Back to work กลับมาทำงานด้วยรูปร่างสวยเป๊ะ! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/625555

วันที่ 09 มิ.ย. 2563 เวลา 09:45 น.

Back to work กลับมาทำงานด้วยรูปร่างสวยเป๊ะ!

Work from home กับสถานการณ์โควิด-19 กันมาสักพัก ถึงเวลาที่สาวออฟฟิศอย่างเราต้อง Back to work กันแล้ว แต่จะทำอย่างไรกับไขมันที่สะสมและปมน้ำหนักขึ้น หมอฐา-ฐานิสร ธรรมลิขิตกุล มีวิธีการปฏิบัติในการดูแลรูปร่างมาฝาก

รักษาระยะห่างทางสังคมมาหลายเดือนจนเพื่อนทักว่า “น้ำหนักขึ้น” ใช่มั้ย เพราะ Work from home กับสถานการณ์โควิด-19 เป็นเหตุ  ตอนนี้ถึงเวลาที่สาวออฟฟิศอย่างเราต้อง Back to work กันแล้ว แต่จะทำอย่างไรกับไขมันสะสมให้รูปร่างกลับมาสวยเป๊ะ วันนี้ หมอฐา-ฐานิสร ธรรมลิขิตกุล ผู้อำนวยการรมย์รวินท์ คลินิก มีวิธีการปฏิบัติในการดูแลรูปร่างมาฝากกัน

1) ปรับพฤติกรรมการทาน ควบคุมอาหารและเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ และจำกัดจำนวนแคลอรี่  หลีกเลี่ยงแป้ง  ของมัน ของหวาน และงดการทานจุกจิกที่สำคัญ ห้ามอดอาหารเด็ดขาด

2) ดื่มน้ำ 1-2 แก้วในแต่ละมื้อก่อนรับประทานอาหาร จะช่วยให้รับประทานอาหารได้น้อยลง และอีกวิธีที่คุณหมออยากแนะนำ คือ การดื่มน้ำมะนาวทุกเช้า ในมะนาวจะมีกรดซิตริค (Citric Asid) กรดมาลิค (Malic Acid) และกรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งกรดซิตริคนั้นจะช่วยในการขจัดแคลเซียมที่สะสมอยู่ในหลอดเลือดแดง ตับอ่อน และช่วยในการสลายนิ่วในไตได้ และยังช่วยในการขจัดล้างสารพิษโดยการกระตุ้นด้วยเอนไซม์ธรรมชาติ ซึ่งช่วยบำรุงให้ผิวพรรณดีขึ้นและช่วยสลายไขมันด้วย รวมไปถึงเครื่องดื่มและอาหารบางประเภท สามารถช่วยในการสลายไขมันได้เช่นกัน

3) การออกกำลังกาย ถือเป็นหนึ่งเคล็ดลับที่ช่วยให้หนุ่มสาวออฟฟิศมีสุขภาพแข็งแรงแล้ว ยังช่วยในเรื่องของรูปร่างให้กระชับสัดส่วน ซึ่งในปัจจุบันการออกกำลังกายนั้นก็มีอยู่หลายประเภท ดังนั้นคุณหมออยากจะฝากสิ่งสำคัญของเคล็ดลับนี้ คือ  เลือกวิธีออกกำลังกายให้เหมาะสมกับร่างกายของตนเอง อายุ  ความต้องการ และเลือกวิธีออกกำลังกายที่ชอบและสนุก เพราะจะทำให้ไม่เบื่อ นอกจากนี้พยายามทำกิจกรรมให้มากขึ้น เช่น การทำงานบ้าน กวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างรถ ฯลฯ  รวมไปถึงยังสามารถออกกำลังกายในออฟฟิศได้  เช่น การใช้บันไดแทนลิฟท์,การสควอตกับเก้าอี้ , การยกแขน ยกขา บิดเอวไปมา   เป็นต้น  อีกหนึ่งวิธีที่คุณหมอแนะนำคือ การออกกำลังกายในสไตล์ของพีระมิด ทุกเช้าก็เป็นตัวช่วยที่ดี รับรองหุ่นเป๊ะปังไม่ไกลเกินเอื้อม

4) การพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ถ้าเราพักผ่อนไม่เพียงพอ หรืออดนอน นอกจากจะส่งผลเสียแก่ร่างกายมากมายแล้ว  ยังทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอน โดยปกติควรนอนหลับวันละ 6-8 ชม. แต่ถ้านอนไม่หลับ คุณหมอขอแนะนำลองดื่มนมอุ่นๆ ก่อนนอนช่วยได้เช่นกัน

ทางด้าน หมอริว–อัครวินท์  ดำรงวัฒนโภคิน แพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้านการดูแลรูปร่าง รมย์รวินท์ คลินิก ได้กล่าวเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่กำลังลดความอ้วนว่า การลดน้ำหนักไม่ใช่วันเดียวลดได้เลย เปรียบเทียบกับการวิ่งมาราธอน ต้องใช้ระยะเวลา สิ่งสำคัญเลยคือ ใจ และ การปรับไลฟ์สไตล์ ในการใช้ชีวิตประจำวัน ต้องเริ่มต้นตั้งแต่วิธีคิด แล้วค่อยๆ ไปทีละอย่าง โดยเริ่มจากการควบคุมอาหาร และหันมาออกกำลังกาย สิ่งสำคัญอยากฝากถึงคนอ้วนที่ถูกการบูลลี่ อยากให้กำลังใจ อย่าท้อแท้  อย่าเครียด และไม่ต้องเร่งรีบในการลดน้ำหนัก นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีการดูแลรูปร่างแบบเร่งรัด คือการหาตัวช่วยอย่างโปรแกรม  Super Slim และโปรแกรม Fat Freezing ที่จะมอบรูปร่างดีๆ ให้กลับคืนมาได้ไม่ยากอีกด้วย

ยาสามัญประจำบ้าน : แอสไพริน..กินให้ปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625551

วันที่ 09 มิ.ย. 2563 เวลา 09:11 น.

ยาสามัญประจำบ้าน : แอสไพริน..กินให้ปลอดภัย

หนึ่งในยาที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในโลก “แอสไพริน (aspirin)” กินอย่างไรให้ปลอดภัย พร้อมรู้ประโยชน์ ผลข้างเคียง และข้อควรระวัง

เชื่อเลยว่าไม่มีใครไม่รู้จัก แอสไพริน (aspirin) ยาที่ต้องมีติดบ้าน ซึ่งมีการค้นพบและถูกใช้มาเป็นเวลานาน ด้วยประสิทธิภาพการรักษาที่ดีและฤทธิ์ในการรักษาที่ใช้กับหลายโรค ยานี้จึงมีวิธีการใช้และขนาดการใช้ของแต่ละข้อบ่งใช้ที่แตกต่างกัน รวมถึงผลข้างเคียงของยาที่มีตั้งแต่ไม่รุนแรง เช่น ระคายเคืองทางเดินอาหาร ไปจนถึงผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น เลือดออกผิดปกติโดยเฉพาะที่พบบ่อยคือ เลือดออกในทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้ ดังนั้น หากมีความเข้าใจในวิธีการใช้ยาที่ถูกต้องจะช่วยให้เกิดการใช้ยาอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดและเกิดผลข้างเคียงหรือปัญหาจากการใช้ยาน้อยที่สุดได้

กำเนิดของแอสไพริน

ข้อมูลโดย อาจารย์เภสัชกรหญิง วิภารักษ์ บุญมาก ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า จากบันทึกทางประวัติศาสตร์การแพทย์เผยว่าเมื่อประมาณ 2,500 ปีก่อน ฮิปโปเครติส (Hippocrates) ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งการแพทย์” เคยให้คนไข้ที่มีอาการปวดตามตัวดื่มชาจากใบหลิว (willow) และเคี้ยวเปลือกต้นหลิว (willow bark) ในเวลาต่อมามีผู้ค้นพบว่าสารสกัดของต้นหลิว (salicin) มีสรรพคุณในการลดไข้และบรรเทาอาการอักเสบ จากนั้นประมาณ 500 ปี นักเคมีชาวเยอรมันที่มีชื่อว่า Felix Hoffmann ได้นำสาร salicin ที่สกัดจากต้นหลิวมาสังเคราะห์เป็นอะซีติลซาลิไซลิค (acetylsalicylic acid) ซึ่งนิยมเรียกว่าแอสไพริน (aspirin)1 โดยในยุคแรกๆ แอสไพรินถูกนำมาใช้ในการลดไข้และบรรเทาอาการอักเสบ

ฤทธิ์ของแอสไพริน

แอสไพรินเป็นยาที่มีประสิทธิภาพดี มีฤทธิ์ในการรักษาอาการอักเสบ เช่น อาการปวด บวม แดง ร้อนต่างๆ และมีฤทธิ์ลดไข้ นอกจากนี้ ฤทธิ์ที่สำคัญของยานี้ที่ทำให้เกิดการใช้อย่างแพร่หลายมากจนกลายเป็นหนึ่งในยาที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดตัวหนึ่งของโลกคือ ฤทธิ์ในการต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือด ทำให้ยานี้ถูกใช้ในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือด เช่น เส้นเลือดหัวใจอุดตัน เส้นเลือดสมองอุดตัน และเส้นเลือดที่ขาอุดตัน เป็นต้น

กลไกการออกฤทธิ์ของยาแอสไพริน คือการยับยั้งเอนไซม์ในร่างกายที่ทำให้เกิดสารอักเสบ ซึ่งมีชื่อว่า ไซโคลออกซิจีเนส หรือเรียกชื่อเอนไซม์นี้อย่างย่อๆ ว่า ค็อกซ์ (cyclooxygenase: COX) นอกจากนี้ เอนไซม์ค็อกซ์ (COX enzyme) ยังกระตุ้นการสร้างสารที่ทำให้เกิดการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ที่มีชื่อว่า ทร็อมบ็อกเซนเอทู thromboxane-A2 ดังนั้น ผลที่ได้จากการใช้ยาแอสไพริน นอกจากจะบรรเทาอาการอักเสบแล้ว ยังทำให้เกล็ดเลือดเกาะกลุ่มกันได้ยากมากขึ้น ซึ่งขนาดยาที่สูงของแอสไพริน (325-650 มิลลิกรัม ต่อครั้ง) จะได้ผลดีในการบรรเทาอาการปวดและอักเสบ ส่วนขนาดยาที่ต่ำของแอสไพริน (75-150 มิลลิกรัมต่อวัน) มีผลการรักษาที่ดีในแง่ฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือด

ข้อบ่งใช้และขนาดยา

การใช้ยาแอสไพรินมี 2 ข้อบ่งใช้คือ ใช้ตามอาการเพื่อบรรเทาอาการอักเสบและลดไข้ และใช้เพื่อต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด โดยใช้ในช่วงแรกของการเกิดการอุดตันหลอดเลือด และการใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการเกิดการอุดตันของหลอดเลือด

การใช้ยาแอสไพรินเพื่อบรรเทาอาการปวด อักเสบ และลดไข้

  • ขนาดยาแอสไพรินในข้อบ่งใช้นี้ควรเป็นขนาดยาที่สูง คือ 325-650 มิลลิกรัม (บางการศึกษาพบว่า ควรเริ่มด้วยขนาดยา 600-650 มิลลิกรัมขึ้นไปในการบรรเทาอาการปวดปานกลางถึงรุนแรง 2-3 และขนาด 500-1000 มิลลิกรัมเพื่อลดไข้)
  • รับประทานทุก 4-6 ชั่วโมง ลักษณะของเม็ดยาจะมีขนาดใหญ่และเป็นเม็ดยาที่ถูกเคลือบเพื่อควบคุมให้มีการปลดปล่อยยาที่ลำไส้เล็ก (enteric-coated tablet) ผู้ป่วยควรรับประทานยาทั้งเม็ดหลังอาหารทันทีเพื่อลดการระคายเคืองกระเพาะอาหารโดยใช้ตามอาการที่เป็น และหยุดใช้ยาเมื่ออาการหมดไป

อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังสำหรับการใช้ยาแอสไพรินในเด็กหรือวัยรุ่นที่มีการติดเชื้อไวรัส เนื่องจากพบว่าสัมพันธ์กับความผิดปกติ ที่เรียกว่า Reye’s syndrome ที่ถึงแม้จะเป็นกลุ่มอาการที่พบได้ไม่บ่อยแต่มีความรุนแรงสูงจนอาจทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิตได้ โดยจะทำให้เกิดอาการของตับอักเสบ และสมองอักเสบ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ในเด็กอายุน้อยกว่า 16-19 ปี  และสามารถเลือกใช้ยาลดไข้ที่เป็นตัวยาพาราเซตามอล (paracetamol) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดไข้ที่ใกล้เคียงกับแอสไพริน หรือยาชนิดอื่นในกลุ่มเดียวกัน (เป็นยาต้านการอักเสบที่ออกฤทธิ์เหมือนกัน ชื่อกลุ่มว่า เอ็นเสด: NSAIDs) เช่น ไอบูโปรเฟน (ibuprofen), นาพรอกเซน (naproxen) เป็นต้น

สิ่งที่ควรระวังอีกประการในการใช้ยาลดไข้กลุ่ม NSAIDs คือ หากผู้ป่วยกำลังเป็นไข้เลือดออก ยาจะทำให้อาการเลือดออกผิดปกติเกิดได้ง่ายมากขึ้นเนื่องจากฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือดของยากลุ่มนี้ จึงควรสังเกตอาการ (จุดจ้ำเลือดขึ้นตามผิวหนัง) หลังการใช้ยาอย่างใกล้ชิด หากพบความผิดปกติดังกล่าว ควรรีบหยุดยาและพบแพทย์ทันทีการใช้ยาแอสไพรินเพื่อรักษาภาวะหลอดเลือดอุดตัน ไม่ว่าจะเป็นหลอดเลือดสมอง  หรือหลอดเลือดหัวใจ หากผู้ป่วยไม่เคยได้รับยาแอสไพรินมาก่อน ในวันแรกที่มีอาการแพทย์ผู้ให้การรักษาจะแนะนำให้ผู้ป่วยเคี้ยวยาแอสไพรินขนาด 300-325 มิลลิกรัมเพื่อให้ระดับยาในเลือดมากพอและเกิดการยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันการเกิดการอุดตันหลอดเลือดซ้ำอีก จากนั้นจะลดขนาดยาลงเป็นแอสไพรินขนาดต่ำ คือ 81 มิลลิกรัม และรับประทานตามปกติ (หลังอาหารทันทีและกลืนยาทั้งเม็ด) โดยผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาแอสไพรินขนาดต่ำต่อเนื่องไปตลอดเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำของภาวะหลอดเลือดอุดตัน

ผลข้างเคียงและการป้องกัน/บรรเทา

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยจากการใช้ยาแอสไพรินในข้อบ่งใช้เพื่อการต้านเกล็ดเลือดคือ ระคายเคืองทางเดินอาหาร ซึ่งสามารถป้องกันหรือบรรเทาได้โดยการรับประทานหลังอาหารทันที หรือรับประทายาเม็ดที่มีการเคลือบด้วยสารที่ควบคุมให้เม็ดยาเกิดการปลดปล่อยตัวยาที่ลำไส้เล็ก (enteric-coated tablet) เพื่อลดการสัมผัสของยาและกระเพาะอาหารที่มีความเป็นกรดสูงมากอยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังพบการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบได้ค่อนข้างบ่อยและรุนแรงกว่า

จากการศึกษาพบว่า ผลข้างเคียงนี้พบบ่อยในผู้ใช้ยาที่มีอายุมาก ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงได้โดยการใช้ยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารร่วมด้วย โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาสั่งจ่ายยาลดการหลั่งกรดนี้ในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งใช้อยู่แล้ว โอกาสของการเกิดเลือดออกจะมีมากขึ้นในผู้ที่ใช้ยาอื่นๆ ที่เสริมฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือดหรือต้านการแข็งตัวของเลือดหรือใช้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ (steroids) ร่วมด้วย

ดังนั้น ผู้ที่ใช้ยาแอสไพรินควรเพิ่มความระมัดระวังการใช้ยาชนิดอื่นร่วมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ยาบรรเทาอาการปวดหรืออักเสบในกลุ่ม NSAIDs เนื่องจากจะเสริมฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือดและเพิ่มความระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ หากมีความจำเป็นต้องใช้ยาบรรเทาอาการปวด อาจพิจารณาเลี่ยงไปใช้ยากลุ่มอื่นๆ เช่น ยาพาราเซตามอล หรือยาทรามาดอล (tramadol) เนื่องจากไม่มีผลข้างเคียงดังกล่าว

หากกล่าวโดยสรุป ยาแอสไพรินเป็นยาที่มีประสิทธิภาพดี แต่ก็มีรายละเอียดในวิธีการใช้ยาทั้งขนาดยาที่ใช้และวิธีการรับประทานยาที่แตกต่างกัน รวมถึงข้อควรระวังในการใช้ยา หากผู้ใช้ยามีความเข้าใจในการใช้ยาแอสไพริน จะช่วยให้เกิดประสิทธิภาพที่ดีในขณะเดียวกันก็จะช่วยลดผลข้างเคียงจากการใช้ยาลงด้วย

.

ที่มา : คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

วัคซีนสำหรับผู้หญิง เรื่องจริงที่ไม่ควรละเลย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625472

วันที่ 08 มิ.ย. 2563 เวลา 10:10 น.

วัคซีนสำหรับผู้หญิง เรื่องจริงที่ไม่ควรละเลย

นอกจากการรับวัคซีนตามช่วงวัยตั้งแต่แรกเกิด จนถึงวัคซีนทั่วไปที่แนะนำในวัยผู้ใหญ่ เพื่อกระตุ้นภูมิต้านทานโรค ผู้หญิงถือเป็นอีกกลุ่มที่ควรได้รับวัคซีนตามความเหมาะสม เนื่องจากเพศหญิงมีการทำงานของอวัยวะในร่างกายที่ซับซ้อน โดยเฉพาะช่วงการตั้งครรภ์จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ที่อาจส่งผลถึงทารกในครรภ์อีกด้วย

ข้อมูลโดย นต.พญ.ณัฐยา รัชตะวรรณ สาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา อนุสาขาเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ระบุว่า แม้ผู้หญิงมากกว่า 50% จะตั้งครรภ์โดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า แต่ตามหลักการแล้วผู้หญิงทุกคนควรได้รับการฉีดวัคซีนที่จำเป็นก่อนที่จะตั้งครรภ์ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้หญิงทุกคนควรมีการฉีดวัคซีนที่จำเป็นให้ครบ โดยมีวัคซีน ดังนี้

  • วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เพื่อลดโอกาสเสี่ยงและความรุนแรงของโรค โดยควรฉีดปีละ 1 ครั้งทุกปี
  • วัคซีนป้องกันโรคไอกรน คอตีบ และบาดทะยัก ผู้หญิงที่ไม่เคยได้รับวัคซีนทั้ง 3 ชนิดนี้มาก่อน ควรได้รับวัคซีนเหล่านี้ทุกสิบปี
  • วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ (HAV)  โดยฉีดวัคซีน 2 ครั้ง ห่างกัน 6 เดือน
  • วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี สำหรับผู้หญิงที่มีอายุ 15 ปี ขึ้นไป แนะนำให้ตรวจเลือดเพื่อเช็คภูมิคุ้มกันก่อน หากไม่มีภูมิ ให้ฉีดวัคซีน 1 เข็ม หลังจากนั้น 2 เดือนให้ทำการตรวจภูมิคุ้มกันอีกครั้ง ถ้าพบภูมิคุ้มกัน ไม่จำเป็นต้องฉีดเข็มที่ 2 แต่ให้ทำการฉีดกระตุ้นภูมิทุกๆ 10 ปี ในกรณีที่ตรวจแล้วไม่พบภูมิคุ้มกัน ให้ทำการฉีดจนครบ 3 เข็ม แล้วทำการเจาะเลือดเพื่อดูภูมิคุ้มกัน กรณีที่ภูมิคุ้มกันขึ้นหลังได้รับวัคซีนเพียง 1 เข็ม แสดงว่าในตอนเด็กเคยได้รับวัคซีนชนิดนี้มาก่อน  แต่หากตรวจแล้วภูมิคุ้มกันไม่ขึ้นแม้ว่าจะฉีดจนครบ 3 เข็มแล้วก็ตาม แสดงว่าเป็นกลุ่ม Poor Responder คือไม่ตอบสนองต่อการฉีดวัคซีน แนะนำให้ระวังตัวเองเพื่อป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
  • วัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV ในผู้หญิงที่มีอายุ 9-14 ปี แนะนำให้ฉีด 2 เข็ม (แต่ถ้าหากเคยมีเพศสัมพันธ์ ควรตรวจภายในก่อน หากไม่พบความผิดปกติ หรือไม่พบมะเร็งจึงรับวัคซีนได้) ส่วนในผู้หญิงที่อายุมากกว่า 14 ปี แนะนำให้ฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ทั้งนี้ ไม่แนะนำให้ฉีดขณะตั้งครรภ์  เพราะยังขาดข้อมูลยืนยันถึงความปลอดภัยสำหรับทารกในครรภ์
  • วัคซีนป้องกันโรคคางทูมและหัดเยอรมัน ผู้หญิงที่ไม่มีประวัติการฉีดวัคซีนมาก่อน หรือไม่มีภูมิคุ้มกันโรคหัดเยอรมันควรได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 ครั้ง นอกจากจะช่วยป้องกันโรคในคุณแม่แล้ว ยังสามารถป้องกันการเกิดโรคหัดเยอรมันแต่กำเนิดในทารกหลังคลอด ซึ่งหากมีการติดเชื้อหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์จะทำให้ทารกมีความผิดปกติ เช่น ตาบอด หูหนวกได้  ที่สำคัญควรคุมกำเนิดอย่างน้อย 1 เดือน หลังได้รับวัคซีน (หรือแพทย์บางท่านอาจแนะนำที่ 3 เดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับยี่ห้อของวัคซีน สามารถสอบถามรายละเอียดได้จากแพทย์)  เนื่องจากเป็นวัคซีนไวรัสที่มีชีวิต อาจส่งผลให้ทารกในครรภ์การความพิการจากวัคซีนได้
  • วัคซีนป้องกันโรคสุกใส เนื่องจากยังไม่มีรายงานยืนยันความปลอดภัย และมีความเสี่ยงทำให้ทารกพิการแต่กำเนิด ติดเชื้ออย่างรุนแรง และน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ดังนั้น หากกำลังวางแผนจะมีบุตรควรทิ้งระยะเวลาการตั้งครรภ์หลังการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1-3 เดือน  อย่างไรก็ตามคุณแม่หลังคลอดสามารถฉีดวัคซีนป้องกันสุกใสเข็มแรกก่อนที่จะออกจากโรงพยาบาล  และเข็มที่ 2 หลังคลอดแล้ว 6-8 สัปดาห์
  • วัคซีนป้องกันงูสวัด ควรฉีดสำหรับผู้ที่มีอายุ มากกว่า 50 ปี
  • วัคซีนป้องกันไข้กาฬหลังแอ่น สำหรับผู้หญิงที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือกำลังจะเดินทางไปในทวีปแอฟริกา รวมถึงผู้ที่จะไปเรียนต่อในต่างประเทศที่ยังมีไข้กาฬหลังแอ่นอยู่ และผู้แสวงบุญยังประเทศซาอุดิอาระเบีย  จะมีโอกาสติดเชื้อได้ ดังนั้นจึงควรได้รับวัคซีนก่อนเดินทาง
  • วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ ผู้หญิงที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงสูงควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคปอดบวม รวมถึงผู้ที่สูบบุหรี่ เป็นโรคปอดเรื้อรัง (รวมถึงโรคหอบหืด) โรคหัวใจและหลอดเลือดเรื้อรัง เบาหวาน หรือผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง แต่ในผู้ที่ไม่มีความเสี่ยงแนะนำให้ฉีดเมื่ออายุ มากกว่า 50 ปี
  • วัคซีนสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ วัคซีนหลายชนิดไม่ได้ห้ามฉีดในระหว่างตั้งครรภ์ ตรงกันข้ามยังแนะนำอย่างยิ่งสำหรับหญิงตั้งครรภ์ในช่วงก่อนคลอด เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ถ้าภายใน 1 ปี คุณแม่ตั้งครรภ์ยังไม่ได้รับวัคซีนชนิดนี้ แพทย์จะแนะนำให้ทำการฉีดเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่ เมื่อพ้นการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 1 ไปแล้ว
  • วัคซีนป้องกันโรคไอกรน คอตีบ และบาดทะยัก แนะนำให้ฉีด 1 เข็ม ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน  เพื่อป้องกันการเกิดโรคในทารกแรกเกิด

นอกจากนี้ ยังมีวัคซีนที่ห้ามฉีดระหว่างตั้งครรภ์  เนื่องจากวัคซีนอาจส่งผลให้ทารกในครรภ์ติดเชื้อ ทำให้เกิดอวัยวะต่างๆ พิการ ได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคสุกใส   วัคซีนป้องกันงูสวัด รวมถึงวัคซีนป้องกันโรคคางทูมและหัดเยอรมัน

ดังนั้น หากต้องการวางแผนตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาและฉีดวัคซีนตามความเหมาะสมในระยะการตั้งครรภ์ที่ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยทั้งตัวคุณแม่เองและทารกในครรภ์

ข้อสังเกตชวนสงสัยว่าอาจเกิดการแพ้ยารุนแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625464

วันที่ 08 มิ.ย. 2563 เวลา 08:15 น.

ข้อสังเกตชวนสงสัยว่าอาจเกิดการแพ้ยารุนแรง

แพทย์เตือนอันตรายจากการแพ้ยารุนแรง เสี่ยงพิการ อาจถึงขั้นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ รู้ทันปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลให้มีโอกาสแพ้ยาได้มากขึ้น และวิธีการสังเกตอาการแพ้ยาด้วยตัวเอง

กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคผิวหนัง เตือนอันตรายจากการแพ้ยา มีได้หลายแบบทั้งชนิดที่ไม่รุนแรงที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต และชนิดที่รุนแรงก่อให้เกิดความพิการ หรือถ้ารุนแรงมากอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ พร้อมแนะนำข้อสังเกตที่ทำให้สงสัยว่าอาจเกิดการแพ้ยาที่รุนแรง

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์  เผยกรณีการเสนอข่าวจากเฟซบุ๊กสาวเตือนอุทาหรณ์ปวดฟันคุด ซื้อยาไอบูโพรเฟนมากินเองจนเกิดอาการแพ้หนัก ผิวหนังไหม้ลอก นอนไอซียู พร้อมโพสต์ภาพผิวหนังลอกทั่วตัวนั้น ข้อมูลดังกล่าวพบว่าเป็นอาการของการแพ้ยา  โดยการแพ้ยาส่วนมากมักเกิดภายหลังการรับประทานยาในช่วง 7-21 วันหลังเริ่มทานยาครั้งแรก แต่ถ้าเคยได้รับยาชนิดนั้นๆ ที่แพ้มาก่อนแล้วอาจมีอาการได้รวดเร็วในเวลา 24-48 ชั่วโมงหลังทานยาได้ สำหรับกลุ่มลมพิษหรือมีปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรงอย่างเฉียบพลัน (Anaphylaxis) อาการจะแสดงได้อย่างรวดเร็วหลังทานยาในเวลาเป็นนาทีถึงชั่วโมง

ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลให้ผู้ป่วยมีโอกาสแพ้ยาได้มากขึ้น ได้แก่ ปัจจัยทางกรรมพันธุ์ เพศ ซึ่งมักพบการแพ้ยาในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย คนไข้ที่ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) และคนที่มีประวัติเคยแพ้ยามาก่อน

แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ยาที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสทำให้เกิดการแพ้ยาได้สูง ได้แก่ ยากันชัก ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs : Nonsteroidal anti-inflammatory drugs) ยา allopurinol ยา dapsone ยาต้านรีโทรไวรัส (antiretroviral drugs) ยากลุ่มแก้อักเสบฆ่าเชื้อ เช่น กลุ่ม penicillin, cephalosporin, sulfonamides, β-lactam antibiotic, trimethoprim-sulfamethoxazole, minocycline เป็นต้น

ข้อสังเกตที่ทำให้สงสัยว่าอาจเกิดการแพ้ยาที่รุนแรงที่ต้องรีบมาพบแพทย์ ได้แก่

อาการแสดงทางผิวหนัง กรณีหลังรับประทานยาแล้วมีอาการดังต่อไปนี้ คือ

  • มีผื่นแดงทั้งตัว (Erythroderma)
  • มีหน้าบวมปากบวม
  • มีผื่นหรือแผลที่ปาก หรือเยื่อบุที่อื่นๆ
  • มีอาการแสบ กดเจ็บที่ผิวหนัง
  • มีตุ่มน้ำมีผิวหนังลอกหลุด
  • มีจุดจ้ำเลือดใต้ผิวหนัง
  • มีตุ่มหนองตามตัวอย่างรวดเร็ว

สำหรับอาการทางร่างกายอื่นๆ ที่มักพบร่วมด้วยในคนที่แพ้ยารุนแรง ได้แก่

  • มีไข้
  • ไอ
  • เจ็บคอ
  • ปวดเมื่อยตามตัวปวด ข้อ
  • ต่อมน้ำเหลืองโต

ดังนั้น ในกรณีที่คนไข้ได้รับประทานยาแล้วมีอาการดังกล่าวข้างต้นที่ทำให้สงสัยว่าอาจจะเป็นการแพ้ยาที่รุนแรงควรหยุดยาในทันทีรีบมาพบแพทย์เพื่อดำเนินการรักษาอย่างรวดเร็วและควรนำยาที่สงสัยว่าจะแพ้มาให้แพทย์ดูร่วมด้วยซึ่งโดยส่วนมากถ้าอาการเข้าได้กับการแพ้ยาที่รุนแรงมักจะได้รับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องจนกว่าอาการจะดีขึ้นต่อไป

สำหรับคำแนะนำเพิ่มเติมที่สำคัญคือ ในกรณีคนไข้เคยแพ้ยาชนิดใดชนิดหนึ่งแล้วนั้นจะแพ้ยาชนิดดังกล่าวไปตลอดชีวิต รวมถึงมีโอกาสเสี่ยงที่จะแพ้ยาตัวอื่นที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันหรือกลุ่มที่ใกล้เคียงกับยาตัวเดิมที่แพ้ได้ และการได้รับยาที่เคยแพ้อยู่แล้วในครั้งถัดไป อาการที่เกิดจากการแพ้ยาในครั้งใหม่จะเกิดได้อย่างรวดเร็วขึ้นและอาจรุนแรงมากขึ้นด้วย ดังนั้น คนไข้ควรจดจำข้อมูลการแพ้ยาของตนเอง หรือเก็บบัตรแพ้ยาไว้กับตัวเสมอ และควรแจ้งให้แพทย์ทราบทุกครั้งก่อนการรักษาในครั้งถัดๆ ไป และระมัดระวังเรื่องการซื้อยาเพื่อรับประทานเอง เพื่อลดโอกาสเสี่ยงของการแพ้ยาที่อาจเกิดขึ้นใหม่ได้

ปัญหาภาวะซึมเศร้า เมื่อเครียด กดดัน และทางออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/625463

วันที่ 08 มิ.ย. 2563 เวลา 07:40 น.

