พัฒนาศักยภาพเชิงรุก เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคอย่างยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/626029

วันที่ 15 มิ.ย. 2563 เวลา 12:15 น.พัฒนาศักยภาพเชิงรุก เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคอย่างยั่งยืนการรับมือกับปัญหาไวรัสโควิด 19 เชิงองค์รวม : การแก้ปัญหาเชิงระบบที่ซับซ้อนเชิงรุก

โลกเปลี่ยนแปลงทุกขณะ ไม่แน่นอน อ่อนไหว ซับซ้อน และคลุมเครือ การอุบัติขึ้นของไวรัสโควิด 19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทั่วโลก และปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจและวิถีชีวิตมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันได้คร่าชีวิตมนุษย์ไปกว่า 4 แสนคน

ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล จากสถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคง ยั่งยืน เผยข้อมูลจาก OECD เตือนว่าผลผลิตทางเศรษฐกิจทั่วโลกจะหดตัวมากถึง 7.6% หากมีการระบาดรอบสองในปลายปีนี้ และการฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างเชื่องช้าและผันผวน เพราะปัญหาไวรัสโควิด 19 นั้นซับซ้อน เราจึงต้องเปลี่ยนกระบวนการรับมือแบบเดิมๆ มาเป็นการพัฒนาเชิงรุกอย่างเป็นระบบ

การพัฒนาศักยภาพเชิงรุกคืออะไร?

การพัฒนาเชิงรุกมีเป้าหมายเพื่อการก้าวข้ามพ้นอุปสรรคและปัญหาสู่ความยั่งยืน มันเป็นการเน้นการปรับเปลี่ยนโดยเริ่มที่ตนเองเป็นหลัก ด้วยความเข้าใจถึงความหมายของศักยภาพที่แท้จริงสามารถระเบิดศักยภาพจากภายใน สามารถสร้างแรงบันดาลใจ ความมุ่งมั่น แรงขับเคลื่อนภายในด้วยทัศนคติเชิงบวก รู้ว่าจะเลือกตอบสนองอย่างไรเมื่อมีอะไรมากระทบ

การเข้าถึงจุดนี้ได้ แรกเริ่มเลยคือ การสร้างการนำตนเอง (Self-directed) การจะนำตนเองได้ ต้องเริ่มที่การเปลี่ยนกรอบความคิดอันเป็นฐานรากชีวิต กรอบความคิดเป็นของตนเอง อำนาจการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเรื่องที่ตนกำหนดได้เองทั้งสิ้น เราจึงต้องเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อการเกิดขึ้นของไวรัสโควิด 19 และการรับมือเสียใหม่ เพราะเรื่องนี้เราห้ามไม่ได้ แต่เราสามารถปรับตัวได้เพื่อให้อยู่รอด เพราะมันไม่สำคัญว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่มันอยู่ที่เราว่าจะตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นอย่างไร

เมื่อเราสามารถควบคุมได้ เราจึงกำหนดได้ เราจึงเล่นเชิงรุกได้ และนี่คือศักยภาพที่แท้จริงที่บุคคลมี มันคือ ศักยภาพในการนำตนเองเชิงรุก มันคือการจัดการตนเอง รับรู้อย่างมีสติ ไม่ตื่นตระหนก มีความอดทน ดังนั้น ความสามารถในการนำตนเองเชิงรุกจึงเป็นจุดเริ่มต้นของความยั่งยืน

มุมมองเชิงระบบที่ซับซ้อนคืออะไร?

มันเป็นความสามารถในการเข้าใจปัญหาต่างๆ ตามความเป็นจริงว่า ปัญหาใดๆ คือระบบ และทุกปัญหาล้วนเชื่อมโยงกันอย่างเป็นร่างแหสลับซับซ้อนและในการรับมือกับความท้าทายต่างๆ นอกจากต้องพัฒนาศักยภาพในการนำตนเองแล้ว ทีนี่เราต้องแก้ปัญหาในการแก้ปัญหา เราต้องใช้ปัญญา ฐานรากของปัญญามาจากแนวคิดเชิงระบบแนวคิดเชิงระบบเป็นการพิจารณาทางออกของปัญหาต่างๆ ตามความเป็นจริงว่า ทางออกของปัญหาใดๆ เกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบ ดังนั้น ทางออกอย่างสร้างสรรค์หรือที่เรียกว่านวัตกรรมนั้น มันก็คือ การเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่างนั่นเองการแก้ปัญหาใดๆ จึงเป็นการคิดวิเคราะห์เพื่อหาองค์ประกอบที่แตกต่างและสร้างการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบเหล่านั้นเพื่อสร้างทางเลือก หาทางออกใหม่ๆ เพื่อนำไปแก้ปัญหาความแตกต่างของปัญญาเพื่อความยั่งยืน มันก็อยู่ตรงนี้แหละ เพราะสรรพสิ่งเชื่อมโยง

แต่การแก้ปัญหาใดๆ มันมิได้ง่ายตรงไปตรงมาอย่างเป็นเส้นตรงเชิงเดี่ยวเพราะทุกปัญหามันซับซ้อน มันเป็นปัญหาซ้อนปัญหาที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ดังเช่นปัญหาไวรัสโควิด 19 ที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนในเวลานี้ทางออกต่อมุมมองดังกล่าวจึงต้องพัฒนาปัญญาไปอีกขั้นหนึ่งที่เห็นความจริงของปัญญาบนฐานของระบบซ้อนระบบเห็นถึงความเชื่อมโยงที่สลับซับซ้อน เกี่ยวพัน ทับซ้อนกันของปัญหาต่างๆ ที่ต่างก็สัมพันธ์เชื่อมโยงกันในทุกระดับอย่างลึกซึ้งการแก้ปัญหาไวรัสโควิด 19 จึงไม่อาจทำได้ด้วยมุมมองเชิงเดี่ยวด้วยการแก้ที่องค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งอย่างโดดๆแต่ต้องอาศัยทุกองค์ประกอบในทุกภาคส่วนของประเทศและโลกที่ต้องเชื่อมโยงช่วยเหลือกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว อย่างมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังเร่งดำเนินการอยู่ทุกวันนี้

โดยสรุป ศักยภาพในการแก้ปัญหาเชิงระบบที่ซับซ้อนเชิงรุกสามารถพัฒนาขึ้นมาได้ด้วยการผสานสองแนวคิดข้างต้นเข้าด้วยกัน กล่าวคือ การปรับมุมมองที่ว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอเพื่อสร้างความสามารถในการนำตนเองด้วยการระเบิดศักยภาพจากภายในผ่านกรอบความคิดเชิงบวกที่เห็นความจริงว่าปัญหาใดๆ ล้วนเชื่อมโยงและทับซ้อนกันอย่างเป็นระบบซ้อนระบบเพื่อนำไปสู่การสร้างปัญญาและกระบวนการเรียนรู้และทางเลือกใหม่ๆ ที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจด้วยการสร้างการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่าง

ด้วยความเข้าใจนี้เองสามารถนำมาปรับใช้กับการแก้ปัญหาใดๆ ในองค์กรรวมทั้งครอบครัว สังคม ชุมชน และประเทศชาติเพื่อสร้างความยั่งยืนในทุกระดับ แม้แต่ที่ประชุม World Economic Forum เมื่อเร็วๆ นี้ ก็ได้ประกาศว่า “ความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน” เป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นอันดับแรกในปี 2020

เราจึงจำเป็นต้องเตรียมคนให้พร้อมด้วยการยกระดับแนวคิดใหม่เพื่อรับมือกับความท้าทายในอนาคตที่ไม่อาจคาดเดาได้ด้วยกระบวนการแก้ปัญหาเชิงระบบที่ซับซ้อนเชิงรุก

เพราะเราไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ด้วยระดับความคิดตอนที่เราสร้างมันขึ้นมา We cannot solve our problems with the same thinking we used when we created them – (Einstein)

กินเนื้อแดง อาหารแปรรูป เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625976

วันที่ 14 มิ.ย. 2563 เวลา 14:33 น.กินเนื้อแดง อาหารแปรรูป เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ยืนยันข่าวจริง “WHO ฟันธง การรับประทานเนื้อแดงและอาหารแปรรูป เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่”

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันข่าวจริง กรณีตามที่มีข่าวปรากฏตามสื่อต่างๆ เกี่ยวกับประเด็น “WHO ฟันธง การรับประทานเนื้อแดงและอาหารแปรรูป เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่” นั้น โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ตรวจสอบข้อมูลวิชาการพบข้อเท็จจริง คือ องค์กรวิจัยมะเร็งนานาชาติ หรือ International Agency for Research on Cancer (IARC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ เนื้อสัตว์แปรรูปเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 คือสามารถก่อมะเร็งในมนุษย์ ส่วนเนื้อแดง เป็นกลุ่ม 2A คืออาจจะก่อมะเร็งในมนุษย์

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า เนื้อสัตว์แปรรูป คือเนื้อที่ผ่านการคลุกเกลือ หมัก บ่ม รมควัน และวิธีอื่นๆ ที่เพิ่มรสชาติหรือถนอมอาหารให้ดีขึ้น เช่น แฮม ไส้กรอก กุนเชียง หมูยอ โดยการบริโภคเนื้อแปรรูปที่มากขึ้นและเป็นประจำ จะเพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้และไส้ตรงได้ ส่วนเนื้อแดงของสัตว์ต่างๆ เช่น เนื้อวัว หมู แกะ หมูป่า ม้า และแพะ เป็นต้น มีรายงานจาก IARC ที่ระบุว่า การกินเนื้อแดงมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้และไส้ตรง

นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า เนื้อสัตว์แปรรูป จัดอยู่ในสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 คือสามารถก่อมะเร็งในมนุษย์ ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันกับ บุหรี่ แอลกอฮอล์ แร่ใยหิน สารหนู เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เนื้อสัตว์แปรรูปก็ไม่ได้มีอันตรายมากเท่าสารเหล่านี้ ดังนั้น ประชาชนจึงสามารถรับประทานเนื้อสัตว์ แปรรูปได้ แต่สิ่งสำคัญคือให้จำกัดปริมาณการรับประทานและเนื้อแดงก็เช่นเดียวกัน เพราะเนื้อแดงมีคุณค่าทางโภชนาการและมีสารอาหารต่างๆ อาทิ โปรตีน สังกะสี เหล็กและวิตามินบี 12 ดังนั้น จึงไม่ควรงดรับประทานเนื้อแดง แต่ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งกองทุนวิจัยมะเร็งโลกแนะนำว่าควรรับประทานเนื้อแดงไม่เกิน 500 กรัมต่อสัปดาห์ และรับประทานโปรตีนจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เช่น ไข่ เต้าหู้และถั่ว รวมทั้งการบริโภคอาหารให้มีความหลากหลาย

ที่มา กรมการแพทย์

ตามล่าหาขุมทรัพย์ ปักหมุดช้อปแบรนด์เนมที่ลักชูรี่เอาท์เล็ตแห่งแรกของไทยใน ‘เซ็นทรัล วิลเลจ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/625963

