ตะลึง น้ำแข็งบนยอดเอเวอเรสต์ละลายเร็ว 25 ปีบางลงเกือบ 55 ม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674899

วันที่ 05 ก.พ. 2565 เวลา 13:23 น.ตะลึง น้ำแข็งบนยอดเอเวอเรสต์ละลายเร็ว 25 ปีบางลงเกือบ 55 ม.

ธารน้ำแข็งบนยอดเอเวอรเรสต์ซึ่งต้องใช้เวลาสะสมกว่า 2,000 ปีละลายหายไปในเวลาเพียง 25 ปี

ทีมนักวิจัยซึ่งนำโดยนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเมนในสหรัฐเผยสถานการณ์ที่น่าหวั่นวิตกของธารน้ำแข็งบนยอดเขาเอเวอเรสต์ซึ่งเป็นธารน้ำแข็งที่สูงที่สุดในโลกว่ากำลังละลายอย่างรวดเร็ว

ผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature ระบุว่า ธารน้ำแข็งเซาท์คอล (South Col Glacier) ซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลราว 7,906 เมตร บางลง 54.86 เมตรในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา หรือละลายเร็วกว่าการสะสมตัวของน้ำแข็ง 80 เท่า ขณะที่อัตราการสะสมของน้ำแข็งในความหนาดังกล่าวต้องใช้เวลานานกว่า 2,000 ปี

ทีมวิจัยยังพบอีกว่า ทุ่งหิมะที่เกิดจากการทับถมกันบนธารน้ำแข็งถูกกัดเซาะออกไปด้วย ส่งผลให้น้ำแข็งที่อยู่ด้านล่างถูกแสงแดดมากขึ้นซึ่งเป็นตัวเร่งกระบวนการการละลายให้เร็วขึ้นไปอีก

นักวิจัยระบุว่าการแข็งที่ละลายเร็วเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนและกระแสลมแรง

งานวิจัยชิ้นนี้อาศัยข้อมูลจากภารกิจสำรวจยอดเขาเอเวอเรสต์ของ National Geographic และ Rolex เมื่อปี 2019 ที่ส่งนักวิทยาศาสตร์ 10 คนไปสำรวจธารน้ำแข็งบนยอดเขาเอเวอเรสต์ที่อยู่ทางฝั่งประเทศเนปาล พร้อมทั้งติดตั้งสถานีตรวจวัดสภาพภูมิอากาศ 2 สถานี และสกัดตัวอย่างแกนน้ำแข็ง

การหาอายุวัตถุจากคาร์บอนกัมมันตรังสีพบว่าน้ำแข็งบริเวณพื้นผิวมีอายุราว 2,000 ปี ซึ่งหมายความว่าน้ำแข็งที่ก่อตัวขึ้นในช่วง 2,000 ปีที่ผ่านมาละลายไปหมดแล้ว ทั้งยังเป็นการยืนยันว่าธารน้ำแข็งบนยอดเขาสูงที่สุดในโลกได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจากน้ำมือมนุษย์มาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990

พอล มาเยฟสกี หัวหน้าคณะสำรวจเรยีกผลการวิจัยดังกล่าวว่าเป็น “สัญญาณเตือนที่แท้จริง” ว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบแม้กระทั่งกับพื้นที่ที่อยู่ห่างไกล และเตือนว่า “ตอนนี้เรามีหลักฐานแล้วว่าแม้แต่ธารน้ำแข็งที่สูงที่สุดบนภูเขาที่สูงที่สุดในโลกกำลังสูยเสียน้ำแข็งไปอย่างรวดเร็ว”

ทั้งนี้ ประชาชนราว 1 ล้านคนต้องพึ่งพาน้ำดื่มจากธารน้ำแข็งของเทือกเขาหิมาลัย หากธารน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็วเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต และยังสะเทือนไปถึงนักปืนเขาที่จะต้องเจอกับน้ำแข็งลื่นๆ ทำให้ปีนป่ายยากขึ้น

REUTERS/Phurba Tenjing Sherpa/Files

Meta ฉุดซักเคอร์เบิร์กตกบัลลังก์มหาเศรษฐีโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674887

วันที่ 05 ก.พ. 2565 เวลา 11:19 น.Meta ฉุดซักเคอร์เบิร์กตกบัลลังก์มหาเศรษฐีโลก

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์กเสี่ยงหลุดโผท็อป 10 มหาเศรษฐีโลก

สำนักข่าว CNN รายงานว่า หุ้น Meta ที่ร่วงอย่างหนักในสัปดาห์นี้ส่งผลให้ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทสูญเสียทรัพย์สินส่วนตัวไปถึง 31,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และอันดับบุคคลที่มั่งคั่งที่สุดในโลกตามการจัดอันดับของ Bloomberg ร่วงลงมาถึง 3 อันดับ

ขณะนี้ซักเคอร์เบิร์กอยู่ในอันดับ 10 ในอันดับมหาเศรษฐีโลก Bloomberg Billionaires Index ตามหลัง แลร์รี เอลลิสัน ผู้ร่วมก่อตั้ง Oracle และมีทรัพย์สินมากกว่า มูเกซ อัมบานี มหาเศรษฐีด้านพลังงานและเทคโนโลยีของอินเดียไม่กี่ร้อยล้านเหรียญสหรัฐ

Meta Platforms อยู่ในช่วงที่แย่ที่สุดในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังจากมีรายงานว่าผลกำไรและผู้ใช้งานลดลง ทั้งยังนำเสนอการประเมินที่คลุมเครือเกี่ยวกับโอกาสของบริษัทซึ่งหันมาลงทุนอย่างหนักในด้าน augmented reality และ virtual reality

ราคาปิดตลาดของหุ้น Meta ร่วงลงไปกว่า 26% ทำให้มูลค่าบริษัทหายไปเกือบ 240,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และจากเอกสารที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือน ก.พ. 2021 ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุด ซักเคอร์เบิร์กมีหุ้น Meta กว่า 398 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 14.2% ของบริษัท

ราคาหุ้นที่ร่วงอย่างหนักส่งผลให้ทรัพย์สินของซักเคอร์เบิร์กลดลงเหลือ 89,600 ล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าอัมบานีซึ่งเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในเอเชียตามการจัดอันดับของ Bloomberg เพียง 400 ล้านเหรียญสหรัฐ

