจีน ที่ตอนนี้เกาหลีมองว่าเป็นประเทศที่ตามหลังตน

Insecure เสียจนกระทั่งประโคมข่าวเรื่องชุดฮับกในปักกิ่งเกมส์ไม่หยุดหย่อน ทั้งๆ ที่เสิร์ชข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเอาก็รู้แล้วว่าคนในชุดนั้นคือชนชาติเดียวกับพวกเขา แต่เลือกที่จะ “หลอกตัวเอง” ว่าจีนขโมยของๆ เราไป

ตอนแรกคนนอกที่ไรู้ก็อาจจะเข้าข้างเกาหลีใต้ แต่ตอนนี้หลังจากเรื่องมันยืดเยื้อเข้า ผู้คนที่รู้จักเปิดใจและเปิดตาหาความรู้ จึงทราบว่านั่นไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากจีน แต่เกิดจากเกาหลีใต้แท้ๆ

หากเกาหลีใต้แก้ปัญหาเรื่องปมด้อยในใจไม่ได้ ก็จะวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิมๆ แบบนี้เรื่อยไปไม่จบสิ้น และจะกระทบกระทั่งกับคนจีนไปเรื่อยๆ

นี่เป็น “เวรกรรม” ของเอเชียตะวันออกโดยแท้ เราจะเห็นว่า เกาหลีใต้ทะเลาะกับจีนเรื่องวัฒนธรรม จีนทะเลาะกับญี่ปุ่นเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นทะเลาะกับจีนเรื่องแย่งชิงเกาะเซนกากุ/เตียวหยู เกาหลีทะเลาะกับญี่ปุ่นเรื่องเกาะทกโด/ทาเกะชิมะ และเกาหลีกับจีนรวมพลังทะเลาะกับญี่ปุ่นเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2

และเกาหลีเหนือที่พร้อมจะซัดกับทุกฝ่ายไม่เว้นแม้แต่จีน

เป็นภูมิภาคของเอเชียที่เหมือนจะสงบ แต่มันมีกับระเบิดวางเอาไว้อยู่เพียบ

บทความทัศนะโดย – ไทยแลเทศ

Photo by Antonin THUILLIER / AFP

ชายตุรกีตรวจโควิด 78 ครั้งผลบวกทุกครั้ง ต้องกักตัว 14 เดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675407

วันที่ 11 ก.พ. 2565 เวลา 14:17 น.ชายตุรกีตรวจโควิด 78 ครั้งผลบวกทุกครั้ง ต้องกักตัว 14 เดือน

ชาวชายตุรกีโอดหลังต้องกักตัวมา 14 เดือนแล้ว เพราะผลตรวจโควิดเป็นบวกถึง 78 ครั้ง

สำนักข่าว The National News รายงานโดยอ้างเว็บไซต์ Covid-19 อย่างเป็นทางการของตุรกีว่า ชายชาวตุรกีต้องกักตัวทั้งที่โรงพยาบาลและที่บ้านมา 14 เดือนแล้วหลังจากผลการตรวจหา Covid-19 ออกมาเป็นบวกทั้ง 78 ครั้ง

มุซซาเฟอร์ คายาซาน ซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคลูคีเมีย ติด Covid-19 ครั้งแรกเมื่อเดือน พ.ย. 2020 และต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล จากนั้นออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านที่เมืองอิสตันบูลในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา

ทว่า การติด Covid-19 ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตและเป็นจุดเริ่มต้นของการกักตัวกว่า 1 ปีในครั้งนี้

ตามมาตรการของตุรกีคือ ผู้ป่วย Covid-19 ต้องกลับไปกักตัวที่บ้านต่ออีก 2 สัปดาห์และต้องมีผลการตรวจหาเชื้อเป็นลบจึงจะสิ้นสุดการกักตัว

สำนักข่าวท้องถิ่น Ihlas รายงานว่า กรณีของคายาซาน การตรวจหาเชื้อทั้ง 78 ครั้งออกมาเป็นบวกทุกครั้ง จนเขาต้องถูกกักตัวอย่างโดดเดี่ยวในโรงพยาบาลถึง 9 เดือน และที่บ้านอีก 5 เดือน โดยทำได้เพียงมองเห็นหน้าลูกหลานผ่านหน้าต่างเท่านั้น เจ้าตัวจึงวอนขอให้ทางการหาทางช่วยเหลือให้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ

คายาซานเผยว่า “ผมหายแล้ว แต่ยังมีเชื้อหลงเหลือในร่างกาย นี่เป็นคำอธิบายเดียวที่ผมได้รับหลังผลตรวจเป็นบวก ผมไม่มีปัญหาอะไรหรอกนอกจากจะไม่สามารถจับต้องคนที่ผมรักได้ มันยากมาก ผมฉีดวัคซีนไม่ได้เพราะอาการป่วยของผม”

แพทย์ที่รักษาคายาซานแจ้งว่า ที่ผลตรวจหาเชื้อออกมาเป็นบวกทุกครั้งเป็นเพราะภูมิคุ้มกันอ่อนแอเนื่องจากอาการป่วยลูคีเมีย และต้องอาศัยยาที่แพทย์สั่งเพื่อให้ภูมิคุ้มกันแข็งแกร่งขึ้น

ขณะที่ภรรยาของคายาซานซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันช่วงที่สามีกักตัวมีผลการตรวจหาเชื้อเป็นลบทั้งสองครั้ง เช่นเดียวกับลูกชายที่อยู่ใกล้ชิดกับคายาซาน

Photo by Odd ANDERSEN / AFP