บ้านเลขที่ 81 คฤหาสน์ผีสิงสุดหลอนกลางปักกิ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675221

วันที่ 09 ก.พ. 2565 เวลา 19:00 น.บ้านเลขที่ 81 คฤหาสน์ผีสิงสุดหลอนกลางปักกิ่ง

เปิดตำนานคฤหาสน์โบราณกลางกรุงปักกิ่งที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าความหลอนจนไม่มีใครกล้าอยู่

ถ้าพูดถึงอาคารสถานที่เก่าๆ อายุนับร้อยๆ ปี นอกจากจะนึกถึงเรื่องเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่มาพร้อมๆ กันคือ เรื่องราวลึกลับชวนขนหัวลุก อย่างเช่นสถานที่ที่ชื่อว่า บ้านเลขที่ 81 แห่งเฉาเน่ย (Chaonei No. 81) หรือโบสถ์เฉาเน่ย ที่ตั้งอยู่ในย่านเฉาหยางเหมินกลางกรุงปักกิ่งของจีน

อาคาร 2 ชั้นครึ่งแห่งนี้สร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ในสถาปัตยกรรมแบบเฟรนช์บาโรก โดยใช้อิฐเป็นวัสดุหลัก นอกจากตัวอาคารหลักแล้วยังมีสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ด้านนอกอยู่ด้วย

บ้านเลขที่ 81 แห่งเฉาเน่ย มีตำนานความหลอนเข้ามาเกี่ยวข้องหลายเรื่องจนได้รับการขนานนามว่าเป็น “บ้านผีสิงที่โด่งดังที่สุดของปักกิ่ง” และยังป๊อปปูลาร์มากในกลุ่มวัยรุ่นจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากภาพยนตร์สยองขวัญสามมิติเรื่อง The House That Never Dies ใช้อาคารแห่งนี้เป็นที่ถ่ายทำ

ตัวอาคารด้านทิศใต้ ภาพ: wikipedia/Daniel Case

ตำนานเรื่องแรกมีอยู่ว่า หลังจากพ่ายแพ้สงครามแย่งชิงอำนาจกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนช่วงปลายทศวรรษ 1940 นายทหารระดับสูงของพรรคก๊กมินตั๋งซึ่งอาศัยอยู่ในคฤหาสน์แห่งนี้ได้หนีไปไต้หวันพร้อมกับกลุ่มแนวร่วม โดยทิ้งภรรยา หรือบางตำนานบอกว่าเป็นภรรยาลับไว้ที่บ้านหลังนี้

ด้วยความสิ้นหวังต่อมาหญิงรายนี้จึงฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอกับขื่อ หลังจากนั้นคฤหาสน์หลังนี้ก็ถูกทิ้งร้าง แต่ในวันที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนองก็จะมีคนได้ยินเสียงกรีดร้องของผู้หญิงดังออกมาจากคฤหาสน์

ต่อมาคฤหาสน์หลอนหลังนี้ถูกใช้เป็นอาคารสำนักงานของหน่วยงานรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนหลายหน่วยงาน ยุวชนแดงในสมัยเหมาเจ๋อตงเคยเข้าครอบครองคฤหาสน์แห่งนี้ช่วงสั้นๆ ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 ก่อนจะย้ายออกไป

ว่ากันว่าการย้ายออกของยุวชนแดงก็เป็นเพราะเจอเรื่องหลอนๆ เข้า

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวการหายตัวไปโดยที่ไม่สามารถอธิบายได้ของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคฤหาสน์เลขที่ 81 ตำนานแรกมีอยู่ว่า จู่ๆ บาทหลวงชาวอังกฤษที่สร้างอาคารแห่งนี้เพื่อใช้เป็นโบสถ์ก็หายตัวไปก่อนที่การก่อสร้างจะแล้วเสร็จ

คนที่ถูกส่งออกไปตามหาก็ไม่พบบาทหลวงท่านนี้ แต่กลับเจอกับอุโมงค์ลับในห้องใต้ดินที่เชื่อมต่อไปยังย่านต้าซันจื่อซึ่งเป็นบริเวณใกล้เคียงด้านตะวันออกเฉียงเหนือ

ตัวอาคารด้านหลัง ภาพ: wikipedia/Daniel Case

ตำนานที่สองของเหตุการณ์หายตัวลึกลับเล่าว่า กลางดึกคืนหนึ่งคนงานก่อสร้าง 3 คนที่ทำงานอยู่ที่ชั้นใต้ดินของอาคารใกล้เคียงที่ยังสร้างไม่เสร็จเกิดเมาและพากันลุกขึ้นไปฉี่ พวกเขาสังเกตว่าผนังด้านหนึ่งของห้องใต้ดินมีรูจึงเดินไปสำรวจใกล้ๆ และพบว่าอีกฝากของกำแพงเป็นโพรงขนาดใหญ่

ด้วยความเมาจึงได้ถีบกำแพงที่กั้นระหว่างพวกเขากับบ้านเลขที่ 81 จนทำให้กำแพงนั้นทลายลงมาและพบว่าโพรงนั้นมืดสนิท ทั้ง 3 คนจึงชักชวนกันเดินเข้าไปสำรวจ และนับจากวันนั้นไม่เคยมีใครได้เห็นพวกเขาอีกเลย

ลือกันว่าเหตุการณ์ของคนงานก่อสร้างนี้คือเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลจีนเปลี่ยนใจไม่รื้อคฤหาสน์แห่งนี้ในช่วงปลายทศวรรษ 1990

อีกหนึ่งเรื่องหลอนเกี่ยวกับบ้านเลขที่ 81 แห่งเฉาเน่ย คือปรากฏการณ์ชวนขนลุกต่างๆ มีเรื่องเล่าว่าใครก็ตามที่เดินผ่านคฤหาสน์หลังนี้จะมีอาการกระสับกระส่าย ไม่สบายตัว หรือสัมผัสได้ถึงความหลอน และยังมีการพูดกันด้วยว่าในช่วงฤดูร้อน ประตูทางเข้าคฤหาสน์จะเย็นกว่าทางเข้าที่มีร่มเงาของบ้านสมัยใหม่ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 20 เมตร

ชาวกรุงปักกิ่งแซ่หลี่ซึ่งอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกับบ้านเลขที่ 81 แห่งเฉาเน่ยเผยกับ The New York Times เมื่อปี 2013 ว่า “แม้แต่ในช่วงทศวรรษ 1970 ผู้คนยังคิดว่าคฤหาสน์นี้มีผีสิง…ตอนเด็กๆ เราจะเล่นซ่อนหาในบ้าน แต่พวกเราไม่มีใครกล้าย่างเท้าเข้าไปโดยไม่มีเพื่อนเลย”

บ้านเลขที่ 81 แห่งเฉาเน่ยจากถนนฝั่งตรงข้าม ภาพ: wikipedia/Daniel Case

เรื่องเล่าและตำนานเหล่านี้ทำให้ไม่มีใครกล้าซื้อหรือเช่าคฤหาสน์หลังนี้นับตั้งแต่เปิดขายเมื่อปี 2017 แม้ว่าอาคารหลังอื่นๆ ในย่านนั้นมีการซื้อขายกันตลอดเวลา แถมยังซื้อขายกันในราคาที่สูงกว่าราคาประเมินการซ่อมแซมบ้านเลขที่ 81 แห่งเฉาเน่ย ที่อยู่ที่ราว 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐหลายเท่าตัว

