กม.ล่านักการเมืองโกง ให้อำนาจศาลลุยเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มิถุนายน 2560 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/497514

กม.ล่านักการเมืองโกง ให้อำนาจศาลลุยเอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หลักการทั่วไปของร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวยังคงกำหนดให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใช้ระบบการไต่สวนเพื่อประสิทธิภาพในการพิจารณาไต่สวนคดี ซึ่งรองรับโดยมาตรา 6 ที่ระบุว่า “การพิจารณาให้ใช้ระบบไต่สวนโดยศาลมีอำนาจค้นหาความจริง ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และในการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริง ให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานได้ทุกประเภท เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติห้ามรับฟังไว้เฉพาะ”

สำหรับขอบเขตในการพิจารณาคดีของศาลฎีกา มาตรา 10 กำหนดให้ศาลฎีกา มีอำนาจพิจารณาคดี 4 ประเภท ประกอบด้วย

1.คดีกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ

2.คดีกล่าวหาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ

3.คดีกล่าวหาบุคคลที่เป็นผู้ใช้ ผู้สนับสนุน ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ คณะกรรมการ ป.ป.ช. กระทำความผิดทางอาญา

4.คดีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน

ส่วนการดำเนินคดีอาญานั้น ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดให้เฉพาะอัยการสูงสุดและคณะกรรมการป.ป.ช.เท่านั้นที่เป็นผู้มีอำนาจฟ้องเป็นคดีต่อศาลฎีกา

โดยมาตรา 27 กำหนดให้ในกรณีที่อัยการสูงสุด หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องคดีโดยยังไม่ได้ตัวผู้ถูกกล่าวหา และเมื่อศาลได้รับประทับรับฟ้องแล้ว ให้ถือว่าจำเลยไม่ติดใจที่จะให้มีการพิจารณาต่อหน้าจำเลย แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะตั้งทนายความมาดำเนินการแทนจำเลยได้ แต่การยื่นพยานหลักฐานใหม่หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้วจะเป็นหน้าที่เฉพาะตัวของจำเลยที่ต้องมาปรากฏตัวต่อศาลด้วยตัวเอง

มาตรา 28 บัญญัติว่า “ในคดีที่ศาลดำเนินการกระบวนพิจารณาตามมาตรา 27 และมีคำพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิด ถ้าภายหลังจำเลยมีพยานหลักฐานใหม่ที่อาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ จำเลยจะแสดงตนต่อศาลและยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ แต่ต้องยื่นภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา และให้ศาลมีอำนาจสั่งรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ตามที่เห็นสมควร”

ที่สำคัญในร่างกฎหมายยังเปิดทางให้ศาลสามารถไต่สวนคดีลับหลังจำเลยได้ตามมาตรา 30 โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องเป็นกรณีที่จำเลยไม่อาจมาฟังการไต่สวนพยานหลักฐานได้ เนื่องจากเจ็บป่วยหรือเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้ หรือจำเลยอยู่ในอำนาจศาลแล้วแต่ได้หลบหนีไป และศาลได้ออกหมายจับแล้วแต่ยังจับตัวมาไม่ได้

จากนั้นมาตรา 31 ยังกำหนดโทษทางอาญาของผู้ที่หลบหนีกระบวนการพิจารณาคดีด้วยว่า “ในการดำเนินคดีอาญา ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยที่หลบหนีไปในระหว่างได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้าเป็นการหลบหนีไประหว่างการพิจารณาคดีของศาล ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องทำการติดตามหรือจับกุมจำเลยได้”

ส่วนท้ายของร่าง พ.ร.บ.ฯ เป็นเรื่องการอุทธรณ์คดีภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษา โดยกำหนดให้ต้องอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา แต่หากไม่มีการอุทธรณ์ให้คดีเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษา

มาตรา 60 กำหนดว่า “ในกรณีที่จำเลยซึ่งไม่ได้ถูกคุมขังเป็นผู้อุทธรณ์ จำเลยจะยื่นอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์”

การวินิจฉัยคำอุทธรณ์ให้ดำเนินการโดยองค์คณะของศาลฎีกา ซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาจำนวน 9 คน ซึ่งที่ประชุมใหญ่คัดเลือกจากผู้พิพากษาที่ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้าคณะในศาลฎีกา หรือผู้พิพากษาอาวุโส ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

 

เร่งฟื้น เศรษฐกิจ ตุนคะแนนความนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มิถุนายน 2560 เวลา 09:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/497333

เร่งฟื้น เศรษฐกิจ ตุนคะแนนความนิยม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ตลอดช่วงการบริหารบ้านเมือง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลั่นวาจาไว้เสมอว่าจะคืนอำนาจและนำพาประเทศกลับสู่เส้นทางประชาธิปไตย แต่ที่ผ่านมาโรดแมปเปลี่ยนถ่ายอำนาจทางการเมืองของรัฐบาล คสช. ขยับเลื่อนออกไปหลายครั้ง จนกระทั่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 2560 มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2560 เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการเลือกตั้งทั่วไปน่าจะเกิดขึ้นประมาณกลางปี 2561 ขึ้นไป

นั่นหมายความว่าจากนี้ไปอีก 1 ปีเศษ จะเป็นช่วง “โค้งสุดท้าย” ที่ คสช.ครองอำนาจอยู่!

การบริหารประเทศ คสช.เดินหน้ามาแล้วกว่าครึ่งทาง หลังเข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 มาวันนี้ 3 ปีเศษแห่งการยึดอำนาจและกำลังย่างก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ผลงานอันโดดเด่นที่ทุกค่ายสำนักโพล ประเมินจากเสียงประชาชนเทคะแนนเกือบเต็มร้อยให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในเรื่อง การรักษาสถานการณ์ความสงบเรียบร้อย เพราะไร้การชุมนุมประท้วงบนท้องถนน และปราศจากเหตุร้ายรุนแรงระเบิดกลางกรุงสะเทือนขวัญ

พร้อมๆ กับเสียงเชียร์ เรื่องการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจัดระเบียบและแก้ปัญหาประเทศในทุกด้าน อาทิ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือความมั่นคง ด้วยการใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้รวดเร็วและลุล่วง

แต่ยกเว้นปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชนที่รัฐบาล คสช.ไม่อาจใช้อำนาจมาตรา 44 แก้ได้

แม้ “บิ๊กตู่” ปรับทีมเศรษฐกิจยกชุดไปแล้วกี่รอบ ปรับ ครม.ไปแล้ว 4 ครั้ง แต่เสียงบ่นคร่ำครวญ เรื่องปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคืองที่ชาวบ้านยังคงบ่นระงมดังไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สวนทางกับตัวเลขเศรษฐกิจที่รัฐบาลประกาศว่า ดีวันดีคืน เพราะต้องยอมรับว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศคือ มนุษย์เงินเดือน ผู้ใช้แรงงาน ชาวไร่ ชาวนา และเกษตรกร ต่างประสบชะตากรรมเดียวกันคือ หนี้สินล้นพ้นตัว และรายได้ไม่พอกับรายจ่าย

แม้ว่า คสช.จะมีผลงานโดดเด่น เรื่อง การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ขจัดความขัดแย้งทางการเมือง และเข้มข้นในการกำจัดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นก็ไม่อาจกลบบาดแผลปัญหาเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะคนรากหญ้าที่ตอนนี้ประสบปัญหาความยากจนและหนี้สินรุมเร้า แนวทางการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนยังไม่เข้าเป้า

จุดอ่อนทางการเมือง ตรงนี้ไม่ใช่ว่า “บิ๊กตู่” จะไม่รู้ตัว ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามอัดฉีดทั้งนโยบาย โครงการ และงบประมาณลงไปไม่อั้น ดังนั้น จึงเห็นความเคลื่อนไหวของรัฐบาลในช่วงเข้าโค้ง ที่พยายามอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเป็นชุดๆ มาอย่างต่อเนื่อง

อาทิ มาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ หรือแจกเงินคนจน ที่มีผู้ลงทะเบียนกว่า 8 ล้านราย ได้รับอานิสงส์เงินรายละ 1,500-3,000 บาท แจกเงินไปแล้วสองรอบใช้งบประมาณหลายหมื่นล้านบาท พร้อมๆ กับเข็นมาตรการภาษีกระตุ้นการท่องเที่ยวและมาตรการภาษี “ช็อปช่วยชาติ” ตามสโลแกน “กิน-ช็อป-เที่ยว” หวังกระตุ้นการบริโภคของประชาชน

รวมถึงยังออก “แพ็กเกจ” อัดฉีดเงินเข้าระบบตั้งแต่ระดับบนจนถึงระดับล่าง นับแสนล้านบาทให้แก่ท้องถิ่นตั้งแต่ระดับหมู่บ้านไปจนถึงจังหวัดผ่านโครงการประชารัฐ เช่น โครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวประชารัฐหมู่บ้านละ 2 แสนบาท วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท และโครงการเพิ่มความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก ผ่านกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองกองทุนละ 5 แสนบาท วงเงินรวม 3.5 หมื่นล้านบาท รวมถึงพยายามเร่งรัดโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ต่างๆ เม็ดเงินลงทุนนับล้านล้านบาท อาทิ โครงการรถไฟทั้งทางคู่ รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง โครงการท่าเรือ
น้ำลึก ถนน ทางด่วน ทางพิเศษ หรือโครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเฟสที่ 2 เป็นต้น

