ทรัพย์สินปลอดภัยด้วย “ไบโอเมตริกซ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/466312

ทรัพย์สินปลอดภัยด้วย "ไบโอเมตริกซ์"

โดย…ชลลดา อิงศรีสว่าง

การเปิดตัวเทคโนโลยีด้านเสียงพูด (Voice Biometrics) เพื่อยืนยันตัวตนในการให้บริการลูกค้าผ่านคอลเซ็นเตอร์ของธนาคารซิตี้แบงก์ นับเป็นการนำเอาเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ในระบบการเงินเป็นรายแรกในประเทศไทย โดยมุ่งหวังให้ผู้ใช้บริการทางการเงินได้รับความสะดวกรวดเร็วและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ทางซิตี้แบงก์ยืนยันว่านวัตกรรมวอยซ์ ไบโอเมตริกซ์ มีความปลอดภัยระดับสูงสุด สำหรับลูกค้าที่จะไม่มีใครสามารถแอบแฝงมาทุจริต หรือฉ้อโกงได้ ทั้งนี้ ธนาคารจะแยกแยะว่าเป็นลูกค้าตัวจริงหรือไม่ด้วยเสียงแก้ปัญหาการเปิดบัญชีปลอมและอีกหลายเรื่อง โดยมีระบบปฏิบัติการที่ตรวจสอบและแยกองค์ประกอบเสียงของลูกค้าที่แตกต่างกัน ซึ่งระบบจะบันทึกเสียงของลูกค้าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะมาจัดเก็บในรูปแบบพิมพ์เสียง และเข้ารหัสเป็นตัวเลขเป็นการรักษาความปลอดภัย 2 ชั้น ไม่สามารถลอกเลียนแบบเสียงกันได้ แม้จะเป็นฝาแฝดกันก็ตาม

ระบบวอยซ์ ไบโอเมตริกซ์ ของซิตี้แบงก์นั้นอาจจะแปลกใหม่สำหรับคนไทย แต่ในต่างประเทศมีการใช้ไบโอเมตริกซ์ (Biometrics) กันอย่างแพร่หลายมานานแล้ว เห็นได้จากในภาพยนตร์ไซไฟชื่อดังหลายเรื่องอย่างเช่น Gattaca หรือ Minority Report และอีกหลายๆ เรื่องที่มีทั้งการสแกนม่านตา เสียง ลายนิ้วมือ ใบหน้า ดีเอ็นเอ ลายเซ็น ฯลฯ ที่ใช้สำหรับเป็นรหัสผ่านเพื่อเข้าถึงสถานที่หรือแหล่งข้อมูลในระดับขั้นที่มีความลับสูง

ไม่เพียงแต่ข้อมูลทางชีวภาพไบโอเมตริกซ์ยังรวมไปถึงลักษณะเฉพาะทางพฤติกรรมที่เป็นเอกลักษณ์แต่ละบุคคลที่สามารถนำมาใช้ในการยืนยันตัวตนที่แท้จริงได้

นักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) อธิบายว่า ไบโอเมตริกซ์ (Biometrics) เป็นการผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีทางด้านชีวภาพ เทคโนโลยีการแพทย์เข้ากับเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ โดยการตรวจวัดคุณลักษณะทางกายภาพ (Physical Characteristics) และลักษณะทางพฤติกรรม (Behaviors) ที่เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละคนมาใช้ในการระบุตัวบุคคล

หลังจากนั้นก็จะนำมาใช้เปรียบเทียบกับคุณลักษณะที่ได้มีการบันทึกไว้ในฐานข้อมูลก่อนหน้านี้ เพื่อใช้แยกแยะบุคคลนั้นจากบุคคลอื่น

“คุณลักษณะทางกายภาพของคนเรานั้นส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ในขณะที่พฤติกรรมของมนุษย์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูด การลงลายมือชื่อ ฯลฯ จัดเป็นคุณลักษณะที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ จึงทำให้การพิสูจน์บุคคล โดยการใช้ลักษณะทางกายภาพนั้น มีความน่าเชื่อถือมากกว่า” นักวิจัยจากเนคเทค กล่าว

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการใช้ไบโอเมตริกซ์ประเภทนี้ก็คือ ใช้ง่าย เป็นที่ยอมรับของผู้ใช้ และมีอัตราเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่ำ เนื่องจากไม่ต้องนำอวัยวะที่ไวต่อการติดเชื้อ (เช่น ดวงตา) ไปสัมผัสกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการอ่านข้อมูล ตัวอย่างของคุณลักษณะทางกายภาพที่นิยมนำมาใช้ ได้แก่ ลายนิ้วมือ ม่านตา ช่องตาดำ ฝ่ามือ และรูปหน้า เป็นต้น

ผลสรุปทางวิทยาศาสตร์ ระบุว่า มนุษยชาติจำนวน 600 ล้านคน จะมีโอกาสที่ลายนิ้วมือซ้ำกันเพียง 1 คู่ ลายนิ้วมือของบุคคลจะไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อพบอุบัติเหตุกับลายนิ้วมือร่างกายก็จะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ ดังนั้น ธรรมชาติของลายนิ้วมือจึงเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นที่ยอมรับของโลก

ในอดีตเมื่อเราจะทำธุรกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะทำธุรกรรมใดก็ตาม การยืนยันตัวบุคคลจะต้องไปแสดงตัวจริงกับเจ้าหน้าที่ เช่น การเปิดบัญชีธนาคารจะต้องไปทำธุรกรรมด้วยตัวเอง รวมไปถึงการฝาก-ถอน ต่อมาเข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ตก็เริ่มที่จะใช้วิธีการสร้าง Email และ Password ในการยืนยันตัวตนของผู้ทำรายการ หรือเข้าสู่ระบบต่างๆ ของเว็บไซต์ที่ถามหาการแสดงตัวตน หรือ Login

อย่างไรก็ดี ระบบนี้ก็จำกัดการเข้าทำรายการได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากยังไม่มีความปลอดภัยมากพอสำหรับการยืนยันตัวบุคคล เพราะในความเป็นจริงแล้วระบบ Login หรือการใส่ Username และ Password ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ตัวบุคคลจริงๆ ได้ 100% ว่าเป็นตัวจริง เพราะอาจจะเป็นการสร้างบัญชีปลอมขึ้นมาแอบแฝงเป็นบุคคลอื่นก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการทำธุรกรรมกับธนาคาร ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่แม้ธนาคารจะกำหนดให้สร้างบัญชีในสาขาต่อหน้าเจ้าหน้าที่ธนาคารเองก็ตาม

เมื่อระบบ Login ที่เราใช้กันมานานไม่ตอบโจทย์การยืนยันตัวบุคคล ก็จึงมีการคิดค้นรูปแบบใหม่ขึ้นมาพิสูจน์ทางกายภาพของบุคคล เช่น ลายนิ้วมือ รูม่ายตา ผิวหนัง จังหวะการเต้นของชีพจร/หัวใจ แล้วแปลงค่าเหล่านี้ไปเป็นค่าดิจิทัลเพื่อส่งไปบันทึกในระบบ เพื่อใช้ในการยืนยันตัวบุคคลต่อไป ยกตัวอย่างที่เห็นภาพกันง่ายๆ ก็คือระบบ Touch ID ของทาง Apple นั่นเองที่ใช้ระบบ Biometrics ในการจับลายนิ้วมือของเจ้าของเครื่องในการยืนยันตัวบุคคลว่าเป็นเจ้าของเครื่องจริงหรือไม่แทนการใส่ Passcode 2-touch-id

เดิมทีไบโอเมตริกซ์ถูกนำไปใช้แพร่หลายในด้านความมั่นคงมากกว่าจะถูกนำมาใช้ทางด้านธุรกิจ แต่เมื่อเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ยกระดับขึ้นมาอำนวยความสะดวกมากยิ่งขึ้นแล้ว การนำเอาไบโอเมตริกซ์มาใช้ในระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การให้บริการต่างๆ ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

วีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ กล่าวว่า ระบบวอยซ์ ไบโอเมตริกซ์ ที่ธนาคารนำมาใช้ช่วยลดระยะเวลาการยืนยันตัวตนจากกว่า 1 นาที เหลือ 10-15 วินาที เพิ่มศักยภาพให้บริการลูกค้าจำนวนมากขึ้นและมีจำนวนธุรกรรมผ่านคอลเซ็นเตอร์มากขึ้น โดยธุรกรรมทั่วไปสามารถทำได้ทันที เช่น สอบถามวงเงิน หรือวันครบกำหนดชำระ แต่ถ้าเป็นธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น การโอนเงิน หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนบุคคล ต้องตอบคำถามเพิ่มเติมอีก 1-2 คำถาม

ในระดับขององค์กรบางแห่งก็ติดเครื่องสแกนนิ้วมือในเครื่องลงเวลาเข้างาน เพื่อแก้ไขปัญหาพนักงานเสียบบัตร หรือลงเวลาแทนกันแทนเครื่องตอกบัตรแบบเดิม หรือการลงลายมือเพื่อลงเวลาเข้าทำงานหรือเวลาเลิกงาน วัดประสิทธิภาพของพนักงานเป็นข้อมูล เพื่อประเมินผลงานได้ด้วย

บุญทักษ์ หวังเจริญ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารทหารไทย กล่าวว่า การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในระบบการเงินจะเริ่มมีมากขึ้น เพราะราคาของเทคโนโลยีที่จะซื้อมาใช้ถูกลง แต่จะเป็นระบบใดธนาคารก็จะคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้บริการเป็นหลัก

“สำหรับระบบการเงินคิดว่าใช้เสียงจะปลอดภัยกว่าลายนิ้วมือ แต่ถึงอย่างไรทั้งสองระบบก็จะต้องมีคีย์ข้อมูลซ้ำอีกครั้ง และในอนาคตทุกอย่างจะอยู่บนมือถือจะเห็นแอพพลิเคชั่นของโมบายแบงก์กิ้งต่างๆ เริ่มเพิ่มให้มีการใช้ไบโอเมตริกซ์ เช่น TBM Touch ของธนาคาร” บุญทักษ์ กล่าว

นอกจากในระบบการเงินแล้ว ไบโอเมตริกซ์ยังก้าวเข้าไปสู่หลากหลายอุตสาหกรรม เช่น นำไปใช้เก็บข้อมูลของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ อย่างค่ายหนังทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ ได้ทดลองให้ผู้ชมภาพยนตร์สวมใส่สายรัดข้อมือเอาไว้ขณะเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่อง The Revenant โดยสายรัดนั้นจะทำการตรวจข้อมูลทางชีวภาพของผู้ชมไม่ว่าจะเป็นจังหวะการเต้นของหัวใจ อุณหภูมิของร่างกาย การเคลื่อนไหวของร่างกายและปฏิกิริยาทางร่างกายของผู้ชมในฉากแอ็กชั่น ดราม่า และผจญภัยในภาพยนตร์เรื่องนี้แบบเรียลไทม์ เพื่อศึกษาอารมณ์ของผู้ชมขณะผู้เข้าชมภาพยนตร์รอบก่อนเปิดฉายจริง ซึ่งการวัดผลของผู้ชมแบบนี้ทำได้ดีกว่าการสัมภาษณ์หลังออกจากโรงภาพยนตร์เพราะบางครั้งผู้ชมอาจจำภาพเหตุการณ์ต่างๆ ของภาพยนตร์เรื่องนั้นไม่ได้ การวัดด้วยไบโอเมตริกซ์ จึงเป็นวิธีที่แม่นยำกว่าและสามารถดูปฏิกิริยาที่มีต่อฉากต่างๆ ได้อีกด้วย

การใช้ประโยชน์ของไบโอเมตริกซ์ยังมีอีกมากในต่างประเทศ เช่น ในไนจีเรียรัฐบาลได้นำไปใช้แก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่น โดยได้นำไปใช้ตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐจำนวน 3.12 แสนราย พบว่า 23,306 ราย ไม่มีตัวตนในระเบียนข้อมูลหรือได้รับเงินเดือนอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยบางรายได้รับเงินเดือนจากหลายหน่วยงานพร้อมกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่มีตัวตนหรือได้รับเงินเดือนซ้ำซ้อนเหล่านี้คิดเป็นสัดส่วน 7% ของเจ้าหน้าที่ทั้งหมดที่ถูกตรวจสอบ ผลจากการใช้ระบบนี้ทำให้รัฐบาลปลดเจ้าหน้าที่ของรัฐออกจากตำแหน่งจำนวนมาก

ประโยชน์ของไบโอเมตริกซ์ยังมีอีกมาก อยู่ที่จะเลือกใช้ และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเหล่านี้จะไร้ประโยชน์ หากไม่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่โลกใบนี้ได้

 

‘เฟซบุ๊ก’เจอศึกหนักตลอดปี ข่าวลวงสะพัด-วัดโฆษณาเพี้ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/466163

'เฟซบุ๊ก'เจอศึกหนักตลอดปี ข่าวลวงสะพัด-วัดโฆษณาเพี้ยน

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

เฟซบุ๊ก สื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์แง่ลบในด้านการปล่อยให้มีข่าวลวงสะพัดโลกออนไลน์ระหว่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่ผ่านมา และไม่ใช่เพียงแต่การเลือกตั้งสหรัฐเท่านั้น แต่ข่าวลวงอื่นยังสะพัดไปทั่วโลก โดยแม้ มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเฟซบุ๊ก จะระบุว่า มีข่าวลวงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อย่างไรก็ตามเฟซบุ๊กประกาศแผนการกำจัดข่าวลวงดังกล่าว ขณะที่เว็บไซต์บัซฟีดรายงานว่า มีการเคลื่อนไหวภายในองค์กรอย่างไม่เป็นทางการในการหาทางกำจัดข่าวลวง

จำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊กที่มากถึง 1,790 ล้านคน ประกอบกับการได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตลอดทั้งปี รวมถึงประเด็นการวัดคุณภาพโฆษณาผิดพลาด กำลังกดดันเฟซบุ๊กในฐานะ “สื่อ” ที่มีอิทธิพลต่อผู้ใช้ทั้งผู้ใช้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและเอกชน

ปีนี้เจอวิพากษ์วิจารณ์หนัก

ไม่ใช่เพียงแต่ข่าวลวงเท่านั้น แต่เฟซบุ๊กยังประสบกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดปี 2016 โดยในเดือน พ.ค.เฟซบุ๊กถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในการเลือกเซ็นเซอร์ข่าวของกลุ่มอนุรักษนิยมไม่ให้เป็นเรื่องนิยมติดเทรนดิ้งทอปิกส์ (Trending Topics) ขณะที่ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ซ้ำอีกหลังลบรูปภาพเด็กสาวเวียดนามที่หนีระเบิดนาปาล์มในสมัยสงครามเวียดนาม ซึ่งเป็นภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ ออกจากเทรนดิ้งทอปิกส์ดังกล่าว

ในเหตุการณ์เซ็นเซอร์ข่าวอนุรักษฅนิยม เฟซบุ๊กหาทางออกด้วยการเลย์ออฟทีมงานเทรนดิ้งทอปิกส์ออก ขณะที่กรณีภาพถ่ายเด็กสาวนาปาล์มนั้น เฟซบุ๊กระบุว่า จำเป็นต้องเซ็นเซอร์ภาพดังกล่าวออกเนื่องจากเป็นภาพถ่ายอนาจารเด็ก อย่างไรก็ตามภาพถ่ายดังกล่าวเป็นภาพถ่ายที่ได้รับการพูดถึงในฐานะภาพที่สะท้อนความโหดร้ายของสงคราม

นอกจากประเด็นการเซ็นเซอร์ข่าวและการปล่อยข่าวลวงสะพัดแล้ว เฟซบุ๊กยังกลายเป็นหัวข้อน่าสนใจในแวดวงสื่อสารมวลชนต่อการใช้ “อัลกอริทึม” หรือการใช้คอมพิวเตอร์คำนวณเรื่องราวที่ผู้ใช้มีแนวโน้มจะชื่นชอบขึ้นมาในหน้าฟีดข่าว โดยเฟซบุ๊กไม่ได้เป็นสื่อสังคมออนไลน์เจ้าเดียวที่การใช้อัลกอริทึมดังกล่าว แต่สื่อออนไลน์เจ้าอื่นก็มีการใช้อัลกอริทึมในลักษณะนั้นเช่นกัน

นิกกิ อุชเชอร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์คณะสื่อสารมวลชนมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ระบุว่า อัลกอริทึมดังกล่าวส่งผลกระทบต่อหน้าที่ “เกตคีปเปอร์” หรือผู้คัดกรองข่าวสารของสื่อมวลชน และทำให้หน้าที่ดังกล่าวกลายเป็นของคอมพิวเตอร์แทนที่จะเป็นมนุษย์ โดย 60% ของผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์รับข่าวสารผ่านอัลกอริทึมดังกล่าว

อุชเชอร์ ระบุว่า อัลกอริทึมดังกล่าวส่งผลให้ผู้ใช้รับข่าวสารเพียงด้านเดียว ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับยุคดิจิทัล อย่างไรก็ตามอุชเชอร์ไม่เชื่อว่า อินเทอร์เน็ตจะมีความสามารถเปลี่ยนความคิดของคนได้จริง เพราะผู้ใช้โดยทั่วไปมักจะเลือกเสพในสิ่งที่ต้องการรู้อยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องมีอัลกอริทึมมาคัดกรองให้

ยอมรับวัดโฆษณาไม่ตรงจริง

เฟซบุ๊กยอมรับเมื่อวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า เครื่องมือการวัดประสิทธิภาพของโฆษณาบนเฟซบุ๊กมีปัญหามากกว่าที่เปิดเผยไว้ในทีแรก โดยมีการคำนวณระยะเวลาเฉลี่ยที่ผู้ใช้ดูวิดีโอเกินจริงไปราว 7-8% นับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2015 เป็นต้นมา ขณะที่ยังคำนวณการเข้าถึงโพสต์ในหน้าเพจเฟซบุ๊กแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายระหว่าง 1 สัปดาห์ และในรอบเดือนผิดพลาดไป เนื่องจากนับผู้ใช้ที่เข้ามาชมโพสต์ดังกล่าวซ้ำ

ก่อนหน้านี้ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กขออภัยอย่างเป็นทางการมาแล้วครั้งหนึ่ง และยอมรับว่าคำนวณเวลาที่ผู้ใช้ชมวิดีโอผิดพลาดเกินจริงไป

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นมันนี่ รายงานว่า ผู้บริหารระดับสูงของเฟซบุ๊กเดินทางไปพบบริษัทต่างๆ เพื่อขอโทษอย่างไม่เป็นทางการเพื่อผ่อนคลายความกังวล และสร้างความมั่นใจว่าความผิดพลาดดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อยอดเม็ดเงินโฆษณาที่ผู้ใช้บริการและบริษัทต่างๆ ทุ่มลงไปในการทำการตลาด

อย่างไรก็ตาม ความกังวลดังกล่าวยังคงอยู่ โดย เอียน เชฟเฟอร์ ซีอีโอ ของดีปโฟกัส บริษัทด้านการตลาดดิจิทัล เปิดเผยว่า เฟซบุ๊กเป็นสื่อสังคมออนไลน์เจ้าเดียวที่มีการให้ข้อมูลการเข้าถึงที่จำเป็นต่อการวิเคราะห์กลยุทธ์การตลาด และข้อมูลดังกล่าวใช้ในการกำหนดสิ่งที่จะทำต่อไปในเวลาข้างหน้า แต่ถ้าข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถเชื่อถือได้ ก็จะทำให้ความน่าเชื่อถือของเฟซบุ๊กลดลงไปด้วย

“ในฐานะนักโฆษณา ผมสงสัยว่ามีข้อมูลอื่นผิดพลาดอีกหรือเปล่า” เชฟเฟอร์ กล่าว

 

วิกฤตสื่อไทยยุค 4.0แนะทางรอดยุคโซเชียลแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/465941

วิกฤตสื่อไทยยุค 4.0แนะทางรอดยุคโซเชียลแรง

โดย…จะเรียม สำรวจ

หลังจากสื่อออนไลน์โดยเฉพาะสื่อโซเชียลมีเดียที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ส่งผลให้สื่อในยุค 4.0 นี้ ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงให้ทัน โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อทีวี เนื่องจากปัจจุบันจำนวนผู้ชมทีวีปรับตัวลดลง เช่นเดียวกับจำนวนผู้อ่านหนังสือพิมพ์ก็ ลดลงอย่างต่อเนื่อง

เทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ กล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีคนบอกว่าสื่อทีวี หนังสือพิมพ์กำลังจะตาย โดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์ เนื่องจากยอดขายและคนอ่านกำลังลดลง ทำให้คนที่อยู่ในธุรกิจต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ภายหลังได้รับผลกระทบจากการเกิดขึ้นของสื่อใหม่อย่างสื่อออนไลน์ และสื่อ โซเชียลมีเดียที่มีความรวดเร็วในการนาเสนอข่าวมากกว่า

จากผลกระทบที่เกิดจากการครอบงาของสื่อโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน ทางเดียวที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดคือ จะทำอย่างไรให้ผู้อ่านรู้สึกว่าอ่านหนังสือพิมพ์แล้วมีคุณค่า นอกจากนี้ยังต้องทำให้ผู้อ่านรู้สึกถึงความกระจ่าง ด้วยการแยกแยะข้อเท็จจริงของข้อมูลที่นำเสนอ เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความรู้ความเข้าใจในข้อมูลที่ได้มีการนำเสนอไป

เทพชัย กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอด คือ สื่อต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ทำให้สังคมรู้เท่าทันมากขึ้น และเพื่อให้ทุกคนมีความรู้ความเข้าใจในวิชาสื่อสารมวลชน ภาครัฐไม่ควรจำกัดวิชาดังกล่าวให้อยู่ในแค่สาขาสื่อสารมวลชนเท่านั้น แต่ควรนำไปบรรจุอยู่ในทุกสาขาวิชาที่นักศึกษาได้เรียน เพื่อให้ทุกคนมีความรู้ความเข้าใจ มีความรับผิดชอบในการสื่อสารและสังคม

กนกพร ปรัชญาเศรษฐ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาสื่อ สนุกดอทคอม กล่าวว่า การที่ปัจจุบันทุกคนมีสื่ออยู่ในมือ ทุกคนสามารถสร้างสื่อขึ้นมาได้ด้วยตัวเองโดยผ่านโซเชียลมีเดีย ด้วยการแชร์ภาพและข้อมูลต่างๆ ซึ่งข้อมูลบางอย่างที่แชร์ออกมาก็ขาดความรู้ความเข้าใจ ขาดการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวทำให้เกิดความสับสนบนโลกออนไลน์

ผลกระทบที่เกิดขึ้นดังกล่าว ทางสนุกดอทคอมพยายามบิดแกนข่าวที่นาเสนอ เพื่อให้เกิดความแตกต่าง ด้วยการหาข้อเท็จจริงมานำเสนอ ควบคู่ไปกับการหาวิธีแก้ปัญหาและหาทางออกให้กับกระแสข่าวนั้นๆ ว่าถ้าเกิดปัญหาในทางไม่ดีกับข่าวที่เกิดขึ้นจะมีการแก้ปัญหาอย่างไร เนื่องจากปัจจุบันผู้ที่เสพสื่อมี 2 แกน คือ แกนที่อยู่เฉยๆ กับแกนที่ขยี้ซ้า

อย่างไรก็ดี จากการที่คนไทยชอบเสพสื่อดราม่า ผู้เสพสื่อเองก็ควรมีการแยกแยะ มีสติยับยั้งชั่งใจ ในส่วนของตัวสื่อออนไลน์เองก็ต้องรู้หน้าที่ของตัวเองว่าทำอะไรที่ดีให้กับสังคมบ้าง และควรเป็นกระบอกเสียงที่ดีให้กับสังคม

ด้านจตุพร รอดคำดี ประธานกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและเผยแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) กล่าวว่า ปัญหาเรื่องสื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็พยายามปฏิรูป เพราะสื่อถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเลวร้าย และความไม่รับผิดชอบต่อสังคม แต่ก็ยอมรับว่าในยุคปัจจุบันนี้ควบคุมได้ยาก เพราะสื่อหลักยังคงวิ่งตามเรื่องโกหก และจากปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว ทำการแก้ไขปัญหาได้ยาก ซึ่งสื่อที่มาแรงในยุคนี้คงจะหนีไม่พ้นสื่อโซเชียลมีเดีย เพราะอยากพูดอะไร อยากด่าใครทำได้หมด

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ คือ จะทำอย่างไรให้รู้เท่าทันกับสิ่งที่ไม่เป็นความจริง ทำอย่างไรจะทำให้เกิดการ เช็กก่อนแชร์ แต่เนื่องจากสื่อโซเชียลมีเดียมีความเร็วและแรง ประกอบกับมีคนบางกลุ่มที่ไม่รู้จริงเข้ามาแชร์ เข้ามาแสดงความคิดเห็น จึงทำให้เกิดความขัดแย้งและแก้ไขปัญหานี้ได้ยาก แต่อย่างไรก็ดี หากสื่อกับสถาบันการศึกษาร่วมกันสร้างความรู้ความเข้าใจในห้องเรียน น่าจะช่วยให้ผู้ใช้สื่อมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

 

ภัยคุกคามไซเบอร์ปีหน้าพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤศจิกายน 2559 เวลา 06:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/465931

ภัยคุกคามไซเบอร์ปีหน้าพุ่ง

เคพีเอ็มจีชี้ภัยไซเบอร์ทั่วโลกปี 2559 เพิ่มจาก 50% เป็น 75% ของผู้ใช้ที่ไม่พร้อมรับมือภัยคุกคาม

น.ส.เพ็ญนภา พุกกะรัตน์ กรรมการบริหาร บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย ที่ปรึกษาธุรกิจ ผู้ให้บริการระบบป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ เปิดเผยว่า ความเสี่ยงภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นความเสี่ยงที่ผู้บริหารระดับสูงให้ความสำคัญ ซึ่งจากการสำรวจทั่วโลกพบว่ายังไม่มีความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ในสัดส่วน 75% เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่อยู่ที่ 50%

ทั้งนี้ ภายหลังการศึกษาข้อมูลภัยคุกคามไซเบอร์ผู้บริหารระดับสูงต่างพบว่าการจัดการปัญหาและการรับมือภัยดังกล่าวมีความซับซ้อนอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันภัยคุกคามกระจายเข้าสู่ทุกอุปกรณ์ไม่เพียงแค่เฉพาะอุปกรณ์เท่านั้น ตามการก้าวของเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (ไอโอที)

ขณะที่ในภูมิภาคอาเซียนมีการรายงานตัวเลขความไม่พร้อมในการรับมือความเสี่ยงภัยคุกคามไซเบอร์อยู่ที่ 58% โดยเป้าหมายของกลุ่มอาชญากรทางไซเบอร์มุ่งเป้าสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ธุรกิจการเงินและประกัน 2.ธุรกิจด้านสุขภาพและโรงพยาบาล และ 3.ธุรกิจปิโตรเลียม

นอกจากนั้น เทรนด์ด้านธุรกิจไอทีและโทรคมนาคมเป็นอีกเทรนด์หนึ่งที่มีแนวโน้มภัยคุกคามมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการพัฒนาระบบการเงินออนไลน์
(อี-เพย์เมนต์) ที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในอนาคต ซึ่งบริษัทได้เร่งการสร้างให้เกิดความตระหนักและการสร้างการรับรู้ถึงภัยคุกคามดังกล่าวและการป้องกันภัยคุกคาม

“ทิศทางการโจรกรรมข้อมูลไซเบอร์ในปัจจุบัน อาชญากรไซเบอร์ เน้นการเข้าถึงฐานข้อมูลเพื่อโจรกรรมมากยิ่งขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมาที่มุ่งเน้นโจรกรรมการเงิน” น.ส.เพ็ญนภา กล่าว

