ออสเตรเลียเตือน ‘โคอาลา’ ใกล้สูญพันธุ์ สัญลักษณ์ของชาติอาจเหลือเพียงภาพถ่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675392

วันที่ 11 ก.พ. 2565 เวลา 13:40 น.ออสเตรเลียเตือน 'โคอาลา' ใกล้สูญพันธุ์ สัญลักษณ์ของชาติอาจเหลือเพียงภาพถ่าย

ออสเตรเลียประกาศภารกิจครั้งประวัติศาสตร์ คุ้มครองประชากรโคอาลาที่ใกล้สูญพันธุ์

วันนี้ (11 ก.พ.) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าประชากรโคอาลาในพื้นที่ส่วนใหญ่ของออสเตรเลียลดลงอย่างมากในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดออสเตรเลียจัดให้โคอาลาเป็นสัตว์ ‘ใกล้สูญพันธุ์’ อย่างเป็นทางการ หลังเผชิญกับผลกระทบจากไฟป่า ภัยแล้ง การถางป่า และโรคระบาด

โคอาลา ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของออสเตรเลียในสายตาคนทั่วโลก ถูกจัดให้เป็นสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์มาราว 10 ปีแล้ว โดยออสเตรเลียมีการประมาณการว่าประชากรโคอาลาลดลงอย่างรวดเร็วจาก 185,000 ตัวปี 2001 เหลือเพียง 92,000 ตัวในปี 2021

ตอนนี้สัญลักษณ์ประจำชาติออสเตรเลียใกล้จะเหลือแต่เพียงภาพถ่ายเข้าไปทุกที

อเล็กเซีย เวลล์บีเลิฟ จากแผนกระหว่างประเทศของสมาคมมนุษยธรรมแห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า โอาลาในแถบชายฝั่งตะวันออกอาจสูญพันธุ์ภายในปี 2050 หากไม่มีการดำเนินการใดๆ

ซัสซัน เลย์ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของออสเตรเลีย ระบุว่า การกำหนดให้โคอาลาเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์เพื่อที่จะยกระดับการคุ้มครองโคอาลา โดยเฉพาะในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ออสเตรเลียนแคพิทอลเทร์ริทอรี และควีนส์แลนด์

เลย์กล่าวว่า “เรากำลังดำเนินการอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน รวมถึงการทุ่มงบประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (กว่า 1.1 พันล้านบาท) เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยของโคอาลา”

นักสิ่งแวดล้อมเห็นด้วยกับการยกระดับการคุ้มครองโคอาลา แต่ประณามความล้มเหลวของรัฐบาลออสเตรเลียในการปกป้องสัตว์ดังกล่าว ที่ปล่อยให้มีการตัดไม้ทำลายป่าในรัฐควีนส์แลนด์และรัฐนิวเซาท์เวลส์อย่างต่อเนื่อง จนโคอาลาต้องตกอยู่ในสถานะสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

“การตัดสินใจครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้หากไม่มีกฎหมายที่เข้มงวด และสร้างแรงจูงใจให้เจ้าของที่ดินในการอนุรักษ์บ้านของพวกมัน” สจ๊วต บลานช์ จากองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ออสเตรเลีย

โจเซย์ ชาร์ราด จากกองทุนระหว่างประเทศเพื่อสวัสดิภาพสัตว์ กล่าวว่า การทำลายป่า ภัยแล้ง โรคระบาด ไฟป่า และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ประชากรโคอาลาลดลงอย่างรวดเร็ว “เราต้องไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ทำให้ออสเตรเลียสูญเสียสัญลักษณ์ประจำชาติ”

AFP PHOTO / GUILLAUME SOUVANT

แบงก์ชาติอินเดียเตือนคริปโตไม่มีค่าแม้แต่จะเทียบหัวทิวลิป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675390

วันที่ 11 ก.พ. 2565 เวลา 12:34 น.แบงก์ชาติอินเดียเตือนคริปโตไม่มีค่าแม้แต่จะเทียบหัวทิวลิป

ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติอินเดียออกโรงเตือนให้ระวังการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล

ศากติกันตา ดาส ผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดียแถลงข่าวหลังการประชุมนโยบายการเงินโดยเตือนนักลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลว่า สกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้ไม่มีค่าในตัวเองเลย ไม่มีค่าแม้แต่จะเทียบกับหัวทิวลิปที่เป็นกระแสการเก็งกำไรครั้งใหญ่ในเนเธอร์แลนด์ในศตวรรษที่ 17 ที่เรียกว่า “กระแสคลั่งทิวลิป” จนเกิดภาวะฟองสบู่แตกเมื่อราคาที่ซื้อขายกันสูงผิดปกติลดลงฮวบฮาบในพริบตา

“นักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีพึงระลึกไว้เสมอว่าพวกเขากำลังลงทุนด้วยความเสี่ยงของตัวเอง พวกเขาควรระมัดระวังไว้ว่าคริปโตเคอร์เรนซีไม่มีสินทรัพย์อ้างอิง (underlying value) รองรับมูลค่าของมัน ไม่มีค่าแม้แต่จะเทียบกับหัวทิวลิป”

ดาสกล่าวอีกว่า “คริปโตเคอร์เรนซีของเอกชน หรืออะไรก็แล้วแต่ที่คุณจะเรียก เป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของเศรษฐศาสตร์มหภาคและเสถียรภาพทางการเงินของเรา”

คำเตือนจากผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติอินเดียมีขึ้นหลังจากรัฐบาลอินเดียประกาศโครงสร้างการเก็บภาษีคริปโตเคอร์เรนซีเมื่อเร็วๆ นี้

ประกาศดังกล่าวทำให้บรรดานักลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลมองว่าเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลให้การยอมรับคริปโตเคอร์เรนซีอย่างเป็นทางการแล้ว แม้ว่าธนาคารแห่งชาติจะยังสงวนท่าที เนื่องจากการซื้อขายอย่างเสรีและไม่ต้องระบุตัวตนทำให้แบงก์ชาติกังวลว่าจะไม่สามารถควบคุมและอาจเป็นช่องว่างให้เกิดการฟอกเงิน

ธนาคารกลางของอินเดียเตรียมเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางในปีหน้า

อินเดียมีนักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีราว 15-20 ล้านคน รวมมูลค่าถือครองอยู่ที่ราว 5,340 ล้านเหรียญสหรัฐ

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

‘อพยพเดี๋ยวนี้’ สหรัฐเตือนพลเมืองในยูเครน รัสเซียระดมพลพร้อมบุกแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675371

วันที่ 11 ก.พ. 2565 เวลา 11:00 น.'อพยพเดี๋ยวนี้' สหรัฐเตือนพลเมืองในยูเครน รัสเซียระดมพลพร้อมบุกแล้ว

สหรัฐเตือนพลเมืองในยูเครนอพยพด่วน อังกฤษชี้รัสเซียระดมพลเพียงพอต่อการบุกรุกแล้ว

วันนี้ (11 ก.พ.) AFP รายงานว่าประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐเรียกร้องให้ชาวอเมริกันอพยพออกจากยูเครนโดยด่วน พร้อมเตือนถึงความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น หากกองกำลังรัสเซียเริ่มปฏิบัติการทางทหาร