ยิ่งล่าสุดรัฐบาลเตรียมแจกและเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุคนละ 1,200-1,600 บาท จากเดิมได้รับรายละ 500 บาท โดยมีคนแก่ที่ขึ้นทะเบียนตั้งตารอรับเงินจากรัฐบาลเกือบ 5 ล้านคน แต่ก็ต้องยอมรับมาตรการเศรษฐกิจดังกล่าวยังไม่แรงพอฉุดกระชากเศรษฐกิจ เพราะปัจจัยลบภายนอกและภายในรุมเร้ารอบด้าน อาทิ ตัวเลขการส่งออกแผ่ว ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำกระทบรายได้เกษตรกร จนกลายเป็นตัวฉุดรั้งคะแนนนิยม คสช. เพราะปัญหาปากท้องคือ ปัจจัยลบที่สุด ที่กัดกร่อนคะแนนนิยมรัฐบาลมากที่สุด

นับจากนี้ “บิ๊กตู่” ต้องลุยงานหนักมากกว่านี้ เพราะปัญหาเศรษฐกิจเป็นเดิมพันครั้งสำคัญที่จะค้ำบัลลังก์อำนาจ คสช.ไว้อยู่ได้หรือไม่

เพราะถ้ายังไม่มีมาตรการใหม่ๆ ออกมาแก้ปัญหาปากท้องแบบโดนใจชาวบ้านได้ อนาคต “บิ๊กตู่” ต้องลุ้นหนักทั้งเรื่องอายุรัฐบาล คสช.ที่เหลืออยู่ปีเศษ คงไม่ราบรื่น

กระแสต้านจะถาโถมเข้ามามากมาย และถ้ายังเร่งเครื่องสร้างผลงานทางเศรษฐกิจไม่ “ปังๆ” ยิ่งในช่วง “เปลี่ยนผ่าน” ตามโรดแมป หลังการเลือกตั้งใหม่ชื่อ “บิ๊กตู่” คงไม่เกรียงไกรอีกต่อไป

การจะกลับมาเป็นนายกฯ คนต่อไป ตามเสียงกองเชียร์คงดับวูบลง เพราะชาวบ้านหมดคะแนนนิยมไปเสียแล้ว

 

กกต.กาง 3 สูตร ลุ้น‘คุณสมบัติ’จัดเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มิถุนายน 2560 เวลา 06:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/497301

กกต.กาง 3 สูตร ลุ้น‘คุณสมบัติ’จัดเลือกตั้ง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้จัดงาน กกต.พบสื่อมวลชน พร้อมจัดเสวนา เรื่อง “เดินหน้าเลือกตั้งกับ กกต.” “การเลือกตั้งโดยพลเมืองคุณภาพ” ตลอดทั้งทิศทางการทำงานร่วมกันของสำนักงาน กตต. และสื่อมวลชน ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ณ โรงแรมธารามันตรา อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี

สมชัย ศรีสุทธิยากร ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ฉายภาพว่า จากนี้ไปในอนาคตแบ่งออกเป็น 3 ภาพ ภาพที่ 1 เลวร้ายที่สุด ในวันที่ 9 มิ.ย. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยืนตามร่างกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) หากคุณสมบัติ กกต.เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ดังนั้น เมื่อกฎหมายประกาศออกมาในราชกิจจานุเบกษาช่วงกลางเดือน มิ.ย. อีก 15 วัน ต้องตั้งกรรมการสรรหาและอีก 15 วัน จากนี้ กกต.ยื่นเอกสารให้กรรมการสรรหาพิจารณาคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งประมาณวันที่ 15 ก.ค. ประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วมจะไปคนที่หนึ่งโดยไม่จำเป็นต้องยื่นหลักฐาน เพราะเคยดำรงผู้ตรวจการแผ่นดินและพ้นการเมืองไม่ถึง 10 ปี ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนแล้ว

ส่วนตัวได้เตรียมหลักฐานการทำงานภาคประชาสังคมไว้ 21 ปี 9 เดือน หากกรรมการสรรหาไม่รับฟังก็จะพ้นจากตำแหน่งทันทีในวันรุ่งขึ้น จากนั้น กกต.จะเหลือ 3 คน และในเดือน ก.ค. 2561 บุญส่ง น้อยโสภณ กกต.รับผิดชอบด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย หมดวาระ เนื่องจากอายุครบ 70 ปี

ทั้งนี้ หากเดือน ก.พ. 2562 ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. หมดวาระลงเช่นกัน ก็จะเหลือ ธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง เพียงคนเดียว หากมีอุบัติเหตุและมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นหลังเดือน ก.พ. 2562 การเลือกตั้งจะอยู่ในมือ กกต. ใหม่ทั้ง 7 คน

ส่วนภาพที่ 2 คือ ดีที่สุด หากวันที่ 9 มิ.ย. สนช.ยึดคุณสมบัติ กกต.ตามรัฐธรรมนูญเดิม โดยให้อยู่ต่อจนครบวาระก็ทำงานไป 3 ปีครึ่ง และภาพที่ 3 ที่เป็นไปได้ โดยส่วนตัวประเมินแต่อาจจะผิด เชื่อว่า สนช.น่าจะยึดหลักให้ กกต.ดำรงตำแหน่งจนครบวาระ เพราะถ้าใช้หลักการดังกล่าวจะเป็นต้นแบบกับองค์กรอิสระอื่น ความเสียหายที่เกิดกับขึ้น กกต.จะไม่เท่ากับองค์กรอื่น

“เพราะ กกต.จะเหลือ 3 คน แต่ ป.ป.ช.จาก 9 คน เหลือ 1 คน จะทำให้คดีขาดอายุความ สร้างความเสียหายกับประเทศ ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะหายไป 4-5 คน และจะมีผู้ครบวาระอีก ทำให้เหลือเพียง 1 คน ดังนั้นจะทำให้เกิดสภาวะเดดล็อกขององค์กรอิสระ ไม่ใช่ กกต.องค์กรเดียวเท่านั้น จึงเป็นไปได้ว่า สนช.จะออกมาในแนวทางให้อยู่ครบวาระ แต่ กกต.ไม่สนใจว่าจะอยู่สถานการณ์ไหน จะทำงานต่อเนื่องจนนาทีสุดท้ายเพื่อเตรียมการเลือกตั้งให้ดีที่สุด”

ขณะที่ บุญส่ง กล่าวว่า หากดูตามรัฐธรรมนูญใหม่ อำนาจ กกต.มีเพิ่มขึ้นมาหลายอย่าง นอกเหนือจากอำนาจในการสั่งเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) อำนาจในการถอนสิทธิการเลือกตั้ง (ใบแดง) กกต.ยังมีอำนาจใหม่ คือ ใบส้ม ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบ 1.หากพบว่าผู้สมัครหรือผู้รู้เห็นเป็นใจกับผู้สมัคร กระทำการทุจริตเลือกตั้ง กกต.สามารถเพิกถอนสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งได้ 1 ปี

และ 2.กรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตนั้นๆ ได้คะแนนน้อยกว่าโหวตโน กกต.มีอำนาจสั่งเลือกตั้งใหม่ โดยที่ผู้สมัครรายเดิมไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้อีก นอกจากนี้ กกต.ยังมีอำนาจเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต (ใบดำ) กับผู้ที่ทุจริตอีกด้วย

สำหรับอำนาจ กกต.ในการสืบสวนสอบสวน กกต. หรือผู้รับมอบอำนาจจาก กกต.มีอำนาจเป็นเจ้าพนักงานปกครอง พนักงานสอบสวน ซึ่งเปรียบเสมือนตำรวจทุกอย่าง กกต.มีอำนาจสืบสวน มีอำนาจจัดตั้งงบประมาณในการหาข่าวให้รางวัลนำ จับแก่ผู้ชี้เบาะแส คุ้มครองพยานและกันบุคคลไว้เป็นพยาน และมีอำนาจส่งสำนวนการสืบสวนหรือไต่สวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อฟ้องคดี โดยไม่ต้องผ่านพนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุ

จากนั้นเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถามโดยเฉพาะทำอย่างไรให้การเลือกตั้งได้รัฐบาลมีธรรมาภิบาลตามคำถาม 4 ข้อ ของนายกรัฐมนตรี โดย สมชัย ระบุว่า ประชาชนเป็นผู้ตอบคำถามนี้ ส่วนตัวไม่อยากให้ตื่นเต้นกับคำถาม เพราะนายกฯ เพียงแค่ต้องการให้ประชาชนฉุกคิด ถ้าฉุกคิดแล้วในการเลือกตั้งท้ายที่สุดแล้วจะได้คนดี ได้พรรคดีมาบริหารบ้านเมือง

ส่วนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้ง ส่วนตัวมีความกังวลเรื่องของการมีผู้ตรวจการเลือกตั้ง แทน กกต.จังหวัด เนื่องจากคุณสมบัติผู้ตรวจการเลือกตั้งจะเป็นข้าราชการประจำไม่ได้ และการมาต้องมีการรับสมัครในจังหวัด และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ในทุกจังหวัด ทำให้ไม่อาจชินพื้นที่จนกลายเป็นปัญหา ทั้งนี้ หากเกิดปัญหาการทำหน้าที่ กกต.ส่วนกลางก็เตรียมสนับสนุนเต็มที่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา

นอกจากนี้ ข้อถกเถียงเรื่องของกรอบ 150 วัน ซึ่งยังคงเห็นต่างกับ กรธ.ที่จะนับรวมผลการเลือกตั้งหรือไม่นั้น ยังคงต้องรอกฤษฎีกา ก่อนว่าจะมีการตอบมาในลักษณะใด แต่ กกต.มองว่า การมีเวลาเยอะก็เป็นสิ่งที่ดีเพราะจะได้ทำงานสบาย แต่ก็ต้องดูเพื่อไม่ให้ผิดกฎหมาย เพราะอาจมีคนร้องว่า กกต.จัดเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญ หากศาลชี้ว่าขัดก็เป็นไปได้ที่การเลือกตั้งจะโมฆะ งบการเลือกตั้งเสียเปล่า และ กกต.ต้องรับผิดชอบ

