หวั่นฟองสบู่ตลาดหุ้นโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/481291

หวั่นฟองสบู่ตลาดหุ้นโลก

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐที่เคลื่อนไหว ในแดนบวกช่วงที่ผ่านมานี้ เนื่องจากได้รับปัจจัยบวกจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และข้อมูลเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ได้ช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นอื่นๆ ทั่วโลกปิดทำนิวไฮเช่นกัน

ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา โดยนโยบายเศรษฐกิจของผู้นำสหรัฐคาดว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจภายในประเทศขยายตัว ขณะที่เศรษฐกิจทั่วโลก เช่น เศรษฐกิจจีน ญี่ปุ่น และประเทศยูโรโซนส่งสัญญาณฟื้นตัวด้วยเช่นกัน

เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) เพิ่มขึ้น 0.6% เมื่อเดือน ม.ค. เทียบรายเดือน หลังปรับขึ้น 0.3% ในเดือน ธ.ค.ขยายตัวมากที่สุดในรอบกว่า 4 ปี อีกทั้งเมื่อเทียบรายปี ซีพีไอปรับตัวขึ้น 2.5% ในเดือน ม.ค. จากที่ขยายตัว 2.1% เมื่อเดือน ธ.ค. ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2012 เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และราคาเชื้อเพลิงปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.8% คิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของดัชนี

ในวันเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือน ม.ค. โดยได้แรงหนุนจากการซื้อเครื่องใช้และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ปรับตัวขึ้น รวมถึงการที่ภาคครัวเรือนจับจ่ายใช้สอยนอกบ้านมากยิ่งขึ้น

ข้อมูลดังกล่าวประกอบการส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ของ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระหว่างแถลงต่อคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจร่วมของสภาคองเกรสเมื่อวันที่ 14-15 ก.พ.ที่ผ่านมา ส่งผลให้เมื่อคืนวันที่ 15 ก.พ. ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับตัวขึ้น 107.45 จุด ปิดที่ 20,611.86 จุด เช่นเดียวกับดัชนีเอสแอนด์พี 500 ที่เพิ่มขึ้น 0.5% ปิดที่ 2,349.25 จุด ซึ่งเป็นการปิดตลาดที่ระดับนิวไฮ ล่าสุดของทั้งสองดัชนี โดยดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดในแดนบวกติดต่อกัน 7 วันทำการ

นอกเหนือจากตลาดหุ้นสหรัฐแล้ว ดัชนีสต็อกซ์ ยุโรป 600 ปรับขึ้น 0.3% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2015 ระหว่างการซื้อขายเมื่อคืนวันที่ 15 ก.พ.

ทิศทางบวกดังกล่าวยังดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงวันที่ 16 ก.พ. โดยดัชนีฟุตซี ออล-เวิลด์ อินเด็กซ์ ซึ่งมีสัดส่วนหุ้นสหรัฐอยู่ในดัชนีถึง 50% พุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2015 โดยดัชนีดังกล่าวปรับขึ้นมาแล้ว 8.1% นับตั้งแต่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง ขณะที่ดัชนีเอ็มเอสซีไอ เอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งไม่รวมตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปรับขึ้น 0.2% แตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปีระหว่างการซื้อขายด้วยเช่นกัน

วิตกฟองสบู่ตลาดหุ้น

แม้เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐ จะช่วยหนุนตลาดหุ้นทั่วโลกเคลื่อนไหวแดนบวกอย่างต่อเนื่อง แต่นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าทิศทางดังกล่าวอาจก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่ขึ้นในตลาดหุ้น

“ไม่มีสินทรัพย์ราคาถูกอีกต่อไป และสินทรัพย์เสี่ยงจำนวนมากกำลังมีราคาแพงขึ้นอย่างสุดขีด” เดวิด โรเซนเบิร์ก นักกลยุทธ์จากบริษัทบริหารจัดการความมั่งคั่ง กลัสกิน เชฟฟ์ ในแคนาดากล่าว พร้อมเสริมว่า มูลค่าของตลาดหุ้นในขณะนี้อยู่เหนือค่าเฉลี่ยในช่วงที่ผ่านมา

ด้าน อเล็ก หว่อง ผู้อำนวยการบริษัทให้บริการทางการเงิน แอมเพิล ไฟแนนซ์ กรุ๊ป ในฮ่องกง เปิดเผยว่า เมื่อพิจารณาจากมุมมองเชิงเทคนิค ตลาดหุ้นจำนวนมากมีมูลค่าสูงเกินจริงเล็กน้อย หลังทำนิวไฮติดต่อกันในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยหว่องยกตัวอย่างดัชนีเอ็มเอสซีไอ เอเชีย นอกตลาดหุ้นญี่ปุ่น มีการซื้อขายมากเกินไปสูงที่สุดในขณะนี้นับตั้งแต่ปี 2015 และมองว่าขณะนี้นักลงทุนจำนวนมากกำลังเก็งกำไรในตลาดหุ้น

รอยเตอร์สเปิดเผยว่า สถานการณ์ดังกล่าวเริ่มเกิดขึ้นในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน โดยค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวลง เนื่องจากนักลงทุนเข้าไปซื้อขายเก็งกำไร

รายงานระบุว่า ดัชนีดอลลาร์ อินเด็กซ์ ที่วัดการเคลื่อนไหวของค่าเงินเหรียญสหรัฐเทียบกับ 6 สกุลเงินหลักทั่วโลก ปรับตัวลงแตะระดับ 100.92 จุด ระหว่างการซื้อขายในวันที่ 16 ก.พ. หลังพุ่งขึ้นแตะ 101.76 จุด ซึ่งสูงสุดในรอบ 1 เดือนเมื่อวันก่อนหน้านี้

“ยอดค้าปลีกสหรัฐที่ขยายตัวดูเหมือนได้แรงหนุนจากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น มากกว่าจะมาจากการบริโภคที่แท้จริงปรับตัวขึ้น และนักลงทุนฉวยโอกาสเก็งกำไรค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อยู่ในช่วงขาขึ้น” ชิน คาโดตะ นักกลยุทธ์ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากธนาคารบาร์เคลย์ กล่าว

 

ภาษีสหรัฐสะท้านเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 07:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/479029

ภาษีสหรัฐสะท้านเอเชีย

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

พรรครีพับลิกันซึ่งครองเสียงส่วนใหญ่ในสภาคองเกรส เสนอแผนการจัด เก็บภาษีพรมแดนจำแนกตามถิ่นที่มา (Border Tax Adjustment) โดยจะเก็บภาษีกับบริษัทสหรัฐที่นำเข้าสินค้าหรือวัสดุจากต่างชาติมาผลิตหรือขาย แต่จะไม่เก็บภาษีหากส่งออกสินค้าหรือ วัสดุใดๆ เปรียบเทียบโดยง่ายเหมือนสินค้าที่มาจากต่างประเทศต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาอีก เพื่อเป็นการช่วยให้เอกชนสหรัฐนำเข้าสินค้าต่างชาติน้อยลงและหันมาผลิตในประเทศมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การขึ้นภาษีของทรัมป์จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศในเอเชีย

โรบิน วินเกลอร์ และจอร์จ ซาราเวลอส นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารดอยช์แบงก์ คาดการณ์ว่า หากมีการใช้ภาษีดังกล่าวจริง โดยมีการเก็บภาษีนำเข้า 20% นอกจากจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุดต่อเม็กซิโก ตามมาด้วยแคนาดาแล้ว ประเทศผู้ผลิตเอเชียอย่าง เวียดนาม มาเลเซีย และไทย ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย หลังสินค้าจากต่างชาติจะมีราคาแพงขึ้นตามภาษี ซึ่งส่งผลให้สินค้าที่ผู้บริโภคอ่อนไหวต่อการขึ้นราคา ได้รับผลกระทบหนัก

รายงานระบุว่า ผลกระทบต่อการค้าสุทธิเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ของเม็กซิโกจะสูงถึง 6.5% ตามมาด้วยเวียดนามและแคนาดาที่ราว 4.5% ส่วนมาเลเซียได้รับผลกระทบมากกว่า 2.5% ขณะที่ไทยและไต้หวันจะได้รับผลกระทบราว 1.5%

“ในมุมมองของเรา ผลกระทบจากการขึ้นภาษีจะรุนแรงมาก พวกเราคาดว่าภาษีปรับตามถิ่นที่อยู่จะเป็นหนึ่ง ในความเสี่ยงให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นในช่วงปีหน้า” วินเกลอร์และ ซาราเวลอส ระบุในรายงาน โดยแม้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นจะช่วยเพิ่มศักยภาพการส่งออกของประเทศที่ได้รับผลกระทบและลดข้อได้เปรียบของผู้ส่งออกสหรัฐ แต่มาตรการดังกล่าวจะกระทบกับความสัมพันธ์ทางการค้าแบบทวิภาคีได้

ความเสี่ยงเอเชียสะพัด

แม้จากการคำนวณของดอยช์แบงก์ สิงคโปร์จะได้รับผลกระทบต่อการค้าสุทธิน้อยกว่า 1.5% แต่จากการประเมินของธนาคารโนมูระแล้ว สิงคโปร์กลับเผชิญปัจจัยเสี่ยงสูงมากที่สุดในเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) ถึง 5 ประการ อาทิ 1.นโยบายเศรษฐกิจทรัมป์ในด้านการปกป้องการค้า เช่น การขึ้นภาษี 2.การให้แรงจูงใจให้บริษัทสหรัฐส่งเงินกลับประเทศมากขึ้น 3.นโยบายกระตุ้นทางการคลังของทรัมป์ ซึ่งเพิ่มแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยยังทำให้สิงคโปร์เสี่ยงในด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่เหรียญสหรัฐมีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้น ซึ่งนับเป็นปัจจัยที่ 4 โดยโนมูระคาดการณ์ว่า ค่าเงินเหรียญสหรัฐจะแข็งค่าขึ้นถึง 130 เยน/เหรียญสหรัฐ จาก ระดับ 112 เยน/เหรียญสหรัฐในปัจจุบัน และอยู่ที่ 0.95 ยูโร/เหรียญสหรัฐ ภายในสิ้นปี 2017 ขณะที่สิงคโปร์ยังเสี่ยง ในด้านการเผชิญหน้าทางนโยบาย ต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน ไทยและอินเดียเป็นประเทศที่เผชิญปัจจัยเสี่ยงสูงน้อยที่สุดในเอเชีย โดยไทยเผชิญความเสี่ยงสูงในด้านเดียว คือ นโยบายปกป้องการค้าและสงครามการค้า ขณะที่อินเดียเผชิญกับความเสี่ยงในด้านการเข้มงวดนโยบายผู้อพยพ โดยชาวอินเดียมีการใช้วีซ่าแรงงานมีทักษะ H-1B ซึ่งทรัมป์ต้องการปราบปราม การเข้าทำงานในสหรัฐคิดเป็นสัดส่วนมากที่สุด 70%

ด้านจีนเผชิญความเสี่ยงด้วยกัน 3 ประการ ได้แก่ การแข็งค่าขึ้นของเหรียญสหรัฐ นโยบายปกป้องการค้าและสงครามการค้า รวมถึงการเผชิญหน้าด้านนโยบายต่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์

ไอเอ็มเอฟเตือนความผันผวน

มิตซึฮิโระ ฟุรุซาวะ รองกรรมการผู้จัดการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจเอเชียในระยะสั้นจะยังคงแนวโน้มความแข็งแกร่งไว้ได้ แต่เศรษฐกิจเอเชียก็ยังต้องเผชิญความเสี่ยงหลายประการ โดยความไม่แน่นอนด้านนโยบายของทรัมป์จะก่อให้เกิดความผันผวนทางการเงินในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

ทั้งนี้ นักลงทุนเริ่มแสดงความกังวลต่อนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ โดยดัชนีค่าเงินเหรียญสหรัฐปรับลงไปแตะจุดต่ำสุดตั้งแต่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา ระหว่างการซื้อขายของเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับตัวลดลงจากระดับ 20,000 จุด ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังทรัมป์มีคำสั่งพิเศษคุมเข้มผู้อพยพและผู้ลี้ภัย

ขณะเดียวกัน แม้ไอเอ็มเอฟจะปรับขึ้นคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐในรายงานประจำเดือน ม.ค.จาก 2.2% เป็น 2.3% สำหรับปี 2017 นี้ และปรับขึ้นของปี 2018 จาก 2.1% เป็น 2.5% แต่ฟุรุซาวะ ระบุว่า ความไม่แน่นอนด้านนโยบายของทรัมป์ส่งผลให้แนวโน้มดังกล่าวผันผวนตามไปด้วย

 

เปิดแฟ้มคดี ‘โรลส์-รอยซ์’ ฉาวสะท้านอังกฤษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2560 เวลา 07:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/476649

เปิดแฟ้มคดี 'โรลส์-รอยซ์' ฉาวสะท้านอังกฤษ

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

อังกฤษสอบสวนโรลส์-รอยซ์ พัวพันคดีติดสินบนใน 7 ประเทศ หลังบริษัทประกาศจ่ายค่ายอมความรวม 671 ล้านปอนด์ (ราว 2.8 หมื่นล้านบาท) ให้กับหน่วยงานใน 3 ประเทศ

บริษัท โรลส์-รอยซ์ ผู้ผลิตยานยนต์และเครื่องยนต์อากาศยาน เป็นบริษัทซึ่งโดดเด่นและโด่งดังจากเกาะอังกฤษ ด้วยการสามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นจาก 2,800 ล้านปอนด์ (ราว 1.2 แสนล้านบาท) ในปี 1987 เป็น 7.6 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 3.2 ล้านล้านบาท) เมื่อปีที่แล้ว ทว่ายอดขายดังกล่าวกลับได้มาอย่างไม่โปร่งใส และนำไปสู่การสืบสวนของสำนักงานสืบสวนการฉ้อฉลรุนแรงของสหราชอาณาจักร (เอสเอฟโอ) ในปี 2012