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าปี 2560-2561 ทิศทางภัยคุกคามไซเบอร์จะโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพราะมีอินเทอร์เน็ตเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันมากขึ้น

 

เริงวุฒิ มิตรสุริยะ เมื่อตะวันตกล่าอาณานิคมฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/467454

เริงวุฒิ มิตรสุริยะ เมื่อตะวันตกล่าอาณานิคมฯ

โดย…พริบพันดาว

ตลาดหนังสือแนวประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ศิลป์ และโบราณคดี มีคนอ่านที่แน่นอนและมั่นคงอยู่จำนวนหนึ่ง แต่มีไม่มากนัก ถือเป็นตลาดเฉพาะที่มีสำนักพิมพ์ใหญ่ครองตลาดแต่ดั้งเดิมอยู่ 2 เจ้า คือ ศิลปวัฒนธรรม กับ เมืองโบราณ ที่ผลิตหนังสือในหมวดนี้ออกสู่สายตาคนอ่านมานานในรอบหลายสิบปีหลังที่ผ่านมา

ในระยะ 4-5 ปีหลังที่ผ่านมา มีสำนักพิมพ์ขนาดกลางและขนาดเล็กเข้ามาผลิตหนังสือเพื่อป้อนคนอ่านในตลาดหนังสือประเภทนี้อยู่บ้าง ที่ติดตลาดก็มีสำนักพิมพ์ยิปซี ที่สามารถเปิดพื้นที่ใหม่ในตลาดนี้ขึ้นมาได้ แทรกเข้าสู่กลุ่มคนอ่านได้อย่างน่าประหลาดใจ

หนึ่งในบรรณาธิการที่ทำหน้าที่นี้ก็คือ เริงวุฒิ มิตรสุริยะ ที่เป็นคนดูแลหลักของหนังสือในแนวนี้ ล่าสุดเขาออกมาเปิดสำนักพิมพ์ของตัวเองชื่อ ดินแดนบุ๊ค ขึ้นมา และผลิตหนังสือแนวประวัติศาสตร์ขึ้นมา รวมถึงทำหน้าที่เขียนเองด้วย เล่มที่ออกมาล่าสุดคือ “เมื่อตะวันตกล่าอาณานิคม ศตวรรษที่ 15-19”

“มันเริ่มจากวิธีคิดของผมก่อน คือผมมองและเชื่อว่าคนอ่านหนังสือทั่วไปที่ไม่ได้มาสายประวัติศาสตร์โดยตรง หากอ่านหนังสือทางวิชาการประวัติศาสตร์แล้วมันจะอ่านยาก เข้าใจยาก ทั้งนี้เพราะงานวิชาการนั้นเขาเน้นวิเคราะห์วิจัยวิจารณ์ แต่แท้จริงแล้วคนอ่านที่เขาไม่ได้ต้องการอะไรที่ลึกซึ้งแล้วเขาอยากรู้พื้นฐาน ที่มาที่ไปของเรื่องราวต่างๆ มากกว่า” เริงวุฒิ เกริ่นถึงภาพรวมของหนังสือแนวประวัติศาสตร์ที่เป็นอยู่ในเมืองไทย แล้วเขาเห็นช่องว่างและโอกาสที่เปิดกว้างอยู่ให้เข้าแทรก พร้อมขยายความต่อว่า

“คือต้องพูดอย่างนี้ บ้านเราระบบหนังสือมันขาดตอนอยู่ คือส่วนใหญ่หนังสือความรู้พื้นฐานมันมีน้อย ที่พิมพ์ขายกัน เราจะรู้ก็ต่อเมื่อเรียนหนังสือมาไปเอาความรู้พื้นฐานจากการเรียน แต่หากใครไม่ได้เรียนมาทางนั้นโดยตรงก็จะไม่เข้าใจ เมื่อมาอ่านหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือประวัติศาสตร์สายเข็ง ที่นักวิชาการเขาเขียนๆ กันมา อันที่จริงหนังสือพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ประเภท ใครทำอะไรที่ไหนในบ้านเราก็มีอยู่บ้าง แต่คนเขียนกลับเป็นคนที่บ่อยครั้งไม่ได้เข้าใจประวัติศาสตร์จริง คืออาศัยว่าอ่านมา เห็นแล้วก็ลอกมาบอกต่อๆ กันไป ที่สำคัญไม่มีการตรวจสอบข้อมูล ซึ่งอันตรายพอควร คนอ่านที่เขาไม่รู้อยู่แล้วมาอ่านก็ยิ่งเข้าใจผิดกันไปใหญ่”

สำหรับหนังสือเล่มนี้ คือ “เมื่อตะวันตกล่าอาณานิคม ศตวรรษที่ 15-19” ที่นำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์แบบบอกเล่า เพื่อการอ่านที่ง่ายสามารถทำความเข้าใจได้แม้ผู้ไม่มีพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ ฉายภาพความเห็นและความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ของแต่ละชาติที่เพิ่งก้าวพ้น ยุคมืดของตะวันตก ซึ่งผนวกเอาเนื้อหาทางการเมืองการปกครองที่เกิดขึ้นในยุโรปเวลานั้นเข้าไปพร้อมกันด้วย เริงวุฒิ บอกว่า นี่มิใช่หนังสือตำราทางประวัติศาสตร์ หากแต่คือหนังสือสารคดีประวัติศาสตร์ที่อ่านสนุก ได้ความรู้และสาระในอันเกี่ยวกับยุคสมัยล่าอาณานิคมได้อย่างครบครันสมบูรณ์

 

“คราวนี้ผมก็เลยคิดว่าเราร่ำเรียนมาทางนี้ และนี่คือการเขียนสารคดีทางประวัติศาสตร์ ไม่ได้ทำงานวิจัยทางประวัติศาสตร์ เป้าหมายของเราคือ เอาเรื่องที่ผ่านการพิสูจน์ตรวจสอบหลักฐานแล้วมาบอกเล่าให้คนอ่านเขาเข้าใจง่าย ที่สำคัญแท้จริงแล้วในการเขียนนั้น มันไม่ใช่แค่การเรียบเรียงอย่างเดียว เราทำงานเหมือนงานวิชาการชิ้นหนึ่งพูดให้ชัดก็คือ งานชิ้นนี้หากเอาไปเสนอเห็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ ก็เป็นได้เลยละ ทั้งนี้เพราะเราอ่านเราตรวจสอบข้อมูลหนังสืออ้างอิงเยอะมาก แถมเป็นอ้างอิงที่ต้องได้รับการยอมรับและเชื่อถือได้ ตามแนวทางการวิจัยทางประวัติศาสตร์นั่นล่ะ เพียงแต่โดยภาษาในการเขียนนั้นผมเน้นไปในเชิงบอกเล่า พยายามที่จะไม่เข้าไปแตะหรือแสดงความคิดเห็นในเชิงวิจักษณ์วิจารณ์มากนัก

“ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ผมเชื่อว่านักเรียนนักศึกษาตั้งแต่ชั้น ป.ตรี ป.โท สามารถไปใช้อ้างอิงได้อย่างสบาย โดยเฉพาะเรื่องนี้ที่ผมพูดได้ว่า มีคนทำในประเด็นเรื่องนี้แบบครอบคลุมน้อยมาก นอกเหนือไปกว่านั้นชาวบ้านทั่วไปหากมาอ่านก็ไม่เบื่อ เพราะอ่านแล้วเข้าใจง่าย เห็นภาพและเข้าถึงข้อมูลแท้จริง ซึ่งหากคนอ่านเขารู้พื้นฐานทั้งมวลแล้ว จะสนใจไปค้นคว้าต่อสามารถใช้เป็นฐานในการค้นคว้าได้อย่างสบาย…ดังนั้นต้องอ่านครับ”

เมื่อถามถึงตลาดคนอ่านหนังสือแนวประวัติศาสตร์ที่ติดตามอย่างเหนียวแน่น เริงวุฒิ ชี้ว่าเป็นความเข้าใจผิดและภาพลวงตาที่มองว่าคนอ่านในเมืองไทยที่ชอบอ่านหนังสือแนวนี้มีจำนวนน้อย

“คนอ่านประวัติศาสตร์ในบ้านเรามีมหาศาลครับ มีมากกว่าหนังสือแนววรรณกรรม หรือแนวอื่นอีกหลายแนวนะครับ อันนี้ละที่ต้องยกประสบการณ์จากยิปซีที่เคยทำมา คืออย่างนี้ครับตอนทำยิปซีใหม่ๆ ผมเป็นคนวางแนวเองว่ายิปซีต้องพิมพ์ประวัติศาสตร์ กล่าวคือ ในเวลานั้น ในฐานะที่ผมร่ำเรียนมาทางนี้ หาหนังสือประวัติศาสตร์ในร้านยาก ผมเห็นหนังสือประวัติศาสตร์ในตลาดที่มีอยู่ ที่เด่นๆ ก็มีเพียงศิลปวัฒนธรรมกับเมืองโบราณ แต่ปัญหาคือหนังสือของสองแห่งที่พิมพ์ออกมาส่วนใหญ่มาจากงานวิชาการ หรือไม่ก็เน้นไปทางวิชาการสายหลัก ซึ่งหากคนอ่านทั่วไป หรือชาวบ้านที่ไม่ได้ตามมาแต่ต้นอ่านแล้ว ก็มึนตามไม่ทัน

“ครั้นจะไปหาประวัติศาสตร์พื้นฐาน ซึ่งก็มีอยู่แห่งสองแห่ง เราก็เห็นว่านั้นมันเป็นงานลอกต่อมา คือเป็นงานที่คนเขียนไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไร อาศัยอ่านมาแล้วมาเล่าใหม่ ไม่ตรวจสอบข้อมูล ไม่เข้าใจวิธีวิจัยทางประวัติศาสตร์ หนังสือที่ออกมาเลยผิดๆ ถูกๆ เชื่อถือไม่ได้  แต่ผมเชื่อว่ามีคนสนใจอยากอ่านอยากรู้เยอะ ทำประวัติศาสตร์ที่อ้างอิงได้ แต่เนื้อหาเน้นไปที่เรื่องพื้นฐาน พอหนังสือออกมาแล้ว ก็เป็นอย่างที่คิด ยอดขายมันขยับไปเรื่อย โดยเฉพาะบางเล่มบางปกขายได้เป็นหมื่นเล่ม อันนี้ไม่มีใครรู้ บอกก็ไม่อยากเชื่อ ประจวบกับการทำการตลาดแบบยิปซีที่เข้าถึงคนอ่านด้วยหนังสือก็กระจายไปทั่ว งานของยิปซีหลายเล่มที่ยอดขายเป็นหมื่นเล่ม นั่นล่ะคือสิ่งที่ตอกย้ำความเชื่อของผม”

เริงวุฒิ ยังบอกว่าเขาไม่ค่อยสนใจนักอ่านหนังสือประวัติศาสตร์สายฮาร์ดคอร์ หรือหมกมุ่นจริงจัง ซึ่งแท้จริงก็มีจำนวนอยู่ไม่น้อย แต่สายนี้จะเป็นพวกเลือกมาก และส่วนใหญ่จะเป็นพวกรู้เรื่องแล้ว และชอบแสดงตนว่าตัวเองรู้แล้ว เลยไม่ใคร่ซื้อ หรือถ้าซื้อก็เลือกแล้วเลือกอีก หรือหากซื้อเลยก็ตามงานเป็นคนคนไป

“ผมไม่ได้สนใจกลุ่มนี้สักเท่าไร เพราะกลุ่มนี้ที่ผมว่ามีมากนี้เป็นพวกรู้เรื่องแล้วไง เขาก็เลือกของเขา แต่ผมสนใจกลุ่มพื้นฐานมากกว่า ขยายกลุ่มคนอ่านออกไปเรื่อยๆ เชื่อหรือเปล่าครับ เรื่องราวทางประวัติศาสตร์นี้ คนที่ไม่ได้เรียนมาทางนี้หรือไม่เคยสนใจมาก่อนต่อให้พวกที่จบดอกเตอร์มา บางคนก็ไม่รู้มาก่อนเลย พอมาอ่านพวกพื้นฐานแล้วเข้าใจนั่นล่ะถึงจะไปต่อยอดตัวเองเอา แล้วพวกนี้ละที่มาเหยียดบันใดที่ตัวเองเคยเดินก้าวขึ้นมาด้วย…ดังนั้นเราทำหนังสือ ผมเลยถือว่างานของผมจบแล้วตรงที่ทำให้คุณได้เข้าใจได้เดินข้ามบันไดก้าวแรกก่อนจะก้าวไปในขั้นต่อไป”

 

‘เวกบอร์ด’ สุดท้าทาย ณกรณ์ จำปาดิบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/467445

‘เวกบอร์ด’ สุดท้าทาย ณกรณ์ จำปาดิบ

โดย…ภาดนุ

หนุ่มหล่อวัย 22 ปี ไมล์-ณกรณ์ จำปาดิบ ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นของคุณพ่ออดีตนักร้อง-นักแสดง กษาปณ์ จำปาดิบ ตอนนี้ไมล์กำลังมีผลงานละครเรื่อง “ระบำไฟ” ซึ่งออกอากาศทุกวันพุธและพฤหัส เวลา 09.00 และ 20.05 น.ทางช่อง 8 อยู่ในขณะนี้ เรารู้มาว่าตอนนี้กีฬาโปรดของเขาคือการเล่นเวกบอร์ด ส่วนจะมีที่มาอย่างไร ไปฟังจากปากเขากันเลย

“ผมเริ่มเล่นเวกบอร์ดตอนอายุ 19 ปี เพราะคุณพ่อพามาเล่น (ยิ้ม) เดิมทีผมติดเกมมากวันๆ ไม่ไปไหน วันหนึ่งเมื่อคุณพ่อเห็นการเล่นเวกบอร์ดจากรายการทีวีแล้วเห็นว่า บึง ‘ไทยเวคพาร์ค’ แห่งนี้อยู่ใกล้บ้านเราแถวๆ ลำลูกกาคลอง 6 ขับรถไปแค่ 15 นาทีก็ถึง คุณพ่อก็เลยพาผมไปลองเล่นดู นับจากนั้นมาผมก็ติดการเล่นกีฬาเวกบอร์ดมาจนถึงตอนนี้