“พลเมืองอเมริกันควรหนี หนีเดี๋ยวนี้” ไบเดนกล่าวในระหว่างการสัมภาษณ์กับ NBC News โดยระบุว่าสถานการณ์ขณะนี้น่าเป็นห่วงเนื่องจากสหรัฐกำลังรับมือกับหนึ่งในกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ต่างออกไปจากเดิมอย่างมาก และอาจมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เบื้องต้นไบเดนกล่าวว่าสหรัฐจะไม่ส่งทหารเข้ายูเครน

“มันคือสงครามโลก หากสหรัฐและรัสเซียเริ่มรบกัน” ไบเดนกล่าว “ผมหวังว่าถ้าเขา (ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย) โง่พอที่จะบุก เขาคงฉลาดพอที่จะไม่ทำอะไรที่ส่งผลเสียต่อชาวอเมริกัน”

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและรัสเซียอยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่สงครามเย็น โดยสหรัฐประมาณการว่าขณะนี้มีทหารรัสเซียราว 130,000 นายเข้าประชิดชายแดนยูเครน

ขณะที่มีรายงานว่ากองกำลังรัสเซียเปิดฉากซ้อมรบกระสุนจริงที่เบลารุส และยังคงระดมกำลังพลตามแนวชายแดน ซึ่งประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน กล่าวว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการสร้างแรงกดดันและเพิ่มความตึงเครียด

อย่างไรก็ตาม วลาดิเมียร์ ชิซฮอฟ ทูตสหภาพยุโรปของรัสเซียยืนยันว่ารัฐบาลรัสเซียเชื่อมั่นในวิธีทางการทูตเพื่อลดความตึงเครียด และไม่มีเจตนาที่จะบุกรุก หากไม่มีการยั่วยุ ขณะที่รัสเซียเรียกร้องให้ NATO ถอนกำลังทหารออกจากยุโรปตะวันออก

The Guardian รายงานว่าบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษแสดงความกังวลว่ายุโรปกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย เนื่องจากมีผู้เชี่ยวชาญประมาณการว่าขณะนี้รัสเซียได้ระดมกำลังทหารเข้าประชิดชายแดนยูเครนในจำนวนที่เพียงพอต่อการบุกรุกแล้ว

Photo by Marco LONGARI / AFP

เรื่องที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับราชวงศ์นอร์เวย์ ที่ได้ชื่อว่า ‘จนที่สุด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675351

วันที่ 10 ก.พ. 2565 เวลา 19:29 น.เรื่องที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับราชวงศ์นอร์เวย์ ที่ได้ชื่อว่า 'จนที่สุด'

บอดี้การ์ด 4 ล้านคน-แชมป์โอลิมปิก-ชีวิตสุดเรียบง่าย เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นในราชวงศ์นอร์เวย์

ขณะที่ราชวงศ์อังกฤษได้รับความสนใจอย่างมากจากทั่วโลก หลายครั้งที่เรื่องราวของควีนเอลิซาเบธ เจ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแฮร์รี และสมาชิกราชวงศ์คนอื่นๆ กลายเป็นข่าวพาดหัวของบรรดาสื่อต่างประเทศ แต่เว็บไซต์ Bright Side ได้นำเสนอเรื่องราวที่น่าประทับใจของราชวงศ์นอร์เวย์ โดยระบุว่าเป็นนี่เป็นอีกหนึ่งราชวงศ์ที่น่าสนใจเช่นกัน

ราชวงศ์ที่จนที่สุด

รายงานระบุว่าสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ เป็นหนึ่งในกษัตริย์ที่ยากจนที่สุดในโลก และสมาชิกราชวงศ์ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงที่สุดเมื่อเทียบกับราชวงศ์อื่นๆ ในยุโรป พวกเขาแต่งกายอย่างเรียบง่ายแม้ในงานเลี้ยงที่เป็นทางการ และพยายามหาเงินด้วยตนเองโดยไม่พึ่งภาษีของประชาชน

เจ้าชายโฮกุน มกุฎราชกุมารแห่งนอร์เวย์ ร่วมแจมกับวงดนตรี Katzenjammer เพื่อทำเพลงรับเทศกาลคริสต์มาส ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างดี โดยเงินทั้งหมดที่ได้เจ้าชายนำไปบริจาคเพื่อการกุศล

ตามรายงานของ South China Morning Post เมื่อเดือนส.ค. ปีที่แล้วระบุว่าราชวงศ์นอร์เวย์มีทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับราชวงศ์เนเธอร์แลนด์ (200 ล้านเหรียญสหรัฐ) อังกฤษ (500 ล้านเหรียญสหรัฐ) โมนาโก (1 พันล้านเหรียญสหรัฐ) และสเปน (2 พันล้านเหรียญสหรัฐ)

บอดี้การ์ด 4 ล้านคน

ในปี 1973 นอร์เวย์เผชิญกับวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมันครั้งใหญ่ ทำให้ต้องออกมาตรการจำกัดการขับขี่รถยนต์ แต่กษัตริย์สามารถขับรถได้ตามปกติ ทว่า สมเด็จพระราชาธิบดีโอลาฟที่ 5 กษัตริย์ยอร์เวย์ในขณะนั้น ต้องการที่จะเป็นแบบอย่างให้กับประชาชน โดยเลือกที่จะนั่งรถไฟใต้ดินร่วมกับประชาชน

สมเด็จพระราชาธิบดีโอลาฟที่ 5 ซื้อตั๋วรถไฟตามปกติ และเดินทางเฉกเช่นประชาชนธรรมดาทั่วไป เมื่อถูกถามว่าทำไมพระองค์จึงกล้าเดินทางคนเดียวโดยไม่มีบอดี้การ์ดก็ได้คำตอบว่า “เรามีบอดี้การ์ด 4 ล้านคนอยู่แล้ว” ซึ่งหมายถึงประชาชนทั้งประเทศในขณะนั้น

ใช้ชีวิตสุดเรียบง่าย

สมาชิกราชวงศ์เดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะเป็นเรื่องปกติ ชาวนอร์เวย์ไม่ต้องแปลกใจเมื่อเห็นเจ้าชายนั่งรถไฟขบวนเดียวกันกับพวกเขา พวกเขาเที่ยวพักผ่อนบนเกาะส่วนตัว ไม่ซ่อนตัวหลังรั้วสูง ไม่จ้างบอดี้การ์ดที่โหดเหี้ยม ตัวอย่างเช่น ในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา พวกเขาเดินทางไปยังอิบิซาและอาบแดดร่วมกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ

พ่อแม่มักหวังให้ลูกๆ ใช้ชีวิตวัยเด็กตามปกติเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ ได้ออกเล่นนอกบ้าน และเข้าโรงเรียนรัฐบาลตามปกติ

ก่อกบฏ (ในทางดี)

เจ้าหญิงมาร์ธา ลุยเซอแห่งนอร์เวย์ ใช้ชีวิตนอกกรอบ เธอเลือกสวมกางเกงยีนส์ขาดสบายๆ แทนที่จะเป็นชุดราตรี เธอชอบปีนต้นไม้ และฝันถึงชีวิตธรรมดา เธอปฏิเสธตำแหน่งและเงินของรัฐ และตอนนี้อาศัยอยู่ในบ้านธรรมดา ขับรถบรรทุก และจ่ายภาษี

