10 ทริปไอเดียเพื่อการท่องเที่ยวตามไลฟ์สไตล์ในแบบเรา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627540

วันที่ 03 ก.ค. 2563 เวลา 10:30 น.10 ทริปไอเดียเพื่อการท่องเที่ยวตามไลฟ์สไตล์ในแบบเรา#10 สไตล์เที่ยวไทยเท่ ออกค้นหาแรงบันดาลใจที่สดใหม่ Untold-Unseal คุณเป็นสายไหนไปดู

เมื่อมาตรการเพื่อการลดการแพร่ระบาดของโรคโควิดถูกปลดล็อก หลายคนต่างออกค้นหาแรงบันดาลใจอีกครั้ง ด้วยการท่องเที่ยวตามสไตล์ที่ตัวเองชื่นชอบ แล้วเคยสังเกตกันไหมว่าตัวเราน่าจะจัดอยู่ในกลุ่มสไตล์การท่องเที่ยวแบบไหน?

ช่วงนี้เที่ยวมองนอกคงอีกไกล แต่เที่ยวเมืองไทย ไม่ไป…ไม่เท่ ไม่แน่เราอาจเป็นสายฮิปสเตอร์ สายชิล ลุยเดี่ยวเที่ยวคนเดียว สายกินซอกแซกตามล่าของอร่อย ชื่นชอบถ่ายรูปเป็นชีวิต เสพติดอัปโซเชียลเรียกไลก์รัวๆ เที่ยวแบบจิตอาสา รักษ์โลกอิงแอบธรรมชาติ สายแซ่บส์ซ่าลั้นล้าหัวใจสุด YOUNG หรือเหมารวมเรื่องงานเรื่องเที่ยวไว้ด้วยกัน LET’S GO ออกไปเท่ให้ทั่ว 5 ภูมิภาค กับ 10 สไตล์เที่ยวแบบเท่ๆ ที่เป็นคุณ

สำหรับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคกลาง ร่วมกับ สายการบินไทยสมายล์ สายการบินแอร์เอเชีย สายการบินนกแอร์ รถเช่า AVIS  dtac  Canon  KEEN  VIVO  RyoiiReview และ Forever-Young.asia จัดกิจกรรมการแข่งขัน Amazing ไทยเท่ Competition 2020 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านแนวคิด “เมืองไทย สวยทุกที่ เท่ทุกสไตล์” โดยเชิญชวนกลุ่มนักท่องเที่ยวเจนวายร่วมคัดเลือก เพื่อเป็นตัวแทน นักท่องเที่ยว ร่วมกิจกรรมแข่งขันสร้างสรรค์ทริปไอเดีย 10 สไตล์เท่ๆ ร่วมค้นหาเรื่องราว และแรงบันดาลใจที่สดใหม่ Untold (อัน-โทล) Unseal (อัน-ซีล) ในพื้นที่ 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท   

งานนนี้มีการแบ่งสไตล์การท่องเที่ยวที่น่าสนใจออกเป็น 10 สไตล์เท่ๆ จากผู้สมัครจำนวน 260 ทีมทั่วประเทศ โดยคณะกรรมการได้คัดเลือก Finalist จำนวนทั้งสิ้น 50 ทีม ซึ่งจะเป็นตัวแทนนักท่องเที่ยว 10 สไตล์เท่ๆ ได้แก่

สไตล์ Hipsters 

สไตล์ Green Lover

สไตล์ Young @ Heart

สไตล์ Conqueror

สไตล์ Digital nomad

สไตล์ Social Story

สไตล์ Camera is my life

สไตล์ Voluntourist

สไตล์ Me Myself & I 

สไตล์ Foodie

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้กำหนดกลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ ผ่านแนวคิด Amazing ไทยเท่ เมืองไทย สวยทุกที่ เท่ทุกสไตล์ เพื่อตอบโจทย์การตลาดท่องเที่ยวในยุคมิลเลนเนียล ที่ไม่ได้แบ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวตาม Segmentation คือ เพศ อายุ วัย อีกต่อไป แต่แบ่งลงลึกแยกย่อยเป็น Fragmentation ตามไลฟ์สไตล์ รสนิยมความชอบที่แตกต่างกัน กิจกรรมการแข่งขัน Amazing ไทยเท่ Competition นี้จะเป็นการนำเสนอทริปไอเดียการท่องเที่ยวแบบเท่ ๆ ผ่านตัวแทนนักท่องเที่ยว 10 สไตล์ ที่จะไปค้นหาเรื่องราวที่น่าสนใจ มุมมองใหม่ ๆ ที่หลากหลาย ในพื้นที่ท่องเที่ยว 5 ภูมิภาค เพื่อแบ่งปันวิธีเที่ยวของตนให้กับคนอื่น ๆ ให้เกิดแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยวในแบบของตนเองเพราะ ‘เมืองไทย สวยทุกที่ เท่ทุกสไตล์’ 

โดยทั้ง 50 ทีม พร้อมแล้วที่จะออกเดินทางไปแข่งขันค้นหาเรื่องราว เท่ ๆ Untold (อัน-โทล) Unseal (อัน-ซีล) จากทั่วประเทศ มานำเสนอทริปไอเดียเท่ ฃๆ ชวนนักเดินทางรุ่นใหม่ออกไปเที่ยวให้ทั่วเมืองไทยในสไตล์ของตัวเอง การแข่งขันจะเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2563 และจะประกาศผลผู้ชนะในวันที่ 20 สิงหาคม 2563 สามารถติดตามการแข่งขันได้ที่ http://www.ไทยเท่10สไตล์.com/blog

นอกจากนี้ ททท.ยังได้ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ สายการบินไทยสมายล์ รถเช่า AVIS และ TraveliGo.com จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย กระตุ้นความถี่ในการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 10 กันยายน โดยมอบดีลส่วนลดพิเศษ ให้นักท่องเที่ยวทุกคนออกเดินทางท่องเที่ยวตามไลฟ์สไตล์ของตนเอง ดังนี้  

  • ตั๋วเครื่องบินราคาพิเศษ ไทยสมายล์
  • ดีลรถเช่าราคาสุดพิเศษ จาก AVIS Rent A Car Thailand สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางแบบ Road Trip
  • ดีลโรงแรมราคาพิเศษที่สุด กว่า 80 โรงแรม อาทิ
  1. เดอะ นาคา จ.ภูเก็ต
  2. เสม็ดวิลล่า รีสอร์ต จ.ระยอง
  3. ครันทรี่แคมป์ จ.อุบลราชธานี
  4. ริเวอร์วิว รีสอร์ท แอท เชี่ยวหลาน จ.สุราษฎร์ธานี
  5. เดอะ ซี เกาะสมุย บีชฟรอนท์ รีสอร์ต แอนด์ สปา จ.สุราษฎร์ธานี
  6. ดุสิตธานี พูลวิลล่า จ.สุราษฎร์ธานี
  7. พุทธรักษา หัวหิน รีสอร์ต จ.ประจวบคีรีขันธ์

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการจองซื้อดีล ก็สามารถดูรายละเอียดดีลต่างๆ ได้ที่ www.ไทยเท่10สไตล์.com ตั้งแต่วันนี้ถึงเดือนกันยายน 2563

5 สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนควรมองการณ์ไกลหลังจบโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627500