ข้อดีของการได้ไปเล่นเวกบอร์ดทำให้ผมได้เข้าสังคมมากขึ้น ได้รู้จักเพื่อนๆ มากขึ้น ถ้าวันไหนไม่ได้ไปเล่น จะรู้สึกว่าบางอย่างมันขาดหายไป เรียกว่าติดกีฬาชนิดนี้ไปเลย (หัวเราะ) ตอนมาเล่นครั้งแรกผมไม่ได้เตรียมอุปกรณ์อะไรมาเลย แค่เตรียมความพร้อมที่ตัวเรา และเอาใจมาอย่างเดียว แต่ที่นี่ก็จะมีทีมงานคอยสอนพื้นฐานในการเล่นเวกบอร์ดช่วงเริ่มต้นให้ ว่าต้องเลือกบอร์ดยังไง สอนการทรงตัวบนบอร์ด และวิธีจับสายเคเบิลว่าต้องจับแบบไหน เป็นต้น คือทีมงานจะค่อยๆ สอนไปตามสเต็ปเลยครับ ถ้ามาเล่นที่นี่จะมีการ์ดคอยดูแลตลอด สบายใจได้เลย”

ไมล์บอกว่า เมื่อฝึกไปได้สักเดือนสองเดือนจะสามารถปรับตัวได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับทักษะในเรื่องการทรงตัว และการบาลานซ์น้ำหนักร่างกายขณะอยู่บนบอร์ดของแต่ละบุคคลด้วย ซึ่งจะมีส่วนในการเล่นด้วยเช่นกัน

 

“กีฬาเวกบอร์ดที่ผมเล่นนี้จะเป็นแบบมีสายเคเบิลลาก โดยจะมีเสาของสายเคเบิล 4 เสาตามมุม 4 มุมของบึงซึ่งแต่ละเสาก็จะมีสายเคเบิลคอยลากเราวนไปรอบๆ บึง ความเร็วที่ผมเล่นถือว่าเร็วปานกลาง แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยเล่นเวกบอร์ดมาก่อน หรือยังเล่นไม่เก่ง ที่นี่จะมีบึงเล็กๆ อีกบึงที่ผู้เล่นสามารถกำหนดความเร็วน้อยๆ ได้ โดยจะมีทีมงานคอยดูแลผู้ที่มาหัดเล่นใหม่หรือผู้ที่มาเล่นเป็นประจำอย่างดี

สำหรับเสื้อผ้าที่ใส่เล่น ขอให้เป็นเสื้อและกางเกงที่น้ำหนักเบาหน่อย ลงน้ำแล้วไม่ทำให้หนัก จะใช้เสื้อผ้าที่ใส่เล่นฟิตเนสก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นกางเกงเซิร์ฟเท่านั้น ขอให้ใส่แล้วสามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกก็พอ ส่วนการเตรียมพร้อมด้านร่างกาย ก่อนเล่นต้องมีสุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย สามารถลงน้ำและตากแดดได้ แค่นี้ก็พอแล้วครับ”

ไมล์เสริมว่า สำหรับมือใหม่หัดเล่น ถ้าไม่มีบอร์ดเป็นของตัวเอง ส่วนใหญ่ตามสถานที่ที่เราไปเล่นก็จะมีทั้งบอร์ด เสื้อชูชีพ และอุปกรณ์ที่จำเป็นให้เช่าอยู่แล้ว ถ้าใครมีบอร์ดเป็นของตัวเองก็จะมีห้องสำหรับเก็บบอร์ดและล็อกเกอร์ที่ใช้เก็บของส่วนตัวไว้ให้อยู่แล้ว

“ในความคิดของผม เสน่ห์ของกีฬาเวกบอร์ดอยู่ที่ความท้าทายในการเล่น เพราะคนที่เล่นต้องมีร่างกายที่แข็งแรงในระดับนึงเลยละ ที่จริงเวกบอร์ดไม่ใช่กีฬาที่เป็นอันตรายนะ หากเราเรียนรู้วิธีการเล่นที่ถูกต้องมาตั้งแต่ต้น เสน่ห์อีกอย่างของมันก็คือ เวลาที่เราพลาดหลุดจากสายเคเบิลหรือหลุดจากบอร์ดตกลงน้ำไป เราก็สามารถกลับมาเล่นใหม่ได้เสมอ อีกอย่างมันเป็นกีฬาที่สามารถเล่นคนเดียวได้ เราจึงแข่งขันกับตัวเองได้ด้วย

 

ข้อควรระวังในการเล่นเวกบอร์ด ถ้าเราเล่นเพื่อความสนุก เล่นเพื่อออกกำลังกาย ไม่ได้เล่นแบบโลดโผนมากนักก็ไม่ค่อยมีอันตรายเท่าไร ที่สำคัญผู้เล่นต้องว่ายน้ำแข็งในระดับนึง เพราะเวกบอร์ดเป็นกีฬาที่ต้องอยู่กับน้ำตลอดเวลา ที่สำคัญตอนเล่นต้องใส่อุปกรณ์เซฟตี้ให้พร้อม เช่น หมวกไฟเบอร์กันศีรษะกระแทก เสื้อชูชีพป้องกันการจมน้ำ ซึ่งกฎของการเล่นเวกบอร์ด ถ้าไม่ใส่หมวกและชูชีพ ทีมงานก็จะไม่ให้ลงเล่นเด็ดขาด”

ไมล์ทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันนี้เวกบอร์ดเป็นกีฬาที่เขาชอบที่สุด เล่นบ่อยที่สุด และถือเป็นกีฬาที่สามารถปลดปล่อยความเครียดได้ดี อีกอย่างประเทศไทยเป็นเมืองร้อน พอเล่นเวกบอร์ดไป เมื่อตกน้ำก็ช่วยให้เย็นสบายได้อีก แถมยังช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกาย เพราะต้องทั้งยืน ทั้งย่อ ทั้งดึง และทั้งเกร็ง เมื่อตกจากบอร์ดก็ต้องว่ายน้ำเข้าฝั่งอีก เรียกว่าเป็นกีฬาสารพัดประโยชน์สำหรับเขาเลยก็ว่าได้

ติดตามผลงานของไมล์ได้ที่ IG : nakorn_j ผู้ที่สนใจเล่นเวกบอร์ด ดูข้อมูลได้ที่ www.thaiwakepark.com

 

ปภาณิดา บ่อสุวรรณ รักต้องมรสุม คิดฆ่าตัวตายเพราะคนรักนอกใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/467441

ปภาณิดา บ่อสุวรรณ รักต้องมรสุม คิดฆ่าตัวตายเพราะคนรักนอกใจ

โดย…วรธาร ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เรื่องราวความรักของคนเราย่อมมีมุมที่แตกต่างกันไป

บางครั้งความรักของบางคู่ก็ชื่นมื่นจนใครต่อใครก็อดอิจฉาไม่ได้ บางคู่ก็หวานอมขมกลืนแต่ฝืนทนอยู่เพราะบ่วงคือลูก บางคู่แม้จะถูกกระแสคลื่นแห่งอารมณ์ซัดแล้วซัดเล่า แต่อาศัยลูกเก๋าพยายามประคับประคองนาวารักผ่านไปได้

บางคู่อาจเริ่มต้นสดชื่นหอมหวานจนน้ำตาลเรียกแม่ แต่พอผ่านไปสักระยะอีกฝ่ายก็ออกลายสั่นคลอนความรักด้วยเหตุต่างๆ จนเกิดภาวะทั้งขมทั้งขื่น มีทั้งดราม่า สะเทือนอารมณ์ยิ่งในละครก็มิปาน เหมือนดั่งความรักในอดีตของพยาบาลสาว “ก้อย” ปภาณิดา บ่อสุวรรณ ผู้จัดการแผนกศัลยกรรมทั่วไป โรงพยาบาลเวชธานี

เรื่องราวความรักของเธอต้องบอกว่าครบถ้วนทุกรส เริ่มต้นจากความรักที่สวยงาม หวานหอม สดชื่น เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ทว่าท่ามกลางชีวิตเหมือนถูกพรหมลิขิตกลั่นแกล้งนำพาให้ต้องเจอเรื่องร้ายๆ ยากที่ผู้หญิงคนไหนๆ จะรับได้ นั่นก็คือคนรักแสนรักที่เคยซื่อสัตย์และรักเธอปานจะกลืนเสมอต้นเสมอปลายกลับแอบนอกใจพร้อมกับคำโกหกแก้ตัวสารพัน และมันก็ทำลายความรู้สึกเธอแสนสาหัส ขนาดจนทำให้ต้องหาทางออกด้วยวิธีผิดๆ คือพยายามฆ่าตัวตายถึงสองครั้งสองครา แต่โชคยังดีที่เวลานั้นมัจจุราชยังไม่ต้องการชีวิตเธอ

ทว่ากว่าก้อยจะผ่านมรสุมครั้งนั้นที่แสนหนักหน่วงในชีวิตมาได้ เธอต้องพยายามเรียกสติและสร้างกำลังใจให้แข็งแกร่งขึ้นมาเรื่อยๆ พร้อมกับให้เวลาเป็นเครื่องช่วยสมานแผลข้างใน ก็เล่นเอาหัวใจเธอสะบักสะบอมบอบช้ำอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้แม้เธอจะโสดสนิท แต่ชีวิตก็มีความสุขมาก หน้าที่การงานก็ก้าวหน้ามั่นคง มาครับ จะพาไปสัมผัสกับเรื่องราวความรักของเธอพร้อมกัน

หลังเรียนจบพบรักกับหนุ่มโตโยต้า  

ก้อย ปภาณิดา ขาดทั้งร่มโพธิ์ร่มไทรตั้งแต่เธอยังเด็ก ทำให้ต้องไปอยู่กับป้า (พี่สาวแม่) แม้จะได้รับการเลี้ยงดูจากป้าแต่ชีวิตความเป็นอยู่และความอบอุ่นคงไม่เหมือนอยู่กับพ่อแม่ แต่เธอก็ไม่เคยสร้างความหนักใจให้กับป้า หลังเรียนจบ ม.6 (สายวิทย์-คณิต) จึงเอนทรานซ์เข้าเรียนพยาบาลที่มหาวิทยาลัยนเรศวร

“จริงๆ แล้วก้อยชอบภาษาและอยากเป็นมัคคุเทศก์มากกว่า แต่ที่เรียนพยาบาลเพราะรู้สึกเสียดายที่จบ ม.6 สายวิทย์-คณิตมา จึงเลือกคณะทางด้านวิทย์-คณิต มาเป็นที่ 1 และ 2 คณะที่ชอบอันดับที่ 3 เพราะคิดว่าไม่น่าจะติด 1-2 พอผลเอนทรานซ์ออกมาติดอันดับ 2 เลยได้ไปเรียนพยาบาลที่มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นภาคสมทบร่วมกับวิทยาลัยพยาบาลอุตรดิตถ์ ปี 1-2 เรียนที่พิษณุโลกที่มหาวิทยาลัยนเรศวร ปี 3-4 เรียนและฝึกงานที่วิทยาลัยพยาบาลอุตรดิตถ์ รับปริญญามหาวิทยาลัยนเรศวร และประกาศนียบัตรจากวิทยาลัยพยาบาลอุตรดิตถ์”

ก้อย เล่าว่า ช่วงปีสองปีแรกของการเรียนยังไม่รู้สึกรักในอาชีพพยาบาล แต่วันหนึ่งระหว่างนั่งรถกับเพื่อนเพื่อเดินทางไปเรียนได้เจอคนประสบอุบัติเหตุจึงลงไปช่วยเหลือคนเจ็บ หลังจากนั้นก็รู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่ทำ จึงตั้งใจเรียนจนจบและรักในอาชีพยาบาลตั้งแต่นั้น

“หลังเรียนจบได้ทำงานที่สถานพยาบาลบางขุนเทียนเป็นที่แรกอยู่ประมาณ 6 เดือน ระหว่างนี้ได้พบรักกับหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งทำงานอยู่ บริษัท โตโยต้า แถวสมุทรปราการ รู้จักกันทางเว็บไซต์หาคู่เว็บหนึ่ง เขาเคยผ่านการมีครอบครัวมาแล้ว แต่เหมือนชีวิตคู่ไม่โอเคจึงหย่ากัน รู้จักกันช่วงที่เขาหย่ากับภรรยาได้ครึ่งปี ครั้งแรกที่เห็นรู้สึกธรรมดา เพราะไม่ใช่ผู้ชายในสเปก การแต่งตัวก็ไม่ใช่แนวที่ตัวเองชอบ

ทว่าหลังจากที่เขาโทรหาและมารับไปรับประทานอาหารหลังเลิกงานทุกวัน เทกแคร์เอาใจเก่งเสมอต้นเสมอปลายอย่างนี้เป็นเวลาเกือบ 1 เดือน ทั้งที่บ้านเขาอยู่แถวรามอินทรา ทำงานโตโยต้าที่สมุทรปราการ ส่วนก้อยทำงานแถวฝั่งธนคนละฟากเลย ก็รู้สึกว่าเขาเป็นผู้ชายเรียบๆ แต่สม่ำเสมอดีเลยตัดสินใจคบเป็นแฟน พร้อมกับความรักที่เริ่มเบ่งบานเรื่อยๆ” พยาบาลสาวเล่าถึงการพบรักแรก

ทำสัญญาใจครบสองปีจะแต่งงาน

พยาบาลสาวเล่าต่อว่า เมื่อตกลงปลงใจคบเป็นแฟนจริงจังจึงคิดถึงหลักประกันอนาคต ก็คือการแต่งงานที่จะเกิดขึ้นหลังการคบหากันไประยะหนึ่งในช่วงเวลาที่เหมาะสม จึงบอกกับฝ่ายชายว่าควรจะทำอะไรสักอย่างที่เป็นสัญญาใจ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการคบกันเป็นแฟน เพราะตอนนั้นผู้ชายอายุ 30 กว่าปีแล้ว ขณะที่เธออายุ 22-23 ปี

“พอตัดสินใจคบเป็นแฟน ก้อยเลยบอกเขาว่าควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อประกันอนาคตหน่อย เขาก็บอกว่าโอเค ถ้าคบกันไป 2 ปี แล้วค่อยแต่งงานกันนะเราก็โอเค แต่พอผ่านไปสองปีกว่าๆ เขาไม่พูดถึงเรื่องแต่งงานเลย เราจึงเตือนความทรงจำเขาด้วยการเอ่ยว่า เอ๊ะ ไหนที่เคยสัญญาว่าคบกันสองปีแล้วจะแต่ง ทำไมเงียบล่ะ เพราะอะไรหรือ พอท้วงอย่างนั้นเขาก็บอกว่าโอเค เดี๋ยวแต่งกันปลายปี

ทว่าการไม่เป็นอย่างนั้น พอปลายปีเป็นช่วงที่โบนัสเขาออก เขาถามก้อยว่าอยากไปเที่ยวญี่ปุ่นหรือจะแต่งงาน ตอนนั้นยังไม่ได้ให้คำตอบว่าจะยังไงดี เพราะช่วงหลังๆ เริ่มสังเกตเขามีพฤติกรรมเปลี่ยนไปหลายๆ อย่าง จากตอนเช้าขับรถมาส่งที่ทำงาน (ที่เวชธานี) เย็นมารับกลับ วันหยุดไปเที่ยวและกินข้าวด้วยกัน แต่พักหลังบอกว่างานเยอะขึ้น ไม่ค่อยมีเวลา จนวันหนึ่งเขาบอกว่าไปเฝ้าไลน์ที่โรงงาน ณ จ.ฉะเชิงเทรา ส่วนก้อยไปต่างจังหวัดแล้วกลับคอนโดที่อยู่ด้วยกันในวันนั้น สักพักเขากลับมาเราเห็นสภาพเขาตอนนั้นเพลียมาก มาถึงก็หลับก็รู้สึกแปลกใจ”

 

แฟนเปลี่ยนไปและถูกจับได้ว่ามีกิ๊ก

ก้อย เล่าว่า ณ ตอนนั้นเธอรู้สึกมีลางสังหรณ์ จึงหยิบโทรศัพท์ของแฟนขึ้นมาดู แล้วไปเจอข้อความในเบอร์เบอร์หนึ่งที่เม็มชื่อเพื่อนสนิทของแฟน ซึ่งเป็นผู้ชาย และเธอก็รู้จักดีด้วย ตอนที่เห็นชื่อก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอเปิดดูเมสเซจเห็นข้อความยิ่งสงสัยและงง เพราะไม่ใช่ข้อความที่ส่งหาผู้ชายแน่นอน

“เมื่อคืนคุณแต่งตัวสวยจังเลย ข้อความนี้เลย เฮ้ย นี่เบอร์เพื่อนผู้ชายนะ แต่ข้อความที่ส่งไปหาผู้หญิงชัดๆ เล่นตั้งชื่อตบตากันชัดๆ เลยโทรออก ปลายสายผู้หญิงรับ ตอนนั้นรู้สึกโมโหมาก แฟนหลับอยู่ กระชากขึ้นมาถามเลย เขาบอกว่าเป็นสาวที่เพื่อนเขาจีบอยู่ เราก็ถามแล้วทำไมส่งข้อความไปหาเขาล่ะ เริ่มทะเลาะกันแล้ว และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ทะเลาะกันหลังจากที่คบกันมากว่า 3 ปี

หลังจากนั้นก็เริ่มระแวงแต่ไม่เท่าไร จนมีเหตุการณ์ครั้งหนึ่งเป็นงานปีใหม่ของโรงพยาบาล ซึ่งจัดขึ้นที่เดอะมอลล์ บางกะปิ แฟนก็มาส่งที่เดอะมอลล์ แล้วบอกเราว่าจะไปกินปีใหม่กับเพื่อนๆ ผู้ชายที่ทำงานเสร็จแล้วจะมารับ แต่ผ่านไปสักพักก็โทรมาบอกว่าไม่มารับแล้ว เราก็งงๆ ทำไมไม่มา พอโทรกลับไปก็ไม่ติด เลยออกจากงานปีใหม่ของโรงพยาบาลเรียกแท็กซี่ไปหาเพราะรู้ว่าเขากินร้านไหน ระหว่างทางพยายามโทรหาแต่เขาไม่รับสาย ให้เพื่อนรับแทน แต่ก็บอกไปว่ากำลังจะไปหา เพื่อนเขาบอกว่าไม่ต้องมากำลังจะกลับ”

พยาบาลสาว เล่าต่อว่า พอเธอไปถึงร้านอาหารเฉียดกันนิดเดียว เพราะแฟนกับเพื่อนเพิ่งออกไปได้ไม่นาน จึงวานคนขับแท็กซี่ให้ช่วยไปถามว่าเมื่อสักครู่มีพนักงานของโตโยต้ามากินหรือเปล่า เป็นผู้ชายล้วนๆ ทางร้านเลยบอกว่ามี แต่ไม่ใช่ผู้ชายล้วน มีผู้หญิงมาด้วยประมาณ 2-3 คน เพิ่งออกไปได้ไม่นาน

เรื่องราวความรักเหมือนดั่งในหนังละคร

วินาทีนั้นเธอจึงโทรหาเพื่อนของแฟนอีกครั้ง เพราะโทรหาแฟนแล้วไม่รับสาย ก็ได้รับคำตอบว่าแฟนเธอได้แยกกับเพื่อนตั้งแต่ออกจากร้าน และด้วยความเหนื่อยล้าที่จะต้องตามหาจึงให้แท็กซี่คันเดิมไปส่งที่คอนโด แต่ระหว่างทางบนถนนสายเทพารักษ์ สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นรถติดไฟแดงอยู่ข้างหน้าเยื้องๆ กับแท็กซี่คันที่เธอนั่ง รู้ทันทีว่ารถคันนั้นคือรถของแฟน

“ด้วยความดีใจเลยบอกพี่แท็กซี่ว่ารอแป๊บนะคะ หนูเห็นรถแฟนจอดติดไฟแดงอยู่ข้างหน้าเดี๋ยวรีบไปบอกเขาให้เอารถชิดซ้ายจะได้นั่งกลับบ้านพร้อมกัน แต่พอใกล้ประตูฝั่งแฟนเห็นเขาหันไปหยอกกับผู้หญิงที่นั่งเบาะข้าง อึ้งเลยสิ อะไรนี่ เคาะกระจกเลย แฟนหันมาเห็นตกใจมาก ประมาณว่า เฮ้ย มาได้ไง ก้อยบอกให้เขาเปิดประตูก็ไม่ยอมเปิด ไฟแดงก็เหมือนเป็นใจไม่ยอมเขียว มันก็นานมาก พยายามให้เขาเปิดแต่ก็ไม่เปิดจนคนรอบๆ หันมามองกันใหญ่

เขายอมเปิดประตูข้างหลัง เราก็เดินอ้อมไป ตอนนั้นโกรธมากเหมือนสติหลุดเลย คว้าผมผู้หญิงจับไว้มั่นถามเธอว่าไม่รู้หรือว่าเขามีเมียแล้ว ผู้หญิงก็บอกไม่รู้ เพราะพี่เขาไม่ได้บอก เราก็ว่าก็นี่ไงรู้แล้วก็ลงไป แต่ผู้หญิงไม่ยอมลง มองหน้าผู้ชายเหมือนขอความเห็น ประมาณว่าจะให้ลงเหรอ ทางแฟนก็บอกให้ปล่อยน้องเขา จริงๆ เราไม่ได้ทำอะไรหรอก แค่จับผมไว้เฉยๆ แต่พอแฟนทุบมือเราให้ปล่อย มันเหมือนกระชากผมผู้หญิงหนักขึ้น ผู้หญิงก็ร้องปล่อยหนูๆ หนูเจ็บ ส่วนหลังมือเราก็เขียวเพราะถูกแฟนทุบ ที่สุดเขาบอกให้ปล่อยแล้วจะให้ผู้หญิงลงจากรถเราก็ปล่อย” พยาบาลสาว เล่า

ทะเลาะบนรถแย่งพวงมาลัยกัน

เหตุการณ์ยังไม่สงบและไม่จบแค่นั้น หลังจากที่กิ๊กของแฟนลงจากรถไปก็เป็นช่วงไฟเขียวพอดี แต่ตอนนั้นเธอจำได้ว่ายังไม่ได้จ่ายค่าแท็กซี่ จึงให้แฟนจอดชิดซ้ายเดินเอาเงินไปจ่ายค่ารถ ก่อนจะผละมาคนขับแท็กซี่ได้ส่งเสียงตามหลังบอกให้เธอตั้งสติ ใจเย็นๆ แล้วค่อยพูดจากันดีๆ แต่คำเตือนแกมขอร้องของคนขับแท็กซี่ไม่เป็นผล

“พอกลับมาที่รถก็ทะเลาะกัน มีปากเสียงไปตลอดทาง ทะเลาะกันแรงมาก ไม่รู้มันโดนจุดตรงไหนทำให้เรารู้สึกจี๊ดขนาดนั้น คุมสติไม่ได้ แย่งพวงมาลัย รถเคว้งไปมา เขาพยายามหักรถเข้าข้างทาง แล้วไล่เราลงรถ ตอนนั้นรู้สึกว่าชีวิตหมดสิ้นทุกอย่าง ไม่มีอะไร ความรู้สึกเคว้งคว้าง หมดอาลัย เพราะชีวิตเราตั้งแต่พ่อแม่เสียตั้งแต่เด็กก็ไม่มีใคร มีแต่พี่น้อง 3 คน แต่ไม่เคยอยู่ร่วมกัน พอแฟนคนนี้เข้ามาในชีวิตเขาดีมากและเป็นทุกอย่าง ทั้งพี่ ทั้งพ่อ ทั้งแม่ ทั้งเพื่อน ทั้งคนรัก พอเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็รู้สึกผิดหวังอย่างแรง”

การถูกแฟนที่อยู่กินด้วยกันมาเกือบ 3 ปี และไม่เคยทะเลาะกันแม้แต่ครั้งเดียว แล้วถูกไล่ลงจากรถก็เจ็บปวดมากพอแล้ว แต่พอได้ยินแฟนหลุดคำคำหนึ่งออกมาเต็มหูว่า ไปไหนก็ไปหมดรักแล้ว ก็ยิ่งเพิ่มความเจ็บรวดร้าวปวดใจให้เธออย่างมาก ประหนึ่งฟ้าฟาดลงกลางอกให้แตกเป็นเสี่ยงๆ

“เจอคำนี้เข้าไปคิดอย่างเดียวว่าชีวิตเราพังแล้ว สิ่งที่ทำได้ ณ ตอนนั้นคือ ตัดสินใจวิ่งตัดหน้ารถเลย ทุกคันเบรกหัวทิ่มหัวตำ คงตกใจเพราะไม่คิดว่าจะมีคนวิ่งออกไปยืนขวางกลางถนน แล้วพอแฟนเห็นเขาเลยเปิดประตูวิ่งออกไปกระชากกลับมานั่งรถ พยายามง้อขอคืนดี แต่ด้วยความที่เรายังคงความหวาดระแวงและไม่ไว้ใจจากเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นที่กระทบกระเทือนใจมาก จึงพูดกับแฟนขอแยกกันอยู่สักระยะเผื่ออะไรจะดีขึ้น”

 

แยกกันอยู่เผื่ออะไรจะดี แต่เกิดเรื่องจนได้

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่แฟนตามง้อขอคืนดีนั้นก็ยังมีเรื่องทะเลาะกันเกือบทุกวัน เนื่องจากความรู้สึกของเธอในห้วงเวลานั้นยังไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจในความซื่อสัตย์ของแฟน ถ้าเปรียบก็เหมือนแก้วที่แตกแล้วยากจะประสานให้เป็นเหมือนเดิม เธอจึงเปิดปากคุยกันและขอแยกกันอยู่ชั่วคราวเผื่ออะไรจะดีขึ้น

“หลังเกิดเหตุการณ์นั้นเป็นต้นมา บอกได้เลยว่าอาทิตย์หนึ่งเราทะเลาะกัน 5 วัน แฟนเอาปฏิทินมากางดูเลย เป็นอย่างนั้นจริงๆ เราจึงคุยกันว่าควรแยกกันอยู่ไปก่อน ถ้าแยกแล้วรู้สึกโอเคขึ้น หรืออยากจะกลับมาหาก็ค่อยกลับมา หรือถ้าจะเปิดใจรับคนอื่นก็ไม่ว่ากัน เราก็แยกออกไปอยู่คอนโดอีกที่หนึ่งใกล้ที่ทำงานโดยที่ของใช้บางอย่าง เช่น เสื้อผ้าบางส่วน รวมถึงโกศใส่อัฐิของแม่ก็ยังอยู่ที่คอนโดแฟน ต่อมาก็มีผู้ชายเข้ามาจีบ แต่เราก็ยังไม่เปิดใจรับเพราะในใจยังรักแฟนอยู่ ถึงจะแยกออกมาอยู่ข้างนอก แต่ก็ไม่ได้ตัดขาดกันสิ้นเชิง

แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดมีปากเสียงทะเลาะกับแฟนกันรุนแรง เราทุกข์ใจทุกข์มาก กลายเป็นคนซึมเศร้า ท้ายสุดก็นำมาสู่ความคิดและพยายามฆ่าตัวตาย ด้วยการกินยาพาราฯ ยาแก้แพ้ ดื่มโค้ก สปายเข้าไป และกรีดข้อมือตัวเองอยู่บนห้องที่คอนโด เลือดไหลนอง ปรากฏว่าผู้ชายที่เข้ามาจีบใหม่รู้ว่าเราทะเลาะกับแฟนก็พยายามโทรหาเราแต่ติดต่อไม่ได้เลยมาที่คอนโดให้ รปภ.พาขึ้นไปเจอก้อยที่ห้อง เห็นเราสลบอยู่ก็โทรเรียกรถพยาบาลมารับ แพทย์ได้ล้างท้อง แอดมิตอยู่สองคืน”

พยาบาลสาว เล่าว่า พอออกจากโรงพยาบาล วันหนึ่งแฟนบังเอิญมาเห็นว่ามีผู้ชาย (ผู้ชายคนนี้ต่อมารู้ว่ามีครอบครัวอยู่เลยบอกเลิก) มาจีบถึงกับโกรธมากจนควันออกหู แม้จะพยายามอธิบายว่าไม่มีอะไรเกินเลยก็ไม่ยอมฟังท่าเดียว ในที่สุดก็ทะเลาะกันอีก ซึ่งเขาไม่สนใจเลยทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าเธอเพิ่งออกจากโรงพยาบาลได้ไม่นาน

“วันนั้นเชื่อไหม เขาเอาโกศอัฐิของคุณแม่พร้อมถุงกระดาษใส่เสื้อผ้าสองสามถุงของเราที่อยู่ที่คอนโดเขามาวางไว้ข้างรั้วกำแพงคอนโดที่เราอยู่นั่นแหละ เขาโทรมาบอกอยู่ว่าจะเอามาคืน แต่คิดดูสิแทนที่จะรอให้เราลงไปข้างล่างก่อน ก็เอาสิ่งที่เรารักที่สุดคือโกศใส่อัฐิแม่มาวางไว้อย่างนั้น ในใจตอนนั้นคิดอย่างเดียว ทำไมเขาถึงทำกับสิ่งที่เรารักได้ขนาดนี้ มันก็เลยซึมเศร้าหนักขึ้น”

กรีดข้อมือครั้งที่สองที่ห้องน้ำในสนามบิน

พยาบาลก้อย เล่าว่า แม้จะโกรธแฟนที่กระทำต่อโกศใส่อัฐิของแม่อย่างนั้น แต่ในใจก็ยังถวิลหาเขาอยู่เป็นระยะ แต่ช่วงนั้นจิตใจทุกข์ตรมมาก และไม่รู้ว่าตัวเองจะหลุดพ้นจากความเศร้าซึมได้อย่างไร เผอิญมีเพื่อนคนหนึ่งอยู่ที่เชียงใหม่ชวนไปเที่ยวงานพืชสวนโลก ซึ่งจัดขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ เป็นครั้งแรก

“ด้วยความที่อยากออกจากอารมณ์ตรงนั้นให้ได้ จึงจองตั๋วเครื่องบินไปเชียงใหม่ ถึงวันเดินทางก็ไปรอขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ จู่ๆ ก็คิดถึงเขาขึ้นมาจึงโทรศัพท์ไปหา แต่สิ่งที่เขาตอบกลับมายิ่งทำให้เราเจ็บมากจนรู้สึกว่าตัวเองรู้สึกไม่มีค่าอะไรเลย เดินไปซื้อคัตเตอร์ที่ร้านสะดวกซื้อในสุวรรณภูมิ แล้วเดินเข้าห้องน้ำ ปิดประตู นั่งบนโถชักโครกแล้วกรีดข้อมือตัวเอง ซึ่งตอนกรีดไม่ได้รู้สึกเจ็บตรงที่กรีด แต่เจ็บข้างในมากกว่า

ผลสุดท้ายเลือดออกเยอะ ด้วยความที่ไม่ได้กินข้าวมาทำให้หน้ามืดเป็นลม แล้วมือข้างที่กรีดก็ร่วงลงไปข้างใต้และยื่นออกไปนอกประตู สิ่งที่ก้อยได้ยินสุดท้ายมีคนกรี๊ด พอตื่นอีกทีก็อยู่ในห้องพยาบาลที่สนามบินสุวรรณภูมิ เขาทำแผลและเย็บแผลให้ มีพี่คนหนึ่งเห็นเอกสารเราในกระเป๋าก็รู้ว่าเราเป็นพยาบาล เขาก็ถามโน่นนี่นั่น แล้วบอกเราว่าถ้าเขาบอกกัปตันว่าเราเป็นอย่างนี้เขาก็ไม่ให้ขึ้นเครื่อง เพราะเกรงจะไปสร้างความวุ่นวายบนเครื่อง เราก็รับปากว่าจะไม่ทำร้ายตัวเอง เพราะเพื่อนรอรับอยู่ที่เชียงใหม่ เขาเลยยอมให้ขึ้นเครื่อง แต่ก่อนรอขึ้นเครื่องจะมีตำรวจท่องเที่ยวคอยประกบตลอด และเมื่อเดินทางถึงเชียงใหม่เพื่อนมารับแล้วก็ต้องโทรกลับมาบอกตำรวจอีกด้วย”

เปิดใจรับคนที่เข้ามา แต่ไม่ให้ใจใครเยอะกว่า

ก้อย เล่าว่า การที่เพื่อนได้พยายามช่วยกระตุ้นให้มีสติจนรู้สึกว่าตัวเองเข้มแข็งขึ้นได้กลายเป็นจุดพลิกผันในตัวเธอ ที่เมื่อก่อนเป็นผู้หญิงเรียบร้อย ไม่เคยนอกลู่นอกทาง จบมหาวิทยาลัยจึงมีแฟน แต่พอมาเจอเหตุการณ์เลวร้ายที่ประสบผ่านมา ก็คิดว่าการที่เป็นผู้หญิงที่ดี เรียบร้อย ไม่เคยนอกลู่นอกทาง แต่สิ่งที่ได้รับความเจ็บปวด ทำให้รู้สึกว่าไม่โอเค เลยเปลี่ยนชีวิตใหม่ จากที่เป็นผู้หญิงเรียบร้อยมาเป็นผู้หญิงที่พร้อมเปิดใจกับทุกคนที่มาจีบ แต่จะไม่ให้ใจใครเยอะกว่าใคร

“ถ้าคุณเข้ามาแล้วมีความพยายามในการจีบคุณก็จะได้คะแนนเยอะหน่อย แต่ถ้ามาจีบแล้วไม่สม่ำเสมอก็จะได้คะแนนน้อยหน่อย คือกลายเป็นผู้หญิงที่เปลี่ยนไปเลย เวลาผู้ชายมาจีบก็คบหลายๆ คน ครั้งหนึ่งเคยคบพร้อมกัน 5 คน แต่ไม่สนใจใครเป็นพิเศษ บางทีโทรหาคนนี้ชวนไปดูหนัง พอบอกไม่ว่างก็ไม่เป็นไรก็โทรหาอีกคน ใครว่างก็ไป ตอนแรก 4 คนแรกที่โทรหาบอกไม่ว่าง คนสุดท้ายว่างก็ไปด้วยกัน แต่เชื่อไหมผลสุดท้ายทุกคนบอกว่างเคลียร์งานได้แล้ว ก็ไปกันทั้ง 5 คน (หัวเราะ) ดูจนจบ”

ก้อย เล่าต่อว่า ทั้ง 5 คนไม่มีใครกลับก่อน เพราะต้องการจะรู้ว่าเธอจะกลับกับใคร แต่เธอกลับคนเดียว แล้วสุดท้ายทั้ง 5 คนนั้นก็เลิกติดต่อไปด้วย เพราะรู้สึกว่าไม่ดีในสายตาของพวกเขาแล้วก็เลือกคบคนใหม่ ทำแบบนี้จนล่าสุดมาคบกับนายร้อยตำรวจ และคิดว่าชีวิตจะลงเอยด้วยดี แต่ก็ไม่ใช่อย่างที่คิด จนในที่สุดก็รู้สึกว่าอยู่คนเดียวได้ ไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าหาใครอีกต่อไป

หยุดไขว่คว้า ยิ่งหายิ่งเจอแต่สิ่งไม่โอเค

พยาบาลสาวแห่งโรงพยาบาลเวชธานี เล่าว่า เมื่อก่อนเธอเป็นคนที่พยายามจะหาและอยากมีแฟน แต่ตอนหลังและถึงปัจจุบันนี้ การอยู่โดยไม่ไขว่คว้าดีที่สุด ไม่ต้องไขว่คว้า เพราะถ้าไขว่คว้ามักเจอแต่สิ่งที่ไม่โอเค ขออยู่อย่างนี้และมีความสุขกับการทำงานดีกว่า

“ถ้ามีก็เข้ามาเองแหละ ถามว่ามีคนมาจีบไหมก็มี แต่เราก็เหมือนกับว่าไม่ได้ให้ความสำคัญเยอะ คุยกันได้ คุยไปเรื่อยๆ แต่ส่วนใหญ่พอคุยไปสักพักผู้ชายจะรู้สึกว่าเราเย็นชา เหมือนไม่ให้ความสำคัญเขาแล้วเขาก็ค่อยๆ หายไป ทุกวันนี้ยังมองว่าผู้ชายเจ้าชู้ทุกคน อยู่ที่ว่าเจ้าชู้มากเจ้าชู้น้อย แต่มันก็มีอคติกับผู้ชายอยู่ว่าทำไมชอบโกหก มีแฟนอยู่แท้ๆ เวลาเจอคนที่ถูกใจทำไมต้องโกหกแฟนตัวเอง

บอกตรงๆ ก้อยเป็นคนแฟร์ แต่ไม่ชอบการโกหก ถ้าคุณคิดว่าคบเราแล้วไม่โอเคให้จบแต่เนิ่นๆ มันจะได้ไม่เสียเวลา ไม่ใช่ว่าจับปลาสองมือ คือคาเราไว้อยู่แล้วไปมีคนใหม่ แล้วมาโกหกเรา ซึ่งก้อยคิดว่ามันไม่แฟร์ และสังคมไทยเป็นแบบนี้ ผู้ชายไทยทำได้ แต่ผู้หญิงทำไม่ได้ ก็เลยรู้สึกว่าคนที่เข้ามาหาก้อยช่วงหลังจะต้องออกแนวความคิดแบบฝรั่ง คือตราบใดที่ยังไม่แต่งงานคุณมีสิทธิ ถ้าเมื่อไรแต่งงานก็ต้องผัวเดียวเมียเดียว นี่คือความคิดก้อย” พยาบาลสาวทิ้งท้าย

 

ภรัณยู-สมชาย โรจนวุฒิธรรม พ่อลูกสานฝันธุรกิจที่พัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/467389

ภรัณยู-สมชาย โรจนวุฒิธรรม พ่อลูกสานฝันธุรกิจที่พัก

โดย…วรธาร ทัดแก้ว

เป็นเจ้าของธุรกิจเต็มตัวสำหรับนักแสดงและพิธีกรหนุ่ม แทค-ภรัณยู โรจนวุฒิธรรมหลังร่วมกับ สมชาย โรจนวุฒิธรรมคุณพ่อของเขา ทุ่มทุนสร้างธุรกิจวิลล่าของตัวเองชนิดเทหมดหน้าตักทั้งพ่อและลูก ในพื้นที่ 5 ไร่ ที่บ้านเกิด ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่

ล่าสุดได้ฤกษ์งามยามดีรับลมหนาวน่าเที่ยว แทคกับพ่อได้ทำพิธีเปิดวิลล่าหรูอย่างเป็นทางการโดยนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีเจิมอาคารสถานที่ไปเมื่อวันจันทร์ที่ 14 พ.ย. 2559 ที่ผ่านมา โดยมีแฟนคลับและดารานักแสดงที่สนิทคุ้นเคยไปร่วมยินดีและอวยพรให้ประสบความสำเร็จกับธุรกิจนี้พร้อมต้อนรับลูกค้าตั้งแต่นี้เป็นต้นไป

เวียงงาม ล้านนา วิลล่า จัดว่าเป็นที่พักสุดหรูที่แทคกับพ่อลงแรงตั้งใจทำร่วมมากว่า3 ปี โดยทุ่มเงินสร้างกว่าร้อยล้านบาท ออกแบบให้เป็นวิลล่าสไตล์ล้านนาร่วมสมัยหรือล้านนาร่วมสมัย โดยอนุรักษ์ความเป็นล้านนาของเมืองเชียงใหม่ ประยุกต์และผสมผสานวัฒนธรรมล้านนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันแม้จะอยู่ใจกลางตัวเมืองแต่ก็ยังทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เห็นทิวทัศน์เขามองเห็นวิวของดอยสุเทพ และแวดล้อมไปด้วยมนต์เสน่ห์ของเมืองเชียงใหม่ ห้องพักดึงเอาความเป็นล้านนาออกมาได้อย่างลงตัว

ช่วงปีใหม่ใครที่อยากไปเที่ยวเชียงใหม่ อยากสัมผัสบรรยากาศใหม่ๆ และกำลังมองหาที่พัก ลองไปพักที่เวียงงาม ล้านนา วิลล่า ดูไหม สามารถสำรองที่พักได้ที่เบอร์ 08-1681-3714, 053-217-195

 

‘ป๊า’ เจ้าระเบียบแต่น่ารักเสมอ 

แทคกับป๊าสนิทกันมาก แล้วเราแสดงออกแบบไม่อายใคร และไม่เกร็งเหมือนหลายๆ ครอบครัวด้วย แม้ครอบครัวของเราจะไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกันเพราะต่างคนต่างทำงาน ป๊าอยู่เชียงใหม่ แทคอยู่กรุงเทพฯ แต่ตอนนี้เราสองพ่อลูกอยู่ด้วยกันมากขึ้น แฮปปี้กันดี ยิ่งทำธุรกิจด้วยกันยิ่งต้องเจอกันบ่อยเพราะแทคต้องขึ้นเชียงใหม่บ่อยขึ้นเพื่อมาดูแลธุรกิจวิลล่า

บุคลิกของป๊าเหรอค่อนข้างใจร้อนนิดหนึ่งและเป็นคนเจ้าระเบียบมาก ยิ่งเวลาทำงานป๊าจะเป็นคนจริงจังมาก และในการทำธุรกิจสิ่งหนึ่งที่ป๊ายึดมั่นเสมอคือความซื่อสัตย์ ให้เกียรติลูกค้ามาก และไม่เคยคิดเอาเปรียบลูกค้า นี่คือสิ่งที่แทคเห็นมาตลอดเพราะก่อนนี้ป๊าก็ทำธุรกิจโรงแรมสไตล์โฮสเทลแต่เป็นการเช่าต่อเดือนซึ่งค่อนข้างแพง และช่วงหนึ่งที่ทำโฮสเทลนั่นแหละได้เป็นจุดเริ่มต้นให้เราสองพ่อลูกคิดที่จะมีธุรกิจของตัวเองในวันนี้

คือวันหนึ่งเราสองคนซักผ้าปูที่นอนของแขก (ลูกค้า) ที่หลังบ้านเพราะเครื่องซักผ่าเสียก็มาคุยกัน ป๊าว่าถ้าเราเช่าเขาอย่างนี้อยู่ 10 ปี20 ปีก็เป็นของเขา ทำไมไม่ลองทำของเราเอง10 ปี 20 ปีก็ยังเป็นของเรา ป๊าบอกว่ามีเงินอยู่ก้อนหนึ่งและถามแทคว่าอยากจะทำวิลล่าหรือโรงแรมไหม ผมก็บอกว่าโอเค ถ้าป๊าทำแทคก็ทำ ซึ่งถ้าวันนั้นผมบอกป๊าว่าไม่ทำทุกอย่างก็จะไม่เห็นวันนี้ เราตัดสินใจไม่เช่าต่อแล้วหันมาทำเองเป็นโรงแรมแนวเลิฟโฮสเทลเหมือนเดิม ทำอยู่ 5-6 ปีก็ขายกิจการ ก่อนที่เมื่อ 3 ปีที่แล้วก็มาทำเวียงงาม ล้านนา วิลล่า อย่างที่เห็นที่แหละครับ

เนื่องจากธุรกิจนี้เรามีทีมบริหาร ซึ่งประกอบด้วยจีเอ็มบริหารงานอยู่แล้ว ดังนั้นบทบาทของป๊ากับแทคก็จะดูในภาพรวมและความเรียบร้อยทั่วไป โดยเฉพาะป๊าจะดูการเงินเพราะเป็นคนที่ละเอียด ส่วนแทคก็ช่วยในเรื่องรายจ่าย อันไหนที่บางครั้งมันเกินงบมากๆ ก็ช่วยแบ่งเบาไป แต่บอกเลยว่าการทำธุรกิจครั้งทั้งป๊าทั้งแทคเทหมดหน้าตักจริงๆ และไม่คิดเลยว่าตัวเองจะมีเงินเหลือในบัญชี 195 บาท แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว

ป๊าพูดเสมอว่า ในการทำธุรกิจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่เรื่องยาก ขอแค่ให้เราเข้าใจกับมันก็พอ และทำให้มันดีแค่นี้ก็แฮปปี้แล้วครับ ป๊าไม่ได้สอนอะไรมากแต่จะเป็นการทำให้ดูมากกว่าว่าเราควรทำอย่างไร เพราะการสอนบางครั้งมันไม่เห็นภาพ มันต้องลงมือทำแล้วจะเห็น

 

แทค มุ่งมั่น อ่อนน้อมและเป็นคนตรง 

พูดถึงแทคตามที่เลี้ยงดูก็เหมือนเด็กทั่วไป ไม่มีอะไรมากมาย แต่ค่อนข้างที่จะเลี้ยงลำบากหน่อยเพราะครอบครัวเราแยกจากกัน ก็ไม่ได้ดูแลเขาดีเท่าที่ควร วันนี้ฝากบ้านโน้น พรุ่งนี้ฝากบ้านนั้นสลับกันไป แต่ว่าด้วยความที่เลี้ยงดูแบบไม่ค่อยมีเวลาให้ หรือดูแลได้ไม่เต็มที่นี้กลับเป็นผลดีกับแทคในอนาคต หากมองก้าวย่างถึงวันนี้เขาช่วยเหลือตัวเองและพึ่งตนเองมาตลอด

จะเห็นว่าแทคไปอยู่กรุงเทพฯ ตอนอายุ 18 ปี เขาสามารถดูแลตัวเองได้ ป๊ารู้สึกดีใจและภูมิใจในตัวเขาที่เขาเข้มแข็งช่วยตัวเองได้ เอาตัวเองรอด ที่สำคัญเขาเป็นเด็กดี เชื่อฟัง และทำตัวดี ไม่เหลวไหลเลย อันนี้เป็นสิ่งที่ดีที่ป๊าภูมิใจในตัวเขามาก ทั้งนี้แม้เราจะไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกันแต่ก็ติดต่อกันทางโทรศัพท์อยู่ตลอด ช่วงแรกที่ไปอยู่กรุงเทพฯ ก็มีส่งเงินให้เขาบ้าง แต่พอเขาทำงานก็บอกว่าป๊าไม่ต้องส่งมาแล้ว แทคดูแลตัวเองได้และกลายเป็นเขาที่ส่งมาให้เราทุกเดือน

สิ่งที่ภูมิใจในตัวเขาอีกอย่างคือแทคไม่เคยทำอะไรให้หนักใจเลย จะห่วงเขาหน่อยก็คงเรื่องผู้หญิง (หัวเราะ) แต่ตอนนี้ดูจะไม่มีใครก็รู้สึกสบายใจหน่อย เขาเป็นคนที่มีความมุ่งมั่น ขยัน อดทน แม้ภาพลักษณ์ภายนอกอาจจะมีคนมองว่าแบดบอย แต่อยากจะบอกว่าเขาเป็นคนปากกับใจตรงกัน และที่สำคัญเป็นคนน่ารักเพราะมีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีสัมมาคารวะต่อผู้หลักผู้ใหญ่ อันนี้เป็นสิ่งที่ดีที่ผมเห็นและภูมิใจในตัวเขา

 

ทั้งนี้ ในการทำเวียงงาม ล้านนา วิลล่านี้ก่อนทำก็เคยบอกเขานะว่าต้องใช้เงินเยอะนะลูก แต่เขาจะบอกเลยว่าไม่เป็นไรป๊า ป๊าว่าไงผมว่าตามป๊าเลย เขาก็ให้เงินมาจนเรียกหมดตูดเขาเลยแหละ มาลงทุนทำด้วยกัน นี่คือเขา คือจะเป็นคนที่มุ่งมั่นถ้าตั้งใจจะทำอะไรเขาเต็มที่ ซึ่งวิลล่าต่อไปก็เป็นของเขานั่นแหละเพราะผมตอนนี้ก็อายุ 63 แล้ว ที่ทำนี่ก็เพื่อแทค

นอกจากเงินที่เขาทุ่มเทให้เต็มที่แล้วให้ผมเป็นคนจัดการแล้ว สิ่งหนึ่งที่เขาให้ก็คือแนวคิดและไอเดียต่างๆ ที่น่าสนใจ ความคิดผมอาจจะแนวอนุรักษ์แบบล้านนา แต่ของเขาจะออกสมัยใหม่ แต่สามารถที่จะผสมผสานกันเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นจึงได้ว่าวิลล่าของเราจะเป็นสไตล์ล้านนาร่วมสมัย

ต่อไปนี้เขาก็คงต้องแบ่งเวลามาดูแลธุรกิจมากขึ้น แต่ว่างานในวงการบันเทิงก็ให้ทำไปเรื่อยๆ จนกว่าเขาจะไม่อยากทำโน่นแหละ ส่วนทางนี้ป๊าก็จะดูแลให้ ซึ่งถ้ามาเขาก็คงจะต้องเรียนรู้งานจากเพื่อนร่วมงาน จากจีเอ็ม และถ้าเขาอยากจะรู้จริงๆ ก็คงต้องขวนขวายด้วยตัวเองส่วนหนึ่ง แต่ตอนนี้เรียนรู้จากบุคลากรของเราไปก่อนเพราะเป็นสิ่งที่ใหม่สำหรับเขาและผมด้วย

 

เรียนรู้กันไม่สิ้นสุด ในโลกกว้างโรแมนติก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/467388

เรียนรู้กันไม่สิ้นสุด ในโลกกว้างโรแมนติก

โดย…ปอย

ทั้งคู่ชอบอยู่ท่ามกลางครอบครัวและเพื่อนฝูง แล้วเมื่อตัดสินใจคบหากันหลังจากเดทแรกผ่านไป 3 เดือน ทริปแรกท่องเที่ยวยุโรปจึงเลือกไปพร้อมสมาชิกครอบครัวของทั้งสองฝ่าย ว่าที่เจ้าบ่าว ภาณุวัชร สิริจุติกุล บอกว่าเวลาอยู่กรุงเทพฯ ก็แทบไม่ค่อยได้เจอหน้าค่าตากันเลย ด้วยหน้าที่การงานเกี่ยวกับธุรกิจโรงงานแปรรูปอาหารทะเลของครอบครัว ต้องรับงานหนักเกือบตลอด 7 วัน ส่วนว่าที่เจ้าสาวคนสวย ศรัญจิต ลีลากิจไพศาล ทำงานพีอาร์ห้างสรรพสินค้าชั้นนำก็หนักหนาไม่แพ้กัน และทันทีที่รู้ว่าครอบครัวฝ่ายหญิงมีจัดแฟมิลี่ทริปไปยุโรป ฝ่ายชายจึงตัดสินใจขอไปท่องเที่ยวด้วยอย่างไม่ลังเล เพราะการท่องโลกใบกว้างคือพื้นที่ของการได้เรียนรู้นิสัยซึ่งกันและกันได้ดีที่สุด

“รีบหอบเสื้อผ้าตามผู้หญิงไปยุโรปเลยค่ะ”ศรัญจิต บอกพลางหัวเราะสดใส ทริปนี้มีน้องชายทั้งคู่ไปเที่ยวกันด้วย จึงเห็นนิสัยของผู้ชาย 3 คนที่ในอนาคตจะอยู่ร่วมครอบครัวเดียวกันได้อย่างชัดเจน

“อุ้ย (นิกเนมว่าที่เจ้าบ่าว-ภาณุวัชร) พาน้องชายไปด้วยค่ะ แล้วฝั่งดิฉันมีคุณแม่ น้องชาย พี่สาวและหลานสาวไปด้วย ผู้ชายทั้ง 3 คนนี้จึงรับหน้าที่ขนกระเป๋าเดินทางของทุกๆ คนในครอบครัว ก็ได้เห็นความมีน้ำใจของแต่ละคนได้เลยนะคะ เราไม่เลือกไปทัวร์เพราะดิฉันสุขภาพไม่แข็งแรงนัก จึงเป็นเรื่องเหนื่อยเกินไปกับการตื่นแต่เช้าแล้วนั่งรถเป็นวันๆ เพื่อออกไปเที่ยวนอกเมือง อุ้ยเข้ามาก็ช่วยวางแผนจัดทริปในแบบชิลๆ สบายๆ เป็นความประทับใจในการเที่ยวยุโรปในครั้งแรกของเราค่ะ

 

แล้วเมื่อต้องถ่ายรูปเวดดิ้ง เราจึงเลือกมาถ่ายที่ยุโรปอีกครั้งหนึ่ง เพื่อบันทึกความทรงจำว่าที่นี่คือจุดเริ่มต้นที่ได้เรียนรู้กันค่ะ” ศรัญจิต บอกพร้อมไม่ลืมรอยยิ้ม

การออกไปท่องโลกใบกว้างคือการเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ภาณุวัชร โชว์ความตั้งใจการเป็นนักวางแผนที่ดีอีกครั้งหนึ่ง ไปครั้งนี้จุดหมายปลายทางแตกต่างจากครั้งแรก เมืองใหม่ๆ ที่ทั้งคู่ยังไม่ได้ไปถูกจัดไว้ในแผนตั้งแต่ยุโรปฝั่งตะวันออก เช็ก ออสเตรีย ไล่ลงมาเยอรมนี จนถึงตอนเหนือของอิตาลี เวนิส ฟลอเรนซ์ คือจุดหมายปลายทางเมืองสุดโรแมนติกของการบันทึกภาพสวีทหวาน ก่อนลั่นระฆังวิวาห์ในเดือน ม.ค.ปีหน้า

“เมืองที่ผมเลือก เชสกี ครุมลอฟสาธารณรัฐเช็ก เป็นเมืองโบราณมรดกโลก มีสถาปัตยกรรมศิลปะของเขตเมืองเก่าและปราสาทครุมลอฟ ผู้คนที่นี่น่ารักมากครับยิ้มแย้มแจ่มใสเข้ามาแสดงความยินดีที่เห็นเราแต่งชุดแต่งงาน เมืองนี้อาหารก็อร่อยด้วย ภาพถ่ายบนสะพานคือภาพประทับใจที่สุดของเราทั้งคู่ ชอบความอลังการของเมือง แต่เบื้องหลังก็ติดอยู่ในความทรงจำคือความเหน็ดเหนื่อยมากๆ ของผมกับกิฟต์ (นิกเนมเจ้าสาว) หลังจากถ่ายรูปกันทั้งวันแล้ว ฝนตกพรำๆ เหนื่อยแบบแทบไม่ไหวกันแล้ว กิฟต์เริ่มมีงอแง แต่ก็ได้เห็นนะครับว่าเป็นผู้หญิงอดทนมาก ใจสู้ ยิ้มสวยจนภาพช็อตสุดท้าย

ซึ่งการมาถ่ายรูปเวดดิ้งเดินทางข้ามทวีปต้องอยู่บนเครื่องบินนานมาก เธอป่วยตั้งแต่วันแรกแต่ก็ยังเดินเซอร์เวย์สถานที่เพื่อเตรียมตัวถ่ายรูป รุ่งขึ้นก็ต้องตื่นแต่งหน้าตั้งแต่ตี 2 เพื่อมาถ่ายรูปสะพานช่วงที่ไม่มีนักท่องเที่ยวเพื่อให้ได้รูปสวยที่สุดครับ เรามีตารางถ่ายรูปเมืองนี้ทั้งวัน ทีมช่างภาพ ช่างแต่งหน้า ให้เราพักนอนเพียง 2 ชั่วโมง แล้วปลุกให้ตื่นมาแต่งหน้าแต่งตัวถ่ายรูปกันอีกจนถึงเที่ยงคืนอีกวันหนึ่งเลย เบื้องหลังภาพหวานๆ จึงบันทึกความเหน็ดเหนื่อยของเราทั้งคู่ไว้ด้วย” ภาณุวัชร เล่าย้อนไปในวันบันทึกภาพ แล้วว่าที่เจ้าสาวคนสวยก็ขอเสริมในเรื่องนี้ด้วย

 

“เป็นเวลา 15 วันซึ่งเป็นพื้นที่ที่เราได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันค่ะ อุ้ยดูง่ายๆ อะไรก็ได้ แต่ก็ได้เห็นได้เรียนรู้อีกมุมว่าเขาไม่ได้อะไรก็ได้ไปเสียทุกๆ เรื่องนะคะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องดูแลเขาเป็นพิเศษอะไรมากมาย ตั้งแต่เริ่มคบหาเวลาของการได้อยู่ด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกันท่ามกลางครอบครัวของเรา ไม่มีใครเฟก ไม่มีใครเกร็ง เขาทำตัวเหมือนอยู่กับครอบครัวเขาเลยค่ะ ใช้ชีวิตกันสบายๆ แล้วเมื่อดิฉันไปครอบครัวเขาก็สบายเช่นกัน แล้วสิ่งสำคัญที่ตัดสินใจใช้ชีวิตคู่คือเขาไม่ได้รักแค่เราคนเดียว แต่แสดงให้เห็นว่ารักคนรอบข้างเราทุกๆ คน อุ้ยดูแลแม่ดิฉันไม่ต่างจากคุณแม่ของเขาเลยค่ะ

การถ่ายภาพเวดดิ้งครั้งนี้ ได้ใช้ชีวิตด้วยกันแบบเหน็ดเหนื่อยหนักหนาสาหัสร่วม 2 อาทิตย์ ภาพถ่ายเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นชีวิตคู่ จึงไม่ใช่การบันทึกเพียงความหวาน แต่ได้เห็นนิสัยกันและกันได้อย่างถ่องแท้บนพื้นที่ ณ แห่งนี้ด้วยค่ะ” ศรัญจิต บอกทิ้งท้ายเบื้องหลังภาพเซตนี้

 

‘พีระชาติ เรืองประดิษฐ์’ หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก หนุ่มลุ่มน้ำสู่คนบนดอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/467386

‘พีระชาติ เรืองประดิษฐ์’ หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก หนุ่มลุ่มน้ำสู่คนบนดอย

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

“ถือเป็นความภูมิใจ เป็นความปีติในชีวิตการทำงาน ได้มีโอกาสถวายงานรับใช้ในโครงการพระเจ้าอยู่หัว การได้เข้ามาทำงานเพื่อคนบนดอยภายใต้โครงการหลวงของพระเจ้าอยู่หัว  นอกจากได้ทำงานแล้ว ยังเป็นบุญเป็นกุศล ที่เราได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมทำให้ชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวเขาดีขึ้นชาวเขามีความสุข มีรอยยิ้ม เพราะทุกพื้นที่ที่มีโครงการหลวงเข้าไปนั้น  กำลังบ่งบอกว่าชาวเขากำลังจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น“นี้คือคำให้สัมภาษณ์ของ พีระชาติ เรืองประดิษฐ์หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก

พีระชาติ ไม่ได้เป็นคนบนดอยหรือเป็นหนุ่มเหนือ แต่เป็นหนุ่มจากแดนใต้ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช จบวิทยาลัยเกษตรอยุธยาทุ่งหันตรา ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อปี 2533
ก็ได้เดินทางจากนครศรีธรรมราช มาทำงาน บนพื้นที่สูงของภาคเหนือ ในโครงการหลวง โครงการส่วนพระองค์ของพระเจ้าอยู่หัว โครงการหลวงซึ่งได้เปลี่ยนสถานะมาเป็นมูลนิธิโครงการหลวงปี พ.ศ. 2536

การตัดสินใจพาตัวเองจากภาคใต้ไปภาคเหนือในครั้งนั้น เพราะได้รับคำแนะนำของ ทวี รักษาชล ซึ่งขณะนั้นทำงานอยู่กองสงเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ และเป็นอาสาสมัครทำงานโครงการหลวง ในตำแหน่ง ผู้ประสานงานโครงการหลวงห้วยโป่ง-ห้วยน้ำริน

หลังจากได้รายงานตัวที่สำนักงานโครงการหลวงแล้ว ก็เดินทางเข้าไปประจำศูนย์”โครงการหลวงห้วยโป่ง-ห้วยน้ำริน“ ซึ่งอยู่ในเส้นทางเชียงใหม่-เวียงป่าเป้า ในระยะทางประมาณ 75 กม. ที่ในตอนนั้นศูนย์แห่งนี้ยังถือว่าทุรกันดาร การเดินทางยังลำบาก และจะต้องเดินเท้าขึ้นไปประมาณ 8 กม.

“ผมจำได้วันแรกที่ตัดสินใจทำงานและไปอยู่ที่ศูนย์โครงการหลวงห้วยโป่ง-ห้วยน้ำรินยังไกลความเจริญมาก เพราะรถโดยสารมีวันละเที่ยว และเมื่อถึงทางแยกจะต้องเดินเท้าเข้าไป แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจจะไปทำงานถวายในหลวง ประกอบกับเคยเป็นนักเรียนเกษตรอยู่กับป่ากับเขาและชาวบ้าน ทำงานหนักมาก่อน ผ่านปัญหาอุปสรรคต่างๆในการทำงานมามาก ดังนั้นการตัดสินใจไปทำงานบนดอยก็ไม่เป็นปัญหาอะไรเลยสำหรับลูกเกษตร ผมคิดอยู่เสมอว่า งานหนักไม่เคยฆ่าคน“ พีระชาติ กล่าว

เส้นทางการทำงาน “พีระชาติ” เริ่มงานครั้งแรกในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ส่งเสริมเกษตร ผักเมืองหนาว ขณะนี้โครงการหลวงส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกถั่วแดง ก็เพิ่งเคยเห็น กาแฟก็ไม่เคยปลูก หนุ่มปักษ์ใต้รู้จักแต่ต้นยางพารา ดังนั้นการทำงานในช่วงแรกก็ใช้วิธีเรียนลักพักจำจากชาวบ้านบ้าง อ่านหนังสือบ้างก็สามารถทำงานได้

สิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ทำให้เขาสามารถทำหน้าที่ และยังคงทำงานในโครงการหลวงนับตั้งแต่แรกเริ่มเมื่อปี 2533 จนถึงปัจจุบันกว่า 26 ปี คือ ความจริงใจ เข้าใจวิถีชีวิตของชาวเขานั่นเอง เพราะในพื้นที่บนดอย ชาวเขาที่นี่ส่วนใหญ่เป็นเผ่ามูเซอดำ หรือลาหู่เชเล และมีเผ่าลีซอ และคนพื้นเมืองบ้าง

การสื่อสารยิ่งมีปัญหา เพราะภาษาปักษ์ใต้เจอภาษาเหนือ ภาษาชาวเขา มึน แต่ด้วยจริงใจ ความมุ่งมั่น ที่มีต่อชาวบ้าน ใช้เวลาไม่นานชาวบ้านก็ยอมรับ และก็รู้จักกันทั่วทุกหมู่บ้าน และชาวบ้านบนดอยต่างเรียกและให้สมญานามพีระชาติ ว่าอาจารย์อ้วน

 

พีระชาติ กล่าวว่า การทำงานโครงการหลวง นอกจากมีโอกาสได้ถวายงานรับใช้ในโครงการพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ยังได้มีโอกาสช่วยเหลือชาวเขา สมัยก่อนนอกจากความยากจนแล้วยังขาดแคลนในทุกด้าน  ดังนั้นการเข้ามาทำงานของเขา นอกจากได้ทำงานแล้วยังได้บุญกุศลที่ได้ช่วยคนที่ลำบากและด้อยโอกาสให้พวกเขาเหล่านั้นมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม การทำงานส่งเสริมการเกษตรหากเปรียบเทียบกับการเล่าเรียนแล้วก็คล้ายกับการศึกษานอกโรงเรียนนั่นเองคือในการทำงานและทำหน้าที่จะต้องไปสอนให้ความรู้กับชาวบ้าน ชาวเขา ดังนั้นเจ้าหน้าที่โครงการหลวงที่ขึ้นไปทำงานบนดอยมักจะถูกเรียกขานจากคนบนดอยว่าอาจารย์และยังมีอาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยต่างๆ มาช่วยงานซึ่งเป็นอาจารย์ คนที่มาสอนมาแนะนำอาชีพให้กับชาวเขาจึงเป็นอาจารย์

พีระชาติ กล่าวว่า การทำงานของโครงการหลวง นอกจากงานพัฒนาอาชีพ ด้านเกษตรโดยการปลูกพืชเมืองหนาวทดแทนฝิ่นและให้เกษตรกรชาวเขามีรายได้ มีที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำไร่เลื่อนลอย โครงการหลวงยังมีงานพัฒนาอาชีพนอกภาคเกษตร เช่น หัตถกรรม ทอผ้าเป็นต้น นอกจากนั้น ก็พัฒนาด้านสังคม การรวมกลุ่มอาชีพต่างๆ จัดตั้งสหกรณ์ ตลอดจนดูแลกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ป่าไม้ต้นน้ำลำธาร โดยยึดหลักให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่อย่างพอเพียงและคำขวัญของโครงการหลวง “ช่วยชาวเขา ช่วยชาวเรา ช่วยชาวโลก”

ดังนั้น งานพัฒนาอาชีพต่างๆ ของโครงการหลวงเมื่อมีผลผลิต ทางศูนย์จะรับซื้อคืนทั้งหมดโดยมีฝ่ายตลาดและแปรรูปนำผลผลิตไปจำหน่ายหรือแปรรูปภายใต้แบรนด์โครงการหลวง การดำเนินงานแบบครบวงจรสามารถทำให้งานโครงการหลวงก้าวหน้าและมีสินค้าจำหน่ายทั่วไป และส่งผลดีไปยังผู้ผลิตบนดอยมีอาชีพและรายได้ตลอดจนความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

“ในการทำงานนั้นเราจะเข้าไปถึงทุกที่ทุกโครงการที่เข้าไปทำ เช่น ที่ อ.แม่วาง โครงการหลวงแม่สะป๊อก ซึ่งถือเป็นแหล่งต้นน้ำในการสนับสนุนก็จะให้ชาวบ้านปลูกผักปลูกพืชอินทรีย์ เพราะต้นน้ำจะไม่ปนเปื้อน และบางพื้นที่ก็ปลูกด้วยระบบปลอดภัย คือแม้ใช้สารเคมีบ้างแต่จะมีระยะเวลาที่ปลอดภัยในการจะตัดหรือเก็บผักออกมา“

ปัจจุบันพื้นที่ในโครงการแม่สะป๊อก มีชาวบ้านในเครือข่าย 450 ครัวเรือน ปลูกพืชหมุนเวียนไป มีทั้งผักสลัด มีทั้งปลูกงา ซึ่งถือว่าให้ผลผลิตที่ดี การส่งเสริมให้ปลูกงาก็เพื่อลดการปลูกข้าวโพด เพราะข้าวโพดปลูกนานๆ ดินจะเสีย ส่วนงาเป็นที่ต้องการและได้ราคาดี

“ในการให้การสนับสนุนชาวเขาในโครงการ ทางศูนย์จะให้ชาวบ้านมารับผักต้นกล้าที่ทางศูนย์จะเพาะไว้ให้และนำไปปลูกเพราะหากให้นำเมล็ดพันธุ์ไปปลูกเองบางครั้งไม่ปลูกตามที่กำหนด ผักก็จะออกมาไม่ตรงกับที่ตลาดต้องการ ไม่เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้นทางโครงการจะเพาะให้นอกจากได้ผักตามกำหนดระยะเวลาแล้ว ยังสามารถจัดการในเรื่องของตลาดได้ด้วย”

พีระชาติ กล่าวว่า ในการทำงานโครงการหลวง เขาก็ได้เปลี่ยนหน้าที่การทำงาน ไปเรื่อยๆตามภาระงาน การทำงานในโครงการหลวง นอกจากมีโอกาสรับใช้ถวายงานในโครงการส่วนพระองค์แล้ว  ก็ได้รับโอกาสในการเข้าเฝ้าฯรับเสด็จ โดยทุกปีจะมีงานประจำปีของโครงการหลวง ชาวโครงการหลวงก็ร่วมแรงร่วมใจกันจัดงานเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน และรอรับเสด็จทุกๆ ปี จะมีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และเชื้อพระวงศ์หมุนเวียนเสด็จฯ มาเปิดงาน

“มีความภูมิใจและเป็นเกียรติกับตัวเองที่สุดในชีวิตทำงาน คือเมื่อปี 2555 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ในพื้นที่โครงการหลวงแม่สะป๊อก ทรงโปรดให้หัวหน้าโครงการหลวงแม่สะป๊อกเข้าเฝ้าฯ และถวายรายงานด้วย”

นอกจากโครงการหลวงได้ให้อาชีพมีเงินเดือนพอประมาณแบบพอเพียงแล้ว ยังเปิดโอกาสได้ลาศึกษาต่อ และให้โอกาสไปศึกษาดูงาน/ฝึกงานในต่างประเทศ เช่น อิสราเอล ไต้หวัน จีน เป็นต้น

พีระชาติ หรืออาจารย์อ้วน ตามคำเรียกของชาวเขา กล่าวว่า ปัจจุบันภูมิใจมากกับภาระและงานที่ได้ทำมาในชีวิต และก็จะยังคงมุ่งมั่นทำงานในโครงการหลวงต่อไปเพื่อถวายพ่อหลวงผู้ทรงก่อตั้งโครงการหลวงฯ แม้พระองค์ท่านจะเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้วก็ตาม