 

จุดอ่อนประชารัฐ ข้าราชการละเลยหน้าที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มิถุนายน 2560 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/497182

จุดอ่อนประชารัฐ ข้าราชการละเลยหน้าที่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หมายเหตุ : คณะกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดิน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เสนอรายงานผลการศึกษาเรื่อง “กลไกการกำกับดูแลการบริหารราชการแผ่นดินแบบประชารัฐ” ต่อที่ประชุม สนช.ในวันที่ 1 มิ.ย.โดยมีสาระสำคัญดังนี้

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลครอบคลุมประเด็นสำคัญ 4 มิติ

1.มิติองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับดูแล

องค์กรที่ทำหน้าที่กำกับดูแลขาดความเป็นอิสระ และขาดอำนาจในการแก้ไข ปัญหาที่พบ เช่น บริษัทที่เข้ามาดำเนินการนั้นเป็นหน่วยงานที่ได้รับการจ้างจาก ก.พ.ร. จึงต้องดำเนินการตามความเห็นชอบของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของสำนักนายกรัฐมนตรี

ข้อเสนอแนะ คือ ใช้การประเมินผลด้วยการจัดอันดับมากกว่าการประเมินด้วยการสอบทาน เพื่อให้การกำกับดูแลก่อให้เกิดประโยชน์ สามารถแก้ไขปัญหาได้และส่งผลไปถึงผลลัพธ์ของการปฏิบัติราชการอย่างชัดเจน

2.มิติหน่วยงานที่ถูกกำกับดูแล

พบว่าหน่วยงานที่ถูกกำกับดูแลมีการเปิดเผยข้อมูลน้อย แม้ว่าจะมี พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 รองรับอยู่แล้ว โดยมีสาเหตุหลายประการเช่นความไม่ชัดเจนของการจัดแบ่งระดับชุดข้อมูล ระหว่างชุดข้อมูลที่ต้องเปิดเผยให้ประชาชนทราบ และชุดข้อมูลด้านความมั่นคงที่มีต้องแบ่งระดับชั้นความลับ

ดังนั้น ต้องปรับกระบวนการคิดของหน่วยงานภาครัฐ ให้ยอมรับการตรวจสอบและประเมินผล และต้องมีการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารทางราชการอย่างจริงจัง เพื่อให้หน่วยงานตระหนักถึงหน้าที่การเปิดเผยข้อมูล

3.มิติระบบข้อมูลข่าวสารในการบริหารราชการแผ่นดิน

ไม่มีฐานข้อมูลการบริหารราชการแผ่นดินที่เป็นส่วนรวม ทั้งนี้แต่ละหน่วยงานต่างมีฐานข้อมูลของตนเอง ซึ่งไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้

วิธีแก้ไข คือ สร้างระบบฐานข้อมูลกลางในการกำกับดูแล และสร้างช่องทางการรับข้อมูลจากประชาชนที่เหมาะสมสำหรับประชาชน และบังคับใช้กฎหมายด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างจริงจัง และกำหนดให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐในการรายงานข้อมูลงานที่อยู่ในหน้าที่รับผิดชอบของตนลงในระบบฐานข้อมูลกลาง

4.มิติการสื่อสารและการมีส่วนร่วมแบบประชารัฐ

ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลการบริหารราชการแผ่นดินน้อยมาก เนื่องจากประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้น้อย รวมทั้งขาดระบบการให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรง ไม่มีกลไกช่องทางและระเบียบปฏิบัติที่เหมาะสมเพื่อให้ประชาชนได้ติดตามและตรวจสอบการกำกับดูแลอย่างเพียงพอในแบบประชารัฐ

ทั้งนี้ ควรสร้างช่องทางการสื่อสารระหว่างรัฐกับประชาชนเพื่อนำไปสู่การสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชน นอกจากนี้ ต้องปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่เดิม และเสนอกฎหมายใหม่ เช่น กฎหมายว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส เป็นต้น

 

กปปส.-ปชป. รอยร้าวที่ยังสมานไม่สนิท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มิถุนายน 2560 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/497183

กปปส.-ปชป. รอยร้าวที่ยังสมานไม่สนิท

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปรากฏการณ์ 8 แกนนำ กปปส.คืนรังประชาธิปัตย์ ปิดห้องเคลียร์ใจกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นับเป็นอีกความพยายามสมานรอยร้าว เร่งยุติความขัดแย้งของคนกันเองที่กำลังปะทุหนักเวลานี้​

หลังจากวิวาทะระหว่าง กปปส.-ปชป.ไต่ระดับความดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ​ชนวนมาจากที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส. ประกาศจุดยืนแบบชัดเจนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย

แม้จะออกตัวว่าวางมือทางการเมืองเดินหน้าลุยทำงานมูลนิธิซึ่งกำลังเปิดตัวโรงเรียนอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ ที่เกาะสมุย แต่ด้วยบารมีอดีตประธาน กปปส.ทำให้การส่งสัญญาณครั้งนี้สะเทือนไปถึง อภิสิทธิ์ อย่างรุนแรง

ด้านหนึ่ง สุเทพ ถือเป็นอดีตเลขาธิการพรรค ที่เคยสร้างผลงานเดินสายรวมเสียงในสภาจนเพียงพอจะปั้น​ให้ อภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และเผชิญชะตากรรมในช่วงวิกฤตการณ์มานานหลายปี

แม้สุดท้ายจะต้องยอมถอดสูทออกมาลุยการเมืองข้างถนน นำมวลชนคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย ​แต่หลายฝ่ายยังมองว่าเป็นยุทธศาสตร์ “แยกกันเดินร่วมกันตี” เปิดศึกขนาบสองด้านรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

แต่ท่าทีที่ “เปลี่ยนไป” ประกาศจุดยืนหนุน พล.อ.ประยุทธ์ ​เป็นนายกรัฐมนตรี​ครั้งนี้ ถือเป็นการเลือกข้าง เลิกหนุน ​อภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แบบชัดเจน ​

แกนนำ กปปส.จึงตกที่นั่งลำบากว่าจะวางตัวอย่างไร เพราะหากจะกลับเข้าพรรคแล้วไปชู พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แทนหัวหน้าพรรคก็คงไม่ใช่หลักการที่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น

ฟางเส้นสุดท้ายนี้ทำให้บรรดาองครักษ์ออกมาปกป้องอภิสิทธิ์ และเรียกร้องให้ กปปส.​ประกาศท่าทีจุดยืนให้ชัดเจนว่าจะเลือก สุเทพ หรืออภิสิทธิ์

สะท้อนผ่าน “ไลน์หลุด” ของ เทพไท เสนพงศ์ อดีตโฆษกประจำตัวมาร์ค ที่ออกมากระทบกระเทียบชูหลักการต้องหนุนอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น เพื่อไม่ให้กระทบกับ “อุดม การณ์” มากกว่าทำตัวเป็น “ขี้ข้าประยุทธ์”

อีกมุมหนึ่งมองว่านี่เป็นเพียงแค่การตีกัน สกัดการกลับเข้าพรรคของคนใน ปชป.ที่ไม่ต้องการให้ กปปส.ต้องเข้ามาแย่ง “ที่นั่ง” ลงสนามเลือกตั้งในอนาคต ไปจนถึงตำแหน่งทางการเมืองอื่นในอนาคต

สอดรับกับความไม่ไว้วางใจในอดีต ซึ่งเคยมีความพยายามแซะเก้าอี้ อภิสิทธิ์ พ้นตำแหน่งหัวหน้าพรรค รวมถึงความพยายามของ กปปส.ที่จะเข้าเทกโอเวอร์ประชาธิปัตย์อยู่เนืองๆ

แรงกระเพื่อมก่อตัวหนักขึ้น เมื่อ วิทยา แก้วภราดัย ลูกหม้อ ปชป. อดีตแกนนำ กปปส.และอดีต​สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ได้ออกมาถล่มพวกนักการเมืองที่กระสันการเลือกตั้ง กลืนน้ำลายที่เคยบอกว่าไม่เอารัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ รัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจ

การกระทบกระทั่งของ “ลิ้นกับฟัน” ตั้งเค้าบานปลาย หากปล่อยไว้ย่อมไม่เป็นผลดีกับทั้งสองฝั่ง จนนำมาสู่การเคลียร์ใจ ระงับรอยร้าวไม่ให้ขยายวงจนถึงขั้นแตกหัก

พร้อมการตกผลึกนำมาสู่จุดยืนเบื้องต้นที่ ถาวร เสนเนียม อดีตรองเลขาธิการพรรคและแกนนำ กปปส. ที่ประกาศชัดว่าจะสนับสนุน อภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

อย่างไรก็ตาม จะเรียกว่าเป็นการกลับมาซบ ปชป.ก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะแกนนำ กปปส.ทั้งหมดก็ยังเป็นสมาชิกพรรคไม่เคยลาออก มีเพียงแค่บางคนที่ไปบวชในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลทำให้ความเป็นสมาชิกพรรคหายไป

แต่ละคนจึงเสมือนสวมหมวกสองใบทั้ง กปปส.และ ปชป.​อยู่ที่ว่าจะเลือกเคลื่อนไหวในเวทีใด

หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้และกำลังเร่งจัดทำกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง โดยเฉพาะ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง ซึ่งใกล้​ออกมาบังคับใช้แล้วนั้น ทำให้ กปปส.ถึงเวลาต้องตัดสินใจ