เธอดูแลลูกๆ ของเธอเอง โดยขอความช่วยเหลือจากพี่เลี้ยงเด็กหรือบริษัททำความสะอาดเป็นครั้งคราว เช่นเดียวกับที่ชาวนอร์เวย์ส่วนใหญ่ทำ เธอยังเริ่มมูลนิธิการกุศลเพื่อช่วยเหลือผู้พิการ คนป่วย นักกีฬา และเยาวชนที่มีความสามารถ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหญิงมาร์ธามีเรื่องอื้อฉาวจากการหย่าร้าง และเริ่มความสัมพันธ์ครั้งใหม่กับบุคคลที่เรียกตัวเองว่าหมอผี ซึ่งตอนนี้เจ้าหญิงถือว่าตนเองมีญาณทิพย์อย่างจริงจัง

แฮร์รี-เมแกน เวอร์ชันนอร์เวย์

เจ้าชายมาริอุส บอร์ก เฮออิบี บุตรของเจ้าหญิงเจ้าหญิงมาร์ธา และแฟนสาวของเขาปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามพระราชกรณียกิจอย่างเป็นทางการ และตอนนี้เขาก็หาเลี้ยงชีพด้วยตัวเขาเอง เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเริ่มเดทกับ จูเลียน นางแบบสาวซึ่งโด่งดังจากการถ่ายภาพหวือหวาลงนิตยสารผู้ชาย

สื่อเริ่มนำไปเปรียบเทียบกับเจ้าชายแฮร์รีและเมแกน อย่างไรก็ตาม ราชวงศ์ปกป้องทั้งคู่โดยกล่าวว่ามาริอุสมีสิทธิและอิสรภาพในชีวิตส่วนตัวของเขา

พระราชาเสียสละทุกอย่างเพื่อความรัก

กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 และสมเด็จพระราชินีซอนยาฝ่าฝันหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อชีวิตคู่ของทั้งสอง พวกเขาพบกันในงานปาร์ตี้ ซึ่งขณะนั้นซอนยาเป็นสามัญชน ขณะที่สมเด็จพระราชาธิบดีโอลาฟที่ 5 ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ลูกชายจะรักกับสามัญชน เรื่องราวความรักของทั้งคู่ต้องถูกปิดเป็นความลับนานถึง 9 ปี

อุปสรรคความรักเกิดขึ้นมากมายแต่ท้ายที่สุดทั้งสองก็ฝ่าฝันมาได้ งานแต่งงานของกษัตริย์ฮารัลด์และราชินีซอนยากลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์นอร์เวย์

เจ้าชายแต่งงานกับแม่หม้ายลูกติด

เช่นเดียวกับบิดา เจ้าชายโฮกุนพบรักกับหญิงสามัญชน ซึ่งขณะนี้คือเจ้าหญิงเม็ตเตอ-มาริต ความรักของทั้งคู่ถูกคัดค้านจากชาวนอร์เวย์ เนื่องจากเจ้าหญิงเม็ตเตอ-มาริตมีลูกติด 1 คน และยังมีข่าวว่าเธอเคยใช้สารผิดกฎหมาย

ท้ายที่สุดความจริงใจของทั้งสองทำให้ชาวนอร์เวย์เชื่อมั่นในความรักของพวกเขา แม้แต่คนที่เคยพูดถากถางดูถูกยังต้องถึงกับหลั่งน้ำตาเมื่อได้ฟังการแถลงข่าวของเจ้าชายและเจ้าหญิงที่พูดถึงความรักครั้งนี้

ครอบครัวนักสิ่งแวดล้อม

เจ้าชายโฮกุนขับรถยนต์ไฟฟ้ามา 15 ปีแล้ว วังของพวกเขามีแผงโซลาร์เซลล์ และแทบไม่มีพลาสติกในที่พำนัก นอกจากนี้เจ้าชายยังรณรงค์ให้ผู้อื่นใส่ใจสิ่งแวดล้อม ประหยัดน้ำและไฟฟ้า

นอกจากนี้สมาชิกราชวงศ์พยายามไม่สวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากขนสัตว์ ขณะที่นอร์เวย์วางแผนที่จะหยุดการผลิตขนสัตว์โดยสมบูรณ์ภายในปี 2025

พวกเขายังชอบเดินป่าและตั้งแคมป์ โดยกษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 และราชินีซอนยาเยือนทวีปแอนตาร์กติกาในปี 2015 ทั้งคู่ต่างก็ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เช่นกัน

ตัวแทนโอลิมปิก

ส่วนใหญ่แล้วสมาชิกราชวงศ์นอร์เวย์ชื่นชอบที่จะเล่นกีฬามากกว่าออกงานสังสรรค์ พระเจ้าฮารัลด์ที่ 5 เป็นตัวแทนประเทศลงแข่งขันโอลิมปิกในปี 1964 1968 และ 1972 ส่วนบิดาของเขา พระเจ้าโอลาฟที่ 5 เคยเป็นแชมป์โอลิมปิกด้วย

แน่นอนว่าลูกหลานของพวกเขาก็มีพวกเขาเป็นแบบอย่าง เช่น ขี่ม้า ล่องเรือใบ เล่นสกี และกระดานโต้คลื่น

พระอารมณ์ขัน

อีกสิ่งที่ทำให้ชาวนอร์เวย์รักคือความอารมณ์ขันและเข้าถึงง่ายของพวกเขา เจ้าชายโฮกุนมักเล่นตลกให้ผู้อื่นหัวเราะ ในระหว่างการปรากฏตัวที่ระเบียงตามประเพณีของครอบครัวพวกเขามักทำหน้าตลกๆ ร้องเพลง และเต้นอย่างเป็นกันเอง ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาสื่อ

พระเจ้าฮารัลด์ที่ 5 ยังหัวเราะอย่างอารมณ์ดีแม้ว่าสื่อจะซุบซิบเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเขา เนื่องจากขณะนี้เขาอายุ 84 ปีแล้ว

น่าจับตาว่าที่ราชินี

เจ้าหญิงอิงกริด อเล็กซานดรา ธิดาของเจ้าชายโฮกุน อยู่ลำดับที่สองของการสืบการบัลลังก์ต่อจากบิดา ซึ่งเธอจะกลายเป็นราชินีองค์แรกของนอร์เวย์ในรอบ 6 ศตวรรษที่ผ่านมา ทำให้เจ้าหญิงได้รับความสนใจอย่างมาก ประกอบกับความสุภาพเรียบร้อย ฉลาด และจิตใจดี ทำให้เป็นที่รักของชาวนอร์เวย์

Photo by Lise Aserud/NTB/The Royal House of Norway

แค่เปลี่ยนอาหารก็อายุยืนขึ้นอีก 13 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675335

วันที่ 10 ก.พ. 2565 เวลา 17:11 น.แค่เปลี่ยนอาหารก็อายุยืนขึ้นอีก 13 ปี

การเปลี่ยนอาหารการกินสามารถยืดอายุได้ถึง 13 ปี

ผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร PLOS Medicine ระบุว่า การเปลี่ยนอาหารการกินช่วยยืดอายุได้มากถึง 13 ปี โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มเปลี่ยนตั้งแต่อายุยังน้อย

การศึกษานี้ได้สร้างแบบจำลองว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับอายุขัยของผู้ชายหรือผู้หญิงหากพวกเขาเปลี่ยนจาก “อาหารแบบตะวันตก” ซึ่งจะเน้นที่เนื้อแดงและอาหารแปรรูป เป็น “อาหารที่เหมาะสม” ซึ่งทานเนื้อแดงและอาหารแปรรูปน้อยลง แต่เน้นผลไม้และผัก พืชตระกูลถั่ว (legumes) ธัญพืชเต็มเมล็ด (whole grains) และถั่วเปลือกแข็ง (nuts)

