นักการเมืองตั้งแง่ สัญญาประชาคมต้องไม่ผูกมัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มิถุนายน 2560 เวลา 09:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/498771

นักการเมืองตั้งแง่ สัญญาประชาคมต้องไม่ผูกมัด

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

จะสำเร็จหรือไม่กับการปฏิรูปประเทศให้เกิดความสามัคคีปรองดอง ยังคงเป็นประเด็นจับตาจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะแนวคิดของคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อการสร้างความสามัคคีปรองดองในการเตรียมจัดทำร่างสัญญาประชาคม ก่อนเสนอต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ในวันที่ 19 มิ.ย.นี้

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ กรรมการและเลขานุการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ให้ความเห็นว่า เป้าหมายสูงสุดเรื่องการปฏิรูป คือ ทำอย่างไรให้การปฏิรูปประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้า เกิดธรรมาภิบาล และรัฐบาลในอนาคตทำเพื่อผลประโยชน์ประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่อยากให้เกิดก่อนการเลือกตั้ง

“ถ้าพูดเรื่องการปรองดองไม่สำคัญไปกว่าการปฏิรูปเพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศ แต่การปรองดองไม่ใช่กระบวนการให้ทุกฝ่ายมาเกี้ยเซี้ย แล้วกลายเป็นว่าต้องยอมจำนนกับคนทำผิดกฎหมาย และการปรองดองเชื่อว่าฝังลึกอยู่ในใจทุกคน ถ้าเป็นการปรองดองเอาคนดีทั้งประเทศมาร่วมมือกัน ทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้า คงไม่มีใครปฏิเสธ”

ทั้งนี้ ก่อนตัดสินใจว่าจะให้ใครทำอะไร ทั้งหมดอยู่ที่เนื้อหาข้อตกลงผูกมัดอะไรหรือไม่ สมมติ เช่น ถ้าผูกมัดในอนาคตทุกคนห้ามเคลื่อนไหว และหากเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอดีต มีรัฐบาลในอนาคตฉ้อฉล ใช้อำนาจไปโกงกิน หรือล้างผิดให้พรรคพวกตัวเอง เป็นอย่างนี้จะมีกลไกแก้ไขปัญหาอย่างไร ฉะนั้น ควรถกเรื่องเป้าหมายใหญ่ในประเทศให้ชัดเจนก่อนว่าจะทำอย่างไร ถือเป็นประเด็นสำคัญเร่งด่วนมากที่สุด

“ถามว่าวันนี้ประเทศปรองดองสงบเรียบร้อยหรือไม่ คำตอบคือใช่ ซึ่งก็ต้องขอบคุณคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สามารถรักษาความสงบและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน แต่หากคิดว่าเกรงกลัวหลังการเลือกตั้งจะเกิดความไม่สงบ อยู่ที่ว่า 1.สามารถปฏิรูปสำเร็จหรือไม่ 2.ทุกคนร่วมปฏิรูป เคารพกติกา เคารพหลักประชาธิปไตยหรือไม่”

อย่างไรก็ดี ส่วนตัวคิดว่าการปรองดองอนาคตเกิดขึ้นได้มี 2 ปัจจัย 1.ปฏิรูปประเทศกติกากับระบบเป็นที่ยอมรับ สามารถขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้า 2.ประชาชนให้ความร่วมมือกับการปฏิรูป ให้ความเคารพกับกฎกติกากับระบบที่เกิดขึ้นใหม่หรือไม่ ถ้าทุกคนเดินหน้าตรงนี้ ทุกอย่างก็เกิด

ขณะเดียวกัน รัฐบาลผู้มีอำนาจทำได้ต้องเปิดช่องทางให้ทุกฝ่ายอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน คือ ผู้กระทำความผิดเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ผู้บริสุทธิ์จะมีความรู้สึกได้รับความยุติธรรม มีกำลังใจทำดีให้ประเทศและเกิดปรองดองปริยาย ถ้าเข้าใจว่าการปรองดอง คือ ให้คนดีและคนไม่ดีมาจับมือกันก็ไม่เปิดประโยชน์กับประเทศแน่นอน

ด้าน ศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ฉายภาพรวมว่า เรื่องดังกล่าวจริงๆ แล้ว ทาง คสช.หรือกระทรวงกลาโหมคิดว่าอย่างไร การทำร่างสัญญาประชาคมจะทำให้เกิดการปรองดอง ทว่า วันนี้มันเป็นเรื่องที่ต้องหาให้ได้ก่อนใครคือคู่ขัดแย้ง

“ถ้ากลาโหมคิดว่าคู่ขัดแย้ง คือ พรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง แล้วให้ทุกคนเข้ามาเซ็นกัน ก็เข้าใจว่าอาจจะไม่ทำให้ความขัดแย้งหมดไป แต่มันอาจจะลดลง ด้วยเหตุผลว่าทุกฝ่ายไปลงนามกันนั้น ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงในอดีตเป็นกลุ่มที่เคยมีความขัดแย้งกัน”

ทว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองมีหลายระดับ และปฏิเสธไม่ได้ว่าช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนคนรวย มันก็ถือเป็นความขัดแย้งและจะเอาใครมาเซ็น ดังนั้น การปรองดอง คือ การปรองดอง ความขัดแย้ง คือ ความขัดแย้ง แต่อาจลดลง ถ้าให้จับมือรักกันดีกัน มองว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องเดียวกัน

ขณะที่ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า การจะบรรลุเป้าหมายปรองดองได้นั้น ทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง กลุ่มก้อนทางการเมือง รวมถึงประชาชนทุกภาคส่วนในประเทศ เพื่อทำให้การปรองดองประสบความเร็จ

ทั้งนี้ ส่วนตัวมีความหวังในเรื่องการปรองดองจะประสบสำเร็จ เพราะมีความพยายามมานาน ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ต้องปรับท่าทีให้เกิดการปรองดอง โดยต้องทำให้แต่ละฝ่ายเห็นว่ารัฐบาลมีความจริงใจ ไม่เลือกฝ่ายหรือเลือกปฏิบัติ

“ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีความรู้สึกว่ารัฐวางตัวไม่เป็นกลางในการปรองดอง ความร่วมมือมันก็น้อยตามไปด้วย”

 

ซื้อขายตำแหน่ง สะเทือน คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มิถุนายน 2560 เวลา 09:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/498770

ซื้อขายตำแหน่ง สะเทือน คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายกับการงัด “ไม้ตาย” เลือกใช้วิธีฟ้องร้องสกัดการขยายผล​ หลัง วิทยา แก้วภราดัย แกนนำ กปปส. อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ออกมาจุดประเด็นเรื่องการซื้อขายตำแหน่งตั้งแต่ระดับสารวัตรถึงรองผู้บังคับการ วาระประจำปี 2559

รอบแรกจากการออกมาแจกแจงรายละเอียด พบการจ่ายเงินกับการแต่งตั้งระดับผู้กำกับการ​ที่วิ่งเต้นด้วยเงินสูงตั้งแต่ 5-7 ล้านบาท ​ส่วนระดับสารวัตรราคาอยู่ที่ 1-5 แสนบาท ถึง 2 ล้านบาท​ ท่ามกลางกระแสข่าว​มีกลุ่มนายตำรวจนับสิบนายที่จ่ายเงินให้แก่ภรรยาลับๆ ของนายตำรวจระดับบังคับบัญชาชั้นสูงเพื่อเป็นค่าผ่านทางในการเลื่อนตำแหน่ง

ส่งผลให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มีคำสั่ง ตร.287/2560 ลงวันที่ 12 มิ.ย. ให้ พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการซื้อขายตำแหน่ง

รอบที่สอง วิทยา ออกมาทิ้งระเบิดลูกโต​ว่า การแก้ปัญหายังไม่ถูกต้องทั้งหมดเพราะต้องแก้ปัญหาทั้งโครงสร้างการบริหาร ​และเรื่องการซื้อขายตำแหน่งไม่ใช่แค่ที่นี่ที่เดียว ​ขอให้ ผบ.ตร.ไปดูข้อมูลที่อื่นด้วย โดยเฉพาะในส่วนของตำรวจนครบาลที่บวกไปอีก 2 เท่า ​และเชื่อว่าคนที่รู้ข้อมูลเรื่องนี้ดีที่สุดคือ ผบ.ตร.