เมื่อกติกาชัดเจนแล้วว่าไม่สามารถลงเลือกตั้งแบบอิสระได้ต้องสังกัดพรรคการเมืองเท่านั้น แกนนำ กปปส.ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีต สส.ภาคใต้ จึงไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากกลับมาสวมเสื้อประชาธิปัตย์ลงสนามเลือกตั้ง เพราะหากไปลงพรรคอื่นหรือตั้งพรรคใหม่ก็คงเป็นเรื่องยาก

ปัญหาอยู่ที่การกลับมาของ กปปส. ไม่ใช่ว่าจะเข้ากับ ปชป.เดิมได้ง่ายๆ เพราะความระหองระแหงที่ก่อตัวมาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ย่อมยากจะทำให้สนิทใจกันได้

ยังไม่รวมกับข้อกังขาเรื่องการจะเข้ามาเทกโอเวอร์พรรคเขี่ยอภิสิทธิ์พ้นเก้าอี้หัวหน้าพรรค อาศัยช่วงที่ต้องปรับเปลี่ยนผู้บริหาร และผลักดันคนอื่นขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคสู้ศึกเลือกตั้ง

ล่าสุด เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษกกลุ่ม กปปส.ยังแทงกั๊กว่า กปปส.จะสนับสนุนให้อภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรคต่อไปหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องของอนาคต

รอยร้าวระหว่าง กปปส.​และ ปชป. จึงอาจเหมือนกับน้ำมันที่แม้จะมาผสมรวมกันแต่ก็ยากจะเข้ากันได้อย่างสนิทใจ

 

เปิดโมเดลสปท. ‘สัญญาประชาคม’ปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 พฤษภาคม 2560 เวลา 09:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/497075

เปิดโมเดลสปท. ‘สัญญาประชาคม’ปรองดอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้เสนอรายงานผลการศึกษาเรื่อง “ข้อเสนอการปฏิรูปการเมืองเพื่อเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติ” ต่อที่ประชุม สปท. โดยมีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการสร้างความปรองดองผ่านการทำสัญญาประชาคมดังนี้

การสร้างความรู้รักสามัคคีของคนในชาติให้มีมาตรการการป้องกันความขัดแย้งในอนาคตและแก้ปัญหาโดยสันติวิธี ต้องดำเนินการให้มีการทำ “สัญญาประชาคม” ร่วมกันของพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า เพื่อให้เกิดความปรองดองกับคนในชาติ

สัญญาประชาคม (Social Contract) เป็นทฤษฎีการเมืองเก่าแก่ที่ถือว่าสังคมการเมืองเกิดจากการทำสัญญาหรือข้อตกลงร่วมกัน ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยปริยาย จะเป็นทางการหรือไม่ก็ตาม ที่ผู้มีส่วนร่วมเกี่ยวข้อง เช่น ประชาชนกับรัฐให้การยินยอม (Consent) เพื่อให้ตนเองหลุดพ้นมาจากการตกอยู่ในสภาวะธรรมชาติ (State of Nature) โดยร่วมกันก่อตั้งประชาคมการเมืองที่มีกฎหมาย มีหลักความยุติธรรม และมีหลักศีลธรรมขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของประชาชนกับรัฐบาล โดยการอ้างถึงสิทธิในการรักษาความปลอดภัยของตนเองเป็นหลัก

สำหรับเนื้อหาสาระที่จะทำเป็นสัญญาประชาคมในสถานการณ์ปัจจุบัน ควรคำนึงถึงข้อตกลงที่ประชาชนและรัฐที่มีต่อสาธารณชนทั่วไป ตามแนวทางประกอบด้วย

1.ประชาชนตกลงร่วมกันดำรง จงรักภักดี และรักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และจะน้อมนำศาสตร์พระราชา

2.ประกอบอาชีพด้วยความสุจริต มีความพอเพียง มีความขยันหมั่นเพียร มีคุณธรรม จริยธรรม มีระเบียบวินัย มีไมตรีจิตต่อกัน ไม่เบียดเบียนกัน ไม่ทำผิดกฎหมาย และจะปฏิบัติตามกฎหมายโดยเคร่งครัด

3.การให้มีการสนับสนุนและร่วมมือกับรัฐ ในการทำให้สังคมและเศรษฐกิจดีขึ้น

4.จะร่วมมือกันในการทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ไม่กระทำการใดอันเป็นความ ขัดแย้งหรือสร้างความแตกแยกในมวลหมู่ประชาชน

5.จะสนับสนุนและร่วมมือให้เกิดการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม จะยอมรับผลการเลือกตั้ง โดยเป็นนักการเมืองที่ดี ไม่ทุจริตประพฤติมิชอบ มีคุณธรรม จริยธรรม และจะไม่เสนอแนวนโยบายที่สร้างปัญหาและภาระให้กับงบประมาณแผ่นดิน อันจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชนทั้งประเทศ

6.จะให้ความร่วมมือสนับสนุนรัฐในการปกป้องและรักษาไว้ซึ่งทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งไม่บุกรุกป่าสงวนและที่ดินของรัฐ เว้นแต่เป็นที่ดินที่รัฐจัดให้

7.จะไม่กระทำการใดที่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น

นอกเหนือไปจากการทำสัญญาประชาคมแล้ว ควรมีมาตรการในการดำเนินการต่างๆ ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการลดความรุนแรงทางการเมือง อาทิ ควรมีการเฝ้าระวังสถานการณ์ระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า หรือการปะทะรุนแรงระหว่างฝ่ายประชาชนกับประชาชน หรือกับฝ่ายเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง และเมื่อเกิดสัญญาณความขัดแย้งในทางการเมือง สร้างสำนึกและความตระหนักถึงการใช้เสรีภาพส่วนบุคคลให้มีความรับผิดชอบ

ในการควบคุมฝูงชน ให้ใช้วิจารณญาณในการปฏิบัติต่อสถานการณ์อย่างรอบคอบ เน้นใช้การเจรจา ปฏิบัติตามกฎการปะทะตามหลักสากลอย่างเคร่งครัด และไม่ใช้อาวุธร้ายแรงในการแก้ปัญหาการชุมนุมของฝูงชน

ขณะเดียวกันควรมีมาตรการป้องกันมิให้เกิดต้นตอหรือปัจจัยเริ่มต้นของปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ได้แก่ การทุจริตคอร์รัปชั่นหรือความผิดต่อความมั่นคง ที่เป็นสาเหตุให้ประชาชนต้องออกมาต่อต้านหรือขับไล่

นอกจากนี้ ให้ยึดหลักแนวทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งในทางการเมืองด้วยการใช้กระบวนการทางรัฐสภา และกระบวนการยุติธรรม โดยหากมีปัญหาในประเด็นสำคัญของประเทศที่จำเป็นต้องใช้ความเห็นของคนส่วนใหญ่ของประเทศเพื่อหาข้อยุติอย่างการใช้การทำประชามติ เพื่อให้ประชาชนในประเทศส่วนใหญ่มีส่วนร่วมและเป็นผู้ตัดสินใจ

 

ผนึกกำลัง 4 พรรคใหญ่สู้ ‘ทหาร’ ข้อเสนอที่เป็นไปได้ยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 พฤษภาคม 2560 เวลา 09:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/497074

ผนึกกำลัง 4 พรรคใหญ่สู้ ‘ทหาร’ ข้อเสนอที่เป็นไปได้ยาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สูตรผนึกกำลัง 4 พรรคการเมืองใหญ่จับมือสู้ศึกเลือกตั้งคานอำนาจ “ทหาร” ถูกโยนออกมาแบบถูกที่ถูกเวลา

เมื่อ พิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในวัย 91 ปี ออกมาระบุว่าทางเดียวที่พรรคการเมืองจะต่อสู้กับพรรคทหาร เพื่อรักษาประชาธิปไตยได้ คือ 4 พรรคการเมืองใหญ่ ได้แก่ เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และชาติไทยพัฒนา จะต้องสงบศึก ผนึกกำลังกัน เพื่อต่อสู้พรรคทหาร

ทั้งนี้ จะตกลงกันก่อนเลือกตั้ง ว่าระหว่างหาเสียงจะไม่โจมตีสาดโคลนกัน เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว ได้พรรคที่มี สส.มากที่สุด พรรคที่เหลือต้องสนับสนุนให้พรรคที่ชนะเป็นนายกฯ จัดตั้งรัฐบาล

ที่มาที่ไปของข้อเสนอดังกล่าวน่าจะมาจาก “สัญญาณ” ที่สะท้อนความพยายามของทหารที่อาจต้องการจะอยู่ในอำนาจต่อไป ​​

เริ่มตั้งแต่ ​พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาโยน 4 คำถามให้ประชาชนช่วยกันคิดหาคำตอบประมาณว่าเลือกตั้งแล้วยังไม่ตอบโจทย์ปฏิรูปจะทำอย่างไร จนถูกตีความว่าเป็นการโยนหินวัดกระแสสังคมหากจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจากโรดแมปเดิมแบบไม่มีกำหนด

“ผมไม่เคยพูดสักคำว่าจะไม่เลือกตั้ง แล้วนักการเมืองตีความอย่างนั้นทำไม หลายคนที่ออกมาพูดวันนี้สร้างความเสียหาย วันหน้าถ้าเกิดปัญหาขึ้นอีกจะเรียกใคร ประยุทธ์ไม่อยู่แล้วจะเรียกใคร แล้วบอกทหารไม่ต้องรัฐประหารซึ่งไม่มีใครอยากจะทำอยู่แล้ว ถ้าพวกคุณไม่สร้างความเสียหายไว้”

สอดรับไปกับสถานการณ์ความไม่สงบที่กลับมาปะทุอีกรอบในช่วงครบรอบ 3 ปี คสช. ท่ามกลางข้อกังขาว่า อาจเป็นแผนสร้างความปั่นป่วนเพื่อเป็นเงื่อนไขนำมาสู่การเลื่อนการเลือกตั้ง