เหตุการณ์หุ้นร่วงเมื่อวันพฤหัสบดีเป็นสิ่งย้ำเตือนถึงความยิ่งใหญ่ของ Meta ได้เป็นอย่างดี มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market cap) ของ Meta ที่ลดลงมีปริมาณมากกว่ามูลค่าของบริษัทมหาชนส่วนใหญ่ รวมทั้ง Oracle และ Cisco โดยมูลค่าที่หายไปของ Meta มีปริมาณเกือบเท่ามูลค่าทั้งหมดของ Disney

REUTERS/Leah Millis/File Photo

สหรัฐชี้วัคซีนบูสเตอร์สูตรเฉพาะ Omicron อาจไม่จำเป็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674885

วันที่ 05 ก.พ. 2565 เวลา 10:16 น.สหรัฐชี้วัคซีนบูสเตอร์สูตรเฉพาะ Omicron อาจไม่จำเป็น

วัคซีนบูสเตอร์สูตรเฉพาะสำหรับโอมิครอนอาจไม่จำเป็นเพราะได้ผลไม่ต่างจากสูตรเก่า

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า นักวิจัยของรัฐบาลสหรัฐเผยว่า การศึกษาวิจัยวัคซีนสูตรเฉพาะสำหรับ Covid-19 สายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) ของ Moderna ในลิงไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในการป้องกัน ซึ่งบ่งบอกว่าอาจไม่จำเป็นต้องมีวัคซีนบูสเตอร์สูตรเฉพาะสำหรับโอมิครอน

การศึกษานี้เกี่ยวข้องกับลิงที่ได้รับวัคซีนของ Moderna สองโดส ซึ่งได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นสูตรดั้งเดิมของ Moderna หรือได้รับสูตรเฉพาะสำหรับโอมิครอน ในอีก 9 เดือนต่อมา

งานวิจัยซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์คลังเอกสารวิชาการก่อนการตีพิมพ์ bioRxiv ระบุว่า นักวิจัยได้ทดสอบการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของลิงในหลายๆ แง่มุม และให้ลิงรับเชื้อไวรัส โดยพบวัคซีนเข็มกระตุ้นทั้งสองสูตรกระตุ้นให้การตอบสนองของแอนติบอดีชนิดลบล้างฤทธิ์ของเชื้อไวรัสเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญไม่ต่างกัน ต่อทุกสายพันธุ์ที่น่ากังวล รวมถึงสายพันธุ์โอมิครอน

แดเนียล ดูเอ็ค นักวิจัยวัคซีนจากสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติซึ่งรวมวิจัยด้วยเผยว่า “นี่เป็นข่าวดีมากๆ มันหมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องออกแบบวัคซีนใหม่เพื่อผลิตวัคซีนเฉพาะสำหรับโอมิครอน”

ดูเอ็คเชื่อว่าสาเหตุคือ ทั้งวัคซีนสูตรดั้งเดิมและสูตรเฉพาะสำหรับโอมิครอนมีปฏิกิริยาข้ามกัน (cross-reactive) ซึ่งหมายความว่ามันสามารถจดจำไวรัสต่างสายพันธุ์ได้มากมาย

จอห์น มัวร์ ศาสตราจารย์ด้านจุลชีววิทยาและภูมิคุ้มกันจาก Weill Cornell Medical College ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการวิจัยนี้เผยว่า ผลการวิจัยนี้คล้ายกับการศึกษาวัคซีนเข็มกระตุ้นสำหรับสายพันธุ์เบตาของ Moderna

“มาดูกันว่าการทดลองในมนุษย์จะเป็นอย่างไร” มัวร์กล่าว “ข้อมูลในลิงสามารถบ่งบอกได้ค่อนข้างดี แต่คุณต้องมีข้อมูลการทดลองในมนุษย์ด้วย”

Photo by NORBERTO DUARTE / AFP

เมื่อนักการเมืองพึ่งไม่ได้ ประชาชนจึงเรียกหาองค์ราชันย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674786

วันที่ 04 ก.พ. 2565 เวลา 20:29 น.เมื่อนักการเมืองพึ่งไม่ได้ ประชาชนจึงเรียกหาองค์ราชันย์

จับกระแสรื้อฟื้นระบอบกษัตริย์ในเนปาล หรืออย่างน้อย คือกระแสเรียกร้องให้พระมหากษัตริย์ทรงกลับมามีบทบาททางการเมืองอีกครั้ง

หลังจากผ่านเหตุสังหารหมู่ในพระราชวงศ์และความไม่พอใจของประชาชนต่อพระราชาธิดีชญาเนนทระที่ทรงรวบอำนาจเด็ดขาดโดยปิดสภาผู้แทนฯ บวกกับสงครามกลางเมืองยืดเยื้อกับพวกนิยมลัทธิเหมา ในที่สุด กษัตริย์ชญาเนนทระต้องทรงยอมเปิดสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง

มันเป็นเหมือนการเปิดศาลชี้ขาดดวงชะตาของพระองค์และระอบบราชาธิปไตยในเนปาลที่ยืนาวมานับพันปี เพราะหลังการเลือกตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญเนปาลก็ไม่ปล่อยให้กษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจแทรกแซงการเมืองอีก สภามีมติ “ยกเลิกราชอาณาจักร” อย่างเป็นทางการในสมัยประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 แล้วประกาศให้เนปาลเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตย

จากวันนั้นถึงวันนี้ มีบางช่วงที่ระบอบกษัตริย์เป็นสิ่งไม่พึงปรารถนาอย่างยิ่ง แต่ก็เช่นกัน ระบอบสาธารณรัฐก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้นมาแบบพลิกฟ้าคว่ำดินเหมือนกัน

จนกระทั่งเมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนก็เริ่มคิดถึงระบอบกษัตริย์ขึ้นมาเรื่อยๆ บวกกับมีพรรคการเมืองบางพรรคชูนโยบาย “เปลี่ยนเนปาลให้เป็นรัฐฮินดู” เป็นแนวทางชาตินิยมแบบหนึ่งที่ผูกติดความเป็นเนปาลกับศาสนาฮินดู และผูกโยงมาถึงระบอบกษัตริย์ในฐานะผู้พิทักษ์และสืบสานวัฒนธรรมฮินดู ในฐานะ “องค์อวตาร” ของพระวิษณุ

พรรคการเมืองนั้นคือพรรค “ราษฏริยะ ประชาตันตระ” ตอนนี้มีคะแนนเสียงอันดับที่ 4 ในสภา แต่ก็เดินเกมนอกสภาด้วย ดังจะเห็นได้จากกระแสชุมนุมประท้วงไล่รัฐบาลและเรียกร้องให้เปลี่ยนประเทศเป็นรัฐฮินดูรวมถึงรื้อฟื้นระบอบกษัตริย์

การประท้วงเริ่มหนักขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว และลากยาวมาถึงปลายปีที่แล้ว ในระหว่างปีนั้นมีขบวนการชาตินิยมฮินดูผลัดกันออกมาแสดงพลังอย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้กระแสนิยมกษัตริย์อยู่ในกลุ่มคนไม่ใหญ่นัก แต่ตอนนี้มันเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะ 2 สาเหตุ 1. เพราะผู้คนเริ่มเบื่อหน่ายนักการเมือง และ 2. เพราะกระแสชาตินิยมฮินดูที่ล้นทะลักเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน คืออินเดีย

ตอนนี้อินเดียมีรัฐบาลชาตินิยมฮินดู คือพรรคภารติยะ ชนตะ

กระแสทั้งชาตินิยมและฮินดูนั้นแรงขนาดไหน จะขอยกตัวอย่างสั้นๆ ว่า หากพวกฮินเดูหัวรุนแรงไปเจอคนต่างศาสนากินเนื้อวัว (ที่ถือกันว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์) พวกหัวรุนแรงนี้อาจเล่นกันถึงเลือดตกยางออก บางกรณีทำร้ายกันถึงตาย

เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว คนมุสลิมอินเดียบางกลุ่มไปเชียร์ทีมคริกเก็ต (กีฬาที่คนอินเดียและประเทศในอนุทวีปคลั่งไคล้มาก) ประเทศปากีสถาน ในวันที่ปากีสถานเอาชนะทีมอินเดียได้ ทำให้ตำรวจถึงกับไปจับมุสลิมอินเดียเหล่านั้นเสีย ในข้อหา “เป็นขบถ”

นีคือความแรงของกระแสชาตินิยมฮินดูในอินเดียและตอนนี้มันลามเข้ามาในเนปาลแล้ว

ผู้ศรัทธาอุ้ม “กุมารี” ไปยังวัดเตเลจู เนื่องในโอกาสเทศกาลชังกู นารายัน กาลัช ยาตรา ที่เมืองกาฐมาณฑุ เมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565 (ภาพโดย PRAKASH MATHEMA / AFP)

สิ่งที่ต่างไปคือชาตินิยมฮินดูอินเดียไม่พยายามโยงกับระบอบกษัตริย์ ซึ่งอาจเป็นเพราะก่อนมีเอกราชนั้น อินเดียมี “ราชรัฐ” ที่ปกครองด้วยมหาราชหลายสิบรัฐ ทำให้ไม่มีระบอบราชาธิปไตยรวมศูนย์ เมื่ออินเดียได้เอกราช มหาราชรัฐต่างๆ จึงโอนพระราชอำนาจให้รัฐบาลกลางตั้งสหพันธรัฐขึ้นมา โดยไม่ต้องแย่งกันเป็น “พระราชาธิราช” (กษัตริย์เหนือกษัตริย์) ระบอบนี้ดูจะเข้ากับอินเดียมากกว่า

ขณะที่เนปาลเป็นราชอาณาจักรมาหลายร้อยปี มีพระราชาที่มีพระราชอำนาจเด็ดขาดพระองค์เดียว แม้ในบางช่วงพระราชอำนาจถูกช่วงชิงไปโดนเสนาบดีผู้ทรงอำนาจสกุลรานา ก็ยังถือว่าเป็นราชอาณาจักรสมบูรณาญาสิทธิราชย์

พระมหากษตริย์ยังทรงผูกอำนาจการปกครองเข้ากับพระราชกรณียกิจในฐานะองค์ศาสนูปถัมภกของศาสนาฮินดูด้วย ทำให้ความเป็น “ผู้ปกป้องราษฏร” และ “ผู้ปกป้องศาสนา” ของพระราชาเนปาลแยกไม่ออกกับความเป็น “สมมติเทพ” ตามคติฮินดู ที่ทรงอวตารลงมาเพื่อปกครองมนุษย์และพิทักษ์ธรรม

ความเชื่อนี้มีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าปฤถวีนารายัณ ศาหะ ผู้ก่อตั้งประเทศเนปาล และ “บิดาแห่งแผ่นดิน” เมื่อ 300 ปีที่แล้ว ทรงตั้งประเทศขึ้นมาในฐานะเป็น “อสลี ฮินดูสถาน” หรือ “ฮินดูสถานที่แท้จริง” ให้เนปาลเป็นดินแดนของชาวฮินดู ใช้กฎหมายพระธรรมศาสตร์อย่างฮินดู ทรงประกาศชวนชาวฮินดูมาอยู่ใต้พระบารมี เพราะในขณะนั้นอินเดียปกครองโดยชาวมุสลิมแห่งจักรวรรดิโมกุล มหาราชฮินดูรัฐต่างๆ ในอินเดีย แม้จะนับถือฮินดูได้ แต่ต้องยอมศิโรราบต่อจักรพรรดิโมกุล

นั่นยิ่งทำให้คนเนปาลชื่อว่าการป้องป้องระบอบกษัตริย์เท่ากับการป้องป้อง “สนาตนะธรรมะ” (หมายถึงธรรมอันเป็นนิรันดร์ของศาสนาฮินดู)

คล้ายกับแนวคิดเรื่อง Defender of the Faith หรือกษัตริย์คือผู้ปกป้องศาสนาคริสต์ในโลกตะวันตก และสถานะของกษัตริย์สยามที่บางครั้งถูกเรียกว่าเป็น Defender of the Buddhist Faith

และในเมื่อความเป็นฮินดูคืออัตลักษณ์ความเป็นคนเนปาล การรื้อฟื้นระบบกษัตริย์จึงเท่ากับรื้อฟื้นความภาคภูมิใจในความเป็นคนเนปาลไปด้วย