ก่อนที่ทุกอย่างบานปลายมากกว่านี้ พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้บัญชาการกองกฎหมายและคดี กล่าวว่า หากการออกมาพูดโดยไม่มีข้อเท็จจริง ถือเป็นหมิ่นประมาทตามกฎหมายอาญา มาตรา 326 ซึ่งจะได้พิจารณาว่าจะดำเนินการฟ้องร้องหรือไม่ เพราะทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นนิติบุคคล ซึ่งได้รับความเสียหายหากมีการพาดพิงถึงบุคคลในองค์กร

ต้องยอมรับว่าการซื้อขายตำแหน่งในแวดวงสีกากีไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนหน้านี้ เคยมีกรณี “ไลน์หลุด” เรื่องการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ ที่มีการพาดพิง “พล.อ. ป” ​ซึ่ง พล.ร.อ.พะจุณณ์​ ตามประทีป สมาชิก สปท. ออกมาเปิดประเด็น ​

​ทำให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจงัด พ.ร.บ.คอมพ์ ออกมาขู่ จนเรื่องนี้เงียบหายไป​โดยไม่มีความคืบหน้า ไม่มีแม้แต่​ความพยายามตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือติดตามแก้ไขปัญหาเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง ทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่ ตามเป้าหมายการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของ คสช.ที่อาสาเข้ามาแก้ไข

สุดท้าย​ประเด็นเรื่องซื้อขายตำแหน่งวนกลับมาเป็นประเด็นใหม่อีกรอบในช่วงการแต่งตั้งโยกย้ายรอบใหม่ และส่อเค้าจะจบลงแบบไม่ได้รับการแก้ไขเหมือนเดิม​

สะท้อนผ่านสัญญาณที่ ผบ.ตร.ออกมาการันตีด้วยตัวเองว่า ในพื้นที่ บช.น.ไม่มีการซื้อขายตำแหน่งแน่นอน​​ ทั้งที่่ยังไม่ทันได้เข้าไปตรวจสอบในรายละเอียด

แม้ก่อนหน้านี้ ​พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จะออกมาขอบคุณนักการเมืองที่ให้ข้อมูลการซื้อขายตำแหน่ง พร้อมระบุชัดว่า ที่ผ่านมาได้รับเรื่องร้องเรียนมาบ่อยครั้ง ครั้งนี้จะจับให้มั่นคั้นให้ตายเสียทีว่ามันใช่หรือไม่ใช่

สรุปสัญญาณจากนายกรัฐมนตรีได้ชัดเจน คือ หนึ่ง ปัญหาเรื่องนี้มีอยู่จริง สอง ปัญหาเรื่องนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข ต่างจากท่าทีจากบิ๊กตำรวจที่รีบออกมาปฏิเสธตั้งแต่แรก ทำให้กระบวนการที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหายิ่งเป็นไปได้ยาก

หากจำได้ช่วงต้นปี ​พล.อ.ประยุทธ์​ ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่ง เรื่องการปรับปรุงระบบการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ​เข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ แต่สุดท้ายผลที่ออกมาชัดเจนว่าไม่อาจแก้ไขการซื้อขายตำแหน่ง

ทั้งหมดย่อมวนกลับมาสร้างปัญหาให้ คสช.อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ทั้งในฐานะผู้ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและขันอาสาเข้ามาเดินหน้าจัดการปฏิรูป แต่ผ่านมาสามปี ประเด็นการซื้อขายตำแหน่งยังไม่อาจได้รับการสะสางหรือเห็นความคืบหน้าในทิศทางที่ดีขึ้น

แถมแรงกดดันอาจเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติเมื่อประเด็นนี้ถูกเชื่อมโยงไปถึงคนใกล้ชิดบิ๊ก คสช.

ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ. ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเข้ามามีอิทธิพลในการแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่ง ​พล.ต.อ.จักรทิพย์ ​อธิบายว่า ​ใช้งานให้ไปตรวจสอบข้อมูลในทางลับ ไม่ได้เกี่ยวข้องในการทำบัญชีโยกย้าย​

แม้จะมีความสนิทสนมกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ​แต่ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกัน โดยทั้งหมดขอให้รอกระบวนการตรวจสอบของจเรตำรวจฯ ที่เชื่อว่า มีประสิทธิภาพ เชื่อถือได้ และหากจะให้หน่วยงานภายนอกเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ก็ยินดี

ทั้งหมดล้วนแต่ตอกย้ำว่าการซื้อขายตำแหน่งมีผลสั่นสะเทือน คสช.อย่างรุนแรง

 

ซื้อขายตำแหน่งแก้ไม่ตกกระทบปฏิรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มิถุนายน 2560 เวลา 09:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/498547

ซื้อขายตำแหน่งแก้ไม่ตกกระทบปฏิรูป

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางการปฏิรูปมีอันต้องสั่นคลอนอีกครั้งเมื่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มีคำสั่ง ตร.287/2560 ลงวันที่ 12 มิ.ย. ให้ พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) ตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย.เป็นต้นไป

พร้อมกับให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีสื่อมวลชนได้เสนอข่าวสารต่อสาธารณชนกรณี วิทยา แก้วภราดัย อดีตแกนนำ กปปส. อ้างว่า มีการซื้อขายตำแหน่งระดับสารวัตร ถึงรองผู้บังคับการ วาระประจำปี 2559 ในสังกัด บช.ภ.8 พร้อมให้รายงานผลภายใน 15 วัน

ก่อนหน้านี้ อดีตแกนนำ กปปส. ออกมาระบุว่า ได้รับการร้องเรียนจากนายตำรวจทั่วทั้งประเทศว่ามีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งตำรวจ โดยกลุ่มดังกล่าวจะยื่นข้อเสนอว่าถ้าอยากเลื่อนตำแหน่งจะต้องเสียเงิน แต่หากไม่เสียเงินจะถูกโยกย้ายไปพื้นที่อื่น ขณะที่บางคนจ่ายเงินไปแล้ว แต่กลับไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง

ถึงขั้นระบุรายละเอียดว่ามีการจ่ายเงินกับการแต่งตั้งระดับผู้กำกับการ​ที่วิ่งเต้นด้วยเงินสูงตั้งแต่ 5-7 ล้านบาท ​ส่วนระดับสารวัตรราคาอยู่ที่ 1-5 แสนบาท ถึง 2 ล้านบาท

​ท่ามกลางกระแสข่าว​มีกลุ่มนายตำรวจนับสิบนายที่จ่ายเงินให้แก่ภรรยาลับๆ ของนายตำรวจระดับบังคับบัญชาชั้นสูงเพื่อเป็นค่าผ่านทางในการเลื่อนตำแหน่ง กลุ่มนายตำรวจเหล่านี้เตรียมตบเท้าเข้าพบเพื่อขอเงินคืน ซึ่งวงเงินที่จ่ายไปนั้นรวมกว่า 50 ล้านบาท

นับเป็นอีกปรากฏการณ์ที่ตอกย้ำปัญหาการซื้อขายตำแหน่งในการโยกย้ายตำรวจซึ่งยังแก้ไม่ตก

วิทยา ออกมาชี้แจงว่า สาเหตุ​ที่ต้องออกมาเปิดเรื่องนี้เพราะหากไม่ปราบปรามจะทำให้คนที่ตั้งใจทำงานจริงๆ หมดกำลังใจ และไม่กล้าที่จะออกมาพูด จึงอยากเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลงไปฟังเสียงสะท้อนของตำรวจบ้าง

เอาเข้าจริงปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากจำได้ตั้งแต่ช่วงแรกของการบริหารราชการของรัฐบาล คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นมาตลอด ท่ามกลางความพยายามการปฏิรูปตำรวจซึ่งเรื่องการซื้อขายตำแหน่งเป็นเรื่องแรกๆ ที่มีความสำคัญและต้องเร่งดำเนินการ

ช่วงนั้นกลายเป็นประเด็นเมื่อ เกิดกรณี “แชตไลน์หลุด” ระบุว่า มี พล.อ. ป. เข้ามาเกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการตำรวจ ซึ่งทาง พล.ร.อ.พะจุณณ์​ ตามประทีป สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ออกมาชี้แจงว่า ไม่ได้เป็นคนเขียนข้อความในไลน์ แต่ไลน์ต้นฉบับมีคนส่งมาให้อีกที ในฐานะที่เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจหน้าที่และกระบวนการทำงานตำรวจเพื่อประโยชน์ของประชาชน และคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น จึงส่งต่อไลน์ไปให้ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มไลน์เตรียมทหารรุ่น 12 และไลน์กลุ่มตำรวจ เพื่อให้ช่วยกันตรวจสอบข้อเท็จจริง

ก่อนเรื่องจะบานปลายกลายเป็นศึกคุกรุ่นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจงัด พ.ร.บ.คอมพ์ ออกมาส่งสัญญาณสกัดไม่ให้เรื่องนี้บานปลาย จนทำให้เรื่องนี้ค่อยๆ เงียบหายไป โดยไม่มีความกระจ่างแต่อย่างไรออกมา

แต่ใช่ว่าเรื่องการปฏิรูปตำรวจโดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเรื่องการซื้อขายตำแหน่งจะไม่มีความคืบหน้า

ช่วงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่ง เรื่องการปรับปรุงระบบการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ระบุว่า โดยที่การบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายและต้นทางของกระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญ

คำสั่งดังกล่าวระบุให้ควรกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และขั้นตอนการ กลั่นกรองให้เกิดความรับผิดชอบความถูกต้องเรียบร้อยเป็นธรรม และมีความเหมาะสมตรงกับความรู้ความสามารถตามสายการบังคับบัญชา และการจัดสรรอัตรากำลังในแต่ละพื้นที่ยิ่งขึ้น เพื่อให้มีขั้นตอนชัดเจน โปร่งใส ปราศจากการวิ่งเต้น การเรียก รับ ให้หรือสัญญาว่าจะให้สิ่งตอบแทนแลกเปลี่ยนกับการแต่งตั้ง และปลอดจากระบบอุปถัมภ์ อันเป็นความจำเป็นต่อการปฏิรูประบบราชการ