แม้แต่ผลสำรวจความคิดเห็นจากกรุงเทพโพลล์ โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่ถามว่า ​“หากวันนี้มีสิทธิออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี ท่านจะออกเสียงสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่” พบว่า ส่วนใหญ่​ 52.8% ระบุว่า สนับสนุน​ แม้จะลดลงจากเมื่อเดือน ม.ค.​ที่ผ่านมา แต่ก็ยังมากกว่ากลุ่มที่ไม่สนับสนุน ซึ่งมี 25.6% และ 21.6% งดออกเสียง

นำมาสู่การรีบออกมาเคลื่อนไหวของบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ที่ตบเท้าเรียกร้องขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ยึดมั่นเดินหน้าจัดการเลือกตั้งตามโรดแมปที่กำหนดไว้

ต่อเนื่องด้วยข้อเสนอของ พิชัย ที่ปลุกกระแสผนึกกำลังของนักการเมืองสู้ทหาร ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก

ประการแรก​ ​จุดยืนและท่าทีของพรรคการเมืองที่แตกต่างกันชัดเจนโดยเฉพาะ​ เพื่อไทย และประชาธิปัตย์ ที่ไม่เคยลงรอยหรือคิดอ่านไปทางเดียวกันมาตั้งแต่ก่อนรัฐประหารจนถึงปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นเรื่องแนวคิด นโยบาย ตลอดจนวิธีการบริหาร การจับมือกันบริหารประเทศจึงอาจสร้างความวุ่นวายมากกว่า​แยกกันเดิน

ล่าสุด ​อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุชัดเจนว่า พรรคการเมืองจะจับมือก็ได้ก็ต่อเมื่อมีอุดมการณ์ที่ตรงกัน จะบอกว่า ให้ 4 พรรคจับมือกันโดยไม่ดูเลยว่าอุดมการณ์และนโยบายของแต่ละพรรคจะเป็นไปได้อย่างไร

ประการที่สอง ระบบเลือกตั้งใหม่ที่คาดว่าจะเป็นกลไกนำไปสู่สภาพเบี้ยหัวแตกไม่น่าจะมีพรรคใดพรรคหนึ่งได้เสียงข้างมากเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การรวมพลังย่อมทำให้เกิดเอกภาพได้ยากในทางปฏิบัติ ยิ่งในช่วงที่ต้องการรวมเสียงเพื่อลงมติในเรื่องสำคัญ จนอาจเกิดสภาพการต่อรองสูงจนสร้างปัญหากระทบเสถียรภาพ

แถมด้วยเงื่อนไขสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านที่เปิดให้ สว.250 คน เข้ามามีส่วนเรื่องนายกรัฐมนตรีด้วยแล้วย่อมทำให้เสียงที่ดูจะเป็นเอกภาพกลุ่มนี้เป็นตัวกำหนดทิศทางการเลือกนายกรัฐมนตรีและการจัดตั้งรัฐบาลได้ง่าย

เพียงแค่รวมเสียงเพิ่มจาก สส.126 จาก 500 เสียง ก็จะได้เสียงข้างมากของ สส.และ สว.750 คน สามารถชี้ขาดการเลือกนายกรัฐมนตรี​แบบไม่ต้องออกแรงมากนัก

ประการที่สาม ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ยังอึมครึมไม่รู้ว่ารัฐบาลใหม่หน้าตาจะออกมาอย่างไร และจะอยู่ต่อไปได้อีกนานแค่ไหน การเกาะขั้วอำนาจอย่าง คสช.ที่มีช่องทางการผ่องถ่ายอำนาจของ คสช.​ไปยัง​กลไกอื่น หลังการเลือกตั้ง อาจเป็น ทางเลือกที่ดีกว่าการไปผนึกกำลังกันเองระหว่างพรรคการเมือง

ยิ่งในระบบเลือกตั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะมีการตั้งพรรค “นอมินี” ของทหารเข้ามาลงสนามแข่งกับพรรคการเมืองปกติหรือไม่ แถมยังเห็นการจัดกำลังลง พื้นที่​ปูพรมดูแลความสงบที่อาจเอื้อประโยชน์ต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นด้วยแล้ว ยิ่งทำให้พรรคการเมืองต้องคิดหนักกับการเลือกพันธมิตรทาง การเมือง

อีกทั้งในยุคที่นักการเมืองถูกมองว่าเป็นจำเลยสร้างปัญหาที่หมักหมมยาวนาน ​การผนึกกำลังของ 4 พรรคการเมือง จึงไม่ใช่เรื่องง่าย​ในบริบทการเมืองเช่นนี้ ​

แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ในช่วงใกล้เลือกตั้งว่า คสช.จะยังรักษาคะแนนนิยมความเชื่อมั่นได้มากน้อยแค่ไหนอันจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อคะแนนเสียงเลือกตั้งที่จะเป็นปัจจัยชี้ขาดพันธมิตรทางการเมือง​ในเวลานั้น

 

แตกหน่อสุกี้ยุคใหม่ เกาะติดทุกกระแส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 พฤษภาคม 2560 เวลา 19:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/497139

แตกหน่อสุกี้ยุคใหม่ เกาะติดทุกกระแส

โดย…จะเรียม สำรวจ

คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าร้านสุกียากี้ยุคใหม่ที่เสิร์ฟอาหารใส่ถาดซ้อนกันเป็นคอนโดหลายชั้น มีการเตรียมน้ำซุปที่อุ่นเกือบเดือดเทใส่หม้อไฟฟ้าแวบเดียวก็เดือดพร้อมลวกเนื้อต้มผัก และมีการนำระบบไอทีมาใช้สั่งอาหารเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว ร้านที่บุกเบิกยุคใหม่ของวงการสุกี้นี้ก็คือ เอ็มเคสุกี้ ซึ่งปฏิรูปตัวเองจากหนึ่งในร้านอาหารเก่าแก่เมื่อกว่า 50 ปี ที่เป็นร้านอาหารไทยเล็กๆ ตั้งอยู่ในย่านสยามสแควร์ โดยได้ทรานส์ฟอร์มมาจนประสบความสำเร็จมีรายได้ระดับปีละหมื่นล้านบาท

จากจุดเริ่มต้นของร้านอาหารไทยที่ขายข้าวมันไก่ เนื้อตุ๋น ผัดไทย ผัดขี้เมา เนื้อย่างเกาหลี (เตาถ่าน) ยำแซบๆ ทุกชนิด และเค้ก  ในย่านสยามสแควร์เมื่อปี 2505 และต่อมาในปี 2507 ได้เริ่มขยายธุรกิจด้วยการเข้ามาเปิดให้บริการร้านอาหารไทยในศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว ด้วยการใช้ชื่อร้านว่า กรีนเอ็มเค ซึ่งหลังจากเปิดให้บริการก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีจนปี 2509 มีการขยายธุรกิจออกมาในรูปแบบของร้านสุกี้ ภายใต้ชื่อสุกี้เอ็มเค ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว ด้วยการชูจุดเด่นสุกี้เป็นเมนูเด็ด ซึ่งหลังจากเปิดให้บริการร้านสุกี้เอ็มเคก็ประสบความสำเร็จ จาก 1 สาขาในวันนั้น ปัจจุบันร้านสุกี้เอ็มเคมีจำนวนสาขาเปิดให้บริการทั่วประเทศไปแล้วมากกว่า 400 สาขา

ฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจร้านอาหาร คือ การทำธุรกิจที่ตามกระแสมากกว่านำกระแส จะเห็นได้ว่าร้านอาหารในเครือทุกแบรนด์สร้างขึ้นมาตามความต้องการของผู้บริโภคและปรับให้เกาะกระแสต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังใช้กลยุทธ์ทำตลาดด้วยการขยายสาขาให้ครอบคลุมกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงร้านอาหารในเครือของบริษัทได้ง่าย โดยเฉพาะร้านสุกี้เอ็มเคที่วางราคาสินค้าไม่แพง ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ความสำเร็จของเอ็มเค กรุ๊ป

ปัจจุบัน เอ็มเค กรุ๊ป มีแบรนด์ร้านอาหารในเครือทั้งหมด 8 แบรนด์ ประกอบด้วย ร้านเอ็มเคสุกี้ ร้านเอ็มเคโกลด์ ร้านอาหารญี่ปุ่นยาโยอิ ร้านมิยาซากิ เทปปันยากิ ร้านฮาคาตะราเมน ร้านอาหารไทย ณ สยาม ร้านอาหารไทยเลอสยาม และร้านกาแฟ-เบเกอรี่ ซึ่งจะเป็นร้านอาหารไทยสไตล์ตะวันตก เลอเพอทิท คาเฟ่ ซึ่งทุกแบรนด์ที่กล่าวมามีจำนวนสาขาเปิดให้บริการรวมกันมากกว่า 600 แห่งทั่วประเทศไทย

 

 

จากความสำเร็จที่ได้รับในประเทศไทย ส่งผลให้เอ็มเค กรุ๊ป มีแผนที่จะนำร้านอาหารในเครือไปในตลาดต่างประเทศ โดยมีร้านสุกี้เอ็มเคเป็นหัวหอกหลักในการขยายตลาด ซึ่งหลังจากได้ทดลองทำตลาดในต่างประเทศ พบว่าลูกค้าให้การตอบรับเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นร้านสุกี้เอ็มเค ร้านยาโยอิ หรือร้านมายาซากิ โดยในส่วนของประเทศที่เข้าไปทำตลาดร้านอาหารแล้วตอนนี้ คือ ญี่ปุ่น เวียดนาม สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ส่วนประเทศที่ฤทธิ์ให้ความสนใจอยากจะนำร้านอาหารในเครือเข้าไปเปิดให้บริการ คือ เมียนมา ลาว และมาเลเซีย