วันที่ 14 มิ.ย. 2563 เวลา 12:50 น.ตามล่าหาขุมทรัพย์ ปักหมุดช้อปแบรนด์เนมที่ลักชูรี่เอาท์เล็ตแห่งแรกของไทยใน ‘เซ็นทรัล วิลเลจ’ปักหมุดขุมทรัพย์แบรนด์เนมที่ เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่เอาท์เล็ตแห่งแรกของไทย กับโปรแรงกระแทกใจ ‘Super Brand Grand Sale’ ลดสูงสุด 90% ตลอดเดือน มิ.ย.– ก.ค.นี้

เรียกได้ว่ามากี่ครั้งก็ไม่เสียเที่ยวเพราะตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ในที่เดียว สำหรับ เซ็นทรัล วิลเลจ  ลักชูรี่เอาท์เล็ตแห่งแรกของไทย สุดยอดเอาท์เล็ตเดสติเนชั่นของการช้อปปิ้งแบรนด์เนมรวมกว่า 220 แบรนด์ 130 ร้านค้า โดยบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ที่ครอบคลุมทุก category ทั้งแฟชั่นไฮเอนด์ สตรีทแฟชั่น อุปกรณ์กีฬา เสื้อผ้าเด็ก ของเล่น ไอทีแกดเจ็ต เครื่องครัว ของแต่งบ้าน พร้อมบริการอำนวยความสะดวกจากธนาคาร และอิ่มอร่อยกับร้านอาหารยอดนิยม คาเฟ่  ศูนย์อาหาร และซูเปอร์มาร์เก็ต หลังปลดล็อก เซ็นทรัลพัฒนา ตอกย้ำการเป็นผู้บุกเบิกตลาดลักชูรี่เอาท์เล็ตของไทยที่เติมเต็มทุกมิติการช้อปปิ้งในประเทศไทยให้ครบทุกรูปแบบ ครั้งแรกกับดีลแบรนด์เนมดีที่สุดแห่งปีด้วยแคมเปญลดราคาครั้งใหญ่ตลอด 2 เดือนเต็ม “Super Brand Grand Sale” ประหยัดสูงสุดถึง 90%

พาไปช้อปกันให้หายคิดถึง พบกับ Exclusive Brands ถึง 67 แบรนด์ที่มีเฉพาะที่เซ็นทรัล วิลเลจ พร้อมโปรโมชั่นสุดปังสินค้า Weekly WOW Price ราคาสุดพิเศษเริ่มต้นที่ 990 บาท และสินค้าแบรนด์เนมราคาพิเศษ อาทิ ALICE+OLIVIA, CHLOÉ, COACH, ERMENEGILDO ZEGNA, ETRO, JIMMY CHOO, KATE SPADE, KENZO, MARIMEKKO, MAX & CO., MCQ, MICHAEL KORS, MOSCHINO, OUTLET BY CLUB21, POLO RALPH LAUREN, SALVATORE FERRAGAMO, VALENTINO, VIVIENNE WESTWOOD, BATH & BODY WORKS, COCCINELLE, MELISSA, SUNGLASS HUT, VICTORIA’S SECRET และอีกมากมาย ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 กรกฎาคม 2563

ช้อปกันให้ฟินกับดีลดีที่สุดที่สาวกแบรนด์เนมต้องไม่พลาดในแคมเปญ “Super Brand Grand Sale” กับส่วนลดแบบ Triple Wow

ว้าวที่ 1 ประหยัดสูงสุด 35-90% พร้อมสินค้า Weekly WOW Price ราคาสุดพิเศษเริ่มต้นที่ 990 บาททุกสัปดาห์ ตลอด 2 เดือนเต็ม (มิถุนายน-กรกฏาคม) นอกจากนี้ ยังมอบโปรโมชั่นยิ่งช้อปยิ่งลด รับส่วนลด on-top เพิ่มเติมเมื่อช้อปครบตามเงื่อนไขของแต่ละร้านค้า

ว้าวที่ 2 รับฟรี cash voucher on-top สำหรับสมาชิกเดอะ 1 เมื่อช้อปสินค้าแบรนด์ประจำสัปดาห์ ครบ 12,000 บาท รับฟรี 500 บาท และพิเศษสำหรับวันที่ 19-25 มิถุนายน รับฟรีเพิ่มเป็น 1,000 บาท หรือเมื่อช้อปแบรนด์อื่นๆ ครบตามเงื่อนไข รับฟรี 1,000 บาท เมื่อช้อปครบ 40,000 บาท, รับฟรี 2,000 บาท เมื่อช้อปครบ 60,000 บาท, รับฟรี 5,000 บาท เมื่อช้อปครบ 150,000 บาท และรับยอดสะสม Central Privilege x2 สำหรับยอดใช้จ่ายจากร้านค้าที่เข้าร่วมรายการ

ว้าวที่ 3 สุดพิเศษกับโปรโมชั่นผ่อน 0% 3 เดือน ทั้งศูนย์การค้าสำหรับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน–15 กรกฏาคมเท่านั้น และรับเครดิตเงินคืนจากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการสูงสุด 12%

และตามไปว้าวกันให้สุดๆ กับสินค้าแบรนด์ดังในราคาเอาท์เล็ต อาทิ

· RUNWAY EIGHTY รวบรวมแฟชั่นรองเท้าแบรนด์หรู อาทิ VALENTINO ลดสูงสุด 80% รุ่น Mary Jane 7,920 บาท (ปกติ 39,600 บาท) Gladiator Sandals 8,800 บาท (ปกติ 44,000 บาท) Sneaker 7,120 บาท (ปกติ 35,600 บาท) 5,520 บาท (ปกติ 27,600 บาท) Thong Sandals 4,440 บาท (ปกติ 22,200 บาท) Ankle Strap Ballerina 7,920 บาท (ปกติ 39,600 บาท) Ankle Strap Pumps 8,480 บาท (ปกติ 42,400 บาท) JIMMY CHOO รุ่น Daria Flats 5,240 บาท (ปกติ 26,000 บาท) Lucy Flat 8,420 บาท (ปกติ 42,100 บาท) OLGANA PARIS รุ่น La Sensuelle 6,500 บาท (ปกติ 32,500 บาท) L’Amazone 6,500 บาท (ปกติ 32,500 บาท) รุ่น La Delicate 6,300 บาท (ปกติ 31,500 บาท)

· OUTLET BY CLUB 21 ลดสูงสุด 90% อาทิ กางเกง DIESEL เพียง 1,290 บาท (ปกติ 12,900 บาท) และแบรนด์อื่นๆ เช่น 3.1 PHILLIP LIM, MARNI, DKNY เมื่อช้อปครบ 6,000 บาท รับฟรี cash voucher 500 บาท, ช้อปครบ 10,000 บาท รับ 1,000 บาท และลด on-top เพิ่ม10% เมื่อช้อปสินค้าลด 70% – 80% ครบ 3 ชิ้น · MARIMEKKO ลดสูงสุด 60% เมื่อช้อปครบ 2 ชิ้น ลดเพิ่ม 5%, ช้อปครบ 3 ชิ้น ลดเพิ่ม 10%

· KENZO ช้อป 2 ชิ้น รับส่วนลด on-top เพิ่ม 30% ทั้งร้าน *ยกเว้นสินค้าที่ลด70%

· ETRO ลดสูงสุด 90% เสื้อสูท Jacket ผู้ชาย 4,940 บาท (ปกติ 49,400 บาท) Jersey Polo 1,340 บาท (ปกติ 13,400 บาท)

· TIMBERLAND ลดสูงสุด 50% และรับส่วนลด on-top เพิ่มอีก 30% พบสินค้าราคาเริ่มต้นเพียง 735 บาท รองเท้าบู้ท 2,625 บาท (ปกติ 7,500 บาท) 2,975 บาท (ปกติ 8,500 บาท)

· LACOSTE ลดสูงสุด 70% ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋า อาทิ เสื้อเชิ้ตผู้ชายเพียง 1,167 บาท (ปกติ 3,890 บาท) รองเท้าผ้าใบเพียง 1,953 บาท (ปกติ 2,790 บาท) เมื่อช้อปครบ 2 ชิ้น ลดเพิ่ม 5%, ช้อปครบ 3 ชิ้น ลดเพิ่ม 10%

· รองเท้าผ้าใบ CONVERSE ราคาเริ่มต้นที่ 500 บาท เมื่อช้อป 3 ชิ้น ลดเพิ่ม 20%, ช้อป 5 ชิ้น ลดเพิ่ม 30% รองเท้าผ้าใบ ADIDAS ลดสูงสุด 70% ราคาเพียง 1,050 บาท (ปกติ 3,500 บาท) ช้อปครบ 2,000 บาท ลดเพิ่ม 15%, ช้อปครบ 3,000 บาท ลดเพิ่ม 20%, ช้อปครบ 4,000 บาท ลดเพิ่ม 30% *ยกเว้นสินค้าลดมากกว่า 50% ไม่ร่วมรายการ รองเท้าผ้าใบ ONITSUKA TIGER ลดสูงสุด 70% ราคาเพียง 1,560 บาท (ปกติ 3,900 บาท) ช้อปครบ 5,000บาท รับส่วนลด on-top เพิ่ม 5%, ช้อปครบ 8,000 บาท ลดเพิ่ม 10%

· SUPERSPORTS พบกับ clearance sale ลดทั้งร้าน 50% และเมื่อช้อปครบ 3 ชิ้น ลดเพิ่ม 15% ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 มิถุนายนเท่านั้นและยังมีแบรนด์อื่นๆอีกมากมายให้เลือกช้อปได้อย่างจุใจ

ไปตามล่าหาขุมทรัพย์ ปักหมุดช้อปแบรนด์เนมที่ลักชูรี่เอาท์เล็ตแห่งแรกของไทยในโลเคชั่นดีที่สุด ใกล้ที่สุด ที่ เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่ เอาท์เล็ต บนถนนสายหลักสู่สุวรรณภูมิ เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์-พฤหัสฯ เวลา 11.00-21.00 น. และศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-21.00 น.และสามารถติดตามรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ http://www.centralvillagebangkok.com

จากศูนย์เรียนรู้ สู่ศูนย์แบ่งปัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/625822

วันที่ 12 มิ.ย. 2563 เวลา 06:30 น.จากศูนย์เรียนรู้ สู่ศูนย์แบ่งปันโปรเจกต์พิเศษส่งต่อการให้ ทีเอ็มบี และธนชาต เนรมิตศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า มาเป็น “ศูนย์แบ่งปัน” ปรับตัวรับกระแสโควิด สนับสนุนเด็กใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ พร้อมแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง

เพราะเข้าใจว่าการเรียนรู้ไม่ควรหยุดนิ่ง ธนาคารทีเอ็มบี และธนชาต ผู้สร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพื่อสังคมผ่านศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า (FAI-FAH Centers) แหล่งเรียนรู้สำหรับเยาวชนในชุมชนอายุตั้งแต่ 8-17 ปี ผุดไอเดียรับกระแสโควิด-19 และช่วงปิดเทอมยาว เนรมิตโปรเจกต์พิเศษร่วมส่งต่อการ “ให้” ด้วยการปรับศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า ที่มีมากว่า 11 ปี ให้เป็น “ศูนย์แบ่งปัน” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ตู้ปันสุข” ด้วยการแบ่งปันอุปกรณ์และสื่อการเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ให้แก่เด็กๆ และผู้ปกครอง ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย หวังจุดประกายการเรียนรู้ ร่วมสร้างความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนที่ต้องอยู่บ้านได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ อีกทั้งยังปลูกฝังและกระตุ้นให้เยาวชนรู้จักการแบ่งปันด้วยการเขียนความรู้สึกลงในกระดาษว่า “ถ้ามีโอกาส เราอยากแบ่งปันอะไรให้กับสังคม”