ผ่านมาไม่กี่เดือนยังเกิดกรณีการเรียกรับผลประโยชน์จากการโยกย้ายตำรวจ นั่นหมายความว่าทั้งทิศทางและแนวทางการแก้ปัญหาที่ทำมาตลอด 3 ปี อาจยังไม่สามารถแก้ปัญหา และเดินหน้าปฏิรูปตำรวจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่สำคัญนี่อาจสะท้อนให้เห็นทิศทางการปฏิรูปประเทศ อันเป็นเป้าหมายสำคัญในการอาสาเข้ามาบริหารประเทศของ คสช. ด้วยความคาดหวังจากทุกฝ่ายในสังคมว่าจะเป็นปัจจัยนำพาประเทศหลุดพ้นวังวนปัญหาที่ผ่านมา

 

ดิ้นเฮือกสุดท้าย ล้มเซตซีโร่กกต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มิถุนายน 2560 เวลา 11:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/498454

ดิ้นเฮือกสุดท้าย ล้มเซตซีโร่กกต.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยว่าด้วย “เซตซีโร่”เป็นประเด็นมาตั้งแต่เมื่อครั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)เข้ามายึดอำนาจใหม่ๆ หรือระหว่างการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก

เวลานั้นมีการวิเคราะห์กันว่าหวยน่าจะไปออกที่พรรคการเมือง เพราะบิ๊กๆ คสช.หลายคนโดยเฉพาะด้านกฎหมายต่างออกมาส่งสัญญาณตรงกันว่าควรมีการเซตซีโร่พรรคการเมืองก่อนมีการเลือกตั้งเพื่อให้ความเท่าเทียมกันทุกพรรค และไม่ให้การเมืองเกิดการผูกขาดในอำนาจอยู่ไม่กี่พรรค

ทันทีที่สัญญาณดังกล่าวถูกส่งออกมา ปรากฏว่าพรรคการเมืองต่างออกมาแสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยกันอย่างถ้วนหน้า เพราะเป็นการทำลายพรรคการเมืองเพื่อไม่ให้เป็นสถาบันทางการเมือง สุดท้ายเรื่องดังกล่าวก็เงียบหายไป

กระทั่งคำว่าเซตซีโร่กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง แต่พรรคการเมืองกลับไม่ใช่เป้าหมาย เพราะเป้าหมายไปอยู่ที่องค์กรอิสระ ภายหลังรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดให้การคงอยู่ของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งกรรมการในองค์กรอิสระก่อนจะมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ไปผูกไว้ที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ ต่างจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550ที่รับรองให้ยังสามารถทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะครบวาระตามกฎหมาย

ต่อมาเมื่อเข้าสู่กระบวนการยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเป็นร่างกฎหมายฉบับแรกที่ กรธ.ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญกำหนด โดยในเรื่องการดำรงตำแหน่งของ กกต.นั้น กรธ.กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหาเข้ามาทำหน้าที่่ชี้ขาดว่า กกต.ในปัจจุบันคนใดบ้างที่มีคุณสมบัติไม่ตรงตามรัฐธรรมนูญ

สัญญาณเซตซีโร่ กกต.จึงเริ่มปรากฏนับตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นมา และมาเกิดความชัดเจนมากขึ้นภายหลังคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตบโต๊ะให้ กกต.ทั้ง 5 คนพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ เพียงแต่ยังให้ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี กกต.ชุดใหม่ 7 คนมาทำหน้าที่ ตามมาด้วยมติของที่ประชุม สนช.เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.เห็นด้วยกับสิ่งที่คณะ กมธ.วิสามัญฯ แก้ไข

ทุกอย่างยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า กกต. คือองค์กรอิสระแรกโดนเซตซีโร่ เหลือเพียงรอเวลาให้ร่างกฎหมายที่ผ่าน สนช.มีผลบังคับใช้เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ตามขั้นตอนแม้กฎหมายจะผ่าน สนช.แล้ว แต่ขั้นตอนยังไม่ได้จบเพียงเท่านี้ เพราะรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 267 กำหนดให้ต้องส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ให้กับ กรธ.และ กกต.ด้วย เพื่อพิจารณาว่าร่างกฎหมายที่ผ่าน สนช. โดยมีการแก้ไขนั้นขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 หรือไม่

แน่นอนว่า กกต.ย่อมต้องไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายที่ สนช.แก้ไข และต้องการให้มีการตั้งคณะ กมธ.วิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่าย ระหว่าง กรธ. สนช. และ กกต.เพื่อให้ทบทวนเนื้อหาดังกล่าวโดยเฉพาะการเซตซีโร่ กกต. เพราะเป็นหนทางที่เหลืออยู่ไม่กี่ทางที่ กกต.จะดิ้นรนให้รอดการถูกเซตซีโร่ไปได้

แต่ทว่ามองในเชิงความเป็นไปได้ที่ กกต.จะไม่ถูกเซตซีโร่แล้วต้องยอมรับมีความเป็นไปได้ยากพอสมควร ทั้งด้วยเหตุผลในแง่ของกฎหมายและการเมือง

ในแง่ของกฎหมาย พลิกไปดูว่าเงื่อนไขทางรัฐธรรมนูญแล้วจะเห็นได้ว่า กกต.ต้องสู้เหนื่อยถึงสองรอบ รอบแรกต้องโน้มน้าวให้คณะ กมธ.วิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่ายให้แก้ไขเนื้อหาเพื่อยกเลิกการเซตซีโร่ จากนั้นรอบที่สองไปสู้ในสภาอีกครั้งเพื่อให้ สนช.เห็นด้วยกับสิ่งที่คณะ กมธ.วิสามัญฯ แก้ไข

เห็นแบบนี้แล้ว แทบเรียกได้ว่า กกต.ม้วนเสื่อกลับบ้านตั้งแต่รอบแรก เพราะต้องไม่ลืมว่าทั้ง กรธ.และ สนช.ต่างประสานเสียงร้องเพลงเดียวกัน คือ เซตซีโร่ กกต.

ขณะที่ในแง่ของการเมือง ภายใน สนช.มีการกระจายข้อมูลข่าวสารว่า กกต.ชุดนี้กำลังใกล้จะสิ้นสภาพอยู่แล้ว เนื่องจากจะมี กกต.ถึง 4 คนที่ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยเงื่อนไขที่แตกต่างกัน

ประกอบด้วย 1.จะมี กกต. 2 คนที่ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 2.จะมี กกต.1 คนถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลในคดีทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ อันมีผลให้ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว และ 3.กกต.อีก 1 คนจะมีอายุครบ 70 ปี ในกลางปี 2561 ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้กับการเลือกตั้ง

เท่ากับว่าสภาพเช่นนี้จะเหลือเพียงประธาน กกต.เพียงคนเดียวที่ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้เกิดคำถามว่าจะดำรงสภาพการเป็น กกต.ได้อย่างไร จึงเป็นที่มาของ สนช.ที่ต่างพร้อมใจในการลงมติเซตซีโร่ กกต.ทั้ง 5 คนเพื่อสลายปัญหาทั้งหมด และเพื่อให้ง่ายต่อการสรรหา กกต.ชุดใหม่ทั้ง 7 คน

ด้วยเหตุผลเหล่านี้หนทางสู้ของ กกต.เพื่อให้ตัวเองได้อยู่ในตำแหน่งต่อไปค่อนข้างริบหรี่พอสมควร เพราะถูกแม่น้ำ 2 สายอย่าง “กรธ.-สนช.” จับมือเพื่อเซตซีโร่ กกต. อีกทั้งพี่ใหญ่อย่าง คสช.ก็เห็นดีเห็นงามไปด้วย ยิ่งส่งผลให้ กกต.ต้องตกอยู่ในที่นั่งลำบากมากขึ้นไปอีก

ดังนั้น หนทางเดียวที่เหลืออยู่ของ กกต.คงหนีไม่พ้นการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด แต่ก็ยังเป็นหนทางที่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจอยู่ดี

ทั้งนี้ เป็นเพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นอำนาจของสมาชิก สนช.ในการรวบรวมรายชื่อเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อ สนช.มีมติให้เซตซีโร่ ก็คงเป็นช่องทางที่ กกต.จะเดินไปให้บรรลุผลได้ลำบากไม่ต่างกัน

ที่สุดแล้ว คงเป็นไปได้ยากที่ กกต.จะไม่ถูกเซตซีโร่ เมื่อหลายฝ่ายต่างเปิดหน้าจองกฐิน กกต.เช่นนี้

บึ้มป่วนเมือง บูเมอแรงย้อน คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มิถุนายน 2560 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/498350

บึ้มป่วนเมือง บูเมอแรงย้อน คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ความคืบหน้ากรณีตรวจพบการส่งวัตถุระเบิดทางไปรษณีย์ไปหลายจุดทั่วประเทศนั้น​ ล่าสุด ศาลอนุมัติหมายจับ ​7 ผู้ต้องหา ข้อหาจำหน่ายวัตถุระเบิด และจัดซื้อวัตถุระเบิด มีอาวุธปืน และวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้โดยผิดกฎหมาย ตามที่พนักงานสอบสวนยื่นคำร้อง