การสืบสวนดังกล่าวย้อนหลังไปจนถึงปี 1989 พบว่าโรลส์-รอยซ์มีการจ้างคนกลางเพื่อช่วยเหลือในการซื้อขายเครื่องยนต์ ซึ่งนำไปสู่การติดสินบนใน 7 ประเทศ เช่น ไทย จีน อินเดีย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย และสร้างรายได้ให้กับโรลส์-รอยซ์เป็นจำนวนเงิน 250 ล้านปอนด์ (ราว 1 หมื่นล้านบาท) จนกระทั่งเมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา โรลส์-รอยซ์ประกาศจ่ายค่ายอมความรวม 671 ล้านปอนด์ (ราว 2.8 หมื่นล้านบาท) ให้กับหน่วยงานใน 3 ประเทศ คือ อังกฤษ สหรัฐ และบราซิล ซึ่งต่างมีการ สอบสวนโรลส์-รอยซ์ด้วยเช่นกัน

“กรณีของโรลส์-รอยซ์แสดงให้เห็นถึงการละเมิดกฎหมายอาญาอย่างร้ายแรงในส่วนของการติดสินบนและคอร์รัปชั่น” เซอร์ ไบรอัน เลฟซัน ผู้พิพากษาและผู้อนุมัติให้ปรับโรลส์-รอยซ์ กล่าวว่า จากการสอบสวนพบหลักฐานที่ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมีส่วนรู้เห็นและยังอยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัท

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจปรับเงินเพื่อเป็นค่ายอมความแทนการดำเนินคดี เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย โดย เลฟซัน เปิดเผยสาเหตุที่ไม่มีการดำเนินคดีกับโรลส์-รอยซ์ ว่าผู้ผลิตเครื่องยนต์อากาศยานดังกล่าวเป็นผู้แจ้งความผิดปกติให้กับเอสเอฟโอในทีแรก และยังใช้งบประมาณ 120 ล้านปอนด์ (ราว 5,148 ล้านบาท) ในการสอบสวนภายใน รวมถึงยังให้ความร่วมมืออย่างดีและปรับเปลี่ยนองค์กรหลังพบความผิดปกติ

“โรลส์-รอยซ์ไม่ใช่บริษัทเดิมที่เคยเป็น” เลฟซัน กล่าว

ขณะเดียวกันผู้พิพากษาคนดังกล่าว ยังระบุว่า การดำเนินคดีทางอาญากับโรลส์-รอยซ์นั้นรุนแรงจนเกินไป ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจที่โรลส์-รอยซ์ มีการจ้างงานมากถึง 5 หมื่นอัตรา ขณะที่การดำเนินคดีอาญาจะทำให้ทางเอสเอฟโอซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐ ต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาลเพิ่มขึ้นอีก จากเดิมที่มีการใช้งบประมาณไปแล้ว 13 ล้านปอนด์ (ราว 557 ล้านบาท) มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ของเอสเอฟโอ

อย่างไรก็ตาม เลฟซัน ระบุว่า อาจจะมีการดำเนินคดีทางอาญาเป็นรายบุคคล โดยพนักงาน 38 คนของ โรลส์-รอยซ์ พบมีความผิดในการสอบสวนที่ผ่านมา ซึ่ง 6 คนในจำนวนดังกล่าวถูกไล่ออกและอีก 11 คน ออกจากบริษัทระหว่างที่มีการสืบสวน

หลังกลายเป็นเรื่องอื้อฉาว แบร์รี การ์ดิเนอร์ รัฐมนตรีเงาด้านการค้าระหว่างประเทศของพรรคแรงงาน พรรคฝ่ายค้านของอังกฤษ เรียกร้องให้ปลดยศอัศวินของเซอร์ จอห์น โรส อดีตประธานบริหาร (ซีอีโอ) ของโรลส์-รอยซ์ ตั้งแต่ปี 1996-2011 ออก หลังขาดคุณสมบัติจากเหตุอื้อฉาวดังกล่าว ขณะที่ยังเรียกร้องให้ดำเนินคดีอาญาเป็นรายบุคคลอีกด้วย

การสอบสวนของอังกฤษ

ไทย : จ้างคนกลางมากกว่า 36 ล้านเหรียญสหรัฐ นำไปสู่การติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐและพนักงานการบินไทย เพื่อขายเครื่องยนต์ 3 ครั้ง ระหว่างปี 1991-2005
อินโดนีเซีย : ให้เงินจำนวน 2.25 ล้านเหรียญสหรัฐ  พร้อมรถยนต์แก่คนกลาง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อเอื้อต่อการขายเครื่องยนต์
จีน : จ่ายเงิน 5 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้กับผู้บริหารรายหนึ่งของไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส เพื่อขายเครื่องยนต์
มาเลเซีย : จ่ายเงิน 3.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้กับผู้บริหารของแอร์เอเชีย เพื่อบริการซ่อมบำรุงเครื่องบินของโรลส์-รอยซ์
อินเดีย : ใช้คนกลางเพื่อให้ได้สัญญาด้านความมั่นคงของรัฐบาลอินเดียและติดสินบนกับเจาหน้าที่สรรพากรหลังรัฐบาลอินเดียขอรายชื่อคนกลางของโรลส์-รอยซ์
รัสเซีย : ติดสินบนเพื่อชนะสัญญาโครงการก๊าซ “พอร์โทวายา” ของก๊าซพรอม รัฐวิสาหกิจน้ำมันรัสเซีย
ไนจีเรีย : โรลส์-รอยซ์จ้างงานเอกชนไนจีเรีย ที่ต่อมาติดสินบนเจ้าพนักงานเพื่อให้ได้สัญญาโครงการพลังงาน 2 โครงการ

การสอบสวนของสหรัฐ

ไทย : โรลส์-รอยซ์ และโรลส์-รอยซ์ เอ็นเนอร์จี ซิสเต็ม ว่าจ้างคนกลางซึ่งนำไปสู่การติดสินบนเจ้าหน้าที่ใน ปตท. มากกว่า 11 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงปี 2003-2013
บราซิล : จ้างงานคนกลาง 9.32 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่ง 1.6 ล้านเหรียญสหรัฐ กลายเป็นเงินติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐบราซิล เพื่อให้ได้สัญญากับปิโตรบาส รัฐวิสาหกิจน้ำมันบราซิล
คาซัคสถาน : จ่าย “ค่าคอมมิชชั่น” 5.44 ล้านเหรียญสหรัฐ กับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อให้ได้สัญญาพลังงานลมในปี 2009 รวมถึงขายวัสดุและการบริการในปี 2012
อาเซอร์ไบจาน : ปี 2000-2009 โรลส์-รอยซ์ เอ็นเนอร์จี ซิสเต็ม จ่าย “ค่าคอมมิชชั่น” 7.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อชนะสัญญาขายกังหันลม ซึ่งทำเงินได้ 50 ล้านเหรียญสหรัฐ
อิรัก : ติดสินบนระหว่างปี 2006-2009 เพื่อขายกังหัน รวมถึงให้รอดพ้นจากการถูกแบล็กลิสต์
อังโกลา : จ่ายเงิน 1.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น “ค่าคอมมิชชั่น” เพื่อโครงการที่สร้างรายได้ให้ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ

ภาพ เอเอฟพี

 

แบงก์ปิดสาขา หันพัฒนาออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2560 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/484462

แบงก์ปิดสาขา หันพัฒนาออนไลน์

โดย…พรสวรรค์ นันทะ

การเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกรรมการเงินออนไลน์ที่ได้รับแรงส่งจากโทรศัพท์มือถืออย่างสมาร์ทโฟน ได้ทำให้การดำเนินธุรกิจธนาคารพาณิชย์เปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะความต้องการใช้สาขาของลูกค้าลดลง หันไปใช้บริการธนาคารทางอิเล็กทรอนิกส์มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องฝากเงิน เครื่องเอทีเอ็ม เครื่องปรับสมุดบัญชีอัตโนมัติ เครื่องรับฝากเช็ค ฯลฯ

การเปลี่ยนแปลงนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะหยุดเมื่อไหร่ ทั้งนี้ อนุชิต อนุชิตานุกูล ประธานสายพัฒนาระบบงานช่องทางขายและผลิตภัณฑ์ ธนาคารเกียรตินาคิน เปิดเผยว่า แนวโน้มการลดลงของจำนวนสาขาธนาคารพาณิชย์ในระยะต่อไปน่าเร่งตัวขึ้นอีกเพราะพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนเร็วมาก

“การลดลงน่าจะมีอัตราที่เร่งขึ้นอีก ลูกค้าต้องการความสะดวกรวดเร็ว จึงหันไปเลือกใช้บริการอินเทอร์เน็ต โมบายแบงก์ หรือช่องทางเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สะดวกรวดเร็วกว่ามากขึ้น  เห็นได้จากช่องทางการใช้บริการอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งและโมบายแบงก์กิ้งเมื่อ  5 ปีที่แล้ว ที่มีอยู่ประมาณ 6 ล้านบัญชี ปัจจุบันเพิ่มเป็นประมาณ 30 กว่าล้านบัญชี เพิ่มหลายเท่า” อนุชิต กล่าว

เมื่อธุรกรรมผ่านสาขามีน้อยก็อาจไม่คุ้มทุน ธนาคารจึงต้องปรับการให้บริการให้ตรงตามความต้องการของลูกค้ามากขึ้น การปิดสาขาจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก

ณ เดือน ม.ค. 2560 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานจำนวนสาขาธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศและสาขาธนาคารต่างประเทศ ที่เปิดให้บริการอยู่ทั่วประเทศ พบว่าจำนวนสาขาธนาคารทั้งระบบลดลง 59 แห่ง หรือ 0.84% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน จาก 7,063 แห่ง เหลือ 7,004 แห่ง

ทั้งนี้ หากแบ่งรายละเอียดตามรายภาคจะพบว่าทุกภาคมีจำนวนสาขาลดลงทั้งนั้น แบ่งเป็น สาขาในเขตกรุงเทพฯ ลดลง 34 แห่ง จาก 2,174 แห่ง เหลือ 2,140 แห่ง  ภาคกลางลดลง 13 แห่ง จาก 2,229 แห่ง เหลือ 2,216 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือลดลง 2 แห่ง จาก 962 แห่ง เหลือ 960 แห่ง ภาคเหนือลดลง 5 แห่ง จาก 838 แห่ง เหลือ 833 แห่ง และภาคใต้ลดลง 5 แห่ง จาก 860 แห่ง เหลือ 855 แห่ง

จำนวนสาขาธนาคารที่ลดลงนั้น ส่วนใหญ่ธนาคารจะการปิดสาขาที่ซ้ำซ้อน หรืออยู่ในทำเลใกล้เคียงกันก่อน เพราะเปิดไปก็ไม่คุ้มต้นทุนการดำเนินงาน  และการปิดสาขาเช่นนี้ไม่กระทบต่อการให้บริการลูกค้า เนื่องจากลูกค้าไปใช้บริการสาขาใกล้เคียงได้ และเลือกนำเทคโนโลยีอัตโนมัติต่างๆ รวมถึงเทคโนโลยีการเงิน (ฟินเทค) และการบริการช่องทางอื่นๆ มาทดแทน

“การหันไปใช้บริการช่องทางอื่นของลูกค้า จนทำให้ธุรกรรมผ่านสาขาลดลงไม่ได้กระทบต่อธุรกรรมหรือรายได้ของธนาคารในภาพรวมลดลง การปิดสาขาเป็นผลดีด้วยซ้ำ เพราะช่วยลดต้นทุน ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้เกิดการคิดบริการใหม่ๆ มากขึ้นลดความไม่มีประสิทธิภาพในการให้บริการลงได้ และยังช่วยให้เกิดโอกาสเสนอบริการใหม่ๆ ในบางจุดของผู้ให้บริการบางรายด้วย ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของธุรกิจ” อนุชิต กล่าว

สมรภูมิการแข่งขันของธนาคารปัจจุบัน คือ สาขาในห้างสรรพสินค้า ที่มีลูกค้ามาใช้บริการมากกว่าธนาคารที่เป็นสาขาเดี่ยวๆ ทุกธนาคารจะต้องมีสาขาในห้างสรรพสินค้าชั้นนำไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด เพราะไลฟ์สไตล์คนไทยนิยมไปเดินห้าง แล้วทำธุรกรรมได้ครบ ทั้งช็อปปิ้ง รับประทานอาหาร ทำธุรกรรมการเงิน

อย่างไรก็ดี แม้จะมีบางธนาคารปิดสาขาไปบ้าง แต่บางธนาคารก็ยังเปิดสาขาเพิ่ม อาทิ กรุงศรีอยุธยาเพิ่มขึ้น 23 แห่ง เป็น 659 แห่ง  กรุงเทพเพิ่มขึ้น 17 แห่ง เป็น 1,157 แห่งไทยเครดิต เพิ่ม 14 แห่ง เป็น 88
แห่ง แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพิ่มขึ้น 7 แห่ง เป็น 133 แห่ง ธนาคารแห่งประเทศจีนเพิ่มขึ้น 3 แห่ง เป็น 9 แห่ง โดยเพิ่มจากการขยายไปเปิดสาขาในภาคตะวันออกเฉียงเหลือ ภาคเหนือ และภาคใต้อย่างละแห่ง และ ธนาคารไอซีบีซี ไทย เพิ่ม 1 แห่ง เป็น 21 แห่ง เป็นต้น

นอกจากนี้ สาขาธนาคารหลายแห่งยังคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง เช่น กรุงไทยอยู่ที่ 1,213 แห่ง ทิสโก้อยู่ที่ 57 แห่ง เมกะสากลพาณิชย์ 5 แห่ง เอเอ็นแซด ไทย  1 แห่ง ซูมิโตโม มิตซุย ทรัสต์ (ไทย) 1 แห่ง เป็นต้น

 

ปฏิรูปวิธีปรองดอง เพื่อ 100 ปีประชาธิปไตย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2560 เวลา 11:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/483731

ปฏิรูปวิธีปรองดอง เพื่อ 100 ปีประชาธิปไตย

โดย…ศุภชัย แก้วขอนยาง/ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

นับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดำเนินการตั้งคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวเพื่อขยายผลการทำงานออกมาเป็นระยะ

หนึ่งในนั้น คือ การตั้งทีมที่ปรึกษาในการช่วยระดมสมองอย่างทีมที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยคณะกรรมการชุดนี้เป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความสามัคคีและเตรียมประชุมนัดแรกในวันที่ 6 มี.ค.