ปัญหาภาวะซึมเศร้า เมื่อเครียด กดดัน และทางออก

การรับมือกับปัญหาไวรัสโควิด 19 เชิงองค์รวม : การตีทะลุผ่านภาวะกดดัน เครียด ซึมเศร้า

อาการของปัญหาภาวะซึมเศร้าและผลกระทบในยุคปัจจุบัน ปัญหาสังคม ไม่ว่าจะ Gen ไหน ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร Baby Boom, Gen X Y Z หรือ C หรือ Millennial ล้วนมีปัญหาเรื่อง ความซึมเศร้า ภายในหวั่นไหว ขาดความมั่นคง ภูมิต้านทานต่ำ พฤติกรรมที่แสดงออกมาจึงขาดความยับยั้งชั่งใจ การตัดสินใจที่ขาดการไตร่ตรองมีโลกส่วนตัวสูง แปลกแยก ไม่แคร์อะไร ขาดการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเชิงสร้างสรรค์

ปัญหาเหล่านี้มีผลทำให้บุคคลไม่สามารถพัฒนาและดึงศักยภาพภายในออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้สังคมอ่อนแอลง ขาดความเข้มแข็ง  ขาดความสามารถในการแข่งขัน อนาคตของชาติจึงน่าเป็นห่วง

ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล จากสถาบันอินทรานส์ Hipot-การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคง ยั่งยืน เผยว่า รากของปัญหาภาวะซึมเศร้าภาวะนี้เกิดที่ตนเอง โดยตนเอง โดยมีแรงกดดันจากสังคมภายนอก เปรียบเทียบแข่งขัน รวมทั้งบริบทของการดำเนินชีวิตทุกวันนี้ที่สังคมได้เปลี่ยนเป็นโลกโซเชียลที่ไม่อาจหวนกลับคืนได้แล้ว มันเป็นโลกของวัตถุที่ขาดความสมดุล เน้นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มากเกินพอดี และเพราะการสื่อสารที่ทันสมัยทำให้มนุษย์ห่างไกลจากตัวตนที่แท้จริง แต่กลับอยู่ในโลกเสมือนจริงที่หลอกตนเองให้ติดกับโลกของวัตถุ เปรียบเสมือนกับดักให้หลงทางและลุ่มหลงอยู่ในวังวนของมายาอย่างต่อเนื่อง

โลกที่ยึดเอาสิ่งภายนอกเป็นที่ยึดเหนี่ยว มันต้องเนี๊ยบทั้งเสื้อผ้าหน้าผม แฟชั่น เน็ตไอดอล การเลียนแบบดาราที่ไม่มีทางเกิดขึ้นจริง โลกที่ฉาบฉวย จอมปลอม มนุษย์จึงพยายามทุกทางแม้ต้องเสียศักดิ์ศรีเพื่อแลกกับเงินทอง และการยอมรับทำให้เกิดการยึดติด หลงทาง สังคมเดินไปในทางเสื่อมลงยากที่จะสลัดออก เพราะมันเหมือนสิ่งเสพติดที่ร้ายยิ่งกว่ายาเสพติดใดๆ ที่เรารู้จักหลงไปว่ามันคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีคุณค่าและความหมาย แต่ทั้งหมดนี้ที่แท้แล้วทำไปเพื่อมาเสริมคุณค่าตนเองให้ดูดี เพื่อต้องการให้คนยอมรับ ให้เท่าเทียมคนอื่น

แล้วทำไมถึงต้องการการยอมรับจากโลกภายนอก?

ก็เพราะโลกภายในตนเองมันขาด ข้างในมันพร่องไป แล้วอะไรพร่องไป ก็คุณค่าตนเองไงเมื่อภายในมันขาด ก็ต้องหามาเติม แต่เป็นการเติมจากโลกภายนอกเพื่อมาให้ค่าตนเองแต่ยิ่งเติม ยิ่งแสวงหาวัตถุภายนอกมาเพิ่ม ภายในตนเองก็ยิ่งขาดเมื่อยังขาด ก็ต้องหามาเพิ่มอีก ยิ่งหาก็ยิ่งขาด โลกภายในก็ยิ่งพร่องหนัก

มันเป็นภาวะหลงทางที่หาตัวเองไม่เจอ มันว่างเปล่า ข้างในมันกลวงมัน เป็นภาวะที่ไม่เห็นค่าตนเอง ไม่เคารพตนเอง แต่กลับเห็นตนเองมีความบกพร่อง ไม่เข้าใจตนเอง ยอมรับไม่ได้ แต่เพราะแรงกดดันทางสังคมและบริบทครอบครัว ทำให้อาการของปัญหายิ่งหนักมันก็เลยเป็นทุกข์ ซึมเศร้า โลกภายในหวั่นไหว ขาดความมั่นคง ก็เลยยิ่งแสวงหาคุณค่าจากโลกภายนอกมาเติมแล้วก็กลับมาวังวนเดิม หาทางออกไม่ได้ หาตัวตนไม่เจอ เลยยิ่งเศร้าหมอง

“ซึมเศร้า” ว่าไปแล้วมันคือการแพ้ตัวเอง ไม่สามารถนำตนเองได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าตนเองเป็น แต่หาทางออกไม่เจอไม่รู้ว่าภาวะนี้คืออะไร จัดการชีวิตตนเองไม่ได้ แก้ไม่เป็น มันแพ้ คิดว่าอยู่ไปก็ไร้ค่า

ทางออกของปัญหาภาวะซึมเศร้าเราคงต้องมองย้อนกลับไปว่า อะไรคือเหตุมันไม่ใช่โลกโซเชียล?

มันไม่ใช่ตัวเครื่องมือสื่อสาร มันมิใช่ตัวดารา หรือโลกของความบันเทิงแต่มันคือ ภาวะของการไม่เห็นคุณค่าตนเองที่สะท้อนออกมาด้วยการเสพสื่อเหล่านั้นอย่างขาดความเข้าใจต่างหาก

เมื่อการไม่เห็นคุณค่าตนเองเป็นประเด็นหลักการจัดการกับประเด็นนี้จึงต้องมุ่งไปที่ตัวตนของตนเอง แล้วตัวตนมาจากไหน ก็มาจากกรอบความคิดไง กรอบความคิดมีธรรมชาติคือภาพ แต่มันเป็นภาพตนเองเชิงลบ ณ จุดนี้เองคือรากของปัญหา มันคือกรอบความคิดที่ไม่เห็นคุณค่าตนเองเรียกอีกอย่างว่า “ปมด้อย”

ปมด้อยมาจากไหน ก็มาจากเรื่องราวในอดีตของตนเองที่ตนยังรู้สึกไม่พอใจในสิ่งที่ผ่านมา บางครั้งก็ทำเองกับมือ บางเรื่องก็ถูกกระทำจากใครบางคนมันเป็นภาพลบที่ฝังใจ มันจึงเกาะกัดกินใจถึงความรู้สึกผิด รบกวนจิตใจมาตลอด นึกถึงทีไรก็เจ็บปวด อยากลบ อยากลืม อยากย้อนเวลากลับไปแก้ตัวแต่มันทำไม่ได้ เคยพยายามแต่ก็ไม่สำเร็จ ยิ่งอยากลืม กลับจำ นำไปสู่ความซึมเศร้า

ทางออกจึงมิใช่ไปลบหรือไปลืมมัน เพราะนั่นขัดกับความเป็นจริง ที่ถูกแล้วต้องเรียกตัวเองในอดีตขึ้นมาเพื่อทำความเข้าใจกับมัน

ลองจินตนาการว่าถ้าตัวเองในอดีตพูดได้ คุณคิดว่าเขาจะพูดว่าอะไร คุณคิดว่าเขาอยากเล่าอะไรให้ฟัง และหากคุณฟังเขาอยากเข้าอกเข้าใจ คุณคิดว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร มันคือการชำระล้างภายใน การยอมรับตนเอง การให้อภัยตนเอง เข้าใจตนเองอย่างถึงที่สุด

ในทางกลับกัน ตัวคุณในปัจจุบันอยากให้อดีตคุณพูดถึงคุณว่ายังไงคุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากทั้งสองเข้าใจกัน ยอมรับซึ่งกันและกัน และหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

การทำความเข้าใจกับตนเองในอดีตเป็นการปรับมุมมองที่มีต่อตนเองเชิงบวก มันคือการปรับทัศนคติต่อตนเองอย่างเห็นคุณค่า ศรัทธาในตนเอง ภายในก็จะเข้มแข็ง เกิดความเชื่อมั่น มันเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เราเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง เกิดภูมิต้านทานภายใน ภายในมั่นค งเมื่อภายในมั่นคง อะไรเข้ามากระทบก็ไม่สะเทือน การชำระล้างภายในตนเองด้วยตนเองนี้เท่านั้นที่จะทลายภาวะซึมเศร้าลงได้

BACK TO GYM สำรวจมาตรการความปลอดภัยเอาใจสายฟิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/625271

วันที่ 05 มิ.ย. 2563 เวลา 11:20 น.

