เกาหลีเหนือปล้นคริปโตหลายล้านเหรียญเพื่อพัฒนาขีปนาวุธ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674982

วันที่ 07 ก.พ. 2565 เวลา 10:56 น.เกาหลีเหนือปล้นคริปโตหลายล้านเหรียญเพื่อพัฒนาขีปนาวุธ

UN เผยแฮกเกอร์เกาหลีเหนือขโมยสกุลเงินดิจิทัลหลายล้านเหรียญสหรัฐเพื่อเป็นทุนพัฒนาขีปนาวุธ

สำนักข่าวบีบีซีอ้างรายงานขององค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่าระหว่างปี 2020 ถึงช่วงกลางปี 2021 ผู้โจมตีทางไซเบอร์จากเกาหลีเหนือได้ทำการขโมยสกุลเงินดิจิทัลมูลค่ามากกว่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อใช้เป็นทุนสนับสนุนโครงการขีปนาวุธของประเทศ

รายงานระบุว่าการโจมตีดังกล่าวเป็น “แหล่งรายได้ที่สำคัญ” สำหรับโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของรัฐบาลเกาหลีเหนือ โดยมุ่งเป้าไปที่การแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลอย่างน้อย 3 แห่งในอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย

รายงานยังอ้างถึงผลการศึกษาที่ตีพิมพ์เมื่อเดือนที่แล้วโดยบริษัท Chainalysis ซึ่งระบุว่าการโจมตีทางไซเบอร์ของเกาหลีเหนืออาจทำเงินได้มากกว่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐในปีที่แล้ว

โดยในปี 2019 สหประชาชาติรายงานว่าเกาหลีเหนือได้สะสมเงินประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับโครงการขีปนาวุธของตน โดยใช้การโจมตีทางไซเบอร์ที่ซับซ้อน

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือถูกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติสั่งห้ามไม่ให้ทำการทดสอบนิวเคลียร์และยิงขีปนาวุธ อย่างไรก็ตามรายงานของสหประชาชาติระบุว่าเกาหลีเหนือยังคงสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ได้ นอกจากนี้ยังแสวงหาวัสดุ เทคโนโลยี และองค์ความรู้ในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

สหรัฐกล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่าเกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบขีปนาวุธถึง 9 ครั้งในเดือนที่แล้วเพียงเดือนเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถด้านการพัฒนาขีปนาวุธของเกาหลีเหนือที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

Photo by Jung Yeon-je / AFP

สหรัฐปั่นไม่หยุด ทำเนียบขาวชี้รัสเซียจะบุกวันไหนก็ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674978

วันที่ 07 ก.พ. 2565 เวลา 09:53 น.สหรัฐปั่นไม่หยุด ทำเนียบขาวชี้รัสเซียจะบุกวันไหนก็ได้

ทำเนียบขาวชี้ รัสเซียโจมตียูเครน ‘วันไหนก็ได้’ แต่การเจรจาต่อรองยังคงเป็นทางเลือก

เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาว กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐว่า รัสเซียอาจบุกยูเครนภายในไม่กี่วันหรือหลายสัปดาห์ แต่ก็ยังสามารถเลือกเส้นทางทางการทูตได้ 

“เราอยู่ในสถานะหมิ่นเหม่ วันไหนก็ได้ที่รัสเซียสามารถดำเนินการทางทหารกับยูเครน หรืออาจใช้เวลาสองสามสัปดาห์ต่อจากนี้ หรือรัสเซียอาจเลือกใช้เส้นทางทางการทูตแทน” ซัลลิแวนบอกกับรายการ “Fox News Sunday” 

ซัลลิแวนแสดงความคิดเห็นในการสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์หลังจากที่เจ้าหน้าที่สหรัฐสองคนในวันเสาร์กล่าวว่ารัสเซียซึ่งยึดไครเมียจากยูเครนในปี 2014 มีอำนาจการรบ 70%  เชื่อว่าจำเป็นต้องมีการบุกรุกเต็มรูปแบบของยูเครน

ในขณะที่รัสเซียมีกองกำลังทหารมากกว่า 100,000 นายอยู่ใกล้ชายแดน แต่รัฐบาลรัสเซียกล่าวว่าไม่ได้วางแผนที่จะบุกรุก แต่สามารถดำเนินการทางทหารที่ไม่ระบุรายละเอียดได้หากไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องด้านความมั่นคง

ซึ่งรวมถึงคำมั่นสัญญาที่ว่า NATO จะไม่ยอมรับยูเครนเป็นสมาชิก แต่เป็นข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ และพันธมิตรด้านความมั่นคงของตะวันตก 30 ชาติที่บอกว่าไม่อาจยอมรับได้

การกระทำของรัสเซียที่อาจจะเป็นไปได้อาจรวมถึงการผนวกดินแดนดอนบัสของยูเครน ซึ่งกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียได้แยกพื้นที่นี้จากการควบคุมของรัฐบาลยูเครนในปี 2014 หรืออาจเป็นการโจมตีทางอินเทอร์เน็ตหรือการบุกรุกเต็มรูปแบบของยูเครน ซัลลิแวนกล่าวเสริมว่ารัสเซียสามารถดำเนินการได้ทันทีในวันจันทร์นี้ (7 กุมภาพันธ์) แต่ก็อาจเป็นสัปดาห์ๆ หลังจากนี้ก็ได้

“เราเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่ชัดเจนมากที่วลาดิมีร์ ปูตินจะสั่งโจมตียูเครน” ซัลลิแวนบอกกับโปรแกรม “This Week” ของสถานีโทรทัศน์ ABC

“มัน (การโจมตี) อาจจะมีหลายรูปแบบ อาจเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้หรืออาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ เขาได้วางตัวเองให้อยู่ในตำแหน่งที่มีกำลังทหารเพื่อให้สามารถดำเนินการเชิงรุกต่อยูเครนได้ทุกเมื่อในขณะนี้” ซัลลิแวนกล่าวเสริม โดยอ้างถึงประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน

รัฐบาลสหรัฐระบุชัดเจนว่าจะไม่ส่งทหารสหรัฐฯ ไปปกป้องยูเครน ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกของ NATO