ฤทธิ์ กล่าวต่อว่า การที่บริษัทเดินหน้าขยายธุรกิจแบรนด์ร้านอาหารในเครืออย่างต่อเนื่อง ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กรช่วยกระจายความเสี่ยง เพราะการมีร้านอาหารหลายแบรนด์ทำให้การทำธุรกิจจะไม่เหนื่อยมากเมื่อเทียบกับการทำร้านอาหารแบรนด์เดียวที่นอกจากเหนื่อยแล้วยังมีความเสี่ยง ซึ่งกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจดังกล่าวก็เหมือนกับการที่เรามีลูกหลายคน ทุกคนช่วยกันทำงาน ทำให้การทำงานต่างๆไม่เหนื่อยมากเมื่อเทียบกับคนที่มีลูกคนเดียว

แม้ว่าปัจจุบัน เอ็มเค กรุ๊ป จะมีเจเนอเรชั่นใหม่เข้ามาช่วยดูแลธุรกิจแล้ว แต่ฤทธิ์ก็ยังคงช่วยดูแลธุรกิจว่าควรจะเดินไปในทิศทางไหน ซึ่ง ฤทธิ์ บอกว่า แม้ว่าจะถึงวัยที่ต้องเกษียณ แต่ก็ยังเกษียณ 100% ไม่ได้ เพราะคนรุ่นใหม่ที่เข้ามายังต้องใช้เวลาในการทำงานและสะสมประสบการณ์อีกมาก เพื่อสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งในอนาคต

 

ฤทธิ์ และ ทานตะวัน ธีระโกเมน

 

เปิดทางเจน 3 ขยายฐานมิลเลนเนียม

หลังจากเปิดทางให้ทายาทเข้ามาสานต่อธุรกิจ ฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป ก็เปิดโอกาสให้ ทานตะวัน ธีระโกเมน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป ทายาทรุ่นที่ 3 แสดงฝีมือในการทำธุรกิจอย่างเต็มที่ ซึ่งโปรเจกต์แรกที่ทายาทรุ่นที่ 3 ได้แสดงฝีมือการเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ คือ การเปิดร้านเอ็มเค ไลฟ์ (MK Live) ที่ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ ซึ่งหลังจากเปิดให้บริการในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่

จุดเด่นของร้านเอ็มเค ไลฟ์ ที่ทำให้สามารถมัดใจผู้บริโภครุ่นใหม่ได้สำเร็จ คือ การนำคำว่าไลฟ์มาเล่นกับกลยุทธ์ในการทำตลาด เริ่มจากความหมายของคำว่า Live คือความสดใหม่ ความมีชีวิตชีวา มาเป็นคอนเซ็ปต์หลักในการรังสรรค์ส่วนต่างๆ ของร้าน เช่น การออกแบบร้านที่นำรูปแบบเรือนกระจกของฟาร์มปลูกผักมาเป็นแรงบันดาลใจในการตกแต่ง เน้นวัสดุจากธรรมชาติในการนำมาตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็น ไม้ ต้นไม้ หิน รวมถึงดิสเพลย์ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ที่ผนังร้าน

นอกจากนี้ ยังนำคำว่า ไลฟ์ มาใช้การปรุงอาหารภายใต้ชื่อ Live Showcase หรือครัวเปิด ซึ่งจะมีการโชว์ให้เห็นถึงเมนูที่เชฟจะทำสดภายในร้าน ไม่ว่าจะเป็นลูกชิ้นปั้นสดหรือติ่มซำ

พร้อมกันนี้ยังมีการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม เช่น ลอปสเตอร์จากแคนาดา หอยเชลล์ยูเอส เนื้อวากิวญี่ปุ่น เพื่อพัฒนามาเป็นเมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มีเฉพาะที่นี่ที่เดียวเท่านั้น ส่วนเมนูสุกี้ต้มแบบดั้งเดิม ได้รับการเพิ่มความถูกปากด้วย 5 น้ำซุป สตีมชาบู ต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น มีให้เลือก 3 เซต ได้แก่ หมูคุโรบุตะ เนื้อวัวออสเตรเลีย หรือเนื้อวากิวญี่ปุ่นมาให้บริการเฉพาะร้านเอ็มเค ไลฟ์

ยังไม่หมดแค่นั้น ด้านเมนูเครื่องดื่มและขนม ยังสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ของร้าน เช่นเดียวกับพนักงานภายในร้านที่ชูจุดเด่นในด้านความสดใสและใส่ใจบริการทุกขั้นตอน เติมประสบการณ์ของทุกมื้ออาหารให้สมบูรณ์แบบมากสุด

จากจุดขายดังกล่าวที่ร้านเอ็มเค ไลฟ์ นำเสนอ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเอ็มเค ไลฟ์ ประสบความสำเร็จ เพราะทุกบริการที่นำเสนอสอดรับกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพได้ดี

“รื้อระบบรัฐ หนทางพัฒนาชีวิตแรงงานไทย” ถอดบทเรียน30ปี วิไลวรรณ แซ่เตีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤษภาคม 2560 เวลา 20:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/496903

"รื้อระบบรัฐ หนทางพัฒนาชีวิตแรงงานไทย" ถอดบทเรียน30ปี วิไลวรรณ แซ่เตีย

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

วันแรงงานของทุกปี เหล่าลูกจ้างมักเรียกร้องให้รัฐบาลยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องสวัสดิการ โครงสร้างค่าจ้างที่เหมาะสมและสอดคล้องกับค่าครองชีพ ตลอดจนระบบประกันสังคมที่เท่าเทียม โปร่งใส และเข้าถึงได้ไม่ยาก

ทว่าปีแล้วปีเล่า ข้อเสนอเหล่านี้กลับกลายเป็นคำเรียกร้องอมตะที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังเสียที

โพสต์ทูเดย์มีโอกาสพูดคุยกับ วิไลวรรณ แซ่เตีย อดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) หนึ่งในผู้เรียกร้องในประเด็นสิทธิสวัสดิการของแรงงานมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี รวมทั้งเป็นอดีตเจ้าของรางวัลสันติภาพและความยุติธรรม ชี ฮัก ซุน (ครั้งที่ 17) รางวัลสำหรับผู้ที่มีบทบาทในการต่อสู้เรื่องสันติภาพและความยุติธรรมในเอเชีย

วันนี้แม้เธอจะยุติบทบาทด้านผู้นำแรงงานไปแล้ว แต่ประสบการณ์ที่พบมาตลอดชีวิตก็สะท้อนชัดถึงหลากหลายปัญหาที่แรงงานไทยต้องเผชิญ

หนทางก้าวข้าม ระบบรัฐ เต่าล้านปี

วิไลวรรณ เปิดบทสนทนาว่า ปัจจุบันผู้ใช้แรงงานมีความรู้เรื่องสิทธิและกฎหมายเพิ่มมากขึ้นกว่าอดีต มีการรวมตัวจัดตั้งสหภาพแรงงานเพื่อต่อรองหรือเรียกร้องสิทธิประโยชน์จากนายจ้างมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามในทางกลับกันฝั่งนายจ้างก็มีความพยายามหลบเลี่ยงหรือหากฎระเบียบข้อบังคับมาตีกรอบลูกจ้างเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ภาครัฐก็รับฟังเสียงของผู้ใช้แรงงานน้อยกว่าเมื่อก่อน

“การเคลื่อนไหวของผู้ใช้แรงงานในสมัยก่อน สามารถผลักดันให้รัฐบาลออกกฎหมายสำคัญต่างๆ ได้ เช่น ประกันสังคมที่คุ้มครองตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิตหรือกฎหมายชราภาพ แต่ปัจจุบันแม้จะพยายามเรียกร้องให้ปรับปรุงกฎหมายให้มีความทันสมัย เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น แต่ก็ไม่เป็นผล”

วิไลวรรณ บอกต่อว่า นอกจากไม่เป็นผลแล้ว กฎหมายบางข้อยังไม่สามารถใช้ได้ในทางปฏิบัติจริง เช่น เมื่อมีการเลิกจ้าง ตามกฎหมายระบุว่า นายจ้างต้องจ่ายเงินค่าชดเชยให้ลูกจ้าง แต่ความเป็นจริงหากนายจ้างเกิดบอกว่าไม่มีเงิน ขั้นตอนการเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายก็มีความยุ่งยากหลายขั้นตอน ตั้งแต่กรอกเอกสารยื่นขอค่าชดเชย กระบวนการตรวจสอบทรัพย์และหนี้สินว่านายจ้างมีอะไรบ้าง จากนั้นต้องเข้าสู่กระบวนการประเมินทรัพย์ และพิจารณาว่าใครควรเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่เหลือ ซึ่งสุดท้ายลูกจ้างจะอยู่อันดับท้ายๆ ในการได้เงินชดเชย

ส่วนระบบประกันสังคมซึ่งเป็นกองทุนใหญ่ที่สุดของประเทศ ยังมีกฎหมายหลายมาตราที่ไม่เป็นไปตามประสงค์ของผู้ประกันตนในฐานะเจ้าของเงิน แรงงานเหล่านี้ต้องการให้เงินที่เสียไปในแต่ละเดือนย้อนกลับมาดูแลส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดีกว่าที่เป็น รวมไปถึงต้องการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบระบบบริหารงบประมาณด้วย แต่ในความเป็นจริงคณะกรรมการส่วนใหญ่ในระบบนั้น มาจากภาครัฐ ทำให้การบริหารใช้จ่ายเงินยังมีความซับซ้อน ไม่ทันสมัย และยากต่อการเปิดเผย

“เงินประกันสังคมมีสูงถึงหลักล้านล้านบาท แต่ในการบริหารจัดการนั้นมีปัญหามาก เช่น กรณีเจ็บป่วยถามว่า มีกระบวนการตรวจสอบหรือไม่ คนป่วยแต่ละปีเพิ่มขึ้นหรือลดลง ค่าใช้จ่ายต่อหัวควรเพิ่มขึ้นหรือไม่ กรณีขอรับเงินทดแทนการขาดรายได้ควรจะเพิ่มมากกว่านี้ไหม  เงินสงเคราะห์บุตรปัจจุบันให้ 6 ปี ต้องขยายเพิ่มเติมหรือไม่ และกระบวนการเลือกตั้งคณะกรรมการที่อยากให้ผู้ประกันตนเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง เรื่องเหล่านี้ก็ยังไม่เกิดขึ้น”

ส่วนการรักษาพยาบาลโดยใช้สิทธิประกันสังคม วิไลวรรณ เสนอว่าหาก สปส.ไม่มีประสิทธิภาพดูแลผู้ประกันตน เทียบเท่าสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่บริหารจัดการดูแลเรื่องบัตรทองได้ดีนั้น ก็ควรให้ สปสช. ดูแลแทนเพราะการทำงานขององค์กรเหล่านี้ควรอยู่บนหลักพื้นฐานเพื่อทำให้ผู้ประกันตนได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

อดีตประธาน คสรท. บอกว่าประกันสังคมเป็นหลักการและแนวคิดที่ดี แต่การบริหารจัดการที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ตกอยู่ใต้อำนาจของฝ่ายการเมือง ส่งผลให้การบริหารไม่โปร่งใส ไม่มีความทันสมัย และเป็นเหตุผลให้ผู้ประกันตนไม่รู้สึกมีส่วนร่วมกับเงินส่วนนี้

“เคยสอบถามว่า ปัจจุบันเงินรัฐที่ค้างอยู่ในระบบประกันสังคมเหลือเท่าไหร่ ก็ไม่ได้รับการเปิดเผย หรือแม้แต่กระทรวงแรงงานทุกวันนี้ก็ยังนำเงินไปใช้จัดงานเลี้ยงต่างๆ ที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์อยู่เลย”

วิไลวรรณ ชี้ว่า ถึงเวลาที่ผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสั่งการเอาจริงเอาจัง เปลี่ยนแปลงระบบให้มีความทันสมัยและติดตามปัญหาที่เกิดขึ้น ที่สำคัญอยากให้หน่วยงานรัฐกับนายจ้างยุติระบบประนีประนอมได้แล้ว ไม่เช่นนั้นจะทำให้กลุ่มแรงงานรู้สึกเบื่อหน่ายและเอือมระอา

ขอแนะนำว่า ภาครัฐควรนำร่างข้อเสนอของภาคแรงงานที่ได้มีการพิจารณาศึกษา รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายมาใช้เปลี่ยนแปลงพัฒนาระบบบริหาร ตั้งแต่ระบบคณะกรรมการประกันสังคมให้มาจากการเลือกตั้งตรงของผู้ประกันตนเพื่อความโปร่งใส่ พร้อมกับเปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนเข้ามามีอำนาจมากขึ้น เพื่อที่ระบบประกันสังคมจะได้ทันสมัยและพัฒนา ทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ยังไม่กระตือรือร้นอยากจะเปลี่ยนแปลง

วิไลวรรณ กำลังถ่ายทอดชีวิตของแรงงานไทยจากอดีต-ปัจจุบัน

แรงงานคนยังจำเป็นในยุคหุ่นยนต์

ในการปรับตัวของแรงงานไทยเพื่อเตรียมก้าวเข้าสู่การพัฒนาทางเทคโนโลยีดิจิตอลยุค 4.0  อดีตประธาน คสรท. เชื่อว่า ทุกสถานประกอบการคงไม่ได้นำเครื่องจักรเข้ามาทดแทนแรงงานทั้งหมด เพราะอุตสาหกรรมไทยยังจำเป็นต้องใช้แรงงานคนควบคู่กับเครื่องจักร เช่น งานเสี่ยงอันตราย งานที่เกี่ยวกับสารเคมียังจำเป็นต้องใช้เครื่องจักร

อย่างไรก็ดี หากจำเป็นต้องนำเครื่องจักรเข้ามาใช้จริง หน่วยงานรัฐ นายจ้าง ลูกจ้างต้องร่วมกันออกแบบระบบให้เหมาะสมเพื่อให้คนและเครื่องจักรทำงานร่วมกันได้ และหากจำเป็นต้องนำคนออก ต้องคุยกันให้ชัดเจนเพื่อให้แรงงานได้เตรียมตัวล่วงหน้า เช่น พิจารณาจากประสบการณ์การทำงาน หรือความจำเป็นของแต่ละหน้าที่เพื่อให้เกิดการเตรียมพร้อม แต่หลักสำคัญต้องคำนึงถึงความรู้สึกดีต่อกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง เพราะส่วนตัวมองว่าความรู้สึกเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนา

ปัญหาแรงงานรัฐบาลต้องจริงจัง

วิไลวรรณ มองการบริหารด้านแรงงานของรัฐบาลชุดนี้ว่ายังไม่มีความชัดเจน เพราะการที่รัฐบาลทหารเข้ามาแบบชั่วคราวจะมีลักษณะการทำงานเฉพาะตัว บางครั้งไม่สามารถจัดการให้ชัดเจนได้หมดทุกเรื่อง มีเพียงเรื่องแรงงานต่างด้าวข้ามชาติที่ชัดเจนมากในช่วงที่ผ่านมา

อดีตผู้นำแรงงาน เล่าว่า ขณะนี้ชีวิตของผู้ใช้แรงงานยังไม่มีความสุขในด้านเศรษฐกิจ เพราะความไม่แน่นอนของแต่ละโรงงานที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะปิดตัวลง ส่วนเรื่องการปรับขึ้นค่าจ้างแม้วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา จะปรับขึ้นค่าจ้างบางพื้นที่ในอัตรา 5 ถึง 10 บาท แต่มองว่าเป็นการปรับโครงสร้างที่ไม่มีความชัดเจน เพราะการปรับค่าจ้างต้องทำให้เท่ากันทั่วประเทศ ส่วนการปรับอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานที่เพิ่มขึ้นมา ความเป็นจริงในทางปฏิบัติหากแรงงานไม่ได้ตามที่กำหนด ก็คงไม่มีใครกล้าแจ้งกระทรวงแรงงาน เพราะอาจถูกไล่ออกได้

“รัฐบาลควรทำโครงสร้างการปรับขึ้นค่าจ้างให้เท่ากันทั่วประเทศ จากนั้นออกกฎหมายกำหนดโครงสร้างค่าจ้างเพื่อให้ชัดเจนในทางปฏิบัติ เช่น เมื่ออายุงานครบตามกำหนดควรได้รับการเพิ่มเงินหรือสวัสดิการต่างๆพร้อมกับต้องมีนโยบายควบคุมค่าครองชีพ เรื่องพวกนี้อยู่ที่กระทรวงแรงงานจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ไม่ใช่ประนีประนอมกับนายจ้างเช่นนี้ ไม่เช่นนั้นลูกจ้างเสียเปรียบไปตลอด”

ทั้งหมดนี้คือข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจาก อดีตผู้นำแรงงานและเจ้าของรางวัลสันติภาพและความยุติธรรม ชี ฮัก ซุน ที่ต้องการให้กลุ่มแรงงานไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

 

วิไลวรรณ วันนี้ยุติบทบาทด้านแรงงานและอาชีพสาวโรงงานเมืองกรุงกลับไปเปิดร้านค้าเล็กๆ ที่บ้านเกิด จ.ขอนแก่น

 

 

“ไอเอส” เกิดยาก ไทยไม่ใช่เป้าหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/496751

"ไอเอส" เกิดยาก ไทยไม่ใช่เป้าหมาย

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

จากเหตุระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อช่วงสายวันที่ 22 พ.ค. ถูกตั้งคำถามจากสังคมว่าเป็นฝีมือกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขยายตัวมายังกรุงเทพมหานคร เพราะได้รับอิทธิพลจากกลุ่มไอเอส (Islamic State) หรือจริงแล้วทั้งหมดเป็นเพียงเกมการเมืองภายในเท่านั้น

ศราวุฒิ อารีย์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้วิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ประการแรก ถ้าดูจากสถิติทางการไม่มีคนไทยไปร่วมรบกับกลุ่มไอเอสในซีเรียและอิรักเลย ประการที่สอง แม้มีกลุ่มก่อความไม่สงบ อาทิ ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (บีอาร์เอ็น) และอีกหลายกลุ่ม ก็ไม่เคยสวามิภักดิ์เป็นพวกเดียวกับกลุ่มไอเอส ซึ่งต่างจากฟิลิปปินส์

ประเด็นตรงนี้สบายใจได้ระดับหนึ่งว่าไทยไม่มีลักษณะเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างกลุ่มก่อความไม่สงบหรือประชากรมุสลิมในประเทศร่วมกับกลุ่มก่อการร้ายสากล ทว่าสิ่งสำคัญเรื่องการแพร่กระจายอุดมการณ์ความคิดรุนแรงนั้น มันสามารถเข้าถึงปัจเจกบุคคลได้ทั่วถึง ซึ่งป้องกันยากทั้งในหลายประเทศ

ศราวุฒิ ฉายภาพอีกว่า การมีคนไทยบางส่วนเห็นใจไอเอส ต้องดูเหตุผลเบื้องลึกว่าการแสดงออกนั้น มันเป็นสาเหตุจากปัจจัยใด แต่เท่าที่ทราบไม่ได้ต้องการสร้างรัฐอิสลามในไทย ดังนั้นหน่วยงานความมั่นคงต้องระมัดระวัง ไม่ใช่เหมารวมว่าเป็นผู้ก่อการร้าย