ด้วยตำนานที่เผยแพร่กันแบบปากต่อปากทำให้อาคารแห่งนี้ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ที่ชอบ “ลองของ” แวะเวียนมาวัดใจกันอยู่เสมอๆ โดยห้องที่ได้รับความสนใจที่สุดเป็นห้องใต้ดินที่ทั้งมืดมิดและอับชื้น

นอกจากนี้ หลังภาพยนตร์เรื่อง The House That Never Dies ฉายเมื่อปี 2014 ยังมีคนแวะเวียนมาเยี่ยมชมคฤหาสน์หลอนหลังนี้ไม่ขาดสาย

บรรดาวัยรุ่นในกรุงปักกิ่งที่เคยไปที่คฤหาสน์หลังนี้เผยกับ The New York Times ว่า พวกเขาชอบที่คฤหาสน์ตั้งอยู่กลางกรุงและมีความหลอนมากกว่าบ้านผีสิงในภาพยนตร์จากฝั่งสหรัฐ

เช่นเดียวกับแฟนๆ คอสเพลย์ก็ไปที่นั่นกันมากขึ้น เพราะบรรยากาศในคฤหาสน์เป็นฉากหลังที่เฟอร์เฟ็กต์สำหรับการแต่งตัวในธีมสยองขวัญ

ภาพ: wikipedia/Daniel Case

ชีวิตในสลัมของ ‘ทายาทคนสุดท้าย’ แห่งจักรวรรดิโมกุล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675224

วันที่ 09 ก.พ. 2565 เวลา 17:30 น.ชีวิตในสลัมของ 'ทายาทคนสุดท้าย' แห่งจักรวรรดิโมกุล

“ลองจินตนาการดูสิ ผู้สืบสกุลของจักรพรรดิที่สร้างทัชมาฮาล ตอนนี้ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสลัมอย่างยากจนข้นแค้น”

จักรวรรดิโมกุลเป็นจักรวรรดิยิ่งใหญ่ที่ปกครองบริเวณอนุทวีปอินเดียในสมัยศตวรรษที่ 16-19 ก่อนที่อังกฤษจะเริ่มแผ่อิทธิพลจนสามารถยึดครองอินเดีย จนในที่สุดจักรวรรดิโมกุลต้องล่มสลาย พระราชวงศ์ที่ไม่ถูกปลงพระชนม์ก็ต้องถูกเนรเทศ

รวมถึงจักรพรรดิบาฮาดูร์ ชาห์ ซาฟาร์ กษัตริย์องค์สุดท้ายของจักรวรรดิโมกุล ถูกเนรเทศไปยังย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา และใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชนไปจนลมหายใจสุดท้าย เป็นอันจบสิ้นจักรวรรดิโมกุลอันยิ่งใหญ่ที่ปกครองอินเดียมากว่า 300 ปี

แต่ล่าสุด ซุลตานา เบกุม หญิงชาวอินเดียวัย 68 ปี เผยต่อเอเอฟพีว่าเธอคือ “ทายาทคนสุดท้าย” ของจักรวรรดิโมกุล

เบกุมใช้ชีวิตอย่างอัตคัตในห้องแคบๆ ที่ตั้งอยู่ในสลัมเขตชานเมืองของโกลกาตา รัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย เธอต้องแชร์ห้องครัวกับเพื่อนบ้าน และใช้น้ำจากก๊อกน้ำส่วนกลางตามถนน

“ลองจินตนาการดูสิ ผู้สืบสกุลของจักรพรรดิที่สร้างทัชมาฮาล ตอนนี้ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสลัมอย่างยากจนข้นแค้น” เบกุมกล่าวกับเอเอฟพี

ก่อนหน้านี้เบกุมเปิดร้านน้ำชาเล็กๆ ใกล้บ้าน แต่มันถูกรื้อทิ้งเมื่อมีการขยายถนน และตอนนี้เธออยู่รอดด้วยเงินบำนาญก้อนเล็กๆ ที่ได้เพียงเดือนละ 6,000 รูปี (ประมาณ 2,600 บาท)

ในบรรดาทรัพย์สินเล็กๆ น้อยๆ ที่เหลืออยู่ของเธอ มีบันทึกการแต่งงานเมื่ออายุ 14 ปี กับ มีร์ซา โมฮัมหมัด เบดาร์ บัคต์ ซึ่งเธอออ้างว่าเป็นเหลนของจักรพรรดิบาฮาดูร์ ชาห์ ซาฟาร์ กษัตริย์องค์สุดท้ายของจักรวรรดิโมกุลผู้ปกครองอินเดีย

หลังจากที่สามีของเธอเสียชีวิตในปี 1980 เธอใช้เวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมาเพื่อทวงสิ่งที่เธอควรจะได้รับ

เบกุมจ้างทนายเพื่อยื่นฟ้องต่อศาล โดยเรียกร้องทรัพย์สินที่เธอควรได้รับ รวมถึงป้อมแดง ป้อมปราการซึ่งเคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์โมกุล และขอให้ทางการรับทราบสถานะของเธอในฐานะพระราชวงศ์

“ฉันหวังว่ารัฐบาลจะให้ความยุติธรรมกับฉัน อะไรที่เป็นของใครมันก็ต้องกลับคืนสู่เจ้าของ” เบกุมกล่าว

อย่างไรก็ตาม ศาลปฏิเสธคำร้องของเธอเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยให้เหตุผลว่าทีมทนายของเธอไม่สามารถให้เหตุผลได้ว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ตลอดระยะเวลา 150 ปีที่ผ่านมา ทำไมจึงไม่มีทายาทของจักรพรรดิบาฮาดูร์ ชาห์ ซาฟาร์คนใดที่ยื่นฟ้องเพื่อเรียกร้องสิทธิเหมือนกับเธอ”

ย้อนกลับไปก่อนที่จักรวรรดิโมกุลจะล่มสลาย ขณะนั้นเกิดการจลาจลครั้งใหญ่ในอินเดีย ซึ่งตอนนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “สงครามเพื่ออิสรภาพครั้งแรกของอินเดีย” ส่งผลให้อังกฤษไม่พอใจอย่างมากและเข้าปราบจลาจลอย่างไร้ความปราณี พระราชวงศ์ถูกปลงพระชนม์โดยทหารอังกฤษ ส่วนที่เหลือถูกเนรเทศ

ขณะที่จักรพรรดิบาฮาดูร์ ชาห์ ซาฟาร์ ถูกตั้งข้อหาให้การสนับสนุนกบฎต่อต้านอังกฤษ พยายามเรียกร้องเอกราช และมีส่วนรู้เห็นในการสังหารชาวอังกฤษ และถูกเนรเทศไปยังย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา

ป้อมแดง พังเสียหายภายหลังการจลาจลก่อนที่จะมีการปรับปรุงใหม่ในช่วงศตวรรษที่ 20 นับแต่นั้นมาสถานที่แห่งนี้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งอิสรภาพของอินเดียจากการปกครองของอังกฤษ โดยปัจจุบันป้อมแดงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก ในปี 2007