งานวิจัยพบว่า หากผู้หญิงเริ่มทานอาหารที่เหมาะสมตั้งแต่อายุ 20 ปี จะอายุยืนขึ้นกว่า 10 ปี และหากผู้ชายเริ่มทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพตั้งแต่อายุ 20 ปี จะอายุยืนขึ้น 13 ปี

การทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพยังช่วยยืดอายุของผู้สูงอายุด้วย หากเริ่มทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพตั้งแต่อายุ 60 ปีจะช่วยยืดอายุของผู้หญิงได้ 8 ปี และในผู้ชายจะอายุยืนขึ้นเกือบ 9 ปี

การทานอาหารที่มาจากพืชเป็นหลัก (plant-based) ยังมีประโยชน์กับคนในวัย 80 ปีขึ้นไปด้วย โดยทั้งผู้หญิงและผู้ชายในวัยนี้อาจอายุยืนขึ้นอีก 3.5 ปีหากปรับเปลี่ยนอาหาร

ทีมนักวิจัยจากนอร์เวย์สร้างแบบจำลองผลกระทบในอนาคตจากการปรับเปลี่ยนอาหารโดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยที่ทำการวิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยต่างๆ หลายการวิจัยรวมกัน และข้อมูลจากรายงานภาระโรคในระดับโลก (GBD) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่ติดตามสาเหตุการเสียชีวิต 286 สาเหตุ โรคและอุบัติเหตุ 369 โรค/อุบัติเหตุ และปัจจัยเสี่ยง 87 ปัจจัย ใน 204 ประเทศและดินแดนทั่วโลก

ผลปรากฏว่า การทานพืชตะกูลถั่ว (legumes) ซึ่งรวมถึงถั่วที่มีลักษณะเป็นฝัก (beans) ถั่วเมล็ดกลมอยู่ในฝัก (peas) และถั่วเลนทิล ธัญพืชเต็มเมล็ด และถั่วเปลือกแข็ง (nuts) เช่น วอลนัท อัลมอนด์ พีแคน และพิสตาชิโอ มากขึ้น ทำให้มีอายุยืนยาวมากที่สุด นอกจากโปรตีนแล้ว พืชตระกูลถั่วและธัญพืชเต็มเมล็ดยังอุดมไปด้วยไขมันดี วิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ ที่เกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง

เดวิด แคตซ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกันและไลฟ์สไตล์และโภชนาการซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการวิจัยนี้เผยว่า “แนวคิดที่ว่าการปรับคุณภาพของอาหารช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรังและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมีมานานแล้ว และมีเหตุผลเพียงว่าโรคเรื้อรังที่น้อยลงและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรหมายถึงอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น ซึ่งนั่นหมายความว่าเมื่อโรคเรื้อรังและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรน้อยลงก็จะมีอายุยืนขึ้น”

นอกจากนี้ การทานเนื้อแดงและอาหารแปรรูป อาทิ เบคอน ไส้กรอก ก็เกี่ยวข้องกับการมีอายุยืน เนื่องจากอาหารทั้งสองชนิดนี้มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อสุขภาพที่สำคัญ รวมทั้งโรคหลอดเลือดหัวใจและมะเร็งลำไส้

“มีหลักฐานชัดเจนว่าเนื้อสัตว์แปรรูปก่อให้เกิดมะเร็งลำไส้จนองค์การอนามัยโลกถึงขั้นประกาศให้อยู่ในประเภทสารก่อมะเร็งเมื่อปี 2015” ทิม คีย์ คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านโภชนาการของกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษเผยกับ CNN

ผู้เชี่ยวชาญเผยว่า การเปลี่ยนจากเนื้อแดงและอาหารแปรรูปมาเป็น “เนื้อขาว” ที่มีไขมันน้อย อาทิ ไก่ ปลา และโปรตีนจากพืชเป็นวิธีหนึ่งในการปรับเปลี่ยนอาหารอย่างรวดเร็ว

โปรตีนจากพืช ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วชิกพี ถั่วเลนทิล เต้าหู้ เทมเป้ ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืช และธัญพืชเต็มเมล็ดอย่างควินัว และผักบางชนิด เช่น บรอคโคลี มีโปรตีนสูง

การวิจัยเมื่อปี 2020 ซึ่งติดตามชาวอเมริกันวัยกลางคนกว่า 37,000 คนพบว่า ผู้ที่ทานโปรตีนจากพืชมีโอกาสเสียชีวิตจากสาเหตุต่างๆ น้อยลง 27% และมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจลดลง 29% เมื่อเทียบกับผู้ที่ทานโปรตีนจากพืชน้อย

“ประโยชน์จะเด่นชัดมากขึ้นเมื่อเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปถูกแทนที่ด้วยแหล่งโปรตีนจากพืช” แฟรงค์ หู จาก Harvard University’s T.H. Chan School of Public Health เผยกับ CNN

แล้วจะปรับเปลี่ยนอย่างไร

หนึ่งในวิธีที่จะเพิ่มพืชผักผลไม้ลงไปในอาหารเพื่อจะได้ลดเนื้อแดงคือ ทานอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนซึ่งได้รับรางวัลอาหารที่ดีที่สุด 5 ปีซ้อนจาก U.S. News & World Report

และอีกหลากหลายวิธี อาทิ DASH diet หรือการบริโภคอาหารเพื่อยับยั้งโรคความดังโลหิตสูง และ Flexitarian diet หรือการทานมังสวิรัติแบบยืดหยุ่น ทั้งสองวิธีนี้เน้นอาหารที่เต็มไปด้วยผลไม้ ผัก ถั่วชนิดต่างๆ ธัญพืชเต็มเมล็ด และเมล็ดพืช

วิธีที่ง่ายที่สุดในการเริ่มต้นทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนคือ ทำอาหารที่ทำจากถั่ว ธัญพืชเต็มเมล็ด และผัก โดยการใช้สมันไพรและเครื่องเทศ 1 มื้อต่อสัปดาห์ เมื่อเริ่มอยู่ตัวแล้วให้เพิ่มเป็น 2 ครั้งต่อสัปดาห์ และค่อยๆ เพิ่มขึ้น

กระทรวงการคลังสหรัฐเตือน NFT อาจกลายเป็นแหล่งฟอกเงิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675328

วันที่ 10 ก.พ. 2565 เวลา 16:30 น.กระทรวงการคลังสหรัฐเตือน NFT อาจกลายเป็นแหล่งฟอกเงิน

กระทรวงการคลังสหรัฐออกคำเตือน NFT เสี่ยงถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงินมากขึ้น

กระทรวงการคลังสหรัฐเผยแพร่รายงานความยาว 40 หน้า โดยระบุว่าพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่างานศิลปะดิจิทัลในรูปแบบ NFT (Non-fungible token) มีความเสี่ยงที่จะใช้ทำธุรกรรมผิดกฎหมายมากขึ้นในตลาดศิลปะ รวมถึงการฟอกเงิน

รายงานระบุว่า NFT และศิลปะดิจิทัลที่เติบโตขึ้นในวงกว้าง ซึ่งไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบของหน่วยงานกำกับดูแล ไม่ต้องเปิดเผยตัวตน และสามารถกำหนดราคาตามที่ต้องการ ขณะที่แพลตฟอร์มซื้อขายผลงานไม่สามารถติดตามธุรกรรมเหล่านี้หรือตรวจสอบตัวตนของผู้ซื้อได้ ทำให้งานศิลปะที่มีมูลค่าสูงมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นแหล่งฟอกเงิน อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับโครงสร้างและแรงจูงใจของตลาด