มาริสา จงคงคาวุฒิ เจ้าหน้าที่บริหารกิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืน ทีเอ็มบี เผยว่า เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้กิจกรรมต่างๆ ในหลายภาคส่วนต้องหยุดชะงัก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ โรงเรียน ที่ต้องปิดเทอมยาวมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า พื้นที่ที่ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์เชิงศิลปะและพัฒนาทักษะการใช้ชีวิตก็ได้รับผลกระทบ ทำให้ทางศูนย์ต้องปิดให้บริการด้วยเช่นกัน และด้วยการเห็นความสำคัญถึงการเรียนรู้ที่ไม่ควรหยุดนิ่ง  ประกอบกับความตั้งใจที่จะส่งมอบความรู้ให้แก่เด็กๆ อย่างต่อเนื่อง จึงสร้างสรรค์โปรเจกต์พิเศษ โดย “เปลี่ยนศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า ให้เป็นศูนย์แบ่งปัน” ที่พร้อมปันสิ่งดีๆ คืนสู่สังคม โดยนำอุปกรณ์และสื่อการเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์มาแบ่งปันให้เด็กๆ และผู้ปกครองสามารถเลือกและนำกลับบ้านได้ฟรี โดยคาดว่าในแต่ละวันจะปันสิ่งของให้ได้ประมาณ 200 ครอบครัว

สำหรับศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า ปัจจุบันมีทั้งหมด 5 ศูนย์ โดยช่วงเดือนมิถุนายน 2563 มีการปรับมาเป็นศูนย์แบ่งปัน เพื่อปันสิ่งของให้แก่เด็กและเยาวชนจำนวน 2 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า ประชาอุทิศ และศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า สมุทรปราการ (การแบ่งปันจะจัดขึ้นในทุกวันพุธและวันเสาร์) ตั้งแต่เวลา 13.00-16.00 น. โดยสิ่งของที่จัดให้มี อาทิ สมุดวาดภาพ อุปกรณ์ระบายสี เกมฝึกทักษะด้านต่างๆ ดินน้ำมัน อุปกรณ์ทำสิ่งประดิษฐ์  D.I.Y. ชุดปลูกต้นไม้ ซึ่งเด็กๆ สามารถมาเลือกได้ตามใจชอบคนละ 2 ชิ้น

ในการนี้ภายในศูนย์ฯ ได้มีการจัดแบ่งออกเป็น 4 มุมแบ่งปัน ได้แก่ 

  • มุมอ่านสร้างสุข เช่น หนังสือสำหรับเยาวชน และการ์ตูนเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้  
  • มุมเล่นสร้างสรรค์  มีทั้งบอร์ดเกมส์ อุปกรณ์ D.I.Y. ชวนให้เด็กๆ ได้เล่นสนุกกัน  
  • มุมเขียนสนุก ที่มาพร้อมอุปกรณ์การเรียนหลากหลายชนิด เช่น สมุด ปากกา ดินสอ และไม้บรรทัด ให้เด็กๆ ได้เลือกนำกลับไปใช้ให้เป็นประโยชน์
  • มุมวาดสุขใจ เช่น ชุดภาพวาดระบายสีและลายเส้นให้เด็กๆได้นำกลับไปเติมแต่งตามจินตนาการความคิดสร้างสรรค์

ทางด้านความมั่นใจในมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ทางศูนย์ได้จัดให้มีการปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัดก่อนเข้าทุกครั้ง ทั้งการใส่หน้ากากอนามัย การวัดอุณหภูมิร่างกาย การใช้เจลแอลกอฮอลล์ล้างมือ การลงทะเบียน รวมถึงการจำกัดจำนวนคนเข้าในแต่ละรอบ พร้อมกำหนดจุดที่รับของเพื่อรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล นอกจากนี้ ยังได้รับความช่วยเหลือจากเทศบาลเมืองปากน้ำที่ได้ส่งทีมอาสาสมัครชุมชนมาร่วมกันจัดระเบียบคนเข้าร่วมกิจกรรมอีกด้วย

ทั้งนี้ ทีเอ็มบี และธนชาต ในฐานะผู้นำแนวคิด Make REAL Change มุ่งมั่นจุดประกายคนไทยให้มีการตั้งรับเชิงรุก ด้วยการปรับมุมมอง ร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคมดีขึ้นอย่างยั่งยืน และก้าวข้ามสถานการณ์โควิด-19 ไปด้วยกัน โดยศูนย์แบ่งปันได้เปิดปันสิ่งของให้แก่เด็กและเยาวชน จำนวน 2 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า ประชาอุทิศ และศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า สมุทรปราการ ตลอดทั้งเดือน มิถุนายนนี้ ตั้งแต่วันนี้–27 มิถุนายนนี้ (การแบ่งปันจะจัดขึ้นในทุกวันพุธ และวันเสาร์) ตั้งแต่เวลา 13.00 – 16.00 น. ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.tmbfoundation.or.th

Z Zegna เผยคอลเลคชั่นฤดูร้อน 2020 โชว์วิถีชีวิตที่มั่นคง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/625723

วันที่ 11 มิ.ย. 2563 เวลา 10:30 น.

Z Zegna เผยคอลเลคชั่นฤดูร้อน 2020 โชว์วิถีชีวิตที่มั่นคง

Z Zegna ส่งคอลเลคชั่นใหม่ประจำฤดูร้อน 2020 รวบรวมวิถีชีวิตที่มีจริยธรรมและจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม ผ่านการแปรเปลี่ยนของผืนทะเลทราย

เมื่อการแปรเปลี่ยนของผืนทะเลทราย กลายเป็นความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมในเวลานี้สำหรับมนุษย์ และมีการพิจารณาว่าเรื่องนี้กำลังเป็นภัยคุกคามต่อความเป็นอยู่ที่ดี นับเป็นเวลากว่า 80 ปีแล้ว ที่แอร์เมเนจิโด เซนญ่า เป็นผู้นำในการพัฒนาการปลูกป่าและรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลให้ Oasi Zegna โดดเด่นในเมือง Biella ภูมิภาค Valdilana

ด้วยพันธะสัญญาขององค์กร ที่มีความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับ Z Zegna คอลเลคชั่นฤดูร้อน 2020 ที่ได้รวบรวมวิถีชีวิตที่มีจริยธรรมและจิตสำนึกต่อการคัดสรรวัตถุดิบ รวมถึงเทคนิคในการสร้างสรรค์ ผ่านแนวการแปรเปลี่ยนผืนทะเลทราย ซึ่งมิได้เป็นเพียงธีมที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับวิสัยทัศน์ที่แท้จริงแก่อาร์ทิสติกไดเรกเตอร์อย่าง อเลสซานโดร ซาร์โตริ (Alessandro Sartori) แต่นั่นเป็นภาพสะท้อนของความคิดที่จะกำหนดปัจจุบันและอนาคตของแบรนด์ โดยการปรับปรุงตกแต่งห้องอินฟินิตี้อันน่าดึงดูด ซึ่งติดตั้งที่ Teatrino Lorenese Teatrino ของ Fortezza da Basso การจำลองผ่านโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ราวกับอยู่บนผืนทะเลทราย

การนำวัสดุที่ใช้งานแล้วนำกลับมาสร้างสรรค์ใหม่กลายเป็นเส้นใยรีไซเคิล กระบวนการผลิตและกระบวนการซักที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอันสำคัญ เช่น น้ำ พร้อมด้วยเทคนิคการตัดเย็บที่ปรับใช้กับเส้นใยรีไซเคิลโดยเฉพาะ แต่ยังคงไว้ซึ่งการตัดเย็บอันประณีตของแบรนด์

โดย Z Zegna ได้ออกแบบให้มีความโดดเด่นและมีความทันสมัย ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของเมือง Z Zegna คอลเลคชั่นฤดูร้อน 2020 นี้ ได้ถ่ายทอดคอนเซ็ปต์นักสำรวจเมืองหลวงอันร่วมสมัย ซึ่งเข้ากันอย่างลงตัวกับความบางเบาที่มีประสิทธิภาพสูงและสไตล์อันไร้ที่ติ โดยใช้เทคนิคการผลิตขั้นสูงและผลิตจากวัสดุน้ำหนักเบา นอกจากนั้น เนื้อผ้าด้านนอกยังผสมผสานใยผ้าพิเศษ อย่างเช่นเสื้อลายปริ้น Madras Check หรือผ้า chiné ที่ใช้เทคนิคพิเศษทำให้เนื้อผ้ามีลวดลายสะท้อนสีรุ้งของ Z Zegna

เสื้อผ้าสไตล์แคชวล รวมถึงเสื้อกันลม เสื้อแจ็กเกตตัวหนาและเสื้อคลุมแขนยาว โดยนำวัสดุผ้าที่มีความเงางามและผ้าพื้นผิวด้าน จับคู่กับกางเกงที่ตัดในสามรูปทรงอันหลากหลาย ทั้งทรงสลิม ทรงคาร์โก้ และทรง carrots

นับเป็นก้าวใหม่ของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าที่ Z Zegna ได้พัฒนานวัตกรรม TECHMERINOTM WASH&GO ที่จะทำให้การสวมใส่สะดวกมากยิ่งขึ้น รวมถึงการทำความสะอาดและสวมใส่ อีกทั้งวัสดุวูลไฟเบอร์ที่มีความยืดหยุ่น ขนแกะธรรมชาติจากเมอริโนที่ให้สัมผัสเป็นประกาย และเทคนิคในการสร้างสรรค์ที่เป็นเอกสิทธิ์ของแบรนด์ ช่วยให้เสื้อผ้าภายใต้เทคโนโลยี

Wash & Go คงรูปร่าง สามารถสวมใส่และซักล้างได้หลายต่อหลายครั้ง โดดเด่นด้วยสีสันของทะเลทรายยามอาทิตย์อัสดง แต่งแต้มด้วยลายปริซึมสีสนิมขุ่น สีครามในยามราตรีตัดด้วยเฉดสีขาวนวลกับสีส้มสดใส ขณะที่สีเอิร์ธโทนถูกนำไปเล่นกับสีฉูดฉาด เช่น สีเขียวและชมพูนีออนให้ดูมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น

รองเท้าผ้าใบ A-MAZE นับเป็นหัวใจสำคัญของ Z Zegna ซึ่งมีพื้นรองเท้าที่รูปทรงหนาแต่ยังคงความแตกต่างจากรองเท้าลำลองและบู้ท chukka ซึ่งเน้นการผจญภัยและตอบโจทย์กับการสวมใส่ที่เน้นใช้งาน

Orthorexia Nervosa คลั่งกินคลีน แบบนี้ก็มีด้วย? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625727

วันที่ 11 มิ.ย. 2563 เวลา 08:09 น.

Orthorexia Nervosa คลั่งกินคลีน แบบนี้ก็มีด้วย?