วันที่ 03 ก.ค. 2563 เวลา 08:00 น.5 สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนควรมองการณ์ไกลหลังจบโควิด-19โควิด-19 อาจทำแพลนชีวิตของหลายคนเปลี่ยนไป มาดู 5 สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนควรมองการณ์ไกลหลังจบสถานการณ์นี้

เชื่อว่าเพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในช่วงเวลากว่าครึ่งปีที่ผ่านมานั้น ทำแพลนชีวิตของหลายคนเปลี่ยนไป นั่นอาจจะเป็นสัญญาณเตือนว่า ชีวิตของเรานั้นช่างไม่มีอะไรแน่นอนโดยเฉพาะกับชีวิตมนุษย์เงินเดือน ใครที่กำลังชะล่าใจกับการดำเนินชีวิตตามปกติทั่วไป อาจจะต้องปรับแผนเพราะสถานการณ์โควิด-19 เป็นเสมือนบทเรียนให้มองการณ์ไกลยิ่งขึ้นกว่าเดิม

5 สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนควรมองการณ์ไกลหลังจบโควิด-19

“เงินสำรองฉุกเฉิน” เมื่อมีวิกฤตโควิด-19 สอนให้รู้ว่าสถานการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ เงินสำรองฉุกเฉินจึงสำคัญมาก ดังนั้น การใช้จ่ายของมนุษย์เงินเดือนต้องมีเหตุผลมากขึ้นและควรมีเงินฉุกเฉินอย่างน้อย 3 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน  ถ้าจะให้ปลอดภัยต้องมีสูงถึง 6 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เช่น เงินเดือน 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายประมาณ 15,000 บาท เงินฉุกเฉินขั้นต่ำคือ 45,000 บาท และขั้นที่ปลอดภัยคือ 90,000 บาท หากค่าใช้จ่ายเยอะเงินสำรองฉุกเฉินยิ่งต้องเยอะตามไปด้วย หลังโควิดนี้ยังไม่สายเกินที่จะเริ่มเก็บออม เพราะเงินสำรองฉุกเฉินมีความสำคัญอย่างมาก

นอกจากเงินเก็บออมเพื่อความสบายใจแล้ว การมีทรัพย์สินอย่าง “บ้าน คือการลงทุนที่คุณคู่ควร” แม้จะมีหนี้ก้อนใหญ่ที่สุด ใช้เวลาผ่อนนานที่สุด แต่ก็สำคัญที่สุดไม่แพ้กัน หลังจากนี้หากจะต้องลงทุนสักก้อนควรเลือกบ้าน เพราะจากนี้ชีวิตประจำวันของพวกเราจะอยู่บ้านกันมากกว่าเดิม เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างน้อยก็ยังมีที่พักอาศัยอยู่เป็นหลักแหล่ง

และอีกหนึ่งสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนไม่ควรมองข้ามคือ “ลงทุนในความรู้ให้มากขึ้น” ทุกคนควรมีความรู้มากกว่าหนึ่งเสมอแม้ความรู้นั้นจะไม่ได้ใช้ในสายงานที่ทำอยู่ก็ตาม เช่น ภาษาที่ 3 เพื่อต่อยอดการทำงานให้ไปได้ไกลมากขึ้น หรือการเรียนกราฟฟิกดีไซน์เพิ่มเติม เพื่อการออกแบบเล็กๆ น้อยๆ หากมีเก่งขึ้นจะกลายเป็นอาชีพอื่นๆ ได้อีกในอนาคต

ส่วนอีกสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ “สุขภาพเเข็งแรงสำคัญเสมอ” หากใครมีนาฬิกาชีวิตที่ไม่สม่ำเสมอ ถึงเวลาแล้วที่ควรจะหันมาปรับเปลี่ยนใส่ใจดูแลตัวเองมากขึ้น ด้วยการออกกำลังกายอย่างเป็นประจำ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อร่างกายจะได้มีภูมิต้านทานที่ดี

นอกจากนี้ “ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ มีไว้อุ่นใจยามฉุกเฉิน” ก็สำคัญไม่แพ้กัน ยิ่งช่วงที่เชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาด ทำให้ได้บทเรียนว่าสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ และหลายคนเริ่มมองหาหลักประกันให้สุขภาพของตัวเอง การเลือกทำประกันชีวิตระยะยาว หรือการทำประกันสุขภาพ เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ควรหันมาเรียนรู้และใส่ใจมากขึ้น

.

ขอบคุณข้อมูลโดย : GenhealthyLife

กรมการแพทย์เตือน! ฟันปลอมชำรุดระวังหลุดลงคอ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627499

วันที่ 02 ก.ค. 2563 เวลา 17:40 น.กรมการแพทย์เตือน! ฟันปลอมชำรุดระวังหลุดลงคอกรมการแพทย์เตือน! ฟันปลอมชำรุด หลวม หลุดง่าย รีบปรึกษาทันตแพทย์ ปล่อยไว้ระวังอันตรายถึงชีวิตหากฟันปลอมหลุดลงในคอหรือหลอดลม

กรมการแพทย์ โดยสถาบันทันตกรรม เตือนผู้สูงอายุหรือผู้ที่ใส่ฟันปลอม หากพบฟันปลอมชำรุด หลวม หรือหลุดง่าย ควรรีบไปพบทันตแพทย์เพื่อทำการแก้ไข อย่าปล่อยทิ้งไว้ อาจอันตรายถึงชีวิตหากฟันปลอมหลุดลงในคอหรือหลอดลม

นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงปัจจุบันมีรายงานข่าวพบผู้สูงอายุที่ใส่ฟันปลอมหลุดลงในคอ ซึ่งอันตรายเป็นอย่างมาก หากชิ้นส่วนของฟันปลอมหลุดลงไปในหลอดลมหรือทางเดินหายใจ ดังนั้น หากฟันปลอมชำรุด แตก หัก หลวม หลุดง่าย ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อทำการแก้ไข ไม่ควรซ่อมหรือแก้ฟันปลอมด้วยตนเอง และควรรับการดูแลรักษาจากทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญจากสถานพยาบาลที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง

ทันตแพทย์อำนาจ ลิขิตกุลธนพร ผู้อำนวยการสถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การใส่ฟันปลอมเพื่อทดแทนการสูญเสียฟันธรรมชาติที่หายไป ฟันปลอมช่วยในการบดเคี้ยวอาหารได้ดียิ่งขึ้นและยังช่วยสร้างความมั่นใจในด้านความสวยงาม การพูด

  • การใช้ฟันปลอมควรใช้อย่างระมัดระวัง
  • ไม่ควรเคี้ยวอาหารที่แข็งหรือเหนียวจนเกินไป
  • ควรทำความสะอาดฟันปลอมทุกครั้งหลังรับประทานอาหารและก่อนนอน โดยใช้แปรงสีฟันขนนุ่มร่วมกับยาสีฟันหรือสบู่
  • ก่อนนอน ควรถอดฟันปลอมออกแล้วแช่น้ำสะอาด ไม่ควรใส่ฟันปลอมนอน