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะหนึ่งในที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฯ ได้ให้เวลากับโพสต์ทูเดย์ในการสนทนาถึงแนวทางการสร้างความปรองดองไว้อย่างน่าสนใจ

การสนทนาเริ่มต้นด้วยคำถามว่าทำไมประเทศไทยมีคณะกรรมการปรองดองมาหลายชุด แต่กลับไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ซึ่ง พล.อ.เอกชัย มีคำตอบให้ว่า “ส่วนใหญ่คณะกรรมการแต่ละชุดจะทำงานในรูปแบบของการค้นหาความจริงและหาสาเหตุความขัดแย้ง และข้อเสนอของการแก้ไขปัญหาในอนาคต แต่ขาดแผนปฏิบัติการ หรือผู้นำแต่ละยุคไม่ตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำ

“สมัยก่อนที่รัฐสภาดำเนินการโดยท่านดิเรก ถึงฝั่ง (อดีต สว.นนทบุรี อดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ) ก็จบแค่รัฐสภา ไม่มีการทำต่อจากนั้น พอมาสมัยนายกฯ อภิสิทธิ์ตั้งคณะกรรมการ 5 คณะ ทำเสร็จเก็บขึ้นหิ้งหมด ไม่ได้เอามาปฏิบัติทั้งสิ้นเลย เพราะฉะนั้น เราคิดว่าถึงแล้วต้องทำเชิงปฏิบัติการ ไม่ใช่มานั่งพูดๆ กันและทำรูปเล่มรายงานส่งไปแล้วไปเก็บไว้อีก

“ที่ผ่านมา ฝ่ายการเมืองไม่อยากตัดสินใจทำเรื่องนี้ เพราะคนจะทำเรื่องนี้ต้องอดทน อดทนที่ต้องทำเรื่องนี้ให้มันต่อเนื่องไป เพราะเราต้องมีจุดยืนว่าเราเป็นกลาง และต้องเปิดใจรับฟังทุกเสียงแม้แต่เสียงที่เราไม่ชอบที่อยากจะฟัง เราก็ต้องฟัง”

นอกจากปัจจัยเกี่ยวกับฝ่ายการเมืองแล้ว พล.อ.เอกชัย เห็นว่า การขาดความต่อเนื่องในการทำงานก็ถือเป็นอีกปัจจัยที่เป็นอุปสรรคเช่นกัน

“ความต่อเนื่องในการทำงานนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเหมือนกัน เท่าที่ได้ประชุมในเวทีต่างประเทศมาพบว่าประเทศที่แก้ไขปัญหาได้สำเร็จก็เพราะอาศัยความต่อเนื่อง อย่างประเทศฟิลิปปินส์ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างสันติภาพเพราะมีการตั้งสำนักงานเรื่องนี้ภายใต้สำนักงานของประธานาธิบดี ช่วยให้การทำงานเดินต่อเนื่องไปได้มาเป็น 30-40 ปี

“แต่สำหรับบ้านเราแล้วพอใครขึ้นมาใหม่ก็ต้องเริ่มต้นใหม่ทุกที คุณจะเริ่มต้นใหม่ไปทำไมในเมื่อของเก่าก็ดีอยู่แล้ว ทั้งที่ทำกันมาเป็น 10 ฉบับสูงกว่าหัวเข่าอีก จะไปเริ่มใหม่ทำไม มีแต่คนคิดแต่ไม่มีคนทำ ถึงแล้วที่ต้องทำ”

เมื่อการปรองดองมาเริ่มในช่วงปลายของรัฐบาลและในอนาคตจะต้องมีการเลือกตั้ง จะส่งผลให้การสร้างความปรองดองขาดความต่อเนื่องหรือไม่อย่างไร? พล.อ.เอกชัย เห็นว่า “ในอนาคตจะมีการเลือกตั้งไม่เป็นไร แต่ต้องทำแผนการปฏิบัติให้รูปธรรมด้วยการเอาเข้าไปสู่ระบบของงบประมาณด้วยว่าต้องมีงบประมาณสนับสนุนแผนการดำเนิน พูดง่ายๆ คือ ต้องแผนนี้ให้เป็นรูปของกฎหมาย ใครไม่ทำไม่ได้มิเช่นนั้นจะถือว่าเป็นความผิด

“เรื่องปรองดองต้องใช้ระยะเวลาจะทำระยะสั้นไม่ได้ เราลองดูง่ายๆ ว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมามีความขัดแย้งเยอะ ทุกอย่างสะสมเอาไว้เป็นเวลานาน เพราะคุณไม่เคยเริ่มต้น มันต้องเริ่มต้นที่ต้องเคาะและเดินหน้าสักที จะ 3 ปี 5 ปี 10 ปี 20 ปีมันต้องเดินไปตลอด มิเช่นนั้นมันก็ไม่จบ”

พล.อ.เอกชัย อธิบายอีกว่า “7 ใน 10 ประเทศที่มีปัญหาความขัดแย้งที่เราศึกษาพบว่าถ้าทั้งสองฝ่ายมีเจตจำนงทางการเมืองที่จะทำร่วมกัน อย่างนั้นการปรองดองสำเร็จ แต่วันนี้สำหรับบ้านเรากำลังมีคำถามว่ามีเจตจำนงทางการเมืองร่วมกันหรือไม่ ส่วนตัวยังเห็นว่าต่างฝ่ายยังอยากจะเอาชนะกันอยู่ เพื่อที่จะหวังว่าเมื่อมีการเลือกตั้งแล้วตัวเองจะเป็นฝ่ายชนะ

“คนไทยมีความขัดแย้งกันมาตลอด และใช้รูปแบบการแก้ไขปัญหาเดิมมาตลอด จึงถึงเวลาแล้วที่เราไม่สามารถรออีกต่อไป ถ้ารอบ 20 ปีข้างหน้าแล้วค่อยมาแก้ ก็จะครบ 100 ปีประชาธิปไตย รอไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ต้องแก้ ณ บัดนี้ เพื่อให้การครบรอบ 100 ปีประชาธิปไตยไทย เข้ารูปเข้ารอยเสียที”

ประเด็นหนึ่งที่ พล.อ.เอกชัย ได้ย้ำ คือ การเริ่มต้นแก้ปัญหาความปรองดองจะเริ่มจากที่ตัวคนและการนิรโทษกรรมทันทีไม่ได้

“เอาตัวคนมาเป็นตัวตั้งไม่ได้ อย่างนั้นมันไปไม่ได้ แต่ต้องแก้ปัญหาด้วยการเมืองมองที่ระบบและโครงสร้างว่าเรายังขาดอะไร เช่น คนไทยยังไม่เคารพกติกาใช่ไหม องค์กรบังคับใช้กติกาก็ยังไม่เข้มแข็งใช่ไหม ทุกอย่างถูกซุกมาตลอด เป็นต้น

“นิรโทษกรรม จะอยู่ในส่วนอำนวยความยุติธรรมและการให้อภัย ที่จริงคำคำนี้ก็กลายเป็นคำเป็นพิษไปแล้วนะ ใครยกขึ้นมาพูดเมื่อไหร่ คนนั้นก็จะเป็นปัญหา แต่การนิรโทษกรรมก็คงต้องดูในรายละเอียดว่าจะให้ครอบคลุมขนาดไหน ซึ่งการนิรโทษกรรมจะเป็นการช่วยให้คนมีความสำนึกผิดและให้อภัยกัน

“เรื่องนี้เป็นเรื่องจำเป็นในการดำเนินการ เพราะต้องมีกฎหมายรองรับ ในอดีตประเทศไทยก็เคยทำกฎหมายนิรโทษกรรมมาแล้วหลายครั้ง ดังนั้น ถือว่ายังเป็นกลไกที่ต้องใช้อยู่ เพียงแต่อาจต้องมีการกำหนดกรอบเวลาและเนื้อหาให้ชัดเจนเท่านั้น เพราะไม่สามารถทำได้ทันทีทันใด ซึ่งอาจจะเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ก่อน”

สำหรับท่าทีของพรรคการเมืองที่แสดงออกมาในเวลานี้ พล.อ.เอกชัย คิดว่า “วันนี้เป็นบทเรียนของนักการเมือง เมื่อไหร่คุณทะเลาะกันและไม่ยอมจบด้วยคุณเอง ก็จะมีคนมาช่วยจบ พอมีคนมาช่วยจบ คุณมีแต่เสียคุณไม่มีได้เลย วันนี้ทั้งสองฝ่ายเริ่มตระหนักรู้แล้วว่าปล่อยให้ตาอยู่เอาไปกิน ตาอยู่กินยาวเลยนะ และเป็นบทเรียนให้ทหารด้วย ทหารถ้าคุณเข้ามาแบบนี้นะ แล้วคุณไม่มีชุดความรู้และความคิดที่จะบริหารจัดการเมืองที่ดี คุณก็โดนวิจารณ์ทุกวันแบบนี้

“ผมเชื่อว่า การเมืองจะไม่เป็นแบบเดิม เพราะมีบทเรียนกันมาแล้ว ทหารก็มีบทเรียนด้วย ทหารก็จะไม่เข้ามาง่ายๆ เพราะเข้ามาง่ายๆ คุณเสียคนนะ ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ความขัดแย้งยังมีอยู่ ออกไปแล้วจะเอาอะไรส่งมอบให้กับคนที่เหลืออยู่”

สุดท้าย พล.อ.เอกชัย เชื่อว่า “ยังมีความหวังและโอกาสของการสร้างความปรองดอง แม้จะเริ่มช่วงปลายก็ตาม เพราะยังดีกว่าไม่เริ่มต้นอะไรเลย แต่เมื่อมีการเริ่มต้นแล้วจะต้องมีการเตรียมการส่งมอบเพื่อให้งานนี้เดินต่อไปได้ จะไปส่งมอบงานแบบอดีตไม่ได้ เพราะอย่างนั้นจะไม่มีทางเดินหน้าไปได้

“บ้านเรานี่ดีอย่างนะ เวลาขัดแย้งกัน ถ้าเป็นต่างประเทศ ตายเป็นหมื่นเป็นแสนคน แต่บ้านเราไม่ได้เป็นแบบนั้น ถือว่าเป็นต้นทุนของประเทศเรา ดังนั้น ต้องคิดให้ดีและเดินหน้าต่อไปให้ถูกต้อง”พล.อ.เอกชัย สรุป

 

เจ้าพ่อแสนแสบ “เชาวลิต” จากเรือขนส่งสู่ท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2560 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/483706

เจ้าพ่อแสนแสบ "เชาวลิต" จากเรือขนส่งสู่ท่องเที่ยว

โดย…จะเรียม สำรวจ

ท่ามกลางชีวิตที่เร่งรีบของคนกรุงเทพฯ ที่ต้องฝ่าฟันกับการจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก การใช้เวลาในการเดินทางไปทำงานให้ทันเวลาถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งการย่นระยะเวลาในการเดินทางไปทำงานนอกจากจะใช้วิธีด้วยการโดยสารรถประจำทาง รถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ และเรือด่วนเจ้าพระยาแล้ว การใช้บริการเรือด่วนคลองแสนแสบก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนกรุงเทพฯ

ด้วยค่าบริการที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า คือ เริ่มต้นที่ 9 บาท และสูงสุดที่ 19 บาท จึงทำให้เรือโดยสารคลองแสนแสบได้รับความนิยมเป็นอย่างดี ด้วยเหตุผลที่เข้าใจความเดือดร้อนของคนกรุงเทพฯ ที่ใช้ชีวิตมนุษย์เงินเดือนด้วยความรีบเร่ง บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จึงเป็นผู้ประกอบการรายเดียวที่เหลืออยู่จากการทำธุรกิจให้บริการเรือโดยสารในลำคลอง หลังจากก่อนหน้ามีหลายรายที่โดดเข้ามาทำธุรกิจ แต่แล้วก็ต้องโบกมือลาไป เพราะบริการไม่ตอบโจทย์ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นคลองลาดพร้าว คลองผดุงกรุงเกษม คลองบางลำพู คลองภาษีเจริญ หรือส่วนต่อขยายคลองแสนแสบ ซึ่งจะวิ่งจากวัดศรีบุญเรืองไปมีนบุรีต่างโบกมือลาธุรกิจนี้ไปเป็นที่เรียบร้อย

เชาวลิต เมธยะประภาส หรือลุงถั่ว กรรมการผู้จัดการ บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) เล่าว่า การจะเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จมีด้วยกัน 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.การเป็นผู้นำโดยธรรมชาติ 2.การเข้าถึงเงินทุน และ 3.มีช่องทางและมีคอนเนกชั่น เพื่อเลี้ยงคน ซึ่งธุรกิจจะสำเร็จได้ต้องเริ่มจากเล็กไปหาใหญ่ ในส่วนของการทำธุรกิจเรือโดยสารจะให้ประสบความสำเร็จต้องมีอู่ต่อเรือ มีคลังน้ำมัน ซึ่งในส่วนของบริษัทมีอู่ต่อเรือและคลังน้ำมันที่ดำเนินการอยู่บนพื้นที่ประมาณ 3-4 ไร่ ในย่านบางกะปิ ซึ่งอยู่ห่างจากท่าเรือประตูน้ำประมาณ 18 กม.