“กินคลีนมากเกินไป ไม่ได้แปลว่าดี” เมื่อคนส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยความตั้งใจที่จะกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี แต่เวลาผ่านไปกลับกลายเป็นการใช้แนวทางควบคุมอย่างเข้มงวด หรือสุดโต่งจนเกินพอดี แบบนี้มีข้อเสียกับสุขภาพหรือไม่ ไปดูกัน

หนึ่งในวิธีการไดเอทซึ่งเป็นที่นิยิมของคนอยากมีรูปร่างที่ดี หรือต้องการลดน้ำหนัก คือ การเลือกกินอาหารคลีน ซึ่งส่งผลดีกับร่างกายอย่างเห็นได้ชัด ทว่า กินคลีนมากเกินไป ไม่ได้แปลว่าดี มีข้อมูลจากสมาคมศึกษาอาการผิดปกติที่เกี่ยวกับการรับประทานอาหาร (National Eating Disorders Association) ของสหรัฐฯ เตือนว่า การยึดติดกับกระแสในโลกออนไลน์เหล่านั้นมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า “อาการคลั่งกินคลีน” ได้

สำหรับอาการคลั่งกินคลีน หรือ orthorexia nervosa เป็นอาการผิดปกติในการรับประทานอาหาร ซึ่งเป็นผลมาจากการมีความคิดวนเวียนเกี่ยวกับการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่มากไปจนเกินพอดี คล้ายกับอาการคลั่งการลดน้ำหนัก หรือ anorexia nervosa

จากสถิติของชาวอเมริกันในรายงานของ Washington Post โดยแคลร์ มายสโก ผู้บริหารของ National Eating Disorders Association ชี้ว่า อาการคลั่งกินคลีนอาจนำไปสู่การจำกัดอาหารหรือสารอาหารบางประเภททำให้ระบบการเผาผลาญทำงานผิดปกติฮอร์โมนบางอย่างลดลงประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอผมแห้งผิวหนังแห้งสูญเสียมวลกระดูกรวมถึงการมีปัญหาเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด

ทางด้านนักจิตวิทยาด้านอาหารในนครนิวยอร์ก ลินดา แฮมิลตัน เผยว่าความคล้ายกันของ “อาการคลั่งกินคลีน” และ “อาการคลั่งการลดน้ำหนัก” คือความหลงใหลในความสมบูรณ์แบบ และความกระวนกระวายใจที่ไม่สามารถทำตามที่ต้องการได้ ซึ่งอาจประกอบกับความต้องการอยากจะผอมลงอย่างรวดเร็ว และยังไม่พอใจกับรูปร่างของตน

เช็กสัญญาณและอาการของโรคคลั่งกินคลีน

  • ก่อนซื้อหรือก่อนกินอาหาร ต้องอ่านส่วนผสมและฉลากโภชนาการซ้ำแล้วซ้ำอีก
  • รู้สึกกังวลเกี่ยวกับส่วนประกอบในอาหารมากขึ้นเรื่อยๆ
  • ไม่กินอาหารบางประเภทเลย เช่น งดน้ำตาลทุกชนิด งดเนื้อสัตว์ทุกชนิด ไม่กินคาร์โบไฮเดรตเลย ไม่กินผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกอย่าง
  • เลือกกินแต่อาหารที่ได้ชื่อว่า “ดีต่อสุขภาพ” หรือเป็นอาหารคลีนเท่านั้น
  • ชอบวิจารณ์หรือตัดสินพฤติกรรมการกินของคนอื่น
  • หมดเวลาหลายชั่วโมงไปกับการคิดว่ามื้อต่อไปจะกินอาหารอะไรดี
  • รู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือหัวเสียสุดๆ เมื่อรู้ว่าสถานที่ที่ไปไม่มีอาหารคลีน หรืออาหารสุขภาพให้กิน
  • รู้สึกผิด เป็นกังวล หรือรู้สึกแปดเปื้อน เวลาที่ต้องกินอาหารที่คิดว่าไม่ดีต่อสุขภาพ
  • ติดตามแต่โซเชียลมีเดียที่เกี่ยวข้องกับอาหารคลีน หรือไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพ
  • สุขภาพกายแย่ลง เช่น น้ำหนักลดผิดปกติ ไม่ค่อยมีพลังงาน อ่อนเพลียง่าย เหนื่อยล้าตลอดเวลา เวลาป่วยแล้วต้องใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าที่ควร
  • ห่วงเรื่องรูปร่างหรือรูปลักษณ์ของตัวเองมาก

ปัญหาที่อาจตามมาจากโรคคลั่งกินคลีน

อาการคลั่งกินคลีนอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงอื่นๆ ได้ เช่น การขาดสารอาหาร จนส่งผลให้อวัยวะต่างๆ ทำงานผิดปกติ มีปัญหาอาหารไม่ย่อย กระดูกถูกทำลาย ฮอร์โมนไม่สมดุล ระบบเผาผลาญผิดปกติ และผู้ที่เป็นโรคคลั่งกินคลีนส่วนใหญ่ก็มักจะมีปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคทางจิตเวชที่เกิดจากการใช้สุราและสารเสพติด ซึ่งนอกจากจะทำให้เจ็บป่วยได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังอาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ด้วย ทั้งยังอาจทำให้มีปัญหาในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคม หรือส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการเรียนและการทำงานได้อีกด้วย

วิธีแก้ไขเมื่อเข้าข่ายคลั่งกินคลีน

หากเริ่มสงสัยว่าตัวเองอาจเป็นโรคคลั่งกินคลีน สิ่งแรกที่ควรทำคือ การได้รับคำปรึกษาจากคุณหมอ หากวินิจฉัยว่าเป็นโรคคลั่งกินคลีนจริงจะได้รักษาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ส่วนใหญ่จะรักษาด้วยจิตบำบัดเพื่อช่วยกระตุ้นให้ผู้ป่วยบริโภคอาหารหลากหลายประเภทขึ้น กล้าเผชิญหน้ากับอาหารที่ตัวเองรู้สึกหวาดกลัวหรือเคยหลีกเลี่ยง และช่วยให้น้ำหนักกลับมาอยู่ในเกณฑ์ดีต่อสุขภาพ และหากมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ เนื่องจากโรคคลั่งกินคลีน  หมอก็จะได้รักษาปัญหาสุขภาพนั้นๆ ด้วย

นอกจากเข้ารับการรักษาแล้ว เราก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการกินและการใช้ชีวิตโดยรวมด้วย เช่น พยายามกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ให้หลากหลายขึ้น ออกกำลังกายแต่พอดี อย่าหักโหมเกินไป ทำกิจกรรมผ่อนคลาย หรือใช้เวลาร่วมกับผู้อื่นบ้าง โดยเฉพาะเวลากินอาหาร จะได้ไม่หมกหมุ่นอยู่กับตัวเอง หรือนิสัยการกินเดิมๆ มากจนเกินไป และทางที่ดี ควรบอกให้คนใกล้ชิดทราบถึงโรคการกินผิดปกติของตัวเราด้วย พวกเขาจะได้ช่วยเตือนเวลาเห็นเรามีพฤติกรรมการกินที่ผิด

กินคลีนมากเกินไป ไม่ได้แปลว่าดี

ข้อมูลโดยโค้ชเป้ง–สาธิก ธนะทักษ์ นักวิทยาศาสตร์การกีฬา ผู้ฝึกสอนการออกกำลังกาย และวิทยากรรายการสุขภาพ ให้ความรู้ไว้ว่า บางคนคิดว่าอาหารที่ไม่จัดอยู่ในหมวดหมู่อาหารคลีนนั้นเป็นอาหารที่ไม่ดี จนเกิดภาวะที่เรียกว่า Orthorexia nervosa หรือภาวะคลั่งกินคลีนซึ่งคนที่เข้าข่ายนี้จะมีอาการผิดปกติได้แก่รู้สึกผิดเมื่อกินอาหารปกติหรือจังก์ฟู้ดย้ำคิดย้ำทำทำให้คนรอบข้างรู้สึกแย่น้ำหนักตัวต่ำกว่าที่เหมาะสมเครียดจนกระทบกับชีวิตประจำวันทั้งๆที่แนวทางการบริโภคแบบสุดโต่งแบบต่างๆหลายแนวทางไม่ได้มีผลทางวิทยาศาสตร์ใดๆยืนยัน

ถ้าอธิบายแบบพุทธ คนที่มีอาการก็น่าจะเข้าข่าย ‘สีลัพพตปรามาส’ หมายถึง ความเห็นผิดว่าบุคคลจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ด้วยศีลและวัตรที่เคร่งครัด หรือแม้การยึดถือในศีลและในวัตรที่งมงาย การยึดติดในรูปแบบพิธีรีตอง โดย

  • ศีล เป็นหลักความประพฤติที่จำเป็นสำหรับชีวิตและสังคมระดับนั้นๆ เช่น เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากพูดปด เป็นศีลสำหรับคนทั่วไป จำเป็นสำหรับสังคมสามัญที่จะอยู่โดยสงบสุข
  • วัตร เป็นข้อปฏิบัติที่ช่วยเสริมการดำรงอยู่ในศีล และข้อปฏิบัติอื่นๆ ให้มั่นคงแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เช่น พระภิกษุที่ถือวัตรไม่พูดตลอดพรรษาก็ตัดโอกาสที่จะพูดเท็จตลอดจนพูดจาไม่ดีไม่งามอย่างอื่นออกไปจนหมด

วัตถุประสงค์ของการที่ศาสนาพุทธต้องมี 2 อย่างนี้ก็เพื่อส่งเสริมความมักน้อย สันโดษ เคร่งครัด อยู่อย่างสงัด ขัดเกลากิเลส ถ้าผู้ที่ถือปฎิบัตรเห็นว่าตนเป็นผู้ลุ่มหลงในด้านใดเป็นพิเศษ จึงเจาะจงเพื่อกำราบในด้านนั้น เช่น เห็นแก่กิน ติดความอร่อย จึงถือวัตรว่าจะกินวันมื้อ มื้อละจาน ก็เป็นที่น่าชื่นชมที่รู้จักแก้ไขตนเอง แต่ไม่ได้เป็นเครื่องวัดว่าเราดีกว่าใคร ใกล้การบรรลุธรรมกว่าใคร คนที่เคร่งวัตรมากเกินไป พระพุทธเจ้าก็หาได้ยกย่องไม่ กลับตำหนิว่าเป็นการอยู่อย่างแพะแกะสัตว์เลี้ยง ทรงห้ามไม่ให้ปฏิบัติ ไม่งั้นพุทธศาสนาคงมีโยคีทำตัวแปลกๆ มีข้อห้ามเต็มไปหมด

นี่จึงเป็นข้ออันพึงระลึกสำหรับคนที่นิยมเคร่งครัดเข้มงวดจนหลงงมงาย สักว่ายิ่งเคร่งครัดยิ่งดี จนไม่รู้ความหมายว่าทำไปเพื่ออะไร บางคนเคร่งกินคลีนมาก มองอาหารอื่นเป็นสิ่งที่แย่ไปหมด ใครกินจังก์ฟู้ดก็ไปเที่ยวดูถูก หรือแม้กระทั่งตำหนิตนเองเวลากิน ทำให้ตนเองเกิดความทุกข์โดยไม่รู้ตัว