นอกจากนี้ การใส่ฟันปลอมมีความเสี่ยงที่จะเกิดฟันผุและเหงือกอักเสบ หากไม่ได้ดูแลเรื่องการแปรงฟันและการทำความสะอาดฟันปลอมอย่างเหมาะสม อีกทั้งเมื่อใช้ฟันปลอมไประยะหนึ่ง ฟันปลอมอาจหลวม เนื่องจากมีการแตกหักของฐานฟันปลอม ตะขอหัก หรือตะขออ้าไม่รัดแน่นเหมือนเดิม หรือกระดูกใต้ฐานฟันปลอมมีการละลายตัว ทำให้ฟันปลอมหลวมและกระดกได้ ใช้งานแล้วอาจมีอาการเจ็บบริเวณเหงือกหรือฟัน จึงควรพบทันตแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการเจ็บเพื่อแก้ไขฟันปลอม ซึ่งบางรายต้องเสริมฐานฟันปลอมหรือปรับตะขอให้แน่นขึ้น หรืออาจจำเป็นต้องทำใหม่ถ้ามีฟันที่ถูกถอนออกไปมากขึ้น

ดังนั้น จึงควรพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน เพื่อตรวจฟันว่ามีฟันผุหรือไม่ มีหินปูน เหงือกอักเสบหรือไม่ และตรวจเช็คฟันปลอมว่ายังอยู่ในสภาพที่ดีหรือไม่ เพื่อรับการรักษาและคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลช่องปากและฟันปลอมอย่างถูกวิธี

ที่มา : กรมการแพทย์

ช้อปด้วยใจ ไทยช่วยกัน ‘เซ็นทรัล’ ลดแรงสูงสุด 90% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627424

วันที่ 02 ก.ค. 2563 เวลา 10:11 น.ช้อปด้วยใจ ไทยช่วยกัน 'เซ็นทรัล' ลดแรงสูงสุด 90%เซอร์ไพรส์เซล ผนึกพลังกลุ่มธุรกิจเครือเซ็นทรัล ส่งโปรแรงในแคมเปญ “ช้อปด้วยใจ ไทยช่วยกัน” ลดสูงสุด 90% และ “WEDNESDAY SPECIAL” ไอเท็มเด็ดเซลจัดหนักทุกวันพุธ ตลอดเดือน ก.ค.

จัดหนัก จัดใหญ่ ลดอีกระลอกกับเซอร์ไพรส์เซลในแคมเปญ “ช้อปด้วยใจ ไทยช่วยกัน” โดย  บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลพลาซา เซ็นทรัลเฟสติวัล เซ็นทรัล ภูเก็ต และเซ็นทรัล วิลเลจ ผนึกกำลังธุรกิจในเครือ พันธมิตรธุรกิจ ร้านค้า และพาร์ทเนอร์ทั่วประเทศ อัดโปรแรงลดกระหน่ำในแคมเปญ ช้อปด้วยใจ ไทยช่วยกัน มอบส่วนลดสูงสุดถึง 90% ตอบรับ Amazing Thailand Grand Sale : Non Stop Shopping ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยช่วยไทยอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมดีลดีสุดปังจนขาช้อปต้องมาปักหมุดกับเซอร์ไพรส์เซล WEDNESDAY SPECIAL วันพุธสุดพิเศษ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 กรกฎาคม 2563 พบโปรแรงไอเท็มเด็ดไม่ต้องรอวันหยุด พร้อมดีลดีซื้อ 1 แถม 1 จัดเต็มครบทุกไลน์สินค้าทั้งผู้ชายและผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า นาฬิกา เข็มขัด เครื่องหนัง เครื่องประดับ รวมถึงแอคเซสซอรี่อื่นๆ ที่ขนกันมาหั่นราคาแบบไม่ยั้ง

พบสินค้าไฮไลท์ อาทิ รองเท้า Converse All Star Hi Lt. Green เพียง 990 บาท (จากปกติ 2,090 บาท), รองเท้า Nike Air Max Infinity เพียง 2,190 บาท (จากปกติ 3,600 บาท),  ร้องเท้าแตะ K-SWISS ราคาเดียว 190.- (จากปกติ 490 บาท), กล้อง Fujifilm Instax Mini 7S เพียง 999 บาท (จากปกติ 1,990 บาท), ลำโพง ไร้สาย Marshall Kilburn II BLK เพียง 9,990 บาท (จากปกติ 14,900 บาท), เครื่องดูดฝุ่นโรบอท ECOVACS DEEBOT SLIM2 DA5G เพียง 3,990.- (ปกติ 7,990.-), ตู้เย็น HITACHI RM600AGP4THX SBS 21.1 คิว พิเศษ 62,918.- (ปกติ 109,900.-), Jubilee แหวนเพชรขนาด 0.21 กะรัต เพียง 29,900 บาท (จากปกติ 70,000 บาท) และรับฟรี จี้เพชร E Color ขนาด 0.17 กะรัต, ร้านอาหาร Bar B Q Plaza ชุดฉายเดี่ยว เริ่มต้นที่ 262 บาท และ Optic Square ซื้อ 1 แถม 1 ซื้อแว่นตาชิ้นแรกในราคาปกติ รับฟรีอีกชิ้นในราคาที่น้อยกว่า เป็นต้น

พร้อมกันนี้ยังเตรียมผนึกกำลัง 2 ยักษ์ใหญ่ เบอร์หนึ่งของวงการ Food Delivery Platform อย่าง LINEMAN และ Wongnai เบอร์หนึ่งด้านค้นหาร้านอาหารและรีวิว เปิดแคมเปญ “เซ็นทรัลส่งต่อความอร่อย ส่งฟรี 3 กม.แรก” พร้อมโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม เมนูอร่อยกว่า 200 เมนู นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชั่นแรงและส่วนลดมากมายต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคให้ประหยัดสูงสุดถึง 30-90% พร้อมส่วนลด On top, Cash Back สูงสุด 12% และรับคะแนน The1 X2 ในร้านและสาขาที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2563 ทุกศูนย์ฯ ทุกห้างทั่วประเทศ

ส่วนลดจัดหนักจัดเต็มขนาดนี้บอกได้คำเดียวว่าขาช้อปต้องห้ามพลาด และสำหรับสมาชิก The 1 พบกับสิทธิพิเศษมากมาย อาทิ เมื่อช้อปครบทุก 2,000 บาท รับสิทธิ์ลุ้นฟรี บัตรกำนัลช้อปปิ้งจากแบรนด์ดัง, โทรศัพท์มือถือ Samsung Galaxy S20+ รวม 64 เครื่อง พร้อมรางวัลอื่นรวมมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท สำหรับผู้ถือบัตรเครดิตยังสามารถได้รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 12% จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ ได้แก่ บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน, บัตรเครดิตกสิกรไทย, บัตรเครดิตเคทีซี, และบัตรเครดิตไทยพาณิชย์ และยังสามารถรับยอดสะสม Central Privilege X2 สำหรับยอดซื้อจากร้านค้าที่รวมรายการ เพื่อรับอภิสิทธิ์ที่จอดรถพิเศษ ห้องรับรอง และสิทธิพิเศษอื่นๆ มากมาย

พบกับแคมเปญ “ช้อปด้วยใจ ไทยช่วยกัน” มาร่วมช้อปปิ้งวิถีใหม่ที่ปลอดภัยไปด้วยกัน ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลพลาซา, เซ็นทรัลเฟสติวัล, เซ็นทรัล ภูเก็ต, เซ็นทรัล วิลเลจ, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, ห้างสรรพสินค้าโรบินสันทั่วประเทศ ซูเปอร์สปอร์ต, เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์, พาวเวอร์บาย, บีทูเอส, ออฟฟิศเมท และช้อปออนไลน์ 24 ชั่วโมง ผ่านทางเซ็นทรัลออนไลน์ และเจดี เซ็นทรัล ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 กรกฎาคม 2563