กระทรวงการคลังหวังว่าการศึกษาครั้งนี้จะสนับสนุนให้อุตสาหกรรมต่างๆ ดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อป้องกันให้การฟอกเงินผ่านตลาดศิลปะทำได้ยากขึ้น และจะออกประกาศในภายหลังว่าจำเป็นต้องมีขั้นตอนด้านกฎระเบียบเพิ่มเติมในตลาดนี้หรือไม่

ทั้งนี้ NFT เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากในปีที่ผ่านมา โดยมีการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลทุกประเภทตั้งแต่งานศิลปะ วิดีโอ หรือแม้แต่ทวีต ก็สามารถซื้อและขายเป็น NFT ได้ ซึ่งมีเพียงชิ้นเดียวบนโลกเท่านั้น โดยสิ่งที่ผู้ซื้อจะได้รับคือสถานะความเป็นเจ้าของ NFT นั้นๆ หรือที่เรียกว่า “digital bragging rights” ที่ได้รับการรับรองบนบล็อกเชน

ในไตรมาสแรกของปี 2021 การซื้อขายในตลาด NFT มีมูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และเติบโตขึ้นถึง 2,627% จากไตรมาสก่อนหน้า ยกตัวอย่างงานผลงาน Everydays: the First 5000 Days จาก Beeple สามารถขายได้ในราคากว่า 69 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่แพลตฟอร์มซื้อขาย NFT อย่างเช่น Dapper Labs, OpenSea และ SuperRare เติบโตขึ้นเช่นกัน

ตามการประมาณการคาดว่าตลาด NFT อาจมีมูลค่าถึง 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2022 และทะลุ 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2025

ฟอกเงินได้อย่างไร?

รายงานล่าสุดของกระทรวงการคลังสหรัฐสอดคล้องกับความเห็นของนักวิเคราะห์หลายคนที่ออกมาเตือนก่อนหน้านี้ รวมถึง Mr. Whale นักวิเคราะห์ชื่อดังในตลาดคริปโต ซึ่งกล่าวว่า NFT สามารถเป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน เพราะไม่มีหน่วยงานกำกับดูแล และสามารถแปลงเงินที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายให้ถูกกฎหมายได้

“หากคุณมีเงินผิดกฎหมาย 1 ล้านดอลลาร์ คุณก็ใช้เงิน 1 ล้านดอลลาร์นั้นซื้อ NFT ของตัวเอง โดยอาจใช้บัญชีบุคคลที่ 3 เป็นผู้ซื้อ” Mr. Whale กล่าว

บทความจาก EisnerAmper หนึ่งในสำนักงานบัญชีที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐระบุว่า NFT ซึ่งสามารถสร้างขึ้นมาได้อย่างง่ายๆ และซื้อขายได้โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตนผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน อีกทั้งกำหนดราคาเท่าไรก็ได้โดยไม่ต้องอิงตามราคาตลาด ทำให้สามารถใช้ฟอกเงินได้

เพียงแค่สร้าง NFT ขึ้นมาและลงขาย จากนั้นก็ซื้อ NFT ของตนเองโดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน และกำหนดราคาตามที่ต้องการ ก็สามารถเปลี่ยนเงินสกปรกให้สะอาดได้ เพราะกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ไม่มีการควบคุม แต่รับรู้ว่าเป็นเงินที่ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายจากการขายงานศิลปะ

ขณะที่แคทเธอรีน กราฟฟิน อาจารย์ผู้ช่วยในแผนกศิลปะและการออกแบบจากมหาวิทยาลัยราเซล สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า มันเป็นวิธีที่ง่ายในการโยกย้ายเงินสกปรก เพราะมันเชื่อมโยงกับสกุลเงินที่กระจายอำนาจอย่างคริปโตเคอร์เรนซี อีกทั้ง NFT ไม่สามารถจับต้องได้ทางกายภาพ ไม่มีการขนส่งหรือเก็บในโกดังเก็บภาษีนอกชายฝั่งเหมือนกับสินค้าอื่นๆ

เมื่อปลายปีที่แล้วหน่วยงานป้องกันและรักษาความปลอดภัยของอังกฤษ (RUSI) ได้เปิดเผยรายงาน “NFTs: A New Frontier for Money Laundering?” ระบุว่า NFT สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินและก่ออาชญากรรมทางการเงิน จึงแนะนำว่าควรมีกฎระเบียบบางอย่างในการซื้อขาย NFT เช่น เปิดเผยตัวตนของผู้ซื้อ

Photo by Justin TALLIS / AFP

เกลือจิ้มเกลือ มาดูวิธีที่จีนแก้เผ็ดประเทศจอมแทรกแซง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675329

วันที่ 10 ก.พ. 2565 เวลา 16:09 น.เกลือจิ้มเกลือ มาดูวิธีที่จีนแก้เผ็ดประเทศจอมแทรกแซง

บทความทัศนะ – หลังจากที่อังกฤษทำตัวเป็นพ่อพระด้วยการเป็นห่วงเป็นใยฮ่องกงจนจีนเตือนไม่ให้มายุ่งกับกิจการภายใน หลังจากรอโอกาสมานาน จีนสวนกลับแบบที่อังกฤษนิ่งไม่อยู่

ในพิธีเปิดโอลิมปิกฤดูหนาวที่ปักกิ่ง มีผู้นำคนหนึ่งที่อาจจะอยู่นอกเรดาร์ความสนใจ คือ ประธานาธิบดีอัลแบร์โต เฟร์นันเดซ แห่งอาร์เจนตินา

งานนี้มีผู้นำ 2 คนที่มาร่วมพิธีเปิดด้วยและคุยเรื่องยุทธศาสตร์กับสีจิ้นผิงไปพร้อมๆ กัน หนึ่งคือวลาดิมีร์ ปูติน ซึ่งสป็อตไลท์จับไปที่เขาคนนี้ อีกหนึ่งคือเฟร์นันเดซนั่นเอง

เฟร์นันเดซคุยกับสีจิ้นผิงเรื่อง “ความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง” เรื่องการลงนามโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ซึ่งเรื่องนี้เป็นการย้ำว่าอาณ์เจนตินาเอียงมาทางจีนหนักมากในระยะหลัง เพียงแต่โลกไม่ค่อยสนใจนัก ส่วนหนึ่งอาร์เจนตินา “ไกลเกินไป” จากเกมส์มหาอำนาจ

แต่มันใกล้ตัวขึ้นมาทันทีเมื่อแถลงการณ์ของเฟร์นันเดซ์กับสีจิ้นผิง

จีนย้ำการสนับสนุนการอ้างสิทธิ์ของอาร์เจนตินาเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ขณะที่อาร์เจนตินาก็ย้ำการสนับสนุนนโยบายจีนเดียว ซึ่งหมายความว่าไม่ยอมรับไต้หวัน

ในแถลงการณ์จีนใช้คำว่า “หมู่เกาะมัลบินัส” ซึ่งเป็นชื่อที่อาร์เจนตินาใช้เรียกหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ การเลือกชื่อนี้เท่ากับไม่ยอมรับการเคลมของอังกฤษที่เป็นเจ้าของเกาะในขณะนี้

ขณะที่ท่าทีของอาร์เจนตินาต่อนโยบายจีนเดียวยังอาจตีความได้ด้วยว่าไม่สนับสนุนการแทรกแซงของชาติใดต่อฮ่องกง หรือ “ชาติที่ทำตัวเหมือนยังเป็นเจ้าของฮ่องกง” ซึ่งจะป็นใครไม่ได้นอกจากอังกฤษ

แถลงกาณ์ร่วมนี้มีสาระอยู่ที่ “อังกฤษคือคู่กรณีร่วมกันของจีนกับอาร์เจนตินา”

และบอกเป็นนัยๆ ว่า “อังกฤษยังไม่เลิกนิสัยเป็นเจ้าอาณานิคม”

อาร์เจนตินาเคยยกประเด็นสหประชาชาติพิจารณากรณีความเป็นเจ้าของหมู่เกาะฟอล์กแลนด์/มัลบินัส แต่อังกฤษบอกว่าอธิปไตยของอังกฤษเหนือดินแดนนี้ “เป็นสิ่งที่ต่อรองไม่ได้”

อังกฤษพยายามแก้ปัญหาด้วยการจัดการลงประชามติให้ชาวเกาะเลือกอนาคตตัวเองในปี 2013 ปรากฏว่า 99.8% ของชาวเกาะเลือกที่จะอยู่กับอังกฤษ

แต่อาร์เจนตินาไม่ยอมการลงประชามิตแบบนี้ เพราะถือหลักว่าประชากรบนเกาะไม่ใช่คนท้องถิ่น แต่เป็นผู้ที่อพยพมา

จนถึงทุกวันนี้อาร์เจนตินาพยายามยกเรื่องการ “ยึดครอง” หมู่เกาะฟอล์กแลนด์/มัลบินัสว่าเป็นการล่าอาณานิคม และประเทศที่เข้าข้างอาร์เจนตินานอกจากจีนก็ยังมีรัสเซีย

รัสเซียเคยแสดงท่าทีเห็นใจอาร์เจนตินาในเรื่องนี้ ผู้นำอาร์เจนตินาก็ตอบแทนด้วยการตำหนิประเทศที่คัดค้านการลงประชามติของชาวไครเมียในปี 2014 ที่เลือกจะอยู่กับรัสเซีย หลังจากรัสเซีย “ยกทัพไปปกป้อง” ไครเมียจากยูเครน

ปูตินตอบสนองด้วยการบอกให้อังกฤษคืนเกาะฟอล์กแลนด์/มัลบินัสให้อาร์เจนตินาไปเสีย จนอังกฤษโกรธจัด

คราวนี้ก็เหมือนกัน อังกฤษโกรธอีกที่จีนเชียร์หมู่เกาะฟอล์กแลนด์/มัลบินัสให้เป็นของอาร์เจนตินา

ลิซ ทัสส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษบอกว่า “เราปฏิเสธการตั้งคำถามใดๆ เกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยของหมู่เกาะฟอล์กแลนด์โดยสิ้นเชิง หมู่เกาะฟอล์กแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวชาวอังกฤษ และเราจะปกป้องสิทธิ์ในการตัดสินใจของตนเอง จีนต้องเคารพอธิปไตยของหมู่เกาะฟอล์คแลนด์”

เฉินเว่ยหัวนักข่าวของ China Daily ของทางการจีนจึงสวนกลับว่า “แต่มันเป็นเรื่องโอเคงั้นหรือที่ สหราชอาณาจักรจะท้าทายอำนาจอธิปไตยของจีนในทะเลจีนใต้ด้วยการส่งเรือของกองทัพเรือมา? อย่างน้อยจีนไม่ได้ส่งกองทัพเรือของตนไปใกล้มัลบินัส หรือสิ่งที่คุณเรียกว่าฟอล์กแลนด์สัดกหน่อย”

สิ่งที่จีนทำจะเรียกว่าเป็นเกลือจิ้มเกลือก็ว่าได้ เพราะอังกฤษทำกับจีนไว้แสบสันตอนประท้วงฮ่องกง

คงจะจำกันได้ว่าตอนที่มีประท้วงฮ่องกงใหม่ๆ ประเทศตะวันตกเข้ามาขวางจีนต่างๆ นานา โดยเฉพาะอังกฤษที่เป็นเจ้าอาณานิคมเก่าของฮ่องกง ทำตัวเจ้ากี้เจ้าการเหมือนยังเป็นเจ้าของฮ่องกง ย้ำแล้วย้ำอีกว่าจีนจะต้องทำตาม “ปฏิญญาร่วมจีน-อังกฤษ” ซึ่งเป็นประหนึ่งสนธิสัญญาที่อังกฤษทำกับจีนตอนที่จะส่งมอบฮ่องกงคืนให้จีน

สาระสำคัญหลักๆ ของข้อตกลงนี้คือจีนจะให้อำนาจฮ่องกงปกครองตนเองในระดับหนึ่งตามหลัก “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ซึ่งต่อให้ไม่มีอังกฤษ จีนก็ต้องทำอยู่แล้ว เพราะฮ่องกงไม่สามารถใช้ระบบเดียวกับจีนได้ทันที ตามข้อตกลงนี้ฮ่องกงจะอยู่ในสภาพเดิมๆ ต่อไปอีก 50 ปีหลังจากกลับคืนสู่จีน

แต่ตั้งแต่ปี 2014 แล้วที่จีนพิจารณาว่า “ปฏิญญาร่วมจีน-อังกฤษ” หมดสภาพทางกฏหมาย แม้ว่าอังกฤษจะไม่ยอมให้มันหมดภาระผูกพันธ์ก็ตาม เอาจริงๆ จีนจะแหกปฏิญญานี้โดยไม่แยแสอังกฤษก็ทำได้ เพราะอังกฤษทำอะไรจีนไม่ได้อยู่แล้ว

หลังจากฮ่องกงวุ่นวายหนักเมื่อปี 2019 – 2020 ตามด้วยการเข้ามาวุ่นวายของอังกฤษ จีนอดทนรอเกือบปี จึงฟาดเปรี้ยงเข้าให้ด้วยการใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ กวาดล้างผู้ประท้วง ไล่ล่าแกนนำ กวาดจับผู้ที่กระด้างกระเดื่อง

แต่นั้นมาต่างชาติที่แย็บจีนเรื่องฮ่องกงก็ไปต่อไม่เป็น เพราะเห็นว่าจีนยอมเสียฮ่องกงดีกว่าปล่อยให้เป็นเป้าให้ชาติอื่นมาใช้โจมตีตน

พอดีเกิดการระบาดใหญ่ ฮ่องกงปิดตัวเองแน่นหนา แบบที่คนใดออกไม่ได้ คนนอกเข้าไม่ได้ การกวาดล้างจับกุมยิ่งหนักขึ้น การปิดฮ่องกงนั้นเหนียวแน่นจนกระทั่งบริษัทต่างชาติทนไม่ไหว ทยอยกันปิดสำนักงานในฮ่องกงแล้วย้ายไปสิงคโปร์

สื่อตะวันตกยิงข่าวโจมตีฮ่องกงในทำนองขู่ว่าถ้าไม่เปิดล่ะก็จะเสียท่าให้สิงคโปร์ แต่ฮ่องกงก็ก็ไม่ยอมแง้มประตูบ้าน

ฮ่องกงตอนนี้เดิมตามจีนทุกก้าว ชาติตะวันตกไม่สามารถครอบงำมันได้อีก เมื่ออยู่ในกำมือจนมั่น มันจึงเป็นโอกาสที่จีนจะสวนกลับเสียที

พออังกฤษเจอเล่นด้วยกลเม็ดตัวเองบ้างก็เต้นไม่เป็นส่ำ แต่ก็แค่โวยวายจีนไปแค่นั้น เพราะกำลังวุ่นวายกับกรณียูเครน แถมยังต้องคอยระวังเรื่องบินรบและเรือรบของรัสเซียที่มักไปป้วนเปี้ยนแถวบ้านตัวเอง

เหมือนกับที่เฉินเว่ยหัวบอก อังกฤษส่งเรือมาป้วนเปี้ยนที่ทะเลจีนใต้ได้ แต่พอคนอื่นส่งเรือมาแถวบ้านตัวเองก็โวยวายเหมือนกัน เรื่องนี้ไม่ต้องไปหาคนผิดคนถูก เพราะแต่ละประเทศทำแบบเดียวกันทั้งนั้น

ถามกันตรงๆ ว่าอังกฤษเกี่ยวกับกรณีพิพาททะเลจีใต้ตรงไหนถึงต้องส่งเรือรบมา?

ย้อนกลับไปตอนปี 2020 ที่การประท้วงในฮ่องกงกำลังพีคๆ หลิวเสี่ยวหมิง เอกอัครราชทูตรจีนประจำสหราชอาณาจักรในเวลานั้นกล่าวว่า “สหราชอาณาจักรแทรกแซงกิจการภายในของจีนอย่างโจ่งแจ้งและฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศและหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ควบคุมจีนไม่เคยแทรกแซงกิจการภายในของสหราชอาณาจักรสหราชอาณาจักรควรทำเช่นเดียวกันกับจีน ไม่เช่นนั้นจะต้องรับผลที่ตามมา”

หลังจากนั้นอังกฤษนอกจากจะไม่รามือ ยังส่งเรือรบมาเย้ยจีนด้วยซ้ำทั้งผ่านทะเลจีนใต้และช่องแคบไต้หวัน

พอจีนสวนกลับเบาๆ เรื่องเกาะมัลบินัสเท่านั้นถึงกับโอดครวญ จนลืมไปว่าตัวเองคเยทำอะไรกับเขาไว้บ้าง

บทความทัศนะโดย – ไทยแลเทศ

Photo by Argentinian Presidency / AFP

เมื่ออังกฤษเปิดให้คนธรรมดาสมัครเป็นราชาปกครองเกาะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675300

วันที่ 10 ก.พ. 2565 เวลา 14:00 น.เมื่ออังกฤษเปิดให้คนธรรมดาสมัครเป็นราชาปกครองเกาะ

เกือบ 200 คนจากทั่วโลกร่อนใบสมัครเป็น ‘ราชาคนใหม่’ ที่จะมาปกครองเกาะพีลของอังกฤษ

จะเป็นอย่างไรหากคุณสามารถเป็น “ราชา” หรือ “ราชินี” ปกครองพื้นที่สักที่หนึ่ง ตอนนี้เกาะเล็กๆ หนึ่งในหมู่เกาะเฟอร์เนส ในคัมเบรีย เขตปกครองทางตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษได้เปิดโอกาสนั้นให้กับทุกคนแล้ว

Barrow Borough Council ซึ่งเป็นผู้ดูแลเกาะกำลังเฟ้นหาราชาหรือราชินีคนใหม่ที่จะมาปกครอง เกาะพีล (Piel) เกาะขนาด 50 เอเคอร์แห่งนี้ เพื่อที่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในเดือนเม.ย.

โดยนับตั้งแต่เปิดรับสมัครเมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมา ตำแหน่งนี้ได้รับความสนใจจากทั่วทุกมุมโลก โดยมีผู้คนสนใจร่อนใบสมัครแล้วถึง 190 ฉบับ รวมถึงมีใบสมัครมาจากแอฟริกาด้วย

หากคุณกำลังสนใจที่จะเป็นราชาหรือราชินีที่นี่ ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยเพราะสภาได้ประกาศผ่านทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ที่ผ่านมาว่าปิดรับสมัครเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามรายงานของ Business Insider

หลังจากนี้จะมีพิธีราชาภิเษกสำหรับผู้ที่ได้รับการตัดเลือกให้ปกครองเกาะแห่งนี้ โดยไฮไลต์ของพิธีนี้คือการเทเบียร์ลงบนศีรษะ เพื่อต้อนรับว่าที่ราชาหรือราชินีองค์ใหม่ที่จะมาครองบัลลังก์

แซนดรา เบนส์ หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจและวัฒนธรรมกล่าวว่าตำแหน่งนี้มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการรักษาความสวยงามและธรรมชาติบนเกาะ แต่การเป็นราชาที่นี่อาจไม่ได้สบายอย่างที่หลายๆ คนฝัน

Independent ระบุว่าผู้ที่ได้รับการตัดเลือกจะต้องยอมรับสัญญา 10 ปี และต้องรับหน้าที่เป็นผู้จัดการทุกอย่างบนเกาะแห่งนี้ บำรุงรักษาเกาะ รวมถึงดูแลนักท่องเที่ยวที่มาแคมป์ปิ้ง และบริหารผับ The Ship Inn ผับแห่งเดียวบนเกาะที่มีมานาน 300 ปีแล้ว

น่าเสียดายที่เขาจะไม่ได้เป็นเจ้าของปราสาทพีล ที่ถูกทิ้งร้างในสมัยศตวรรษที่ 14 ซึ่งขณะนี้ได้รับการบริหารโดยองค์การอนุรักษ์แห่งอังกฤษ (English Heritage)

ปราสาทพีล (Gareth Page/Wikipedia)

เกาะแห่งนี้กำลังเฟ้นหาผู้ที่มีประสบการณ์ในการจัดการผับ สามารถทำงานเป็นเวลานาน และรับมือกับสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน สามารถมอบความบันเทิงให้แก่นักท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่ก็ต้องสามารถรับมือกับความอ้างว้างในช่วงโลว์ซีซั่นที่ไร้นักท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน

ในทางกลับกัน เขาจะได้เพลิดเพลินไปกับสัตว์ป่าและทิวทัศน์อันตระการตาของเกาะแห่งนี้

พีลเป็นทรัพย์สินที่ยิ่งใหญ่สำหรับคัมเบรีย เป็นสถานที่ที่ไม่เหมือนใคร ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกต้องยอมรับข้อจำกัดด้านพลังงานและสภาพอากาศ

ประเพณีการแต่งตั้งราชาเกาะพีลมีขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 โดยเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 1487 กองทัพที่หวังจะโค่นล้มพระเจ้าเฮนรีที่ 7 แห่งอังกฤษ ได้เดินทางมายังเกาะแห่งนี้ พร้อมกับเด็กชายอายุ 10 ขวบชื่อแลมเบิร์ต ซิมเนล ซึ่งแสร้งว่าอ้างว่าเป็น เอ็ดเวิร์ด แพลนทาเจเน็ท เอิร์ลแห่งวอริคที่ 17 ทายาทโดยชอบธรรมของราชบัลลังก์อังกฤษ แต่ในความเป็นจริงเขาเป็นเพียงเด็กชาวบ้านธรรมดา

ในปี 1800 ผู้คนในผับ The Ship Inn ร่วมกันตัดสินใจว่าเกาะพีลควรมีราชาของตัวเอง

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปยังเกาะพีลด้วยเรือเฟอร์รี่ ซึ่งจะมีให้บริการ 2 ครั้งต่อวันในช่วงไฮซีซั่น โดยนอกจากธรรมชาติอันงดงามแล้ว นักท่องเที่ยวมักจะเดินทางมาเยี่ยมชมซากปรักหักพังของป้อมปราการของปราสาทสมัยศตวรรษที่ 14 และดื่มเบียร์

Photo by Simon Ledingham/Wikipedia

ไม่กลัวแล้ว! สวีเดนยกเลิกตรวจโควิดทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675299

วันที่ 10 ก.พ. 2565 เวลา 13:10 น.ไม่กลัวแล้ว! สวีเดนยกเลิกตรวจโควิดทั่วประเทศ

ทางการสวีเดนยกเลิกการตรวจหาเชื้อแบบ PCR ทั่วประเทศเตรียมอยู่ร่วมกับโควิด

สำนักข่าว AP รายงานว่า ทางการสวีเดนยกเลิกตรวจ Covid-19 ในวงกว้าง แม้แต่ในกลุ่มผู้ที่แสดงอาการติดเชื้อ โดยยุติการให้บริการของเต็นท์ตรวจหาเชื้อเคลื่อนที่ ศูนย์ตรวจหาเชื้อด้วยการแยงจมูกแบบไดรฟ์อิน และการส่งอุปกรณ์ตรวจหาเชื้อไปที่บ้าน

การเคลื่อนไหวล่าสุดนี้แม้จะสวนทางกับประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนเผยว่าแนวทางของสวีเดนอาจกลายเป็นบรรทัดฐาน เนื่องจากการตรวจหาเชื้อที่มีค่าใช้จ่ายสูงไม่คุ้มค่าสำหรับสายพันธุ์โอมิครอนที่แพร่ระบาดได้ง่ายแต่ไม่รุนแรง และรัฐบาลสวีเดนเริ่มพิจารณาแนวทางการรับมือกับ Covid-19 แบบเดียวกับโรคประจำถิ่นอื่นๆ

คาริน เท็กมาร์ก วิเซลล์ ผู้อำนวยการสำนักงานสาธารณสุขสวีเดนเผยกับสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ SVT ว่า “สวีเดนมาถึงจุดที่ค่าใช้จ่ายของการตรวจหาเชื้อและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องไม่มีความสมเหตุสมผลอีกต่อไป หากต้องตรวจหาเชื้อให้กับทุกคนที่ติดเชื้อ ทางการจะต้องเสียงบประมาณสัปดาห์ละ 500 ล้านโครนา หรือ 1,794 ล้านบาท หรือเดือนละ 2,000 ล้านโครนา หรือ 7,178 ล้านบาท”

ปีที่แล้วเฉพาะพื้นที่กรุงสตอกโฮล์มที่เดียวมีค่าใช้จ่ายในการตรวจหาเชื้อแบบ PCR ถึง 320 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 10,470 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลสามารถนำเงินส่วนนี้ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ดีกว่า

นับตั้งแต่วันพุธเป็นต้นไป เฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ดูแลผู้สูงอายุ และผู้ที่มีความเสี่ยงสูงเท่านั้นที่จะได้รับการตรวจหาเชื้อแบบ PCR โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายหากมีอาการ ส่วนประชาชนกลุ่มอื่นให้กักตัวอยู่ที่บ้านหากมีอาการ

ส่วนชุดตรวจหาเชื้อที่สามารถตรวจด้วยตัวเอง (ATK) มีจำหน่ายตามซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านขายยาทั่วไป แต่ผลการตรวจจะไม่ถูกรายงานไปยังกระทรวงสาธารณสุข

ขณะที่ผู้ให้บริการด้านสุขภาพของเอกชนยังสามารถให้บริการตรวจหาเชื้อหรือออกไปรับรองสำหรับการเดินทางไปต่างประเทศได้ตามปกติ แต่ไม่สามารถเบิกเงินกับรัฐหรือประกันสุขภาพ

สวีเดนได้อานิสงส์จากอัตราการฉีดวัคซีนที่สูง โดยการวิจัยเมื่อช่วงปลายปี 2020 ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันอังคารระบุว่า พบภูมิคุ้มกันใน 85% ของกลุ่มตัวอย่าง

ทั้งนี้ สวีเดนไม่เคยล็อกดาวน์หรือสั่งปิดกิจการ แต่อาศัยความรับผิดชอบของประชาชนในการควบคุมการแพร่ระบาด และแม้จะมีตัวเลขผู้เสียชีวิตสูงเมื่อเทียบกับประเทศแถบนอร์ดิก แต่ยังต่ำกว่าหลายประเทศในยุโรปที่ใช้มาตรการล็อกดาวน์

Photo by Johan NILSSON / TT NEWS AGENCY / AFP

หวั่นกลายพันธุ์อีก! สหรัฐพบกวางติดเชื้อ Omicron

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675280

วันที่ 10 ก.พ. 2565 เวลา 11:05 น.หวั่นกลายพันธุ์อีก! สหรัฐพบกวางติดเชื้อ Omicron

สหรัฐพบกวางติดโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน หวั่นเกิดเชื้อกลายพันธุ์อีก

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ทีมนักวิจัยที่นำโดยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเพนซิลเวเนีย ค้นพบโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนในกวางหางขาวในนิวยอร์ก ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าสหรัฐอาจกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ เนื่องจากสหรัฐมีกวางถึง 30 ล้านตัว

ทีมวิจัยกล่าวว่าจากการวิเคราะห์ตัวอย่างเลือดและการสวอบ (Swab) จมูกกวางจำนวน 131 ตัวบนเกาะสแตเทนในนิวยอร์ก พบว่าเกือบ 15% มีแอนติบอดีต่อโควิด-19 ซึ่งชี้ให้เห็นว่ากวางเหล่านี้เคยติดเชื้อมาก่อน และยังมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อซ้ำจากโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่

“การแพร่ระบาดของไวรัสในสัตว์เพิ่มโอกาสที่ไวรัสจะแพร่มาสู่มนุษย์ ยิ่งไปกว่านั้นยังเพิ่มโอกาสที่ไวรัสจะพัฒนาไปสู่สายพันธุ์ใหม่” สุเรช คูชิพูดี นักจุลชีววิทยาสัตวแพทย์จากเพนซิลเวเนียกล่าว พร้อมเสริมว่า “เมื่อไวรัสกลายพันธุ์อย่างสมบูรณ์อาจสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้ และนั่นหมายความว่าเราจะต้องพัฒนาวัคซีนตัวใหม่อีกแล้ว”

การค้นพบครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการพบเชื้อโอมิครอนในสัตว์ป่า ขณะที่ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสหรัฐเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว

แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานว่าสัตว์กำลังแพร่เชื้อไวรัสสู่มนุษย์ แต่รายงานของกระทรวงเกษตรสหรัฐระบุว่าสัตว์ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่พบว่ามีการสัมผัสใกล้ชิดกับบุคคลที่ติดโควิด-19

เมื่อเดือนส.ค. ปีที่แล้ว รัฐบาลสหรัฐพบกวางติดโควิด-19 ครั้งแรกที่รัฐโอไฮโอ ทำให้รายชื่อของสัตว์ที่ทราบว่าติดโควิด-19 เพิ่มขึ้นมาอีก 1 ชนิด โดยก่อนหน้านี้กระทรวงเกษตรสหรัฐรายงานการติดโควิด-19 ในสัตว์ต่างๆ รวมทั้ง สุนัข แมว เสือ สิงโต เสือดาวหิมะ นาก กอริลล่า และมิงค์

Photo by Don EMMERT / AFP