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ทางการออสเตรเรียได้ส่งข้อมูลให้กับตำรวจไทย ว่ามีคนไทยเข้าไปในซีเรียมากพอสมควร ซึ่งส่วนตัวอธิบายว่ามีคนไทยเข้าไปซีเรียจริง แต่คนกลุ่มนี้เข้าไปช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแล้วกลับมา

“สงครามซีเรียมีหลายมิติที่ต้องทำความเข้าใจ เพราะมีคนเดือดร้อนจากเหตุสงครามกลางเมือง การต่อสู้กับระบอบปกครองแบบเผด็จการ ไม่ได้เชื่อมโยงกลุ่มไอเอส แถมกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ต้องมาสู้กับกลุ่มไอเอส นอกจากรัฐบาล”

อย่างไรก็ดี เพื่อนบ้านไทย เช่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน และไทย ไม่มีคนเข้าร่วมกับกลุ่มไอเอส เพราะมีพื้นฐานความรู้ทางศาสนาอิสลาม อีกทั้งไทยให้อิสรเสรีภาพนับถือศาสนา พร้อมทั้งส่งเสริมการเรียนและกิจกรรม ตรงนี้เป็นภูมิคุ้มกันไม่ให้เยาวชนถูกชักจูงจากกลุ่มไอเอสในลักษณะบิดเบือนคำสอน

“หน่วยงานข่าวกรองอังกฤษสรุปผลการศึกษาการก่อการร้ายในยุโรปน่าสนใจมาก เพราะคนที่เป็นผู้ก่อการส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด ไม่มีพื้นฐานทางด้านศาสนา มีน้อยมากที่อยู่ในครอบครัวยึดหลักการคำสอน ความคิดคนยุโรป เวลามุสลิมเคร่งครัดศาสนามากๆ มันจะนำไปสู่การใช้ความรุนแรง เป็นพวกสุดโต่ง แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่ ยิ่งมีพื้นฐานความรู้ทางศาสนามากเท่าไหร่ มันจะเป็นภูมิคุ้มกันไม่ให้พวกบิดเบือนหลักการทางศาสนา หรือตีความศาสนากันแคบๆ ชักจูงไปได้ง่าย”

รองผู้อำนวยการ ศูนย์มุสลิมศึกษาฯ ยังมองอีกว่า ภูมิภาคเซาท์อีสต์เอเชีย กลุ่มไอเอสอาจสามารถชักจูงคนจำนวนน้อยเข้าร่วมได้ เพราะภูมิภาคนี้มีประชากรมุสลิม 300 กว่าล้านคน ครึ่งหนึ่งเป็นมุสลิม แต่ไปร่วมไม่เกิน 400-500 คน หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ยังไม่ได้ ด้วยเหตุผลอันนี้กลุ่มไอเอสยังไงก็ไม่สามารถตั้งฐานที่มั่นในภูมิภาคเซาท์อีสต์เอเชียได้ เว้นแต่ประชากรมุสลิมในพื้นที่ยอมรับ

อย่างไรก็ตาม กลุ่มไอเอสต่อสู้โดยใช้หลักจีฮัด คือ ใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบกับศัตรู มองคนอื่นว่าไม่ใช่มุสลิมสามารถฆ่าได้ไม่บาป ซึ่งหลักการนี้ขัดแย้งกับหลักคำสอนทางศาสนาชัดเจน เพียงแต่คนไม่มีพื้นฐานทางศาสนาจะไม่เข้าใจโดยเฉพาะเยาวชน เนื่องด้วยธรรมชาติการใช้ความรุนแรงมีมากอยู่แล้ว มันก็เลยไปกันใหญ่

“เรื่องนี้ต้องเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว แต่ไทยไม่มียุทธศาสตร์อะไรทั้งนั้น แต่ว่าเราให้เสรีภาพในการทำกิจกรรมทางศาสนา จึงเห็นได้ว่าเราสร้างภูมิกันในลักษณะนี้มาตั้งแต่ต้น แต่อินโดนีเซีย มาเลเซีย เป็นมุสลิม 100% เรื่องพวกนี้เขาไม่ได้ให้ความสนใจ อย่างไทยประชากรมุสลิมบ้านเราสิ่งสำคัญสำหรับเขา คือ การดำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของตัวเอง วิธีการคือเรียนและศึกษาตั้งแต่เล็กๆ เพื่อทำให้อัตลักษณ์ตัวเองดำรงอยู่เมื่อเติบใหญ่”

สำหรับกรณีภาคใต้ เช่น เหตุการณ์ระเบิดต่างๆ ศราวุฒิ มองว่าคือเรื่องการเมือง และเอาเรื่องศาสนามาเป็นเครื่องมือบ้าง แต่ภาพรวมมุสลิมในไทย เท่าที่สัมผัส หรือกลุ่มคนไปเรียนยังประเทศตะวันออกกลางหลายหมื่นหลายพันคนนั้น ถือว่าเป็นคนมีความรู้ทางศาสนา และไม่มีแม้แต่คนเดียวไปร่วมกับกลุ่มไอเอส หรือแสดงท่าทีสนับสนุน เพราะว่าสถาบันทางด้านศาสนาต่างๆ ที่ไปเรียนไม่ให้การยอมรับกลุ่มไอเอส

“เราต้องไม่ประมาท ผมไม่แน่ใจสถานการณ์จังหวัดในชายแดนใต้ แต่คิดว่าขบวนการก่อความไม่สงบ ไม่ได้มีแค่ขบวนการเดียว อาจจะมีบางกลุ่มต้องการเจรจารัฐบาล เพื่อที่จะร่วมมือกันสร้างสังคมใหม่ขึ้นในภาคใต้ เป็นสังคมที่ให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์มลายูมากยิ่งขึ้น จากอดีตที่ผ่านมารัฐไม่ให้ความสำคัญหรือเลือกปฏิบัติ วันนี้คนกลุ่มนี้ยึดแนวทาง ต่อรอง พูดคุย สร้างข้อตกลงระหว่างกัน

แต่ไม่แน่ใจกลุ่มก่อความไม่สงบที่เป็นประชาชนคนรุ่นใหม่ยอมรับแนวทางนี้หรือไม่ และเยาวชนส่วนน้อยเหล่านี้ใช้ความรุนแรงเป็นลักษณะวิธีการก่อการร้ายด้วยซ้ำไป กลุ่มเหล่านี้เสี่ยง ถ้าไม่ให้ความสนใจ อนาคตข้างหน้าอาจกลายเป็นกลุ่มไม่เชื่อมั่นในโซลูชั่นที่รัฐมอบให้ แล้วหันไปยึดแนวทางวิธีการก่อการร้ายและเชื่อมโยงกับเครือข่ายข้างนอกก็เป็นไปได้”

ศราวุฒิ ย้ำว่า สิ่งที่รัฐบาลไทยดำเนินการอยู่ถือว่าถูกทาง คือ ไม่ใช้ความรุนแรง รักษาความยุติธรรม รวมถึงรักษาอัตลักษณ์ และควรร่วมมือกับคนที่มาพูดคุยเจรจา เพื่อให้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการแก้ปัญหาเยาวชนคนรุ่นใหม่ และอย่ามองเพียงว่าเจรจาแล้วยังเกิดความรุนแรง ซึ่งการเจรจามีเป้าหมายสร้างสังคมร่วมกันใหม่จากสิ่งที่มันผิดพลาดในอดีต และเดินไปข้างหน้าด้วยกัน กลุ่มใช้ความรุนแรงอาจจะไม่สามารถใช้มาตรการระยะสั้นได้ แต่ทำให้กลุ่มนี้เป็นพวกชายขอบ ไม่มีบทบาท ไร้การยอมรับ ก็จะสลายไปเอง

สำหรับเหตุการณ์ระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ถ้าให้มองยุทธศาสตร์กลุ่มไอเอสไม่เกี่ยวข้อง เพราะเป้าหมาย คือ การสถาปนารัฐอิสลามขึ้น หากการที่กลุ่มไอเอสก่อเหตุในกรุงเทพฯ ไม่มีผลต่อเป้าหมาย และไทยถ้าหากเสี่ยงจากการปฏิบัติการของกลุ่มไอเอส มันจะต้องเป็นพื้นที่ผลประโยชน์ของมหาอำนาจ

“เราไม่ได้เป็นประเทศมุสลิม ดังนั้นไม่สามารถที่จะมาเปลี่ยนไทยเป็นประเทศมุสลิมได้ หากปฏิบัติการจริงและส่งผลต่อภาพลักษณ์หรือต่อบทบาทเขาในพื้นที่นี้ เขาต้องแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการก่อเหตุกับผลประโยชน์มหาอำนาจ ไม่ใช่เลือกโรงพยาบาล แต่ถ้าโยงภาคใต้ บีอาร์เอ็น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

อย่างไรก็ตาม ส่วนจะโยงหรือไม่นั้น บางครั้งก็โยง เช่น เหตุระเบิดใต้หลายจุดทางภาคใต้ตอนบน และก็ระเบิดอีกหลายครั้ง มันมีส่วนเกี่ยวโยงกับขบวนการก่อความไม่สงบ แม้โรงพยาบาลก็เป็นไปได้ เพราะคนเหล่านี้ยึดแนวทางความรุนแรง ฉะนั้นไม่ต้องการความชอบธรรมใดๆ ทางการเมืองทั้งสิ้น เชื่อว่าส่วนใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มก่อความไม่สงบ ยึดแนวทางการเมือง คือ พูดคุยเจรจา และต้องการความช่วยเหลือจากประชาคมโลก อย่างองค์การความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) หรือแม้แต่สหประชาชาติ (ยูเอ็น)