นี่คือตรรกะของ “ขบวนการรื้อฟื้นระบอบกษัตริย์”

อดีตกษัตริย์ Gyanendra Bir Bikram Shah Dev (C) ของเนปาลมอบพวงมาลัยให้กับอนุสาวรีย์ของกษัตริย์ Prithvi Narayan Shah ผู้ก่อตั้งเนปาลสมัยใหม่ ระหว่างการเฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติครบรอบ 300 ปีของพระองค์ที่เมืองกาฐมาณฑุเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565 (ภาพโดย Nisha BHANDARI / AFP)

แม้แต่คนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับระบอบกษัตริย์ที่สุด เช่น ภานุ ภักะ ธากัล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งเนปาล ที่เรียกพระเจ้าปฤถวีนารายัณ ศาหะว่าเป็น “ผู้พิทักษ์ที่เป็นที่เคารพนับถือของชาวเนปาล” สะท้อนความคิดเรื่องกษัตริย์คือผู้พิทักษ์แผ่นดินและศาสนาฝังอยู่ในใจคนเนปาลทุกหมู่เหล่า ไม่เว้นแม้แต่ “ฝ่ายล้มเจ้า”

การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ประสบความสำเร็จนั้น สิ่งแรกที่ต้องมีคือทำให้ประชาชนมี “ความหวัง”

ข้อเสียของรัฐบาลสาธารณรัฐคือผ่านมา 14 ปี ประชาชนยังจนเหมือนเดิม ประเทศย่ำอยู่กับที่เหมือนเดิม นักการเมืองชิงอำนาจกันป้นงานหลัก พัฒนาบ้านเมืองเป็นงานรอง ประชาชนจึงสิ้่นหวัง

เมื่อระบบสาธารณรัฐถูกโยงกับความสิ้นหวัง ขบวนการรื้อฟื้นกษัตริย์จึงโยงเข้ากับความหวัง ความหวังที่ชาวเนปาลจะมีเกียรติภูมิอีกครั้ง

การโหยหาความหวังชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อปีที่แล้ว ครบรอบ 299 ปี ของวันคล้ายวันประสูติของพระเจ้าปฤถวีนารายัณ ศาหะ ปรากฎว่ามีประชาชนมาร่วมชุมนุมล้นหลามแบบที่รัฐบาลคาดไม่ถึง

ในปีเดียวกันนั้น ในวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของอดีตกษัตริย์ชญาเนนทระมีผู้คนหลายพันคนเดินทางไปถวายพระพร

มาปีนี้ ครบรอบ 300 ปีของวันคล้ายวันพระสูติของพระเจ้าปฤถวีนารายัณ ศาหะ คราวนี้มีเซอร์ไพรส์อีก เมื่ออดีตกกษัตริย์ชญาเนนทระเสด็จไปร่วมงานรำลึกพร้อมด้วยฝูงชนที่คับคั่ง นับเป็นงานแรกที่ปรากฏพระองค์แบบ “งานหลวง” นับตั้งแต่ระบอบกษัตริย์สิ้นสุด

นี่คือสัญญาณว่าฝ่ายสถาบันกษัตริย์เดินเกมส์รุกเรียกคะแนนนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

ผู้สนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์รวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติของกษัตริย์ Prithvi Narayan Shah ผู้ซึ่งก่อตั้งประเทศเนปาลในปัจจุบันเมื่อหลายศตวรรษก่อน ท่ามกลางการสั่งห้ามการชุมนุมในที่สาธารณะขนาดใหญ่ที่มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 25 คน เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโคโรนาไวรัส (โควิด-19) ใน กาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล 11 มกราคม 2565 REUTERS/Navesh Chitrakar

แต่ปัญหาของขบวนการนี้คือ “อดีตกษัตริย์ชญาเนนทระ”

ทรงมีประวัติที่ด่างพร้อยเรื่องการเป็นเผด็จการ ตรงไม่คล้อยตามการปฏิรูป กุมอำนาจเพียงลำพัง ดังที่บอกว่าหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองไปแล้วช่วงหนึ่งระบบกษัตริย์ “ถูกเมิน” จากสังคมเนปาล เพราะองค์พระประมุขไม่เป็นที่นิยมเอามากๆ

แต่ตอนนี้ประชาชนเริ่มหันมาสนใจพรองค์ นั่นสะท้อนว่าแม้แต่กษัตริย์ที่ด่างพร้อยก็ยังอาจให้ความหวังมากกว่านักการเมืองอาชีพ

อย่างที่ สูรยะ นารายัณ ปูเดล (Surya Narayan Poudel) นักรัฐศาสตร์กล่าวกับ Swarajya สื่ออินเดียว่า “วิธีที่นักการเมืองหมกมุ่นอยู่กับอำนาจ ความไร้สาระของพวกเขา และแนวโน้มจะคุยโวโอ้อวด ความล้มเหลวของสถาบันประชาธิปไตยหลายแห่ง และการบริหารที่ผิดพลาดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้ทำให้ผู้คนรังเกียจและไม่แยแส ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่ความต้องการจะย้อนกลับเป็นไปอย่างสมัยก่อนจึงเริ่มมีน้ำหนัก”

ย้อนกลับไปในการให้สัมภาษณ์กับช่อง News 24 TV ในปี 2555 พระเจ้าชญาเนนทระตรัสว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาเป็นกษัตริย์แห่งเนปาลอีกครั้ง

แม้จะไม่ได้ทรงบอกว่าเมื่อใด แต่ดูเหมือนว่าถ้อยพระดำรัสนั้นเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นทุกที

โดย กรกิจ ดิษฐาน

น่าลอง! หน้ากากอนามัยปิดเฉพาะจมูกสะดวกเวลากินดื่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674850

วันที่ 04 ก.พ. 2565 เวลา 18:00 น.น่าลอง! หน้ากากอนามัยปิดเฉพาะจมูกสะดวกเวลากินดื่ม

หน้ากากอนามัยที่ปิดเฉพาะจมูกสำหรับเวลาทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มวางขายในเกาหลีใต้แล้ว