การไปตีตราสิ่งอื่นที่ตัวเองคิดว่าไม่ดีว่าเป็นสิ่งชั่วร้ายก็คงเหมือนประเด็นที่คุณหมอที่ออกมาตำหนิพ่อแม่ที่ให้เด็กเล่นเกมส์ทั้งๆที่ถ้าให้เล่นแต่พอดีก็มีประโยชน์เยอะแยะแถมเป็นการฝึกให้มีวินัยมีภูมิต้านทานต่อสิ่งที่ยั่วยวนได้อีกเช่นเดียวกันถ้าคุณมีลูกคุณจะห้ามลูกกินขนมหรือน้ำหวานตลอดชีวิตได้หรือไม่แล้วตัวคุณเองจะทำได้ตลอดชีวิตไหมและจะทำไปเพื่ออะไรควรตอบตนเองได้

สิ่งสำคัญกว่า Eat clean คือ Eat right

ยืนยันอีกครั้ง ใครกินคลีนแล้วมีความสุขผมก็ยินดีด้วย แต่ถ้ากินคลีนแล้วรู้สึกทุกข์ก็ปรับเปลี่ยนเสียหน่อย ส่วนใครยังมีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว สุขภาพ ก็ควรปรับปรุงพฤติกรรมการกินให้ดีขึ้นเพราะสิ่งสำคัญกว่า Eat clean ก็คือ Eat right ซึ่งสิ่งจำเป็นที่คุณควรรู้ก็คือตนเองควรกินวันละกี่แคลอรี่เป็นโปรตีนไขมันคาร์โบไฮเดรตอย่างละกี่เปอร์เซ็นต์ต้องกินผักผลไม้วันละเท่าไรหรือการกินที่ถูกสุขลักษณะเป็นอย่างไรถ้ายังตอบคำถามง่ายๆนี้ไม่ได้ก็ควรศึกษาเพิ่มเติม

สุดท้ายเราเองต้องลองทบทวนดูว่าทำไมคนสุขภาพดีและหุ่นดีมากมายสามารถกินได้อย่างมีความสุขเพราะถ้าเราออกกำลังกายมากขึ้นเราก็มีโควต้าการกินที่มากขึ้นกินแต่พอดีไม่ได้มีอาหารอะไรเลวร้ายถึงขนาดเป็นยาพิษเพราะทุกสิ่งประกอบด้วยหลายปัจจัยการจะมีสุขภาพที่ดีควรหาจุดสมดุลของการกินการออกกำลังกายและความสุขในชีวิตให้เจอกัน

.

อ้างอิง สสส. / Orthorexia nervosa ภาวะคลั่งกินคลีน! / Washington Post

ร้านนวด-สปาต้องทำอย่างไร ให้ผู้ใช้บริการกลับมาใช้บริการอีกครั้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/625722

วันที่ 11 มิ.ย. 2563 เวลา 06:00 น.

ร้านนวด-สปาต้องทำอย่างไร ให้ผู้ใช้บริการกลับมาใช้บริการอีกครั้ง

โอกาสฟื้นร้านนวด-สปาไทย สร้างความมั่นใจลูกค้าหลังคลายล็อกเฟส 3 และ 5 อันดับแรกที่ผู้ใช้บริการให้ความสำคัญ รวมทั้งมาตรการต่างๆ ที่ต้องมี

เป็นที่ทราบกันดีด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนเป็นวงกว้าง อันเนื่องมาจากมาตรการการรับมือของภาครัฐที่ต้องการควบคุมสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค รวมทั้งความระมัดระวังในการใช้ชีวิตของประชาชนทั่วไป ทำให้ธุรกิจบริการหลายประเภทมีความจำเป็นต้องหยุดให้บริการ สนองรับมาตรการของคณะกรรมการโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข จนกระทั่งขาดรายได้ และมีความจำเป็นต้องลดหรือเลิกจ้างพนักงาน หรือแม้กระทั่งปิดตัวลงด้วยต้านทานพิษเศรษฐกิจไม่ไหว

ธุรกิจร้านนวด-สปา ก็เป็นอีกประเภทธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอันเนื่องมาจากสถานการณ์กล่าว ประกอบกับความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการที่ลดลง ส่งผลทำให้การใช้บริการนวด/สปาได้ทยอยลดลงตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงเดือนเมษายน 2563

จนกระทั่งเมื่อสถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดี พบผู้ติดเชื้อน้อยลงจนอยู่ในระดับตัวเลขที่ไว้วางใจได้ รัฐบาลจึงมีมาตรการผ่อนปรนจนมาถึงระยะที่ 3 ซึ่งได้มีการอนุญาตให้สถานบริการประเภทคลินิกความงาม ร้านนวด/สปา กลับมาเปิดบริการอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี การกลับมาให้บริการตามปกติจะต้องอยู่ในมาตรการของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด โดยจะต้องมีมาตรการหลัก 3 ด้าน คือ

  1. ด้านดูแลสถานที่
  2. ด้านการดูแลบุคลากร
  3. ด้านการเข้ารับบริการของลูกค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้บริการ

โดยจะต้องนำแนวทางของคณะกรรมการโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข มาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงเลี่ยงการติดเชื้อของผู้ใช้บริการหรือพนักงานผู้ให้บริการก็ดี

ศูนย์วิจัย RDI มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (Dhurakij Pundit University Research Development and Innovation หรือ DPURDI) ได้ทำการสำรวจในหัวข้อ “ร้านนวด/สปาต้องทำอย่างไร เพื่อให้ผู้ใช้บริการกลับมาใช้บริการอีกครั้ง” ซึ่งได้ทำการสำรวจลูกค้าที่เคยใช้บริการร้านนวด/สปาและผู้ที่สนใจ นวด/สปา โดยผลสำรวจพบว่า

  • มากกว่า ร้อยละ 80 จะกลับมาใช้บริการร้านนวด/สปา อีกครั้งถึงแม้ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19  ยังไม่เป็นศูนย์
  • เกือบร้อยละ 50 จะไปใช้บริการในวันแรกๆ ที่เปิดให้บริการ

อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการให้บริการของกลุ่มธุรกิจบริการร้านนวด-สปา ที่ผู้ประกอบการต้องใส่ใจอย่างจริงจังหลังจากรัฐบาลมีมาตรการผ่อนปรนก็คือความปลอดภัยด้านสุขอนามัย จากการสำรวจที่เกี่ยวข้องกับมาตรการของรัฐบาลพบว่าสิ่งผู้ใช้บริการให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก คือ  ด้านการเข้ารับบริการของลูกค้า อันดับสอง คือ การดูแลบุคลากร และอันดับสุดท้ายการดูแลสถานที่/ สถานประกอบการ

5 อันดับแรกที่ผู้ใช้บริการให้ความสำคัญ

เมื่อพิจารณาในด้านการเข้ารับบริการของลูกค้า พบว่าประเด็นสำคัญ 5 อันดับแรกที่ผู้ใช้บริการให้ความสำคัญคือ

  1. การทำความสะอาด ทั้งอุปกรณ์ในการให้บริการ ได้แก่ ผ้าคลุม ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน
  2. ทำความสะอาดจุดที่ลูกค้าทุกคนมีโอกาสสัมผัสร่วมกัน ได้แก่ กลอนประตู โต๊ะรับแขก ลูกบิด ราวบันได ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค และพ่นสเปรย์ยาฆ่าเชื้ออย่างสม่ำเสมอ
  3. จัดผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น อ่างล้างมือพร้อมสบู่เจลล้างมือแอลกอฮอล์และหน้ากากอนามัยประจำจุดที่ใช้ร่วมกัน เช่น ห้องน้ำ ห้องอาหาร ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ห้องพักผ่อน บริเวณโซนต้อนรับ
  4. สถานประกอบการ ได้รับการตรวจและผ่านมาตรฐานการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข
  5. บรรยากาศดี ผ่อนคลาย สงบ และปลอดภัย

ในขณะที่การดูแลบุคลากร ผู้ใช้บริการให้ความสำคัญ 3 อันดับแรก ได้แก่

  1. มีการตรวจวัดอุณหภูมิของเจ้าหน้าที่ทุกคนก่อนเริ่มงาน
  2. พนักงานแต่งกายสะอาด รัดกุม สวมหน้ากากอนามัย/face shield ตลอดเวลาขณะปฏิบัติหน้าที่
  3. พนักงานได้ผ่านการอบรมจากกระทรวงสาธารณสุข

สำหรับการเข้ารับบริการของลูกค้า พบว่า ผู้ใช้บริการให้ความสำคัญด้านนี้มากที่สุด โดยให้ความสำคัญ 5 อันดับแรก ดังนี้

  1. พนักงานจะต้องล้างมือทุกครั้งด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล ก่อนและหลังการให้บริการ
  2. มีการตรวจวัดอุณหภูมิ และซักประวัติผู้เข้ารับบริการก่อนเข้ารับบริการทุกครั้ง
  3. การให้บริการนวด/สปาจะใช้ผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ 1 ชิ้นต่อ 1 คน
  4. เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดจัดเก็บขยะโดยแยกขยะติดเชื้อ เช่น กระดาษชำระ หน้ากากอนามัย โดยเก็บแยกในถุงที่มิดชิด
  5. ผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ใช้บริการนวด/สปา

จะเห็นได้ว่าการลดความเสี่ยงและการควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อโรคในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้น นอกจะเกิดขึ้นได้จากความระมัดระวังความเคร่งครัดในการใช้ชีวิตของประชาชนแล้ว การปรับตัวของสถานประกอบการก็มีส่วนสำคัญ ดังนั้นการรักษาความปลอดภัยด้านสุขอนามัยที่สอดคล้องกับมาตรการของรัฐบาลหรือผลสำรวจตามที่กล่าวมาในข้างต้น จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้บริการให้กลับมาใช้บริการอีกครั้ง

The Coffee Academics กาแฟดีระดับโลก หนึ่งในร้านที่ต้องไปเห็นก่อนตาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/625659

วันที่ 10 มิ.ย. 2563 เวลา 11:11 น.

The Coffee Academics กาแฟดีระดับโลก หนึ่งในร้านที่ต้องไปเห็นก่อนตาย

1 ใน 25 ร้านกาแฟที่จะต้องไปเห็นก่อนตาย “The Coffee Academics” กาแฟชั้นดีการันตีด้วยรางวัลระดับโลก กับสาขาใหม่ในเกษรวิลเลจ พิเศษด้วยโปรโมชั่น 1 แถม 1 ตลอดเดือน มิ.ย.นี้

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

จากพื้นที่การเรียนรู้และคอมมูนิตี้สำหรับผู้ที่หลงใหลในกาแฟย่านคอสเวย์ เบย์ ที่ฮ่องกง กลายมาเป็นจุดกำเนิดของ The Coffee Academics (เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์) โดยฝีมือของเจนนิเฟอร์ หลิว (Jennifer W.F. Liu) นักธุรกิจสาวและสถาปนิกชื่อดังแห่งเกาะฮ่องกง

และด้วยเสน่ห์ที่ใครๆ ต่างหลงใหลของกาแฟ ทำให้ The Coffee Academics มุ่งมั่นที่จะนิยามประสบการณ์แบบคอฟฟี่เฮ้าส์ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ผู้คนทั้งในฮ่องกงและจากทั่วโลกได้สัมผัส จนประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว การันตีด้วยรางวัลมากมาย อีกทั้งยังถูกยกให้เป็นหนึ่งในร้านกาแฟของโลกที่จะต้องไปเห็นก่อนตาย (25 Coffee Shops Around The World You Have to See Before You Die) จากการจัดอันดับของ BuzzFeed ในปี 2557

นอกจากนี้ ยังถูกจัดให้เป็นหนึ่งในร้านกาแฟที่ดีที่สุดในโลก (The World’s Best Coffee Shops) จาก The Telegraph ในปี 2559 เป็นอันดับหนึ่งด้านกาแฟพิเศษ (specialty coffee) โดยองค์กรให้คำปรึกษาและวิจัยระดับโลก ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน ประจำปี 2560 (Frost and Sullivan Report 2017)

และเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับชาวไทยเมื่อ The Coffee Academics เปิดสาขาแรกให้คอกาแฟชาวไทยได้ดื่มด่ำรสชาติที่หาทานที่ไหนไม่ได้ในช่วงปีที่ผ่านมา ณ โครงการเวลา หลังสวน ถ.หลังสวน โดยบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ ภายใต้การบริหารงานของคุณพอลล์ กาญจนพาสน์ ซึ่งรุดแผนธุรกิจในด้านร้านอาหาร โดยนับเป็นร้านกาแฟแบรนด์นอกในรูปแบบแฟรนไชส์แห่งแรกที่ทางอิมแพ็คเข้าบริหารและมีแผนขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต

ล่าสุดคนรักกาแฟต้องว้าวอีกครั้ง เมื่อ The Coffee Academics เปิดสาขาใหม่ซึ่งเป็นสาขาที่ 2 ในศูนย์การค้าเกษรวิลเลจ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เออเบิร์น เอาใจคอกาแฟใจกลางกรุงด้วยราคาที่สมเหตุสมผล พิเศษด้วยกาแฟที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผ่านคุณภาพมาตรฐานระดับโลก เพื่อมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้ทุกคนได้ลิ้มลอง เริ่มตั้งแต่กระบวนการรวมรวบและคัดเลือกเมล็ดกาแฟเขียวจากแหล่งปลูกกาแฟโดยตรง ผ่านการคั่วเมล็ดกาแฟในพื้นที่เพื่อให้คงรักษาคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นตามธรรมชาติของกาแฟแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง ตลอดจนถึงการทดสอบด้วยวิธีการคัปปิ้งอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้กาแฟทุกเมล็ดที่ถูกกลั่นเป็นกาแฟในแก้วนั้นๆ บ่งบอกถึงคำนิยามของ The Coffee Academics ที่มีต่อการชงกาแฟอันสมบูรณ์แบบ

สำหรับกาแฟซิกเนเจอร์ที่มาแล้วไม่อยากให้พลาด ยกให้ Jawa (220 บาท) กาแฟลาเต้มัคคิอาโต้ที่ใช้น้ำตาลโตนดจากอินโดนีเซีย ได้ความหอมหวาน รสชาติละมุนละไมในแบบธรรมชาติไปเต็มๆ พร้อมสัมผัสกลิ่นหอมอ่อนๆ ของใบเตยที่ต้องบอกเลยว่าแปลกแต่ดี

ต่อที่ Manuka (220 บาท) ลาเต้ที่ได้ความหอมหวานจากน้ำผึ้ง Manuka แท้ส่งตรงจากประเทศนิวซีแลนด์ที่ใส่ในก้นแก้ว เมนูนี้แนะนำให้จิบกาแฟก่อนคนให้เข้ากัน เพื่อดื่มด่ำความต่างระหว่างรสชาติที่หอมหวานและความกลมกล่อม

ใครชอบเมนูร้อนแนะนำเป็น Agave (200 บาท)  ลาเต้ร้อนที่ใช้รสหวานธรรมชาติจากแม็กซิกันอากาเว่ แตกต่างด้วยกลิ่นเครื่องเทศเผ็ดร้อนอย่างพริกไทยดำ ล้ำลึกด้วยมิติกาแฟที่หาใครมาเปรียบได้ยาก ตามด้วย Okinawa (200 บาท) คาปูชิโน่ที่ใช้น้ำตาลทรายแดงจากโอกินาวาในประเทศญี่ปุ่น กรุ่นกลิ่นหอม มอบสัมผัสสุดละมุน อีกแก้วที่อยากให้คุณได้ลิ้มลอง

คอกาแฟดริปต้อง Panama Esmeralda Gesha Natural (390 บาท) กาแฟชั้นเยี่ยมที่ขึ้นชื่อว่าเป็นกาแฟที่แพงและดี ชงผ่านกรรมวิธีแบบ Pour Over หรือการดริปร้อน ให้กลิ่นคล้ายสตรอเบอร์รี่ เติมความสดชื่นกับอารมณ์ฟรุ้ตตี้ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

ยังไม่หมดแค่นี้ เพราะที่ The Coffee Academics ยังมีสลัดและเบเกอรี่ที่อร่อยไม่แพ้กัน อาทิ  Vegan “Poke” Bowl (140 บาท) อัดแน่นด้วยข้าวไม่ขัดสีสไตล์อาหารเกาหลี มีทั้งผักหลากสี ควินัว ฟักทองญี่ปุ่น แครอท เห็ดชิเมจิ สาหร่าย เป็นเมนูวีแกนสำหรับคนรักสุขภาพ  Baked Cheese Cake (150 บาท) ชีสเค้กแสนอร่อยที่บนเคลือบด้วยน้ำส้มผสมเจลาติน ให้รสเปรี้ยวอมหวานทานแล้วสดชื่น พร้อมรสชีสเข้มข้นกำลังดี Pineapple Bun (75 บาท) เบเกอรี่สไตล์ฮ่องกงที่ได้ความอร่อยของขนมปังหอมนุ่ม พร้อมครัมเบิ้ลน้ำตาลที่เคลือบด้านบน หน้าตาคล้ายสับปะรด เหมาะสำหรับทานคู่กับกาแฟแก้วโปรด ปิดท้ายด้วย Roasted BBQ (85 บาท)  อีกหนึ่งเอกลักษณ์ความอร่อยสไตล์ฮ่องกงกับพายหมูแดง แป้งพายหอมๆ โรยงา ด้านในอัดแน่นด้วยไส้หมูแดงสุดอร่อย

ตามไปลิ้มลองของเด็ดของดีที่ติด 1 ใน 25 ร้านกาแฟของโลกที่จะต้องไปเห็นก่อนตาย ได้ที่ The Coffee Academics พร้อมพบกับโปรโมชั่นพิเศษฉลองการเปิดสาขาใหม่ ด้วยโปร  1 แถม 1 (เมื่อสั่งเครื่องดื่มกาแฟหรือเมนูเครื่องดื่มใดก็ได้) ตลอดเดือนมิถุนายน 2563 พบกันได้ที่ทั้ง 2 สาขา สาขาโครงการเวลา หลังสวน ถ.หลังสวน และสาขา 2 ที่ศูนย์การค้าเกษรวิลเลจ ตึกเกษรทาวเวอร์ ชั้น G เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.30–18.00 น. โทรศัพท์. 02-253-6399 เฟซบุ๊ก : The Coffee Academics Thailand อินสตาแกรม: TheCoffeeAcademicsTH

เร่งลดน้ำหนัก ‘ผอมเร็ว’ ระวังไตวายเฉียบพลัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625647

วันที่ 10 มิ.ย. 2563 เวลา 08:37 น.

เร่งลดน้ำหนัก ‘ผอมเร็ว’ ระวังไตวายเฉียบพลัน

คุณหมอเตือนคนอยากผอม ระวัง!! เร่งลดน้ำหนักเสี่ยงไตวายเฉียบพลัน

ข้อมูลโดย ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ สาขาวิชาโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เรียบเรียงจากรายการพบหมอรามาฯ ตอน “คนอยากผอม ระวังเร่งลดน้ำหนักเสี่ยงไตวายเฉียบพลัน” เผยข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับอาการไตวายที่เชื่อมโยงกับคนที่เร่งลดน้ำหนักไว้ดังนี้

ไตวายเฉียบพลัน ต่างกับไตวายเรื้อรังอย่างไร?

ไตวายเฉียบพลัน เป็นภาวะที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน ส่วนใหญ่บางคนเป็นตอนเช้า พอตอนเย็นก็ไตวาย เพราะฉะนั้น มันจะมีสาเหตุที่ชัดเจน เช่น ไปโดนชกที่กล้ามเนื้อบ้าง ที่ไตบ้าง แล้วก็ทำให้เกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อ แล้วก็สารที่อยู่ในเนื้อแดงออกสีแดง ๆ มันจะออกมาในไต แล้วก็ไปอุดท่อไต ทำให้เกิดเป็นพิษต่อไต เกิดไตวายเฉียบพลัน

กรณีคนทำลดน้ำหนักแล้วขาดน้ำ มาจากไตวายเฉียบพลันได้

ส่วนใหญ่จะมาคู่กันคือ ขาดเกลือแร่ พยายามจะลดน้ำหนัก พยายามไม่ยอมดื่มน้ำ บางคนก็กินยาขับปัสสาวะ บางคนกินยาขับปัสสาวะเพื่อจะลดน้ำหนัก ก็ทำให้ขาดเกลือแร่ด้วย และร่วมกับการที่มีการกระทบกระแทก กล้ามเนื้อโดนชกหลาย ๆ ที่ กล้ามเนื้ออักเสบก็ทำให้สารพวกนี้เป็นพิษต่อไตแล้วไตวายเรื้อรัง

ไตวายเรื้อรัง เกิดจากสาเหตุที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง กินยาที่มีสารพิษต่อไต กินเรื้อรังติดต่อกันเป็นเดือนเป็นปี ไตจะค่อย ๆ สูญเสียการทำงานระยะเวลาเป็นเดือนเป็นปี อย่างน้อยก็ 3 เดือนขึ้นไป ถ้าไตค่อย ๆ เสื่อมระยะเวลาเกิน 3 เดือน

นอกเหนือจากการโดนกระแทกอย่างรุนแรงแล้ว มีสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดขึ้นไตวายเฉียบพลัน

มีหลายสาเหตุอย่างเช่นที่พบบ่อย ๆ คือ การติดเชื้อ เรามีติดเชื้อที่ไหน แล้วเชื้อรุนแรงมาก ๆ ก็ทำให้เกิดสารพิษ ส่งผลให้ไตเกิดการหยุดทำงานชั่วคราว รวมทั้งการที่ขาดเกลือแร่ บางคนกินยาขับปัสสาวะมากเกินไปเพื่อลดน้ำหนัก บางคนท้องเสีย ท้องร่วงเฉียบพลัน ก็ทำให้เกิดการขาดเกลือแร่ บางคนไปวิ่งมาราธอนมาก ๆ ก็ขาดเกลือแร่ด้วยและกล้ามเนื้ออักเสบด้วย ก็ทำให้เกิดไตวายเฉียบพลันได้เหมือนกัน

ในแง่ของการลดน้ำหนัก ลดน้ำหนักเร็ว ๆ เยอะ ๆ ทำไมถึงมีเรื่องของไตวาย

ส่วนใหญ่คือขาดเกลือแร่ ขาดน้ำ และบางคนก็กินยาขับปัสสาวะ อันนั้นก็เป็นอันที่อันตราย

จะมีสัญญาณเตือนอะไรมาบอกก่อนให้รู้ว่าเรากำลังจะไตวายแล้ว

อาการขาดเกลือแร่ เช่น เป็นตะคริว คลื่นไส้ อาเจียน หน้ามืด วิงเวียน จะเป็นลม เพราะว่าขาดเกลือแร่ ความดันต่ำ เหมือนกับเราไปวิ่ง 10 กิโลเมตร หน้ามืดเห็นดาว อันนี้คืออาการเริ่มขาดเกลือแร่แล้ว ถ้าปัสสาวะออกน้อยด้วย ไม่ค่อยปัสสาวะด้วย ต้องระวังแล้ว 3-4 ชั่วโมงไม่ปัสสาวะ

สำหรับนักวิ่ง วิ่งแล้วดื่มเกลือแร่เข้าไป มันช่วยได้ไหม

ถ้าวิ่งเกิน 2 ชั่วโมงขึ้นไป แนะนำให้ดื่มเกลือแร่เมื่อหิวน้ำ แต่ไม่ใช่ว่าหิวปั๊บดื่มตลอดแบบนี้ไม่ได้ เวลาหิวน้ำก็ดื่มเท่าที่จำเป็น แต่ถ้าวิ่งไม่เกิน 2 ชั่วโมง ดื่มน้ำเปล่าก็พอ

หมอจะตรวจเช็กอย่างไร

คนไข้จะมีอาการปัสสาวะน้อย ปัสสาวะไม่ค่อยออก หมอก็จะเช็กเลือด ถ้าเช็กเลือด มีค่าของเสียในเลือดสูง ก็จะบอกว่าไตวายเฉียบพลันแล้ว เพราะว่าของเสียมันจะออกมาทางปัสสาวะไม่ได้ ถ้าพบว่าเลือดข้น แสดงว่าเกลือแร่ต่ำมากเพราะว่าน้ำในตัวน้อยมาก เลือดก็เลยข้น ปกติมันต้องมีน้ำเกลือเพื่อจะพัดเม็ดเลือดเข้าไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ถ้าปริมาณน้ำเกลือน้อย เลือดก็จะข้น ถ้าเจาะเลือดก็ทราบเลย

การรักษา

รักษาที่สาเหตุ ถ้าเป็นจากสารพิษก็จัดการสารพิษ ถ้าเป็นจากการขาดเกลือแร่ก็ให้เกลือแร่ ให้น้ำเกลือ หมอจะให้น้ำเกลือ ขาดน้ำก็ให้น้ำไป ก็จะดีขึ้น

แล้วไตวายเฉียบพลันจะกลายเป็นไตวายเรื้อรังได้ไหม

ก็มีบ้าง ประมาณ 10% แต่ส่วนใหญ่ 90% จะโชคดี รอด ไตจะฟื้นกลับมาตามปกติ

คนที่กลายเป็นไตวายเรื้อรัง อาจจะมีสาเหตุที่ทำให้เกิดไตวายหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันอย่างเช่น ติดเชื้อบ้าง มีขาดเกลือแร่บ้าง ไตเดินไม่สมบูรณ์อยู่ก่อน มีอายุมาก อันนี้ก็จะเป็นปัจจัยเสี่ยง หรือเป็นเบาหวานอยู่ อันนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดไตวายเรื้อรัง

เราจะลดน้ำหนักอย่างไรที่ไม่ให้เกิดผลเสียกับไต

ทุกอย่างน่าจะค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป อย่าฝืนทำอะไรที่มันเร็วเกินไป หักโหมเกินไป หักดิบ บางทีก็ทำไม่ได้เพราะขาดเกลือแร่ทันที มันจะทำให้ร่างกายสูญเสียสมดุล แล้วก็หน้ามืดเป็นลม เลือดไม่ไปเลี้ยงไต เลือดข้นต่าง ๆ ปัจจัยเหล่านี้มันทำให้เกิดไตวายเฉียบพลัน บางคนไปกินยาขับปัสสาวะ อันนี้อันตรายมาก

ถ้าเราค่อย ๆ ทำทีละน้อย ๆ ร่างกายมีการปรับตัว การลดน้ำหนักเป็นการลดเฉพาะไขมัน เหลือเฉพาะกล้ามเนื้อและปริมาณน้ำให้พอเหมาะจะดีกว่า ถ้าลดทั้งไขมันด้วย ลดทั้งเกลือแร่ด้วย ลดทั้งน้ำด้วยอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่กี่วันหรือเป็นชั่วโมงนี่ยิ่งอันตราย ค่อย ๆ ลดน้ำหนัก และที่สำคัญคือ ถ้าลดไขมัน ไม่เป็นไร ไม่อันตราย

ให้อาจารย์แนะนำวิธีในการดูแลไตของเรา ให้อยู่ไปนาน ๆ แข็งแรงไปนาน ๆ

ถ้าโรคไตวายเฉียบพลัน ก็คือต้องทำงานให้พอเหมาะ ปริมาณเกลือแร่ให้พอเหมาะ อย่าไปกินมาก อย่ากินเค็มมาก อย่ากินเค็มน้อยเกินไป แต่ถ้าในคนไข้ระยะเรื้อรัง คนไข้เบาหวาน ความดัน โลหิตสูง ต้องกินเกลือให้พอเหมาะ อย่ากินเยอะ อย่ากินเค็ม และอย่าไปซื้อยาที่มีพิษต่อไตมากินเอง แล้วก็ออกกำลังกาย อย่าให้น้ำหนักเยอะ อย่าให้อ้วน ถ้าอ้วน โรคเบาหวาน ความดันจะมา

การกินเค็มส่งผลกับไตอย่างไร

ปกติกินเค็มคือกินเกลือเข้าไป เกลือนี่ต้องขับออกทางไตกว่า 90% เพราะฉะนั้น ถ้ากินเค็มมาก ไตก็ต้องขับมาก ก็ทำงานหนักเหมือนกับเครื่องยนต์ ถ้าเราใช้มาก ๆ เครื่องยนต์ก็จะพังเร็ว แทนที่จะใช้ได้อายุ 80-90 อายุ 60 ก็ไตวายแล้ว เพราะว่ามันทำงานหนักอยู่ 60 ปี

เกลือคือตัวโซเดียม แต่ว่ามีเกลือที่ไม่เค็มบางตัว เช่น ผงชูรส ซุปก้อน ผงปรุงรส อันนั้นเป็นเกลือที่ไม่เค็ม

แล้วกินน้ำเข้าไปช่วยไหม

เกลือก็ออกทางปัสสาวะอยู่ดี เกลือก็ต้องขับไปที่ไตอยู่ดี ไตก็ทำงานหนักอยู่ดี แต่ว่ามันจะออกได้เร็วขึ้น มันจะคั่งค้างในตัวได้สั้นลง มันจะเจือจาง ถ้าเกิดเราไม่กินน้ำ มันจะออกในเวลาวันหนึ่งกว่าจะออกหมด แต่ถ้าเรากินน้ำเยอะ ๆ มันอาจจะออกใน 6 ชั่วโมง ออกหมดแล้ว มันก็จะขับเกลือออกไปได้เร็วขึ้น มันช่วยในชั่วคราว คือมันช่วยลดปริมาณเกลือในร่างกายให้ออกไปเร็วขึ้นเท่านั้นเอง เจอบ่อยมาก ไปเที่ยวต่างประเทศ กินเลี้ยงทุกมื้อ ความดันขึ้นเลย เจอบ่อย คือเนื้อสัตว์อะไรที่อยู่ได้เกินวัน มันต้องใส่เกลือ ไม่อย่างนั้นมันเสีย

แนะนำให้ดื่มน้ำมาก ๆ แล้วมื้อต่อไปเบาเค็มลง กินให้จืดลงหน่อย เพื่อจะให้ไตได้พักบ้าง

ถ้าเป็นนักมวย เขาจะต้องมาขับปัสสาวะ จะต้องมาลดความอ้วน เขาควรที่จะตรวจเป็นพิเศษไหม

ควรจะมาเช็กเป็นระยะ ๆ ปีหนึ่งก็มาเช็กสักครั้งหนึ่ง ดูค่าไตเจาะเลือดแป๊บเดียวก็รู้แล้ว ปัสสาวะแป๊บเดียวก็รู้ นอกจากนักมวยแล้ว ก็มีนักเพาะกาย นักเพาะกายจะกินอาหารที่มีโปรตีนสูงมาก แล้วก็มีข้อมูลว่าคนที่กินอาหารโปรตีนสูง ๆ มันจะมีไตทำงานหนัก และระยะยาวจะมีไข่ขาวรั่วในปัสสาวะมากขึ้น คนที่เพาะกายหรือคนที่ทำฟิตเนส กินไข่ขาว กินไก่เยอะ กินเนื้อสัตว์เยอะ โปรตีนพวกนี้ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนจากพืช จากสัตว์ จากเวย์ ก็ทำให้ไตทำงานหนักเหมือนกัน เพราะฉะนั้นต้องควบคุมให้พอดี ต้องระมัดระวัง แนะนำคนไข้ที่เพาะกายกับฟิตเนส ตรวจร่างกายปีละครั้ง ตรวจปัสสาวะด้วย

.

ที่มา รายการพบหมอรามาฯ

ยอมรับ ปรับตัวเร็ว โอกาสรอดเยอะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/625573

วันที่ 09 มิ.ย. 2563 เวลา 11:55 น.

ยอมรับ ปรับตัวเร็ว โอกาสรอดเยอะ

เปิดใจ ‘อรวัสสา ศยามเศรณี’ ผู้หญิงเก่งที่ยอมรับ ปรับตัวเร็ว และหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อให้ก้าวผ่านวิกฤตการณ์ COVID-19

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวิกฤตการณ์ COVID-19 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจทั้งโลก ผู้คนต่างต้องปรับตัวให้เข้ากับ New Normal สำหรับใช้ชีวิตในแต่ละวัน ธุรกิจก็เช่นเดียวกัน วิถีเดิมๆ อาจจะใช้ไม่ได้ในยุคที่ต้องใช้ความเชื่อมั่นต่อการตัดสินใจ Wakingbee (เวคกิ้งบี) แบรนด์ Sportswear ไทยที่เป้าหมายอยู่ไกลระดับโลก เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ แต่การยอมรับ ปรับตัวเร็ว และหาโอกาสใหม่ๆ ให้เข้าถึงผู้บริโภคได้อีกครั้ง เป็นวิถีทางรอดที่แบรนด์เลือกใช้สำหรับการก้าวผ่านอุปสรรคนี้

เทรนด์สุขภาพ…ธุรกิจเนื้อหอม

เมื่อ 5 ปีที่แล้ว มีข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ว่า ยอดจำหน่ายชุดกีฬาในประเทศมีมูลค่า 12,000 ล้านบาท และคาดว่าจะมีมูลค่าถึง 15,000 ล้านบาทในปี 2563 แนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจนี้ ทำให้ อรวัสสา ศยามเศรณี กรรมการผู้จัดการแบรนด์ ‘เวคกิ้งบี’ (Wakingbee) กระโดดเข้าสู่สนามแข่งขันของชุดกีฬา หรือ Sportswear ซึ่งเป้าหมายไม่ได้มองเพียงแค่ตลาดในประเทศเท่านั้น แต่ไกลไปถึงว่าแบรนด์จะต้องอยู่ในระดับ Global Brand ด้วย