แม้ว่าเบกุมจะยังไม่สามารถทวงคืนป้อมแดงมาเป็นของเธอได้ แต่เธอยังไม่สิ้นหวังที่จะทำให้ทางการยอมรับว่าเธอเป็นผู้รับผลประโยชน์โดยชอบธรรมจากมรดกของจักรวรรดิอินเดียรวมถึงป้อมแดง โดยทีมทนายความยืนยันว่าคดีความจะยังคงดำเนินต่อไป

“ฉันหวังว่าวันนี้ พรุ่งนี้ หรืออีก 10 ปีข้างหน้า ฉันจะได้รับสิ่งที่ฉันสมควรได้รับ…ฉันจะทวงคืน และฉันแน่ใจว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้น” เบกุมยืนหยัดที่จะสู้ต่อเพื่อทวงคืนสิ่งที่ควรเป็นของเธอ

Photo by DIBYANGSHU SARKAR / AFP

‘จระเข้แห่งวอลสตรีท’ กับการฉกเงิน Bitcoin ครั้งใหญ่สุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675218

วันที่ 09 ก.พ. 2565 เวลา 16:32 น.'จระเข้แห่งวอลสตรีท' กับการฉกเงิน Bitcoin  ครั้งใหญ่สุด

คดีของผู้ที่ประกาศตัวเองว่า ‘จระเข้แห่งวอลล์สตรีท’ และถูกจับพร้อม Bitcoin ก้อนโต คือตัวอย่างล่าสุดและใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของการขโมยทรัพย์ออนไลน์ แต่ก็สะท้อนถึงการเปิดกว้างของข้อมูลในบล็อกเชนที่นำไปสู่การจับกุมได้ในที่สุด

เฮเธอร์ มอร์แกน (Heather Morgan) เป็นอินฟลูเอนเซอร์ “สายธุรกิจ” ทเธอร้องเพลงแร็พเกี่ยวกับบริษัทยักษ์ใหญ่ เธอยังทำอะไรแปลกๆ อย่างออกกระเป๋าถือที่ได้รับแรงบันดาลใจจากซอสมะเขือเทศที่ไหลเยิ้ม เป็นนักเขียนให้กับ Forbes และ Inc. เว็บไซต์ธุรกิจที่มีชื่อเสียง เธอเป็นคนที่มีชื่อเสียงในแบบของตัวเอง และเรียกตัวเองว่า ‘Crocodile of Wall Street’ หรือ ‘จระเข้แห่งวอลสตรีท’

นอกจากนี้ เธอยังถูกกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กล่าวหาว่าช่วยฟอกเงินในการลักขโมยครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของ Bitcoin 

คำฟ้องต่อมอร์แกนและสามีของเธอ คือ อีเลีย หรือ ดัตช์ ลิคเทนสไตน์ (Ilya “Dutch” Lichtenstein) โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ระบุข้อกล่าวหาต่อเธอและเขาว่าทำการถอนเงินจาก Bitcoin ที่ถูกขโมยไปจำนวน 4,500 ล้านดอลลาร์ รอยเตอร์สชี้ว่านี่เป็นคดีที่ตอกย้ำการรที่รัฐบาลสหรัฐดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมจากคริปโตเคอร์เรนซี่

ทั้งคู่เสี่ยงที่จะเจอกับโทษจำคุกถึง 20 ปีหากพบว่ากระทำความผิดจริง

มอร์แกนและสามีถูกกล่าวหาว่าพยายามฟอกเงินจำนวน 119,754 Bitcoin ซึ่งมีมูลค่า 65 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถูกขโมยไประหว่างการแฮ็ก Bitfinex แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสกุลเงินเสมือนในปี 2016 ซึ่งมีเงินถูกฉกไปทั้งสิ้น 4,500 ล้านดอลลาร์อย่างที่รายงานไปข้างต้น

มูลค่าของ Bitcoin เหล่านั้นพุ่งสูงขึ้นอย่างมากตั้งแต่ถูกแฮกในปี 2016 ซึ่งมีมูลค่า 71 ล้านดอลลาร์ และตอนนี้มูลค่าของมันเป็นพันล้านแล้ว

“การจับกุมในวันนี้ และเป็นการจับกุมทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดของกระทรวงการคลัง แสดงให้เห็นว่าสกุลเงินดิจิทัลไม่ใช่ที่หลบภัยสำหรับอาชญากร” ลิซา โมนาโก รองอัยการสูงสุดสหรัฐกล่าวในแถลงการณ์

อัยการกล่าวว่าสกุลเงินดิจิทัลที่ถูกขโมยบางส่วนถูกส่งไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ควบคุมโดย สามีของมอร์แกน ซึ่งเขาอธิบายตัวเองบนโซเชียลมีเดียว่าเป็น “ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี นักเข้ารหัส และนักลงทุน”

ประมาณ 25,000 Bitcoin ที่ถูกขโมยถูกโอนออกจากกระเป๋าเงินในอีก 5 ปีต่อมา “ผ่านเครือข่ายอันซับซ้อนของธุรกรรมสกุลเงินดิจิทัล” และเงินบางส่วนถูกฝากเข้าบัญชีที่ทั้งคู่เปิดทางออนไลน์ รวมถึงโดยใช้ข้อมูลประจำตัวเท็จ

ทั้งคู่ใช้วิธีการผสมผสารทั้ง “วิธีการแบบเดิม” และ “ธุรกรรมที่ซับซ้อนมาก” ในการงุบงิบ Bitcoin แล้วเงินดังกล่าวถูกใช้เพื่อซื้อสินค้าต่างๆ เช่น ทองหรือ NFT ดิจิทัล ตามรายงานของเจ้าหน้าที่สหรัฐ

บิทคอยน์ที่เหลือซึ่งปัจจุบันมีมูลค่า 3,600 ล้านดอลลาร์ถูกกู้คืนโดยผู้ตรวจสอบของสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยได้ดำเนินการตามหมายค้นเพื่อค้นหาบัญชีออนไลน์ของทั้งคู่ และสามารถกู้คืนกุญแจความปลอดภัยที่อนุญาตให้เข้าถึงกระเป๋าเงินดิจิทัลได้

Bitfinex ได้เสนอรางวัลมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สำหรับข้อมูลที่นำไปสู่การกู้คืนกองทุนที่ถูกขโมยไป แต่กระทรวงยุติธรรมปฏิเสธที่จะบอกรางวัลนำจับมีส่วนในการนำไปสู่การจับกุม ‘จระเข้แห่งวอลสตรีท’ หรือไม่

ผู้ช่วยอัยการสูงสุด เคนเนธ โพไลต์ จูเนีย์ กล่าวว่าคดีนี้ “แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าเราสามารถติดตามเงินผ่านบล็อคเชนได้ และเราจะไม่อนุญาตให้สกุลเงินดิจิทัลเป็น… พื้นที่แห่งความไร้ระเบียบภายในระบบการเงินของเรา”