บริษัทสัญชาติเกาหลีใต้ Atman เปิดตัวหน้ากากอนามัยรูปแบบใหม่ที่ปิดเฉพาะบริเวณจมูกเท่านั้น เพื่อให้สะดวกต่อการรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มในที่สาธารณะในยุค Covid-19

หน้ากากอนามัยนี้มีชื่อว่า “kosk” ซึ่งมาจากการผสมระหว่างคำว่า “โค” (ko) ในภาษาเกาหลีที่แปลว่าจมูก กับคำว่า “mask” ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนบนสำหรับปิดจมูก และส่วนล่างซึ่งถอดออกได้สำหรับปิดปาก เมื่อประกอบสองส่วนเข้าด้วยกันจะปิดทั้งจมูกและปากเหมือนหน้ากากอนามัยทั่วไป

Kosk วางจำหน่วยในเว็บไวต์ช็อปปิ้ง Coupang ของเกาหลีใต้ในราคา 9,800 วอน (270 บาท) ต่อ 1 กล่องซึ่งบรรจุ 10 ชิ้น

หลังเปิดตัวผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมาก พากันล้อเลียนหน้ากากอนามัยหน้าตาไม่คุ้นเคยนี้ บางส่วนชี้ว่า Covid-19 เป็นเชื้อที่แพร่ในอากาศและสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านปากได้ ดังนั้นจึงยังมีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อ

ชาวชุมชนออนไลน์รายหนึ่งถึงกับบอกว่าหน้ากากอนามัยนี้ “ต้องเป็นเรื่องล้อเล่นแน่ๆ ” อีกคนหนึ่งบอกว่า “คิดว่าใช้สำหรับคนศัลยกรรมจมูก” อีกคนหนึ่งบอกว่า “ถ้าคลี่หน้ากากกลับลงมาปิดปากหลังกินเสร็จ แล้วหน้ากากด้านนอกเกิดปนเปื้อน ไม่รู้หรือไงว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

ขณะที่บางคนมองว่าเป็นไอเดียที่ดีและทำให้การรับประทานอาหารในที่สาธารณะสะดวกสบายขึ้น

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้งานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่า จมูกคือเส้นทางที่ง่ายที่สุดที่เชื้อโคราไวรัสจะเข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นการสวมหน้ากากอนามัยที่ปิดเฉพาะจมูกอย่างเดียวอาจไม่ได้ไร้ประโยชน์เสียทีเดียว

เช่นเดียวกับศาสตราจารย์ แคเธอรีน เบ็นเน็ตต์ นักระบาดวิทยาจากสถาบันเพื่อการปฏิรูปสุขภาพออสเตรเลียแห่งมหาวิทยาลัยดีกินเผยกับ Nine News ว่า หน้ากากอนามัยที่ปิดเฉพาะจมูกเป็น “ความคิดที่แปลก” แต่น่าจะ “ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”

หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เข้าเฝ้าฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674855

วันที่ 04 ก.พ. 2565 เวลา 17:54 น.หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เข้าเฝ้าฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ

“จีนซาบซึ้งอย่างยิ่งต่อนโยบายความสัมพันธ์อันดีระหว่างราชวงศ์ไทยกับจีน และยินดีจะทำงานร่วมกับไทยเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีต่อไป” หวัง อี้ กล่าว

China Global Television Network รายงานว่าหวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน เข้าเฝ้าฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ ระหว่างเสด็จฯ เยือนประเทศจีน เพื่อทรงเข้าร่วมพิธีเปิดโอลิมปิกฤดูหนาว 2022

วันนี้ (4 กุมภาพันธ์ 2565) หวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

โดยกรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ ถึงกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อช่วงเย็นของวันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อทรงเข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2022 ณ กรุงปักกิ่ง ในช่วงค่ำของวันนี้

นายหวัง อี้ ระบุว่า กรมสมเด็จพระเทพฯ เป็นมิตรที่ดีของคนจีน โดยกล่าวว่า “จีนซาบซึ้งอย่างยิ่งต่อนโยบายความสัมพันธ์อันดีระหว่างราชวงศ์ไทยกับจีน และยินดีจะทำงานร่วมกับไทยเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีต่อไป”

รัฐมนตรีการต่างประเทศของจีน ยังระบุอีกว่า จีนเป็นประเทศแรกที่จัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับประเทศไทยและยังคงเป็นซัพพลายเออร์วัคซีนรายใหญ่ที่สุดในการเผชิญกับการระบาดโควิด-19 ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบศตวรรษ

ซึ่งจีนและไทยได้ร่วมมือกันเพื่อเอาชนะความยากลำบากนี้ โดยจีนได้บรรลุพันธกิจของตนอย่างมีประสิทธิภาพในการทำให้วัคซีนเป็นสินค้าสาธารณะทั่วโลก และได้ให้วัคซีนมากกว่า 2.1 พันล้านโดสแก่ประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนา

กรมสมเด็จพระเทพฯ ซึ่งเสด็จฯเยือนจีนเกือบ 50 ครั้ง ตรัสว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างไทย-จีน ในด้านต่างๆ โดยในการต่อสู้กับโควิด-19 ของไทย จีนมีส่วนช่วยสนับสนุนอย่างเข้มแข็ง ตามการรายงานของ สถานีวิทยุและโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน (China Media Group: CMG)

Photo by Chinese Foreign Ministry

ออกซ์ฟอร์ดพบเชื้อ HIV สายพันธุ์ใหม่ในเนเธอร์แลนด์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674844

วันที่ 04 ก.พ. 2565 เวลา 16:12 น.ออกซ์ฟอร์ดพบเชื้อ HIV สายพันธุ์ใหม่ในเนเธอร์แลนด์

อย่างไรก็ดี ยังไม่น่าวิตกกังวลเนื่องจากวิทยาการการรักษาในปัจจุบันยังคงมีประสิทธิภาพต้านเชื้อ

สำนักข่าว AFP รายงานว่า ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดพบเชื้อไวรัส HIV สายพันธุ์ใหม่ที่มีความรุนแรงมากซึ่งระบาดเงียบๆ อยู่ในเนเธอร์แลนด์มาหลายสิบปีแล้ว ทว่าการระบาดของเชื้อดังกล่าวไม่น่าวิตกกังวล เนื่องจากการรักษาสมัยใหม่ในปัจจุบันยังคงมีประสิทธิภาพอยู่

ผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Science ระบุว่า ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV สายพันธุ์วีบี (VB variant) มีปริมาณเชื้อไวรัสในกระแสเลือดสูงกว่าผู้ที่ติดเชื้อสายพันธุ์อื่น 3.5-5.5 เท่า และยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายรวดเร็วขึ้นด้วย

อย่างไรก็ดี การวิจัยพบว่า ผู้ที่ติดเชื้อสายพันธุ์วีบีสามารถฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันและใช้ชีวิตได้ต่อไปหลังเข้ารับการรักษาเช่นเดียวผู้ที่ติดเชื้อสายพันธุ์อื่น ๆ

คริส เวแมนต์ นักระบาดวิทยาของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและหัวหน้าทีมวิจัยเผยกับ AFP ว่า ไม่มีเหตุให้ต้องตื่นตระหนกกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้

งานวิจัยระบุอีกว่า เชื้อ HIV สายพันธุ์วีบีระบาดในเนเธอร์แลนด์ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 และเริ่มระบาดน้อยลงราวปี 2010

ทีมวิจัยเชื่อว่า การระบาดของเชื้อเอชไอวีในเนเธอร์แลนด์จะไม่ทำให้เกิดเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ชนิดใหม่ เนื่องจากวิทยาการการรักษาสมัยใหม่ยังคงมีประสิทธิภาพต่อเชื้อดังกล่าว และการตรวจพบเชื้อและการเข้ารับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ก็เป็นปัจจัยสำคัญ

งานวิจัยชิ้นนี้ยังสนับสนุนทฤษฎีที่ว่าเชื้อไวรัสสามารถวิวัฒนาการจนร้ายแรงขึ้นได้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีการตั้งสมมติฐานอย่างกว้างขวางและพบตัวอย่างในโลกแห่งความเป็นจริงเพียงไม่กี่ตัวอย่าง โดย Covid-19 สายพันธุ์เดลตาเป็นหนึ่งในนั้น

เวแมนต์เผยอีกว่า การค้นพบสายพันธุ์ใหม่ของ HIV ควร “เป็นคำเตือนว่าเราไม่ควรมั่นใจมากเกินไปที่จะพูดว่าไวรัสจะพัฒนาแล้วมีความรุนแรงน้อยลง”

งานวิจัยระบุว่า ทีมพบผู้ติดเชื้อ HIV สายพันธุ์วีบีทั้งหมด 109 คน โดยมีเพียง 4 คนที่อาศัยอยู่นอกเนเธอร์แลนด์แต่ยังคงเป็นประเทศในยุโรปตะวันตก

ทีมวิจัยยังพบว่า เชื้อ HIV สายพันธุ์วีบีมีการกลายพันธุ์กว่า 500 จุด แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าจุดไหนที่ทำให้เชื้อมีความรุนแรงขึ้น

McManus/CDC/Handout via REUTERS

เปิดแผนปฏิบัติการสุดระทึกสหรัฐล่าตัวผู้นำกลุ่ม IS

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674834

วันที่ 04 ก.พ. 2565 เวลา 14:10 น.เปิดแผนปฏิบัติการสุดระทึกสหรัฐล่าตัวผู้นำกลุ่ม IS

เปิดแผนปฏิบัติการสุดระทึกหน่วยเดลตาฟอร์ซบุกล่าตัวผู้นำ IS ก่อนที่อีกฝ่ายจะชิงบึ้มตัวเองดับยกครัว

สำนักข่าว The New York Times รายงานว่า กองกำลังพิเศษของกองทัพสหรัฐซักซ้อมปฏิบัติการจู่โจมปิดล้อมอาคารที่ซ่อนตัวของ อาบู อิบราฮิม อัล-ฮาชีมี อัล-กูราจี หัวหน้ากลุ่มรัฐอิสลาม (IS) ในซีเรีย หลายต่อหลายครั้ง โดยมีจุดหมายคือการจับตัวหัวหน้ากลุ่ม IS รายนี้ ที่พักอาศัยอยู่บนชั้น 3 ของอาคารหลังหนึ่งในซีเรียใกล้กับพรมแดนตุรกี ทว่า ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะไปถึงตัว อัล-กูราจีตัดสินใจจุดระเบิดสังหารตัวเองและสมาชิกในครอบครัวเสียชีวิตทั้งหมด

ในเวลาต่อมากองทัพสหรัฐได้เปิดเผยวินาทีปฏิบัติการดังกล่าวไว้ดังนี้

วางแผน

ภารกิจบุจู่โจมก่อนฟ้าสางเริ่มวางแผนกันตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา หลังได้รับข้อมูลว่าอัล-กูราจีซ่อนตัวอยู่ในอาคารที่สร้างจากคอนกรีตบล็อก 3 ชั้นซึ่งตั้งอยู่เดี่ยวๆ โดยมีต้นมะกอกล้อมรอบในเมืองอัตเมห์ของจังหวัดอิดลิบ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรียใกล้กับพรมแดนตุรกี

เจ้าหน่าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวเผยว่า ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้รับการบรีฟรายละเอียดเกี่ยวกับปฏิบัติการจับเป็นอัล-กูราจีเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.

เจ้าหน้าที่อีกรายหนึ่งเผยว่า ปฏิบัติการนี้ค่อนข้างซับซ้อน เนื่องจากอัล-กูราจีค่อนข้างระมัดระวังตัว ไม่ค่อยออกจากชั้น 3 ของบ้านเป้าหมาย และมักจะใช้งานนายพลระดับสูงที่พักอยู่บนชั้น 2 ของบ้านเป้าหมาย และผู้ส่งสารติดต่อกับโลกภายนอกแทน ทั้งยังไม่ใช่เครื่องสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งอาจถูกสหรัฐดักฟังได้ ซึ่งเป็นกลยุทธ์เดียวกับ โอซามาห์ บิน ลาเดน

นอกจากนี้ เด็กๆ และครอบครัวที่ทางการสหรัฐชเอว่าอาศัยอบู่ที่ชั้น 1 ของบ้านเป้าหมายทำให้ต้องวางแผนกันอย่างรัดกุมที่สุดเพื่อปกป้องชีวิตพลเรือน ดังนั้นปฏิบัติการครั้งนี้จึงเป็นการบุกจู่โจม (raid) แทนการโจมตีทางอากาศ (airstrike) ที่ปลอดภัยกับเจ้าหน้าที่สหรัฐมากกว่า แต่เป็นอันตรายกับพลเมืองรวมทั้งเด็กๆ ที่อยู่ในบ้านเป้าหมาย

ไฟเขียวภารกิจไบเดนไฟเขียวปฏิบัติการขั้นสุดท้ายเมื่อเช้าวันอังคารที่ 1 ตามเวลาท้องถิ่นระหว่างประชุมในห้องทำงานรูปไข่กับรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ลอยด์ ออสติน และนายพล มาร์ก มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการร่วมซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของกองทัพ โดยให้ส่งคอมมานโดของหน่วยรบพิเศษเดลตาฟอร์ซกว่า 20 นายขึ้นเฮลิคอปเตอร์ปฏิบัติการ พร้อมด้วยโดรนติดอาวุธ และเครื่องบินจู่โจม

อพยพปชชหลังจากหน่วยเดลตาฟอร์ซไปถึงพื้นที่ปฏิบัติการก็มีเสียงเตือนให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในชั้น 1 รวมทั้งคนอื่นๆ อพยพออกจากอาคาร โดยมีผู้ชาย 1 คน ผู้หญิง 1 คน และเด็ก 4 คนอพยพออกมา

หลังจากเจ้าหน้าที่สหรัฐขึ้นไปถึงชั้น 2 หนึ่งในผู้ช่วยและหนึ่งในภรรยาของอัล-กูราจีเปิดฉากยิงต่อสู้ และถูกวิสามัญในเวลาต่อมา โดย แฟรงค์ แม็คเคนซี ผู้บัญชาการของกองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐซึ่งคุมกองทัพสหรัฐในตะวันออกกลางบและเป็นผู้ให้แจ้งความคืบหน้าของปฏิบัติการแก่ไบเดนเผยว่า มีเด็กเสียชีวิต 1 คน ส่วนอีก 3 คนและทารกอีก 1 คนถูกนำตัวออกจากชั้น 2 อย่างปลอดภัย

สภาพภายนอกบ้านพักหลังปฏิบัติการจู่โจมของสหรัฐเมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2022 Mohamed Al-Daher/Handout via REUTERS

ปลิดชีพตัวเอง

เมื่อเจ้าหน้าที่ขึ้นไปที่ชั้น 3 ก็พบอัล-กูราจีและสมาชิกครอบครัวอีกจำนวนหนึ่ง หลังจากนั้นหัวหน้ากลุ่ม IS ได้จุดชนวนระเบิดซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าระเบิดพลีชีพที่ใช้สวมติดตัว แรงระเบิดส่งผลให้ร่างของตัวเขาเอง รวมทั้งภรรยา และลูกอีก 2 คนกระเด็นออกมาจากตัวอาคาร

แม็คเคนซีเผยว่า “เขาฆ่าตัวเองและครอบครัวในทันทีโดยไม่มีการต่อสู้ แม้ว่าเราจะพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขายอมมอบตัวและเสนอหนทางรอดชีวิตให้”

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่บนเฮลิคอปเตอร์ยังยิงสังหารผู้ก่อการร้ายท้องถิ่นที่เกี่ยวโยงกับกลุ่มอัลกออิดะห์อีกอย่างน้อย 2 คนที่พยายามเข้าไปในพื้นที่ปฏิบัติการในขณะที่เจ้าหน้าที่คอมมานโดยังอยู่

หน่วยกู้ภัยซีเรียเผยว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก ส่วนเจ้าหน้าที่สหรัฐระบุว่า การเสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผลจากแรงระเบิดที่ชั้น 3 และการยิงปะทะที่ชั้น 2

ยืนยันตัวตน

โฆษกกระทรวงกลาโหม จอห์น เคอร์บี เผยว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชของกองทัพยืนยันตัวตนของอัล-กูราจีโดยใช้ลายนิ้วมือและดีเอ็นเอ โดยทิ้งร่างของเขาไว้ในที่เกิดเหตุ แต่เก็บอุปกรณ์สำคัญ อาทิ โทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ฮาร์ดไดรฟ์เพื่อนำไปวิเคราะห์หาเบาะแสในการจัดการกับกลุ่ม IS ต่อไป

เวลาลงมือ

เมื่อถูกถามถึงเวลาในการลงมือ เคอร์บีเผยว่า มีหลายปัจจัยที่มีบทบาทสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นระดับของข่าวกรอง ความชัดเจนแน่นอนของที่อยู่ของเป้าหมาย สภาพอากาศและการปฏิบัติการ ซึ่งในวันที่ลงมือเป็นคืนเดือนมืดที่เอื้อต่อการปฏิบัติการ

ทำลาย ฮ.

เคอร์บีเผยอีกว่า หลังเสร็จสิ้นปฏิบัติการซึ่งกินเวลาราว 2 ชั่วโมง ระบบขับเคลื่อนของเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งของกองทัพที่ใช้ลำเลียงเจ้าหน้าที่เกิดขัดข้อง เฮลิคอปเตอร์ลำนี้บินไปยังตำแหน่งที่อยู่ห่างไกลจากจุดเป้าหมาย ซึ่งผู้บังคับบัญชาพิจารณาแล้วว่าไม่สามารถซ่อมแซมได้ทันท่วงที และได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดและเครื่องบินจู่โจมของสหรัฐ จึงตัดสินใจทำลายทิ้ง

สภาพภายในบ้านพักชั้น 3 หลังปฏิบัติการจู่โจมของสหรัฐเมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2022 Mohamed Al-Daher/Handout via REUTERS

ภาพหลังเกิดเหตุ

ภาพที่เกิดเหตุที่นักเคลื่อนไหวที่เข้าไปยังจุดเกิดเหตุนำมาเผยแพร่ในโลกออนไลน์เผยให้เห็นห้องพักที่จัดแต่งแบบเรียบง่าย มีเสื่อหลายผืนปูอยู่บนพื้น เครื่องให้ความร้อนสำหรับน้ำมันดีเซล เสื้อผ้า และผ้าห่ม โดยบางชิ้นเปื้อนเลือด