BACK TO GYM สำรวจมาตรการความปลอดภัยเอาใจสายฟิต

ต้อนรับหนุ่มสาวสายฟิต BACK TO GYM ‘ฟิตเนส เฟิรส์ท-เซเลบริตี้ ฟิตเนส’ โชว์ความพร้อมมาตรการความปลอดภัย ปลุกความมั่นใจให้กลับมา เพื่อการรักสุขภาพมากกว่าที่เคย

หลังปลดล็อก สถานการณ์การดำเนินชีวิตเริ่มกลับมาเกือบเหมือนเดิมอีกครั้ง แต่ทุกฝ่ายยังคงตั้งรับ ตั้งการ์ดป้องกันโควิดแบบแรงดีไม่มีตก ล่าสุด หนึ่งในแบรนด์ฟิตเนสคลับที่คนรักสุขภาพรู้จักกันดีอย่าง ฟิตเนส เฟิรส์ท และเซเลบริตี้ ฟิตเนส ประเทศไทย โดยบริษัท อีโวลูชั่น เวลล์เนสส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้โชว์ความพร้อมมาตรการความปลอดภัยต้อนรับสายฟิต Come Back!! กลับมาด้วยความพร้อมระดับสากล เพื่อความมั่นใจของผู้ใช้บริการ

การกลับมาเปิดคลับในครั้งนี้มีความพร้อมอย่างมากทั้งในเรื่องของการเปิดคลับและมาตรการด้านความปลอดภัยในการเข้าใช้บริการ ความพร้อมของสถานที่ออกกำลังกาย และจุดบริการภายในคลับ โดยคำนึงสูงสุดในเรื่องของความปลอดภัยของทั้งสมาชิกและพนักงาน รวมถึงการเตรียมพร้อมสำหรับขั้นตอนและแนวทางในการเข้าใช้บริการและการจองคลาสรูปแบบใหม่ผ่าน “แอปพลิเคชั่น ฟิตเนส เฟิรส์ท และเซเลบริตี้ ฟิตเนส” ร่วมด้วยการตรวจเช็กจำนวนผู้ใช้บริการและที่ว่างในคลับผ่านแอปพลิเคชัน “ไทยชนะ” เพื่อให้การกลับมาใช้บริการของสมาชิกและผู้ใช้บริการทั่วไปมีความมั่นใจได้ว่าจะได้รับความสะดวก ปลอดภัย และสอดคล้องกับนโยบายของทางภาครัฐ

มาตรการในการเข้าใช้คลับ และมาตรการด้านความปลอดภัย เพื่อการกลับมาเริ่มต้นออกกำลังกายได้อีกครั้ง อย่างมั่นใจ

ข้อกำหนดในการเข้าใช้คลับ

  • เพื่อความสะดวกในการเข้าใช้บริการในคลาสต่างๆ สมาชิกสามารถเช็คตารางคลาสและจองคลาสล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชันของ Fitness First และ Celebrity Fitness ก่อนการเข้าใช้คลับทุกครั้ง [สแกน QR Code หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน > ลงทะเบียน > เลือกคลับ-เลือกคลาส-กดจอง > รอยืนยันทาง email]
  • เช็คอิน-เช็คเอ้าท์ ผ่านแอปพลิเคชัน “ไทยชนะ”
  • วัดอุณหภูมิทั้งสมาชิกและพนักงาน ไม่เกิน 37.5 องศา หากเกินแนะนำให้พบแพทย์และงดการออกกำลังกาย
  • ทำความสะอาดมือด้วยเจล ก่อนเข้าคลับ
  • สมาชิก ต้องสแกนบัตรเช็คอิน ด้วยตนเอง
  • แนะนำให้ใช้บริการทางการเงินผ่าน e-Payment
  • มีการจำกัดจำนวนการเข้าใช้คลับ กรุณาให้ความร่วมมือกับทีมงานของสาขา
  • ดาวน์โหลด “Welcome Back Pack” เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.fitnessfirst.co.th/th/welcome-backhttp://www.celebrityfitness.co.th/th/welcome-back

 

การกำหนดระยะห่าง

  • รักษาระยะห่าง อย่างน้อย 1-2 เมตร ตลอดระเวลาในการใช้บริการในคลับ
  • กรุณายืนในตำแหน่งที่กำหนดไว้ ในทุกๆ สตูดิโอ
  • รักษาระยะห่างระหว่างรอการเข้าคลาสในจุดที่กำหนด
  • โซนคาร์ดิโอ – สามารถใช้อุปกรณ์ที่กำหนดตามมาตรการกำหนดระยะห่าง
  • โซนฟรีเวท – ควบคุมจำนวนผู้เข้าใช้ และทิ้งระยะห่าง 2 เมตร
  • ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า – จัดระยะห่างในการใช้ล็อกเกอร์
  • กำหนดระยะในลิฟต์และบริเวณทางเข้า

ความสะอาด

  • มีการให้บริการน้ำยาฆ่าเชื้อและเจลล้างมือตามจุดต่างๆ ทั่วทุกบริเวณภายในคลับ
  • พนักงานทุกคนจะมีน้ำยาทำความสะอาดติดตัวตลอดเวลา
  • สมาชิกทุกท่านต้องเก็บของทุกชนิดไว้ในล็อกเกอร์
  • ผ้าเช็ดตัวและชุดออกกำลังกาย ผ่านการฆ่าเชื้อและเก็บในห่อ/บรรจุภัณฑ์เฉพาะ
  • มีทีมงานทำความสะอาดอุปกรณ์ตลอดเวลา (เช่น ประตู ลูกบิด เคาน์เตอร์ ราวบันได พื้น โต๊ะ เก้าอี้ อย่างสม่ำเสมอ)
  • มีพนักงานทำความสะอาดจุดเสี่ยงต่างๆ
  • มีการทำความสะอาดใหญ่ทุกวันหลังปิดคลับ
  • งดให้บริการห้องสตีมและซาวน่า ชั่วคราว
  • ทำการฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อใหญ่ทุกๆ 2 สัปดาห์
  • ห้องสุขา – ใช้น้ำยาทำความสะอาด และน้ำยาฆ่าเชื้อเฉพาะ

ร่วมกันสร้างความปลอดภัยให้กับตัวเองและสังคม

  • สมาชิกและพนักงานใส่หน้ากากอนามัยได้ แต่ต้องเหมาะสมกับการหายใจและกิจกรรมที่ทำอยู่ในขณะนั้นๆ และดึงไว้ใต้คางในกรณีที่หากต้องมีการถอดหน้ากาก
  • แนะนำให้สมาชิกนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้ได้ เช่น เปลโยคะ นวม ขวดน้ำ
  • หากไม่สบายควรพบแพทย์ และงดออกกำลังกาย
  • ทำความสะอาดอุปกรณ์ ก่อนและหลังการใช้งานทุกครั้ง
  • ทำการจองการเข้าใช้บริการคลาสล่วงหนา ก่อนเข้ามาทีคลับ (โดยดูคู่มือการจองคลาส)
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสขวดน้ำกับภาชนะ
  • ล้างมือบ่อยๆ

มาตรการสำหรับพนักงานและผู้มาติดต่อ

  • พนักงานทุกคนผ่านการอบรมถึงนโยบายปฏิบัติด้านสุขอนามัยด้าน Covid-19 จากกระทรวงสาธารณสุข
  • หากพนักงานเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง ต้องทำการกักตัวเป็นเวลา 14 วัน
  • พนักงานสวมใส่หน้ากากผ้าและเฟส ชีล ตลอดเวลา ยกเว้นในขณะทำกิจกรรมที่ใช้พลังงานสูง
  • ผู้มาติดต่อ (ไม่ใช่สมาชิก) และแม่บ้านสวมหน้ากากและวัดอุณหภูมิร่างกายก่อนเข้าคลับ
  • กำหนดระยะห่างในทุกพื้นที่สำหรับพนักงาน 2 เมตร
  • กรณีพนักงานมีอาการไอจาม หรือเป็นหวัด ให้หยุดงาน

ในการนี้ คุณอรวรรณ เกลียวปฏินนท์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท อีโวลูชั่น เวลล์เนสส์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า ฟิตเนส เฟิรส์ท ประเทศไทย และเซเลบริตี้ ฟิตเนส ประเทศไทย มีพร้อมอย่างมากในการกลับมาเปิดคลับอีกครั้งตามมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 3 ทั้งในส่วนของฟิตเนส เฟิรส์ท ประเทศไทย และเซเลบริตี้ ฟิตเนส ประเทศไทย หลังจากที่เราผ่านวิกฤตระหว่างปิดดำเนินการในช่วงกว่า 2 เดือนที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันถึงแม้ที่ผ่านมาจะอยู่ในช่วงของปิดให้บริการ แต่เรายังคงเตรียมความพร้อมในเรื่องของมาตรการความปลอดภัยและสุขอนามัยในทุกๆ ด้าน เพื่อสร้างความมั่นใจให้การกลับมาใช้บริการของสมาชิกและผู้ใช้บริการทั่วไปได้รับความสะดวก ปลอดภัยอย่างสูงสุด

สำหรับกลยุทธ์หลักของเรายังคงยึดตามหลัก 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ มาตรการความปลอดภัยและสุขอนามัยให้แก่สมาชิก พนักงาน การคำนึงถึงสิทธิประโยชน์สมาชิก และการจองคลาสรูปแบบใหม่ วันนี้ ฟิตเนส เฟิรส์ท ประเทศไทย และเซเลบรีตี้ฟิตเนส พร้อมแล้วที่จะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง และยังได้พัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับการเข้ามาใช้บริการและการจองคลาสสำหรับสมาชิก เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเข้าใช้บริการอีกด้วย

นอกจากนี้ ฟิตเนส เฟิรส์ท ประเทศไทย และเซเลบริตี้ ฟิตเนส ประเทศไทย ยังมีการอนุโลมการฟรีซค่าสมาชิก ฟรี! ในเดือนมิถุนายน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยสมาชิกที่ประสงค์จะรับเงื่อนไขการฟรีซ กรุณาแจ้งความประสงค์ได้ที่ Fitness Helpline 24 hrs. : Fitness First 02-118-6665 | Celebrity Fitness 02 118 6677 ภายในวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายนนี้ และมีการขยายระยะเวลาสำหรับแพคครูฝึกส่วนตัว จะได้รับการขยายเวลาโดยอัตโนมัติตามระยะเวลาที่ปิดให้บริการคลับ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Fitness First Thailand  | Celebrity Fitness Thailand

ลับคมทักษะพร้อมแทงทะลุความท้าทายทันการเปลี่ยนแปลง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/625162

วันที่ 04 มิ.ย. 2563 เวลา 09:30 น.

ลับคมทักษะพร้อมแทงทะลุความท้าทายทันการเปลี่ยนแปลง

เมื่อ COVID-19 เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตและการทำงาน โอกาสนี้เราควรอัพสกิลพัฒนาทักษะของตัวเองเพื่อสร้างความก้าวหน้าในอาชีพ ด้วยทักษะที่เรารวบรวมมาให้ดังต่อไปนี้

ช่วงนี้แน่นอนว่าทุกคนย่อมมีความกังวลเรื่องความมั่นคงในงานภายใต้สถานการณ์ต่างๆ แต่หากมองอีกด้านเรื่องนี้ก็ได้สร้างโอกาสจำนวนมากสำหรับการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นเดียวกัน วิกฤตไวรัส COVID-19 ทำให้หลายองค์กรต้องดำเนินกิจการในทิศทางใหม่ และให้พนักงานของตนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

ข้อมูลจาก jobsDB ระบุชัดว่าทักษะการทำงานพัฒนาผ่านการศึกษา  การทำงาน และการฝึกฝน แสดงให้เห็นถึงความสามารถรอบตัว และความคล่องตัวในที่ทำงาน ซึ่งผู้ประกอบการย่อมมองเห็นคุณค่าเพราะมีประโยชน์ต่อการทำงานเป็นอย่างมาก แล้วทักษะใดบ้างละ ที่ควรต้องพัฒนาขึ้นอีก?

หัวใจสำคัญของการประสบความสำเร็จด้านอาชีพ  : การต่อยอดทักษะ

ทักษะด้านการจัดการและลงมือปฏิบัติ

ความสามารถในการทำงานให้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์นั้น ขึ้นอยู่กับวิธีวางแผนให้มีประสิทธิภาพ ความเฉียบแหลมในการวางแผน การเตรียมการ และลงมือปฏิบัติ

  • การวางแผน คุณมีการวางแผนที่ชัดเจน เป็นขั้นเป็นตอน สอดคล้องไปกับภารกิจและเป้าหมายขององค์กรแล้วหรือยัง?
  • การจัดการ มีบุคลากรและทรัพยากรที่สนับสนุนแผนการทำงานหรือยัง?
  • สามารถทำงานหลายอย่างได้พร้อมกัน ในปัจจุบันธุรกิจมีการก้าวไปอย่างรวดเร็ว ความสามารถในการทำได้หลายอย่างพร้อมกันจึงเป็นสิ่งที่ควรจะมี ไม่ว่าจะเป็นการจัดการ การจัดลำดับความสำคัญของงาน และบริหารเวลาได้เป็นอย่างดี
  • ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ถึงแม้ว่าคุณไม่ได้ทำงานในสายงานเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญทางด้านดิจิทัลจะช่วยให้คุณทำงานอย่างเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น อย่างเมื่อช่วงสองสามเดือนก่อน เทคโนโลยีได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน การยึดติดอยู่กับทักษะเทคโนโลยีเดิมๆย่อมส่งผลต่อความก้าวหน้าในเรื่องงาน

ทักษะการสื่อสาร

การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจในหลายๆด้าน เป็นการสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจทั้งภายในและภายนอก ช่วยให้การเปลี่ยนแปลงใหม่ๆเป็นไปด้วยความราบรื่น การดำเนินการตามแผน และรักษาความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าไว้

  • การฟัง ฟังเพื่อให้เข้าใจ และรอถึงจังหวะที่พูดได้ รวมถึงเข้าใจถึงสิ่งต้องการสื่อสารหรือไม่?
  • การพูด วิธีการแสดงความเป็นของตัวเองผ่านคำพูดมีความสำคัญๆ พอกับสิ่งที่จะสื่อออกไป การสื่อสารด้วยคำพูดให้ชัดเจนและกระชับ มีการแจ้งให้ทราบข้อมูล ตรงประเด็น รู้จักกาลเทศะ และมีความสุภาพอ่อนน้อม
  • การเขียน เมื่อใดที่คุณเขียนข้อมูล ตั้งแต่เขียนลงกระดาษ รายงาน ไปจนถึงบทความ อีเมล และข้อมูลด้านการขาย ล้วนสร้างการจดจำที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณแก่ผู้อ่าน อย่าลืมตรวจสอบความกระชับ ความสมบูรณ์ ความถูกต้อง และคิดถึงแง่มุมต่างๆ และความสนใจของทั้งผู้ส่งและผู้รับ
  • การสื่อสารแบบตัวต่อตัว ในระหว่างการสื่อสารแบบตัวต่อตัว ไม่เพียงแต่คู่สนทนาจะฟังสิ่งที่คุณพูด แต่ยังรวมถึงโทนเสียง ภาษากาย ท่าทางและลักษณะต่างๆ และอารมณ์ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพแบบตัวต่อตัวจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการเพิ่มขวัญกำลังใจ การสะท้อนความคิดเห็น และระบุเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนได้
  • เลือกใช้สื่อได้อย่างเหมาะสม การเลือกสื่อที่เหมาะสมที่สุดทั้งผู้ฟังและข้อความในการสื่อความหมายเป็นอีกหนึ่งทักษะที่มีความสำคัญสำหรับการสื่อสาร ความสามารถในการประเมินข้อดีและข้อด้อยสำหรับสื่อแต่ละชนิดและเลือกสื่อที่เหมาะสมที่สุด ช่วยให้เข้าถึงและมีผลต่อผู้ฟัง

ทักษะด้านคน

การเป็นส่วนหนึ่งในบริษัท หมายถึงการสามารถทำงานร่วมกับความแตกต่างทั้งเรื่องคนและบุคลิกภาพ ทักษะเหล่านี้ช่วยให้โต้ตอบกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ ช่วยให้คุณพัฒนาความสัมพันธ์ในทางบวก สร้างความน่าเชื่อถือ ลดความขัดแย้ง และสร้างความสัมพันธ์ที่ดียิ่งขึ้น

  • การทำงานร่วมกัน สามารถทำงานได้เป็นอย่างดีกับผู้อื่นที่มีความแตกต่างทั้งเรื่องความต้องการ ความรับผิดชอบ ภูมิหลัง และความชำนาญที่แตกต่างกันได้ดีหรือไม่? สามารถทำงานร่วมกันและสร้างผลลัพธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้บรรลุเป้าหมายและแผนงานได้ดีหรือไม่?
  • ความเห็นอกเห็นใจ เมื่อคุณเข้าใจในมุมของผู้อื่นแล้ว จะเข้าใจและพัฒนาความสัมพันธ์ต่อกันให้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้เข้าใจแรงจูงใจของผู้อื่น ช่วยให้คาดเดาพฤติกรรมและการตอบสนองของผู้อื่นได้
  • ความยืดหยุ่น พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง และปรับตัวได้อย่างรวดเร็วหรือไม่?
  • ตอบสนองและตื่นตัวต่อวัฒนธรรม ในโลกที่พัฒนาแล้ว การตื่นตัวและเคารพต่อวัฒนธรรมต่างๆ ล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้น

คุณสมบัติความเป็นผู้นำ

ทักษะความเป็นผู้นำ ต้องสามารถกระตุ้นให้ผู้อื่นให้ทำงานจนลุล่วง วิเคราะห์สถานการณ์ และตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญ ผู้นำที่มีประสิทธิภาพย่อมมีทักษะทั้งด้านองค์กร การสื่อสาร และมนุษย์สัมพันธ์

  • การจัดลำดับความสำคัญและการมอบหมายงาน ในฐานะผู้นำ ควรสามารถตัดสินใจสิ่งที่ควรทำเป็นลำดับแรกและมอบหมายงานให้ผู้ที่เหมาะสมทำงานให้ลุล่วงได้
  • กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ต้องสามารถคิดอย่างเป็นระบบ คิดอย่างมีเหตุผลเพื่อค้นหาปัญหาและทางออกที่ดีที่สุด
  • การสอนงานและให้ข้อมูลเสนอแนะ ในการเป็นผู้นำที่มีทั้งประสิทธิภาพและสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น ควรจะให้การสนับสนุนและกระตุ้นลูกทีม: ให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเพียงพอ และให้ข้อมูลเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์

คิดในระยะยาว : ฝึกฝนใหม่ ฝึกทักษะใหม่ และเรียนรู้ใหม่

เพื่อให้มีความมั่นคงในอาชีพต่อไปในอนาคต การพัฒนาทักษะทางอาชีพให้สอดคล้องความต้องการขององค์กร เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และต้องฝึกฝนผ่านการเรียนรู้ จากการทำงานอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่า COVID-19 ได้เร่งให้องค์กรเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมาเร็วยิ่งขึ้น

คำถามคือ คุณมีทักษะต่างๆ เพื่อสร้างคุณค่าให้ตนเองในยุคแห่งดิจิทัลแล้วหรือยัง?

ถ้าคำตอบคือ ไม่ ก็ถึงเวลาแล้วที่ควรฝึกฝนพัฒนาตนเองใหม่ ตามรายงานของ Organisation for Economic Co-operation and Development(OECD) งานจำนวนมากกว่าหนึ่งพันล้านตำแหน่งมีแนวโน้มที่จะถูกเปลี่ยนแปลงโดยเทคโนโลยีในทศวรรษถัดไป ดังนั้น ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเรียนรู้ผ่านโลกออนไลน์ และเพื่อพัฒนาทักษะที่สามารถต่อยอดได้ ลองคิดถึงทักษะการทำงานในปัจจุบันที่ยังไม่เพียงพอเพื่อหาวิธีการเพื่อพัฒนาเพิ่ม การเพิ่มความเชี่ยวชาญในการใช้โซเชียลมีเดียและเรื่องที่เกี่ยวกับดิจิทัล ลองอาสาเป็นผู้ทดสอบในมุมของผู้ใช้งาน หรือ UX เพื่อให้มั่นใจว่าช่องทางดิจิทัลอย่างเช่น แอปพลิเคชัน และเว็บไซต์สามารถใช้ได้อย่างสมบูรณ์และเป็นมิตรแก่ผู้ใช้งาน หากชอบในด้านการรวบรวมข้อมูล อาจลองศึกษาด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์เพิ่มเติม

ตั้งเป้าเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพที่มีอยู่ ลงทุนเพื่อพัฒนาด้านอาชีพ และรักษาความสัมพันธ์ของเครือข่ายในการทำงาน มีความคิดเพื่อการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นด้านความคล่องตัวในการทำงาน ความสามารถในการปรับตัว และการยอมรับความเปลี่ยนแปลง

นาทีนี้คงต้องเตรียมพร้อมและคิดในเชิงบวกเข้าไว้ แม้ว่าวิกฤตไวรัส COVID-19 จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งโลก แต่ขณะเดียวกัน ยังคงมีโอกาสจากตำแหน่งงานใหม่ๆที่เปิดรับอีกจำนวนมาก ผ่านธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่พร้อมให้โอกาสกับทุกคนเสมอ

.

ภาพ freepik

7+1 กลุ่มเสี่ยงที่รณรงค์เร่งให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625159

วันที่ 04 มิ.ย. 2563 เวลา 07:07 น.

7+1 กลุ่มเสี่ยงที่รณรงค์เร่งให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

สาธารณสุขรณรงค์เร่งให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เร็วขึ้น เพื่อช่วยให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้ทันต่อสถานการณ์ พร้อมแนะหลัก ‘ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด’ ยุติโรคหน้าฝน

ในปีนี้กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีการรณรงค์เร่งให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เร็วขึ้น เพื่อช่วยให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้ทันต่อสถานการณ์

สำหรับประชาชนกลุ่มเสี่ยง ได้แก่

  1. หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป
  2. เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี
  3. ผู้มีโรคเรื้อรัง (ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน)
  4. บุคคลที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
  5. ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
  6. โรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ)
  7. โรคอ้วน (ผู้ที่มีน้ำหนัก>100 กิโลกรัม หรือ BMI >35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร)

รวมทั้งกลุ่มบุคลากรการแพทย์

โดยสามารถขอรับบริการวัคซีนได้ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ และสถานพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 สิงหาคม 2563 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

นอกจากนี้ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยังได้เตือนประชาชนให้ดูแลสุขภาพตนเองในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงจากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูฝน หากร่างกายปรับตัวไม่ทันอาจเจ็บป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ พร้อมแนะยึดหลัก “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” ควรพกอุปกรณ์กันฝนติดตัวออกจากบ้านทุกครั้ง

โดย นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงจากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูฝน ทำให้มีฝนตก อากาศมีความชื้นสูงขึ้น เอื้อต่อการระบาดของเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย อาจทำให้ผู้ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรงหรือมีภูมิต้านทานน้อย เจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ง่าย โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่ และกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในช่วงนี้คือ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว ซึ่งกลุ่มดังกล่าวหากป่วยจะมีอาการรุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่นๆ

โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคจากการติดเชื้อไวรัส เกิดจากการติดเชื้อ Influenza Virus โดยการติดเชื้อที่พบในมนุษย์ คือ สายพันธุ์ A, B และ C ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย มักพบการระบาดได้ในสถานที่แออัดหรือในชุมชน สามารถพบผู้ป่วยได้ทุกช่วงกลุ่มอายุ การติดต่อเกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งจากปากและการหายใจ ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายเองได้ หรือบางรายที่เป็นกลุ่มเสี่ยง จะมีอาการรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาโดยเร็ว

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจสามารถป้องกันได้ โดยขอให้ประชาชนยึดหลัก “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” ได้แก่

  • ปิด คือปิดปากและปิดจมูก เมื่อไอ จาม ต้องใช้หน้ากากอนามัย หน้ากากผ้า หรือกระดาษทิชชูปิดปากและจมูกทุกครั้ง
  • ล้าง คือล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล เมื่อสัมผัสสิ่งของ กลอนประตู ลูกบิด ราวบันได หรือราวบนรถโดยสาร
  • เลี่ยง คือหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย หรือเข้าไปในสถานที่แออัด ซึ่งมีคนอยู่จำนวนมาก
  • หยุด คือเมื่อป่วยควรหยุดเรียน หยุดงาน หยุดกิจกรรม แม้ผู้ป่วยจะมีอาการไม่มากก็ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านจนกว่าจะหายเป็นปกติ ในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง หากมีอาการให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่สถานพยาบาล

สำหรับในช่วงนี้ประชาชนส่วนใหญ่อยู่บ้านเพื่อลดการติดเชื้อโควิด 19 แต่หากจำเป็นต้องออกนอกบ้านหรือไปทำงาน นอกจากต้องใส่หน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยทุกครั้งแล้ว ควรมีหน้ากากสำรองไว้เปลี่ยนในกรณีเปียกฝน ควรเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล และล้างมือบ่อยๆ เพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อในวงกว้าง ที่สำคัญในช่วงฤดูฝนนี้ควรพกร่มหรือเสื้อกันฝนติดตัวทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายเปียกฝน ซึ่งจะสามารถลดการอับชื้นและลดการสะสมของเชื้อราอันเป็นสาเหตุของการไม่สบายตัวและนำไปสู่การเจ็บป่วยได้

เช็กลิสต์ญาติสายตรงเพื่อคัดกรองโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625158

วันที่ 04 มิ.ย. 2563 เวลา 06:40 น.

เช็กลิสต์ญาติสายตรงเพื่อคัดกรองโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

รู้ลึกถึงแก่นโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร พร้อมเช็กลิสต์ญาติสายตรงที่อาจเป็นข้อบ่งชี้ของการเกิดโรคมะเร็งได้

โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ถ้าพูดถึงโรคกระเพาะอาหารหลายๆคนคงคิดว่าแค่กินยาสักอาทิตย์หรือปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตเช่นงดอาหารบางอย่างหรือกินอาหารให้ตรงเวลาก็จะทำให้อาการต่างๆ หายไปแต่ถ้าพูดถึงมะเร็งความคิดหรือความกังวลก็จะเกิดขึ้นมาทันทีแตกต่างจากการคิดถึงโรคกระเพาะทั่วๆ ไป

ข้อมูลโดย ผศ.นพ.ไชยรัตน์ ทรัพย์สมุทรชัย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าในความเป็นจริงมะเร็งกระเพาะอาหารในประเทศไทยนั้นพบได้ไม่มากเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่นๆเช่นมะเร็งเต้านมมะเร็งปอดมะเร็งตับมะเร็งลำไส้ใหญ่ปกติมะเร็งกระเพาะอาหารแบ่งได้หลายชนิดเช่นมะเร็งเยื่อบุผิวกระเพาะมะเร็งจีสเป็นต้นหากกล่าวขึ้นทั่วๆ ไปมักหมายถึงมะเร็งเยื่อบุกระเพาะอาหาร

หลายคนคิดว่าถ้ามะเร็งก็คงรักษาด้วยการผ่าตัด ฉายแสง หรือให้ยาเคมี แต่ในความจริงนั้นพบว่าค่อนข้างมีความยากลำบากในการรักษา เพราะไม่ว่าผู้ป่วยจะเป็นมะเร็งชนิดไหนหรือจะรักษาด้วยวิธีใดๆ ก็ตามสิ่งแรกที่จะมีผลต่อการรักษาก็คือความแข็งแรงของผู้ป่วยว่ามีความแข็งแรงมากพอที่จะทนต่อการรักษารูปแบบต่างๆ จนครบตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ซึ่งกระเพาะเป็นอวัยวะที่รองรับอาหารอวัยวะแรกของร่างกายที่ย่อยอาหารส่งพลังงานไปยังส่วนต่างๆ นั่นก็คือถ้ากระเพาะเสียไปไม่สามารถทำงานได้ ผู้ป่วยก็จะขาดอาหาร ทำให้ไม่สามารถทนกับการรักษาแบบต่างๆ ได้จนครบ และทำให้ผลการรักษาแย่ลง  นอกจากนี้ ผู้ป่วยส่วนมากที่มาตรวจก็มักจะมาพบแพทย์ในตอนที่ตนเองมีอาการเยอะมากแล้ว นั่นคือ กินไม่ได้มีอาเจียนหลังกิน เป็นต้น

สาเหตุการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร

สำหรับการเกิดมะเร็งกระเพาะ นั้นเกิดได้จากสองกระบวนการหลักๆ อย่างแรกคือ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงตามกระบวนการอักเสบของกระเพาะอาหารแล้วเรื้อรังจนเยื่อบุกระเพาะกลายเป็นมะเร็ง ซึ่งกระบวนการนี้จะมีเชื้อแบคทีเรียตัวหนึ่งที่ชื่อว่า Helicobacter pylori (H. Pylori, เอชไพโลไร) เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้กระบวนการอักเสบไม่หายและนำไปสู่การเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารดังนั้นการรักษาการอักเสบเรื้อรังร่วมกับกำจัดเชื้อโรคตัวนี้จึงอาจมีผลป้องกันการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้ในอนาคต

อาหารที่กระตุ้นการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร มีอาหารบางอย่างที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรังได้เช่นอาหารที่ถูกเก็บรักษาไว้ด้วยเกลือหรือเรียกให้เข้าใจง่ายๆว่าอาหารที่ดองเกลืออาหารที่ผ่านการรมควันเป็นต้นก็อาจจะเป็นตัวการที่กระตุ้นให้เกิดมะเร็งได้

ความผิดปกติทางพันธุกรรมกับมะเร็งกระเพาะอาหาร กลไกการเกิดอีกแบบคือ เกิดจากการที่ผู้ป่วยมีความผิดปกติทางพันธุกรรมตั้งแต่กำเนิดแล้วทำให้กระบวนการเกิดมะเร็งเกิดได้เร็วขึ้นกว่าปกติ ซึ่งแม้ว่าเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถจะป้องกันได้ แต่เราก็สามารถจะเฝ้าระวังได้ มะเร็งกระเพาะอาหารจะพัฒนาและแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่ ที่สำคัญการตอบสนองต่อยาเคมีไม่ค่อยดี ซึ่งถ้าตรวจพบผู้ป่วยในระยะท้ายๆ ผู้ป่วยอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนักแม้ว่าจะได้รับการรักษาอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม แต่ถ้าหากตรวจพบในระยะแรกการรักษาก็สามารถหวังผลให้หายขาดได้

ในประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศที่พบมะเร็งกระเพาะอาหารมากจะแนะนำให้ประชาชนทุกคนเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งกระเพาะอาหารตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป ไม่ว่าคนนั้นจะมีหรือไม่มีอาการทางกระเพาะอาหารก็ตาม ที่ผ่านมา แม้ว่าประเทศไทยไม่ได้พบมะเร็งชนิดนี้และผู้ป่วยส่วนมากมาตรวจตอนที่มีอาการแล้วทำให้ผลการรักษาไม่ดี ซึ่งโดยทั่วไปการตรวจทางเดินอาหารมักจะตรวจแค่เพื่อรักษาอาการของโรคแผลในกระเพาะเป็นหลัก ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญของการคัดกรองมะเร็งกระเพาะอาหาร

เช็กญาติสายตรงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร

นอกเหนือจากข้อบ่งชี้ของการตรวจกระเพาะอาหารที่เป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางตามสื่อต่างๆ ทั่วไปแล้วสิ่งที่มักจะถูกมองข้ามคือ ต้องทำการตรวจในรายที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารดังนี้ คือ

  • มีญาติสายตรงอย่างน้อย 1 คนเป็นตอนอายุน้อยกว่า 40 ปี
  • มีญาติสายตรงชั้นเดียวกันหรือชั้นรองอย่างน้อย 2 คน เป็นตอนอายุน้อยกว่า 50 ปี
  • มีญาติสายตรงชั้นเดียวกันหรือชั้นรองเป็น อย่างน้อย 3 คนไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม
  • มีญาติสายตรงชั้นเดียวกันหรือชั้นรองเป็น มะเร็งเต้านมและกระเพาะอาหารในคนเดียวกันตอนอายุน้อยกว่า 50 ปี
  • มีญาติสายตรงมะเร็งกระเพาะอาหาร และมีญาติสายตรงชั้นเดียวกันหรือชั้นรอง คนอื่นเป็นมะเร็งเต้านมที่อายุน้อยกว่า 50ปี
  • นอกจากนี้ ยังรวมถึงคนที่ตรวจพบว่ามีความผิดปกติของพันธุกรรมที่ก่อให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหารรวมถึงมะเร็งอื่นๆ ด้วย

การรักษาโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

โรคมะเร็งกระเพาะอาหารมีหลายรูปแบบ ทั้งการให้ยาเคมี การให้รังสีรักษา และ การผ่าตัดซึ่งจะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นกับระยะของโรค ตำแหน่งของมะเร็งว่าอยู่ส่วนไหนของกระเพาะอาหาร ความแข็งแรงของผู้ป่วย โดยหลักการสำคัญจะมุ่งเน้นให้ผู้ป่วยมีอัตราการรอดชีวิตที่นานที่สุด โดยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ดังนั้น ถ้าหากตรวจพบในระยะต้นที่ยังไม่มีการแพร่กระจายการรักษาจะหวังผลเพื่อให้หายขาดจากโรคยังคงต้องใช้การผ่าตัดเป็นหลัก

สำหรับการผ่าตัดรักษานอกจากจะต้องตัดเนื้อกระเพาะอาหารให้หมดจากมะเร็งแล้วยังจำเป็นต้องตัดต่อมน้ำเหลืองโดยรอบที่คาดว่ามะเร็งจะกระจายตัวออกไปทั้งหมดจึงจะได้ผลการรักษาที่ดีซึ่งวิธีการผ่าตัดจะมีรายละเอียดและความแตกต่างจากการตัดกระเพาะทั่วๆไปในโรคที่ไม่ใช่มะเร็งชัดเจนทั้งนี้จากที่กล่าวมาข้างต้นว่ามะเร็งของกระเพาะอาหารนั้นพบได้ไม่บ่อยนัก

ดังนั้น ศัลยแพทย์ที่จะทำการผ่าตัดมะเร็งกระเพาะอาหารให้ได้ผลรับที่ดีจะต้องเป็นผู้มีประสบการณ์สูงในการผ่าตัดรักษามะเร็งกระเพาะอาหารมาก่อน ซึ่งผลการรักษาที่ภาควิชาศัลยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่าอัตราการอยู่รอดและผลการรักษาได้รายงาน ไว้โดย รศ.นพ. จักรพันธ์ เอื้อนรเศรษฐ์ ใน J Med Assoc Thai Vol. 90 No. 2 2007 ซึ่งมีอัตราการอยู่รอดที่ 5 ปีของมะเร็งกระเพาะอาหารที่ทำการผ่าตัดทุกระยะที่ยังไม่มีการแพร่กระจายอยู่ที่ 59% ซึ่งมากว่าทางประเทศตะวันตกที่ส่วนใหญ่จะเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณ 14-37% แม้ว่ายังน้อยกว่าประเทศญี่ปุ่นที่เป็นต้นแบบของการผ่าตัดมะเร็งกระอาหารอยู่บ้างเล็กน้อยก็ตาม (อาจเนื่องจากมีการแบ่งระยะของโรคที่แตกต่างกันกับประเทศญี่ปุ่น) และมีภาวะแทรกซ้อนโดยรวมอยู่ที่17% ซึ่งหากตรวจพบมะเร็งชนิดนี้ควรได้รับการผ่าตัดจากศัลยแพทย์ที่ชำนาญด้านมะเร็งกระเพาะอาหาร

ทั้งนี้ ถ้าหากพบว่าเป็นมะเร็งระยะแรกๆ ก็จะสามารถทำการผ่าตัดแบบแผลเล็กหรือผ่าตัดผ่านกล้องได้อีกด้วย ซึ่งหลังจากการผ่าตัดรักษาบางคนจะไม่มีการเพาะบางคนก็อาจจะมีน้อยลง ก็คงต้องปรับตัวเรื่องการกินอาหาร เนื่องจากการที่ไม่มีกระเพาะจะทำให้การดูดซึมแร่ธาติและวิตามินบางชนิดแย่ลง จึงต้องได้รับคำแนะนำต่างๆ จากศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดว่าควรจะปฏิบัติตัวหลังผ่าตัดอย่างไร และต้องได้รับการตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ

ที่มา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

สีแดงเบอร์กันดี เสน่ห์ชวนหลงใหล เลิศหรูในทุกมุมมอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/625093

วันที่ 03 มิ.ย. 2563 เวลา 10:10 น.

สีแดงเบอร์กันดี เสน่ห์ชวนหลงใหล เลิศหรูในทุกมุมมอง

งามสะพรั่งดั่งพญาหงส์แดนมังกร ตามสไตล์ ‘โยชิ รินรดา’ เฉิดฉายในชุดยกน้ำชาสีแดงเบอร์กันดีกับลุคที่รับรองว่าสวย…ไม่มีผิดหวัง

ใครที่กำลังตั้งตารอคอยชุดยกน้ำชาแบบไฮโซโบใหญ่ งานนี้ ห้องเสื้อ วนัช กูตูร์ จัดให้แบบไม่มีกั๊ก เพราะล่าสุดได้ออกแบบคอลเลคชั่นใหม่ภายใต้ชื่อ Thai-chinese tea pouring couture เรียกได้ว่าสวยจัดเต็มแบบชุดใหญ่ไฟกะพริบ งดงาม หรูหราเกินราคาแน่นอน

ไม่ต้องบอกว่ารายละเอียดของงานประณีตมากแค่ไหน เฉลยได้ด้วยภาพของสาว โยชิ-รินรดา ธุระพันธ์ ที่สะบัดลุคเป็นนางพญาหงส์แดนมังกรครั้งแรก งานนี้คะแนนเต็ม 10 ไม่หักซักแต้มเลยสำหรับสาวสวยคนนี้ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า หน้าผม สวยเป๊ะปัง ละมุนละไมไปหมด เรียกได้ว่าตรงปกและตรงคอนเซ็ปต์ โดนใจไม่แพ้คอลเลคชั่นอื่นๆ ที่ผ่านมา

ด้วยจินตนาการและความหลงใหลในวรรณกรรมจีนโบราณของนักออกแบบ บวกกับไอเดียบรรเจิดที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างศิลปะงานออกแบบของยุคเก่าและยุคใหม่ ที่บรรจงร้อยเรียงลวดลายดอกไม้แห่งจักรพรรดิ์จีนอย่างดอกโบตั๋น ออกมาได้อย่างงดงาม

ภายใต้ความงดงามนั้นได้สอดแทรกความทันสมัย แฝงไปด้วยไลฟ์สไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หาคนเปรียบเทียบยาก กลายเป็นผลงานชุดยกน้ำชาชั้นเลิศที่มีเสน่ห์ชวนหลงใหลและเลิศหรูในทุกมุมมองกว่า 10 ชุด ที่บ่งบอกถึงรสนิยมของผู้สวมใส่ได้อย่างดี สำหรับเจ้าสาวไทยเชื้อสายจีนท่านใดกำลังมองหาชุดยกน้ำชาที่ทันสมัย หรูหรา ยืนหนึ่งดั่งนางพญาหงส์ในพิธีสำคัญ

ชมภาพได้ที่เฟซบุ๊ก Vanus Couture-วนัช กูตูร์