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐได้มอบอาวุธให้กับรัฐบาลยูเครน และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วกล่าวว่าจะส่งกองกำลังพิเศษเกือบ 3,000 นายไปยังโปแลนด์และโรมาเนีย เพื่อปกป้องยุโรปตะวันออกจากวิกฤตที่อาจเกิดขึ้น

รอยเตอร์อ้างแหล่งข่าวกล่าวว่าพบเครื่องบินที่บรรทุกทหารสหรัฐลงจอดในโปแลนด์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา  เมื่อวันพุธ กระทรวงกลาโหมสหรัฐกล่าวว่า ทหารราว 1,700 คน ส่วนใหญ่มาจากกองบินที่ 82 จะส่งกำลังจากฟอร์ตแบรกก์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา ไปยังโปแลนด์

Photo by Sergei Supinsky / AFP

เมื่อสหรัฐรบกับปูติน แต่เรียกร้องเอาจากสีจิ้นผิง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674957

วันที่ 06 ก.พ. 2565 เวลา 18:29 น.เมื่อสหรัฐรบกับปูติน แต่เรียกร้องเอาจากสีจิ้นผิง

บทความทัศนะ – ขณะที่สหรัฐก็กระตุ้นการเผชิญกับจีนไม่หยุดหย่อน รวมถึงพันธมิตรของสหรัฐที่หวาดหวั่นสงครามในยูเครน ก็ยั่วยุจีนเช่นกัน แต่ตอนนี้กลับมาเรียกร้องจากผู้นำจีนให้ “แทรกแซง” ปูติน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ (หรือ 4 กุมภาพันธ์ตามเวลาไทย) กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เตือนรัสเซียว่าความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจีนจะไม่ช่วยชดเชยผลที่ตามมาหากรัสเซียรุกรานยูเครน และมีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ

แม้จีนจะไมใได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้เลย สหรัฐก็ยังขู่ไปถึงจีนด้วยว่า บริษัทจีนก็จะต้องเผชิญกับผลที่ตามมาหากพวกเขาพยายามหลบเลี่ยงการมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย

ขณะที่ขู่ด้วยไม้แข็ง สหรัฐก็พยายามไม้นวม (ที่ซ่อนไม้แข็งเอาไว้อีกที) เพื่อกระทุ้งจีนไปเรื่อยๆ

แดเนียล คริสเตบริงก์ (Daniel Kritenbrink) นักการทูตระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แผนกเอเชียตะวันออกกล่าวว่า การประชุมระหว่างประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและประธานาธิบดีรัสเซียวลาดิมีร์ ปูตินในกรุงปักกิ่งน่าจะเป็นโอกาสสำหรับจีนที่จะสนับสนุนรัสเซียให้ลดความตึงเครียดกับยูเครน

เขาชี้ว่า การใช้วิถีทางการทูตเป็นสิ่งที่โลกคาดหวังจาก “มหาอำนาจต่างๆ ที่มีส่วนรับผิดชอบ” ซึ่งเป็นการเรียกร้องไปถึงจีนด้วยในฐานะ “มหาอำนาจ”

แต่การเรียกร้องจากสหรัฐนี้สวนทางกับการกระทำของสหรัฐเอง ที่ทั้งข่มขู่และคุกคามจีน ในส่วนของกรณียูเครน สหรัฐใช้การข่มขู่ด้วยการส่งทหารเข้าไปในโปแลนด์เพื่อเตรียมรับการบุกยูเครนของรัสเซีย แม้จะเดินสายเจรจากับรัสเซียแต่ก็คุยไม่ได้ผลเอาเลย

นี่แสดงว่า “กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐล้มเหลวทางการทูต” แต่กลับจะมาเรียกร้องแนวทางการทูตจากประเทศที่ตัวเองก่อกวนไม่หยุดหย่อนอย่างจีน

ดังจะเห็นได้ว่า แม้สหรัฐจะ “เรียกร้องจากจีน” แต่คริสเตนบริงก์ก็ยังแขวะจีนกับรัสเซียเสียอีก โดยกล่าวว่าการประชุมและแถลงการณ์ร่วมที่ตามมาสะท้อนถึงแนวทางที่จีนและรัสเซียใช้มาระยะหนึ่งแล้ว “นั่นคือการขยับเข้าใกล้กันมากขึ้น”

จะไม่ให้ขยับเข้ากันได้อย่างไรในเมื่อทั้งสองประเทศถูกบีบให้หัวเดียวกระเทียมลีบ?

แล้วคริสเตบริงก์ก็เรียกร้องเอาทื่อๆ ว่า “การประชุมควรเปิดโอกาสให้จีนสนับสนุนรัสเซียให้ดำเนินการทางการทูตและการลดระดับความรุนแรงในยูเครน”

และบอกว่า “หากรัสเซียรุกรานยูเครนต่อไปและจีนมองไปทางอื่น แสดงว่าจีนเต็มใจที่จะเมินเฉยหรือสนับสนุนความพยายามของรัสเซียที่จะบีบบังคับยูเครนโดยปริยาย แม้ว่าจะสร้างความอับอายให้กับปักกิ่ง ทำอันตรายต่อความมั่นคงของยุโรป และเสี่ยงต่อสันติภาพทั่วโลกและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ”

เราจะเห็นได้ว่าจากคำพูดของนักการทูตระดับสูงของสหรัฐระคายหูจีนเอามากๆ เท่ากับกล่าวโทษว่าถ้าสีจิ้นผิงไม่โน้มน้าวปูตินให้ยับยั้งการบุกยูเครน ก็ “แสดงว่าจีนเต็มใจ” หรือกระทั่ง “สนับสนุน”

มันเป็นการทั้งเรียกร้องแกมบีบบังคับ และคาดโทษจีนไว้แล้วว่าต้องรู้เห็นเป็นใจแน่นอน

ขอให้ดูการกระทำแบบนี้ สมควรจะเรียกว่าเป็นวิถีทางการทูตหรือไม่? ไม่เลย มันฟังเหมือนทหารที่กำลังต่อรองกันที่แนวหน้าก่อนการรบจริงมากกว่า การต่อรองแบบนี้สักแต่ว่าทำ เพราะอย่างไรเสียอีกฝ่ายหมายหัวจีนไว้แล้ว

ที่จริงสหรัฐก็ควรจะรู้ด้วยซ้ำกับการใช้คำว่าหากรัสเซียบุกยูเครนจะ “สร้างความอับอายให้กับปักกิ่ง” เพราะมีข่าวแพลมออกมาก่อนหน้านี้จากแหล่งข่าวทางการจีนว่า จีนขอร้องให้รัสเซียอย่าบุกยูเครนในช่วงที่จัดป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูหนาว เพราะจะเป็นการแย่งซีนกันมากเกินไป

ทางการจีนปฏิเสธเรื่องนี้ ปูตินยืนยันด้วยการบินมาร่วมงานพิธีเปิดโอลิมปิกด้วยตัวเองและหารือกับสีจิ้นผิงด้วย

ดังนั้นที่สหรัฐว่าจีน “เมินเฉย” ต่อท่าทีจะบุกยูเครนของรัสเซียนั้น จึงเป็นการใส่สีตีไข่ เพราะรู้ว่าจีนต้องไม่เฉยแน่นอน และได้ทำอะไรบางอย่างไปแล้ว จึงมีข่าวหลุดออกมา

การพูดแบบนี้ของสหรัฐเท่ากับจะลากจีนมารับผิดชอบให้ได้หากปูตินบุกยูเครน ตรองกันดูเถอะว่ามันเป็นการกระที่ “เป็นสุภาพบุรุษ” หรือเปล่า?

ความตึงเครียดที่ยูเครนมีสาเหตุที่ยังสรุปไม่ได้ รัสเซียว่าเพราะชาติตะวันตกแหกสัญญาด้วยการจะดึงยูเครนเข้ากลุ่มนาโต ซึ่งรัสเซียบอกแล้วบอกอีกว่าอย่าทำเช่นนั้น เพราะเท่ากับทำให้ยูเครนเป็นฐานทัพของนาโตเพื่อจ่อคอหอยรัสเวีย

ขณะที่ชาติตะวันตกก็โวยว่าเพราะรัสเซียสั่งสมกำลังทหารประชิดยุโรปตะวันออกมากเกินไป ซึ่งเรื่องนี้ทั้งนาโตและสหรัฐเองก็ทำ หรือว่ารัสเซียทำบ้างไม่ได้?

ขณะที่เรารับข่าวจากสื่ออเมริกันหรือยุโรป เราจะเห็นแต่ข่าวความกระหายสงครามของปูติน แต่ถ้าติดตามข่าวจากรัสเซียเราจะพบว่ารัสเซียเองที่โต้สหรัฐนั่นแหละที่ปั่นเรื่องสงคราม และบอกว่าสหรัฐคือพวก Scaremongering หรือ พวกที่ปั่นหัวให้คนกลัว

กับจีนนั้น เราจะเห็นปัญหาคล้ายๆ กัน กรณีทะเลจีนใต้นั้นจีนอ้างสิทธิ์ตามเกาะต่างๆ ก็ไม่ได้ห้ามการแล่นเรือในน่านน้ำสากลแถบนั้น จะมีก็แต่บางประเทศที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับกรณีพิพาททะเลจีนใต้ มักจะส่งเรือรบและเรือบินไปป้วนเปี้ยนใกล้ฐานที่มั่นของจีนมาโดยตลอด

กับไต้หวัน แม้จีนจะส่งเครื่องบินไปในน่านฟ้าไต้หวัน แต่รัฐบาลไต้หวันเองก็ใช่ย่อย แทนที่จะรักษาสถานะเเดิมทางการเมือง แต่ดันหาเรื่องจะทำตัวเป็นเอกราชไม่หยุดหย่อน รู้ทั้งรู้ว่าทำแบบนั้น เป็นการ “หาเรื่องตาย” แต่ก็ยังหาทำเพราะรู้ว่าสหรัฐจะหนุนหลัง และสหรัฐ “ชอบ” เพราะมันมีเหตุให้ขยี้จีนได้ โดยหาว่าจีน “รังแกไต้หวัน”

การเมืองโลกนั้นมี “ความจริง” ซ่อนไว้หลายชั้น ใครตามไม่ทันก็โดนเขาหลอกเอาง่ายๆ

บทความทัศนะโดย ไทยแลเทศ

Photo by Alexei Druzhinin / Sputnik / AFP

เจ้าหน้าที่สหรัฐเผย รัสเซียเตรียมบุกยูเครนเต็มรูปแบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674949

วันที่ 06 ก.พ. 2565 เวลา 15:00 น.เจ้าหน้าที่สหรัฐเผย รัสเซียเตรียมบุกยูเครนเต็มรูปแบบ

รัสเซียได้เร่งเตรียมการสำหรับการรุกรานยูเครนอย่างเต็มกำลัง แต่ยังไม่ชัดเจนนักว่ารัฐบาลรัสเซียได้ตัดสินใจใช้ขั้นตอนดังกล่าวหรือไม่ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวอ้างการประเมินข่าวกรอง

รัสเซียได้รวบรวมทหาร 110,000 นายตามแนวชายแดนกับยูเครน แต่หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ไม่ได้ฟันธงว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ได้ตัดสินใจที่จะบุกเข้าไปจริงหรือไม่ ตามรายงานของเจ้าหน้าที่ซึ่งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ซึ่งกล่าวสรุปให้กับสภาคองเกรสและพันธมิตรยุโรป

เจ้าหน้าที่เตือนสภาคองเกรสว่ากองกำลังรัสเซียที่รวมตัวกันที่ชายแดนกำลังเติบโตในอัตราที่จะทำให้ปูตินมีกำลังมากพอหากต้องการการบุกรุกเต็มรูปแบบ คือทหารประมาณ 150,000 นาย ภายในกลางเดือนกุมภาพันธ์

พวกเขากล่าวว่าปูตินต้องการทางเลือกที่เป็นไปได้ทั้งหมด: ตั้งแต่การรบอย่างจำกัดในภูมิภาคดอนบัสของยูเครนที่มีกลุ่มสนับสนุนรัสเซียไปจนถึงการบุกรุกเต็มรูปแบบ แต่ที่ผ่านมารัสเซียปฏิเสธว่ากำลังวางแผนที่จะบุกยูเครน

เจ้าหน้าที่สหรัฐกล่าวหากรัสเซียเลือกโจมตีเต็มรูปแบบ กองกำลังที่บุกรุกอาจเข้ายึดเมืองหลวงเคียฟและโค่นล้มประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี้ได้ภายในเวลา 48 ชั่วโมง 

พวกเขาคาดว่าการโจมตีดังกล่าวจะทำให้พลเรือนเสียชีวิต 25,000 ถึง 50,000 คน พร้อมด้วยทหารยูเครน 5,000 ถึง 25,000 นาย และชาวรัสเซีย 3,000 ถึง 10,000 นาย

เจ้าหน้าที่กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้ยังสามารถก่อให้เกิดคลื่นผู้ลี้ภัยได้ตั้งแต่ 1 – 5 ล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จะทะลักเข้าไปโปแลนด์ 

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ตัดสินใจส่งกองกำลังอเมริกันไปยังโปแลนด์เพื่อปกป้องสมาชิกนาโต โดยกองทหารสหรัฐชุดแรกมาถึงเมื่อวันเสาร์ ขณะที่นักการทูตทำงานอย่างดุเดือดเพื่อพยายามเกลี้ยกล่อมรัสเซียให้ถอนทหารกลับจากพรมแดนติดกับยูเครน

รัสเซียยังได้ประกาศสิ่งที่เรียกว่าการซ้อมรบร่วมทางทหารกับเบลารุส ซึ่งได้ส่งกองพันหลายกองพันไปทางเหนือของเคียฟ และในภูมิภาคเบรสต์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากชายแดนโปแลนด์

หน่วยข่าวกรองสหรัฐสรุปว่ารัสเซียยังคงรวบรวมกำลังทหารหลักที่ชายแดนติดกับยูเครน

เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน กองพันทหารรัสเซียทั้งหมด 60 กองประจำการตั้งอยู่ทางเหนือ ตะวันออก และใต้ของยูเครน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคาบสมุทรไครเมีย ซึ่งรัสเซียเข้ายึดครองภายหลังการรุกรานในปี 2014

แต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา มีกองพัน 80 กองพันและอีก 14 กองพันกำลังเดินทางจากที่อื่นในรัสเซีย เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าว

พวกเขาเสริมว่า ทหารกองกำลังพิเศษรัสเซียประมาณ 1,500 นายที่รู้จักกันในชื่อ “สเปตนาซ” มาถึงตามแนวชายแดนยูเครนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

กองกำลังนาวิกโยธินรัสเซียรายใหญ่ประจำตำแหน่งในทะเลดำ พร้อมด้วยเรือสะเทินน้ำสะเทินบก 5 ลำ ที่สามารถใช้ส่งกองกำลังทหารบนชายฝั่งทางตอนใต้ของยูเครน เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุ

พวกเขาเสริมว่ามีการสังเกตพบยานสะเทินน้ำสะเทินบกอีก 6 ลำออกจากทะเลแบเรนท์สทางตอนเหนือของรัสเซีย แล่นผ่านสหราชอาณาจักรและผ่านช่องแคบยิบรอลตาร์ ซึ่งเห็นได้ชัดว่ากำลังเดินทางไปยังทะเลดำ

ในการประจำการอื่นๆ รัสเซียได้วางเครื่องบินรบไว้ใกล้กับยูเครน เช่นเดียวกับเครื่องบินทิ้งระเบิด ขีปนาวุธ และแบตเตอรี่ต่อต้านอากาศยาน เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าว

เมื่อวันพฤหัสบดี สหรัฐฯ ระบุว่ามีหลักฐานว่ารัสเซียกำลังเตรียมวิดีโอที่แสดงภาพการโจมตีที่แสร้งว่าเป็นการกระทำของฝ่ายยูเครน ซึ่งจะใช้เป็นข้ออ้างสำหรับการโจมตีของรัสเซียต่อยูเครนอย่างแท้จริง

ภาพประกอบ – ทหารเข้าร่วมการฝึกปฏิบัติทางยุทธวิธีและพิเศษร่วมกันของกระทรวงกิจการภายในของยูเครน หน่วยยามรักษาการณ์แห่งชาติของยูเครน และกระทรวงเหตุฉุกเฉินของยูเครน ในเมืองปรีเปียต ใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 (ภาพโดย Sergei SUPINSKY / AFP) 

แม้ไม่ทุกคนจะนิยมกษัตริย์ แต่ยอมรับว่า ‘ควีนคือผู้สร้างเอกภาพ‘

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674943

วันที่ 06 ก.พ. 2565 เวลา 14:05 น.แม้ไม่ทุกคนจะนิยมกษัตริย์ แต่ยอมรับว่า 'ควีนคือผู้สร้างเอกภาพ‘

พระองค์คือ ‘Unifying Force’: สาธารณชนในสหราชอาณาจักรต่อเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ครองราชย์ 70 ปีของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร อาจไม่ใช่ชาวอังกฤษทุกคนที่เป็นแฟนของสถาบันกษัตริย์ แต่หลายคนตระหนักดีว่าการครองราชย์ 70 ปีของควีนอลิซาเบธที่ 2 คือความสำเร็จ โดยมองว่าพระองค์เป็นผู้นำที่ยืนยงของชาติ

ณ วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2022 ประมุขแห่งรัฐพระชนมายุ 95 พรรรษา ทรงเป็นพระมหากษัตริย์/สมเด็จพระราชินีนาถอังกฤษพระองค์แรกในประวัติศาสตร์ที่ครองราชย์นานถึง 70 ปี ในวันนี้ทรงเฉลิมฉลองวันสำคัญเป็นการส่วนพระองค์ โดยการเฉลิมฉลองใหญ่จะจัดขึ้นต้นเดือนมิถุนายน

แต่ก่อนจะถึงวันนั้น วันนี้คือวันประวัติศาสต์ บนถนนในลอนดอน ประชาชนต่างต้อนรับเหตุการณ์สำคัญดังกล่าว นี่คือปฏิกิริยาบางส่วนจากการสัมภาษณ์ของสำนักข่าว AFP

John Paul อายุ 22 ปีทำงานการเมือง บอกว่า “ผมคิดว่ารัชสมัยนี้เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่จริงๆ … มันเป็นสิ่งที่สร้างเอกภาพอย่างแท้จริงสำหรับประเทศในการนำผู้คนมารวมกัน สมเด็จพระราชินีเป็นที่นิยมมาก คนทุกรุ่น สามชั่วอายุคนสามารถมองดูสมเด็จราชินีและพวกเขาก็มีความเชื่อมโยงบางอย่างกับพระองค์

“เราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากจริงๆ ในฐานะประเทศ และผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ผมมองย้อนกลับไปโดยเฉพาะในช่วงแรกของการระบาดใหญ่ เมื่อเราล็อกดาวน์ครั้งแรกคือผู้คนมองไปที่สมเด็จราชินี

“หวังว่าการเฉลิมฉลองการครองราชย์จะพาคนกลับมา… และเราจะลืมแม้ว่าจะเป็นเพียงวันเดียวและผมแน่ใจว่าจะเห็นผู้คนลืมการแบ่งแยกเหล่านั้น พวกเขาจะกลับมารวมกัน คงจะดีถ้า ดู.”

David Newell อายุ 33 ปี ทำงานด้านการศึกษา บอกว่า “มันหมายถึงบางอย่างที่ผมคิดว่านะ มันไม่ใช่ไม่มีอะไรเลย… เราอาศัยอยู่ในอังกฤษ ผมเป็นคนอังกฤษ และสถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันของอังกฤษ เป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ผมคิดว่าสถาบันสร้างความแตกต่าง และผมก็ค่อนข้าง ดีใจที่ได้หยุดหลายวันเช่นกัน”

“ยังมีวิวัฒนาการอีกมากที่จะเกิดขึ้น ผมคิดว่าจากข่าวล่าสุด มีบางสิ่งต้องทำ (การวิวัฒนาการของสถาบัน) อย่างแน่นอน และผมคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่สิ่งนั้นจะเกิดขึ้น… ผมจะไม่ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ใช่ ผมคิดว่า มีสิ่งที่ต้องทำ”

Bill Hartness อายุ 50 ปี ทำงานในการลงทุนบอกว่า “พระองค์ผ่านช่วงเวลาขึ้นๆ ลงๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ผมคิดว่าพระองค์ได้รับความเคารพอย่างสูงในตอนนี้ และในฐานะผู้นำที่มีคุณธรรม และนั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องเห็นมากขึ้นในผู้นำของเราในทุกวันนี้ เพราะเราไม่เห็นในที่อื่นๆ มากนัก”

“ผมคิดว่าทุกคนต้องปรับตัวอย่างไม่น่าเชื่อในช่วง 70 ปีที่ผ่านมา เมื่อนึกถึงการเปลี่ยนแปลงและเทคโนโลยีและประเด็นทั้งหมด ทั้งหมดนี้ คุณรู้ไหม ผมคิดว่าระบอบกษัตริย์มีการพัฒนาอย่างมากในช่วง 15 ปี 20 ปีที่ผ่านมา”

Helen Chadwick วัย 60 ปี เกษียณแล้ว บอกว่า “ฉันไม่ใช่ผู้นิยมระบอบกษัตริย์มากนัก เพราะวัฒนธรรมและภูมิหลังของฉันมาจากทางเหนือ และฉันก็มีเชื้อสายของชาวไอริชด้วย”

“แต่มันมีความหมายสำหรับทุกคน และฉันคิดว่าในขณะนี้ ถ้ามีคนคนหนึ่งที่สร้างความเป็นผึกแผ่นให้ประเทศยืนหยัด นั่นก็คือสมเด็จพระราชินีฯ อย่างแน่นอน

“นี่ควรจะเป็นประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ และฉันรู้สึกแย่มาก ๆ กับเจ้าหน้าที่ที่มาจากการเลือกตั้ง สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นบุคคลที่ฉันคิดว่าในใจของฉันที่ฉันมองว่าเป็นผู้สร้างเอกภาพความยิ่งใหญ่ของสหราชอาณาจักร ความซื่อสัตย์สุจริต และความเห็นอกเห็นใจคือ องค์ราชินี”

Bill และ Ann Stack ในวัย 60 ปี ทหารผ่านศึกที่เกษียณแล้ว บอกว่า “เราต่างก็เป็นอดีตทหารผ่านศึก ดังนั้น สำหรับเรา คุณก็รู้ เรารับใช้ราชินีและประเทศ และการได้เห็นพระองค์ในเวทีนี้วิเศษมาก… พระองค์เป็นทูตที่ยอดเยี่ยมสำหรับประเทศนี้จริงๆ

“นั่นคือสิ่งที่ทำให้เรายิ่งใหญ่ เพราะในท้ายที่สุด เรายังคงมีราชวงศ์ เรายังมีพระบรมวงศ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชินี และการเมืองจะดำเนินต่อไปเสมอ ไม่เคยเป็นเส้นตรง

“สิ่งสำคัญที่สุดคือพระองค์อยู่เหนือสิ่งอื่นใด นั่นคือพระองค์ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เราควรเห็นตรงกันในเรื่องนี้ แต่โดยรวมแล้ว พระองค์เป็นผู้ที่มั่นคง”

Photo by Joe Giddens / POOL / AFP

ปลานับแสนลอยตายเป็นแพกลางมหาสมุทรแอตแลนติก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674934

วันที่ 06 ก.พ. 2565 เวลา 11:30 น.ปลานับแสนลอยตายเป็นแพกลางมหาสมุทรแอตแลนติก

รอยเตอร์ รายงานว่า FV Margiris เรือลากอวนของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเรือประมงที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ปล่อยปลาตายไปแล้วกว่า 100,000 ตัวลงมหาสมุทรแอตแลนติกนอกฝรั่งเศส ก่อตัวเป็นพรมซากสัตว์ที่นักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมพบเห็น

กลุ่มอุตสาหกรรมประมง PFA ซึ่งเป็นตัวแทนของเจ้าของเรือกล่าวว่าการรั่วไหลดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นเมื่อต้นวันพฤหัสบดีเกิดจากการขาดของตาข่ายลากอวน ในถ้อยแถลง กลุ่มเรียกการรั่วไหลของข้อมูลว่าเป็น “เหตุการณ์ที่หายากมาก” กลุ่มสิ่งแวดล้อมโต้แย้งคำอธิบายดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการปล่อยปลาที่ไม่ต้องการกว่า 100,000 ตัวอย่างผิดกฎหมาย

กลุ่มรณรงค์รณรงค์ Sea Shepherd ของฝรั่งเศสเผยแพร่ภาพการรั่วไหลครั้งแรก โดยแสดงพื้นผิวของมหาสมุทรที่ปกคลุมด้วยชั้นหนาแน่นของปลาค็อดสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นชนิดย่อยของปลาค็อด ซึ่งใช้ในการผลิตนักเก็ตปลา น้ำมันปลา และอาหารในปริมาณมาก

Sea Shepherd France กล่าวว่าไม่เชื่อว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นความพยายามของเรือลากอวนเพื่อปล่อยปลาประเภทที่ไม่ต้องการดำเนินการทิ้งไป ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติที่เรียกว่า “การปล่อยปลาที่จับได้โดยบังเอิญ” (discharging bycatch) ซึ่งถูกห้ามภายใต้กฎการประมงของสหภาพยุโรป

ลัมยา เอสเซมลาลี หัวหน้ากลุ่มรณรงค์สิ่งแวดล้อมในฝรั่งเศสบอกกับรอยเตอร์ว่าเธอเชื่อว่าปลาถูกปล่อยโดยเจตนา Sea Shepherd France กล่าวว่าการรั่วไหลส่งผลกระทบต่อปลากว่า 100,000 ตัว

อานนิค ฌิราร์แดง รัฐมนตรีกระทรวงการเดินเรือของฝรั่งเศส เรียกภาพปลาที่ตายแล้วว่า “น่าตกใจ” และกล่าวว่าเธอได้ขอให้หน่วยงานเฝ้าระวังการประมงแห่งชาติของประเทศดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว

Photo by SEA SHEPHERD / AFP

‘คาเรน จันเหลือง’ นักสกีสาวทีมชาติไทย ผู้ร่วมชิงชัยโอลิมปิก ปักกิ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674932

วันที่ 06 ก.พ. 2565 เวลา 11:00 น.‘คาเรน จันเหลือง’ นักสกีสาวทีมชาติไทย ผู้ร่วมชิงชัยโอลิมปิก ปักกิ่ง

ดูเหมือนว่าที่มหกรรมการแข่งขันกีฬาปักกิ่ง โอลิมปิก ฤดูหนาว 2022 จะไม่มีใครเข้าใจการปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่ร้อนและหนาวต่างกันอย่างมากได้ดีไปกว่า “คาเรน จันเหลือง” นักสกีครอสคันทรีชาวไทย จากกรุงเทพฯ เพราะกรุงเทพฯ กับจางเจียโข่วมีอุณหภูมิต่างกันเกือบ 50 องศาเซลเซียส

แม้จะมีอายุเพียง 25 ปี แต่การลงแข่งครั้งนี้เป็นการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ฤดูหนาวครั้งที่ 2 ของเธอ เมื่อ 4 ปีก่อนคาเรนและมรรค จันเหลือง พี่ชาย ได้เข้าร่วมการแข่งขันที่เมืองพยองชางของเกาหลีใต้ แม้ว่าผลงานจะไม่โดดเด่นนัก แต่ด้วยความเป็นน้องใหม่ พวกเขาจึงได้รับความสนใจและกำลังใจอย่างล้นหลาม

อุณหภูมิเฉลี่ยรายปีของไทยอยู่ที่เกือบ 30 องศาเซลเซียส จึงไม่มีสภาพแวดล้อมสำหรับกีฬาน้ำแข็งและหิมะ โดยบุญจันทร์ จันเหลือง คุณพ่อชาวไทยของคาเรน และแม่ซึ่งเป็นชาวอิตาลี มีบทบาทสำคัญมากในอาชีพนักกีฬาของเธอ

เมื่อปี 1996 คาเรนถือกำเนิดที่หมู่บ้านเล็กๆ ใกล้ภูเขาในเมืองออสตา (Aosta) ของอิตาลี ซึ่งมีการเล่นกีฬาหิมะอย่างเข้มข้น เธอเริ่มเดินย่ำทุ่งหิมะตอนอายุ 3 ขวบภายใต้การดูแลของพ่อแม่ และเริ่มเล่นสกีครอสคันทรีเมื่อมีอายุ 10 ขวบ

คาเรนเผยว่า พ่อแม่ของเธอชอบเล่นกีฬา นอกเหนือจากสกีครอสคันทรีแล้ว เธอยังได้ฝึกเล่นสโนว์บอร์ด สเก็ตน้ำแข็ง และกรีฑาประเภทลู่และลานด้วย เธอชอบที่จะเล่นกีฬาเหล่านี้ในสนามธรรมชาติร่วมกับเพื่อนๆ

มรรคและคาเรนร่วมการแข่งขันทั่วทุกมุมโลกเพื่อสั่งสมประสบการณ์ โดยได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่ ในครั้งนี้ พวกเขาทั้งสี่คนเดินทางเยือนจีนด้วยกัน โดยพ่อทำหน้าที่ผู้จัดการทีม และแม่เป็นนักกายภาพบำบัดที่คอยดูแลสุขภาพของเธอและพี่ชาย

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา คาเรนเป็นตัวแทนประเทศไทยลงแข่งหลายๆ สนาม ทั้งเวทีชิงแชมป์โลก ครั้งที่ 2, ชิงแชมป์โลกยู 23 ครั้งที่ 3 และการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลกฤดูหนาว 2019

เธอกล่าวว่ากีฬาให้บทเรียนแก่เธอมากมาย ทั้งการได้รับชัยชนะและความพ่ายแพ้ การอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น ทั้งยังเติมเต็มชีวิตของเธอ โดยไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอะไรก็ต้องมุ่งมั่นให้เต็มที่

คาเรนเคยเดินทางมาจีน 2 ครั้งเพื่อร่วมการแข่งขันในปี 2019 โดยครั้งนี้เธอกล่าวว่ารู้สึกประทับใจอย่างยิ่ง เพราะนอกจากสถานที่จัดจะยอดเยี่ยมแล้ว หมู่บ้านโอลิมปิก ห้องออกกำลังกาย และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ก็ครบครัน

คาเรนตระหนักดีถึงความต่างด้านความแข็งแกร่งของตนกับนักกีฬาที่มีชื่อเสียงจากกลุ่มประเทศนอร์ดิกในปัจจุบัน โดยครั้งนี้ เธอจะเข้าร่วมการแข่งขันสกีครอสคันทรี ประเภทบุคคลหญิงระยะสั้นและอื่นๆ โดยมีเป้าหมายว่าจะต้องพัฒนาตนเองให้เก่งขึ้น “แน่นอนว่าฉันอยากติด 30 อันดับแรก แต่มันก็ยังยาก เป้าหมายที่ดูเป็นไปได้มากกว่าคือ 50 หรือ 40 อันดับแรก”

ตั้งแต่ไทยส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิก ฤดูหนาว 2002 ในนครซอลต์เลกซิตี รัฐยูทาห์ของสหรัฐฯ เป็นครั้งแรก หลายปีที่ผ่านมา จำนวนวัยรุ่นชาวไทยที่สนใจกีฬาน้ำแข็งและหิมะก็เพิ่มมากขึ้น โดยไทยทำสถิติส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกที่พยองชางเมื่อสี่ปีก่อนถึง 4 คน และโอลิมปิกที่ปักกิ่งปีนี้ไทยก็ส่งนักกีฬาร่วมแข่งขัน 4 คนอีกครั้ง โดยอีก 2 คนเป็นผู้ร่วมแข่งขันสกีอัลไพน์

สมาคมสกีไทยที่คาเรนและมรรคสังกัดอยู่มีนักกีฬาอายุน้อยจำนวนมากที่ตั้งเป้าแข่งขันในเวทีโลก และเนื่องจากปัจจัยด้านสภาพอากาศ นักกีฬาหลายคนจึงเดินทางไปฝึกที่ต่างประเทศในฤดูหนาว และอยู่ที่ไทยเพื่อฝึกเล่นโรลเลอร์สเก็ตซึ่งคล้ายคลึงกันในฤดูร้อน

ครอบครัวของคาเรนยังมีส่วนร่วมในการจัดตั้งมูลนิธิ เพื่อสนับสนุนและให้คำแนะนำแก่วัยรุ่นไทยด้านกีฬาน้ำแข็งและหิมะ โดยคาเรนหวังว่าครอบครัวของเธอจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ และอาจทำให้มีนักกีฬาไทยเข้าร่วมโอลิมปิก ฤดูหนาวมากขึ้นในอนาคต

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

‘ควีน’ ทรงปรารถนาให้ ‘คามิลลา’ เป็นราชินีในอนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674931

วันที่ 06 ก.พ. 2565 เวลา 10:23 น.'ควีน' ทรงปรารถนาให้ 'คามิลลา' เป็นราชินีในอนาคต

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจัก (Elizabeth II) ตรัสว่าทรงต้องการให้คามิลลา Camilla เป็นพระราชินีพระภรรยาเจ้าหากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ทรงขึ้นครองราชสมบัติในอนาคต

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงเป็นพระราชาธิบดี/สมเด็จพระราชินีนาถอังกฤษพระองค์แรกที่ทรงครองราชย์นานกว่า 7 ทศวรรษ ณ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2022 ในวโรกาสนี้ยังเป็นวันสำคัญที่มีการประกาศว่าทรงต้องการให้คามิลลา พระชายาของเจ้าชายชาร์ลส์ ได้รับการยอมรับให้เป็นสมเด็จพระราชินีในอนาคต

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พระชนมายุ 95 พรรษาเริ่มต้นพระราชพิธีเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี หรือ Platinum Jubilee แบบเรียบๆ ที่พระราชวังแซนดริงแฮม ทางตะวันออกของอังกฤษ ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วพระองค์จะทรงใช้เวลาในวันครบรอบการครองราชย์ของพระองค์ ณ ที่แห่งนี้

มีกำหนดจัดงานเฉลิมฉลอง 4 วันในต้นเดือนมิถุนายน ซึ่งตรงกับวันครบรอบการบรมราชาภิเษกของพระองค์ในปี 1953 (ทรงรับราชบัลลังก์ก่อนจะประกอบพระราชพิธีอย่างเป็นทางการ) ซึ่งรวมถึงขบวนพาเหรดและคอนเสิร์ตดนตรี ปาร์ตี้ริมถนน เป็นต้น

สมเด็จพระราชินีฯ ทรงตรัสปราศรัยแก่ประชาชนในถ้อยแถลงเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อค่ำวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่นว่า พระองค์ต้องการให้คามิลลา พระชายาของเจ้าชายชาร์ลส์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ของพระองค์เป็นที่รู้จักในนามพระราชินีในท้ายที่สุด

คำแถลงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสมเด็จพระราชินีกำลังวางแผนสำหรับอนาคตหลังจากการสวรรคตและทรงยกย่องคามิลลาซึ่งเสกสมรสกับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ในพิธีพลเรือนในปี 2005 ด้วยการยกย่องอย่างสูง ในข้อความที่ส่งถึงประเทศชาติเมื่อวันเสาร์ สมเด็จพระราชินีฯทรงยกย่อง “การรับใช้ด้วยความภักดี” ของคามิลลา โดยกล่าวว่าพระองค์หวังว่าคามิลลาจะเป็นที่รู้จักในนามราชินีพระภรรยาเจ้า (Queen Consort) เมื่อเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ขึ้นครองบัลลังก์

เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ทรงยืนกรานเสมอว่า “ภรรยาที่รัก” ของพระองค์ควรได้รับตำแหน่งนี้ โดย The Times รายงานโดยอ้างแหล่งข่าว

รายหนึ่ง เพราะหลายปีที่ผ่านมา คามิลลาถูกใส่ร้ายว่าเป็นผู้ทำลายการแต่งงานที่ทำลายเรื่องราวความรักของราชวงศ์ในเทพนิยายของอังกฤษระหว่างเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์กับเจ้าหญิงไดอานา

การสำรวจความคิดเห็นของ YouGov ในเดือนพฤศจิกายน 2021 พบว่ามีเพียง 14% ที่ต้องการเห็นคามิลลากลายเป็น “ราชินี” ในขณะที่ 42% ชื่นชอบตำแหน่ง “เจ้าหญิงพระภรรยาเจ้า” (Princess Consort)

จากการจัดอันดับล่าสุดของ YouGov ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2021 คามิลลาเป็นพระราชวงศ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดเป็นอันดับที่ 11 โดย 34% กล่าวว่าพวกเขาชอบเธอและ 28% กล่าวว่าพวกเขาไม่ชอบเธอ

Photo by Chris Jackson / POOL / AFP

CDC ชี้ใส่แมส์ N95/KN95 ลดเสี่ยงติดเชื้อจากโควิดได้ 83%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674907

วันที่ 05 ก.พ. 2565 เวลา 15:30 น.CDC ชี้ใส่แมส์ N95/KN95 ลดเสี่ยงติดเชื้อจากโควิดได้ 83%

การสวมหน้ากากอนามัยชนิด N95 หรือ KN95 ในตัวอาคารลดความเสี่ยงติดเชื้อจาก Covid-19 ได้ 83%

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) เผยผลการวิจัยประสิทธิภาพของหน้ากากอนามัยแต่ละชนิดโดยพบว่า การสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากาก N95 หรือ KN95 เมื่ออยู่ในตัวอาคารของสถานที่สาธารณะเกี่ยวข้องกับการลดโอกาสติดเชื้อจาก Covid-19 โดยคนที่ได้รับการปกป้องมากที่สุดคือ ผู้ที่สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากาก N95 หรือ KN95 ตลอดเวลา

งานวิจัยระบุว่า การสวมหน้ากากอนามัยชนิด N95 หรือ KN95 ที่พอดีกับใบหน้าในตัวอาคารมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยช่วยลดโอกาสที่จะติดเชื้อจาก Covid-19 ได้ 83% ขณะที่หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ลดความเสี่ยงได้ 63% และหน้ากากผ้าลดได้ 50%

การวิจัยนี้ทำขึ้นระหว่างวันที่ 18 ก.พ.-1 ธ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่เชื้อสายพันธุ์โอมิครอนจะระบาด ในชาวแคลิฟอร์เนียเกือบ 1,828 คนที่เข้ารับการตรวจหาเชื้อ (652 คนผลเป็นบวก 1,176 คนผลเป็นลบ) โดยให้ผู้เข้าร่วมระบุรายละเอียดเกี่ยวกับหน้ากากอนามัย เช่น ความถี่ในการสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ ชนิดของหน้ากาก ก่อนเข้ารับการตรวจ

อย่างไรก็ดี การศึกษานี้ไม่ได้พิจารณาถึงพฤติกรรมการป้องกันอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อความเสี่ยงในการติดเชื้อ เช่น การเว้นระยะห่างระหว่างกัน

ทว่า การศึกษานี้เป็นข้อสรุปจากสถานการณ์จริงซึ่งเป็นการสนับสนุนข้อมูลจากทดสอบในห้องปฏิบัติการ

3M/Handout via REUTERS

จีนจับมือรัสเซียสกัดอิทธิพลสหรัฐ พร้อมร่วมมือทุกมิติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674902

วันที่ 05 ก.พ. 2565 เวลา 14:30 น.จีนจับมือรัสเซียสกัดอิทธิพลสหรัฐ พร้อมร่วมมือทุกมิติ

สีจิ้นผิงจับมือปูตินประกาศความร่วมมือสกัดอิทธิพลสหรัฐและนาโต

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ออกแถลงการณ์ประกาศความร่วมมือทางยุทธศาสตร์อย่างลึกซึ้งระหว่างกัน เพื่อต่อต้านการขยายอิทธิพลขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) และถ่วงดุลอิทธิพลของสหรัฐ หลังการพบปะหารือกันเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี ในโอกาสที่ปูตินเดินทางมาร่วมพิธีเปิดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่กรุงปักกิ่ง

ในแถลงการณ์ร่วม ทั้งสองประเทศยืนยันว่าความสัมพันธ์ครั้งใหม่ระหว่างรัสเซียและจีนเหนือกว่าพันธมิตรทางการเมืองหรือการทหารใดๆ ในยุคสงครามเย็น

“มิตรภาพระหว่างทั้งสองประเทศไม่มีขีดจำกัด ไม่มีพื้นที่ ‘ต้องห้าม’ ของความร่วมมือ” แถลงการณ์ระบุ ทั้งยังประกาศว่าจะร่วมมือกันในหลายๆ ด้าน รวมทั้งอวกาศ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ปัญญาประดิษฐ์ และการควบคุมอินเทอร์เน็ต

มอสโกและปักกิ่งยังแสดงความกังวลและคัดค้านการรวมกลุ่ม AUKUS ที่ประกอบด้วยออสเตรเลีย อังกฤษ และสหรัฐโดยมองว่าจะทำให้เกิดการแข่งขันกันสะสมอาวุธในภูมิภาค

แดเนียล รัสเซล จากสถาบันคลังสมอง Asia Society เผยว่า สีและปูตินกำลัง “ประกาศความมุ่งมั่นที่จะยืนหยัดร่วมกันและต่อต้านสหรัฐ และตะวันตก และพร้อมที่จะทนต่อการคว่ำบาตรและท้าทายความเป็นผู้นำระดับโลกของสหรัฐ

รัสเซลเผยอีกว่า แม้ว่าจะไม่ใช่พันธมิตรอย่างเป็นทางการ แต่ทั้งสอง “กำลังหาจุดร่วมทางยุทธวิธีเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนและระบบเผด็จการของพวกเขาจากแรงกดดันจากตะวันตก”

ทั้งนี้ เมื่อวานนี้ Gazprom และ Rosneft บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของรัสเซียเพิ่งตกลงทำสัญญาขายแก๊สและน้ำมันมูลค่าหลายมื่นล้านเหรียญสหรัฐให้จีน

ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พร้อมคณะ พบปะหารือ ณ เรือนรับรองเตี้ยวอวี๋ไถในกรุงปักกิ่ง เมื่อ 4 ก.พ. Photo by Alexei Druzhinin / Sputnik / AFP

Photo by Alexei Druzhinin / Sputnik / AFP