“กลยุทธ์ที่ให้เราอยู่รอดมาได้ถึงทุกวันนี้ คือ การเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ เมื่อก่อนความเจริญเกิดจากธุรกิจเรือ แต่พอผ่านเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมรถยนต์เริ่มมากขึ้น การซื้อเวลาในการเดินทางจึงมีความสำคัญ ซึ่งบริษัทสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ เนื่องจากการเดินทางโดยเรือของบริษัทสามารถกำหนดระยะเวลาถึงที่หมายได้ นอกจากนี้ค่าบริการยังไม่แพงเมื่อเทียบกับการใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ดังนั้นเรือคลองแสนแสบจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการไปทำงานให้ทันเวลา”

อีกปัจจัยสำคัญของความสำเร็จของเรือคลองแสนแสบ คือ ความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ปัจจัยนี้เชาวลิต เน้นมาก เพราะถือเป็นการแสดงความจริงใจต่อการให้บริการ โดยทุกครั้งที่มีปัญหาในด้านของการให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ผู้โดยสารตกเรือ หรือเหตุการณ์แก๊สระเบิด เชาวลิต แสดงความจริงใจด้วยการให้ความช่วยเหลือผู้โดยสารที่ประสบภัยทุกด้าน ด้วยเหตุปัจจัยดังกล่าวจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมผู้โดยสารเรือคลองแสนแสบถึงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

เชาวลิต เล่าต่อว่า วิธีการทำงานของเรือคลองแสนแสบมีอยู่ด้วยกัน 3 ส่วนหลัก คือ 1.การคืนกลับให้กับลูกค้าให้ได้มากที่สุด 2.การให้สังคมกับชุมชน เช่น การให้ความช่วยเหลือวัดและโรงเรียน 3.การให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข ซึ่งก่อนหน้าที่จะมาทำธุรกิจเรือคลองแสนแสบชีวิตลุงค่อนข้างลำบาก เนื่องจากฐานะครอบครัวไม่ดี พ่อเป็นคนขับรถแท็กซี่ ส่วนแม่ก็เป็นแม่ครัว ตั้งแต่เล็กจนโตทำงานมาโดยตลอดตั้งแต่ 9 ขวบ จึงทำให้เข้าใจชีวิตเป็นอย่างดี

ช่วงที่เรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เชาวลิต ได้มีโอกาสเริ่มต้นธุรกิจขนส่ง ด้วยการร่วมกับเพื่อนให้บริการรถเมล์วิ่งจากรามคำแหงไปปากคลองตลาด เมื่อได้ก้าวเข้าไปสู่การทำธุรกิจดังกล่าว ทำให้ เชาวลิต ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตมากขึ้น และทำให้มีวุฒิภาวะในการดำเนินชีวิตมากกว่าคนที่เรียนหนังสือเพียงอย่างเดียว ดังนั้นเมื่อเรียนจบระดับมหาวิทยาลัยก็ทำให้ไม่อยากเป็นมนุษย์เงินเดือน เพราะการทำธุรกิจด้วยตัวเองทำให้สามารถควบคุมการดำเนินชีวิตด้วยตัวเองได้ เชาวลิต จึงได้เข้าไปทดลองวิ่งเรือหางยาวรับผู้โดยสารจากรามคำแหงมายังประตูน้ำ ซึ่งก็ได้ผลการตอบรับเป็นที่น่าพอใจ

อย่างไรก็ดี จากวุฒิการศึกษาที่จบนิติศาสตรบัณฑิต ทำให้หลังจากจบการศึกษา เชาวลิต ได้มีโอกาสทำงานเป็นทนายความระยะหนึ่ง จนกระทั่งอายุประมาณ 36 ปี ก็มีโอกาสได้พบ จำลอง ศรีเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ในสมัยนั้น ประกาศหาผู้ที่สนใจมาเดินเรือคลองแสนแสบ เชาวลิต จึงให้ความสนใจเข้าไปเจรจาขอสัมปทาน ซึ่งก็ได้รับความไว้วางใจให้ดำเนินธุรกิจวิ่งเรือโดยสารคลองแสนแสบนับตั้งแต่ปี 2533 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

“ปี 2533 ลุงเริ่มธุรกิจวิ่งเรือคลองแสนแสบเป็นครั้งแรก ตอนนั้นมีเรือที่วิ่งให้บริการประมาณ 20 ลำ ในแต่ละวันจะวิ่งรับผู้โดยสารประมาณ 104 เที่ยว มีผู้โดยสารเข้ามาใช้บริการประมาณ 5,000-6,000 คน/วัน จากจำนวนผู้โดยสารที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันมีเรือโดยสารคลองแสนแสบให้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 72 ลำ และมีผู้โดยสารเข้ามาใช้บริการต่อวันประมาณ 5 หมื่นคน”

อย่างไรก็ดี เพื่อให้บริการเรือคลองแสนแสบมีมาตรฐานในการบริการที่ดีขึ้น เชาวลิต ได้มีการปรับปรุงเรือให้มีความสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น

“ผู้โดยสารทุกคนที่ใช้บริการเรือคลองแสนแสบ เรามีประกันภัยให้ และหากใครประสบอุบัติเหตุเราก็มีการดูแลและชดใช้ค่าเสียหายให้เป็นเงิน ซึ่งในส่วนของกรณีศึกษาจากเหตุการณ์ก๊าซแอลเอ็นจีระเบิด ก็เกิดจากบริษัทต้องการลดค่าใช้จ่ายในด้านของน้ำมัน เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมากในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา เราเลยตัดสินใจใช้งบ 80 ล้านบาท ลงทุนติดตั้งก๊าซแอลเอ็นจี ซึ่งก่อนติดก็ได้มีการทดลองและศึกษามาเป็นอย่างดีว่าไม่เป็นอันตราย แต่เมื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เราก็ตัดสินใจยกเลิกการใช้ก๊าซแอลเอ็นจีทันที เพื่อให้ลูกค้าสบายใจเมื่อใช้บริการเรือคลองแสนแสบ”

ในด้านของพนักงานขับเรือ เชาวลิต ก็มีการฝึกอบรมและคัดเลือกมาเป็นอย่างดี พนักงานที่จะมาขับเรือคลองแสนแสบได้จะต้องมีประสบการณ์ด้วยการเป็นกระเป๋าเรือมาก่อนอย่างน้อย 5 ปี เพื่อให้คุ้นชินในเส้นทาง หลังจากนั้นก็ต้องไปทำเรื่องขอใบอนุญาตจากกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีจึงจะมาทำหน้าที่เป็นพนักงานขับเรือได้ ซึ่งค่าตอบแทนที่ได้ก็อยู่ที่เดือนละประมาณ 3 หมื่นบาท ขณะที่กระเป๋าเรือจะได้รับค่าตอบแทนที่เดือนละประมาณ 1.7 หมื่นบาท

สำหรับรูปแบบของเรือรุ่นใหม่ที่เริ่มนำมาให้บริการแล้วในขณะนี้ จะมีการปรับที่นั่งให้เหมือนกับเรือด่วนเจ้าพระยา ด้วยการเพิ่มที่นั่งจากลำละ 170 คนเป็น 200 คน โดยขณะนี้ได้เริ่มทำการนำเรือเก่ามาปรับปรุงใหม่แล้วจำนวน 3 ลำ ภายใต้งบลงทุนลำละ 3-4 ล้านบาท คาดว่าภายในอีกปีครึ่งจะปรับปรุงเรือเก่าที่มีอยู่จำนวน 72 ลำให้เป็นเรือรุ่นใหม่ได้ทั้งหมด เพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจและสะดวกสบายเมื่อใช้บริการเรือคลองแสนแสบ

เปิดบริการเรือท่องเที่ยวในคลองแสนแสบ

อีกหนึ่งธุรกิจที่ เชาวลิต เมธยะประภาส เจ้าพ่อเรือแสนแสบอยากจะเปิดให้บริการในเร็วๆนี้คือ การให้บริการเรือท่องเที่ยวในคลองแสนแสบซึ่งจะวิ่งจากท่าเรือประตูน้ำต่อไปท่าเรือผ่านฟ้าต่อเนื่องไปยังคลองบางลำพู ซึ่งตลอดเส้นทางที่เรือท่องเที่ยววิ่งผ่านนักท่องเที่ยวสามารถแวะชมและแวะเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นท่าเจริญผล ย่านนั้นจะเป็นแหล่งร้านค้าสินค้าลอกเลียนแบบ ขณะที่ท่าโบ๊เบ๊จะเป็นย่านที่ขายสินค้าประเภทขายส่ง และถือเป็นย่านที่มีอายุเก่าแก่มากกว่า 90 ปีขณะที่ท่าผ่านฟ้าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อย่างวัดภูเขาทอง ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3

เชาวลิต กล่าวว่า ขณะนี้เราอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม เพื่อดำเนินธุรกิจเรือท่องเที่ยวบางกอก คาแนล ภายใต้การดูแลของบริษัทบางกอก คาแนล ซึ่งจะเดินเรือระหว่างท่าเรือประตูน้ำผ่านท่าเรือราชเทวี เจริญผล โบ๊เบ๊ผ่านฟ้า ต่อเนื่องจนถึงคลองบางลำพู เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวต่างชาติ เนื่องจากเส้นทางเรือดังกล่าวมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่น่าสนใจจึงทำให้เล็งเห็นโอกาสในการเข้ามาทำธุรกิจเรือท่องเที่ยว

เบื้องต้น เชาวลิต คาดการณ์ว่าเรือท่องเที่ยวบางกอก คาแนล น่าจะต่อแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการประมาณเดือน เม.ย.นี้ เริ่มต้นด้วยเรือให้บริการทั้งหมด 6 ลำ แต่ละลำจะให้บริการทุก 20นาที เริ่มจากท่าประตูน้ำเวลา 10.00-17.00 น.ทุกวัน คิดค่าบริการแบบเหมาจ่ายต่อวัน 200 บาทซึ่งหลังจากเปิดให้บริการคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการวันละไม่ต่ำกว่า 1,000 คน/วันหรือมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 6 ล้านบาท/ปี

“การที่หันมาทำเรือท่องเที่ยว เพราะมองเห็นโอกาสจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งในส่วนของแหล่งท่องเที่ยวที่เรือบางกอก คาแนล วิ่งผ่านจะมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ โดยในส่วนของประตูน้ำเปรียบเสมือนแหล่งท่องเที่ยวใหม่หรือนิวทาวน์ ขณะที่คลองบางลำพูก็เปรียบเสมือนแหล่งท่องเที่ยวเก่าหรือโอลด์ทาวน์”

ปัจจุบัน เชาวลิต มีอายุก้าวเข้าสู่วัย 65 ปีแล้ว แม้จะถึงวัยเกษียณ แต่ก็ยังคงทำงานทุกวันเหมือนกับตอนเป็นหนุ่ม พร้อมบอกอีกว่า ถ้าต้องเกษียณจริงๆ ก็คงจะทำงานอยู่บ้าน ถ้าสมองยังสามารถทำงานได้

 

“นักสู้ต้องมีบาดแผล” สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2560 เวลา 22:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/483283

"นักสู้ต้องมีบาดแผล" สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์

เรื่อง…เพ็ญแข สร้อยทอง

เริ่มต้นปีอย่างคึกคักด้วยเป้าหมายชัดเจนตามสโลแกนว่า “RS 2017 Media Revolutionist”

ในฐานะแม่ทัพ “สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส หรือที่คุ้นเคยกันดีในชื่อ “เฮียฮ้อ” ประกาศว่า ปีนี้บริษัทจะลุยเต็มที่กับช่อง 8 เพื่ออันดับในท็อป 5 ของดิจิทัลทีวี รวมทั้งธุรกิจเฮลท์ แอนด์ บิวตี้ ที่อาร์เอสเพิ่งจะเข้ามา แต่ก็ไปได้สวย และมองเห็นโอกาสซึ่งเปิดกว้างอยู่มาก นอกจากนี้ ธุรกิจดนตรีที่อาร์เอสไม่เคยทิ้งก็มาพร้อมด้วย “มิวสิค มาร์เก็ตติ้ง” ซึ่งนักร้องนักดนตรีสามารถลงทุนสร้างสรรค์ผลงานด้วยตัวเอง โดยมีบริษัทเป็นผู้สนับสนุน

เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย อาร์เอสไม่ได้กำลังแข่งขันกับคู่แข่ง แต่เป็นการทำธุรกิจโดยรู้เท่าทันและเข้าใจความต้องการของผู้บริโภค “เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก อาร์เอสจึงต้องปรับตัวตลอดเวลา ธุรกิจใหม่ๆ ก็ตั้งต้นมาจากตรงนี้ การตลาดแบบเดิมๆ ใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะฉะนั้นการเอกซเรย์ตลาดและผู้บริโภคโดยละเอียดทำให้เราติดตามและเข้าใจได้ลึกได้เท่าทันและต้องเปิดกว้าง”

เฮียฮ้อยังเชื่อว่า การคิดนอกกรอบและคิดพ้นจากตัวตนยังเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการทำธุรกิจ

“เวลามีปัญหา ผมจะคิดจากตัวเราก่อน คิดเสร็จแล้วยังไม่เอาไปใช้ พักไว้ แล้วลองคิดจากมุมที่ไม่ใช่เราบ้าง เวลาจะหาธุรกิจใหม่ก็คิดจากตัวเองก่อนว่า อาร์เอสมีอะไร มีจุดแข็งตรงไหน เราควรจะทำอะไร พอได้แล้วก็อย่าเพิ่งตัดสินใจว่าสิ่งนั้นถูก พักไว้ก่อน จากนั้นลองดึงตัวเองออกจากอาร์เอส ถ้าเราไม่ใช่เฮียฮ้อเราอยากทำอะไร เพราะบางทีการมองจากตัวเองมากเกินไป มันก็ปิดโอกาสตัวเอง”