คดีนี้ถูกมองว่าคริปโตเป็นตัวช่วยในการฟอกเงิน The Verge รายงานว่า รัฐบาลอ้างว่าการฟอกเงินของมอร์แกนและสามี มีทั้งการแลกคริปโตกับบัตรของขวัญอื่นๆ ของห้าง Walmart, บริษัท Uber, Hotels.com และ PlayStationทั้งคู่โกหกระหว่างกทำการแลกเปลี่ยนเพื่อฟอกเงินถึงวิธีการที่พวกเขาได้รับ Bitcoin มาและโกหกว่าพวกเขากำลังทำอะไรกับมัน

“ในความพยายามที่ไร้ผลในการรักษาความเป็นบุคคลนิรนามทางดิจิทัล จำเลยได้ฟอกเงินที่ถูกขโมยผ่านเขาวงกตของการทำธุรกรรมสกุลเงินดิจิทัล ต้องขอบคุณการทำงานอย่างพิถีพิถันของผู้บังคับใช้กฎหมาย ทางหน่วยงานได้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าสามารถและจะติดตามเงินได้อย่างไร ไม่ว่ามันจะอยู่ในรูปแบบใดก็ตาม” ลิซา โมนาโก รองอัยการสูงสุดสหรัฐกล่าวในแถลงการณ์

ทางด้าน เอรี เรดบอร์ด อดีตอัยการรัฐบาลกลาง ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและรัฐบาลที่ TRM Labs บริษัทข่าวกรองบล็อคเชนกล่าวกับ Bloomberg ว่าคดีนี้และการจับกุมในวันนี้ไม่ธรรมดา “นี่เป็นข้อพิสูจน์เพิ่มเติมว่าธรรมชาติของบล็อคเชน – บัญชีแยกประเภทที่เปิดเสรีตลอดกาล – ช่วยให้ผู้ตรวจสอบติดตามเงินในแบบที่เป็นไปไม่ได้ในเครือข่ายที่ถูกปกปิดและซับซ้อนของบริษัทต่างๆ และท่ามกลางกองเงินจำนวนมากมายที่ถูกลักลอบ”

Photo – Razzlekhan / @razzlekhanrap / Facebook

สะดุดแล้วต้องซ้ำ ทำไมชาวโลกจึงไม่มีเมตตากับ ‘เมตา’?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675136

วันที่ 09 ก.พ. 2565 เวลา 14:43 น.สะดุดแล้วต้องซ้ำ ทำไมชาวโลกจึงไม่มีเมตตากับ 'เมตา'?

บทความทัศนะ – ชื่อของ ‘เมตา’ อาจจะยังไม่คุ้นหูนัก ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ แต่คนที่น่นเชื่อว่ามันคืออนาคต โดยเฉพาะธุรกิจที่ (สูบเงินมหาศาล) จะเป็นอนาคตในสายตาพวกเขาอย่าง ‘เมตาเวิร์ส’

ในพลันที่มีข่าวออกมาว่า Meta Platforms, Inc. หรือในชื่อเดิมว่า Facebook, Inc. ประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 ปีที่แล้วที่พังสุดๆ พร้อมประกาศว่าที่พังนั้นเพราะไปลงทุนกับธุรกิจใหม่ Metaverse และเผยด้วยว่ายอดผู้ใช้ Facebook ลดลงเป็นครั้งแรก

ปฏิกิริยาที่เห็นออกไปในทางยิ้มเยาะ สมน้ำหน้า ไม่เห็นอกใจ หรือถึงขั้นติดแฮชแท็ก #DeleteFacebook

ปุ่มกดหัวเราะใน Facebook (รวมถึงปุ่มแสดงอารมณ์ต่างๆ นานา) ซึ่งเป็น ‘นวัตกรรม’ ที่สร้างความร้าวฉานในหมู่ยูสเซอร์นับร้อยนับพันล้านคน กลายเป็นสิ่งที่กลับมาทิ่มแทง Meta เสียเอง เพราะส่วนใหญ่มีแต่คนหัวเราะใส่ข่าวร้ายของบริษัทนี้

ยิ่งเมื่อไปคลิกอ่านคอมเมนต์ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ ส่วนน้อยบอกว่า “สมควร” ส่วนมากบอกในทำนองว่า “ว่าแล้วต้องเป็นแบบนี้”

ยูสเซอร์จำนวนไม่น้อย รวมถึงคนเขียนเคยชอบ Facebook แบบที่ขาดมันไม่ได้ และรู้สึกว่ามันเป็นหนึ่งในโลกโซเชียลยากที่จะหาใครโค่นได้

ซึ่งมันยังเป็นแบบนั้น Facebook ยังเป็นโซเชียลมีเดียอันดับหนึ่งของโลก แต่จำนวนผู้ใช้ที่ลดลงเป็นลางบอกอนาคตร้ายๆ แบบที่ปฏิเสธไม่ได้

เราไม่ต้องไปดูสถิติให้เสียเวลา อ่านในช่องคอมเมนต์ก็มีคนแลกเปลี่ยนความเห็นกันให้สนุกว่า คนเจนใหม่ๆ ไม่มีใครใช้ Facebook กันแล้ว เหลือแต่เจนรุ่นซีเรียร์ที่อยู่กับมันมาตั้งแต่แรกๆ พวกนี้คือ Customer Loyalty จริงๆ แต่กำลังถูกทอดทิ้ง

นี่คือสาเหตุประการแรกที่ Facebook จะหมดอนาคต เหมือนญี่ปุ่นที่อัตรตาการเกิดต่ำ มีแต่คนแก่ แต่ไม่มีคนรุ่นใหม่มาเติม อนาคตของ Facebook จะเป็นแบบนั้น

แต่นั่นยังไม่หนักเท่ากับ Facebook กวนโมโหยูสเซอร์ที่ยังภักดีครั้งแล้วครั้งเล่า

เรื่องการยิงแอดหรือโฆษณาแบบรัวๆ และออกแบบการพรีเซนต์แอดที่ย่ำแย่ ยังพอให้อภัยได้ เพราะบริษัทต้องทำรายได้

แต่การบดบังฟีดของยูสเซอร์จนรวนไปหมด ด้วยเหตุผลว่าต้องการให้เชื่อมต่อกับคนรู้จักและเพื่อนมากกว่าจะเชื่อมต่อกับเพจต่างๆ

และยังยัดเยียด “สิ่งแปลกปลอม” เข้ามาในแพลตฟอร์มครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงเพื่อที่จะมีทุกอย่างที่คู่แข่งมี แต่ไม่รู้ทำไมต้องเอามากองในแพลตฟอร์มเดียวจนมั่วไปหมด

ความมั่วจนจับต้นชนปลายไม่ถูก คือสูตรสำเร็จของหายนะชัดๆ

ผลก็คือตอนนี้มีแต่เสียงบ่นว่า เข้าหน้า Facebook แล้วมีแต่เรื่องที่ถูกถูกยัดเยียดให้เสพโดยการทำงานของอัลกอริธึม ซึ่งทำงานได้น่าดูชมมาก เช่น “ข่าวด่วน” กว่าจะเดินทางมาถึงผู้ใช้ บางครั้งใช้เวลาถึง 4 – 5 วัน!

เพจที่ยูสเซอร์ต้องการจะติดตามถูกซ่อน แต่ถูกบังคับให้เสพเพจที่จ่ายสปอนเซอร์ เป็นความน่ารำคาญอย่างหาที่สุดไม่ได้

เปรียบเทียบกับโซเชียลมีเดียอื่นๆ ที่ข่าวด่วนก็มากันด่วนจริง เพจที่ติดตามโผล่ตามธรรมชาติ ทุกอย่างเป็นไปตามที่ผู้ใช้ต้องการ หรืออย่างน้อยพบกันครึ่งทางระหว่างผู้ใช้และแพลตฟอร์ม

ผู้คนจึงเบื่อหน่ายแพลตฟอร์มของ Meta ที่ยัดเยียดจนเกินไป ซึ่งมันไม่ใช่แค่ Facebook แต่ยังลามไปถึง Instagram ด้วย

นี่อาจเป็นปัญหาของยูสเซอร์ในระดับสากล แต่บางผู้คนในประเทศยังไม่พอใจ Facebook เพราะคิดว่ามันคือตัวทำลายประชาธิปไตยและทำลายข้อมูลที่น่าเชื่อถือ แม้ว่าบริษัทนี้จะพยายามแค่ไหนก็ตาม ยังสลัดไม่พ้นต่างข้อกล่าวหาเรื่องนี้

การจัดการของ Meta เพื่อพยายามบอกว่าพวกเขาค้ำชูด้วยการออกมาตรการต่างๆ นานา บางกรณีผู้คนยิ่งไม่พอใจอีก เพราะคิดว่า Meta ทำตัวไม่เป็นกลางจริงๆ และคิดว่าพยายามใช้อำนาจเสมือนจริงแทรกแซงการเมืองในโลกจริงๆ

นั่นเป็นเรื่องของการเมืองบางประเทศ ในประเทศส่วนใหญ่ปัญหาอยู่ที่ความไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้มากกว่า

ดูเหมือนว่าซักเคอร์เบิร์กจะไม่จริงจังกับการทำให้ Facebook แบบออริจินัลพ้นจากความโกลาหล เพราะเขากำลังหมกมุ่นกับ Metaverse โลกเสมือนจริงที่เขาเชื่อมันต้องเป็นอนาคตแน่ๆ มันต้องทำเงินแน่ๆ แต่ปรากฏยังไม่ไปไหนก็ดูดเงินของบริษัทไปมากมาย

กูรูในวงการเทคคนแล้วคนเล่าเริ่มออกมาพูดว่า Metaverse มันไม่เวิร์ก มันเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ แม้แต่ยูสเซอร์ทั่วไปก็บอกว่าไม่รู้จะยุ่งยากกับมันไปทำไม ในเมื่อมีฟีเจอร์ที่ใช้ง่ายและดีไซน์ดีกว่านี้มาก?

อีกเรื่องที่ยูสเซอร์รุ่นออริจินัลต้องเตรียมใจไว้คือ ซักเคอร์เบิร์กบอกให้พนักงาน Meta ทุ่มเทกำลังเต็มที่กับวิดิโอคลิป (สั้นๆ) เพื่อรับมือกับ “การแข่งขันอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน” จากคู่แข่ง คือ TikTok

พูดก็พูดคือซักเคอร์เบิร์กยังคิดว่าผู้ใช้ลดลงเพราะคู่แข่ง แน่นอนเรื่องนี้มันเกี่ยวด้วยอย่างมาก แต่ที่เกี่ยวเหมือนกันคือการที่เขาไม่แยแสผู้ใช้กลุ่ม Customer Loyalty เอาเลย 

กลุ่มนี้ที่แหละที่ออกมาเย้ยและขยี้ Meta มากที่สุด

เหมือนกับที่บริษัทของซักเคอร์เบิร์กโพล่งออกมาว่าพร้อมที่จะปิด Facebook กับ Instagram ในยุโรป เพราะทางการยุโรปไม่ต้องการให้ Meta นำดาต้าจากยุโรปไปจัดการที่สหรัฐ เพราะเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้

หลังจากคำขู่นี้ออกมาผู้คนยิ่งหัวเราะเยาะ เย้ยว่าจะปิดก็ปิดไปเลย ไม่มีโซเชียลมีเดียพวกนี้ ชีวิตน่าจะขึ้นด้วยซ้ำ

ซึ่งคนที่ออกมากระทืบซ้ำเหล่านี้ก็ครื้นเคร่งกันในแพลตฟอร์มของ Meta นั่นเอง

แม้แต่โรเบิร์ต ฮาเบค รัฐมนตรีเศรษฐกิจของเยอรมนี กล่าวกับผู้สื่อข่าวในงานพร้อมกับบรูโน เลอ แมร์ รัฐมนตรีคลังของฝรั่งเศสในกรุงปารีสเมื่อวันจันทร์ว่า “หลังจากถูกแฮ็ก ผมใช้ชีวิตโดยปราศจาก Facebook และ Twitter มาเป็นเวลาสี่ปีแล้ว และชีวิตก็แสนวิเศษ” 

ส่วน เลอ แมร์ กล่าวเสริมว่า “ผมยืนยันได้ว่าชีวิตจะดีมากถ้าไม่มี Facebook และเราจะอยู่ได้อย่างดีถ้าไม่มี Facebook”

บทความทัศนะโดย ไทยแลเทศ

วิจัยยืนยันบุหรี่ไฟฟ้าไม่ช่วยเลิกบุหรี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675188

วันที่ 09 ก.พ. 2565 เวลา 14:00 น.วิจัยยืนยันบุหรี่ไฟฟ้าไม่ช่วยเลิกบุหรี่

การใช้บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ ซ้ำยังเสี่ยงกลับมาสูบอีก

การวิจัยที่นำโดย จอห์น พี. เพียซ จากศูนย์มะเร็งมัวร์สแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียซานดิเอโก ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Tobacco Control พบว่า การใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อช่วยให้เลิกสูบบุหรี่มีประโยชน์น้อยกว่าวิธีการเลิกสูบบุหรี่แบบดั้งเดิมอย่างการใช้นิโคตินทดแทน (NRT) แผ่นแปะผิวหนัง หรือหมากฝรั่ง

นักวิจัยใช้ข้อมูลจากการสำรวจประชากรเรื่องบุหรี่กับสุขภาพของสหรัฐ (PATH) ที่ติดตามการใช้บุหรี่ของชาวอเมริกันในสถานการณ์จริงซึ่งถือเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ โดยใช้ข้อมูลล่สุดตั้งแต่ปี 2017-2019 โดยมีผู้สูบบุหรี่ที่พยายามเลิกสูบ 3,578 คน และผู้ที่เพิ่งเลิกสูบบุหรี่ 1,323 คน

การเปรียบเทียบการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อเลิกสูบบุหรี่กับการไม่ใช้อะไรเลย และการใช้บุหรี่ไฟฟ้ากับ NRT หรือยาช่วยเลิกบุหรี่ที่ขึ้นทะเบียนกับองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) พบว่า ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ระหว่างปี 2013-2016 ด้วยการเปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าหรือผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่น 8.5% มีแนวโน้มที่จะกลับมาสูบบุหรี่อีก เมื่อเทียบกับผู้ที่เลิกใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทั้งหมด

และในปี 2019 สัดส่วนของผู้ที่เพิ่งเลิกสูบบุหรี่ที่เปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 22% จาก 15% ในปี 2017 โดยบางคนใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่มีนิโคตินสูง และเกือบ 60% ของผู้ที่เพิ่งเลิกสูบบุหรี่โดยใช้บุหรี่ไฟฟ้ากลับไปสูบบุหรี่อีกภายในปี 2019

ผู้ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ประสบความสำเร็จในการเลิกสูบบุหรี่น้อยกว่าผู้ที่เลิกสูบแบบหักดิบโดยไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบใดๆ เลย

นอกจากนี้ การวิจัยก่อนหน้านี้ของเพียซและทีมยังพบว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นหนทางนำไปสู่การใช้สารเสพติดที่รุนแรงกว่าในวัยรุ่นหลายคน โดยวัยรุ่นอายุระหว่าง 12-24 ปีที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้า มีแนวโน้มที่จะขยับเป็นผู้สูบบุหรี่ประจำถึงสามเท่าในอนาคต

ทั้งนี้ ข้อมูลถูกเก็บรวบรวมจากปัจจัยที่อาจมีอิทธิพล เช่น เชื้อชาติ รายได้ครัวเรือน ระดับการพึ่งพาบุหรี่ เวลานับตั้งแต่พยายามเลิกบุหรี่ครั้งล่าสุด และอายุที่เริ่มสูบบุหรี่

Justin Sullivan/Getty Images/AFP

สงครามยุคใหม่! ยูเครนระดมทุนสู้รัสเซียด้วย ‘คริปโต’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675186

วันที่ 09 ก.พ. 2565 เวลา 13:30 น.สงครามยุคใหม่! ยูเครนระดมทุนสู้รัสเซียด้วย 'คริปโต'

กลุ่ม NGO และแฮ็กเกอร์ที่สนับสนุนยูเครนได้รับบริจาคคริปโตเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังเกิดวิกฤตตึงเครียดกับรัสเซีย

Reuters อ้างรายงานจากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลด้านบล็อกเชน Elliptic ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา ระบุว่า องค์กรเอกชนและกลุ่มนักแฮ็กข้อมูลทางไซเบอร์ที่ให้การสนับสนุนยูเครน สามารถระดมทุนในรูปแบบสกุลเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังเกิดความตึงเครียดบริเวณชายแดนยูเครน ท่ามกลางความกังวลว่ายูเครนจะถูกโจมตีโดยกองทัพรัสเซีย

รายงานระบุว่าในปี 2021 มีการบริจาคสกุลเงินดิจิทัลไปยังองค์กรเอกชนเหล่านี้มูลค่ากว่า 550,000 เหรียญสหรัฐ โดยบางส่วนใช้ในการจัดหาอุปกรณ์ให้แก่กองกำลังยูเครน ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับ 6,000 เหรียญสหรัฐในปี 2020

Elliptic ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดิจิทัลบนบล็อกเชน พบว่ากลุ่ม Come Back Alive ซึ่งมีฐานอยู่ในเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน เริ่มระดมทุนคริปโตในปี 2018 แต่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2021 ได้รับบริจาคคริปโตไปแล้วมูลค่าเกือบ 200,000 เหรียญสหรัฐ

โดยกลุ่ม Come Back Alive กล่าวว่าได้จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์และเวชภัณฑ์ให้แก่กองทัพยูเครน รวมถึงโดรน กล้องติดปืนไรเฟิลซุ่มยิง และระบบเฝ้าระวัง

“เราสร้างกระเป๋าเงิน Bitcoin เนื่องจากมีผู้คนเรียกร้อง เราต้องการอำนวยความสะดวกให้แก่ทุกคนที่ต้องการสนับสนุนเรา” Come Back Alive กล่าวกับ Reuters

นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม Ukrainian Cyber Alliance ซึ่งสามารถระดมทุนได้เกือบ 100,000 เหรียญสหรัฐในปีที่ผ่านมา โดยกลุ่มอธิบายตัวเองบนแฟนเพจเฟซบุ๊กว่าเป็น “ชุมชนนักแฮ็กข้อมูลจากเมืองต่างๆ ของยูเครน และส่วนต่างๆ ของโลก” โดยมีเป้าหมายเพื่อเจาะข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงและการเมืองของรัสเซีย และส่งต่อข้อมูลไปยังกองทัพยูเครน

อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งชื่อว่า Myrotvorets Center ซึ่งใช้วิธี doxxing หรือเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัว กลั่นแกล้ง คุกคามความเป็นส่วนตัว ต่อผู้ที่สนับสนุนรัสเซีย สามารถระดมทุนได้อย่างน้อย 267,000 เหรียญสหรัฐ ตามรายงานของ Elliptic

รวมถึงกลุ่ม Belarusian Cyber-Partisans ซึ่งให้การสนับสนุนยูเครนก็ได้รับบริจาค Bitcoin เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยมีคริปโตเพิ่มขึ้นมูลค่า 84,000 เหรียญสหรัฐในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา

Elliptic กล่าวว่าคริปโตเคอร์เรนซีเป็นทางเลือกที่แข็งแกร่งและเติบโตขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการใช้เป็นเงินบริจาคให้แก่ประเทศอื่นๆ เนื่องจากสามารถส่งและรับได้โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน ทำให้องค์กรเหล่านี้สามารถระดมทุนจำนวนมากได้โดยไม่ต้องพึ่งสถาบันทางการเงิน และไม่ต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวด

ทั้งนี้ ในปี 2020 ยูเครนได้เข้มงวดกับการตรวจสอบเพื่อเฝ้าระวังการฟอกเงิน โดยเรียกร้องให้มีการตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชนสำหรับการโอนเงินในประเทศบางกรณี ส่วนการโอนเงินข้ามพรมแดนก็อยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างเข้มงวด

AFP PHOTO / VASILY MAXIMOV

เศรษฐีเช็กงานเข้า! โชว์ซิ่งรถสปอร์ต 417 กม./ชม. บนทางด่วนเยอรมนี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675173

วันที่ 09 ก.พ. 2565 เวลา 11:30 น.เศรษฐีเช็กงานเข้า! โชว์ซิ่งรถสปอร์ต 417 กม./ชม. บนทางด่วนเยอรมนี

แม้จะไม่มีการจำกัดความเร็วบนมอเตอร์เวย์ในเยอรมนี แต่เศรษฐีชาวเช็กคนนี้อาจไม่รอด

แม้ว่าเยอรมนีจะขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ไม่จำกัดความเร็วบนมอเตอร์เวย์ (Autobahn) แต่ล่าสุด ราดิม พาสเซอร์ เศรษฐีชาวเช็กคนนี้กำลังถูกสอบสวนและอาจถูกดำเนินคดี หลังขับขี่ด้วยความเร็วถึง 417 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมโพสต์คลิปโชว์ชาวเน็ต

เอเอฟพีรายงานว่าพาสเซอร์ถ่ายคลิปขณะอยู่หลังพวงมาลัย Bugatti Chiron หนึ่งในรถสปอร์ตที่เร็วที่สุดในโลก ซึ่งกำลังขับขี่อยู่บนมอเตอร์เวย์ในรัฐซัคเซิน-อันฮัลท์เมื่อช่วงฤดูร้อนปีที่แล้ว โดยมาตรวัดความเร็วรถแสดงความเร็วสูงสุดที่ 417 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ก่อนที่จะโพสต์คลิปดังกล่าวลงบนยูทูบเมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมาซึ่งได้รับความสนใจจากชาวเน็ตเป็นอย่างมาก ซึ่งขณะนี้มีผู้ชมแล้วกว่า 9.6 ล้านครั้ง

“ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความปลอดภัยและสถานการณ์ที่ราบรื่น” พาสเซอร์กล่าวในคำอธิบายใต้คลิปวิดีโอ ขณะที่ผู้ชมจำนวนไม่น้อยมองว่าเป็นการขับขี่ที่อันตรายและไร้ความรับผิดชอบ

แต่พาสเซอร์ชี้ว่า “มีวิสัยทัศน์ที่ดีตลอดเส้นทาง ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง ดังนั้น สถานการณ์จะต้องปลอดภัยผมจึงจะลงมือทำ” โดยเสริมว่าเขาขับรถในช่วงเวลา 4.50 น. ของเช้าวันอาทิตย์

อย่างไรก็ตาม แม้เยอรมนีจะไม่มีการจำกัดความเร็วบนมอเตอร์เวย์แต่ “แนะนำ” ให้ขับขี่ด้วยความเร็วไม่เกิน 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

หลังจากที่คลิปของพาสเซอร์ถูกพูดถึงอย่างมาก สำนักงานอัยการเมืองสเตนดัลจึงเริ่มเปิดการสอบสวนเมื่อวันที่ 7 ก.พ. ตามเวลาท้องถิ่น โดยระบุว่ากรณีดังกล่าวอาจผิดกฎหมายหากผู้ขับขี่ขับรถด้วยความเร็วที่ไม่เหมาะสมในลักษณะที่ละเมิดกฎจราจรอย่างร้ายแรงและประมาทเลินเล่อ ซึ่งอาจต้องรับโทษจำคุกสูงสุด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา

ด้านโฟลเคอร์ วิสซิง รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมเยอรมนีประณามการกระทำดังกล่าวโดยระบุว่าแม้จะไม่มีการจำกัดความเร็ว แต่ผู้ขับขี่ควรขับรถด้วยความไม่ประมาทเสมอ

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าเยอรมนีควรออกกฎหมายจำกัดความเร็วบนมอเตอร์เวย์เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนนแล้วหรือยัง

อังกฤษพบโครงกระดูกหัวขาดปริศนา เรียงเกลื่อน 40 ร่าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675118

วันที่ 08 ก.พ. 2565 เวลา 17:45 น.อังกฤษพบโครงกระดูกหัวขาดปริศนา เรียงเกลื่อน 40 ร่าง

อังกฤษพบโครงกระดูกนับร้อยในสุสานโรมันขนาดใหญ่ ตะลึง 40 ร่างถูกตัดหัววางไว้ปลายเท้า

The Mirror รายงานว่าทีมนักโบราณคดีประมาณ 50 คนจากโครงการ HS2 ค้นพบโครงกระดูกชาวโรมัน 40 ร่างซึ่งถูกตัดศีรษะและนำไปวางไว้ที่ปลายเท้า จากโครงกระดูกที่ค้นพบทั้งหมด 425 ร่างในสุสานโรมันขนาดใหญ่ ระหว่างการขุดค้นตามเส้นทางรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่ฟลีตมาร์สตัน เมืองบักกิงแฮมเชอร์ สหราชอาณาจักร

Photo by HS2

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดถึงสาเหตุการเสียชีวิตและตัดศีรษะโครงกระดูกเหล่านี้ แต่เบื้องต้นนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าความเป็นไปได้ประการหนึ่งคือพวกเขาอาจเป็นนักโทษหรือผู้ที่ถูกขับไล่ หรืออาจเป็นพิธีฝังศพตามปกติในสมัยโรมันตอนปลาย

อย่างไรก็ตาม โครงกระดูกเหล่านี้จะต้องได้รับการวิเคราะห์อย่างละเอียดจึงจะสามารถสรุปได้อย่างสมบูรณ์

นอกจากนี้ ทีมนักโบราณคดียังพบเหรียญมากกว่า 1,200 เหรียญ และตุ้มน้ำหนักจำนวนหนึ่งในบริเวณนั้น ซึ่งอาจบ่งบอกได้ว่าพื้นที่ที่ขุดค้นนี้เคยเป็นย่านการค้าและการพาณิชย์ที่เจริญรุ่งเรือง

ยิ่งไปกว่านั้นยังพบลูกเต๋าสำหรับเล่นเกมและระฆังในพื้นที่ ซึ่งอาจหมายความว่าชาวโรมันใช้พื้นที่แห่งนี้สำหรับเล่นพนัน รวมถึงกิจกรรมทางศาสนาด้วย ตลอดจนค้นพบสิ่งของเครื่องใช้ในบ้าน อาทิ ช้อน เข็มหมุด และเข็มกลัด

Photo by HS2
Photo by HS2

เฮเลน วาสส์ หัวหน้าโครงการ HS2 กล่าวว่า โครงการนี้จะช่วยให้ได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของสหราชอาณาจักร และโรมันบริเตน ซึ่งสุสานโรมันขนาดใหญ่ในฟลีตมาร์สตันจะช่วยให้ทราบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้คนที่นี่

ริชาร์ด บราวน์ ผู้จัดการโครงการอาวุโสของ COPA กล่าวว่า การขุดค้นมีความสำคัญทั้งในการทำให้สามารถระบุลักษณะเฉพาะของเมืองโรมันนี้ได้อย่างชัดเจน รวมถึงการศึกษาวิถีชีวิตของผู้อยู่อาศัยจำนวนมากด้วย

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างทีมโบราณคดีคอตส์โวลด์และทีมโบราณคดีอ็อกซ์ฟอร์ด (Cotswold Archaeology and Oxford Archaeology หรือ COPA)

Photo by HS2

วิจัยชี้กินพาราเซตามอลประจำเสี่ยงหัวใจวาย 5 เท่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675116

วันที่ 08 ก.พ. 2565 เวลา 16:54 น.วิจัยชี้กินพาราเซตามอลประจำเสี่ยงหัวใจวาย 5 เท่า

การกินยาพาราเซตามอลทุกวันเพิ่มความเสี่ยงหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง 5 เท่า

หลายปีที่ผ่านมาแพทย์พิจารณาว่าพาราเซตามอลเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่ายาแก้ปวดชนิดอื่นๆ เช่น ไอบูโพรเฟน ซึ่งอาจเพิ่มความดันโลหิตได้แต่ล่าสุดนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเอดินบะระได้เปลี่ยนความเชื่อนี้หลังพบว่าพาราเซตามอลมีผลเสียเช่นเดียวกัน

การวิจัยพบว่า การกินยาพาราเซตามอลเพียง 4 วันส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหากคำนวณแล้วจะพบว่า การใช้พาราเซตามอลวันละ 4 กรัม หรือ 8 เม็ดตามขนาดมาตรฐาน เพิ่มความเสี่ยงการเกิดหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมองราว 20%

อย่างไรก็ดี นักวิจัยย้ำว่าการใช้พาราเซตามอลเป็นครั้งคราวเพื่อบรรเทาอาการปวดศีรษะหรือลดไข้นั้นยังปลอดภัยอยู่

การวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Circulation ทำในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง 110 คน แต่ละคนได้รับยาหลอกหรือพาราเซตามอลครั้งละ 1 กรัม วันละ 4 ครั้ง ซึ่งเป็นปริมาณที่ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรัง (ปวดต่อเนื่อง 12 สัปดาห์แม้ว่าจะได้รับการรักษาหรือยา)

การเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิตพบว่า โดยเฉลี่ยความดันช่วงหัวใจบีบตัว หรือความดันตัวบนของผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 4.7 มิลลิเมตรปรอทหลังจบระยะการวิจัย 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยบางรายความดันเพิ่มขึ้นถึง 40 มิลลิเมตรปรอท

ทีมวิจัยพบว่า ความดันโลหิตที่เพิ่มขึ้นเกิดขึ้นหลังจากผ่านไป 4 วัน และคงที่ไปจนครบ 2 สัปดาห์

เอียน แม็คอินไทร์ นักเภสัชวิทยาจาก NHS Lothian หัวหน้าการวิจัยเผยว่า “นี่ไม่เกี่ยวกับการใช้พาราเซตามอลระยะสั้นสำหรับอาการปวดศีรษะหรือลดไข้ซึ่งปลอดภภัย แต่มันบ่งชี้ถึงความเสี่ยงใหม่ที่เพิ่งค้นพบสำหรับผู้ที่ใช้เป็นประจำในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อรักษาอาการปวดเรื้อรัง”

เจมส์ เดียร์ นักเภสัชวิทยาที่ร่วมวิจัยเผยว่า “งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าพาราเซตามอล ซึ่งเป็นยาที่ใช้มากที่สุดในโลก เพิ่มความดันโลหิต ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญสำหรับหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมอง”

เดียร์แนะนำว่า แพทย์และผู้ป่วยควรพิจารณาถึงความเสี่ยงและประโยชน์ของการใช้ยาในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยแพทย์ควรแนะนำให้ผู้ป่วยใช้ยาในปริมาณน้อยที่สุดและในระยะสั้นที่สุด

อย่างไรก็ดี งานวิจัยนี้มีข้อจำกัดคือ ไม่ได้ศึกษาในผู้ป่วยที่ใช้พาราเซตามอลรักษาอาการปวด เนื่องจากอาการปวดมักจะทำให้ความดันสูงขึ้น

ทว่าทีมวิจัยเผยว่า ไม่มีเหตุผลที่จะคิดว่าผลลัพธ์จะต่างออกไป

แนวคิด metaverse ของ Meta เป็นไอเดียเก่าและไม่เวิร์ก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675097

วันที่ 08 ก.พ. 2565 เวลา 15:30 น.แนวคิด metaverse ของ Meta เป็นไอเดียเก่าและไม่เวิร์ก

ซีอีโอบริษัทเทคฟันธงแนวคิด metaverse ของ Meta เป็นไอเดียเก่าและไม่เวิร์ก

ฟิล ลิบิน ซีอีโอบริษัทวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ Mmhmm และพนักงานในบริษัทได้ทดลองใช้แว่นสามมิติ Oculus VR headset สำหรับการใช้งานประชุมแบบเสมือนจริง Horizon Workrooms ของ Meta

หลังจากนั้นลิบินเผยถึงแนวคิดโลกเสมือนจริง metaverse ของ Meta ว่า “ผมมีความรู้สึกอย่างแรงกล้าว่ามันจะต้องห่วย แต่ผมก็ลองใช้มันด้วยความหวังว่ามีคงจะเซอร์ไพรส์น่าดู” และบอกว่า สัญชาตญาณของเขาถูก “ผมทนใช้ได้แค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น”

ลิบินเชื่อว่า การใช้ VR สำหรับการประชุมน่าดึงดูดน้อยกว่าเทคโนโลยีที่เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วอย่าง Zoom ซึ่งเรายังสามารถทำสิ่งต่างๆ ในโลกจริงๆ ไปพร้อมกันด้วยอย่างการจิบกาแฟ “ทำแบบนั้นเวลามีพลาสติกชิ้นใหญ่ๆ อยู่บนหน้าโดยไม่ทำกาแฟหกใส่ตัวเองไม่ได้” ลิบินกล่าว

ก่อนหน้านี้ลิบินเคยวิพากษ์วิจารณ์การโหมโฆษณาเกี่ยวกับ metaverse ในการให้สัมภาษณ์ในรายการพอดแคสต์สัปดาห์ที่แล้วซีอีโอรายนี้เปรียบเทียบการโหมโฆษณานี้กับโฆษณาชวนเชื่อของคอมมิวนิสต์ที่เขาได้รับตอนเป็นเด็กเมื่อครั้งที่อาศัยอยู่ในอดีตสหภาพโซเวียต

และจนถึงตอนนี้ลิบินก็ยังไม่คล้อยตาม

ลิบินเผยว่า แนวคิดเรื่อง metaverse ของ Meta “เป็นอเดียเก่า ไม่สร้างสรรค์ มันถูกทดสอบมาหลายต่อหลายครั้งในช่วงกว่า 40 ปีที่ผ่านมาและมันไม่เวิร์ก”

ลิบินเผยอีกว่า คนที่สนับสนุน metaverse เชื่อว่า เราจะต้องรอดูวันที่ศักยภาพของมันถึงขีดสุด แต่เขาไม่คิดว่านั่นคือวิธีการทำงานของเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยม

“ผมคิดว่าเทคโนโลยีที่ดีเริ่มต้นจากความเรียบง่าย แต่หลังจากนั้นมันจะยิ่งใหญ่ทันที” ลิบินเผย “เมื่อเวลาผ่านไป เทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมจะได้รับการขัดเกลาและเติบโตมากขึ้น และซับซ้อนยิ่งขึ้น”

ลิบินยกตัวอย่างเครื่องเล่นวิดีโอเกมยุคแรกและการซื้อสินค้าจากเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ Amazon เป็นครั้งแรกในชีวิตเมื่อช่วงกลางทศวรรษ 1990

“มันคือการทำธุรกรรมอีคอมเมิร์ซครั้งแรกของผม เข้าเว็บไซต์ Amazon และ Amazon ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 มันเรียบง่ายมาก มันเป็นเว็บที่มีตัวอักษรเป็นส่วนใหญ่ คุณทำได้แค่ซื้อหนังสือจากมันเท่านั้น และมันไม่มีการชำระเงินแบบคลิกเดียวจบ มันเบสิกมากๆ แต่ผมซื้อหนังสือสองสามเล่ม และผมจำได้ว่ามันเข้าใจง่ายมากซึ่งเยี่ยมมาก”

สำหรับ Horizon Workrooms ลิบินเผยว่า “มันจะไม่ดีขึ้นไปกว่านี้ เพราะมันแย่ตั้งแต่เริ่มแล้ว มันเริ่มต้นแบบบัดซบ มันอาจจะซับซ้อนขึ้นกว่านี้ แต่มันก็แค่ซับซ้อนขึ้นแหละ แต่ก็ยังแย่อยู่”

Photo by Kirill KUDRYAVTSEV / AFP