ลดหวาน ลดน้ำตาลลงอีกครึ่ง!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627394

วันที่ 02 ก.ค. 2563 เวลา 06:40 น.ลดหวาน ลดน้ำตาลลงอีกครึ่ง!!ดร.วินัย ดะห์ลัน ห่วงคนไทยเป็นสารพัดโรคสาเหตุจากการบริโภคน้ำตาล แนะไม่ให้ดื่มน้ำอัดลมเกินวันละครึ่งกระป๋อง ดีที่สุดคือไม่ควรดื่มน้ำอัดลมเลย

รองศาตราจารย์ ดร.วินัย ดะห์ลัน ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แนะลดหวาน ลดความเสี่ยงโรคอ้วน เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงฟันผุ แชร์ความรู้เรื่อง “ลดหวานลดน้ำตาลลงอีกครึ่ง” ผ่านโซเชียลมีเดีย Dr.Winai Dahlan ดังนี้

รู้ๆ กันอยู่ว่าน้ำตาลก่อปัญหาสารพัดโรค หนักมากอย่างเช่น โรคอ้วน เบาหวาน ฟันผุ และอีกสารพัดโรค รวมทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด หน่วยงานสุขภาพทั้งหลายรวมทั้งองค์การอนามัยโลก จึงออกมาเตือนว่าอย่าบริโภคน้ำตาลมาก

น้ำตาลที่ไม่แนะนำเน้นไปที่น้ำตาลทราย (Table sugar) และน้ำตาลฟรุคโตสไซรัป (High Fructose Corn Syrup, HFCS) ซึ่งก็คือน้ำตาลทรายชนิดเหลว นอกจากนี้ ยังไม่แนะนำบรรดาน้ำตาลเชิงเดี่ยวไม่ว่าจะเป็นกลูโคส หรือฟรุคโตส หรือน้ำตาลเชิงเดี่ยวชนิดอื่นๆ ใช้เติมในขนม เครื่องดื่มโซดา หรือน้ำอัดลม หรือน้ำหวาน รวมไปถึงน้ำผลไม้ที่มีการเติมน้ำตาล ผลิตภัณฑ์อาหารไม่ว่าจะเป็นเบเกอรี หรือขนมขบเคี้ยว และอีกมากมายหลายอย่าง ในบ้านเราก็อย่างเช่นบรรดาขนมไทยทั้งหลายที่เติมน้ำตาลกันมากกว่าปกติ รวมไปถึงอาหารทั่วๆ ไปที่นิยมเติมน้ำตาลกันจนหวานเกินเหตุ สรุปคือแนะนำไม่ให้บริโภคอาหารหวานมากเกินไปนั่นเอง

องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าคนทั่วไปต้องการพลังงานจากอาหารวันละ 1,800-3,000 แคลอรี (หรือที่นิยมเรียกกันในบ้านเราว่ากิโลแคลอรี) พลังงานที่ได้จากคาร์โบไฮเดรตไม่ควรเกินร้อยละ 60 หรือหากร่างกายต้องการพลังงานวันละ 2,000 แคลอรี พลังงานจากคาร์โบไฮเดรตไม่ควรเกิน 1,200 แคลอรี โดยเป็นพลังงานจากน้ำตาลที่กล่าวถึงข้างต้นไม่ควรเกิน 200 แคลอรี

คิดกันง่ายๆ ในน้ำอัดลมโคล่าหนึ่งกระป๋องขนาด 12 ออนซ์ หรือ 330 ซีซี มีน้ำตาลอยู่ประมาณ 39 กรัมหรือ 140 แคลอรี เมื่อคิดถึงว่าคนเราได้น้ำตาลจากอาหารชนิดอื่นๆ อีก ใครที่ดื่มน้ำอัดลมหนึ่งกระป๋องก็ถือได้ว่าได้พลังงานจากน้ำตาลเกิน 200 แคลอรีไปแล้ว

มาครั้งใหม่นี้โรคอ้วน เบาหวาน ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง นักวิชาการจึงแนะนำว่า ที่ทางองค์การอนามัยโลกเคยแนะนำว่าไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่ต้องการต่อวัน หากเป็นคนไทยร่างกายปกติซึ่งต้องการพลังงานวันละ 2,000 แคลอรี จึงไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกินวันละ 100 แคลอรี

น้อยระดับนี้ย่อมหมายความว่า ไม่แนะนำให้ดื่มน้ำอัดลมเกินวันละครึ่งกระป๋อง ดีที่สุดคือไม่ควรดื่มน้ำอัดลมเลย หากทำได้อย่างนั้นจะให้ประโยชน์กับร่างกายหลายประการ สำคัญที่สุดคือ ลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงฟันผุที่เกิดขึ้นเป็นปกติในเด็กและวัยรุ่นส่วนใหญ่

We miss the rain เที่ยวให้ฉ่ำใจในหน้าฝน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/627402

วันที่ 01 ก.ค. 2563 เวลา 17:30 น.We miss the rain เที่ยวให้ฉ่ำใจในหน้าฝน60 เส้นทางความสุขหน้าฝน @เมืองไทย เดอะ ซีรีส์ Hello Rainy การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชวนแพ็คกระเป๋าตามล่าหาความสุขที่คิดถึง กับแคมเปญ “We miss the rain” เที่ยวฉ่ำใจในหน้าฝน พร้อมข้อเสนอเพื่อนักเดินทาง

สัมผัสเสน่ห์หน้าฝนฉบับคนอยากเที่ยว กับแคมเปญล่าสุดของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับพันธมิตรท่องเที่ยว ใน We miss the rain เผย 60 เส้นทางความสุขหน้าฝน @เมืองไทย เดอะ ซีรีส์ Hello Rainy ต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยวหน้าฝน ชวนคนไทยแพ็คกระเป๋าออกเดินทางตามหาความสุขที่มากับสายฝน พร้อมจัดโปรโมชั่นที่พัก บัตรโดยสาร แพ็กเกจทัวร์ รถเช่า สปา กิจกรรม ในราคาสุดพิเศษ เพื่อคนรักฝนกับการออกเดินทางเที่ยวเมืองไทยให้หายคิดถึง

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า กรีนซีซั่นหน้าฝนปีนี้เป็นช่วงเวลาพิเศษที่ทุกคนรอคอย หลังจากต้อง stay home, work from home กันมานาน ททท. จัดแคมเปญพิเศษ We miss the rain ชวนเที่ยวหน้าฝนกับ 60 สถานที่เที่ยวหน้าฝนที่ได้รับการโหวตจากนักท่องเที่ยวว่าเป็นที่ที่คิดถึงและอยากไปที่สุดในหน้าฝนนี้ ตัวอย่างเช่น

  1. บ้านป่าบงเปียง จ.เชียงใหม่
  2. นาขั้นบันได โครงการปิดทองหลังพระ จ.น่าน
  3. นาข้าวขั้นบันได บ้านผาหมอน จ.เชียงใหม่
  4. ไร่ชาลุงเดช จ.เชียงใหม่
  5. ไร่ชา 2000 จ.เชียงใหม่

ข้อเสนอพิเศษให้คนไทยเที่ยวให้ฉ่ำใจตลอดหน้าฝนนี้ อาทิ

  • สายการบินไทยสมายล์ มอบโปรโมชั่นบัตรโดยสารราคาพิเศษ “Rainy Me & My Gang” เริ่มต้นเพียง 1,250 บาทต่อเที่ยวบิน สำหรับเส้นทาง เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และนราธิวาส สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางเส้นทางกรุงเทพฯ-ภูเก็ต ลุ้นรับ Voucher ที่พักจากโรงแรมในเครือ Blu Monkey Phuket กว่า 60 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 150,000 บาท พร้อมบินอุ่นใจ ด้วยมาตรฐานด้านสุขอนามัยขั้นสูง เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร สำรองที่นั่งได้ตั้งแต่วันที่ 1– 15 กรกฎาคม 2563 เท่านั้น เดินทาง 16 กรกฎาคม 2563 – 15 กันยายน 2563 นี้
  • สายการบินนกแอร์ มอบสิทธิพิเศษสำหรับผู้โดยสาร 60 ท่านแรก ที่ซื้อบัตรโดยสาร Go Solo Go Far เส้นทางกรุงเทพ-เชียงใหม่ จะได้รับ Gift Voucher ที่พักจาก Baan Phuen hostel & Rooftop เชียงใหม่ ฟรีทันที ! สายการบินนกแอร์มีมาตรการเพื่ออำนวยความสะดวกและป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 อย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสากลทุกเที่ยวบิน
  • แอร์เอเชีย มอบโปรโมชั่น “เที่ยวเหนือฉ่ำใจ เที่ยวใต้สุดชิล” สำรองที่นั่งพร้อมกันได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป พร้อมเดินทางปลอดภัยไปกับแอร์เอเชียได้แล้วในทุกเส้นทางบินภายในประเทศ
  • Trip.com จัดกิจกรรม Flash Sale “Family Fun Fin” ลดราคาที่พักจัดหนักสำหรับกลุ่มครอบครัวสูงสุดถึง 75% เพียง 3 วันเท่านั้น สามารถซื้อดีลสุดพิเศษได้ตั้งแต่วันที่ 1-3 กรกฎาคม นี้และดีลพิเศษสำหรับคนรักฝนมากมายอาทิเช่น• Trip.com มอบส่วนลดโรงแรมสูงสุดถึง 50% และ ส่วนลดตั๋วเครื่องบินในประเทศราคาสุดประหยัด
  • สายการบิน VietJet เส้นทางกรุงเทพ-เชียงใหม่ ราคาพิเศษเพียง 1,225 บาท เริ่มจองได้ตั้งแต่วันนี้ – 25 กรกฎาคม 2563 เดินทางได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 สิงหาคม 2563
  • Grab มอบส่วนลดการเดินทาง 60% สำหรับนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการ Just Grab และ Grab Car เพียงใส่โค้ด TATRAINY
  • ASAP มอบส่วนลดรถเช่า 30% เพียงใส่โค้ด 60WHP
  • BUDGET เช่ารถในราคาพิเศษ เริ่มต้น 800 บาท เพียงใส่โค้ด TATBUD20
  • OASIS SPA มอบสิทธิพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวซื้อ SPA Package ผ่านโครงการฯ ในราคาสุดพิเศษ เริ่มต้นเพียง 2,548 บาท จากราคาปกติ 5,900 บาท
  • เมืองไทยประกันภัย มอบส่วนลดพิเศษเบี้ยประกันภัย 15% สำหรับลูกค้าที่ซื้อประกันภัย และเมื่อครบ 400 บาท ขึ้นไปรับ Gift card จาก Tesco Lotus มูลค่า 100 บาท
  • Cigna ประกันภัย มอบสิทธิพิเศษ ประกันอุบัติเหตุ ค่ารักษา 5,000 บาท/อุบัติเหตุ นาน 3 เดือน ฟรี! เพียงลงทะเบียนรับสิทธิ์ผ่านแคมเปญ We miss the rain

สำหรับนักเดินทางทุกคนที่ซื้อดีลท่องเที่ยวและจองซื้อตั๋วเครื่องบินผ่านทาง เว็บไซต์กิจกรรม https://www.hellorainy.60เส้นทางความสุข.com จะได้รับสิทธิ์ลุ้นรางวัลตั๋วเครื่องบิน บัตรกำนัลโรงแรม แพ็กเกจท่องเที่ยว ของพรีเมียมอื่นๆ กว่า 100 รางวัล มูลค่ารวม 1 ล้านบาท กำหนดจับฉลากในวันที่ 30 กันยายน 2563 นักท่องเที่ยวสามารถติดตามกิจกรรมต่างๆ ในโครงการจากเพจ 60 เส้นทางความสุข และติดตามเรื่องราวของ 60 เส้นทางความสุข @เมืองไทย เดอะ ซีรีส์ Website: https://www.hellorainy.60เส้นทางความสุข.com หรือ Facebook: www.facebook.com/60happinessroute/

ทักษะ 4 ด้านที่โลกต้องการหลังโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627384

วันที่ 01 ก.ค. 2563 เวลา 15:40 น.ทักษะ 4 ด้านที่โลกต้องการหลังโควิด-19รวมความรู้ดีๆ จากคณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ในงาน MUIC VIRTUAL OPEN DAYS 2020

หลายคนอาจมีข้อสงสัยว่า โลกหลังโควิด-19 จะมีผลต่อทักษะการเรียนรู้ของเด็กๆ ในยุคนี้อย่างไร อะไรคือทักษะจำเป็นที่เด็กๆ ควรมีต่อจากนี้ ซึ่งเราขอสรุปข้อมูลจากงาน MUIC VIRTUAL OPEN DAYS 2020 เมื่อเร็วๆนี้ มาให้ทุกท่านได้ทราบกัน

โดยผู้ที่ได้ให้ข้อมูลกับเราในครั้งนี้เป็นถึงคณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แก่ รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจุฬธิดา โฉมฉาย และคุณพัชรี รักษาวงศ์ ศิษย์เก่า โดยทั้งสองท่านได้กล่าวถึงทักษะจำเป็นที่เด็กๆ ควรมี 4 ด้าน ดังนี้

ทักษะในการมองภาพรวมของปัญหา

ด้วยวิกฤติโควิด-19 สิ่งที่ทำให้เห็นได้ชัดเลยก็คือ ทุกอาชีพต้องมีความรู้หลากหลายด้าน เช่น หมอที่ออกมาสื่อสารกับประชาชนต้องมีความรู้ด้านเศรษฐกิจและสังคมด้วย ดังนั้นทักษะในอนาคตที่ทุกคนควรจะมีต่อจากนี้นั่นก็คือ เรื่องของ “Liberal Arts” หรือความคิดแบบศิลปะวิทยาศาสตร์ ซึ่งทาง มหิดลอินเตอร์ มีความเชื่อเรื่องนี้อยู่แล้ว ว่าทุกคนจะต้องมีความรู้ทั้งด้านศิลปศาสตร์ วิทยาศาสตร์ รวมไปถึงด้านสังคมศาสตร์ด้วย เพราะวิทยาศาสตร์ทำให้เรารู้จักสภาพแวดล้อม รู้จักตัวเอง ในขณะเดียวกันศิลปศาสตร์ทำให้เราเข้าใจและเข้าถึงความรู้สึกของคนอื่น ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยส่งเสริมให้เด็กๆ สามารถมองภาพของปัญหาที่เป็นองค์รวมและจะนำไปสู่การหาคำตอบที่เบ็ดเสร็จและทันต่อสถานการณ์

ทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ

ทักษะการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างเป็นระบบ คืออีกหนึ่งทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะทำให้เรารู้จักคิดอย่างมีเหตุผล สามารถแยกแยะและค้นหาความจริงจากสื่อต่างๆเพื่อนำไปใช้ประกอบการแก้ปัญหา ยกตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงเรื่องพฤติกรรมการดูแลสุขอนามัยของมนุษย์ตั้งแต่ก่อนโควิด-19 ช่วงวิกฤติ ไปจนถึงช่วงผ่านพ้นวิกฤติ หากเรารู้จักสังเกตและวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ เติมเต็มสิ่งที่เรายังไม่รู้หรือไม่แน่ใจ ก็จะช่วยให้เราแก้ปัญหา ตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว แม่นยำ มีประสิทธิภาพ หากเกิดเหตุการณ์คับขันเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ทักษะการสื่อสารเชิงบวก

ทักษะการสื่อสารเชิงบวก เป็นการสื่อสารในเชิงสร้างสรรค์ สามารถใช้ได้ในหลายๆสถานการณ์ ในการเรียนออนไลน์ของนักศึกษา นักศึกษาที่สามารถสื่อสารได้ดีกับเพื่อนๆและอาจารย์ไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือเขียนก็จะทำให้เขาเหล่านั้นรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียว เกี่ยวเนื่องกับบทเรียนและห้องเรียน ทำให้การเรียนเกิดประสิทธิภาพ ในช่วงวิกฤติโควิด-19 แบบนี้ การสื่อสารแบบสร้างสรรค์จำเป็นอย่างยิ่งต่อการให้ความรู้ สร้างความเข้าใจในไปแนวทางที่ถูกต้อง รวมทั้งสร้างความรู้สึกดีให้กับคนในสังคม นำไปสู่การพัฒนาและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขอความร่วมมือให้สวมหน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างทางสังคม เป็นต้น

ทักษะด้านภาษาที่ 4 ภาษา Coding การเขียนโปรแกรม

ทักษะการเรียนแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Skill) โดยเฉพาะทักษะการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Coding) เป็นสิ่งที่สำคัญมากในปัจจุบัน เพราะมีส่วนช่วยให้เด็กๆ รู้จักวางแผน ฝึกการคิดอย่างเป็นระบบ ฝึกทักษะการแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน รู้จักการค้นเจอปัญหา มีเหตุและผล สามารถจับประเด็นต่างๆ เป็น เข้าใจหลักการ และกระบวนการแก้ปัญหาต่างๆ ได้ดี เปรียบเสมือนการสื่อสารและการสั่งงานคอมพิวเตอร์ให้ทำตามคำสั่งที่เราต้องการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน แต่เปลี่ยนจากภาษาคนเป็นภาษาคอมพิวเตอร์นั่นเอง

ทั้งหมดนี้คือ 4 ทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็กในโลกหลังโควิด-19 ที่คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจุฬธิดา โฉมฉาย และ คุณพัชรี รักษาวงศ์ ศิษย์เก่า ได้ให้ข้อสรุปเอาไว้ ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์มากๆ นอกจากนี้ เราขอฝากทุกท่านไว้ว่า การเตรียมตัวให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเสมอเป็นสิ่งสำคัญ การฝึกทักษะภาษาอังกฤษให้แข็งแกร่ง จะช่วยให้เรามีโอกาสก้าวหน้าในสาขาอาชีพอีกด้วย

เติมเต็มความสุขมื้อกลางวันด้วยเซ็ตลั้นช์สุดหรูสไตล์ฝรั่งเศส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/627377

วันที่ 01 ก.ค. 2563 เวลา 15:20 น.เติมเต็มความสุขมื้อกลางวันด้วยเซ็ตลั้นช์สุดหรูสไตล์ฝรั่งเศสขุมทรัพย์ความอร่อยจากดินแดนฝรั่งเศส @ห้องอาหารเรดสกาย โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์

เสพความสุขในเมื้อกลางวันด้วยเซ็ตลั้นช์สุดหรู ที่ห้องอาหารเรดสกาย โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ ที่ครั้งนี้ชวนทุกคนมาร่วมสัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหารมื้อกลางวัน ลิ้มลองความอร่อยเลิศรสกับขุมทรัพย์ความอร่อยจากดินแดนฝรั่งเศส โดย เชฟคริสเตียน แฮม หัวหน้าพ่อครัวได้รังสรรค์เมนูในสไตล์ฝรั่งเศส คัดสรรทุกวัตถุดิบชั้นนำเกรดพรีเมียมบรรจงปรุงแต่งอย่างพิถีพิถันให้เป็นเมนูใหม่เลิศรส มาพร้อมราคาเซ็ตยั่วใจ (2 คอร์ส 855 บาท++ ต่อท่าน) (3 คอร์ส 1,055 บาท++ ต่อท่าน) (4 คอร์ส 1,255 บาท++ ต่อท่าน)

เริ่มด้วยจานเรียกน้ำย่อยที่มีให้เลือก 3 เมนู ไม่ว่าจะเป็น ซีซาร์สลัด ทอดมันปูแมรี่แลนด์ หรือซุปครัสเตเชียนกับครีม และซุปครีมเห็ด

ตามด้วยเมนูจานหลักให้เลือกรับประทานถึง 4 เมนู สปาเก็ตตี้ซีฟู้ด เสิร์ฟพร้อมมะเขือเทศแห้ง กระเทียมเจียว และหน่อไม้ฝรั่ง หรือแซลมอนแทสมาเนียย่างกระทะ เสิร์ฟพร้อมมันบดผสมผักชี และเนยกลิ่นเลมอน ตามด้วยซี่โครงแกะย่าง ที่เสิร์ฟพร้อมมะเขือเทศกงฟีต์ มะเขือยาว และซุกินี หรือจะเป็นไก่ตุ๋นซอสแชมเปญจ เสิร์ฟพร้อมเห็ดมอเรลซอสครีม

ปิดท้ายมื้อกลางวันด้วยของหวาน 3 เมนูให้เลือกไม่ว่าจะเป็น บาบาเสาวรส ช็อกโกแลตคอมบิเนชั่น หรืออัฟโฟกาโต 

อิ่มอร่อยอย่างมั่นใจทั้งในเรื่องของความสะอาด ปลอดภัย ใส่ใจ และห่วงใย พร้อมการันตีว่าเชฟมิได้เดินทางไปยังที่สุ่มเสี่ยงตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา พนักงานทุกคนผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายทุกวัน และยังผ่านการอบรมแนวทางป้องกัน นอกจากนี้ ยังทำการฆ่าเชื้อโรคอุปกรณ์ทำครัว ห้องครัวและเครื่องมือเครื่องใช้เป็นอย่างดี การันตีด้วยประกาศนียบัตรโรงแรมที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย SHA (Amazing Thailand Safety and Health Administration) จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

อยากไปลิ้มลองความอร่อยแบบนี้ ก็ไปกันได้ที่ ห้องอาหารเรดสกาย ชั้น 55 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็ตเมนูอาหารกลางวันเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.30–14.30 น. สอบถามเพิ่มเติมโทร. 02-100-6255 หรือ E-mail: diningcgcw@chr.co.th

‘อัลไซเมอร์’ สมองเสื่อมไม่ใช่แค่เรื่องความจำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627332