ครั้งที่ 2

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 ปีครึ่งที่หน่วยรบพิเศษของสหรัฐปฏิบัติการจู่โจมสังหารหัวหน้ากลุ่ม IS ในจังหวัดอิดลิบ ครั้งแรกคือเมื่อเดือน ต.ค. 2019 ทหารสหรัฐราว 50-70 นาย รวมทั้งหน่วยเดลตาฟอร์ซ จู่โจม อาบู บักร์ อัล-บัฆดาดี ซึ่งจุดระเบิดปลิดชีพตัวเองและลูกอีก 3 คนเช่นกัน

Mohamed Al-Daher/Handout via REUTERS

Meta หุ้นร่วงครั้งประวัติศาสตร์ ฉุดกลุ่มเทคโนโลยีดิ่งตาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674828

วันที่ 04 ก.พ. 2565 เวลา 13:14 น.Meta หุ้นร่วงครั้งประวัติศาสตร์ ฉุดกลุ่มเทคโนโลยีดิ่งตาม

นอกจากจะทำให้ ‘มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก’ หลุดโผท็อป 10 มหาเศรษฐีโลกแล้ว ยังสะเทือนถึงตลาดหุ้นในวงกว้าง

The Guardian รายงานว่าราคาหุ้นของ Meta บริษัทแม่ของ Facebook ร่วงลงเป็นประวัติการณ์ซึ่งทำให้สูญเสียมูลค่าตลาดไปแล้วกว่า 230,000 ล้านเหรียญสหรัฐ นับว่าเป็นความเสียหายในระยะเวลา 1 วัน ครั้งใหญ่ที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์บริษัทในสหรัฐ

ในวันที่ 3 ก.พ. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ หุ้นของ Meta ร่วงลงถึง 26.4% ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนหลังจากที่บริษัทรายงานจำนวนผู้ใช้รายวันลดลงเป็นครั้งแรก

นอกจากจะส่งผลให้ความมั่งคั่งของผู้ก่อตั้งและซีอีโออย่างมาร์ก ซักเคอร์เบิร์กลดลงจนหลุดโผท็อป 10 อันดับมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกแล้ว ยังสะเทือนถึงตลาดหุ้นโดยเฉพาะกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ด้วย

รายงานระบุว่าราคาหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ในตลาดสหรัฐ อาทิ Spotify ดิ่งลง 16.8% ขณะที่บริษัทด้านโซเชียลมีเดียอย่าง Twitter และ Snap ก็ร่วงลงเช่นกัน

ขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลงมากที่สุดในรอบเกือบปี โดยร่วงลง 2.44% ในส่วนของ Nasdaq ดัชนีที่รวมบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดร่วงถึง 3.74% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงในวันเดียวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ย. 2020 ตามรายงานของ Reuters

ทั้งนี้ ซักเคอร์เบิร์กกล่าวว่าเขาไม่ผิดหวังกับการที่บริษัททุ่มเงินลงทุนใน Metaverse ไปมาก แต่ยอมรับว่าตอนนี้บริษัทเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากคู่แข่ง รวมถึง TikTok

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

สหรัฐอ้างรัสเซียมีแผนทำคลิปปลอม เล่นละครว่าถูกโจมตี เป็นข้ออ้างบุกยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674814

วันที่ 04 ก.พ. 2565 เวลา 11:47 น.สหรัฐอ้างรัสเซียมีแผนทำคลิปปลอม เล่นละครว่าถูกโจมตี เป็นข้ออ้างบุกยูเครน

สหรัฐกล่าวหารัสเซียมีแผนจัดฉากว่าถูกยูเครนโจมตี เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการบุก

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐ หรือเพนตากอน เปิดเผยเมื่อวันที่ 3 ก.พ. ตามเวลาท้องถิ่นว่ามีหลักฐานที่บ่งชี้ว่ารัสเซียวางแผนถ่ายทำคลิปปลอม หลอกว่ารัสเซียถูกโจมตีโดยกองกำลังยูเครน เพื่อใช้เป็นข้ออ้างที่รัสเซียจะบุกโจมตียูเครนได้

จอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ระบุว่า สหรัฐมีข้อมูลบางอย่างที่แสดงให้เห็นความเป็นไปได้ว่ารัสเซียกำลังต้องการสร้างข่าวปลอมเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการบุกรุกยูเครน

โดยเชื่อว่ารัสเซียจะผลิตวิดีโอโฆษณาชวนเชื่อ โดยจัดฉากให้มีเหตุระเบิด หรือการโจมตีโดยอาวุธยุทโธปกรณ์ของยูเครนหรือประเทศพันธมิตร มีศพ มีนักแสดงมาตีหน้าเศร้า พรรณนาถึงความสูญเสีย ท่ามกลางสถานที่ที่ถูกทำลาย ให้ดูเหมือนว่ารัสเซียถูกโจมตี

แผนการนี้อาจทำให้รัสเซียมีข้ออ้างสำหรับการบุกรุก ซึ่งรัสเซียได้รวบรวมกำลังทหารมากกว่า 100,000 นายพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ประจำการอยู่บริเวณชายแดนยูเครนอยู่ก่อนแล้ว

“เราเคยเห็นความเคลื่อนไหวในลักษณะนี้ของรัสเซียมาก่อนแล้วในอดีต เมื่อเห็นแบบนี้เราจึงออกมาพูด จากประสบการณ์ของผมบอกเลยว่ามีความเป็นไปได้น้อยมากที่แผนการนี้จะไม่ได้รับอนุมัติจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซีย” เคอร์บีกล่าว

ด้านเน็ด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐก็อ้างถึงแผนการดังกล่าวของรัสเซียเช่นกัน แต่ทั้งคู่ไม่ได้โชว์หลักฐานใดๆ ในการสนับสนุนคำกล่าวอ้างนี้

ไพรซ์กล่าวว่าแผนการนี้เป็นหนึ่งในหลายทางเลือกของรัฐบาลรัสเซียที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการรุกรานและปฏิบัติการทางทหารต่อยูเครน แต่ก็ไม่แน่ใจว่ารัสเซียจะตัดสินใจใช้แผนดังกล่าวหรือไม่

Photo by Handout / Russian Defence Ministry / AFP