 

กว่า 3 ทศวรรษบนเส้นทางธุรกิจ เฮียฮ้อผ่านมาหลากหลาย นอกจากจะได้ลิ้มรสความสำเร็จอันหอมหวาน ก็เคยพานพบกับความล้มเหลวที่ขมขื่นด้วยเช่นกัน

“เราเป็นคนทำธุรกิจมาทั้งชีวิต สิ่งที่ผมเชื่อคือ การเอาจริงเอาจัง การเป็นนักต่อสู้ ยังไงมันก็ต้องสำเร็จ แต่ในขณะเดียวกันนักสู้มันต้องมีบาดแผล เส้นทางที่ทำธุรกิจมา 30 กว่าปีปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า มันต้องมีผิดพลาดบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่ต้องเป็นส่วนน้อย มันคือประสบการณ์ที่ดี จะช่วยเติมเต็มให้คุณแข็งแรงแข็งแกร่งขึ้น ผมไม่ยึดติดนะ ผมจะมองหาความสำเร็จครั้งต่อไปเสมอ ผมไม่สนใจความสำเร็จที่ทำได้แล้วในวันนี้ ทำสำเร็จก็ดีใจ แล้วก็หาความท้าทายเป้าหมายใหม่ๆ แล้วก็ไปให้ถึง อะไรที่ไม่ดีก็ปรับปรุงแก้ไข ถ้าปรับปรุงแก้ไขแล้วไม่ดีขึ้นก็วิเคราะห์อีกที ถ้าจะทิ้งก็ต้องทิ้ง คนที่ยอมรับความพ่ายแพ้ คนที่พูดว่า ‘ฉันยอมแพ้’ มันอาจจะเจ๋งกว่าคนที่พูดว่า ‘ฉันชนะ’ เพราะว่ามันต้องใช้ความกล้ามากกว่า ใช้การยอมรับ ใช้การเปิดใจมากกว่า”

เฮียฮ้อเป็นนักธุรกิจที่ทำงานทุกวัน ไม่ยกเว้นแม้ในวันหยุด ซึ่งครอบครัวเชษฐโชติศักดิ์มักใช้เวลาพักผ่อนที่บ้านเขาใหญ่ “ผมทำงานตั้งแต่ตื่นจนนอน เพราะชีวิตผมไม่มีเรื่องอื่น ชีวิตผมธรรมดามาก ตื่นเช้าก็อ่านหนังสือพิมพ์ ดูทีวี แปดโมงกว่าก็มาออฟฟิศ เก้าโมงก็ทำงาน เป็นคนชอบทำงานที่ออฟฟิศ ถ้าไม่ประชุมก็อยู่ในห้องคิดงาน ถ้าไม่มีงานสำคัญจริงๆ ผมก็ไม่ไปไหน เลิกงานทุ่มหนึ่งก็กลับบ้าน ออกกำลังกายเดินสายพานนิดหน่อย ผมไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อยู่บ้านก็ดูทีวีบ้าง

“ผมชอบทำงาน ชอบคิดงาน คิดได้ก็จดไว้ อันไหนทำได้ก็สั่งลูกน้องเลย ยังทำไม่ได้ก็เอาไปคิดต่อ เราสนุกกับการคิด ชอบทบทวนตัวเอง ทบทวนสิ่งที่อาร์เอสทำ เราจะได้รู้ว่าต้องทำอะไร อะไรยังไม่ดีพอ ชีวิตไม่ค่อยหวือหวา ถ้าเราทำงานที่คุณรัก ทุกวันมันก็จะไม่ใช่การทำงาน ถ้าหยุดเนี้ย ผมอึดอัด เวลาไปไหนกับครอบครัวก็ไปได้ไม่เกิน 4-5 วัน เข้าออฟฟิศมาทำงานก็เหมือนมาเที่ยว สนุกกับงาน สนุกกับชีวิตการทำงาน สนุกกับสภาพแวดล้อม

“ลูกน้องบางคนก็บอกว่า อาร์เอสทำงานสนุก แต่บางคนก็บอกว่ามันทัฟ (Tough) หน่อย ผมต้องการให้คนอาร์เอสเป็นอย่างนี้ ผมไม่เชื่อเรื่องการมีคอมฟอร์ตโซน (Comfort Zone) ชีวิตของคนปัจจุบัน ไม่ว่าคุณจะทำงานที่ไหน หรือในชีวิตครอบครัว มันไม่มีอีกต่อไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าคุณใช้ชีวิตในอาร์เอส อย่างมีความสุขและเป็นปกติได้ ชีวิตที่บ้านคุณ ชีวิตครอบครัวคุณก็จะสบาย ถ้าอยู่อาร์เอสได้ คุณก็อยู่ที่ไหนก็ได้ ผมทำให้อาร์เอสมันทัฟ ไม่ได้ทัฟเฉพาะกับลูกน้อง มันก็แข่งขันกดดันตัวเองด้วย ผมชอบอย่างนั้น

“การกดดันตัวเองทำให้เรามีพลัง ผมจะไม่รู้ว่าเรามีแค่ไหน ถ้าไม่รู้จักบีบให้มันออกมา ศิลปินดังๆ ของโลกสร้างงานตอนไหน ตอนหิวตอนยากจนทั้งนั้น สตีฟ จ็อบส์ คิดอะไรดีๆ ได้ตอนไหน ตอนยังไม่มีอะไร ความคิดอ่านดีๆ ของนักธุรกิจจะเกิดตอนเจอวิกฤต ถ้าทุกคนใช้ชีวิตสบายๆ มันก็ไม่ได้เค้นศักยภาพที่แท้จริงออกมา เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถทำให้เรื่องนี้มันเกิดได้ เราก็จะได้พลังจากตัวเรา พลังจากคนในทีม

“ผมชอบประชุมกับลูกน้อง เพราะผมได้ประโยชน์ คนมักจะเข้าใจว่า การประชุมคือ การตามงาน แต่ไม่ใช่ เวลาคุยกับลูกน้อง ผมได้ความรู้ที่ผมคิดไม่ถึง เพราะลูกน้องเด็กกว่าเรา เฟรชกว่าเรา แล้วผมก็ชอบคุยกับลูกชาย ลูกชายก็ชอบคุยกับผม เขาได้รู้เรื่องธุรกิจจากพ่อ ผมก็ได้อะไรจากเขาเยอะมาก ซึ่งไม่มีทางเลยที่คนอย่างผมจะไปหาเองได้ คนอายุ 50 กว่าจะไปมองในเรื่องของคนอายุ 27-28 ได้ ไม่มีทาง”

 

วันนี้ เชษฐ เชษฐโชติศักดิ์ ลูกชายคนโตของเฮียฮ้อก็กลายมาเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ผู้สร้าง “72 คอร์ทยาร์ด” มอลล์ใจกลางทองหล่อที่รู้จักแพร่หลายในกลุ่มคนซึ่งมีไลฟ์สไตล์ชอบแฮงเอาต์กินดื่ม

“เรื่องการทำงานก็แนะลูกชายว่า เขาต้องทำจริงจัง เกาะติด ใส่ใจ ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่เขาอยากทำ ไม่ใช่ธุรกิจที่พ่ออยากให้ทำ ผมให้เขาตั้งต้นเอง แล้วผมจะดู แม้ผมจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ให้เขาทำ ถ้าคนเราได้ทำในสิ่งที่อยากทำแล้วเต็มที่กับมัน เขาก็อยากจะทำทุกวัน เหมือนไปเที่ยว ผมก็จะเอาประสบการณ์ไปอุดในเรื่องของความเสี่ยง จุดขายจุดแข็งก็จะไปเติมให้ แต่เรื่องธุรกิจเรื่องตัวโปรดักต์เขาจะเข้าใจดีกว่าเรา

“ตอนนี้ลูกคนเล็ก (โชติ เชษฐโชติศักดิ์) ก็เรียนจบแล้ว เขากำลังคิดธุรกิจใหม่อยู่ ผมไม่เคยบังคับลูกว่าต้องมาช่วยป๊าที่อาร์เอสนะ ถ้าเขาอยากเข้ามาเรียนรู้งานก็เข้ามา ไม่เข้าก็ไม่เป็นไร เพราะผมดีไซน์อาร์เอสไว้ ไม่ต้องมีทายาทมารับ อาร์เอสเป็นองค์กรที่เดินด้วยทีมงาน ด้วยโมเดลที่แข็งแรง”

ในโลกปัจจุบันที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนอาจจะวางแผนระยะยาวนักไม่ได้ ซึ่งเฮียฮ้อก็ได้เตรียมให้อาร์เอสเป็นองค์กรที่มีความพร้อมปรับตัวได้ดีมีความยืดหยุ่น “ที่สำคัญอาร์เอสต้องพร้อมจะทำธุรกิจกับโอกาส ทุกอย่างที่ทำมาก็ยังคงจะทำอยู่ เพลง มีเดีย เฮลท์ แอนด์ บิวตี้ และอีก 2-3 ปี คุณอาจจะเห็นอาร์เอสทำธุรกิจอื่น ถ้ามีโอกาสใหม่ๆ และน่าสนใจ”

และในปี 2017 นี้ อาร์เอส ซึ่งนำทัพโดย เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ จะไปถึงเป้าที่ตั้งไว้หรือไม่ … ต้องติดตามกันต่อ

 

“หมดเวลาของถ่านหินแล้ว” ประสิทธิชัย หนูนวล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 21:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/482844

"หมดเวลาของถ่านหินแล้ว" ประสิทธิชัย หนูนวล

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

การเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จังหวัดกระบี่ ต้องยุติลงชั่วคราวหลังถูกต่อต้านจากประชาชนและองค์กรเอกชน โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ได้มอบหมายให้ผู้เกี่ยวข้องไปศึกษาและทำความเข้าใจ พร้อมจัดทำ EIA และ EHIA ใหม่ เน้นให้ประชาชนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงโครงการได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

หนึ่งในแกนนำผู้ต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างจริงจังและต่อเนื่องจนกระทั่งบรรลุผลสำเร็จ หนีไม่พ้น ประสิทธิชัย หนูนวล ผู้ประสานงานเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน

กว่า 10 ปีเต็มที่เขาต่อสู้และยืนยันมาตลอดว่า “กระบี่และประเทศไทยไม่ต้องการถ่านหิน”

ทำไมต้องต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ทั้งโลกเขารู้ว่าถ่านหินอันตรายมาประมาณ 10 ปีแล้ว เริ่มจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดที่ทำงานวิจัยพบว่า มีเด็กเป็นโรคพิการทางสมองปีละ 3 แสนคนตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ มีการออกประกาศเตือนจากรัฐบาลว่าห้ามกินสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติใน 39 รัฐ เพราะมีสารปรอทจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขณะที่บารัก โอบาม่า สมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีก็ได้ประกาศสั่งปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินในปี พ.ศ.2558 ถึง 94 โรง และในปีพ.ศ. 2559 อีก 41 โรง รวมทั้งยืนยันว่าในอนาคตต้องปิดให้หมดทั้งประเทศ

ที่เมืองสตุ๊ตการ์ทประเทศเยอรมันมีงานวิจัยว่าคนเสียชีวิตเพราะโรคที่เกิดจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ถึงปีละหมื่นคนและทำให้คนยุโรปมีอายุสั้นลง 11 ปี โดยประเทศที่ประกาศชัดแล้วว่าจะปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินคือ แคนาดา สวีเดน และอังกฤษที่บอกว่าจะปิดให้หมดทั้งประเทศภายในปีค.ศ.2030 ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงแนวทางในยุโรปและอเมริกา ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี ถ้าเขาจัดการกับความอันตรายและมลพิษได้จริง คงไม่จำเป็นต้องปิดโรงไฟฟ้า เพราะการปิดโรงไฟฟ้า 1 โรง ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ไม่ใช่แฟชั่นที่ทำตามกัน แต่หมายถึงการสูญเสียพลังงานไปจำนวนมาก ประเทศเหล่านี้เลือกที่จะปิดเพราะเขาคิดเรื่องต้นทุนด้านสุขภาพของประชาชน สิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสภาพอากาศโลกเป็นหลัก

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งโลก พอมารีวิวดูแล้วมีเพียงประเทศไทยประเทศเดียวที่บอกว่า ฉันจะทำถ่านหินด้วยเทคโนโลยีสะอาด ทั้งที่บนโลกใบนี้ ประเทศที่เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีเขาบอกว่า ไม่มีเทคโนโลยีใดจัดการกับถ่านหินได้ นอกจากต้องปิดมัน ปิดอย่างเดียวเลย ไม่เว้นแม้แต่จีน ที่น่าจะเป็นประเทศที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงมากที่สุดในโลก เมื่อเขาทราบว่ามีคนได้รับผลกระทบในเรื่องระบบทางเดินหายใจปีละเป็นล้านคน ก็ได้ประกาศปิดโรงงานไป 100 โรง และบอกว่าจะทยอยปิดลงเรื่อยๆ  ทั้งหมดคือรูปธรรมว่าทำไมเราถึงค้านถ่านหิน เพราะถ้าสะอาดจริง คงไม่มีใครค้าน ทุกคนอยากได้ไฟฟ้าหมด แต่เมื่อมันมีทางเลือกอื่นก็ต้องเลือกทางเลือกที่ดีกว่า ถ่านหินมันไม่ควรจะเกิดขึ้นอีกแล้วไม่ว่าที่ใดในโลก มันเป็นความเห็นของโลกใบนี้ไปแล้ว

มีการกล่าวถึงเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดจากประเทศญี่ปุ่น

ในเอเชีย ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ดูทิศทางแล้วเขาน่าจะเชียร์ถ่านหินซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร แต่คิดว่าเป็นเพราะหลังเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด อย่างไรก็ตามถ้าเราดูสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในญี่ปุ่นจะพบว่าค่อนข้างเพิ่มขึ้น บริษัทบ้านปูของไทยก็ไปลงทุนพลังงานหมุนเวียนที่นั่น คือทิศทางค่อนข้างชัดว่าเขาต้องหาพลังงานอย่างอื่นเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ และเป็นไปได้ว่าเขาอาจจะอยากขายเทคโนโลยีด้วยก็เป็นได้ แต่ประเด็นสำคัญคือ หลายประเทศมีโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ก็จริง แต่มันไม่มีประเทศไหนออกมายืนยันว่ามันสะอาด

ตอนถูกเชิญตัวเข้าค่ายทหาร มีคนจากกระทรวงพลังงานมานั่งพูดคุย เราถามเขาไปว่า ที่อ้างญี่ปุ่นนั้นของานวิจัยประกอบได้ไหม จะได้รู้ว่ามันปลอดภัย ถ้างานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการพิสูจน์จากองค์กรระหว่างประเทศว่าถูกต้องและเชื่อถือได้จริง เราจะเลิกค้านทันที การที่คุณอ้างว่าไปดูงานมาแล้ว ญี่ปุ่นไม่มีมลพิษ น้ำสะอาด คุณภาพชีวิตคนเขาดี แบบนี้มันง่ายเกินไป เวลาพูดต้องเอาข้อเท็จจริงมาตั้ง ไม่อย่างนั้นเราก็พูดกันไปเรื่อย เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตน ปรากฎว่าเขาไม่มีงานวิจัยมายืนยัน

ผมเลยคิดว่าเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดเป็นวาทกรรมที่สร้างขึ้นมาเพื่อโฆษณาแปรสภาพให้ถ่านหินที่สกปรกนั้นสะอาด แต่ไม่ได้แปรสภาพโดยใช้เทคโนโลยีจริงๆ มากกว่านั้นเวลาพูดเรื่องถ่านหิน มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดวิจัยแล้วว่า มันมีมลพิษมากกว่า 80 ชนิด แต่ประเทศไทยพูดอยู่เพียงแค่ 3 ชนิด ซัลเฟอร์ คาร์บอน ไนโตรเจนออกไซด์ ไอ้ตัวที่ร้ายแรงไม่พูด แคดเมียม ปรอท ไม่พูด แล้วมันยังไม่มีเทคโนโลยีใดจัดการความอันตรายของพวกนี้ได้

รัฐบาลบอกว่า สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินของไทยยังนับว่าน้อยหากเปรียบเทียบกับต่างประเทศ

แนวโน้มคือต้องเลิกไม่ใช่เพิ่ม ก็ดีแล้วที่ประเทศเรามีน้อย คือเราไม่ได้ฮาร์ดคอร์ขนาดเสนอให้ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่ เพราะรู้ว่าลำบาก แต่โรงใหม่ต้องไม่เพิ่ม

งานวิจัยก็มี ทิศทางโลกก็ชัดเจนแล้ว เหตุใดรัฐบาลยังอยากได้โรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่ม

ผมค้นหาเหตุผลมานาน สรุปได้ตัวเดียวคือ เขาต้องการขายถ่านหิน บริษัทลูกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มี 3 บริษัททำธุรกิจเกี่ยวกับถ่านหิน ปีที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล เข้าซื้อหุ้นของบริษัท Adaro Indonesia (AI) สัดส่วน 11-12% มูลค่าราว 1.17 หมื่นล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจในเหมืองถ่านหิน ที่ตั้งอยู่ในเกาะกาลิมันตัน ประเทศอินโดนีเซีย

ทีนี้บริษัทมีถ่านหินอยู่ในมือ คำถามคือจะขายที่ไหนในโลกใบนี้ เพราะว่าเขาไม่ซื้อกันแล้วและลดลงเรื่อยๆ ประเทศอย่างพม่าก็ประกาศยุติเหมืองและโรงไฟฟ้าถ่านหิน ไอ้ที่สร้างอยู่ในอาเซียนมีเพียงแค่เวียดนามและลาว ประเด็นคือสองประเทศนี้ คนถือหุ้นใหญ่ในบริษัทคือนายทุนจากไทย พูดง่ายๆ ว่า ในอาเซียนคนที่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินคือไทย เมื่อถ่านหินมีจำนวนมากก็ต้องผลักดัน เช่น กฟผ.อินเตอร์ฯ ที่มีโรงไฟฟ้าในเวียดนาม หรือโรงไฟฟ้าหงสา ในลาวที่คนถือหุ้นใหญ่คือ ราชบุรีโฮลดิ้ง บริษัทลูกของ กฟผ. และ บ้านปู ที่เป็นของเอกชน พอสัมปทานมากๆ ก็ต้องหาที่ระบาย ต้องใช้กลไกทั้งอำนาจรัฐและการสื่อสารเพื่อให้คนเชื่อว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นสะอาด ข้ออ้างเรื่องสัดส่วนเชื้อเพลิงที่เหมาะสมนั้นไม่ใช่ เพราะผลลัพธ์ที่เราต้องการคือไฟฟ้าไม่ใช่สัดส่วนที่เหมาะสม มันมีวิธีการได้มาซึ่งไฟฟ้าที่ไม่ทำร้ายใคร

จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีโรงไฟฟ้าถ่านหิน

เอาแค่ตัวอย่างนะครับ ในแง่สิ่งแวดล้อม 1.การขนถ่ายถ่านหิน ปรากฎว่าทุกที่ที่มีท่าเรือถ่านหินมันเคยล่มทุกที่ เมื่อเรือล่มผงถ่านหินจะกระจายไปสู่ระบบนิเวศ ลงทะเล ทำลายปะการัง แพลงก์ตอน และอื่นๆ 2.การดูดและปล่อยน้ำหล่อเย็นออกจากโรงไฟฟ้า ตอนดูดก็ดูดสัตว์เล็กสัตว์น้อยเข้าไปด้วย ตอนปล่อยน้ำออกมาก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำ ซึ่งทำลายระบบนิเวศทั้งหลาย 3.ขี้เถ้าถ่านหิน จำนวนมหาศาลเวลาไปกองที่ไหน มันจะทำลายระบบนิเวศที่นั่น เวลาฝนตกก็เรี่ยราด กระจายไปทั่ว 4.ควัน มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดวิจัยว่าไปได้ไกลกว่า 900 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับกระแสและทิศทางลม

ในแง่การท่องเที่ยว กระบี่มีชื่อเสียงระดับโลกในเรื่องการดำน้ำดูปะการัง แน่นอนว่าเส้นทางการขนถ่ายถ่านหินจะกระทบกับเรื่องนี้ ถ้าเกิดเรือล่มสักลำ อะไรจะเกิดขึ้น ระบบนิเวศทางทะเลเป็นระบบน้ำวนด้วย ผลกระทบจะเกิดขึ้นทั่วพื้นที่รอบอันดามัน การท่องเที่ยว 4 แสนล้านก็เจ๊ง จริงๆ  เอาแค่เรือผ่านเข้ามาก็ทำให้ตะกอนขุ่น ฟุ้ง หญ้าทะเลที่เป็นอาหารของสัตว์นานาชนิดก็เกิดปัญหาแล้ว พื้นที่บริเวณนั้นยังเป็นพื้นที่แรมซาร์ไซต์ (พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ) เมื่อเรือเข้ามาจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของกระบี่และอันดามัน

ด้านสุขภาพ งานวิจัยทั่วโลกมีจุดร่วมกันคือ ผลกระทบด้านโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจและโรคมะเร็ง เป็นเรื่องที่กระบี่หนีไม่พ้นเช่นกัน

ในด้านเศรษฐกิจ เราเคยสำรวจนักท่องเที่ยวสองรอบ รอบแรกกว่า 800 คน รอบที่สองกว่า 1,000 คน 90% บอกว่าถ้ามีโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาจะไม่กลับมาที่นี่อีกเลย ปัญหาใหญ่กว่านั้นคือ พฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติเมื่อไม่มากระบี่ก็หมายถึงไม่มาอันดามันรวมถึงไม่มากรุงเทพฯ ด้วย  เพราะเวลานักท่องเที่ยวยุโรปเขามา เขาวางแผนกันเป็นเดือน มากรุงเทพฯ ไปเที่ยวอันดามันแล้วขึ้นไปเชียงใหม่ ทีนี้ถ้าตัดสินใจไม่มาอันดามันก็เท่ากับที่อื่นๆ กระทบไปด้วย

ภาพถ่ายทางอากาศ สภาพพื้นที่ชุ่มน้ำปากอ่าว ต.คลองขนาน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงโรงไฟฟ้ากระบี่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และพื้นที่ที่จะก่อสร้างโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ และท่าเทียบเรือ

กระแสสนับสนุน-คัดค้านจากคนในพื้นที่เป็นอย่างไรบ้าง

กลุ่มคนที่หนุน ต้องยอมรับว่า กฟผ.อยู่กับกระบี่มา 30 ปี เดิมเขามีโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 60 เมกะวัตต์ที่ปิดไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ตอนนี้เป็นโรงไฟฟ้าน้ำมันเตา เพราะงั้นเขาเกื้อกูลกันมาตลอด คนเชียร์มีอยู่จริง แต่ถามว่าเป็นชาวบ้านจำนวนเยอะไหม ไม่ คนเชียร์เป็นพวกกำนันผู้ใหญ่บ้าน เป็นคนที่การไฟฟ้าหยิบมาเป็นแกนนำ มีการเคลมว่าประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุน รวมทั้งมีการใช้อำนาจรัฐในการเกณฑ์คนในหมู่บ้านไปสนับสนุนด้วย แต่เมื่อไปถามชาวบ้านชัดเจนเลยว่าพวกเขาปฎิเสธ เราดูง่ายๆ นะครับถ้าคนกระบี่ที่เชียร์ถ่านหิน เชียร์ด้วยการตกผลึกแล้วว่า ถ่านหินนั้นดี ป่านนี้ได้ตีกันแล้วกับฝ่ายที่คัดค้าน แต่ประเด็นคือ เขาไม่ได้เชียร์แต่ไปตามแกนนำ ไม่ได้สนใจว่าสร้างได้หรือไม่ เขาไม่ได้ทะเลาะหรือขัดแย้งกัน เพราะจริงๆ แล้วไม่มีปัญหากัน บางคนได้เงินก็ไปร่วมกับเขาดีกว่าอยู่เปล่าๆ 2 ชั่วโมงก็กลับบ้าน

ล่าสุดนายกรัฐมนตรีสั่งให้ทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA)  ใหม่ ปัญหาของครั้งที่แล้วคืออะไร

มันมีทั้งกระบวนการและเนื้อหา กระบวนการขาดการมีส่วนร่วม มันไม่ได้เรื่องมาตั้งแต่ต้น ขณะที่เนื้อหา เมื่อกระบวนการมันไม่ดี ทำให้ประชาชนไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรบ้างที่คุณต้องประเมินผลกระทบ บริษัทที่รับจ้างทำสำรวจเขาก็สามารถเขียนเองได้ว่า ฉันจะประเมินเฉพาะหัวข้ออะไรบ้าง หัวข้อไหนไม่ประเมิน เพราะงั้นโดยเนื้อหามันก็เพี้ยนไปแล้ว ยังไม่นับว่าสิ่งที่ประเมินนั้นมันผิดพลาดอีก

ตอนทำรายงานฉบับนี้เสร็จเขาก็ให้กรรมการพิจารณาในรอบแรก และถูกชี้ว่ามีข้อบกพร่องประมาณ 150 ข้อ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า โดยเนื้อหาเขาก็บกพร่องจากกระบวนการที่บกพร่อง เพราะงั้นเราไม่ควรเอาความบกพร่องมาเป็นเครื่องมือของการเกิดโรงไฟฟ้า

ข้อเสนอใหม่คืออะไร

เราเสนอว่า ยกเลิก EIA และ EHIA ออกไป ถ้าอยากสู้คุณต้องมาทำกติกาใหม่ที่เป็นธรรมทั้งในด้านกระบวนการและเนื้อหา ต้องมาวางรายละเอียดกัน จะไม่เป็นแบบเดิมที่ให้บริษัทรับจ้างไปทำฝ่ายเดียว ต้องมีกรรมการชุดหนึ่งมากำกับกระบวนการว่าควรเป็นอย่างไร และเมื่อตกลงเชิงกระบวนการได้แล้ว จึงไปลงมือทำ ซึ่งในกระบวนการลงมือทำกรรมการต้องกำกับให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมแห่งชาติปี 2535 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่ของ EIA แถมต้องเป็น EIA ฉบับพิเศษด้วยเพราะพื้นที่ตรงนั้นเป็นแรมซาร์ไซด์ เราคิดว่าถ้าทำตามนี้ ถ่านหินไม่มีทางอยู่แล้วที่จะผ่าน เพราะกฎหมายบอกว่า จะต้องให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ซึ่งเฉพาะภาคท่องเที่ยวนับแสนคนก็ไม่เอาแล้ว มันจบแล้ว แต่ที่ผ่านมาเขาไม่ถามภาคท่องเที่ยว ตัดออกไปเลยแล้วเกณฑ์แต่คนสนับสนุนมาอยู่บนเวที

คราวนี้ถ้าการไฟฟ้าอยากลอง EIA มีสองฉบับนะครับ ทั้งท่าเรือและโรงไฟฟ้า ท่าเรือ 3 ปี โรงไฟฟ้า 3 ปี ถ้าอยากลองก็ลองไป ไม่มีปัญหา แต่เชื่อว่าไม่มีทาง เรากล้าหาญพอที่จะให้การไฟฟ้าพิสูจน์ถ้าคิดว่าดีจริงก็มาพิสูจน์ดู ภายใต้การประเมินอย่างรอบด้านและเป็นธรรม

ถ้าไม่ใช้ถ่านหิน มีทางเลือกอื่นไหม

จริงๆ รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานต้องตั้งสติก่อนว่า ผลลัพธ์ที่ประชาชนต้องการคือไฟฟ้านะ ไม่ใช่ถ่านหิน เมื่อผลลัพธ์เป็นอย่างนี้ โจทย์ที่ต้องตั้งก็คือ เราจะได้ไฟฟ้าจากไหน แล้วมาทำแอ็คชั่นเเพลนระดมสมองกับคนกระบี่ว่าจะได้ไฟฟ้ามาอย่างไร ที่มันเป็นปัญหาเพราะคุณไปตั้งโจทย์ว่า คุณจะเอาถ่านหินไง มันเลยเกิดความขัดแย้ง เพราะฉะนั้นทางออกคือ เรามาตั้งโจทย์กันใหม่แล้วมาช่วยกันคิด มันมีทางออกที่ดีกว่านี้แน่นอน ไม่ใช่นิยาย ไม่ใช่มโน เพราะในต่างประเทศมีตัวอย่างความสำเร็จให้เห็นแล้ว

แต่ผมว่าการไฟฟ้าไม่มีทางจะทำให้ประชาชนในกระบี่ทำพลังงานหมุนเวียนได้ เพราะถ้ากระบี่ทำได้ จังหวัดอื่นๆก็ทำได้ ลองคิดดูทำจังหวัดละแค่ 1,000 เมกะวัตต์ก็พอ 10 จังหวัดก็ 1 หมื่นเมกะวัตต์แล้ว สิ่งที่เขากลัวที่สุดก็คือเมื่อประชาชนผลิตไฟฟ้าเองได้ นายทุนจะตาย ในอเมริกาชัดเจนว่า บริษัทผลิตไฟฟ้าขาดทุนปีละ 1-2 หมื่นล้านจากการที่คนอเมริกาเริ่มเอาโซล่าเซลล์ไปวางไว้บนหลังคา

ทุกวันนี้คนไทยต้องจ่ายค่าไฟปีละประมาณ 6 แสนล้านบาท โดยการผลิตไฟฟ้า 100% ในประเทศ ตัวเลขกลมๆ 40% เป็นของการไฟฟ้า อีก 60% เป็นของเอกชนผลิต ลองคิดดูว่า 60%ของ 6 แสนล้านนั้นเท่าไหร่ ที่ได้กับคนไม่กี่ตระกูล มันไม่ยุติธรรม จริงๆ มันควรได้กับคนทั้งประเทศ มันคืออธิปไตยด้านพลังงาน

มีคนบอกว่าการใช้เชื้อเพลิงหรือพลังงานชนิดอื่นอาจทำให้ค่าไฟแพงขึ้น

เป็นสิ่งที่กระทรวงพลังงานโกหก โอเคเชื้อเพลิงแต่ละชนิดมันมีราคาแตกต่างกันจริง แต่มันไม่ได้มีนัยจนกระทั่งทำให้ค่าไฟแพงสูงลิ่วเกินเหตุเหมือนที่อ้าง สาเหตุที่แท้จริงของค่าไฟแพงมาจากค่าความพร้อมจ่ายในการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรอง

ตัวอย่างเช่นตอนนี้เราผลิตไฟฟ้าเกินอยู่ราว 1 หมื่นเมกะวัตต์ ไอ้การเกินเหล่านี้เป็นต้นทุน คือเราทำสัญญาไว้แล้ว ใช้ไม่ถึงคุณก็ต้องจ่าย เขาเรียกค่าความพร้อมจ่าย ปีที่ผ่านมา ค่าความพร้อมจ่ายมีมูลค่าสูงถึง 9 หมื่นล้านบาท แล้วใครจ่ายล่ะ ประชาชนทุกคนไง นี่แหละคือต้นทุนที่ทำให้ค่าไฟแพง ทุกวันนี้เรามีกำลังไฟฟ้าสำรองสูงถึง 40% ตามมาตรฐานโลกคือให้มีกำลังสำรอง 15% เท่านั้น แต่คุณไม่พูดตรงนี้ เอาแต่พูดว่าถ้าใช้พลังงานหมุนเวียน ค่าไฟก็จะแพงขึ้น ประชาชนรับได้หรือเปล่า แล้วจริงๆ พลังงานหมุนเวียน มันไม่แพงอย่างที่เขาบอกแน่นอน ลองไปดูข้อมูลจากองค์การพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ  (IRENA) ปรากฎว่าตอนนี้ ต้นทุนในการผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ถูกลงโดยหลายประเทศใช้วิธีการประมูลว่าจะผลิตไฟฟ้าจากอะไร ซึ่งที่ชิลีโซล่าเซลล์เอาชนะถ่านหินได้แล้ว เพราะต้นทุนถูกกว่า ขณะที่ซีอีโอบริษัทผลิตกระแสไฟฟ้าในอเมริกา เคยบอกไว้ว่า ถ่านหินจบแล้ว นี่เราไม่ได้พูดเรื่องมลพิษนะ แต่พูดเรื่องต้นทุน มันจบแล้วเพราะมันแพงกว่าโซล่าเซลล์

*************************

โพสต์ทูเดย์ถามคำถามสุดท้ายกับ ประสิทธิชัย ว่า “ไม่ว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ไหนในประเทศไทยก็ไม่เอาใช่หรือไม่?” เขาตอบหนักแน่นและชัดเจน “ใช่ ไม่เอา”

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fnewsclearvdo%2Fvideos%2F258763527897465%2F&show_text=0&width=560

 

“ถ่านหินไม่จำเป็น ไฟฟ้าใต้เพียงพอ” เดชรัตน์ สุขกำเนิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/482784

"ถ่านหินไม่จำเป็น ไฟฟ้าใต้เพียงพอ" เดชรัตน์ สุขกำเนิด

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ท้องทะเลที่ขึ้นชื่อว่าสวยงาม และติดอันดับความสวย 1 ใน 10 ของโลก จ.กระบี่ เป็นเจ้าของท้องทะเลแห่งนั้น

แต่ในชั่วยามนี้ อนาคตของกระบี่กำลังถูกสั่นคลอน เมื่อรัฐบาลระบุถึงความจำเป็นจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินให้ได้ เพื่อรองรับแผนการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ที่อ้างว่าจะต้องพุ่งทะยานขึ้นอย่างมาก

แม้ชาวบ้านในท้องที่จะผนึกกำลังต้านเพราะหวั่นเกรงเรื่องปัญหามลพิษ และแน่นอนว่าจะกระทบการท่องเที่ยว เมื่อมองถึงความคุ้มค่าทั้งด้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ จ.กระบี่ คนที่ให้คำตอบที่ชัดเจน อย่าง เดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการศึกษาการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ มองในทุกมิติเกี่ยวกับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างน่าสนใจ

เดชรัตน์ ฉายภาพว่า รัฐบาลคงไม่คิดมาก่อนว่า จะเกิดกระแสต่อต้านมากขนาดนี้ สังเกตได้จากผู้ชุมนุมปักหลักเรียกร้องหน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นครั้งแรกและเป็นการท้าทายอำนาจของคสช.ครั้งใหญ่ ทำให้รัฐบาลต้องคิดหนักและปรับเปลี่ยนท่าทีเกี่ยวกับโครงการ

อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะต้องการสิ่งใดกันแน่ เพราะต่างคนต่างพูดไม่ตรงกัน ผู้แทนประชาชนพูดว่า กระบวนการ EIA และ EHIA เดิมนั้นจะต้องถอนออกไป และไปเริ่มต้นกระบวนการใหม่ ขณะที่ภาครัฐจะใช้คำว่าทบทวน โดยเพิ่มเติมประเด็นเข้าไป ซึ่งเป็นสิ่งที่อึมครึมมาโดยตลอด

เดชรัตน์ เสริมเรื่องความสับสนของรัฐบาลว่า เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาแถลงต่อสาธารณะหลังประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา ก็ไม่ได้มีความชัดเจนอีก และยังสับสนเหมือนเดิม แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็มีความชัดเจนอยู่อย่างหนึ่ง คือเป็นแผน เป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการให้เกิดความสับสน รัฐบาลตั้งใจที่จะไม่พูดคำว่าถอน EIA ออกมา เพราะนั่นหมายถึงการตั้งต้นใหม่ ดังนั้น ทิศทางที่เป็นไปได้คือจะไม่ใช่การเซตซีโร่อย่างที่หลายคนเข้าใจ

“คงเป็นการเติม หรือทบทวนในประเด็นต่างๆ แต่จะเติมประเด็นใด หรือมากขนาดไหน ก็ต้องตีความสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดเอาไว้ คือ ต้องมีคณะกรรมการเข้ามาทำงาน 3 ฝ่าย เพื่อพิจารณาในประเด็นต่างๆ หรือที่เรียกว่าไตรภาคี ซึ่งก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะใช้คณะกรรมการไตรภาคีชุดเดิมหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ทิ้งท้ายเอาไว้แค่ว่า หากรายงาน EIA ไม่ผ่าน โรงไฟฟ้าก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว และพล.อ.ประยุทธ์ ก็ยืนยันว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินมีความจำเป็นสำหรับการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้”

เดชรัตน์ สรุปว่า รัฐบาลยังคงสนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ เพียงแต่ให้ไปปรับรายงาน EIA และ EHIA ให้สมบูรณ์และมีความรอบคอบมากยิ่งขึ้น และค่อนข้างมั่นใจแล้วว่า รัฐบาลไม่ได้ทำใหม่ทั้งหมด น่าจะเป็นการเพิ่มประเด็นและทบทวนมากกว่า แต่ยังไม่ชัดเจนว่าใครจะเข้ามามีส่วนร่วมได้บ้าง

กระนั้น เดชรัตน์ ยอมรับว่า ในฐานะที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการทำงานไตรภาคี ในช่วงแรกก็เริ่มต้นและดำเนินการด้วยดีมาโดยตลอด กระทั่งเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ ประธานกรรมการศึกษาการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ได้สั่งการให้ยุติการทำงานทุกอย่างลง โดยที่ยังไม่มีมติใดๆ และยังไม่มีผลของการทำงาน จากนั้นก็ทราบว่ามีการเขียนสรุปผลการทำงานส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งคณะทำงานทั้งหมดไม่ทราบได้ว่าเขียนอะไรลงไปบ้างในสรุปรายงานนั้น

“ผมยืนยันกับ พล.อ.สกนธ์ ไปแล้วว่า สิ่งที่ท่านได้ยื่นให้กับนายกฯ นั้น ถือว่าไม่ใช่มติของคณะทำงานไตรภาคี ส่วนท่านจะไปสรุปอย่างไรก็สุดแท้แต่ และเป็นความคิดเห็นของท่านเพียงคนเดียว”

พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ เพียงพอ ไม่ต้องเพิ่ม

เดชรัตน์ กล่าวอีกว่า ความต้องการพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย และกำลังการผลิตของการไฟฟ้านั้น ภาพรวมของการใช้ไฟฟ้า และกำลังผลิตสำรองที่เรามีมากถึง 31% เกินจากกำหนดเอาไว้ที่ 15% โดยทั้งประเทศใช้กำลังไฟฟ้ารวมประมาณ 2.9 หมื่นเมกะวัตต์ และเรามีกำลังผลิตอยู่ที่ 4 หมื่นเมกะวัตต์ ซึ่งมันมากเกินคำว่าเพียงพอไปแล้ว

“แต่รัฐบาลพยายามพูดถึงภาคใต้ว่าไฟไม่พอใช้ แต่จริงๆ แล้ว ในภาวะปกติภาคใต้จะใช้ไฟฟ้ารวมแล้วประมาณ 1,800 เมกะวัตต์ ขณะที่ช่วงที่คนมีความต้องการไฟฟ้าสูงก็จะพุ่งไปที่ 2,500 เมกะวัตต์ และในช่วงหน้าร้อนที่อากาศร้อนจัด ซึ่งจะมีช่วงเดียวของปีนั้น อัตราการใช้ไฟฟ้าก็จะพุ่งไปที่ 2,800 เมกะวัตต์ ถือว่าสูงสุดไม่เกินจากนี้อีกแล้ว”

เดชรัตน์ เสริมว่า เมื่อไปมองที่กำลังการผลิตไฟฟ้าจากภาคใต้ พบว่าโรงไฟฟ้าที่มีกำลังผลิตหลักสามารถผลิตไฟฟ้าได้อยู่ที่ 2,400 เมกะวัตต์ ซึ่งครอบคลุมอัตราปกติของการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้ที่ใช้กันอยู่ 1,800 เมกะวัตต์ แต่หากไม่พอ ก็จะมีกำลังผลิตเสริมที่เข้ามาช่วยอีกประมาณ 500 เมกะวัตต์ และนอกจากนี้ ยังมีพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนที่เข้ามาช่วยได้อีก แม้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) มองว่าพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนมันไม่แน่นอน แต่จริงๆ แล้วมันวางแผนได้ สั่งการให้ผลิตล่วงหน้าได้ เพราะพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนมาจากพลังงานของก๊าซชีวมวล หรือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมันสามารถกักเก็บไว้ได้ และมีกำลังผลิตเพิ่มให้ได้อีก 400 เมกะวัตต์

“รวมถึงยังมีสายส่งจากภาคกลางที่จะเข้ามาช่วยเสริมอีกหากไฟขาดรวม 700 เมกะวัตต์ และท้ายสุดหากยังไม่พออีก ก็จะมีสายส่งจากประเทศมาเลเซียที่ส่งกระแสไฟฟ้าเข้ามาช่วยเพิ่มเติมอีก 300 เมกะวัตต์ รวมแล้วภาคใต้กำลังผลิตไฟฟ้า และสำรองไฟฟ้าทั้งหมดรวม 4,300 เมกะวัตต์ มากกว่าอัตราการใช้สูงสุดที่ 2,800 เมกะวัตต์ ดังนั้น ผมคิดว่ายังไงก็พอ” เดชรัตน์ ให้ความเห็น

แต่สิ่งที่รัฐบาลอยากจะทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้นให้ได้นั้น ก็น่าจะมาจากความกังวลว่าสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.เริ่มลดน้อยลง และคิดว่าถ้ามีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ และสามารถสั่งการได้ ก็จะมีความมั่นคงด้านพลังงานมากกว่าเดิม ดังนั้น จึงนำไปสู่แนวคิดโครงการสร้างโรงไฟฟ้าทั้งที่ จ.กระบี่ และที่ สงขลาด้วย

พลังงานหมุนเวียน ทางออกที่น่าจะดีที่สุด

เดชรัตน์ มองว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินมีข้อเสียอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อน และภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ซึ่งถ่านหินเป็นปัญหาอันดับหนึ่งและเป็นเชื้อเพลิงที่สกปรกที่สุด ดังนั้น หากหลีกเลี่ยงถ่านหินได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดี

ประกอบกับภาคใต้ มีแหล่งพลังงานหมุนเวียนเกิดขึ้นมามาก โดยเฉพาะจากเชื้อเพลิงชีวมวล และก๊าซชีวภาพ ศักยภาพของภาคใต้ที่มีทรัพยากรที่สามารถทดแทนถ่านหิน ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

เดชรัตน์ บอกอีกว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้จะเพิ่มขึ้นปีละราว 100 เมกะวัตต์เท่านั้น แต่โรงไฟฟ้าถ่านหินที่เราจะสร้างคือรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้ามากถึง 800-2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งมันเป็นสัดส่วนที่แตกต่างกันกับความต้องการไฟฟ้า

“พลังงานหมุนเวียนเป็นทรัพยากรเพียงพอที่จะผลิตไฟฟ้ารองรับกับความต้องการจริงๆ ของคนภาคใต้ โดยส่งผลกระทบน้อยกว่าถ่านหินอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีการคำนวณแล้วก็พบว่า หากเราใช้พลังงานจากก๊าซชีวมวล ผลพวงส่วนหนึ่งก็จะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ยางพารา ซึ่งเป็นผลผลิตที่สามารถนำไปใช้เป็นพลังงานหมุนเวียนได้ และเกษตรกรก็มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างน้อยกิโลกรัมละ 1 บาทจากพลังงาน และตรงนี้น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า”

เดชรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ผู้ประกอบการการท่องเที่ยวใน จ.กระบี่ ต่างเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าต้องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และทำทิศทางการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมากยิ่งกว่านี้ ทุกวันนี้กระบี่ไม่มีบานาน่าโบ๊ต หรือเจ็ตสกี เพราะเกิดจากการพยายามควบคุมและสร้างยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า กระบี่สีเขียว หรือ Krabi Go Green จะเน้นคุณภาพเป็นนักท่องเที่ยวที่สนใจสิ่งแวดล้อมเข้ามามากยิ่งขึ้น และผู้ประกอบการเองก็เห็นด้วยโดยเริ่มลงมืออนุรักษ์กัน ทั้งโครงการ Zero Carbon Resort ที่เจ้าของรีสอร์ทกว่า 10 รายเข้ามาร่วมโครงการที่จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจก โดยวางแผนที่จะลดการใช้พลังงานของตนเองลง

 

“กมลวิศว์” ชู อตก. ผู้นำด้านตลาดอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 12:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/482292

"กมลวิศว์" ชู อตก. ผู้นำด้านตลาดอาเซียน

โดย…สิทธินี ห่วงนาค

องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีภารกิจสำคัญช่วยเกษตรกรด้านการตลาดสินค้าเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เกษตรกร ทั้งการจัดหาและจำหน่ายปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ ราคาเป็นธรรมและตรงตามเวลาที่ต้องการให้แก่เกษตรกร

แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมายังประสบกับปัญหาขาดทุนสะสมมาต่อเนื่อง จึงถือเป็นเป้าหมายท้าทายของ “กมลวิศว์  แก้วแฝก” ผู้อำนวยการ อ.ต.ก. ที่ต้องพลิกฟื้นองค์กรนี้ให้กลับมามีศักยภาพที่ดีขึ้น เพื่อเป็นกลไกสำคัญทางด้านการตลาดให้กับเกษตรกร

กมลวิศว์ กล่าวว่า เป้าหมายที่เข้ามาทำงานในตำแหน่งนี้ เพราะเห็นว่าที่นี่ขาดทุนมาต่อเนื่อง 100 ล้านบาท ประกอบกับเป็นตลาดที่ตอบสนองและเป็นช่องทางช่วยเกษตรกรขายสินค้าได้จริง ซึ่งต้องมีการปฏิรูปการบริหาร เพราะหากปล่อยไป อ.ต.ก.มีแต่จะแย่ลง ดังนั้นจึงเสนอคณะกรรมการ อ.ต.ก. (บอร์ด อ.ต.ก.) เพื่อขอปรับรูปแบบการบริหารจากเดิมการทำงานให้ความสำคัญกับนโยบายรัฐ 70% ด้านธุรกิจ 30% มาเป็นนโยบายรัฐ 40% และด้านธุรกิจ 60% เพื่อให้ อ.ต.ก.สามารถสร้างรายได้ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าการทำงานตามนโยบายรัฐที่ อ.ต.ก.รับผิดชอบมีเพียงโครงการรับจำนำข้าว ที่ต้องดูแลสต๊อกข้าว 2 ล้านตันเท่านั้น

ทั้งนี้ อ.ต.ก.ในยุค “กมลวิศว์” มั่นใจว่าภายหลังปรับแผนการทำธุรกิจ ในอนาคตตั้งเป้าหมายจะผลักดันให้ อ.ต.ก.เป็นผู้นำด้านตลาดในอาเซียนภายในปี 2560 โดยปัจจัยสนับสนุนเป้าหมายคือ 1.การเปิดพื้นที่ตลาด อ.ต.ก. เพื่อเกษตรกรมากขึ้น จากพื้นที่ตลาด อ.ต.ก.  6,000 ตารางเมตร (ตร.ม.) ได้จัดสรรพื้นที่ 700 ตร.ม. ให้เกษตรกรตัวจริงจากทั่วประเทศที่จะมีการคัดเลือกกันเองมาจำหน่ายสลับหมุนเวียนกัน รวมทั้งยังเตรียมขยายตลาดมินิ อ.ต.ก. เริ่มในจังหวัดใหญ่ เช่น ขอนแก่น สงขลา ตรัง นครราชสีมา ภายในปีนี้กำหนดเปิดให้ได้อีก  20 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้เกษตรกรนำสินค้ามาขายเช่นกัน

2.กำหนดเพิ่มพื้นที่ตลาด อ.ต.ก. อีก 1,000 ตร.ม. สำหรับเกษตรอินทรีย์ มีแผนเปิดตัว 30 มี.ค.นี้ ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรนำสินค้ามาจำหน่ายได้ในพื้นที่รวม 1,700 ตร.ม. 3.การเปิดตลาดสินค้าออนไลน์เพื่อให้ อ.ต.ก. เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าเกษตรในตลาดออนไลน์ ภายใต้การการันตีคุณภาพของ อ.ต.ก. ที่ผู้บริโภคมีความเชื่อถือว่า สินค้า อ.ต.ก.ดี มีมาตรฐาน

“อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสินค้า อ.ต.ก. บางท่านอาจบอกว่าแพง แต่อยากให้เปิดใจ เช่น ท่านซื้อเงาะที่ตลาด อ.ต.ก. 100 บาท/กก. ท่านทานได้ทุกผล แต่หากซื้อที่อื่น กก.ละ 80 บาทท่านได้ไม่ถึง 60% ต้องซื้อ 2 กก. หรือกิโลครึ่งจึงได้ทาน 100% ฉะนั้นท่านซื้อแพงกว่า นอกจากนั้นสินค้า อ.ต.ก.สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และผู้ค้าทุกรายยินดีเคลมสินค้าให้หากว่าไม่ดีจริงหรือไม่พอใจ” กมลวิศว์ กล่าว

ผู้อำนวยการ อ.ต.ก. กล่าวว่า ตลาดสินค้าออนไลน์จะเป็นช่องทางที่สำคัญของสินค้าเกษตรของไทยอีกรูปแบบหนึ่ง ช่วยในการเปิดตลาดชักชวนผู้สนใจสินค้าการเกษตรของไทยจากทุกประเทศสามารถเข้ามาติดต่อได้ ซึ่งจะทำรายการแนะนำสินค้าทั้งภาษาอังกฤษ จีน และอีกหลายๆ ภาษาเพื่อรองรับลูกค้าได้ทุกมุมโลก กรณีผู้สั่งอยู่ในเขต กทม.และปริมณฑลจะใช้เวลาส่งสินค้าภายใน 3 ชั่วโมง และกรณีเป็นภูมิภาคจะให้มินิ อ.ต.ก.ที่กระจายในหลายจังหวัดเป็นผู้จัดส่ง ส่วนกรณีการสั่งสินค้าจากต่างประเทศก็อยู่ระหว่างการดำเนินการจัดทำระบบอยู่

อย่างไรก็ตาม ด้วยประสบการณ์ที่ทำงานอยู่กับ อ.ต.ก.เมื่อครั้งทำหน้าที่เป็นกรรมการบริหาร ทำให้ “กมลวิศว์” มองเป็นปัญหาต่างๆ อย่างเข้าใจ และเมื่อเข้ามาสวมหมวกคุมโดยตรง ทำให้มีเป้าหมายที่ท้าทาย โดยย้ำไว้ว่าหลังครบวาระ 4 ปี สิ่งที่อยากเห็น อ.ต.ก.เป็น คือสามารถเป็นองค์กรที่สามารถพึ่งตนเองได้ ทำธุรกิจเลี้ยงตัวเองได้ และสามารถเป็นตลาดเพื่อเกษตรกรได้จริงๆ

ชี้แจงข้อกล่าวหาตลาดเพื่อคนรวย

การเข้ามาทำ หน้าที่ผู้อำนวยการ อ.ต.ก. ของ “กมลวิศว์” นอกจากการบริหารจัดการให้องค์กรหลุดจากปัญหาหนี้สะสมแล้ว ยังขอเคลียร์ข้อกล่าวหาที่สังคมมองว่าเป็นตลาดเพื่อคนรวย ไม่ใช่เพื่อเกษตรกรนั้น กมลวิศว์ กล่าวว่า ผู้อำนวยการ อ.ต.ก.ก่อนหน้านี้เป็นยังไงไม่ทราบ แต่หลังจากการเป็นอดีตกรรมการบริหาร อ.ต.ก.มา 2 สมัย ก็เอาปัญหามาแก้ไข โดยปัจจุบัน อ.ต.ก.มีพื้นที่ ตลาดประมาณ 6,000 ตร.ม. โดยจัดสรรให้เกษตรกรมาขายในส่วนของตลาดเกษตร และตลาดเกษตรอินทรีย์ 1,700 ตร.ม. ทั้งหมดฟรี ไม่ได้เก็บค่าเช่า ถือว่าเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมกับพื้นที่ตลาด เพราะ อ.ต.ก.ยังต้องหารายได้เลี้ยงองค์กร

และเมื่อหลายเดือนก่อน มีลุงคนหนึ่งมาขายฟักทองจากสวนราคากก.ละ 2 บาท อยู่หน้าฟุตปาท ได้ให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเรียกมาคุย และ อ.ต.ก.ก็อนุญาตให้ขายได้ในพื้นที่ตลาดที่กันไว้ให้ ปรากฏว่าสามารถขายได้ถึง กก.ละ 25 บาทจนขายได้หมดสวนและคุ้มกับที่ลงทุนตลาดสดมาเฟียคุม นอกจากนี้ ข้อครหาที่มองว่าเป็นตลาดสดมาเฟียคุมนั้น กมลวิศว์ย้ำว่าที่นี่ไม่มีมาเฟีย ยืนยัน ใครเจอให้มาบอกเลยว่ามีมาเฟียที่ตลาด อ.ต.ก.เพราะหลังจากที่  พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประกาศเรื่องจะล้างมาเฟีย อ.ต.ก.ก็รับนโยบายนี้มาปฏิบัติอย่างจริงจัง ขณะที่อัตราค่าเช่าแผงในตลาด อ.ต.ก.นั้นก็ไม่ได้แพงปัจจุบันในตลาดทั้งหมดมี 600 แผงค่าเช่าเริ่มต้นที่ 120-380 บาท/แผงเป็นการปรับตามราคาที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย ทุกวันนี้เงื่อนไขของการเช่าแผงคือ ผู้เช่าเป็นคนขายเอง ห้ามเซ้ง ห้ามให้เช่าช่วง จะต่อสัญญาทุก 3 ปี หากพบว่าผู้เช่ารายใดทำ ผิดเงื่อนไขจะยกเลิกสัญญาทันที

“ผลจากการไม่มีการเซ้งแผงผมว่าทำให้ไม่มีเรื่องมาเฟีย ที่ยังพอเห็นอยู่บ้างคือเรื่องการปล่อยเงินกู้เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องส่วนบุคคลแต่พอเดินไปถามใคร ก็ไม่มีใครยอมบอกว่าใครปล่อยกู้”กมลวิศว์ กล่าว