วันที่ 01 ก.ค. 2563 เวลา 09:50 น.‘อัลไซเมอร์’ สมองเสื่อมไม่ใช่แค่เรื่องความจำทำความเข้าใจโรคของวัยเก๋า “อัลไซเมอร์” เมื่อสมองเสื่อมกลับไม่ใช่แค่เรื่องของความจำ

อัลไซเมอร์ เป็นหนึ่งในโรคที่เกิดจากความเสื่อมถอยของการทำงานหรือโครงสร้างของเนื้อเยื่อของสมองซึ่งมักพบในผู้สูงอายุ โดยไม่ใช่ความเสื่อมตามธรรมชาติเพราะผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องเป็นอัลไซเมอร์ทุกคน แต่เป็นความเสื่อมที่เกิดจากโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า เบต้า-อะไมลอยด์ (beta-amyloid) ชนิดไม่ละลายน้ำซึ่งเมื่อไปจับกับเซลล์สมองจะส่งผลให้เซลล์สมองเสื่อมและฝ่อลง รวมถึงทำให้การสื่อสารระหว่างเซลล์สมองเสียหายจากการลดลงของสารอะซีติลโคลีน (acetylcholine) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ส่งผลโดยตรงกับความทรงจำ 

การสะสมของเบต้า-อะไมลอยด์ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองค่อยๆ ลดลง เริ่มจากสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (hippocampus) ที่มีบทบาทสำคัญในการจดจำข้อมูลใหม่ๆ เมื่อเซลล์สมองส่วนนี้ถูกทำลาย ผู้ป่วยจะเริ่มมีปัญหาเรื่องความจำโดยเฉพาะความจำระยะสั้น จากนั้นความเสียหายที่เกิดขึ้นจะแพร่กระจายไปสู่สมองส่วนอื่นๆ และส่งผลต่อการเรียนรู้ ความรู้สึกนึกคิด ภาษา และพฤติกรรม

อัลไซเมอร์กับภาวะสมองเสื่อม

โรคอัลไซเมอร์กับภาวะสมองเสื่อม (dementia syndrome) นั้นมีความแตกต่างกัน ซึ่งการเข้าใจความแตกต่างจะช่วยให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจการวินิจฉัยของแพทย์ได้ดีขึ้น ทั้งนี้ ภาวะสมองเสื่อมหมายถึง กลุ่มอาการผิดปกติที่เป็นผลมาจากการเสื่อมของสมองหลายส่วนซึ่งพบได้ในผู้สูงอายุ โดยแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทตามสาเหตุ ได้แก่ 

ภาวะสมองเสื่อมที่รักษาให้หายขาดได้ พบประมาณร้อยละ 20 ของผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมทั้งหมด โดยสาเหตุมักเกิดจากโรคทางกาย เช่น หลอดเลือดสมองตีบตัน เลือดออกในสมอง เนื้องอกในสมองบางชนิด การขาดวิตามินบี12 และโรคขาดไทรอยด์ฮอร์โมนภาวะสมองเสื่อมที่รักษาไม่หายขาด พบมากถึงร้อยละ 80 ของผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม และมีโรคอัลไซเมอร์เป็นสาเหตุถึงร้อยละ 50 ส่วนที่เหลือเป็นโรคที่ทำให้สมองเสื่อมคล้ายอัลไซเมอร์อีก 5-6 โรค  ดังนั้น อัลไซเมอร์จึงเป็นสาเหตุของภาวะสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุด 

อายุ จัดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งมีโอกาสเกิดโรคมากขึ้น เพราะ สถิติในปัจจุบันพบว่ากลุ่มที่มีอายุราว 65 ปี พบผู้ป่วยอัลไซเมอร์ประมาณร้อยละ 5  กลุ่มผู้ที่มีอายุราว 75 ปี พบผู้ป่วยอัลไซเมอร์ประมาณร้อยละ 15 และกลุ่มผู้ที่มีอายุ 85 ปีขึ้นไป พบผู้ป่วยอัลไซเมอร์มากถึงร้อยละ 40 ฉะนั้น จำนวนผู้ป่วยอัลไซเมอร์จึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากคนเรามีอายุที่ยืนยาวขึ้น

นอกจากนี้ โรคอัลไซเมอร์ยังสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้แต่พบเป็นส่วนน้อย คือประมาณร้อยละ 5 เท่านั้น โดยผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการให้เห็นตั้งแต่อายุ 50-60 ปี 

อัลไซเมอร์ไม่ใช่แค่หลงลืม

อาการแรกเริ่มที่สำคัญของผู้ป่วยอัลไซเมอร์คือการสูญเสียความจำระยะสั้น ซึ่งเป็นอาการที่ใกล้เคียงกับภาวะความจำเสื่อมตามธรรมชาติในผู้สูงอายุ แต่เมื่อเวลาผ่านไปผู้ป่วยร้อยละ 80-90 จะมีอาการทางพฤติกรรมหรือทางจิตเวชร่วมด้วย ซึ่งอาการทางพฤติกรรมนี่เองที่ทำให้การดูแลผู้ป่วยเป็นไปอย่างยากลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะรายที่มีอาการก้าวร้าว  

อาการทั่วไปของโรคอัลไซเมอร์อาจแบ่งคร่าวๆ ได้เป็นสามระยะ ได้แก่

  • ระยะแรก ผู้ป่วยจะมีความจำถดถอยจนตัวเองรู้สึกได้ ชอบถามซ้ำ พูดซ้ำๆ เรื่องเดิม สับสนทิศทาง เริ่มเครียด อารมณ์เสียง่ายและซึมเศร้า แต่ยังสื่อสารและทำกิจวัตรประจำวันได้ ระยะนี้เป็นระยะที่คนรอบข้างยังสามารถดูแลได้ 
  • ระยะกลาง ผู้ป่วยมีอาการชัดเจนขึ้น ความจำแย่ลงอีก เดินออกจากบ้านไปโดยไม่มีจุดหมาย พฤติกรรมเปลี่ยนไปมาก เช่น จากที่เป็นคนใจเย็นก็กลายเป็นหงุดหงิดฉุนเฉียว ก้าวร้าว พูดจาหยาบคาย หรือจากที่เป็นคนอารมณ์ร้อนก็กลับกลายเป็นเงียบขรึม และเมื่อเวลาผ่านไป ผู้ป่วยจะเริ่มมีปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ชงกาแฟไม่ได้ ใช้รีโมททีวีหรือโทรศัพท์มือถือไม่ได้ คิดอะไรที่ไม่ถูกต้อง ไม่อยู่ในโลกของความจริง เช่น คิดว่าจะมีคนมาฆ่า มาขโมยของ คิดว่าคู่สมรสนอกใจ ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอาการที่ยากต่อการดูแลและเข้าสังคม
  • ระยะท้าย ผู้ป่วยอาการแย่ลง ตอบสนองต่อสิ่งรอบข้างน้อยลง สุขภาพทรุดโทรมลงคล้ายผู้ป่วยติดเตียง รับประทานได้น้อยลง การเคลื่อนไหวน้อยลงหรือไม่เคลื่อนไหวเลย ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ สมองเสื่อมเป็นวงกว้าง ไม่พูดจา ภูมิคุ้มกันอ่อนแอซึ่งมักนำไปสู่การติดเชื้อและเสียชีวิตในที่สุด โดยระยะเวลาทั้งหมดตั้งแต่แรกวินิจฉัยจนเสียชีวิตเฉลี่ยประมาณ 8-10 ปี

นิ่วในถุงน้ำดี เรื่องที่ควรระวังของคนรักบุฟเฟ่ต์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627243

วันที่ 01 ก.ค. 2563 เวลา 08:20 น.นิ่วในถุงน้ำดี เรื่องที่ควรระวังของคนรักบุฟเฟ่ต์ปวดท้อง แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย เรื่องปกติหรือผิดปกติ!! เมื่อการกินเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี งานนนี้บอกเลยว่าสายเลิฟบุฟเฟ่ต์ สาวกของทอด ต้องอ่าน

รู้สึกท้องอืด แน่นท้องทีไร ก็มักเข้าใจว่าเกิดจากอาหารไม่ย่อยหรือเป็นโรคกระเพาะอีกแน่ๆ แต่รู้หรือไม่ว่า อาการนี้ยังเป็นสัญญาณเตือนของโรคระบบทางเดินอาหาร อย่าง “นิ่วในถุงน้ำดี” ภัยเงียบที่มักมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้องนัก ส่วนการกินจะส่งผลเพิ่มความเสี่ยงนิ่วในถุงน้ำดีได้ยังไง บอกเลยว่า “สายเลิฟบุฟเฟต์ ของทอด” ควรอ่าน!

ข้อมูลโดย พล.ท.นพ.สุทธจิต ลีนานนท์ ศูนย์ศัลยกรรมผ่าตัดแผลเล็กผ่านกล้องชั้นสูง โรงพยาบาลพญาไท 2 เผย นิ่วในถุงน้ำดี โรคนี้…มีที่มาที่ไปยังไงกันนะ?

แม้ว่าปัจจัยที่เพิ่มโอกาสเสี่ยง “นิ่วในถุงน้ำดี” จะมีด้วยกันหลายอย่าง แต่ปัจจัยหลักๆ มักมาจาก “พฤติกรรมของตัวเราเอง” เพราะเมื่อระดับไขมันหรือคอเลสเตอรอลมีเพิ่มมากขึ้น และน้ำดีไม่สามารถย่อยสลายได้หมด ไขมันนั้นก็อาจเกิดปฏิกริยาแล้วค่อยๆ ตกตะกอนกลายเป็น “ก้อนนิ่ว” ซึ่งระดับไขมันที่มีมากเกินจนไม่สามารถย่อยสลายได้หมดนั้น โดยส่วนใหญ่ก็มาจากพฤติกรรมที่ชอบทานอาหารไขมันสูงและไม่ชอบออกกำลังกายนั่นเอง

แล้วจริงไหม? นิ่วในถุงน้ำดี เกิดขึ้นแค่กับผู้สูงวัย

เราอาจจะใช้คำว่า “ผู้ป่วยส่วนใหญ่” ที่ตรวจพบความเสี่ยงนิ่วในถุงน้ำดี มักมีอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป แต่อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่า…โรคนิ่วในถุงน้ำดีมีสาเหตุหลักมาจากระดับคอเลสเตอรอลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลกระทบมาจากการมีภาวะอ้วน การลดน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็ว รวมถึงพฤติกรรมการชอบทานอาหารที่มีไขมันสูงและเส้นใยต่ำ ทำให้กลุ่มคนวัยทำงานที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี ก็มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีได้เหมือนกัน!!

แม้ว่าไขมันจะเป็นปัจจัยหลัก แต่ก้อนนิ่ว…ก็อาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้

ผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดีส่วนใหญ่มักถูกตรวจพบก้อนนิ่วชนิดที่เกิดจากคอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นผลมาจากระดับคอเลสเตอรอลในน้ำดีเพิ่มมากขึ้น หรือการบีบตัวของกล้ามเนื้อในถุงน้ำดีน้อยจึงไม่สามารถบีบสารออกได้หมด แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีก้อนนิ่วชนิดที่เกิดจากเม็ดสี ซึ่งมักพบได้ในผู้ป่วยโรคตับแข็ง หรือผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของเลือด เช่น ผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย หรือผู้ป่วยโรคโลหิตจางจากการขาดเอนไซม์ G6PD

เรากำลังเสี่ยง “นิ่วในถุงน้ำดี” หรือเปล่า? สังเกตได้จากอาการเตือนเหล่านี้

  • นิ่วในถุงน้ำดีส่วนใหญ่มักไม่ก่อให้เกิดอาการ แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้น ดังนี้..
  • ท้องอืด
  • แน่นท้อง อาหารไม่ย่อยหลังมื้ออาหาร โดยเฉพาะหลังทานอาหารที่มีไขมันสูง
  • ปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงด้านขวา หรือปวดใต้ลิ้นปี่
  • ปวดท้องรุนแรง และปวดร้าวไปถึงสะบักหรือไหล่ด้านขวา
  • หากมีอาการถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน จะทำให้มีไข้สูงเฉียบพลัน
  • อาจมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม
  • หากถุงน้ำดีเกิดติดเชื้อ จะทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก

แนวทางการรักษาโรคนิ่วในถุงน้ำดี

ในการรักษาโรคนิ่วในถุงน้ำดี วิธีที่เหมาะสมที่สุด คือ การผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก! เพราะจะช่วยป้องกันการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีซ้ำ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น โดยการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกนั้น มีด้วยกัน 2 วิธี คือ

การผ่าตัดถุงน้ำดีแบบเปิดหน้าท้อง ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการถุงน้ำดีมีการอักเสบมากหรือแตกทะลุในช่องท้อง

การผ่าตัดถุงน้ำดีแบบผ่านกล้อง ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่มีอาการถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันหลังผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก! ควรดูแลตัวเองอย่างไร

สิ่งแรกที่ผู้ป่วยควรให้ความใส่ใจ คือ เรื่องของแผลผ่าตัด โดยในช่วงระยะ 1-2 เดือนแรกหลังผ่าตัด ห้ามยกของหนักหรือเดินทางระยะไกลๆ เพราะหากแผลยังไม่สมานเป็นเนื้อเดียวกัน อาจเกิดการปริแยกของแผลได้

อาหารการกิน

ในส่วนของอาหารการกิน ผู้ป่วยเองก็ต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษเช่นกัน โดยแบ่งอาหารออกเป็นมื้อเล็กๆ 5-6 มื้อ ในแต่ละมื้ออาจลดปริมาณการกินเหลือเพียง 25-50% จากปกติ เน้นอาหารที่ย่อยง่าย อย่าง โจ๊ก ไข่ตุ๋น เนื้อปลา หรือตุ๋นผักเปื่อยๆ เพื่อช่วยให้ระบบย่อยอาหารไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไป

สำหรับอาหารที่มีไขมันสูงทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ติดมัน อาหารประเภททอดหรือผัด ควรงด! แล้วหันมาเลือกทานไขมันดี เช่น ไขมันจากปลาที่มีโอเมก้า 3 แทน

เพราะปัจจัยสำคัญของการเกิดโรคนิ่งในถุงน้ำดีมักมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต จึงนับว่าเป็นโรคที่เราสามารถความความเสี่ยงได้! เพราะฉะนั้น หากคุณยังมีนิสัยชอบการทานของมันๆ บุฟเฟต์เบคอนเนื้อสัตว์ติดมัน แถมไม่ค่อยออกกำลังกาย แนะนำว่า…ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมซะใหม่ ก่อนที่ร่างกายจะต้องปราศจากถุงน้ำดี!!!

.

ที่มา : โรงพยาบาลพญาไท 2