ประเด็นน่าสนใจอยู่ที่ผู้ต้องหารับสารภาพถึงที่มาของอาวุธสงครามทั้งหมด ได้ลักลอบนำมาจากหน่วยงานเพื่อนำไปจำหน่าย ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) จากผู้ที่เกี่ยวข้องรวม 20 ราย

ภายหลังการตรวจสอบมีผู้เกี่ยวข้อง 14 ราย เป็นทหาร 7 ราย ประกอบด้วยผู้ขาย 3 ราย และผู้ซื้อ 4 ราย อีก 7 รายเป็นพลเรือน ในส่วนของทหาร ทาง​กองทัพภาคที่ 1 จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยเพื่อดำเนินการลงโทษตามระเบียบ

ทั้งนี้ คงต้องติดตามดูว่าจะมีการเอาผิดถึงเจ้าหน้าที่ระดับใด จะถึงระดับผู้บังคับหน่วยซึ่งมีความบกพร่องกับการปล่อยให้มีการนำอาวุธภายในคลังออกมาจำหน่ายจนเป็นขบวนการหรือไม่

น่าตกใจกว่านั้นคือ ทหารกลุ่มนี้จำหน่ายอาวุธสงครามทางเว็บไซต์และใช้บริการของเอกชนส่งของเกือบ 1 ปี โดยขายมาแล้ว 22 ครั้ง จำนวนอาวุธกระสุนที่ส่งมากที่สุด 100 นัด ที่เหลือเป็นรายย่อย มีทั้งกลุ่มที่ชอบสะสมอาวุธ กลุ่มทหารที่มีการสั่งซื้อเพื่อไปทดแทนอัตราอาวุธที่หายไปจากหน่วยที่ตนเองสังกัดในช่วงวงรอบการตรวจประจำปี

​อีกทั้งบางส่วนอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำไปใช้ก่อเหตุในหลายพื้นที่ ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ส่วนความคืบหน้ากรณีตรวจพบอาวุธสงครามจำนวนมากในรถกระบะสีดำ หมายเลขทะเบียนตรากงจักร 1510 ที่เสียหลักตกข้างทางถนนสุขุมวิท จ.ตราด ล่าสุด พ.อ.อ.ภคิน เดชพงษ์ ยอมรับว่าขนอาวุธสงครามมาจากนายทหารกัมพูชาระดับนายพันที่นำมาให้แล้วจะนำไปส่งที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อขายให้กับกะเหรี่ยงเคเอ็นยู โดยทำมาแล้ว 2-3 ครั้งในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา

ทั้งสองเหตุการณ์ยิ่งตอกย้ำให้เห็นปัญหาความหละหลวมในสถานการณ์ปัจจุบันกับการปล่อยให้เกิดการซื้อขายอาวุธสงครามทั้งในและนอกประเทศ ที่ทำกันมายาวนานและเป็นขบวนการ

ที่สำคัญขบวนการค้าอาวุธนั้นมีเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งในฐานะผู้ซื้อและผู้ขาย

แรงกดดันที่เกิดขึ้นจึงแปรสภาพเป็น “บูเมอแรง” ย้อนกลับมาทำลายความเชื่อมั่นต่อกองทัพและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างรุนแรง

ประการแรก หลังเกิดระเบิด เหตุรุนแรง เหตุวุ่นวายหลายครั้งก่อนหน้านี้ ทางเจ้าหน้าที่ออกมาตั้งข้อสันนิษฐานว่าเป็นความพยายามของกลุ่มผู้ไม่หวังดีเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มการเมือง

พร้อมกับการสืบสวนสอบสวนขยายผลเข้าไปตรวจค้นพื้นที่ต้องสงสัยในหลายจุดทั่วประเทศ ในช่วงที่มีกระแสข่าวเรื่องแผนลอบสังหารผู้นำ

นำมาสู่ข้อสงสัยว่าในยุคที่อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ในมือ คสช. ทำไมถึงปล่อยปละให้อาวุธสงครามออกมาเกลื่อนกลาดจนเหมือนไร้การควบคุมดูแล

ยิ่งสุดท้ายพบว่า​ต้นทางอาวุธสงครามที่หลุดลอดออกมานั้นมีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปเกี่ยวข้อง และบางส่วนยังหลุดออกมาจากหน่วยราชการด้วยแล้ว ​ประเด็นนี้ยิ่งส่งผลเสียต่อกองทัพอย่างรุนแรง ที่หละหลวมไม่อาจควบคุมดูแลกันเองปล่อยให้อาวุธร้ายแรงหลุดออกมา

รวมไปถึงมาตรการควบคุมอันหละหลวมปล่อยปละให้มีอาวุธสงครามหลุดลอดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศได้อย่างสะดวก ​เลวร้ายกว่านั้นกลไกการลักลอบนำเข้ายังมีทหารเข้าไปเกี่ยวข้อง และยังพบความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศที่ทำกันมานาน

ทำให้เห็นเค้าลางคำตอบถึงที่มาที่ไปของอาวุธสงครามที่เกลื่อนกลาดในเวลานี้

อันอาจจะถูกหยิบยกเป็นประเด็นนำไปโต้กลับหักล้างของกลุ่มการเมืองที่เคยถูกตราหน้าก่อนหน้านี้ว่าเป็นต้นตอของปัญหาความวุ่นวายความไม่สงบที่ผ่านมา

เมื่อหลักฐานที่ปรากฏสะท้อนให้เห็นว่า อาวุธสงครามเหล่านี้ส่วนหนึ่งมีที่มาที่ไปจากทางเจ้าหน้าที่​ เหลือเพียงแค่ว่าต้องติดตามสืบหาว่า อาวุธที่หลุดลอดออกมานั้นเคยนำไปก่อเหตุที่ไหนอย่างไรบ้าง

​หากจำได้ก่อนหน้านี้ในช่วงมีเหตุระเบิด เหตุป่วน ทางเจ้าหน้าที่ออกมาระบุว่ามีเบาะแสข้อมูล และอยู่ระหว่างการสืบสาวไปถึงเครือข่ายผู้อยู่เบื้องหน้าเบื้องหลัง รวมทั้งกำลังติดตามนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ

ทว่า เวลาผ่านไปนอกจากจะไม่อาจสืบสาวหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีได้แล้ว ยังไม่มีการออกมาสรุปว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของใคร อาวุธที่ใช้มาจากไหน

รวมทั้งยังไม่อาจสกัด ป้องปรามเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นตามมาอย่างต่อเนื่อง จนถูกมองว่าเป็นการท้าทาย ลูบคม ​คสช. ปล่อยให้เรื่องเหล่านี้ยังเป็นปัญหาที่ไม่อาจแก้ไขได้

อีกทั้งจะเห็นว่า การตรวจพบอาวุธสงครามทั้งสองเหตุการณ์นี้ก็มาจากความบังเอิญ ไม่ใช่มาจากการข่าวที่ติดตามความเคลื่อนไหวจนนำมาสู่การจับกุมอาวุธล็อตใหญ่

หาก​ยังไม่สามารถคลี่คลายสกัดวงจรค้าอาวุธที่มีทหารเข้ามาเกี่ยวข้องได้แล้ว นี่อาจเพิ่มน้ำหนักให้ข้อครหาเรื่องทหารเป็นผู้ก่อเหตุสร้างสถานการณ์วุ่นวายเสียเอง เพื่อนำไปเป็นเหตุอ้างในการอยู่ในอำนาจต่อไป

 

ปั้น สุดารัตน์ รับไม้ต่อคุมเพื่อไทย สยบศึกใน ลุยศึกนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มิถุนายน 2560 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/498136

ปั้น สุดารัตน์ รับไม้ต่อคุมเพื่อไทย สยบศึกใน ลุยศึกนอก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หลังรัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้พรรคการเมืองที่ถูกแช่แข็งมานานกว่า 3 ปี เริ่มออกมายืดแข็งยืดขาวอร์มข้างสนาม รอสัญญาณนกหวีดให้กระโดดลงสู่สมรภูมิเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดในปี 2561

ยิ่งในช่วงนี้ ​ที่ “กลไก” ต่างๆ เริ่มมีความชัดเจนตามกฎหมายลูกที่​กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ​ (กรธ.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำลังเร่งเครื่องจัดทำให้ออกมาได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด

หลายพรรคการเมืองจึงเริ่มออกมาขยับตั้งแต่การปรับโครงสร้างพรรคที่จะต้องมาวางระบบกันใหม่ให้สอดรับกับ พ.ร.บ.พรรคการเมืองที่มีความแตกต่างจากในอดีตหลายจุดตั้งแต่จำนวนสมาชิก การจัดเก็บเงินค่าสมาชิก ​ไปจนถึงกลไกการมีส่วนร่วมที่หวังให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

ก่อนหน้านี้ พรรคเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์มีความเคลื่อนไหวมาแล้วรอบหนึ่ง เมื่อแกนนำ กปปส. ตัดสินใจเคลียร์ใจกลับคืนรัง ประสานรอยร้าว สยบกระแสข่าว ความพยายาม​ ปลดหัวหน้ามาร์ค-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และเทกโอเวอร์พรรคก่อนลุยศึกเลือกตั้งรอบใหม่