“5 ปีที่แล้วเทรนด์สุขภาพกำลังมาแรงมาก ตลาดเสื้อผ้ากีฬาในระดับโลกนั้นแบ่งออกได้หลายเซกเม้นท์และแต่ละภูมิภาคก็มีความโดดเด่นที่แตกต่างกันไป ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่ค่อยมีเสื้อผ้าออกกำลังกายที่ออกแบบขึ้นมาสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ จึงเริ่มสร้างแบรนด์ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ผู้หญิง เพราะเชื่อมั่นในกำลังซื้อของผู้หญิง (She-economy) ที่รักสุขภาพ โดยกลุ่มเป้าหมายคือผู้หญิงช่วงวัย 20-50 ปี เน้นการออกแบบจาก insight ของผู้หญิง ให้ความสำคัญกับฟังก์ชั่นการใช้งาน และเพิ่มกิมมิคในดีไซน์ เช่น กางเกงขาสั้นสองชั้นกันโป๊ และสปอร์ต บราที่มีฟองน้ำแบบ push-up และมุ่งเน้นเรื่องคุณภาพผ้าและการตัดเย็บด้วย จึงได้รับเสียงตอบรับที่ค่อนข้างดีในตลาด และมีฐานลูกค้ากว้างขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ แบรนด์ยังตั้งเป้าที่จะพัฒนาดีไซน์และรูปแบบของสินค้าให้เป็น Athleisure หรือเสื้อผ้าที่ออกแบบมาให้สามารถสวมใส่ได้ทั้งออกกำลังกายและในชรวิตประจำวันหรือเดินทางท่องเที่ยว เพื่อขยายตลาดไปยังกลุ่มที่อาจจะไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำแต่ก็สนุกกับการเลือกเสื้อผ้าของแบรนด์ไปใส่ได้”

ปลุกพลังในแบบคุณ

สำหรับความหมายของแบรนด์ นั้นมีที่มาจากคำว่า Waking คือ ปลุกให้ตื่น Bee คือ ผึ้งซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความขยัน จึงรวมกันเป็น Wakingbee เพราะอยากให้เสื้อผ้าของเราเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้ทุกคนลุกขึ้นมาใช้ชีวิตแอคทีฟ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘พลังในแบบคุณ’ (Sensible Sweat) หรือการใช้ชีวิตแอคทีฟแบบสมดุล เพราะเป้าหมายในการออกกำลังกายของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน บางคนอาจต้องการดูแลสุขภาพของให้แข็งแรง บางคนออกกำลังกายเพื่อผ่อนคลายจากความเครียด ในขณะที่บางคนต้องการสร้างกล้ามเนื้ออย่างจริงจัง แต่ละคนรู้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่ผลักดันให้เราเริ่มต้นออกกำลังกายและทำอย่างต่อเนื่องได้อย่างมีความสุข พยายามในทางที่ถูกและพอดีกับตัวเอง

เป้าหมายที่มองไกลว่าในประเทศ

ตลาด Sportswear โลกนั้นเติบโตเฉลี่ยปีละ 5% เคยมีผู้คาดการณ์ไว้ว่าปีนี้จะมีมูลค่า 1.846 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แบรนด์เวคกิ้งบีตั้งเป้าไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าต้องพาแบรนด์ไปถึงระดับโลก จึงหาโอกาสขยายธุรกิจไปต่างประเทศมาตลอด จึงสมัครเข้าร่วมโครงการ SME Pro-active ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ให้งบสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไปออกงานแสดงสินค้า หรือ Trade Fair ในต่างประเทศ เพราะการไปออกเทรดแฟร์ใหญ่ๆ ค่าใช้จ่ายจะสูงมากเป็นโอกาสยากสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กที่จะไปร่วมงานได้เอง

ปัจจุบันนี้ สัดส่วนยอดขายของเวคกิ้งบีระหว่างในประเทศและต่างประเทศคือประมาณ 85:15 โดยมีเอเชียเป็นตลาดหลักอย่างฮ่องกงและไต้หวัน ซึ่งได้ดิสทริบิวเตอร์ในประเทศนั้นๆ ช่วยกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภค สำหรับอนาคตก็วางแผนที่จะขยายไปประเทศจีนและฝั่งตะวันตกเพิ่มเติมด้วย

เทรดแฟร์…เครื่องมือการตลาดที่ดี

อรวัสสา เล่าถึงการไปออกงานเทรดแฟร์ในต่างประเทศว่า จุดมุ่งหมายไม่ได้ว่าเราไปหาลูกค้าเพื่อจะขยายธุรกิจไปต่างประเทศอย่างเดียว แต่เป็นการเอาความรู้หรือประสบการณ์ที่เราได้มาต่อยอดธุรกิจได้ด้วย เวคกิ้งบีเริ่มไปออกเทรดแฟร์ตั้งแต่ปี 2559 ที่งาน Hong Kong Fashion Week ซึ่งถือเป็นงานที่ใหญ่มาก และต่อมาก็สมัครไปทุกปี เฉพาะฮ่องกงเองได้เข้าร่วมถึง 4 งาน ทำให้ขยายตลาดไปฮ่องกงได้จนถึงทุกวันนี้

นอกจากนั้นยังได้งบสำหรับเข้าร่วมงาน Japan Fashion Week ที่ประเทศญี่ปุ่น และล่าสุดไปงาน ISPO ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีต้นแบบมาจาก ISPO ที่มิวนิค ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นหนึ่งในงานหลักที่ตั้งใจจะไปร่วมทุกปีเพราะประเทศจีนเป็นเป้าหมายหลักของการขยายตลาดต่างประเทศของแบรนด์ ซึ่งตามกำหนดการเดิมในเดือนกรกฎาคมนี้ก็วางแผนจะไปร่วมงาน ISPO 2020 แต่เมื่อมาเจอสถานการณ์โควิด-19 ก็คงต้องรอให้ทุกอย่างคลี่คลายเสียก่อน

วิกฤตการณ์ COVID-19 ที่ในร้ายมีดี

เมื่อรัฐบาลใช้นโยบายล็อคดาวน์ แรกๆ ก็ช็อค เพราะ 11 สาขาต้องหยุดให้บริการ แต่สิ่งสำคัญคือการปรับตัวรับกับสถานการณ์ให้ได้อย่างรวดเร็ว ทีมงานทุกคนเช็คสภาพคล่องของกระแสเงินสดของบริษัท ปริมาณ

สินค้าที่สต็อคไว้ และที่กำลังให้ซัพพลายเออร์ผลิตอยู่ การส่งสินค้าไปต่างประเทศจะได้รับผลกระทบอย่างไร ฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่จะได้รับผลกระทบอย่างไร และจะสร้างฐานลูกค้าใหม่ในช่วงเวลาแบบนี้อย่างไร

ซึ่งพบว่าพฤติกรรมลูกค้าไม่ได้เปลี่ยนไปแค่การใช้ชีวิตประจำวัน แต่หลายคนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพ ทุกคนรู้ว่าร่างกายต้องแข็งแรง ต้องทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ต้องออกกำลังกาย ทำให้เสื้อผ้ากีฬามีโอกาสเข้ามาในใจผู้บริโภคมากขึ้น คนที่ไม่เคยออกกำลังกายจริงจัง ก็เริ่มหันมาศึกษา เลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่ เพราะเสื้อผ้าที่คุณภาพดี จะสร้างประสบการณ์ที่ดีในการออกกำลังกายด้วย

ออนไลน์ไม่ใช่ปัญหา

เมื่อหน้าร้านต้องหยุดให้บริการ แต่ Customer Journey ของลูกค้าก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ผู้คนพาตัวเองเข้าสู่ดิจิทัลมากขึ้นเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตในแต่ละวันได้ การซื้อสินค้าออนไลน์จากเรื่องไกลตัวจึงเป็นเรื่องไกลตัว นอกจากอาหาร เครื่องสำอาง Sportwear ก็ทำได้เช่นกัน

“เราพบว่ายอดการสั่งซื้อทางออนไลน์ของเวคกิ้งบีเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า ด้วยความที่เมื่อต้นปีเป็นช่วงที่แบรนด์ปรับเวบไซต์ใหม่พอดี ทำให้ง่ายต่อการใช้งาน เหมาะต่อรูปแบบของอีคอมเมิร์ซ ลูกค้าเลือกสินค้าง่าย สะดวก และกระตุ้นการตัดสินใจได้เร็วขึ้น แบรนด์สร้างแพลทฟอร์มที่รองรับการขายสินค้าออนไลน์มาอยู่แล้ว มีภาพแคตตาล็อคสินค้าที่เลือกดูได้หลายมุม ลูกค้าสะดวกต่อการช้อปปิ้งออนไลน์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหน้าร้านยังจำเป็นเพราะสินค้าเสื้อผ้า การได้ลอง หรือได้จับ สัมผัสเนื้อผ้ายังเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคต้องการ”

มองตลาดต่างประเทศหลังโควิด-19

ช่วงที่ผ่านมายอดออเดอร์จากต่างประเทศก็ลดลงไปบ้าง แต่เป็นช่วงสั้นๆ เมื่อการจัดส่งสินค้าระหว่างประเทศสามารถเปิดให้บริการได้ตามปกติ ก็ไม่มีปัญหา หลังจากนี้แนวโน้มคาดว่าจะเติบโตขึ้นเพราะเทรนด์สุขภาพเป็นเทรนด์สำคัญของตลาดโลก ต่างประเทศเองก็เหมือนบ้านเราที่เมื่อทุกคนหันมาออกกำลังกายมากขึ้นทั้งวิ่ง โยคะ เข้าฟิตเนส ว่ายน้ำ ก็ทำให้ตลาดของเสื้อผ้ากีฬาเติบโต และแบรนด์เองมีสินค้ารองรับทุกกิจกรรม ขณะเดียวกันทางดิสทริบิวเตอร์ที่ฮ่องกงและไต้หวันก็เปิดจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลักอยู่แล้ว ทำให้ยังมียอดสั่งซื้อเข้ามาเรื่อยๆ

“การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแม้จะเป็นวิกฤตแต่ก็เป็นสถานการณ์ที่ทำให้ทุกธุรกิจได้คิดและพิจารณาถึงวิธีการทำธุรกิจของตัวเอง ทำให้เราต้องปรับแผนการดำเนินธุรกิจให้ยืดหยุ่นตลอดเวลา สามารถปรับตัวเพื่ออยู่กับสถานการณ์ต่างๆ ได้ การยอมรับ ปรับตัว และลงมือทำทันที จะเป็นทางรอดสำคัญ เราไม่เสียเวลานั่งจมอยู่กับปัญหาแต่ต้องพยายามหาทางแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด และจากการปรับตัวของแบรนด์นั่นทำให้เรามั่นใจว่า Wakingbee ต้องได้ไปต่อ

นอกจากนี้ ยังมั่นใจว่าเทรดแฟร์จะยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายตลาดของแบรนด์ เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ประเทศต่างๆ เปิดให้เดินทาง มีระบบการจัดการที่ปลอดภัย มั่นใจได้แล้ว ก็จะเข้าร่วมงานผ่านการสนับสนุนจากโครงการ SME Pro-active เหมือนเดิม เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้สร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง”