จีนเผยหากยกเลิกกลยุทธ์ปลอดโควิด อาจทำคนตายปีละ 2 ล้านคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675096

วันที่ 08 ก.พ. 2565 เวลา 14:30 น.จีนเผยหากยกเลิกกลยุทธ์ปลอดโควิด อาจทำคนตายปีละ 2 ล้านคน

นักวิจัยจีนชี้หากภูมิภาคที่ใช้กลยุทธ์ปลอดโควิด กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ อาจมีผู้เสียชีวิตปีละ 2 ล้านคน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานผลการศึกษาจากนักวิจัยชาวจีนพบว่าหากภูมิภาคที่ใช้กลยุทธ์ปลอดโควิด-19 (Zero-COVID) อย่างเช่นจีนกลับไปเดินทางและใช้ชีวิตตามปกติเหมือนช่วงก่อนโควิด-19 ภูมิภาคเหล่านั้นอาจมีผู้เสียชีวิตกว่า 2 ล้านคนภายในปีเดียว พร้อมเสริมว่ากุญแจสำคัญในการควบคุมไวรัสคือการพัฒนาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อมากขึ้น

นักวิจัยใช้การศึกษาจากชิลีและอังกฤษในการคำนวณ “ประสิทธิภาพพื้นฐาน” (baseline efficacy) ของวัคซีนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยใช้ข้อมูลประสิทธิภาพวัคซีน Sinovac จากชิลี และ AstraZeneca จากอังกฤษ

ซึ่งนักวิจัยประเมินประสิทธิภาพพื้นฐานของวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อแบบแสดงอาการอยู่ที่ 68.3% และประสิทธิภาพพื้นฐานในการป้องกันการเสียชีวิตอยู่ที่ 86% ส่วนประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้ออยู่ที่ 30%

นักวิจัยระบุว่าแม้อัตราการฉีดวัคซีนบนโลกจะเพิ่มไปถึง 95% (ขณะนี้มีผู้ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็มราว 62% จากประชากรทั่วโลก ตามข้อมูลจาก Our World in Data) แต่หากประชาชนกลับไปเดินทางอย่างที่เคยเกิดขึ้นในปี 2019 นักวิจัยคาดว่าทุกภูมิภาคปลอดโควิด-19 จะมีการติดเชื้อมากกว่า 234 ล้านราย ผู้ป่วยแสดงอาการ 64 ล้านราย และผู้เสียชีวิต 2 ล้านรายภายในหนึ่งปี

ทีมนักวิทยาศาสตร์กล่าวในรายงานฉบับหนึ่งซึ่งเผยแพร่โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งประเทศจีน (CCDC) โดยชี้ว่าสิ่งสำคัญคือการพัฒนาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพต่อไปเพื่อกำจัดโควิด-19 ในระดับโลก

แม้ว่าหลายประเทศจะเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรค และใช้กลยุทธ์อยู่ร่วมกับโควิด-19 แต่จีนยังคงเดินหน้าใช้กลยุทธ์จำกัดโควิด-19 ในประเทศให้เป็นศูนย์ และยิ่งเข้มงวดมากขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในกรุงปักกิ่ง และเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนซึ่งแพร่เชื้ออย่างรวดเร็ว ซึ่งหากปล่อยให้มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากจะสร้างแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุข

ขณะที่อีกด้านหนึ่งเตือนว่าหากจีนยังคงกลยุทธ์ปลอดโควิด-19 จะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงกวน อี้ นักไวรัสวิทยาชื่อดังชาวจีนซึ่งออกมาวิพากษ์วิจารณ์กลยุทธ์ดังกล่าวของรัฐบาล โดยกล่าวว่า “เราไม่มีโอกาสเลยถ้ายังคงพยายามกำจัดโควิด-19 ไวรัสจะไม่มีทางหายไปเช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่ นี่คือความเป็นจริงที่ต้องยอมรับ”

ในทางกลับกันสิ่งที่ทางการควรให้ความสำคัญคือประสิทธิภาพของวัคซีน และต้องประเมินว่าโครงการฉีดวัคซีนจำนวนมากสามารถป้องกันประชากรได้มากเพียงใด

เช่นเดียวกับห่าว โจว นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Commerzbank ซึ่งกล่าวว่าหากจีนยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์ปลอดโควิดจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศ

Photo by Noel Celis / AFP

นักวิทย์อ็อกซ์ฟอร์ดติงคนวิจารณ์วัคซีน AZ มีส่วนคร่าหลายแสนชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675082

วันที่ 08 ก.พ. 2565 เวลา 13:00 น.นักวิทย์อ็อกซ์ฟอร์ดติงคนวิจารณ์วัคซีน AZ มีส่วนคร่าหลายแสนชีวิต

นักวิทย์อ็อกซ์ฟอร์ดติงบรรดาผู้เชี่ยวชาญ-นักการเมืองที่วิจารณ์ AstraZeneca ทำลายความน่าเชื่อถือของวัคซีน อาจมีส่วนในการคร่าชีวิตประชาชนไปแล้วหลายแสนคน

ศาสตราจารย์จอห์น เบลล์ นักวิทยาศาสตร์จากอ็อกซ์ฟอร์ดซึ่งมีส่วนร่วมในการทำงานเพื่อพัฒนาวัคซีนโควิด-19 Oxford/AstraZeneca มองว่าบรรดานักวิทยาศาสตร์และนักการเมืองอาจมีส่วนในการคร่าชีวิตประชาชนไปแล้วหลายแสนคน จากการออกความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งทำลายความน่าเชื่อถือของวัคซีน

Independent อ้างบทสัมภาษณ์ของศาสตราจารย์เบลล์ที่กล่าวต่อ BBC ว่าความเห็นของบรรดานักวิทยาศาสตร์และนักการเมืองเหล่านั้นถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก ซึ่งทำลายชื่อเสียงของวัคซีน พฤติกรรมแย่ๆ นี้อาจคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วหลายแสนคน

ความเห็นของศาสตราจารย์เบลล์มีขึ้นหลังจากที่หลายพื้นที่ในสหราชอาณาจักรพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (6 ก.พ.) สหราชอาณาจักรรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ 54,095 รายและผู้เสียชีวิต 75 ราย

ขณะที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยจากทั่วโลกยังคงมีความลังเลใจในการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะ AstraZeneca

ทั้งนี้ การฉีดวัคซีน AstraZeneca ในสหราชอาณาจักรนั้น รัฐบาลแนะนำว่าสำหรับประชาชนที่อายุต่ำกว่า 40 ปีควรมีทางเลือกเป็นวัคซีนตัวอื่นๆ หลังจากที่พบผลข้างเคียงเป็นภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งเกิดขึ้นได้ยาก แต่มีโอกาสเกิดในกลุ่มคนหนุ่มสาวมากกว่า

ข้อกังวลดังกล่าวส่งผลให้หลายประเทศ อาทิ เยอรมนี ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สาธารณรัฐไอร์แลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ บัลแกเรีย ไอซ์แลนด์ และไทย ซึ่งได้ระงับการใช้วัคซีนดังกล่าวไปช่วงหนึ่ง

นอกจากนี้วัคซีน AstraZeneca ยังไม่มีบทบาทสำคัญในการใช้เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้น โดยในสหราชอาณาจักรมีประชาชนเพียง 48,000 คนจากกว่า 37 ล้านคน ที่ใช้วัคซีนดังกล่าวเป็นเข็มกระตุ้น

ขณะที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง กล่าวถึงวัคซีนดังกล่าวว่าเป็นวัคซีนที่ “ไร้ประสิทธิภาพ” ในผู้สูงอายุ ชื่อเสียงของวัคซีนได้รับความเสียหายจนฝรั่งเศสต้องทิ้งวัคซีนไปจำนวนหนึ่งเพราะไม่มีผู้รับวัคซีน

ด้านประเทศอื่นๆ ในยุโรปหลายคนมองว่า AstraZeneca นั้นไม่ปลอดภัยหรือด้อยกว่าวัคซีนอื่นที่พวกเขามี ในเบลเยียมวัคซีนนี้ถูกเรียกว่า Aldi ซึ่งเป็นแบรนด์ซูเปอร์มาร์เก็ต เพราะวัคซีนดังกล่าวถูกมองว่าเป็นตัวเลือกด้านงบประมาณ เนื่องจากมีราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับวัคซีน mRNA แต่มีประสิทธิภาพไม่เป็นจริงอย่างที่โอ้อวด

ข้อกังวลเกี่ยวกับการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน แม้ว่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก แต่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญและนักการเมืองหลายประเทศ ซึ่งทำให้ประชาชนเกิดความลังเลใจในการฉีดวัคซีน และเมื่อมีประเทศหนึ่งตัดสินใจระงับวัคซีนดังกล่าวแล้ว ประเทศอื่นๆ ก็ดำเนินการตามในลักษณะเดียวกัน

ศาสตราจารย์เบลล์ยังมองว่าการที่วัคซีนถูกโปรโมทในฐานะวัคซีนของสหราชอาณาจักรยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป (EU) ตึงเครียดยิ่งขึ้น

ขณะที่ศาสตราจารย์เอเดรียน ฮิลล์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเจนเนอร์ของอ็อกซ์ฟอร์ดมองว่าประเด็นดังกล่าวมีแนวคิดชาตินิยมเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันว่าเป็นวัคซีนจากประเทศอะไร วัคซีนชนิดอะไร ซึ่งนั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่คุณควรจะคำนึงในการพยายามควบคุมการแพร่ระบาดและจัดหาวัคซีนให้กับโลก

Photo by Amir MAKAR / AFP

เจ้าหน้าที่รัสเซียห่วงบุกยูเครนเต็มรูปแบบยากกว่าที่คิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675086

วันที่ 08 ก.พ. 2565 เวลา 12:47 น.เจ้าหน้าที่รัสเซียห่วงบุกยูเครนเต็มรูปแบบยากกว่าที่คิด

ข่าวกรองสหรัฐชี้เจ้าหน้าที่รัสเซียเป็นห่วงเรื่องการบุกยูเครนเต็มรูปแบบ

สำนักข่าว CNN รายงานโดยอ้างคำบอกเล่าของบุคคลที่ทราบข่าวกรอง 4 คนว่า การดักข้อมูลการสื่อสารโดยสหรัฐพบว่าเจ้าหน้าที่รัสเซียบางคนกังวลว่าการบุกยูเครนเต็มรูปแบบจะมีค่าใช้จ่ายและยากกว่าที่ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน และผู้นำเครมลินคนอื่นๆ เข้าใจ

แหล่งข่าว 3 ใน 4 คนเผยว่า เจ้าหน้าที่เหล่านั้นรวมถึงหน่วนข่าวกรองและหน่วยปฏิบัติการทางทหาร

แหล่งข่าว 2 ใน 4 คนเผยโดยอ้างถึงการดักข้อมูลข่าวสารว่า เจ้าหน้าที่รัสเซียยังไม่พอใจที่แผนของพวกเขาถูกพบและเปิดโปงสู่สาธารณะโดยบรรดาชาติตะวันตก

แหล่งข่าว 2 จาก 4 คนเผยว่า ไม่มีหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้ต่อต้านแผนการทั้งหมด หรือต้องการคัดค้านคำสั่งของปูติน

แหล่งข่าวอีกคนหนึ่งที่ทราบเรื่องข่าวกรองของสหรัฐเผยว่า รัสเซียมีทหารอาชีพที่คาดว่าจะสามารถปฏิบัติตามคำสั่งของปูตินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เจ้าหน้าที่อาวุโสของยุโรปรายหนึ่งเผยว่า ถึงกระนั้นเจ้าหน้าที่กองกำลังรัสเซียเชื่อว่ามันจะยาก “จากการประเมินเราเห็นชัดเจนว่าบางคนในกองทัพ (รัสเซีย) ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าแผนคืออะไร” และว่า “การประเมินบ่งชี้ว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันคิดว่ามันเป็นแผนที่ยากมากที่จะทำได้จริง””

CNN รายงานอีกว่า แหล่งข่าวที่ทราบเรื่องข่าวกรองอีกแหล่งข่าวหนึ่งเผยว่า วิธีการวางแผนของรัสเซียที่มีการพัฒนาและขยายตัวในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาบ่งบอกว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซียรับทราบข้อกังวลนี้แล้ว

เจ้าหน้าที่หลายรายเผยกับ CNN เมื่อวันเสาร์ว่า ปูตินสะสมกำลังทหารและอาวุธที่ชายแดนยูเครนได้ 70% ของจำนวนที่ต้องการสำหรับบุกเต็มรูปแบบแล้ว การประเมินบางชิ้นบ่งชี้ว่า ปูตินอาจวางแผนยึดกรุงเคียฟของยูเครน และกรุงเคียฟอาจถูกยึดภายใน 48 ชั่วโมงหลังการบุกเต็มรูปแบบทางบกและการโจมตีทางอากาศ

CNN รายงานว่า เจ้าหน้าที่หลายรายเผยว่า อีกหนึ่งความเป็นไปได้คือ ปูตินตัดสินใจปฏิบัติการด้วยหลากหลายวิธี รวมทั้งส่งกองกำลังจากหลายทิศทางทั่วยูเครนเพื่อทำลายความสามารถในการต่อสู้อย่างแข็งแกร่งของกองทัพยูเครนอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นวิธีการที่กองทัพรัสเซียใช้มายาวนาน

แหล่งข่าวเผยกับ CNN ว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐหลายรายเผยทั้งเป็นการส่วนตัวและต่อสาธารณะว่าพวกเขายังไม่ทราบว่าปูตินจะตัดสินใจโจมตีหรือไม่ และหากจะบุกจะบุกในรูปแบบไหน ส่วนใหญ่เป็นเพราะการเข้าถึงปูตินและบุคคลวงในสของปูตินของสหรัฐยังจำกัดอยู่มาก

Thibault Camus/Pool via REUTERS

ทำไมชาวอังกฤษไม่ยอมรับ ‘คามิลลา’ เป็นราชินี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675027

วันที่ 08 ก.พ. 2565 เวลา 12:00 น.ทำไมชาวอังกฤษไม่ยอมรับ 'คามิลลา' เป็นราชินี

ทำไมชาวอังกฤษ (บางคน) จึงไม่ยอมรับ ‘คามิลลา’ เป็นราชินีคู่เจ้าชายชาร์ลส์

หลังจากที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 มีพระราชประสงค์ให้ คามิลลา ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ พระชายาของเจ้าชายชาร์ลส์ เป็นสมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษ หากเจ้าชายชาร์ลส์เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ในอนาคต

สมเด็จพระราชินีฯ ตรัสว่า “เป็นความปรารถนาอย่างจริงใจของข้าพเจ้า เมื่อถึงเวลานั้น คามิลลาจะเป็นที่รู้จักในนามสมเด็จพระราชินี (Queen Consort) ซึ่งเป็นพระอิสริยยศสำหรับพระอัครมเหสีของสมเด็จพระราชาธิบดีครองราชสมบัติ

“ข้าพเจ้าหวังว่าเมื่อเจ้าชายชาร์ลส์เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ชาวอังกฤษจะให้การสนับสนุนเขาและคามิลลา เช่นเดียวกับที่ทุกคนเคยมอบให้ข้าพเจ้า”

อย่างไรก็ตาม ชาวอังกฤษมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยที่วันหนึ่งดัชเชสคามิลลาจะขึ้นเป็นสมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษ

แองเจลา โรเบิร์ตส์ วัย 80 ปี กล่าวกับ AFP ว่า “ฉันดีใจนะ ฉันคิดว่ามันถึงเวลาแล้ว” ขณะที่โทเบียส ฟ็อกซ์ วัย 24 ปี กล่าวว่า “ผมเกิดไม่ทันหรอก แต่ชาวอังกฤษจำนวนมากที่เติบโตมาในยุคเจ้าหญิงไดอาน่ารู้สึกเหมือนว่าพระองค์ถูกทำร้ายจากราชวงศ์อังกฤษ…ผมไม่คิดว่าประชาชนจะมีความสุขขนาดนั้นนะที่คามิลลาจะเป็นสมเด็จพระราชินี”

“ฉันคิดว่าคามิลลาจะทำหน้าที่ของพระองค์ได้ดี แต่ก็ยังคงมีเงาจากอดีตที่คอยบดบังพระองค์อยู่เสมอ” อลิซ ทอมลินสัน วัย 25 ปี กล่าว

ทำไมบางคนไม่ยอมรับคามิลลา?

• ส่วนหนึ่งของรายงานจาก AFP ระบุว่าดัชเชสคามิลลาถูกตำหนิมาเป็นเวลานาน เมื่อครั้งที่เจ้าชายชาร์ลส์ทรงหย่าขาดจากเจ้าหญิงไดอาน่า

 NBC รายงานว่าหลายคนโทษว่าดัชเชสคามิลลาทรงมีส่วนที่ทำให้เจ้าชายชาร์ลส์ต้องหย่าขาดจากเจ้าหญิงไดอาน่า และในการสัมภาษณ์ในปี 1995 เจ้าหญิงไดอาน่ายังเคยตรัสว่า “การแต่งงานครั้งนี้มีเราสามคน ดังนั้นมันจึงค่อนข้างแออัด”

• เจ้าหญิงไดอาน่ายังเคยตรัสว่าพระองค์คงไม่เหมาะกับการเป็นราชินีของอังกฤษเนื่องจากไม่ได้รับการสนับสนุนจากคนในราชสำนัก ในเวลาต่อมาสมเด็จพระราชินีฯ จึงทรงแนะนำให้เจ้าหญิงไดอาน่าหย่าขาดจากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ในที่สุด

• การฉายซีรีส์เรื่อง The Crown ยังทำให้คามิลลาถูกโจมตีบนโซเชียลเน็ตเวิร์กว่าพระองค์เป็นมือที่สามในความสัมพันธ์ของเจ้าหญิงไดอานาและเจ้าชายชาร์ลส์

• นอกจากนี้ คามิลลาซึ่งเป็นหญิงสามัญชน เคยมีข่าวลือเกี่ยวกับการเที่ยวกลางคืน ปาร์ตี้ และคบชู้ เนื่องจากเป็นสาวสังคม ทั้งยังเคยมีสามีและลูกมาก่อนที่จะสมรสกับเจ้าชายชาร์ลส์

เส้นทางของดัชเชสคามิลลา

• เจ้าชายชาร์ลส์และคามิลลาทรงพบกันตั้งแต่ปี 1970 ก่อนที่คามิลลาจะแต่งงานกับนายทหารที่ชื่อแอนดรูว์ ปาร์กเกอร์ โบวล์สในปี 1973 แต่ความเป็นเพื่อนของเจ้าชายชาร์ลส์และคามิลลาก็มิได้หายไป

• จนกระทั่งปี 1980 ทั้งสองพระองค์กลับมารักกันอีกครั้งเมื่อคามิลลาเลิกรากับสามี ทว่าในปี 1981 อภิเษกสมรสกับไดอาน่า สเปนเซอร์ ซึ่งเป็นตระกูลชนชั้นสูงและใกล้ชิดกับราชวงศ์ แต่เป็นการแต่งงานที่เกิดขึ้นเพราะความเหมาะสมมิใช่ความรัก ซึ่งสุดท้ายก็ต้องหย่าร้างกันไป

• ความรักของเจ้าชายและคามิลลาพัฒนาขึ้นอีกครั้งท่ามกลางเสียงคัดค้านจากสาธารณชน ซึ่งทำให้ความนิยมของราชวงศ์อังกฤษตกต่ำเป็นประวัติการณ์ และสร้างความอับอายให้แก่ราชวงศ์อังกฤษ นอกจากนี้พันตรีบรูซ แชนด์ บิดาของคามิลลายังต่อว่าเจ้าชายที่ทำให้ลูกสาวของเขาถูกวิจารณ์เสื่อมเสีย

• ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะห่างกันไปสักพักหนึ่ง แต่สุดท้ายเจ้าชายชาร์ลส์และคามิลลาทรงอภิเษกสมรสกันในปี 2005 ซึ่งสมเด็จพระราชินีฯ พระราชทานยศให้เป็น “ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์”

• ในขณะนั้นมีการคาดเดาว่าดัชเชสคามิลลาจะเป็นที่รู้จักในนามเจ้าหญิงพระชายา (Princess Consort) หากเจ้าชายชาร์ลส์ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ แต่ข่าวล่าสุดทำให้เป็นที่ชัดเจนว่าคามิลลาจะเป็นที่รู้จักในฐานะราชินีในท้ายที่สุด

• อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาดัชเชสคามิลลาทรงได้รับการยอมรับและเสียงชื่นชมจากประชาชนมากขึ้น เนื่องจากความเป็นกันเองและติดดินของพระองค์ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงงานช่วยเหลือประชาชน และข่าวล่าสุดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับดัชเชสคามิลลาในฐานะสมาชิกราชวงศ์อังกฤษมากขึ้น

Photo by Chris Jackson / POOL / AFP

ปูตินพร้อมประนีประนอมยูเครน แต่โทษตะวันตกตัวยั่วยุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675071

วันที่ 08 ก.พ. 2565 เวลา 11:00 น.ปูตินพร้อมประนีประนอมยูเครน แต่โทษตะวันตกตัวยั่วยุ

ปูตินยืนยัน “จะทำทุกวิถีทางเพื่อหาหนทางประนีประนอมที่เหมาะสมกับทุกฝ่าย”

วันนี้ (8 ก.พ.) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียกล่าวว่าตนพร้อมประนีประนอม และพิจารณาข้อเสนอของเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ในการเจรจาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา แต่ยังคงกล่าวโทษตะวันตกที่เพิ่มความตึงเครียดในประเด็นยูเครน

ปูตินเห็นด้วยกับข้อเสนอส่วนหนึ่งของมาครงซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะสร้างพื้นฐานที่ดีสำหรับแก้ไขปัญหาความตึงเครียดที่เกิดขึ้น และยืนยันว่า “จะทำทุกวิถีทางเพื่อหาหนทางประนีประนอมที่เหมาะสมกับทุกฝ่าย”

รายงานระบุว่าการเจรจาของผู้นำทั้งสองกินเวลานานกว่า 5 ชั่วโมง ซึ่งทั้งคู่เห็นพ้องว่าจะสามารถพบวิธีแก้ปัญหาสำหรับวิกฤตที่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นความตึงเครียดที่สุดระหว่างรัสเซียและตะวันตกนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น

หลังจากที่รัสเซียได้ระดมกำลังทหารประชิดชายแดนยูเคน ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลว่ารัสเซียกำลังเตรียมที่จะบุกยูเครน โดยมาครงเป็นผู้นำตะวันตกคนแรกที่เข้าพบเจรจากับปูติน นับตั้งแต่เกิดวิกฤตในเดือนธ.ค.

ด้านมาครงกล่าวว่าตนได้ยื่นข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมเพื่อจัดการกับข้อกังวลของทั้งรัสเซียและตะวันตก โดยข้อเสนอดังกล่าวรวมถึงการที่ทั้งสองฝ่ายจะไม่ปฏิการทางทหารเพิ่มเติม เปิดการเจรจา และรื้อฟื้นกระบวนการสันติภาพซึ่งปูตินก็ยืนยันว่าจะมีส่วนร่วมกับการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

มาครงเสริมว่า “หากไม่มีการรับประกันความมั่นคงต่อรัสเซีย ยุโรปก็จะไม่ปลอดภัยเช่นกัน”

ทั้งนี้ ปูตินยืนกรานว่ารัสเซียไม่ได้แสดงท่าทีก้าวร้าวต่อยูเครนหรือตะวันตก โดยกล่าวโทษว่าการที่ NATO ประจำการทหารในยุโรปตะวันออกเป็นการเพิ่มความตึงเครียด และบ่อนทำลายความมั่นคงของรัสเซีย ซึ่งหากยูเครนเข้าร่วมกลุ่มทหารตะวันตก รัสเซียอาจเดือดร้อน

Photo by Thibault Camus / POOL / AFP

บดขยี้จีนเป็นเรื่องใหญ่ แข่งกีฬาเป็นเรื่องรอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675028

วันที่ 07 ก.พ. 2565 เวลา 19:15 น.บดขยี้จีนเป็นเรื่องใหญ่ แข่งกีฬาเป็นเรื่องรอง

บทความทัศนะ – นี่คือโอลิมปิกฤดูหนาวที่ถูกการเมืองแปดเปื้อนมากที่สุดครั้งหนึ่ง อย่างน้อยก็ตั้งแต่สงครามเย็น นับแต่ก่อนเริ่มการแข่งขันแล้วที่จีนถูกตราหน้าว่าเจ้าภาพที่ “มือเปื้อนเลือด”

ไม่ใช่คนทั่วโลกที่อินกับการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวอยู่แล้ว เพราะไม่ใช่ทุกที่ในโลกที่มีน้ำแข็ง มีหิมะ และสภาพที่หนาวเย็นพอที่จะแข่งกีฬาฤดูหนาว

ยิ่งเป็นคนไทยด้วยแล้ว ยิ่งแทบไม่สนใจ ต่อให้มีนักกีฬาทีมชาติไทยไป ก็ดูเหมือนจะได้รับความสนใจแค่เล็กน้อย

แต่โอลิมปิกฤดูหนาวที่ปักกิ่งคราวนี้ ดูเหมือนว่ากีฬาจะเป็นเรื่องรองมาตั้งแต่แรก เป้าหมายของบางชาตินั้นคือการใช้โอกาสมันโจมตีจีนแบบให้จมดิน อย่างที่เรารู้กันว่าสหรัฐและสมัครพรรคพวกบางประเทศรวมหัวกัน “คว่ำบาตร” ด้วยการไม่ส่งผู้แทนระดับสูงไปร่วมพิธีเปิด

แต่ตอนหลังถูกจับได้ว่าที่ไม่ส่งเพราะทนไม่ไหวกับกระบวนการกักกันโรคของจีนที่เข้มงวดและยาวนานจนน่าละเหี่ยใจมากกว่า เลยหาเรื่องสวมรอยด้วยการประกาศจุดยืน “ไม่เอาจีน” มันไปเลย

บางประเทศที่เป็นพันธมิตรสหรัฐร่วมขบวนด้วยในทันที โดยเฉพาะประเทศที่มีเรื่องกับจีนอยู่ก่อนแล้ว เช่น ออสเตรเลียและญี่ปุ่นที่นับวันยิ่งทำตัวขวางจีนถึงขนาดบอกว่าถ้าจีนบุกไต้หวันล่ะก็ ญี่ปุ่นก็จะช่วยไต้หวัน

แต่มีพันธมิตรบางพวกแบ่งรับแบ่งสู้ เช่น เกาหลีใต้ที่ส่งประธานสภานิติบัญญัติไปร่วมพิธีเปิดปักกิ่งเกมส์ นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด เพราะถึงไม่ส่งผู้แทนรัฐบาลไป แต่ยังอุตส่าห์ส่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติที่ใหญ่ๆ พอกัน

เกาหลีใต้นั้นเพิ่งจะเคลียร์เรื่องคาใจกับจีนได้สำเร็จ การค้าการขายเพิ่งจะเริ่มกลับคืนสู่สภาพปกติ ซีรีส์เกาหลีที่เคยถูกแบนในจีนมาหลายปี ตอนนี้เริ่มไปฉายในจีนได้อีกครั้งเมื่อไม่กี่สัปดาห์นี่เอง ดังนั้นเกาหลีใต้จะหักหน้าจีนไม่ได้ แต่ก็จะไม่ทำตาม “พี่ใหญ่” ไม่ได้เหมือนกัน

ต่อไปประเทศต่างๆ คงจะต้องคิดกันหัวหกก้นขวิดแบบเกาหลีใต้ว่าจะคบจีนยังไงไม่ให้ลูกพี่โมโห

“ลูกพี่” รายนี้ถล่มจีนทั้งระดับรัฐบาลและระดับสื่อ แบบที่ว่าโอลิมปิกคราวนี้มันมีมลทินไม่ควรจะเอ่ยถึงในแง่ดีเอาเลย

ยกตัวอย่างกรณีที่สุดโต่งมากๆ เช่น Breitbart News ซึ่งเป็นสื่อขวาจัดสายนิยมทรัมป์ เรียกปักกิ่งเกมส์แบบไร้ปราณีว่า “Genocide Games” หรือเกมส์แห่งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ก่อนหน้านี้ก็มี “ผู้รู้มาก” ในโลกตะวันตกบางคนเรียกมันว่า “Genocide Olympics” การแปะฉลากให้ปักกิ่งเกมส์แบบนี้ก็เพื่อหาเรื่องคว่ำบาตรจีนและทำให้จีนขายหน้า ให้จีนไม่มีใครคบหา

“การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ที่บางประเทศเรียกนี้ เป็นการเรียกแบบเหมาเอาเองโดยไม่รอการนิยามองค์กรนานาชาติที่ไม่ได้เรียกการละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียงว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อย่างมากก็แค่บอกว่าเป็นการกดขี่มนุษยชน หรือเป็นอาชญากรรรมต่อมนุษยชาติ

การใช้คำว่า “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” มีเจตนาเพื่อ “ทำให้จีนเป็นปีศาจ” หรืออย่างน้อยก็คือเป็นการกล่าวเกินกว่าเหตุเพื่อ “โดดเดี่ยวจีน”

ย้ำว่าไม่ใช่ว่าไม่มีเรื่องดำมืดในซินเจียง แต่มันเลวร้ายขนาดฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือไม่นั้น ควรให้สหประชาชาติชี้ขาดเอา ไม่ควรฟังจากประเทศที่เป็นคู่กรณีกับจีนแต่ฝ่ายเดียว

เพราะคนที่เรื่องกันมีแนวโน้มที่จะป้ายสีอีกฝ่ายเกินจริงเสมอ และยิ่งสหรัฐมีส่วนได้ส่วนเสียกับจีนเรื่องการค้า (เช่น หาเรื่องคว่ำบาตรฝ่ายจากซินเจียง) ทำให้การกล่าวหาของสหรัฐดูเหมือนการป้ายสีจนเกินไป

ต้องย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าไม่มีการกดขี่สิทธิมนุษยชนในซินเจียง แต่การใช้มันเพื่อโจมตีทางการเมืองจะเป็นการลดทอนความน่าเชื่อถือ ถ้าเกิดว่าจีนทำการร้ายแรงต่อชาวอุยกูร์จริงๆ

อย่างที่ เจฟรีย์ ดี. แซคส์ (Jeffrey D. Sachs) ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียและวิลเลียม สกาบัส (William Schabas) ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยมิดเดิลเซกส์ เขียนในบทความชื่อ “ข้อกล่าวหาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในซินเจียงนั้นไม่ยุติธรรม ว่า

“ไม่ควรกล่าวหาเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างลอยๆ การใช้คำอย่างไม่เหมาะสมอาจเพิ่มความตึงเครียดทางการเมืองและการทหาร และลดคุณค่าของความทรงจำในอดีตของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Holocaust) ซึ่งขัดขวางความสามารถในการป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในอนาคต รัฐบาลสหรัฐจำต้องตั้งข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ด้วยความรับผิดชอบ ซึ่งไม่ได้ทำเช่นนั้นในกรณีนี้”

สิ่งที่สหรัฐทำในตอนนี้จึง 1. ลดทอนปัญหาในซินเจียงเพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง (ซึ่งหากมีปัญหาร้ายแรงจริงๆ เท่ากับสหรัฐทำให้มันเลวร้ายลงด้วย) และ 2. สหรัฐใช้ข้อหานี้เพื่อทำให้จีนซึ่งเป็นศัตรูกลายเป็นปีศาจ (Demonizing the enemy) ในสายตาชาวโลก

การทำให้จีนเป็นปีศาจยังลามไปถึงสื่ออเมริกันเองในระดับที่เลวร้าย อย่างเช่น กรณีของ Breitbart News ซึ่งในแง่หนึ่งมันยังพอเข้าใจได้ เพราะสื่อขวาจัดรายนี้ “คลั่งชาติจัด” และ “แรงจัดกับจีน” เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

แต่ที่ประหลาดคือ สื่อที่น่าจะทำตัวเป็นกลางดันผสมโรงไปด้วยในอัตราที่ “แรงจัด” พอๆ กัน เช่น Slate ที่ถือเป็นหัวก้าวหน้า บทความเรื่อง พิธีเปิดของจีนยั่วโลก NBC จะทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้? แค่พาดหัวก็แสดงให้เห็นแล้วว่าผู้เขียนไม่คิดว่าจีนมีเจตนาดีแม้แต่ในพิธีเปิดโอลิมปิก เพราะหนึ่งในผู้ถือคบเพลิงเป็นชาวอุยกูร์

ผู้เขียนบทความนี้ไปไกลถึงขนาดบอกว่า “มันเป็นช่วงเวลาที่ต้องอ้าปากค้าง ราวกับว่าเยอรมนีได้เลือกนักโทษดาเคาเพื่อจุดคบเพลิงในโอลิมปิกเบอร์ลินปี 1936”

นี่เท่ากับเปรียบเทียบปักกิ่งเกมส์กับเบอร์ลินเกมส์ที่อื้อฉาว เทียบชาวอุยกูร์กับชาวยิว และเทียบจีนกับนาซี มันเป็นการกล่าวหาที่รุนแรงเอามากๆ

แต่ว่ากันจริงๆ ตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ตอนที่ฮิตเลอร์จัดเบอร์ลินเกมส์ปี 1936 ค่ายกักกันดาเคายังไม่ได้กักกันชาวยิวเป็นหลัก เกือบทั้งหมดเป็นคนเยอรมันที่เป็นนักโทษการเมือง กว่าที่มันจะใช้กักกันชาวยิวเพื่อฆ่าล้าเงผ่าพันธุ์ก็ล่วงเข้าปี 1938 เป็นต้นมา

นี่คือตัวอย่างของการเกลียดจีนแบบหน้ามืด จนบิดเบือนหรือพลาดพลั้งเรื่องข้อเท็จจริงไป

ตรงกันข้ามกับสถานการณ์ที่บทความนี้อ้างถึง คือการบรรยาของผู้ดำเนินรายการของ NBC ในพิธีเปิดปักกิ่งเกมส์ที่แสดงปฏิกิริยาเมื่อได้เห็นชาวอุยกูร์ถือคบเพลิง ซึ่งหนึ่งในนั้นบอกว่า “เป็นคำประกาศของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน ที่เลือกนักกีฬาจากชนกลุ่มน้อยอุยกูร์ เป็นการตอบโต้แบบซึ่งหน้าต่อชาติตะวันตกเหล่านั้น รวมทั้งสหรัฐ ผู้ซึ่งเรียกการปฏิบัติของจีนต่อคนกลุ่มนั้นว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และคว่ำบาตรการแข่งขันทางการทูตเหล่านี้ จะมีการอภิปรายมากมายเกี่ยวกับตัวเลือก (ชาวอุยกูร์ที่ถือคบเพลิง) นี้”

แล้วก็มีการอภิปรายกันจริงๆ แต่ อเล็ก โล (Alex Lo) ผู้สื่อข่าวอาวุโสแห่ง South China Morning Post ชี้ว่าแม้แต่ The New York Times (ที่โจมตีจีนเป็นกิจวัตร) ก็ยังทำมึนเพื่อรู้ว่ามีชาวอุยกูร์ถือคบเพลิง โดยใช้คำว่าคนๆ นั้นมีชื่อ “ฟังดูเหมือนอุยกูร์” แทนที่รับไปตรงๆ ว่านี่คือคนอุยกูร์จริงๆ

สงสัยว่าถ้ายอมรับกันตรงๆ มันจะทำให้สื่อตะวันตกพวกนี้ต้องรื้อ “เรื่องเล่า/คำอธิบาย” (Narrative) กับข้อกล่าวหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันใหม่ รวมถึงความพยายามที่จะทำให้จีนเป็นปีศาจ

เหมือนกับที่ ศ. แซคส์และศ . สกาบัส เตือนไว้ข้างต้นว่าถ้าสหรัฐใช้ข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างลอยๆ คือไม่ตั้งใจที่จะชาวชาวอุยกูร์จริงๆ แต่หวังทางการเมืองมากกว่า มันจะทำให้การเจรจาทางการทูตเสียหาย พูดก็คือต่อไปจะคุยกันไม่รู้เรื่องกับจีน ทำลายวิถีทางการทูต และนำไปสู่การเผชิญหน้า

คาร์ล ฟ็อน เคลาเซอวิทซ์ (Carl von Clausewitz) นักทฤษฎีการทหารผู้ยิ่งใหญ่ชาวปรัสเซียกล่าวไว้ใน “ว่าด้วยการสงคราม” (On War) ว่าการทำให้อีกฝ่ายเป็นปีศาจนั้น “บีบให้ฝ่ายตรงข้ามทำตาม และการตอบโต้กันจะเริ่มขึ้น ซึ่งในทางหลักการแล้วไม่แคล้วจะนำไปสู่ความสุดโต่ง”

และก็เป็นเคลาเซอวิทซ์อีกเหมือนกันที่บอกว่า “สงครามจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากการนิยามภาพลักษณ์ของศัตรูให้ชัดเจน”

บทความทัศนะโดย ไทยแลเทศ

Photo by Anthony WALLACE / POOL / AFP

สวรรค์ของโลกคริปโต นักเทรดแห่ย้ายไปโปรตุเกส เพื่อภาษี 0%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675019

วันที่ 07 ก.พ. 2565 เวลา 17:30 น.สวรรค์ของโลกคริปโต นักเทรดแห่ย้ายไปโปรตุเกส เพื่อภาษี 0%

นักเทรดจำนวนไม่น้อยเลือกอพยพไปยังโปรตุเกส “สวรรค์แห่งคริปโต” ของยุโรป เพราะไม่ต้องเสียภาษี

“คุณไม่ต้องจ่ายภาษีจากกำไรที่ได้หรืออะไรเลยในการลงทุนคริปโตเคอร์เรนซี” ดีดี ไทฮัทตู (Didi Taihuttu) นักลงทุนคริปโตชื่อดังกล่าวเมื่อเขาและครอบครัวตัดสินใจที่จะตั้งถิ่นฐานที่โปรตุเกส หลังเดินทางไปทั่วโลกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาและใช้เวลาใน 40 ประเทศ เขาพบว่าโปรตุเกสคือจุดหมายปลายทางที่ดึงดูดใจเกินกว่าจะเพิกเฉย

ดีดี พร้อมภรรยาและลูกๆ 3 คน กำลังวางรากฐานในโปรตุเกสซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “สวรรค์แห่งคริปโต” ในยุโรป เพราะมีการเก็บภาษีคริปโตเป็น 0%

“นี่เป็นสวรรค์ของ Bitcoin ที่สวยงามมาก” ดีดีกล่าวกับ CNBC

ในปี 2017 ครอบครัวของเขาตัดสินใจขายทรัพย์สินทั้งหมด รวมถึงบ้าน 2,500 ตารางฟุต เพื่อแลกกับ Bitcoin เพราะเขาต้องการเงินที่กระจายอำนาจ

ย้อนกลับไปในตอนนั้นราคาของ Bitcoin อยู่ที่ประมาณ 900 เหรียญสหรัฐเท่านั้น ซึ่งตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 42,000 เหรียญสหรัฐ และเคยพุ่งถึงจุดสูงสุดเมื่อปีที่แล้วที่ 69,000 เหรียญสหรัฐมาแล้ว

ดีดีซ่อน hardware wallets ไว้ใน 4 ทวีป โดยไม่ได้เปิดเผยว่าพวกเขาถือ Bitcoin อยู่เท่าไร แต่ก็ต้องมากพอที่พวกเขาจะเดินทางไปทั่วโลก

ดังนั้น โปรตุเกสจึงเป็นสถานที่ที่ดึงดูดใจพวกเขาเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ในปี 2021 โปรตุเกสอยู่ในอันดับที่ 4 ของดัชนีสันติภาพโลก (Global Peace Index) และยังเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศที่ดีที่สุดสำหรับชาวต่างชาติ ข้อมูลเมื่อปี 2021 พบว่าจำนวนชาวต่างชาติในโปรตุเกสเพิ่มขึ้นถึง 40% ในทศวรรษที่ผ่านมา

สวรรค์ของนักลงทุน

ต่างจากสหรัฐที่ถือว่าสกุลเงินดิจิทัลเป็นสินทรัพย์ โดยมีการเก็บภาษีในลักษณะคล้ายกับหุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์ แต่โปรตุเกสมองว่าสกุลเงินดิจิทัลเป็นรูปแบบหนึ่งของการชำระเงิน ดังนั้น กำไรจากการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลจะไม่ถูกหักภาษี รวมถึงการชำระเงินด้วยคริปโตหรือแลกเปลี่ยนคริปโตเป็นเงินสดก็ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ทำให้โปรตุเกสเป็นสถานที่ที่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนคริปโต

วูท ดีเลย์ (Wout Deley) จากเบลเยียมก็เป็นอีกคนหนึ่ง เขาเริ่มสนใจในคริปโตเคอร์เรนซีตั้งแต่ปี 2013 ก่อนที่จะตัดสินใจขายบ้านของเขาและนำเงินมาลงทุน และออกเดินทาง สุดท้ายก็จบลงที่โปรตุเกส

“คริปโตในเบลเยียมถูกเก็บภาษีมหาศาล ถ้ายังคงอยู่เบลเยียมผมต้องเสียภาษีเกือบ 40% แล้วผมมีกำไรเจ็ดหลัก” วูทกล่าว “คุณต้องการเพิ่มกำไรเป็น 2 เท่าไหม? ย้ายไปโปรตุเกสสิ”

เขายังบอกว่าโปรตุเกสเต็มไปด้วยชาวต่างชาติที่ย้ายเข้ามา เขารู้จักเศรษฐี Bitcoin อย่างน้อย 3 คนที่อาศัยอยู่ใกล้ๆ กัน และยังมีคนรู้จักอีกเป็นสิบคน (ส่วนใหญ่มาจากสหราชอาณาจักร) ที่จะย้ายไปในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าด้วยเหตุผลเดียวกันคือ “ภาษีคริปโต”

ดีเลย์พูดภาษาโปรตุเกสไม่ได้ แต่เขาบอกว่านั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะทุกคนพูดภาษาอังกฤษได้ และเขารายล้อมไปด้วยนักลงทุนคริปโตที่มีความคิดเหมือนกันมากมาย

“ทุกคนมีสกุลเงินดิจิทัลอยู่ที่นี่ ทุกคนรู้จัก Bitcoin และทุกคนมีมัน” ดีเลย์กล่าวกับ CNBC

ข้อยกเว้นเพียงอย่างเดียวคือบริษัทที่จดทะเบียนในโปรตุเกสที่ซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล ธุรกิจเหล่านี้อาจต้องเผชิญกับภาษีบางอย่างในบางกรณี

“หากคุณได้รับสกุลเงินดิจิทัลจากการให้บริการในโปรตุเกส คุณต้องเสียภาษี แต่ไม่ใช่กับครอบครัวของเรา สำหรับผมสกุลเงินดิจิทัลในโปรตุเกสคือภาษี 0%” ดีดีกล่าว

รวมถึงญาติๆ ของครอบครัวไทฮัทตูก็อาจตามมาโปรตุเกสด้วยเช่นกัน ซึ่งพี่น้องของดีดีกำลังขายบ้านของพวกเขาและนำเงินไปลงทุนใน Bitcoin

“เราทุกคนจะเดินทางไปด้วยกันเป็นครอบครัว Bitcoin ขนาดใหญ่ แน่นอนว่ามันเจ๋งมาก” ดีดีกล่าว

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

‘สัปดาห์นรก’ หน่วยซีล การฝึกที่อาจถึงตายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675014

วันที่ 07 ก.พ. 2565 เวลา 15:53 น.'สัปดาห์นรก' หน่วยซีล การฝึกที่อาจถึงตายได้

หลังจากมีข่าวทหารที่เข้าฝึกอบรมหน่วยรบพิเศษ ‘เนวีซีลสหรัฐ’ เสียชีวิตและต้องเข้าโรงพยาบาล มาดูกันว่า ‘สัปดาห์นรก’ ที่ร่ำลือกันมันโหดขนาดไหน

1. ทีมน้ำฟ้าฝั่งนาวีสหรัฐ (United States Navy’s Sea, Air and Land Teams) หรือมักเรียกสั้นๆ ว่า เนวีซีล (อังกฤษ: Navy SEALs) เป็นหน่วยรบพิเศษแห่งกองทัพเรือสหรัฐ และเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์บัญชาการสงครามพิเศษแห่งกองทัพเรือที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องปฏิบัติการทางทหารในสถานการณ์ที่คับขันและมีเป้าหมายระดับสูง

2. การฝึกเพื่อเป็น Navy SEAL นั้นเป็นไปโดยสมัครใจ ผู้สมัคร SEAL จะต้องเป็นพลเมืองสหรัฐฯ อายุระหว่าง 18 ถึง 29 ปีโดยประจำการในกองทัพเรือสหรัฐฯ ในบางครั้ง บุคลากรจากกองกำลังต่างประเทศที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาได้รับเชิญมาร่วมการฝึกอบรมด้วย

3. การฝึกที่โรงเรียนหน่วยทำลายใต้น้ำและน้ำฟ้าฝั่งนาวี หรือ BUD/S โดยเกณฑ์การคัดเลือกขั้นต่ำคือผ่านการว่ายน้ำ 460 ม. ซิทอัพอย่างน้อย 50 ครั้งใน 2 นาที วิ่ง 2.4 กม. โดยสวมกางเกงทหารรองเท้าบูท (ตอนนี้เปลี่ยนเป็นกางเกงขาสั้นและรองเท้าผ้าใบ) ในเวลาน้อยกว่า 10:30 นาที เป็นต้น

4. แต่มันยังไม่จบแค่นั้น เมื่อผ่านการคัดเลือกแล้ว การฝึกจะเริ่มที่โรงเรียนเตรียมการสงครามพิเศษทางเรือ ที่โรงเรียนฝึกอบรมทหารเรือเกรทเลคส์ รัฐอิลลินอยส์ ว่าที่สมาชิกหน่วยซีลจะต้องเริ่มด้วยการวิดพื้นอย่างน้อย 70 ครั้งใน 2 นาที วิ่ง 6.4 กม. ใน 31 นาที และว่ายน้ำ 1,000 เมตรโดยใช้ตีนกบเป็นเวลา 20 นาที

5. เฟสนี้จะมีระยะการฝึก 8 สัปดาห์ เป้าหมายคือเพื่อเพิ่มความพร้อมทางกายภาพของผู้สมัครหน่วยซีล เพื่อให้พวกเขาพร้อมที่จะก้าวไปสู่การฝึกอบรมหน่วยทำลายใต้น้ำและน้ำฟ้าฝั่งนาวี หรือ BUD/S ผู้ที่ไม่ผ่านการทดสอบรอบสุดท้ายจะถูกจำหน่ายออกจากการฝึกซีล และจะถูกส่งไปรับหน้าที่อื่นในกองทัพเรือ

6. ผู้ที่ผ่านขั้นนี้จะเข้าสู่ขั้น BUD/S เป็นเวลา 24 สัปดาห์ โดย 3 สัปดาห์แรกเป็นการฝึกเตรียมพร้อมและปฐมนิเทศน์ หลังจากนั้นจะตามด้วยการฝึกจริงที่แบ่งเป็น 3 เฟส เฟสละ 7 สัปดาห์ เฟสที่น่าสะพรึงที่สุดคือเฟสแรก คือการสร้างความพร้อมทางกายภาพด้วยการฝึกหนักสุดๆ เป็นเวลา 7 สัปดาห์แรกจนได้ชื่อว่า ‘สัปดาห์นรก’ หรือ Hell Week

7. พวกเขาต้องฝึกปรับสภาพร่างกายด้วยการวิ่ง ว่ายน้ำ ออกกำลังกายทุกวัน และยิ่งฝึกยากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ผู้สมัครยังแบ่งออกเป็น “ลูกเรือ” ซึ่งประกอบด้วยกลุ่ม 6 – 7 คนช่วยกันพายเรือยางขนาดเล็กที่เรียกว่า IBS และต้องพายเรือออกจากฝั่ง ผ่านแนวคลื่น และพายกลับมาอีกครั้ง และยังต้องวิ่ง 6.4 กม. วิ่งข้ามเครื่องกีดขวาง ว่ายน้ำในทะเลไกลกว่า 3.2 กม. โดยใส่ตีนกบ และเรียนรู้การควบคุมเรือขนาดเล็ก

8. ผู้สมัครที่ที่ไม่ผ่านเกณฑ์การวิ่งและว่ายน้ำจะถูกตัดออกจากการฝึก ซึ่งช่วง 3 สัปดาห์แรกของการปรับสภาพขั้นพื้นฐานเพื่อเตรียมผู้สมัครสำหรับสัปดาห์ที่ 4 นี่เองที่หนักสุด จนเรียกว่า “สัปดาห์นรก” ในช่วงสัปดาห์นรก ผู้สมัครจะเข้าร่วมการฝึกอบรมต่อเนื่อง 5 วันครึ่ง

7. ผู้สมัครแต่ละคนมีเวลานอนไม่เกิน 4 ชั่วโมงตลอดทั้งสัปดาห์ ต้องวิ่งมากกว่า 320 กม. และฝึกร่างกายมากกว่า 20 ชั่วโมงต่อวัน แต่ผู้สมัครจะไม่ได้ถูกจำกัดอาหารและยังสามารถรับประทานอาหารเช้า กลางวัน และเย็นได้ และหากผ่านไปได้เวลาที่เหลือ 3 สัปดาห์จะเป็นการเน้นการฝึกสำรวจร่องน้ำและแผนที่ใต้น้ำ พร้อมๆ กับการวิ่งและว่ายน้ำจับเวลาต่อไป

8. นอกจากการฝึกระดับเบสิกพวกนี้แล้ว ยังมีการฝึก “ทรมาน” เช่น การให้นอนริมชายหาดที่ระดับน้ำ 6 นิ้วเป็นแถวให้คลื่นซัด หรือที่เรียกว่า Surf torture ไม่ใช่แค่น้ำที่ซัดเข้าใบหน้าจนเหมือนจะจมน้ำแล้วยังต้องทนกับอุณหภูมิที่หนาวเย็นของน้ำด้วย

9. เนื่องจากข้อกำหนดที่ท้าทายเป็นพิเศษ ผู้สมัครจำนวนมากจึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าพวกเขาเหมาะกับหน่วยซีลหรือไม่ จึงมีผู้ตัดสินใจเลือกลาออกเป็นจำนวนมากในช่วงเวลานี้ อย่างน้อย 50% ถึง 60% จะไม่ผ่านการฝึกในช่วง “สัปดาห์นรก” และยังการฝึกแบกท่อนซุงเป็นทีม รวมถึงการฝึก Drownproofing หรือการเอาตัวรอดในน้ำ ผู้สมัครจะถูกมัดมือไพล่หลังและเท้า และต้องพยายามลอยตัวไม่ให้จม

10. ทว่า นอกจากจะตัดสินใจออกไปเองแล้ว บางคนยังต้องออกจากการฝึกไปแบบไม่มีชีวิตด้วย เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2022 กองทัพเรือสหรัฐเปิดเผยว่า มีผู้สมัครหน่วยซีล 1 รายเสียชีวิตและอีก 1 รายต้องเข้าโรงพยาบาลหลังจากล้มเจ็บเมื่อผ่านการฝึก “สัปดาห์นรก” ไปแล้ว โดยทั้งคู่ไม่ได้ประสบกับอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ผิดปกติใดๆ และยังไม่เปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิต

11. เหตุการณ์ผู้สมัครหน่วยซีลที่เสียชีวิตก่อนหน้านี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2016 ขณะที่บุคคลดังกล่าวฝึกลอยตัวบนผิวน้ำพร้อมแต่งเครื่องแบบครบชุดในสระว่ายน้ำ โดยครูฝึกกดให้เขาจมน้ำอย่างน้อย 2 คร้ง จนกระทั่งเขาหมดสติและเสียชีวิต ในตอนแรสำนักงานนิติเวชแซน ดิเอโกระบุว่าเป็นการฆาตกรรม แต่ต่อมาพบว่าเขามีหัวใจโต ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตกระทันหัน ส่วนกองทัพเรือสหรัฐประกาศว่าจะไม่ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง

12. ทั้งนี้ หากฝ่ายสัปดาห์นรกไปได้ ก็จะเข้าสู่การฝึกเฟสที่ 2 คือการฝึกการต่อสู้ใต้น้ำ เมื่อสิ้นสุดระยะที่สอง ผู้สมัครจะต้องว่ายน้ำตามกำหนดเวลา 3.2 กม. โดยใช้ตีนกบในเวลา 80 นาที วิ่ง 6.4 กม. พร้อมรองเท้าบูทในเวลา 31 นาที เป็นต้น ส่วนเฟสที่ 3 เป็นการฝึกการทำสงครามภาคพื้น การใช้อาวุธ การทำลายเป้าหมาย เป็นต้น ช่วงสุดท้ายเป็นการซ้อมรบจริงเพื่อทบทวนทักษะที่เรียนรู้มา ซึ่งมีความกดดันและหนักหน่วงมาก

13. หลังจากผ่านจุดนี้ไปได้ ผู้สมัครจะฝึกการกระโดดร่ม 3 สัปดาห์ และตามด้วยการฝึกประเมินหน่วยซีล (SQT) เป็นเวลา 26 สัปดาห์ คราวนี้คือการเรียนทักษะการรบพิเศษจริงๆ ทั้งการรบแบบประชิดตัว การทำลายเป้าหมาย และยุทธวิธีการรบขนาดเล็ก เมื่อผ่านจุดนี้ก็ถือเป็นหน่วยซีลเต็มตัว ได้รับสัญลักษณ์หน่วย SEAL Trident และถูกบรรจุที่หน่วยซีลทีม เพื่อรับการฝึกขั้นสูงหรือถูกส่งไปในปฏิบัติการพื้นที่จริงต่อไป

ภาพประกอบข่าวไม่ใช่การฝึกหน่วยซีล เป็นปฏิบัติการของกองทัพเรือสหรัฐฯ Photo by DVIDS / AFP

ลือ! Apple เตรียมเปิดตัว iPhone ราคาประหยัดรองรับ 5G

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674996

วันที่ 07 ก.พ. 2565 เวลา 14:03 น.ลือ! Apple เตรียมเปิดตัว iPhone ราคาประหยัดรองรับ 5G

Apple อาจเปิดตัว iPhone SE และ iPad รุ่นใหม่เดือนหน้า

Bloomberg รายงานว่าในวันที่ 8 มี.ค. ที่จะถึงนี้ บริษัท Apple Inc. ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีตั้งเป้าที่จะเปิดตัว iPhone SE และ iPad รุ่นใหม่ที่รองรับการใช้งาน 5G

ถือเป็นการอัปเกรดครั้งแรกในรอบ 2 ปี สำหรับ iPhone SE หลังจากที่เปิดตัวรุ่นล่าสุดในเดือเม.ย. 2020 ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความสามารถในการใช้งาน 5G แล้ว รายงานระบุว่าจะมีการปรับปรุงกล้อง และโปรเซสเซอร์ที่เร็วขึ้น ส่วนดีไซน์นั้นคาดว่าจะคล้ายกับรุ่นปัจจุบัน

สำหรับ iPad รุ่นใหม่จะเป็น iPad Air 5 ซึ่งมีโปรเซสเซอร์ที่เร็วขึ้นและรองรับการใช้งาน 5G เช่นกัน ส่วนดีไซน์ก็คาดว่าจะไม่แตกต่างจาก iPad Air 5 ที่เปิดตัวเมื่อเดือนก.ย. 2022

นอกจากนี้คาดว่าอาจมีการเปิดตัว Mac รุ่นใหม่พร้อมชิปเซ็ต Apple Silicon ซึ่งนับว่าเป็นงานใหญ่ครั้งแรกของ Apple นับตั้งแต่เปิดตัว Macbook Pro รุ่นล่าสุดเมื่อเดือนต.ค.

แหล่งข่าวยังเผยว่าบริษัทกำลังวางแผนที่จะปล่อย iOS 15.4 ในช่วงครึ่งแรกของเดือนมี.ค. ซึ่งจะเพิ่มการรองรับ Face ID สำหรับผู้ที่สวมหน้ากากอนามัย ทำให้การปลดล็อกอุปกรณ์สามารถทำได้สะดวกขึ้นในช่วงโควิด-19 นอกจากนี้ยังมีอิโมจิใหม่ และ Universal Control ด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น รายงานยังระบุว่า Apple วางแผนที่จะเพิ่มบริการใหม่ๆ เช่น ปรับปรุงให้ iPhone เป็นเครื่องรับชำระบัตรเครดิต เพียงแค่แตะบัตรที่หลังเครื่อง และชุดหูฟังใหม่ซึ่งมีแนวโน้มจะออกในปี 2023

อย่างไรก็ตาม แผนของบริษัทอาจมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากความล่าช้าในการผลิตหรือการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ด้านโฆษก Apple ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนดังกล่าว

Photo by Apple Inc. Courtesy Apple Inc/Handout via REUTERS

แคนาดาวุ่น! ม็อบรถบรรทุกต้านวัคซีนยึดเมืองหลวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674990

วันที่ 07 ก.พ. 2565 เวลา 12:00 น.แคนาดาวุ่น! ม็อบรถบรรทุกต้านวัคซีนยึดเมืองหลวง

เมืองหลวงแคนาดาประกาศภาวะฉุกเฉิน นายกเทศมนตรียอมรับม็อบต้านวัคซีน ‘อยู่เหนือการควบคุม’

เมื่อวันที่ 6 ก.พ. ตามเวลาท้องถิ่นชาวแคนาดาจำนวนมากยังคงปักหลักในเมืองออตตาวา เมืองหลวงของประเทศ เพื่อประท้วงวัคซีน และมาตรการด้านสาธารณสุขของรัฐบาล ซึ่งทำให้การจราจรในพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองเป็นอัมพาตอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และต่อเนื่องมาเป็นวันที่ 10

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่าชาวแคนาดาหลายพันคนเดินออกมาเดินขบวนบนท้องถนน นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยรถบรรทุก รถแทรกเตอร์ และรถยนต์จำนวนมาก เพื่อประท้วงข้อจำกัดด้านโควิด-19 ของประเทศ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกมาตรการควบคุมโรค รวมถึงการล็อกดาวน์ ข้อจำกัดสำหรับธุรกิจและการชุมนุม ตลอดจนกฎการฉีดวัคซีนและสวมหน้ากากอนามัย

ตามรายงานของรอยเตอร์สระบุว่ากลุ่มผู้ประท้วงเรียกตัวเองว่ากลุ่ม “Freedom Convoy” หรือขบวนการเสรีภาพ ซึ่งรวมตัวเพื่อต่อต้านมาตรการด้านสาธารณสุขของรัฐบาลที่กำหนดให้คนคนขับรถบรรทุกข้ามพรมแดนต้องฉีดวัคซีนโควิด-19 ขณะที่ผู้ชุมนุมบางคนกล่าวว่าพวกเขาต้องการยุบรัฐบาลแคนาดา

แม้ว่าการชุมนุมประท้วงส่วนใหญ่จะไม่มีการใช้ความรุนแรง แต่ผู้ชุมนุมส่งเสียงดังและโกลาหล ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้อยู่อาศัยในเมือง พวกเขากล่าวว่ารู้สึกเหมือนถูกผู้ประท้วงจับเป็นตัวประกัน

ด้านจิม วัตสัน นายกเทศมนตรีออตตาวา กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้อยู่เหนือการควบคุมแล้ว เนื่องจากกลุ่มผู้ประท้วงมีจำนวนมากกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจของรัฐบาล

ปีเตอร์ สโลลี เจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองออตตาวา กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ต้องการกำลังเสริม เนื่องจากขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอที่จะควบคุมสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ล่าสุด นายกเทศมนตรีออตตาวาประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อตอบโต้การประท้วงที่ยืดเยื้อ และเกรงว่าจะส่งผลต่อความปลอดภัยและความมั่นคงของเมือง

นอกจากนี้ ยังมีชาวแคนาดาที่รวมตัวกันชุมนุมประท้วงในอีกหลายเมือง อาทิ แวนคูเวอร์ โตรอนโต และควิเบก

Photo by Lars Hagberg / AFP