ไม่ต่างจากฝั่ง “เพื่อไทย” แชมป์เก่าที่ออกมาโอดครวญว่าถูกเลือกปฏิบัติไม่ได้รับความเป็นธรรม

เวลานี้ ภายในพรรคเพื่อไทยเริ่มเห็นการขยับ​จัดวางกลไกภายในกันใหม่ เริ่มตั้งแต่การวางตัวหัวหน้าพรรคที่จะมารับงานใหญ่คุมประสานกลุ่มมุ้งต่างๆ ให้กลับมาเป็นปึกแผ่นลงสนามเลือกตั้ง

ด้านหนึ่งแม้จะมีกระแสแอบลุ้นอยู่ลึกๆ ให้อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับมากุมบังเหียนนำทัพเพื่อไทยขายความน่าสงสารในฐานะเป็นผู้ถูกกระทำลงสนามเลือกตั้ง แต่ด้วยบาดแผลในอดีต และกฎระเบียบที่เข้มงวดคงทำให้กลับคืนสนามการเมืองได้ยาก ​

ดังนั้น จึงเริ่มเห็นรายชื่อแคนดิเดตทั้งหมดที่ถูกโยน ถูกดันออกมา วัดกระแสสังคม มีทั้งคนนอก และคนในพรรคที่มีจุดแข็งจุดอ่อนแตกต่างกันไป ยังไม่รวมกับเสียงสนับสนุนที่แต่ละฝั่งต่างก็มีกองเชียร์

ไล่เรียงจากแต่ละชื่อปรากฏออกมาเวลานี้ ​​คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ดูจะมาแรงกว่ารายชื่ออื่นๆ

ไม่ว่าจะเป็น สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ที่มีเสียงสนับสนุนอยู่ไม่น้อยด้วยภาพลักษณ์นักการเมืองน้ำดี แถมยังไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรง แถมยังเป็นคนเก่าคนแก่เคยรั้งตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถมผ่านงานบริหารเป็นรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

ก่อนที่​เจ้าตัวจะออกมาชี้แจงว่าไม่เคยได้รับการติดต่อจากคนในพรรคเพื่อไทย รวมทั้งไม่มีความสนใจการเมืองใดๆ ไม่มีความสนใจในการรับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ และไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองใดๆ มานานแล้ว ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและความปรองดองของเอเชีย (ARPC)

บางกระแสมีความพยายามผลักดันวีรบุรุษนาแก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ​อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้ามาเป็นอีกทางเลือกแต่แรงสนับสนุนดูจะยังเป็นเพียงแค่กลุ่มเล็กๆ ยากจะทำให้ได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ในพรรค

ไม่ต่างจาก โภคิน พลกุล ที่แม้จะเป็นมือกฎหมายคนสำคัญของพรรครั้งตำแหน่งอดีตรองประธานศาลปกครองสูงสุด อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร แต่เสียงสนับสนุนจากภายในพรรคยังไม่เพียงพอจะผลักดันให้ขึ้นมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคในช่วงนี้

คล้ายกับ จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองหน้าพรรคไทยรักไทย ผ่านงานการเมืองมาโชกโชน เคยรับตำแหน่งทั้งรองนายกรัฐมนตรี รมว.ศึกษาธิการ รมว.ยุติธรรม แต่ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในสถานการณ์การเมืองเช่นนี้ที่ต้องการคนที่มีบุคลิกประนีประนอมมากกว่า

แม้แต่​ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ไม่เคยได้ทำงานในทำเนียบรัฐบาลเพราะถูกกลุ่มผู้ชุมนุมปิดล้อมมาตั้งแต่รัฐบาล สมัคร สุนทรเวช ด้วยดีกรี อดีตผู้พิพากษา อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม อดีตปลัดกระทรวงแรงงาน แต่เหมือนยังไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมในเวลานี้

สถานการณ์และเงื่อนไขต่างๆ จึงมาลงตัวที่ ​คุณหญิงสุดารัตน์ แม้จะมีแรงต้านเสียงค้านจากบางกลุ่มในพรรค ทั้งคนฝั่งบางบอนและบางมุ้งของกลุ่มชินวัตร แต่ด้วยประกาศิตที่ได้ “ไฟเขียว” จากคนแดนไกลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้เส้นทางสู่ตำแหน่งนี้ไม่น่าจะมีอุปสรรคมากมาย

ไม่แปลกที่เวลานี้ คุณหญิงสุดารัตน์จะเป็นคนนั่งหัวโต๊ะนำการพูดคุยวางยุทธศาสตร์เป็นการภายในทุกวันอังคารร่วมกับ โภคิน จาตุรนต์ ชูศักดิ์ ศิรินิล มือกฎหมายของพรรค ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค รวมไปถึงแกนนำคนอื่นๆ ทั้ง ชัยเกษม นิติสิริ พงศ์เทพ เทพกาญจนา วัฒนา เมืองสุข และนพดล ปัทมะ

ในแง่ “บารมี” ชื่อชั้นของคุณหญิงสุดารัตน์ไม่ได้เป็นรองใครในพรรค มีเสียงสนับสนุนเข้มแข็งจากฝั่ง กทม. แถมยังมีคอนเนกชั่นที่ดีกับพรรคอื่นๆ และยังพูดคุยกับ คสช. ผ่าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้

ที่สำคัญที่ผ่านมาคุณหญิงสุดารัตน์วางตัวไม่เป็นคู่ขัดแย้งออกมาต่อปากต่อคำ​ เน้นทำกิจกรรมงานบุญ จน​เอื้อต่อการปรองดอง สมานฉันท์ ในอนาคต​ไม่ต้องพูดถึงภารกิจสำคัญเรื่องการจับมือกันจัดตั้งรัฐบาล หรือเลือกนายกรัฐมนตรีในอนาคต​

อยู่ที่ว่านับจากนี้ต่อไปหากไม่มีเหตุปัจจัยให้ต้องสะดุดขาตัวเอง หรือมีคนมาขัดแข้งขัดขา​ในอนาคตหรือไม่

 

ประชารัฐ-โซลาร์เซลล์ ระเบิดเวลา​ถล่มเชื่อมั่น คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2560 เวลา 09:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/498015

ประชารัฐ-โซลาร์เซลล์ ระเบิดเวลา​ถล่มเชื่อมั่น คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

โครงการ “ประชารัฐ” นับเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เคยหมายมั่นปั้นมือว่าจะออกมาโกยคะแนนนิยมชาวบ้าน ด้วยคุณภาพเห็นผลที่ยั่งยืน พร้อมอุดช่องโหว่ ป้องกันไม่ให้ถูกข้อครหา​เรื่องประชานิยมต่างจากกองทุนหมู่บ้านในอดีต

ทว่าออกตัวไปได้ไม่เท่าไหร่โครงการประชารัฐเริ่มถูกโจมตีในหลายมุม ไล่มาตั้งแต่ประเด็นกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ของประเทศที่ถูกดึงมาร่วมสนับสนุนการเงิน แต่กลับกลายถูกมองว่าอาจเข้าข่ายรุกคืบเข้ามาครอบงำผูกขาดธุรกิจในพื้นที่แทนที่มากกว่าเข้ามาช่วยเหลือ

แต่ประเด็นที่สร้างปัญหาหนักอกเป็นพิเศษคือ เรื่องเงื่อนงำความไม่โปร่งใสในหลายพื้นที่ ทั้งประเด็นการเรียกเก็บค่าหัวคิวเมื่อมีรายงานว่า พบการร้องเรียนว่าในพื้นที่ อ.วิหารแดง จ.สระบุรี มีผู้นำในพื้นที่บางคนเรียกเก็บค่าหัวคิวโครงการ 10% ซึ่งอ้างเป็นค่าดำเนินโครงการ บางโครงการถูกเรียกเก็บเป็นเงินราว 3 หมื่นบาท ​อีกทั้งยังพบการอ้างว่านำเงินไปให้ระดับสูงขึ้นไป

นี่เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างจากโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้าน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐที่จะได้รับเงินสนับสนุนหมู่บ้านละ 2.5 แสนบาท ซึ่งดำเนินการตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2559-31 ม.ค. 2560 มีจำนวนโครงการทั้งหมด 82,336 โครงการ จากวงเงิน 18,660 ล้านบาท

ล่าสุด โครงการประชารัฐกลายเป็นข่าวเป็นคราวอีกรอบกับโครงการ “ตู้ประชารัฐ สุขใจ” ที่จัดสร้างเพื่อนำไปเป็นพื้นที่ขายสินค้าโอท็อปของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จำนวน 148 ตู้ทั่วประเทศ ด้วยวงเงิน 122 ล้านบาท ซึ่งใช้วิธีการจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษ

นำมาสู่การร้องเรียนถึงความคุ้มค่าในหลายจุด ทั้งเรื่องราคาที่สูงกว่ากว่าท้องตลาด บางแห่งจัดซื้อกว่า 8 แสนบาท และเริ่มพบการชำรุดในหลายจุด อีกทั้งในบางพื้นที่ยังไม่เปิดใช้งาน ​​

ประเด็นนี้ทาง ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. ยืนยันว่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปอย่างถูกต้อง การใช้วิธีพิเศษเพราะเป็นโครงการขนาดเล็กวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท และให้เบิกจ่ายงบฯ ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2558

ทั้งนี้ โครงการพัฒนาสถานีริมทางเพื่อส่งเสริมการค้าและการท่องเที่ยวท้องถิ่น : ก่อสร้างพื้นที่สำหรับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวและจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นที่ใช้ขายสินค้าโอท็อป ของ ททท.​ จำนวน 148 แห่งทั่วประเทศ มีการทำสัญญาว่าจ้างเอกชนจำนวน 5 ราย ในพื้นที่ 5 ภูมิภาค

สิ่งเหล่านี้มีแต่จะกัดกร่อนความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาล คสช.มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะแทนที่โครงการประชารัฐ ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ใช้งบประมาณจำนวนมาก ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศนั้นจะสามารถสร้างงาน สร้างผลงาน สร้างชื่อให้รัฐบาลอย่างที่ตั้งเป้าไว้ ผลลัพธ์ที่ออกมากลับไม่เป็นเช่นนั้น

ตรงกันข้ามนอกจากไม่อาจสร้างผลงานให้เป็นที่ยอมรับแล้ว ในเรื่องประเด็นความคุ้มค่าของเม็ดเงินที่ใช้​ยังกลายเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบอย่างชัดเจน ​ยิ่งในภาวะที่รัฐบาลกำลังประสบปัญหาเรื่องงบประมาณที่มีจำกัด ​การใช้งบประมาณเช่นนี้ย่อมไม่เป็นผลดี

ยิ่งมาเผชิญกับเงื่อนงำความไม่โปร่งใส​ที่เริ่มปรากฏในหลายจุดยิ่งมีแต่จะซ้ำเติมปัญหาความเชื่อมั่นรัฐบาล คสช. ซึ่งประกาศเข้ามาสะสางปัญหาทุจริต จำเป็นที่จะต้องดำเนินการแต่ละโครงการให้เกิดความโปร่งใส เพื่อเป็นบรรทัดฐานและวางแนวทางปฏิบัติให้เป็นตัวอย่าง

เมื่อรัฐบาล คสช.​มาเผชิญปัญหาความไม่โปร่งใสเสียเองย่อมกระทบไปถึงทุกสิ่งที่พยายามทำมา รวมไปถึงเส้นทางการปฏิรูปที่กำลังขับเคลื่อนในช่วงโค้งสุดท้าย

ไม่เพียงแค่โครงการประชารัฐ ​อีกโครงการที่สั่งคลอนความเชื่อมั่น รัฐบาล คสช.​ไม่น้อย คือ โครงการจัดซื้อและติดตั้งโคมไฟส่องสว่างโซลาร์เซลล์ที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของ ศอ.บต. ซึ่งใช้งบประมาณมากกว่า 1,000 ล้านบาท ติดตั้งไปแล้วกว่า 1 หมื่นจุดทั่วทุกพื้นที่

ปัญหาอยู่ที่คุณภาพการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในช่วง 2 ปีกว่าที่ผ่านมา รวม 14,318 จุดนั้น ชำรุดเสียหายมากกว่า ​80% ในขณะที่ผู้บริหาร ศอ.บต.ออกมาชี้แจงว่า จากการสำรวจพื้นที่พบเสาไฟโซลาร์เซลล์ชำรุดเสียหายเพียง 531 จุด คิดเป็น​ 4% เท่านั้น โดยมีสาเหตุหลักจากการถูกขโมยแบตเตอรี่

อีกด้านหนึ่ง กลุ่มธรรมาภิบาลเครือข่ายภาคประชาชนต้านการทุจริตและคอร์รัปชั่น ยื่นเรื่องร้องเรียนถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.​​ เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีการคัดเลือกเอกชนผู้ร่วมลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร พ.ศ. 2560 จำนวน 100 เมกะวัตต์ ขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.)

ทางเครือข่าย ระบุว่า พบกลุ่มบุคคลนำโดยนายทหารระดับนายพล ชื่อย่อว่า เสธ.จ.​ เป็นผู้แอบอ้างชื่อ คสช. เพื่อเรียกรับเงินผลประโยชน์จากเอกชนที่เข้าร่วมลงทุนในโครงการดังกล่าว โดยวิ่งเต้นจัดหาบริษัทที่เป็นพรรคพวกของตนเองมาขึ้นทะเบียนกับ อผศ.ไว้ก่อนตั้งแต่ช่วงปลายปี 2559

​สิ่งที่ทางรัฐบาล คสช.​จำเป็นต้องเร่งดำเนินการเวลานี้คือ การออกมาชี้แจงรายละเอียดถึงความโปร่งใสในโครงการดังกล่าว รวมทั้งต้องทำความกระจ่างเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์ว่ามีมูลความจริงแค่ไหน ​ไม่ให้ทุกอย่างหมักหมมย้อนกลับมาสั่นคลอนความเชื่อมั่น คสช.ในอนาคต

 

เซตซีโร่กกต. องค์กรอิสระสะเทือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2560 เวลา 09:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/497910

เซตซีโร่กกต. องค์กรอิสระสะเทือน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ณ จุดนี้ไม่มีข่าวการเมืองไหนน่าสนใจเท่ากับข่าวความเคลื่อนไหวของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในความพยายามล้มคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยในวันที่ 9 มิ.ย. จะเป็นวันชี้ชะตาอนาคตของ กกต.ทั้ง 5 คน เนื่องจากเป็นวันที่ สนช.เตรียมลงมติให้ความเห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.

พลิกดูร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ในวันที่ 9 มิ.ย. พบว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ที่มี “ตวง อันทะไชย” สมาชิก สนช.เป็นประธาน กำหนดอนาคตของ กกต.ทั้ง 5 คนเอาไว้ค่อนข้างชัดเจนในมาตรา 70

“ให้ประธาน กกต.และกรรมการ กกต.ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ แต่ให้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าประธาน กกต.และกรรมการ กกต.ที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่

ให้ประธาน กกต.และกรรมการ กกต.ที่ปฏิบัติอยู่ต่อไปมีสิทธิได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอื่นตามที่ได้รับอยู่ก่อนวันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับและให้มีสิทธิได้รับบำเหน็จตอบแทน โดยให้ถือว่าเป็นการพ้นจากตำแหน่งเพราะลาออก”

เนื้อหาในมาตรา 70 ดังกล่าวนั้น มีความแตกต่างจากบทบัญญัติเดิมที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอเข้ามายัง สนช.ตั้งแต่แรกอย่างสิ้นเชิง

เวลานั้น กรธ.ไม่ได้ต้องการเซตซีโร่ กกต.แบบที่ สนช.ดำเนินการ โดย กรธ.ต้องการเพียงแค่ให้มีคณะกรรมการสรรหาหนึ่งคณะเข้ามาดำเนินการชี้ขาด ว่าจะมี กกต.มีคุณสมบัติไม่ตรงกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 บ้าง

แต่เมื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ตบโต๊ะลงมาเช่นนี้ ก็คงพอจะเห็นอนาคตของ 5 เสือ กกต.ได้พอสมควรว่าจะต้องอำลาตำแหน่งไปก่อนเวลาอันสมควร เพราะถึงอย่างไรคงเป็นไปได้ยากที่ที่ประชุม สนช.จะลงมติหักกับคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เพื่อให้ กกต.กลับไปดำรงตำแหน่งได้ครบวาระเดิม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นกับ กกต.กำลังสร้างความสั่นสะเทือนให้กับสถานะขององค์กรอิสระอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ

กล่าวคือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ได้กำหนดคุณสมบัติของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระรวมไปถึงศาลรัฐธรรมนูญไว้ค่อนข้างสูง ทำให้บุคคลที่นั่งอยู่ในตำแหน่งปัจจุบัน ถึงแม้จะเข้ามาทำหน้าที่อย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญฉบับเก่า แต่ก็มีคุณสมบัติที่ไม่ครบตามที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนด

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้คณะ กรธ.มองว่าควรต้องมีกลไกบางอย่างเพื่อเข้ามาทำหน้าที่ชี้ขาดคุณสมบัติของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน จึงเป็นที่มาของการให้มีคณะกรรมการสรรหาเพื่อเป็นผู้ทำหน้าที่ตัดสินอย่างเป็นธรรม โดยให้กำหนดไว้ในกฎหมายลูกของแต่ละองค์กร

เรียกได้ว่าทุกองค์กรต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน

ทว่ามาตรฐานนี้กำลังถูกสั่นคลอนอย่างหนัก ภายหลัง “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. ส่งสัญญาณออกมาในทำนองว่ามาตรฐานที่เกิดขี้นกับ กกต.อาจจะไม่เป็นบรรทัดฐานสำหรับองค์กรอิสระอื่นๆ

“บางองค์กรอาจเซตซีโร่ บางองค์กรอาจไม่เซตซีโร่ ขึ้นอยู่กับเหตุผล เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ได้มีปัญหาอะไร อำนาจหน้าที่เหมือนเดิม ก็อาจจะไม่มีเหตุ หรือ กสม.(คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ) อาจจะมีเหตุเพราะที่มามีปัญหาอยู่ อาจต้องดูว่าต้องทำอย่างไร” สัญญาณจากประธาน กรธ. เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.

ถ้ามองจากท่าทีของมีชัยแล้วสามารถวิเคราะห์ได้ระดับหนึ่งว่า กกต.อาจเป็นองค์กรเดียวที่โดนเซตซีโร่ ส่วนองค์กรอิสระอื่นๆ รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญอาจจะรอด โดยไม่ต้องตกที่นั่งลำบากเหมือน กกต. ทั้งที่องค์กรอิสระอื่นๆ ก็มีบุคคลที่อาจเข้าข่ายมีคุณสมบัติไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ไม่ต่างกับ กกต.เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การสร้างที่แตกต่างกันเช่นนี้กำลังเป็นแรงสั่นสะเทือนถึงสถานะขององค์กรอิสระในระยะยาว หาก สนช.และ กรธ.ไม่ได้เอามาตรฐานของ กกต.มาใช้กับองค์กรอิสระอื่นๆ

ต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ให้อำนาจกับองค์กรอิสระ หรือแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญค่อนข้างมาก

โดยเฉพาะการให้องค์กรอิสระทำงานประสานเชื่อมโยงเพื่อตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาล เพื่ออยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง รวมไปถึงการให้เป็นเจ้าภาพในการทำมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งจะเป็นมาตรฐานจริยธรรมที่บังคับใช้ไปถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย

ด้วยอำนาจและหน้าที่ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยความชอบธรรมของแต่ละองค์กรค่อนข้างสูง เพราะนอกจากจะเป็นผู้ควบคุมแล้วองค์กรอิสระในยุค 4.0 ยังต้องเป็นคนออกกติกาด้วย หากผู้กำกับกติกาที่สวมหมวกในฐานะผู้ตรวจสอบอีกใบมีปัญหาเรื่องความชอบธรรมแล้ว อาจมีผลต่อการสร้างการยอมรับในอนาคต

ย้อนกลับไปเมื่อก่อนการรัฐประหารปี 2549 ไทยเคยเกิดวิกฤตองค์กรอิสระมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยครั้งนั้นมีต้นเหตุมาจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง กว่าวิกฤตครั้งนั้นจะผ่านพ้นไปก็ต้องแลกมาด้วยการฉีกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540

ดังนั้น การแก้ปัญหาปลาสองน้ำใน กกต.ครั้งนี้ อาจเป็นการเกาไม่ถูกที่คันและอาจเป็นชนวนให้เกิดวิกฤตองค์กรอิสระอีกครั้งในอนาคต ซึ่งจะเป็นวิกฤตที่เกิดมาจากภายในขององค์กรอิสระ ไม่ได้มาจากการแทรกแซงจากปัจจัยภายนอกเหมือนในอดีตแต่อย่างใด

 

อาวุธสงครามเกลื่อนเมือง ซ้ำเติมฉุดเชื่อมั่นคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มิถุนายน 2560 เวลา 09:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/497793

อาวุธสงครามเกลื่อนเมือง ซ้ำเติมฉุดเชื่อมั่นคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็น “งู” ที่ขว้างไม่พ้นคอตัวเองกับสารพัดอาวุธสงครามที่เกลื่อนกลาดในเวลานี้

จากเดิมซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตลอดจนรัฐบาลพยายามออกมาชี้แจงว่าอาวุธสงครามที่ถูกค้นพบและนำไปก่อเหตุทั้งหลายก่อนหน้านี้ เชื่อมโยงไปถึงกลุ่มป่วน กลุ่มจ้องก่อความไม่สงบ ขั้วอำนาจเก่า ไปจนถึงกลุ่มคนเสื้อแดง และพยายามขยายผลสืบสวนสอบสวนต่อไป

แต่ล่าสุดพบระเบิด M67 จำนวน 4 ลูก สภาพพร้อมใช้บรรจุอยู่ในกล่องไปรษณีย์ในร้านเคอรี่เอ็กซ์เพรส สาขาบางเขน ระบุผู้ส่ง คือ อิสรพงศ์ พรหมบุตร ภูมิลำเนากรุงเทพฯ นำส่งแม็ก บ้านเลขที่ 33/1 หมู่ 6 ต.กุฎโง้ง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี

ระเบิดใส่ในกล่องนำมาส่งวันที่ 6 พ.ค. แต่กล่องไปรษณีย์ถูกตีกลับ ซึ่งตามกฎบริษัทหากไม่มีผู้รับ ทางบริษัทจะติดต่อภายใน 7 วัน แต่กล่องดังกล่าวทางบริษัทติดต่อผู้รับและผู้ส่งไม่ได้จึงตีกลับมา

หลังการสืบสวนพบว่าอิสรพงศ์เป็นทหารยศสิบโท แม้เจ้าหน้าที่จะระบุว่าระเบิดจำนวน 4 ลูก ไม่ได้เตรียมไปก่อเหตุที่ไหน แต่เป็นการซื้อขาย หรือต้องการส่งไปข่มขู่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง

ยิ่งกว่านั้น พล.ต.อ.ศรีวราห์รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ด้านความมั่นคง ออกมาเปิดเผยภายหลังการตรวจสอบแล้วพบว่านอกจากระเบิด 2 กล่องและกระสุนปืนอีก 1 กล่อง ที่ส่งผ่านบริษัท เคอรี่เอ็กซ์เพรส ในย่านบางเขนแล้วยังพบอีก 22 กล่อง ที่ส่งไปยัง 15 จังหวัด

ที่สำคัญจากการตรวจสอบพบพัสดุทั้ง 22 กล่อง ส่งไปถึงทั้งพลเรือนเจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจ โดยทหารได้ตัวผู้ที่เกี่ยวข้องไว้ได้ 17 คน และรอง ผบ.ตร.ได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนสอบสวนประสานงานไปยังทหารเพื่อขอหลักฐานอาวุธต่างๆ ที่ตรวจยึดได้นำไปประกอบสำนวนคดีเพื่อเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย

ไล่เลี่ยกันเจ้าหน้าที่พบรถยนต์กระบุอีซูซุ 4 ประตู สีดำ หมายเลขทะเบียนตรากงจักร 1510 เสียหลักพลิกคว่ำตกข้างถนนสภาพรถพังยับเยินบริเวณถนนสุขุมวิท ต.แหลมกลัด อ.เมือง จ.ตราด

ภายในรถยนต์มีอาวุธสงครามรวม 14 รายการ อาทิ ปืนอาก้า AK 47 จำนวน 29 กระบอก ปืนกลขนาด 7.62 มม. 4 กระบอก ซองกระสุนปืน AK 47 ชนิด 30 นัด จำนวน 36 ซอง ​กระสุนปืน AK 47 ขนาด 7.62 จำนวน 4,147 นัด  ​ลูกเบี้ยว AK 47 จำนวน 6 ชิ้น กระสุน M 79 จำนวน 53 ลูก

เบื้องต้น พ.อ.พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษก กอ.รมน. ออกมาชี้แจงว่า เจ้าหน้าที่ที่ขับรถคันดังกล่าวมียศพันจ่าอากาศเอก พ.อ.อ.ภคิน เดชพงษ์ สังกัดกองบิน 2 ลพบุรี ไม่ได้สังกัด กอ.รมน.ตามข่าว และรถดังกล่าวเป็นรถตกแต่งทะเบียนปลอมติดป้ายกงจักร (กองทัพบก) โดยใช้ กอ.รมน.มาแอบอ้าง

แถมยังเป็นที่น่าสังเกตว่าการขนอาวุธสงครามในครั้งนี้ผ่านจุดตรวจทหารมาได้ทั้งสองด่านสำคัญ คือ จุดตรวจทหารของชุด ฉก.นย.182 บ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด และจุดตรวจของชุด ชค.ทพ.นย.ที่ 3 เขาล้าน ต.แหลมกลัด อ.เมือง จ.ตราด

​ระหว่างที่กำลังรอให้เจ้าหน้าที่และผู้ที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงรายละเอียดถึงที่มาที่ไปของทั้งสองเหตุการณ์นี้ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และสืบสาวหาเบื้องหน้าเบื้องหลังว่าไปถึงใครบ้างแล้ว

เวลานี้จำเป็นที่ผู้เกี่ยวข้องต้องเร่งออกมาตอบคำถามที่ค้างคาใจของสังคมว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคือะไร ทำไมถึงปล่อยให้มีอาวุธสงครามเกลื่อนกลาด ถึงขั้นส่งไปรษณีย์ไปยัง 15 จังหวัดทั่วประเทศได้อย่างไร

ทำไมถึงหลุดรอดการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ไปได้ ทั้งที่สิ่งเหล่านี้เป็นอาวุธสงครามต้องถูกควบคุมตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง ทำไมปถึงปล่อยหลุดออกมานอกระบบได้มากเพียงนี้

ที่สำคัญยังต้องหาคำตอบอีกว่าอาวุธสงครามดังกล่าวที่หลุดออกมานั้น มีที่มาจากคลังแสงของหน่วยงานรัฐหรือไม่ และมีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ ระดับใดบ้าง

ยิ่งหากพิจารณาในความเป็นไปได้กรณีการขนอาวุธข้ามผ่านด่านเจ้าหน้าที่ได้ถึงสองด่านแล้ว หากไม่มีเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลระดับสูงเข้าไปเกี่ยวข้องย่อมไม่ใช่เรื่องงง่ายที่จะเดินทางได้สะดวกจนเกือบออกถึงชายแดน

อีกด้านหนึ่งยังเหมือนไปสอดรับกับข้อสันนิษฐานเรื่องเจ้าหน้าที่เป็นคนที่พยายามจะก่อเหตุการณ์ความไม่สงบเพื่อหวังผลสร้างความวุ่นวายและนำไปสู่การเลื่อนเลือกตั้ง หรือยื้ออยู่ในอำนาจ

สิ่งเหล่านี้ยิ่งมีแต่จะกัดกร่อนความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลและ คสช.​ในวันที่กำลังถูกท้าทายจากปัญหาความมั่นคง มีเหตุระเบิด เหตุป่วนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังไม่อาจหาทางสกัดกั้น หรือนำตัวคนผิดมาดำเนินคดีได้อย่างที่สังคมคาดหวัง

ทั้งที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือพร้อมด้วยช่องทางกลไกที่เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินการมากกว่ารัฐบาลปกติ  แต่เมื่อไม่อาจสะกัดปัญหาความรุนแรงและปล่อยให้เกิดความุรนแรงอย่างต่อเนื่อง ที่มีผลย้อนกลับมาทำลายความเชื่อมั่น คสช.มากยิ่งขึ้น

ปัญหารุนแรงมายิ่งขึ้นเพราะที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงพยายามโยนความผิดของเหตุการณ์ความไม่สงบไปให้กับกลุ่มการเมืองในอดีต แต่ก็ยังไม่อาจเดินหน้าพิสูจน์ข้อเท็จจริงหรือติดตามตัวคนผิดมาดำเนินคดี

แถมเมื่อเกิดเหตุและพบเจ้าหน้าที่ คนมียศตำแหน่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับอาวุธสงครามที่หลุดรอดออกมาปรากฏการณ์เหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่ทาง คสช.ต้องรีบออกมาทำความจริงให้ปรากฏ

 

เซตซีโร่ “กกต.” จิ๊กซอว์เลื่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มิถุนายน 2560 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/497698

เซตซีโร่ "กกต." จิ๊กซอว์เลื่อนเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดฟ้าผ่าลงกลางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายหลังคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติไม่ให้ กกต.ชุดปัจจุบันทั้ง 5 คนอยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ หรือเรียกว่า “เซตซีโร่ กกต.”

อย่างไรก็ตาม หากร่างกฎหมายฉบับนี้มีผลประกาศใช้ กกต.ชุดปัจจุบันยังคงสามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ จนกว่าจะได้ กกต.ชุดใหม่ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

“เหตุผลที่เสียงส่วนใหญ่เห็นควรให้เซตซีโร่ กกต. เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้เพิ่มอำนาจหน้าที่ กกต.มากขึ้น คุณสมบัติจึงเข้มข้นตามมาด้วย และควรเริ่มดำเนินการเลยเพื่อให้ได้ กกต.ชุดใหม่มาปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่ได้มีประเด็นเกี่ยวกับตัวบุคคล” คำชี้แจงจาก พล.ท.พิศณุ พุทธวงศ์ โฆษกคณะ กมธ.วิสามัญฯ

มติของคณะ กมธ.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาหากจะบอกว่าเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายอาจจะไม่ใช่เสียทีเดียว เนื่องจากชะตากรรมของ 5 เสือ กกต.ถูกแขวนบนเส้นด้ายมาแล้วก่อนหน้านี้

สัญญาณแรกออกมาจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ผ่านการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว กล่าวคือ เมื่อครั้งมีการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ภายหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ปรากฏว่า สนช.ในเวลานั้นยังคงให้ กกต.ที่ดำรงตำแหน่งมาก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ยังสามารถทำได้ต่อไปจนครบวาระ แต่ผิดกับปัจจุบันที่ กรธ.กำหนดให้มีการตั้งคณะกรรมการสรรหาเพื่อชี้ขาดคุณสมบัติของ กกต.ชุดปัจจุบันว่ามีใครที่ไม่ตรงกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

กระทั่งมาถึงสัญญาณแรงที่ส่งโดย สนช.ผ่านการเปลี่ยนตัวบุคคลที่มาทำหน้าที่ประธานคณะ กมธ.วิสามัญฯ แบบกะทันหันทั้งที่มีการตกลงกันมาแล้ว ซึ่งเป็นการหักมติของคณะกรรมาธิการสามัญกิจการ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) แบบไม่ไว้หน้า ส่งผลให้เกิดการกินแหนงแคลงใจกันอยู่พักใหญ่ เพราะเป็นการกระทำที่เสียความรู้สึกกันไม่น้อย

หากจะหาเหตุผลมาวิเคราะห์ว่าทำไม กกต.ถึงเป็นองค์กรแรกที่ถูกดำเนินการนั้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่างานนี้มีการบัญชาการระดับนายใหญ่สั่งลงมา เพราะแม้แต่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. ที่ต้องการให้มีคณะกรรมการสรรหามาทำหน้าที่ชี้ขาดเก้าอี้ กกต.ของแต่ละคน ไม่ใช่การล้างไปทั้งหมด ก็ยังเห็นด้วยกับมติของคณะ กมธ.

“ตอนที่เราทำไม่ได้เซตซีโร่ ก็กังวลเหมือนกันว่าเวลาจะไปคัดเลือก กกต.ใหม่อีกสองคนจะทำอย่างไร เพราะ กกต.ปัจจุบันก็มีคนที่มาจากฝ่ายกฎหมายอยู่แล้วเหมือนกัน แต่เมื่อคณะกรรมาธิการให้พ้นไปหมดก็เลือกใหม่หมดก็จะไม่มีปัญหาก็จะดีขึ้น” มีชัย กล่าวเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา

วิเคราะห์จังหวะของการเซตซีโร่ประกอบกับบรรยากาศแวดล้อมที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับนำมาซึ่งการต่อจิ๊กซอว์ที่เชื่อมถึงการเลื่อนเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยสามารถไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ได้ดังนี้

1.วันที่ 22 พ.ค. เกิดเหตุระเบิดภายในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งเป็นวันครบเหตุการณ์รัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 22 พ.ค. 2557

2.วันที่ 27 พ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฝากคำถามให้กับประชาชนผ่านรายการศาสตร์พระราชาฯ จำนวน 4 ข้อ หนึ่งในนั้น คือ เลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ และหากไม่ได้จะทำอย่างไร

3.วันที่ 1 มิ.ย. คณะ กมธ.วิสามัญฯ มีมติให้ กกต.ชุดปัจจุบันต้องพ้นจากตำแหน่งภายหลังประกาศใช้กฎหมาย กกต.ฉบับใหม่ แต่ยังให้ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้ กกต.ชุดใหม่

จิ๊กซอว์แต่ละชิ้นในช่วงเดือน พ.ค.มาจนถึงเดือน มิ.ย.เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันอย่างน่าสนใจ ซึ่งเมื่อนำมาต่อหรือประกอบเข้าด้วยกัน ล้วนสื่อความหมายถึงการเลื่อนเลือกตั้งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับจิ๊กซอว์ชิ้นที่สามที่เป็นการให้ กกต.ตกเก้าอี้ เพราะนั่นย่อมหมายความว่าจะต้องมีการดำเนินการเลือก กกต.ชุดใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 เดือนหรือมากกว่านั้น ทั้งการเปิดรับสมัคร การตั้งคณะกรรมการสรรหา และการลงมติเลือกของ สนช.

เมื่อไม่มี กกต.มาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งแล้ว การเลือกตั้งก็คงไม่อาจเกิดขึ้นได้ เป็นผลให้โรดแมปต้องขยับออกไปโดยปริยาย

มาถึงชั่วโมงนี้ การเลื่อนเลือกตั้งเป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่ คสช.ให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าในระยะนี้เจอกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะผลงานการบริหารประเทศ เพราะถึงแม้ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากหลายสำนักเห็นตรงกันว่าประชาชนยังสนับสนุน คสช. แต่ก็อยากให้เร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

ด้วยความสำเร็จในการทำงานของ คสช.ที่ยังเป็นคำถามตัวใหญ่ ย่อมทำให้ คสช.ประเมินในระดับหนึ่งว่าหากลงหลังเสือด้วยสภาพเช่นนี้ จะนำมาซึ่งการถูกครหาว่า “รัฐประหารเสียของ” เหมือนทหารรุ่นพี่ที่เคยโดนมา

ดังนั้น การพยายามหาความชอบธรรมเพื่อเลื่อนเลือกตั้ง จึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่อาจประวิงเวลาให้คสช.สามารถสร้างผลงานให้ประชาชนยอมรับมากขึ้น ก่อนจะลงหลังเสืออย่างสง่างามตามที่ตั้งใจเอาไว้

เพียงแต่ว่าการจะเลื่อนเลือกตั้งนั้น คสช.มีต้นทุนมากพอที่จะทำได้หรือไม่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความกดดันเวลานี้