สัญญาณบอกเหตุ พนง.ไม่อยากอยู่แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2559 เวลา 16:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/467300

สัญญาณบอกเหตุ พนง.ไม่อยากอยู่แล้ว

โดย…ดร.กฤติน กุลเพ็ง ศูนย์นวัตกรรมการพัฒนาศักยภาพองค์กร weerakp@gmail.com

บางครั้งผู้บริหารมุ่งไปที่ความสำเร็จของงานอย่างเดียว ลืมนึกไปว่าลูกน้องไม่มีใจในงานที่สั่งให้ทำแล้ว งานที่ทำอยู่ก็ไม่สำเร็จอยู่ดี ฉะนั้นหัวหน้างานและผู้บริหารจึงควรสังเกตว่าลูกน้องมีพฤติกรรมอย่างไรที่แสดงว่าไม่มีใจให้องค์กรแล้วหรือไม่

ผู้เขียนอยากจะขอแชร์ประสบการณ์จากที่เคยทำงานด้านแรงงานสัมพันธ์และฝึกอบรมในโรงงานแห่งหนึ่งใน จ.สระบุรี ซึ่งมักจะมีพนักงานมาหารือบ่อยๆ ถึงปัญหาในงานในแผนก และวิธีการทำงาน เวลาส่วนใหญ่ที่พนักงานเข้ามาหารือมักจะเป็นในช่วงเย็นหลังจากสังสรรค์ในหมู่เพื่อน ซึ่งนั่งตั้งวงสนทนาและมักจะมีสุราร่วมไปด้วย พอได้ที่แล้วก็เริ่มพูดถึงเจ้านาย

ผมสังเกตเห็นว่า มีพนักงานคนหนึ่งพูดค่อนข้างรุนแรงและมีทัศนคติไม่ดีต่อผู้บังคับบัญชาอย่างมาก พอเวลาผ่านไปประมาณ 3 ชั่วโมง เขาเริ่มก้าวร้าวมากขึ้น เพราะพูดไปเริ่มไม่มีใครฟัง หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นร้องไห้ จนทำให้เพื่อนๆ หันมาให้ความสนใจพนักงานคนนั้นทันที และรับฟังความเห็นของเขามากขึ้น จึงได้ทราบว่า เขาถูกเพื่อนร่วมงานกลั่นแกล้งและถูกผู้บังคับบัญชาระดับต้นจัดเวรให้ไปอยู่ในสถานที่ปฏิบัติงานลำบาก ให้อยู่แต่เวรดึก ไม่ได้รับโอกาสเหมือนพนักงานคนอื่น เพราะสาเหตุที่ว่า พนักงานคนนี้ไม่ได้เป็นสมาชิกขายตรงของบริษัทหนึ่งที่หัวหน้าหมวดเป็นแม่ข่ายอยู่ ส่วนเพื่อนๆ ในแผนกเป็นสมาชิกเกือบทุกคนแล้ว

ในวันรุ่งขึ้น ผมไปหารือกับผู้จัดการแผนกที่รับผิดชอบสายงานนี้ จนได้ข้อมูลความจริงอีกหนึ่งอย่างคือ พนักงานคนนี้จากที่ไม่เคยขาด ลา มาสายเลยในช่วง 3 เดือนที่มาทำงานในโรงงาน แต่ช่วง 2 สัปดาห์ล่าสุดกลับเริ่มมาสายและลากลับก่อน จึงเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งว่า พนักงานเริ่มจะเดินออกจากองค์กรแล้ว

พฤติกรรมพนักงานโดยทั่วๆ ไป ที่ผู้บริหารสามารถสังเกตได้จากพนักงานมี 3 พฤติกรรม ได้แก่ พฤติกรรมที่สังเกตอันดับแรก คือ พนักงานเริ่มมาสาย ลากิจ และขาดงาน ซึ่งเป็นสัญญาณว่า เริ่มไม่อยากทำงาน ไม่ใส่ใจในการทำงานแล้ว ซึ่งหัวหน้าใกล้ชิดมักสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ง่าย แต่ถ้ามีหัวหน้างานที่พฤติกรรมไม่ดี ก็จะถูกลืมไปเลย พนักงานที่เป็นแบบนี้ส่วนใหญ่จะเดินออกจากองค์กร โดยทิ้งความทรงจำไม่ดีไว้และยังไปบอกเล่าต่อถึงพฤติกรรมไม่ดีของบริษัทอีกด้วย

พฤติกรรมการแสดงออกที่สอง คือ การบ่นให้คนอื่นฟัง เมื่อพึ่งหัวหน้าไม่ได้ ก็จะพยายามบอกเล่าให้คนอื่นนอกแผนกให้รับทราบ เพื่อต้องการให้ผู้จัดการสายงานอีกระดับหนึ่งได้รับรู้และเข้าใจถึงตัวเขา ถ้าเรื่องนี้ได้รับการตอบรับก็จะเป็นสิ่งหนึ่งที่จะหยุดพฤติกรรมที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้

พฤติกรรมการแสดงออกที่สาม คือ การออกหางานบริษัทใหม่ เมื่อพนักงานแสดงออกทั้งสองอย่างแล้ว ยังไม่มีเสียงตอบรับจากผู้บริหาร พนักงานก็จะออกหางานใหม่

จากการวิจัยที่พบในองค์การใหญ่ๆ จะเห็นได้ว่า คนเลือกที่จะทำงาน เพราะองค์กรมีความมั่นคง มีระบบการบริหารที่ดี และเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในด้านสินค้าและการบริการ ในทางกลับกัน คนมักจะเดินออกจากองค์กร เพราะการบริหารงานของหัวหน้าที่ไม่มีความยุติธรรม มีการเล่นพรรคเล่นพวก และไม่ให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งเรียกว่าเป็น แรงผลัก มักจะเกิดขึ้นภายในองค์กร ซึ่งสามารถบริหารจัดการได้

แต่ถ้าเป็น แรงดึง ที่เกิดจากภายนอกองค์กร เราไม่สามารถควบคุมหรือบริหารจัดการได้ องค์กรส่วนใหญ่จึงต้องบริหารแรงผลักภายในองค์กรให้ดีเท่านั้น สำหรับพนักงานส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติงานในองค์กร มักจะเกิดปัญหาด้านแรงผลักก่อนเสมอ และในช่วงดังกล่าวมีแรงดึงจากภายนอกเข้ามาพอดี จึงทำให้เกิดการตัดสินใจที่เร็วขึ้นได้

ฉะนั้น หากสังเกตเห็นพฤติกรรมข้างต้นของพนักงาน และถ้าผู้บริหารจะหยุดการลาออกของพนักงานให้ได้ผล จะต้องเข้าไปรับรู้และหาสาเหตุตั้งแต่ในพฤติกรรมที่ 1 และ 2 โดยพูดคุยกับพนักงานเพื่อรับทราบปัญหา และหาวิธีแก้ไข เพื่อให้พนักงานสบายใจว่า ผู้บริหารเหนืออีกระดับหนึ่งยังให้ความเป็นธรรมแก่เขา ก็จะทำให้หยุดการลาออกของพนักงานได้  แต่ถ้าให้พนักงานมีพฤติกรรมที่ 3 แล้ว จะทำให้หยุดและดึงพนักงานกลับเข้าสู่องค์การได้ยากมาก

 

10 สิ่งที่ควรทำเพื่อพัฒนาตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/466989

10 สิ่งที่ควรทำเพื่อพัฒนาตัวเอง

โดย…กาญจนา ภาพ รอยเตอร์ส, เอเอฟพี, เอพี

นักวิทยาศาสตร์เผยผลการวิจัยชี้ถึง 10 ข้อควรทำเพื่อพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่ยังไม่สายเกินไปหากเริ่มทำเสียตอนนี้ เริ่มจาก

1.ออกไปสัมผัสธรรมชาติ เพราะธรรมชาติจะช่วยบำบัดความเครียด ช่วยสร้างความคิดสร้างสรรค์ ช่วยพัฒนาความทรงจำ และช่วยทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น

2.ออกกำลังกาย เราทุกคนต่างรู้ดีว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญ แต่มีสักกี่คนที่ลงมือทำจริง การออกกำลังกายนั้นจะทำให้คุณสมาร์ทขึ้น มีความสุขขึ้น นอนหลับง่ายขึ้น และจะทำให้คุณพึงพอใจในร่างกายของตัวเอง หนึ่งในงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ได้ติดตามกลุ่มผู้ชายมากกว่า 70 ปี พบว่า การออกกำลังกายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ชราช้าและมีอายุยืนยาว

3.ใช้เวลากับเพื่อนและครอบครัว แดเนียล กิลเบิร์ต จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เผยว่า การใช้เวลาร่วมกับคนที่คุณรักไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือคนในครอบครัว นับเป็นปัจจัยสำคัญของความสุขในชีวิตของคุณ กล่าวคือ ความสัมพันธ์มีค่ามากกว่าที่คุณคิด เพราะการอยู่คนเดียวนั้นอาจก่อให้เกิดความทุกข์ และโรคร้ายอย่าง โรคหัวใจ เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ และโรคเบาหวาน ดังนั้นคนที่มีอายุยืนยาวคือคนที่มีคนรอบกายที่ดี ซึ่งคนที่มีสังคมดีอาจมีอายุยืนยาวมากกว่าคนออกกำลังกาย คนรอบข้างจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับคนสูงวัย

4.แสดงความกตัญญูต่อคนที่มีความสำคัญในชีวิต เพราะนั่นจะทำให้คุณมีความสุข และยังช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ ทำให้คุณเป็นคนที่ดี และทำให้คนรอบข้างมีความสุขตามไปด้วย

5.นั่งสมาธิ การทำวิปัสสนาหรือนั่งสมาธิจะช่วยเพิ่มความสุข ทำให้เห็นความหมายของชีวิต และทำให้ลด ละ เลิก ความโกรธ ความกดดัน ความวิตกกังวล และความเหนื่อยล้าลงไปได้ โดยสรุปคือการสวดมนต์จะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นถึงแม้ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตาม

6.นอนให้เพียงพอ คุณไม่สามารถต้านทานผลของการพักผ่อนไม่เพียงพอได้ เพราะความรู้สึกอ่อนล้าจะทำให้ยากที่จะมีความสุข ความหมายของการอดนอน คือ โอกาสที่จะป่วย ดังนั้น ถ้านอนได้ไม่มาก การงีบหลับระหว่างวันก็นับเป็นสิ่งที่ดีเช่นกัน เพราะการงีบจะช่วยกระตุ้นความกระตือรือร้นและทำให้ทำงานได้ดีขึ้น (บอกเจ้านายคุณถึงความสำคัญข้อนี้)

7.ท้าทายตัวเองอยู่เสมอ การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศจะทำให้สมองของคุณไม่ขี้เกียจ การเข้าคลาสเล่นดนตรีจะทำให้คุณฉลาดแหลมคม เพราะความตั้งใจจริงที่จะท้าทายตัวเองด้วยวิธีการใดก็แล้วแต่ ล้วนทำให้คุณเก่งขึ้นมากกว่าการพัฒนาไอคิวเสียด้วยซ้ำ

8.หัวเราะ คนที่ใช้ความตลกจัดการกับความเครียดมักได้ผลดีกว่าระบบของร่างกาย การหัวเราะจะช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ ทำให้ร่างกายรู้สึกดีขึ้น และทำให้อายุยืนยาวมากขึ้น เพราะการหัวเราะเปรียบเสมือนวิตามิน เพียงแค่หวนระลึกถึงเรื่องราวขำขันที่เคยเกิดขึ้นในอดีตก็จะทำให้คุณรู้สึกดี และจัดการปัญหาที่อยู่ตรงหน้าได้ด้วยใจรื่นเริง

9.การสัมผัส วิธีง่ายๆ ที่จะจัดการกับความเครียดได้คือ กอด การโอบกอดกันเป็นวิธีที่ทำให้รู้สึกสบายใจ ได้ส่งต่อและรับความรักจากกันและกัน รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์จะช่วยป้องกันโรคหัวใจและมะเร็งได้ด้วย

10.มองโลกในแง่ดี การมองโลกในแง่ดีจะทำให้คุณสุขภาพดี มีความสุขดี และมีอายุขัยยืนยาว อย่างในค่ายทหาร วิธีการเพิ่มความแข็งแกร่งคือ การสร้างความมั่นใจอย่างเหลือล้น เพื่อส่งผลให้การปฏิบัติมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นเรื่องของจิตใจจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกายภาพ ถ้าจิตไม่แน่วแน่ กายก็จะทำไม่สำเร็จอย่างแน่นอน

ข้อควรทำและต้องทำทั้งหมดนี้คือ วิธีการที่ทุกคนสามารถทำได้ด้วยตัวเอง เพื่อการพัฒนาความคิด การบำบัดความเครียด การสร้างความสุขในจิตใจ และการใช้ชีวิตให้ยืนยาวอย่างมีความสุข ขอเพียงลงมือทำ แล้วผลลัพธ์จะตามมาโดยไม่ทันตั้งตัว

 

ดอกไม้ถวายพ่อ สู่บุหงารำไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/466988

ดอกไม้ถวายพ่อ สู่บุหงารำไป

โดย…สมแขก ภาพ เฟซบุ๊ก Saranrom.flower.of.father

ดอกไม้จากความตั้งใจของประชาชนจากทุกสารทิศที่เดินทางมายังท้องสนามหลวง นำมาถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ถูกวางไว้รอบพระบรมมหาราชวังทุกค่ำคืน ปลายทางของพวงมาลา ช่อดอกไม้แสนสวยเหล่านี้ส่วนหนึ่งถูกนำไปจัดวางหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ในบริเวณวังสราญรมย์เนรมิตให้สวนแห่งนี้เป็นสวนดอกไม้

แต่ทว่าดอกไม้สดย่อมแห้งเหี่ยวไปตามเวลา ดังนั้นดอกไม้บางส่วนถูกแบ่งหน้าที่ของดอกไม้ไปตามความเหมาะสม บ้างกลายเป็นปุ๋ยชีวภาพให้กับสวนหลวง ร.9 บางส่วนถูกคัดแยกออกมานำไปทำเครื่องหอมโบราณอย่างบุหงารำไป กลายเป็นบุหงาสราญรมย์ ซึ่งทั้งหมดเกิดจากการน้อมนำแนวคิดจากพระบรมราโชวาทของในหลวง รัชกาลที่ 9 เรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่า และช่วยลดปริมาณขยะไปอีกระดับหนึ่ง

 

บุหงาที่ถูกบรรจุด้วยผ้าแพรอย่างดี เครื่องหอมโบราณนี้ถูกสรรค์สร้างขึ้นโดย อนุสรณ์ กะดามัน ครูจากโรงเรียนวัดบวรนิเวศ ชักชวนเพื่อนครูและเหล่าจิตอาสา ซึ่งตระหนักและยึดมั่นหลักเศรษฐกิจพอเพียง รู้คุณค่าสิ่งของที่ใช้ ไม่ฟุ่มเฟือย จัดตั้งเป็นเพจบนเฟซบุ๊กชื่อ “สราญรมย์ ดอกไม้ของพ่อ” ที่รวมตัวกันเพื่อเก็บดอกไม้ เก็บขยะพลาสติกที่ห่อดอกไม้ คัดแยกดอกไม้ และร่วมกันนำดอกไม้และพวงมาลัยที่ประชาชนนำมาถวายสักการะพระบรมศพ บริเวณโดยรอบกำแพงพระบรมมหาราชวัง นำมาทำเครื่องหอมเพื่อแจกจ่ายแก่ประชาชนให้ได้เก็บเป็นที่ระลึก

อนุสรณ์ ค้นหาและศึกษาวิธีการทำในขั้นตอนต่างๆ โดยรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ทั้งวิธีการทำแบบโบราณและการประยุกต์จากสื่อออนไลน์ จากนั้นเขาได้ทดลองทำด้วยตนเอง ลองผิดลองถูกใช้เวลาอยู่หลายวัน จนในที่สุดได้กลิ่นที่ใช่และดีที่สุด

สำหรับวิธีการทำเครื่องหอมโบราณอย่างบุหงารำไป เริ่มจากคัดเลือกดอกไม้จากพวงมาลัย ซึ่งจะได้ดอกมะลิ กุหลาบ ดอกรัก ดาวเรือง บานไม่รู้โรย และใบเตย ยกเว้นเบญจมาศสีขาว โดยจะคัดจากพวงมาลัยที่มีดอกสมบูรณ์ แม้จะมีแห้งเหี่ยวบ้างก็ไม่เป็นไร นำมาปลิดเอาแต่กลีบ นำไปฉีกและตากแห้งเพื่อให้ดอกไม้คลายน้ำ การฉีกให้เป็นฝอยและนำไปตากแห้งจะช่วยให้แห้งได้เร็วขึ้น เพราะว่าพืชที่มีบาดแผลจะเป็นการเร่งการคลายน้ำ แต่การตากก็จะต้องแยกประเภทของดอกไม้ด้วย เพราะว่าดอกไม้แต่ละประเภทจะมีความชื้นที่ไม่เท่ากัน

 

ใช้เวลาในการตากประมาณ 2-3 วัน เป็นอย่างน้อย เมื่อแห้งแล้วจึงนำไปอบเทียนตามสูตรโบราณ ใส่ภาชนะ หม้อต่างๆ การอบจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นนำดอกไม้แต่ละชนิดมาผสมกัน ปรุงด้วยน้ำหอมไทยที่สกัดมาจากดอกไม้ จากนั้นจะนำมาใส่พิมเสนหรือการบูร ทั้งสองอย่างจะช่วยป้องกันมอดและแมลง จากนั้นนำมาบรรจุใส่ถุงผ้าโปร่งเพื่อให้มีอากาศเข้า เมื่อมีลมโชยก็จะมีกลิ่นหอม นี่คือภูมิปัญญาไทยที่คิดค้นและบูรณาการจากสิ่งที่เรามี และได้ติดป้ายข้อความที่ปรากฏบนถุงผ้าโปร่ง “บุหงา สราญรมย์ ดอกไม้ของพระราชา” เป็นชื่อที่มาของดอกไม้จากการแสดงความอาลัยและจัดไว้ที่สวนสราญรมย์ สื่อถึงรัชกาลที่ 9 อยากให้เป็นสัญลักษณ์ความพอเพียง

หากอยากเป็นส่วนหนึ่งของกลิ่นหอมของเครื่องหอมโบราณ บุหงาสราญรมย์ที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจสานต่อพระราชดำริ และเห็นคุณค่าของดอกไม้พระราชา สามารถไปร่วมเป็นจิตอาสาได้ทุกวันอาทิตย์ ณ บริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช วังสราญรมย์

ติดตามข่าวคราวได้ที่ www.facebook.com/Saranrom.flower.of.father

 

ถอดรหัส ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรกรรุ่นใหม่หัวใจเดิมพัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/466985

ถอดรหัส ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรกรรุ่นใหม่หัวใจเดิมพัน

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ไร่รื่นรมย์/ไร่สุขพ่วง/ฟาร์มลุงรีย์

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นำไปปรับใช้กับทุกคนและทุกอาชีพบนโลก แม้แต่กับคนที่ไม่คุ้นเคยกับเกษตรวิถีมาก่อน พวกเขาคือเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่กล้าคิดกล้าเดินด้วยหัวใจเป็นเดิมพัน เดินตามรอยพระบาทแห่งองค์พระราชา  ถอดรหัสปรัชญาความพอเพียงด้วยสูตรเฉพาะตัวเฉพาะคน ปรุงความความพอเหมาะพอดีด้วยสภาพภูมิอากาศ สภาพแวดล้อม พื้นดินพื้นน้ำ ชุมชนผู้คนและลักษณะนิสัยของตนเป็นที่ตั้ง

ชั่วชีวิตทั้งเทือกเถาเหล่ากอมิได้เป็นเกษตรกรมาเก่า ศิริวิมล กิตะพาณิชย์ หรือ เปิ้ล วัย 29 ปี บุตรสาวของตระกูลกิตะพาณิชย์ คหบดีผู้มั่งคั่งด้วยธุรกิจค้าขายอะไหล่รถยนต์ เธอเรียนคณะนิเทศศาสตร์ที่ออสเตรเลีย ทันทีที่จบก็พบว่าไม่ชอบนิเทศศาสตร์ ตั้งคำถามกับชีวิต แล้วเริ่มจากความสนใจพัฒนาชุมชน แรกอยากไปสอนภาษาอังกฤษเด็กต่างจังหวัด แต่แม้เมื่อเด็กรู้ภาษาอังกฤษ ก็ไม่อาจช่วยเหลือตัวเองหรืออยู่ได้ด้วยตัวเองอยู่ดี

เปิ้ลค้นทุกคำตอบและทุกวิธีการเพื่อแก้ปัญหาเรื่องความยั่งยืน ทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาได้ ในที่สุดเธอค้นพบศาสตร์ของพระราชา พบว่าสิ่งที่พระองค์ทำอยู่คือคำตอบของปัญหา คำตอบของอนาคตและคำตอบของเธอ มองย้อนเข้าไปในตัวเอง ก่อนจะตอบอย่างหนักแน่นว่าชีวิตที่เหลืออยู่เธอจะตามไปซึ่งบาทองค์พระราชา

 

 

 

“อยากพึ่งพาตัวเองให้ได้ด้วยเกษตรกรรม แต่เปิ้ลไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย จึงไปหาความรู้จาก โจน จันได  ได้แนวคิดเรื่องการพึ่งพาตัวเอง แต่แค่นี้ไม่พอ”

เธอไปขอเรียนวิชา “1 ไร่ 1 แสน” กับอดิศร พวงชมพู ประธานกรรมการ บริษัท สยามแฮนด์ส เจ้าของแบรนด์เสื้อยืด “แตงโม” ที่บ้านสวน จ.นนทบุรี อดิศรบอกเด็กสาวว่า ถ้าอยากเรียนรู้ ต้องอยู่แบบเสื่อผืนหมอนใบนะ เปิ้ลตอบว่าได้ค่ะ ขออนุญาตคุณพ่อคุณแม่ใช้เวลา 2 สัปดาห์จากนั้นก็แบกเป้ 1 ใบไปเข้าเรียน

“ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ บ้านเป็นกระต๊อบแบบเถียงนาเล็กๆ อยู่กลางไร่ ต่างคนต่างอยู่ดูแลแปลงของตัวเอง กลางคืนอาศัยไฟตะเกียง ถ้าจะเข้าห้องน้ำก็ต้องเดินไปที่พื้นที่ส่วนกลาง ใส่บู๊ตก็ไม่ได้เพราะดินเป็นเลนมาก เดินเท้าเปล่าดีที่สุด กลับมาจึงค่อยล้างเท้าในบ่อ นอนบนเถียง ดูดาวบนฟ้า ไม่มีพัดลม ร้อนมาก แมลงเยอะ”

 

หลักสูตร 5 เดือน จบแล้วขออยู่ต่ออีก 1 ปี ประสบการณ์ทำให้เข้าใจถึงแก่นแท้ เปิ้ลเป็นเด็กเมืองตั้งแต่เกิด เรียนเมืองนอกโตเมืองนอก หากที่หนึ่งไรหนึ่งแสนคือสิ่งที่ทำให้มีเวลารู้จักกับตัวเอง สุดท้ายแล้วเราอยากได้อะไร เราต้องการอะไรๆ ที่นี่สอนแบบไม่มีหลักสูตร หัวใจคือการประยุกต์และปรับใช้ เพราะโลกไม่มีอะไรที่เหมือนกันหรือยึดเป็นหลักตายตัวได้เหมือนกันหมด

“ได้เผชิญหน้ากับความกลัวก็ที่นี่ เมื่อก่อนเปิ้ลกลัวตุ๊กแก กลัวงู กลัวจิ้งจก กลัวแมลง มาอยู่ที่นี่เจอหมด เมื่อก่อนเราอาจตะโกนเรียกพ่อเรียกแม่ให้มาช่วย แต่เราอยู่ที่นี่ เราอยู่คนเดียวบนเถียงนาเล็กๆ ในท่ามกลางความมืด”

จาก 1 ไร่สู่ 200 ไร่ เมื่อจบจากหนึ่งไร่หนึ่งแสน เปิ้ลก็คิดว่าการเรียนรู้รออยู่ข้างหน้า บิดามีไร่รกร้างที่ซื้อทิ้งไว้เมื่อหลายปีก่อนจำนวน 200 ไร่ที่ จ.เชียงราย เธอขออนุญาตใช้พื้นที่และพัฒนาเป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ “ไร่รื่นรมย์” ความรู้ที่ร่ำเรียนมาบางอย่างใช้ได้ บางอย่างใช้ไม่ได้ แต่คือความอดทนที่ทำให้ไปต่อ เปิ้ลยึดแบบอย่างองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ไม่ได้บอกให้ใครทำตาม ไม่ได้พยายามเปลี่ยนใคร แต่ทำให้ดูด้วยการกระทำ

เปิ้ลใช้กุศโลบายจ้างคนในพื้นที่มาทำงานในไร่ เพื่อให้ได้เห็นและเรียนรู้ เช่น การทำน้ำหมัก การทำปุ๋ย การทำแปลงอินทรีย์ ฯลฯ ทำนารอบแรกเมื่อ 2 ปีเศษที่ผ่านมาน้ำท่วมหมด ไม่ได้อะไรเลย เริ่มจากนาแล้วเปลี่ยนเป็นผักเพิ่มเข้ามา ผักสลัดหลายๆ อย่างกล้วย พืชท้องถิ่น ทุกอย่างค่อยๆ ดีขึ้น ส่วนใครจะเปลี่ยนจากเคมีเป็นอินทรีย์เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา

 

 

 

“คนงานที่นี่ต้องทำเป็นหมดทุกหน้าที่ เพื่อบังคับทางอ้อมให้ทุกคนเกิดกระบวนการเรียนรู้ ทุกคนต้องทำปุ๋ยเป็น ทำอาหารสัตว์เป็น ทำน้ำหมักเป็น เปลี่ยนหน้าที่ได้หมดทุกจุดในไร่ ทำงานแทนกันได้ เขาจะค่อย ๆ เห็นข้อดีของอินทรีย์ อันดับแรกคือสุขภาพ ความปลอดภัย”

ข้าวราคาลง แต่เธอแปรรูปผลผลิตเป็นแป้งอบขนม มัฟฟิ่นข้าว และอื่นๆ สร้างมูลค่าเพิ่มและตลาดใหม่ๆ ดีใจที่สุดเมื่อได้เป็นตัวอย่างของคนที่ลงมือทำเกษตรอินทรีย์แบบจริงจัง ด้วยอายุที่น้อยก็ยังสามารถเป็นแบบอย่างให้ชาวบ้านหนุ่มสาวรุ่นใหม่ๆ ได้กลับใจเดินออกจากโรงงานและกลับมาทำเกษตรอินทรีย์ในท้องถิ่นของตัวเอง ปัจจุบันไร่รื่นรมย์เป็นทั้งไร่เกษตรอินทรีย์ ที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ และเอาต์เลทสำหรับผลิตภัณฑ์อินทรีย์ในหมู่บ้าน ที่สำคัญคือการเป็นแหล่งเรียนรู้ของชาวบ้าน

ด้าน ชารีย์ บุญญวินิจ วัย 28 ปี เจ้าของฟาร์มไส้เดือนลุงรีย์ (Uncle Ree’s Farm) เล่าให้ฟังว่า ฟาร์มไส้เดือนเริ่มต้นจากงานอดิเรกกับแนวคิดธรรมชาติออกแบบได้ สำรวจตัวเองว่ามีต้นทุนอะไรบ้าง ซึ่งก็ได้แก่ตึกแถวพื้นที่จำกัด กับขยะในเมืองที่ผู้คนอยากกำจัด ก็มาเจอไส้เดือนที่เหมาะ เพราะความเป็นเมือง ไส้เดือนอยู่ได้ ไม่ต้องอาศัยการดูแลมาก ผู้คนแห่ดูงานล้นหลามเพราะแนวคิดมันใช่

ชารีย์จบมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เขาเป็นนักออกแบบ เป็นช่างปั้น เป็นดีไซเนอร์ เป็นพ่อครัว รวมทั้งเป็นนักค้นหาตัวเอง ค้นหาตัวเองตั้งแต่อายุ 21-28 ปี กระทั่งปัจจุบันเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ตามรอยพระบาท ชื่อ “ลุงรีย์” ได้กลายเป็นสัญญลักษณ์ของเกษตรกรหนุ่มสาวที่นำองค์ความรู้มาเป็นส่วนหลักของการทำเกษตร

 

 

 

4 ปีที่ผ่านมา เปิดคอร์สอบรมต่อเนื่อง ผลิตนักเลี้ยงไส้เดือนแล้วกว่า 1,000 คน หัวกะทิจากแต่ละรุ่นที่ไปต่อยอดเปิดฟาร์มไส้เดือนของตัวเองก็หลายคน ปัจจุบันฟาร์มลุงรีย์ยังเปิดคอร์สปรุงดินปลุกผัก สอนเพาะเห็ดเยื่อไผ่ สอนเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามแดง และคอร์สเพาะเลี้ยงไส้เดือนเพื่อกำจัดขยะอินทรีย์ ทั้งหมดเป็นผลต่อยอดจากโครงการหลวง

“จากที่อยากมีฟาร์มในเมืองและมาลงตัวด้วยฟาร์มไส้เดือน ฟาร์มเห็ด ฟาร์มกุ้ง ทั้งหมดคือการต่อยอดความคิดจากโครงการหลวงทั้งหมด ทดลองแล้วพบว่า มันไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาของเราเท่านั้น แต่เป็นการแก้ปัญหาของคนในเมืองด้วย”

พออยู่ พอกิน พอร่มเย็น ฟาร์มไส้เดือนคือธุรกิจและความสำเร็จที่จับต้องได้ แถมต่อยอดได้สำหรับทุกคนที่ต้องการแก้ปัญหาตัวเอง หลักปรัชญาเศรษฐกิจความพอเพียงไม่ใช่บันได 9 ขั้นแบบตายตัว เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ทำอาชีพอะไร คุณนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเอง หรือทักษะของตัวเองได้หมด มองให้รอบด้าน วิเคราะห์ให้ลุ่มลึก หลักคือให้พอเหมาะพอดีกับตัวเอง ให้พอพึ่งตัวเองและให้สังคมพึ่งได้

“อย่างตัวผมเอง ฟาร์มไส้เดือนเหมาะกับผม เพราะผมนำความรู้เรื่องการออกแบบมาใช้ได้ ผมออกแบบให้เหมาะกับสังคมเมืองที่ผมอยู่ได้ คือการดีไซน์คือการออกแบบ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ ตอนกลางวันไปทำงานประจำ ตอนกลางคืนกลับมาเลี้ยงไส้เดือน เป็นการเกษตรกลางคืนที่เหมาะพอดี๊พอดีกับตัวผม หรือจะว่าไปเหมาะกับคนเมืองทุกคน”

 

 

สำหรับ พอต-อภิวรรษ สุขพ่วง เกษตรกรรุ่นใหม่วัย 27 ปี เจ้าของไร่สุขพ่วง ไร่เกษตรอินทรีย์ตัวอย่างและศูนย์การเรียนรู้อินทรีย์วิถีไทย (EarthSafe) ตั้งอยู่ที่ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เดิมครอบครัวเป็นชาวไร่ แต่สะดุดในรุ่นพ่อแม่ที่เป็นข้าราชการ พอตก็เหมือนเด็กทั่วไปที่เคว้งคว้างอยู่ในโลกการศึกษาไทย เขาจบช่างคอมพิวเตอร์ เข้าทำงานในโรงงาน แต่ทนอยู่กับระบบไม่ได้ หน้าที่การงาน คือการกดปุ่มไม่กี่ปุ่มต่อวัน ชีวิตอาศัยในห้องคอนโดแคบๆ

เมืองคือโลกที่ผิดหวัง ขอกลับบ้านนอกดีกว่า ในระหว่างที่ยังคิดไม่ตกว่าจะทำอะไรกิน ก็ใช้พื้นที่รกร้างว่างเปล่าของตายายทำไร่ทำนา ปลูกผักเลี้ยงสัตว์ ค่าอาหารที่เดิมตกครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายก็ทุ่นไปได้ เพราะผลผลิตไร่นา ต่อมาสินค้าอุปโภคบริโภคจำพวกแชมพูยาสระผม สบู่ น้ำยาล้างจานก็หัดทำด้วย คราวนี้คุณแม่ไปตลาดแทบไม่ต้องควักกระเป๋า

“จากคนที่ตกงานไม่มีรายได้ แต่ผมทำให้ครอบครัวไม่มีรายจ่าย พิสูจน์ตัวเองกับพ่อแม่แล้ว กระทั่งคิดว่าไหนๆ แล้วทำเป็นอาชีพก็ยังได้นะเนี่ย”

แต่ที่จอมบึงสภาพดินแย่และแห้งแล้ง พอตไปขอความรู้คุณตาคุณยายแต่องค์ความรู้ของคุณตาคุณยายไม่พอ พอตจึงไปหาผู้รู้และได้พบพระมหากษัตริย์ที่คิดทุกอย่างเพื่อประชาชน (พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช) หลักคิดของพระองค์ท่านดูจากยูทูบแล้วนำมาปรับใช้ พอตแก้ปัญหาเรื่องน้ำด้วยการขุดบ่อ และขุดคลองแบบไส้ไก่ แก้ปัญหาเรื่องดินด้วยการใช้หญ้าแฝก ใช้ทฤษฎีใหม่ออกแบบพื้นที่การผลิต

 

“คุณตาคุณยายเสียดายที่ดิน ตั้ง 40% นำไปขุดบ่อ ทิ้งไปเปล่าๆ หากไร่สุขพ่วงพิสูจน์ว่าทฤษฎีนี้ถูกต้อง ปัจจุบันเราไม่มีปัญหาเรื่องดินและน้ำเลย”

ถึงปัจจุบัน 6 ปีแล้ว อดีตหนุ่มช่างคอมพิวเตอร์โรงงานบอกว่า นี่ถ้ายังยึดติดกับชีวิตเมืองคงตายไปบนเศษซากกองทุกข์ ทุกวันนี้สุขเพราะได้อยู่กับครอบครัว ได้มีโอกาสดูแลบุพการี กินอยู่อาหารปลอดภัย สุขภาพจิตแจ่มใส หลักความพอเพียงไม่เพียงออกแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ หากยังออกแบบพฤติกรรมคนให้เหมาะสมกับพื้นที่ด้วย

“แก้ปัญหาดินและน้ำให้แล้ว แต่ถ้าคนยังโลภอย่างมาก เดี๋ยวก็แย่อีก สิ่งแวดล้อมก็เสื่อมทรามอีก ท่านจึงใช้หลักความพอเพียงออกแบบคนให้เหมาะสมกับพื้นที่ ออกแบบคนให้เหมาะอยู่บนความสมดุลของชีวิต ปรัชญาของท่านทำให้คนไทยทบทวนตัวเอง หาความพอเหมาะพอดีในแบบของตน เราคนไทย เรามี เราอยู่ในพื้นที่แบบนี้ๆ เราควรเป็น เราควรอยู่อย่างไร”

แม้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะเสด็จสู่สวรรคาลัยไปแล้ว หากที่พระองค์ท่านทรงทิ้งไว้ คือคำสอนที่ทุกคนจะได้น้อมนำไปปฏิบัติ หลักทุนนิยมของต่างประเทศในไม่ช้าก็จะประจักษ์ว่าไม่จีรัง สะท้อนจากโลกร้อน สงคราม โรคระบาด ภัยธรรมชาติภัยเศรษฐกิจที่จะดาหน้าโถมทับมาเรื่อย จะมีก็แต่ปรัชญาเศรษฐกิจความพอเพียง ที่จักเป็นหนทางรอดของคนไทย หรือแม้กระทั่งของโลก

 

คำพูดต้องห้ามระหว่างคนรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/466543

คำพูดต้องห้ามระหว่างคนรัก

โดย…โยโมทาโร่

คู่รักทุกคู่จะมีบางคำพูดที่แสนโรแมนติก แต่ในขณะเดียวกันก็มีบางคำพูดที่ชวนให้เกิดอารมณ์เดือดดาลได้สุดๆ ลองมาดูกันว่ามีคำไหนบ้างที่เราควรเลี่ยงที่จะพูดหรือหาคำอื่นที่ใกล้เคียงมาใช้แทน

“บ้าหรือเปล่า”

มักจะเป็นคำพูดที่หลุดออกมาจากปากผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ อันหมายถึงสาวๆ เริ่มจะทำตัวงอแงไม่มีเหตุผล แต่นี่ละที่ผู้หญิงฟังแล้วปรื๊ดสุดๆ เพราะเธอจะตีความไปว่าคุณหาว่าเธอบ้าจริงๆ แล้วก็ยิ่งเดือดดาลเพิ่มขึ้นไปอีก ดังนั้นคำพูดที่น่าจะดีกว่านั้นคือ “ใจเย็นฟังเหตุผลกันก่อน”

“แฟนเก่าไม่เคยทำอะไรแบบนี้”

คำพูดแบบนี้เกิดขึ้นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่ยังหลงกับคนรักเก่าที่เคยสร้างความทรงจำดีๆ เอาไว้ให้ จึงค่อนข้างคาดหวังว่าจะได้เจอกับคนใหม่ ว่าจะทำในสิ่งที่คล้ายกันหรือดีกว่า และเมื่อเจอกับสิ่งที่แย่กว่าที่คาด อาจจะเป็นเรื่องมารยาทสังคม นิสัยส่วนตัว หรือพฤติการณ์ชวนยี้ จึงพูดออกไปแบบนั้น ทางออกที่ดีที่สุดคือการเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงคนเก่า งดการเปรียบเทียบและบอกเขาไปตรงๆ ว่าคุณชอบและไม่ชอบพฤติกรรมแบบนี้เพราะว่าอะไรให้เขาหรือเธอได้รู้ตัว และปรับตัวเข้าหากันให้ดีขึ้น

“ก็ดี”คำพูดสั้นๆ ที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ถ้าได้ไปจับคู่กับสถานการณ์ที่เขาหรือเธอใส่เสื้อผ้าตัวใหม่ที่อยากจะอวด หรือเพิ่งไปตัดผมราคาหลายร้อยเพื่อให้คุณประทับใจ แล้วได้เพียงคำพูดว่า “ก็ดี” “อืมโอเค” และจะชวนปรื๊ดกว่านั้น ถ้าตีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริงมากกว่าครึ่งทางออกของสถานการณ์แบบนี้ คือขอเวลาแค่ 3 นาที ใส่ใจสิ่งที่เขาหรือเธออยากจะอวดเสียหน่อย เช่นบอกว่า “อืมตัดดีนะ” แล้วแตะๆ จับๆ ดูหน่อยพอเป็นพิธีแล้วรีบเปลี่ยนเรื่องดูหนังฟังเพลงเข้าเรื่องเครียดก็ว่ากันไป

“งั้นก็เลิกกันเลยไป”คำพูดยอดฮิตที่ต้องมีหลุดปากกันเกือบทุกคู่ แรกๆ ก็ดูเหมือนงอนกันธรรมดา แต่ถ้าบ่อยครั้งเกินไปอีกฝ่ายจะคิดว่าเป็นสัญญาณให้เตรียมเลิกกันจริงในอนาคต จนสุดท้ายจบลงด้วยการเลิกรากันจริงๆ คำพูดว่าเลิกกัน ไม่ควรจะหลุดปากออกมาไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถ้ารู้สึกหงุดหงิดรำคาญอยากออกมาจากตรงจุดนั้นอย่าพูดว่าเลิก ให้บอกว่า “งั้นพอแค่นี้ก่อน อารมณ์ดีแล้วค่อยมาคุยกัน” ดีกว่าบอกเลิก หรือบอกว่าน่ารำคาญ

 

เมล็ดข้าว แปรรูปสร้างมูลค่าได้อย่างมหาศาลมากกว่าที่เราคิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/466541

เมล็ดข้าว แปรรูปสร้างมูลค่าได้อย่างมหาศาลมากกว่าที่เราคิด

โดย…โยธิน อยู่จงดี

“การแก้ปัญหาราคาข้าวใช่ว่าจะใช้การรณรงค์ให้คนไทยบริโภคข้าวเยอะๆ หรือให้ชาวนาลดการปลูก เราทำอย่างนั้นไม่ได้ เราบังคับให้คนกินมากขึ้นไม่ได้ เราไปบังคับผลผลิตที่ออกสู่ตลาดไม่ได้ แต่เราสามารถเพิ่มมูลค่าข้าวด้วยการสร้างสรรค์นวัตกรรมข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่าของข้าวให้สูงขึ้นได้” ดร.ขวัญใจ โกเมศ เลขาธิการมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ แนะนำแนวทางแก้ไขปัญหาราคาข้าวที่กำลังตกต่ำอยู่ในขณะนี้

พิมพ์พิชชา อินทะจันทร์ นวัตกรผู้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ “ไรซ์เบอร์รี่ช็อกโกครันช์” อาหารเช้าจากข้าวไทย คว้ารางวัลที่ 1 นวัตกรรมข้าวไทย 2559 จากสายวิสาหกิจชุมชน โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่ก่อนเธอเป็นเพียงแม่บ้านที่หัดทำขนมให้ลูกๆ ได้กินบ้างก็แบ่งไปขายที่โรงเรียนของลูกบ้าง จนกระทั่งไปพบกับ ผศ.ดร.น้ำทิพย์ วงษ์ประทีป จากมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ชักชวนให้ลองมาทำขนมจากข้าวไทยดูบ้าง จึงเกิดความสนใจเข้ามาร่วมโครงการ

 

“เราเริ่มจากการทำขนมแนวคอร์นเฟล็กส์ที่เราถนัด จนออกมาเป็นช็อกโกครันช์จากข้าวไรซ์เบอร์รี่ ซึ่งข้าวที่นำมาทำก่อนหน้านี้ก็มีหลายอย่าง ตั้งแต่ข้าวกล้องหอมมะลิ ข้าวเหนียวลืมผัว ทำไปได้ประมาณ 1 ปี จนได้ออกมาเป็นข้าวไรซ์เบอร์รี่ ช็อกโกแลต ที่ได้รสชาติและคุณสมบัติอย่างที่ต้องการ โดยการนำข้าวไรซ์เบอร์รี่มาผ่านกระบวนการให้ความร้อน ทำให้เกิดกระบวนการเจลาติไนซ์ ด้วยปริมาณอะไมโลสสูง ทำให้เม็ดข้าวแยกตัวออกจากกัน จากนั้นนำไปลดความชื้นและอบให้เกิดการพองตัว แล้วนำไปเคลือบผิวด้วยช็อกโกแลต เพื่อรักษาความกรอบของผลิตภัณฑ์ ทำให้ช็อกโกครันช์จากข้าวไรซ์เบอร์รี่มีคุณสมบัติความกรอบอร่อยแม้จะแช่ในนมเป็นเวลานาน

แรกๆ ก็ทำขายเฉพาะเพื่อนๆ ที่อยู่ในกลุ่มเฟซบุ๊กดูว่าใครสนใจอยากจะลองสั่งไปชิมดูก็สั่งซื้อกันไป ก็ได้รับผลตอบรับที่ดีเลยเริ่มขายอย่างจริงจัง เคยไปออกบูธงานแสดงสินค้าตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะมีผลตอบรับที่ดี เลยผลิตมาแค่ 300 ถุง ปรากฏว่าขาย 3 วันหมด

ยอดจำหน่ายต่อเดือนตอนนี้อยู่ที่ 300 ถุง รายได้ก็ถือว่าดีมาก ซึ่งอีกทางหนึ่งเราก็มองว่าเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งนี้เพราะว่าเรามีการติดต่อกับกลุ่มเกษตรกรโดยตรง เพื่อขอซื้อข้าวเข้ามาผลิตผลิตภัณฑ์ตัวนี้ โดยเฉพาะข้าวจากวิสาหกิจชุมชนบ้านท่าทอง จ.พิษณุโลก เดิมทีปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่เพื่อจำหน่ายเช่นตลาดทั่วไป แต่ด้วยตลาดข้าวไรซ์เบอร์รี่เริ่มมีคู่แข่งจำนวนมาก ทำให้ราคาข้าวเริ่มคงตัวและระบายข้าวออกช้า จึงหาทางแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น และพอมาทำเป็นไรซ์เบอร์รี่ช็อกโกครันช์ ก็สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไรซ์เบอร์รี่ 10 เท่า

ในเดือนหนึ่งเราก็รับข้าวจากเกษตรกรมาประมาณ 30-40 กิโลกรัม สามารถผลิตคอร์นเฟล็กส์ออกมาจำหน่ายถุงละประมาณ 60 กรัม ขายได้ในราคาประมาณ 35 บาท ซึ่งถ้าเทียบกับขายข้าวสารกับขายผลิตภัณฑ์แปรรูปคอร์นเฟล็กส์ราคาก็ถือว่าแตกต่างกันค่อนข้างมาก ตอนนี้ก็มีโครงการในอนาคตอยู่ว่าจะใช้ข้าวอย่างอื่น เช่น ข้าวกล้องหอมมะลิ ข้าวหอมนิล เอามาทดลองดูว่าจะเข้ากันได้กับรสชาติไหนมากที่สุด เพราะเราอยากจะใช้ข้าวไทยทุกชนิดที่เกษตรกรปลูกเอามาลองแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ตามทางที่เราถนัด”

ไม่เพียงแต่ข้าวจะนำมาทำเป็นคอร์นเฟล็กส์แสนอร่อยได้เท่านั้น ยังสามารถนำมาทำเป็นเครื่องดื่มได้ด้วยเช่นกัน จากที่เราเคยรู้จักกันดีก็คือเครื่องดื่มน้ำนมข้าว จนตอนนี้พัฒนามาเป็นเครื่องดื่มไรซ์เบอร์รี่ไซเดอร์ รสชาติเยี่ยมได้แล้ว ซึ่งผลงานนี้ก็คว้ารางวัลชมเชยในกลุ่มอุตสาหกรรม ในงานมอบรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย 2559 เช่นเดียวกัน

บรรชร คัดนัมพรเลิศ นวัตกรเจ้าของผลงานบอกว่า เดิมทีมีความสนใจในเรื่องผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเกษตรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จนกระทั่งได้มาเจอกับหุ้นส่วนซึ่งเป็นเจ้าของโรงสีข้าว จึงริเริ่มโครงการสร้างผลิตภัณฑ์ตัวนี้ออกมา โดยได้รับความร่วมมือจากนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

“จากการทดลองช่วงแรกก็เจออุปสรรคค่อนข้างมาก เพราะว่าในกระบวนการผลิตเราต้องใช้การหมักโดยใช้เชื้อเอนไซม์และเชื้อตัวอื่นๆ ที่ต้องใช้แยกกันโดยสิ้นเชิง เพราะว่าถ้าเกิดเชื้อ 2 ตัวนี้เข้ามาผสมกันก็จะทำให้เกิดรสชาติที่ผิดเพี้ยน แล้วไม่ได้ผลผลิตตามที่เราต้องการ แต่สุดท้ายก็สามารถผลิตและวางจำหน่ายในท้องตลาด มีร้านค้าที่วางจำหน่ายทั่วประเทศถึง 200 ร้านค้า และมีวางจำหน่ายที่วิลล่ามาร์เก็ต ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไรซ์เบอร์รี่ได้ถึง 35 เท่า

ในแต่ละเดือนเราจะใช้ข้าวไรซ์เบอร์รี่ในการผลิตประมาณ 200 กิโลกรัม แล้วแต่กำลังการผลิต มียอดขายต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 5 แสนบาท ยังไม่รวมกับที่วางจำหน่ายในต่างประเทศ และตอนนี้เราก็มีแผนการต่อไปว่าเราจะนำข้าวสายพันธุ์อื่นๆ เข้ามาผลิตเป็นสบู่หรือผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งอยู่ในแผนการผลิตสินค้าของเราแล้ว”

เลขาธิการมูลนิธิข้าวไทย เสริมความรู้เรื่องปัญหาและนวัตกรรมข้าวไทยต่อด้วยว่า นับตั้งแต่มีมูลนิธิข้าวไทยมาได้ 16 ปี ก็เห็นปัญหาเรื่องข้าวและชาวนา ซึ่งทั้งสองคำนี้ต้องใช้ร่วมกัน เพราะว่าไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ปัญหาของข้าวก็คือปัญหาของชาวนา ปัญหาของชาวนาก็คือปัญหาข้าว

“เมื่อพูดถึงปัญหานี้เราก็ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยก่อนว่าทำไมสมัยก่อนทำงานแล้วเกษตรกรถึงไม่ค่อยมีปัญหาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ทีนี้เมื่อเราย้อนความกลับไปเราก็พบว่าปัญหาของชาวนานั้นเริ่มต้นก็เมื่อมีการทำสนธิสัญญาซื้อขายกับต่างชาติ แต่ไม่ได้หมายความว่าสัญญาซื้อขายนี้มันจะทำให้ชาวนาลำบาก เพียงแต่ว่าเมื่อเกิดระบบการซื้อขายข้าวที่มีพันธสัญญากับคู่ค้าก็มีความจำเป็นต้องเร่งผลิตข้าวให้มากขึ้น เพื่อใช้ในการซื้อขายและการส่งออก

ในสมัยก่อนชาวนาปลูกเพื่อใช้กินใช้อยู่เป็นหลัก เมื่อเหลือแล้วจึงขายเพื่อนำรายได้เข้าสู่ครอบครัว ทีนี้เวลาจะต้องไปส่งออก มันก็เป็นการจูงใจให้ชาวนาปลูกเพื่อขายมากขึ้น แต่อย่าลืมว่าเรามีระบบชลประทานน้อยมาก ซึ่งระบบชลประทานบ้านเรารองรับในการเกษตรกรรมเพียงแค่ 20% นั่นก็แสดงว่าอีก 80% นั้นไม่มีน้ำที่จะเข้าไปทำนาได้ตลอดทั้งปี จึงต้องอาศัยการทำนาตามฤดูกาล ซึ่งการปลูกข้าวตามฤดูกาลหรือพึ่งพาน้ำฝนนั้น เป็นการปลูกข้าวที่มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะสภาพภูมิอากาศมีความผันผวนได้ตลอดเวลา ทำให้มีผลผลิตไม่แน่นอน บางปีชาวนาจะดีใจมากเพราะว่าผลผลิตข้าวดีมาก อีกปีข้าวจะไม่ดีแต่ราคาสูง

จึงเกิดระบบในการปลูกข้าวโดยใช้สายพันธุ์ข้าวใหม่ ที่ไม่ใช่ข้าวพื้นเมือง เพื่อให้มีผลผลิตข้าวได้เยอะกว่าปกติ ซึ่งสมัยก่อนนั้นการปลูกข้าวของไทยจะเป็นการใช้ข้าวพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งมีความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศและทนทานต่อโรคในท้องถิ่นได้ดี แต่พอเราใช้พันธุ์ข้าวผสมซึ่งให้ผลผลิตเยอะ ก็จำเป็นต้องมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น ต้องมีการใส่ปุ๋ยพิเศษ ต้องมีการบำรุงพิเศษ และเมื่อมีพันธุ์ข้าว มีข้าวมากขึ้นเต็มท้องนา ประกอบกับปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าทำให้แมลงต่างๆ ก็เริ่มที่จะมาลงในนาข้าว ต้องเดือดร้อนลงทุนยาฆ่าแมลงและอื่นๆ อีกมากมาย การลงทุนก็ต้องมีการกู้ยืม เป็นหนี้เป็นสิน กลายเป็นวัฏจักรหมุนเวียนอยู่แบบนี้ ไม่สามารถปรับตัวเรียนรู้เรื่องการตลาดและพัฒนาข้าวได้เลย

ทางออกทางหนึ่งก็คือเรื่องของการสร้างนวัตกรรมข้าว ซึ่งที่จริงแล้วประเทศไทยมีภูมิปัญญาชาวบ้านมากมายที่ทำผลิตภัณฑ์ข้าวออกมาในรูปแบบต่างๆ ที่เรารู้จักกันดีอย่างข้าวแต๋น ซึ่งก็ยังอยู่ในรูปลักษณ์ของข้าวและยังคงอยู่ในรูปลักษณ์ของอาหาร แต่ในปัจจุบันด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เราสามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าวให้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการใช้งานด้านอื่นๆ เช่น ผลิตเป็นครีมบำรุงผิว นำมาใช้เป็นแกลบชะลอการสุกของผลไม้ เป็นต้น ข้อดีของการสร้างสรรค์นวัตกรรมข้าวออกมาในรูปแบบใหม่ๆ นั้น ทำให้เราไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอุปสงค์อุปทานของการตลาด

 

ถ้าหากจะให้ชาวนาสร้างนวัตกรรมข้าว ก็ควรมุ่งเน้นไปที่การเป็นวิสาหกิจชุมชนจะได้ง่ายและได้ผลมากกว่า การรวมกลุ่มกันพัฒนาจะทำให้มีจุดแข็งและกำลังผลิตที่แน่นอน และจำเป็นต้องปรับปรุงอยู่ 2-3 จุดก็คือ 1.เรื่องของคุณภาพต้องพัฒนาสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้น ถ้าเป็นอาหารก็ต้องมีรสชาติอร่อยขึ้น 2.ระยะเวลาต้องเก็บให้ได้นานขึ้นเพื่อสามารถส่งจำหน่ายที่อื่นๆ ได้โดยไม่หมดอายุเสียก่อน 3.เรื่องแพ็กเกจต้องสนิทแข็งแรง เก็บได้นาน หีบห่อมีความสวยงาม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเข้าให้ความช่วยเหลือ โดยสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ที่จะให้ความช่วยเหลือในเรื่องปรับปรุงการผลิตและหาตลาดเพื่อวางจำหน่ายสินค้า”

ปัจจุบันก็มีผลิตภัณฑ์จากข้าวมากมาย ที่เราไม่คิดว่าจะสามารถนำมาทำได้ เช่น ขี้เถ้าแกลบชะลอการสุกของผลไม้ ก็คือการนำเอาแกลบและขี้เถ้าที่ไม่คิดว่ามีมูลค่ามาพัฒนาใช้ในการชะลอการสุกของผลไม้ ซึ่งก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการใช้วัตถุดิบข้าวที่เอามาใช้ประโยชน์ในด้านอื่นนอกจากในเรื่องของอาหาร

อีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือมีการเอาน้ำมันรำข้าวมาทำเป็นสบู่ล้างผัก เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้ผลตอบรับดีมาก เพราะใช้วัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ มีความสะอาดปลอดภัย สามารถนำมาใช้ล้างผักและผลไม้ได้สะอาด หรือขนมหวานอย่างทอฟฟี่ที่ทำจากรำข้าวโปรตีนสูง ก็คือการเอารำข้าวมาทำเป็นทอฟฟี่ ได้รสชาติที่หวานกลมกล่อมอร่อยและทำบรรจุภัณฑ์ออกมาได้ค่อนข้างที่จะน่ารัก

ดังนั้น นวัตกรรมจึงเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่งสำหรับชาวนาไทย หรือจะเป็นใครก็ได้ที่สนใจอยากนำข้าวมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ก็ถือว่าได้ช่วยเหลือชาวนาทั้งทางตรงและทางอ้อม

 

จิตวิญญาณ ภูมิปัญญาผ้าทอพื้นเมือง ยกระดับสู่สากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/466371

จิตวิญญาณ ภูมิปัญญาผ้าทอพื้นเมือง ยกระดับสู่สากล

โดย…พริบพันดาว

การทอผ้าเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่สืบทอดกันมา นอกจากคุณค่าทางศิลปะแล้วยังเป็นการแสดงถึงแบบแผนความเป็นอยู่ในสังคม กรรมวิธีและเทคนิคในการทอผ้าให้เกิดลวดลายต่างๆ จึงเป็นเทคนิคและความสามารถของแต่ละคน แต่ละกลุ่ม ซึ่งผู้ทอสามารถจดจำลวดลายที่ตนคิดประดิษฐ์ได้ถึง แม้แต่ละลวดลายจะมีความซับซ้อนและหลากหลาย แต่เขาก็สามารถนำมาประสานกันได้อย่างเหมาะเจาะ งดงามแสดงถึงภูมิปัญญา และความสามารถของชาวชนบทเป็นอย่างดี ผ้าทอมือจึงมีเทคนิคการทอและความสวยงามเป็นที่สุด

ปัจจุบัน แม้จะมีหน่วยงานของภาครัฐและเอกชนพยายามเข้ามาอนุรักษ์และสนับสนุนผ้าทอพื้นเมืองให้ยกระดับกลายเป็นสินค้าร่วมสมัย และสามารถประยุกต์ออกแบบกับแฟชั่นสมัยใหม่ได้ แต่ก็ข้ามหนีไม่พ้นมายาคติเรื่องความเชยเก่าคร่ำครึไปไม่พ้น เพราะฉะนั้นการก้าวข้ามจุดนี้คือการสร้างแบรนด์ผ้าทอพื้นเมืองให้เข้มแข็งและยั่งยืน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำต่างขายอย่างที่เป็นมา

การส่งเสริมผ้าพื้นเมืองในอดีตและปัจจุบัน

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 21 ได้มีการกล่าวถึงการส่งเสริมผ้าพื้นเมืองในอดีตและปัจจุบันว่า ในประเทศไทยมีประวัติการทอผ้าใช้กันในหมู่บ้านและในเมืองโดยทั่วไปมาตั้งแต่โบราณกาล แต่การทอผ้าด้วยมือตามแบบดั้งเดิมนั้นก็เกือบจะสูญหายไปโดยสิ้นเชิง หากไม่ได้มีการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาได้ทันกาล ทั้งนี้ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเปิด มีการค้าขายกับต่างประเทศมาเป็นเวลานาน สามารถซื้อผ้านอกที่สวยงาม แปลกใหม่ และราคาถูกได้ง่าย มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

หลังจากที่มีการทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งกับอังกฤษในปี 2398 ไทยก็สั่งสินค้าผ้าจากต่างประเทศมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการสำรวจพบว่า ไทยสั่งผ้าจากต่างประเทศเข้ามาเป็นจำนวนมากขึ้นทุกปี ทำให้สิ้นเปลืองเงินตราปีละมากๆ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้โปรดเกล้าฯ ให้ริเริ่มฟื้นฟูส่งเสริมการเลี้ยงไหมและทอผ้าไทยกันอย่างจริงจัง ในปี 2452 โปรดฯ ให้สถาปนากรมช่างไหมขึ้น และโปรดฯ ให้ตั้งโรงเรียนช่างไหมที่วังสระปทุม ซึ่งต่อมาขยายสาขาออกไปยัง จ.นครราชสีมา และบุรีรัมย์ ทรงจ้างครูชาวญี่ปุ่นมาสอนชาวบ้าน แต่การส่งเสริมได้ผลไม่คุ้มทุน ต่อมาจึงเลิกจ้างครูญี่ปุ่น และชาวบ้านก็หันมาทอผ้าตามวิธีพื้นบ้านเช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนับเป็นโชคอันประเสริฐอย่างหนึ่งสำหรับผ้าพื้นเมืองของไทย ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงสนพระราชหฤทัยผ้าพื้นเมืองเกือบทุกประเภทอย่างแท้จริง ต่อเนื่องมากว่า 20 ปี ทรงตั้งมูลนิธิศิลปาชีพ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ขึ้น เพื่อส่งเสริมการทอผ้าของชาวบ้านในชนบท ทรงเป็นผู้นำในการใช้สอยผ้าพื้นเมืองของไทยในชีวิตประจำวัน และในงานพระราชพิธีต่างๆ ทรงนำผ้าไทยไปเผยแพร่ในต่างประเทศ ลวดลายที่ชาวบ้านได้สืบทอดกันมาแต่โบราณนั้นก็ได้ทรงเก็บตัวอย่างไว้เพื่ออนุรักษ์และเพื่อศึกษา สืบทอดต่อไป ดังนั้นในเดือน ม.ค. 2535 องค์การยูเนสโกจึงได้ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองบุโรพุทโธ และประกาศพระเกียรติคุณ ในฐานะที่ทรงเป็นผู้นำในการส่งเสริมศิลปหัตถกรรมการทอผ้าพื้นเมืองไทยเป็นตัวอย่างที่ดีในโลก

เห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้ ผ้าพื้นเมืองของไทยในภาคต่างๆ กำลังได้รับการอนุรักษ์ฟื้นฟูและพัฒนา รวมทั้งได้รับการส่งเสริมให้นำมาใช้สอยในชีวิตประจำวันกันอย่างกว้างขวางมาก ดังนั้น จึงเกิดมีการผลิตผ้าพื้นเมืองในลักษณะอุตสาหกรรมโรงงาน โดยมีบริษัทจ้างช่างทอ ทำหน้าที่ทอผ้าด้วยมือ ตามลวดลายที่กำหนดให้โรงงานหรือบริษัทจัดเส้นไหม หรือเส้นด้าย ที่ย้อมสีเสร็จแล้วมาให้ทอ เพื่อเป็นการควบคุมคุณภาพ บางแห่งจะมีคนกลางรับซื้อผ้าจากช่างทออิสระ ซึ่งเป็นผู้ปั่นด้าย ย้อมสี และทอตามลวดลายที่ต้องการเองที่บ้าน แต่คนกลางเป็นผู้กำหนดราคาตามคุณภาพและลวดลายของผ้าที่ตลาดต้องการ ในบางจังหวัดมีกลุ่มแม่บ้านช่างทอผ้าที่รวมตัวกันทอผ้าเป็นอาชีพเสริม และนำออกขายในลักษณะสหกรณ์ เช่น กลุ่มทอผ้าของศิลปาชีพ อย่างไรก็ตามในสภาพที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น เป็นการทอเพื่อขายเป็นหลัก ดังนั้นจึงได้มีการปรับปรุงพัฒนาสีสัน คุณภาพ และลวดลาย ให้เข้ากับรสนิยมของตลาด

ประวัติศาสตร์บนผืนผ้าพื้นเมืองในโลกสมัยใหม่

การเพิ่มมูลค่าด้านคุณค่าทางประวัติศาสตร์ให้กับผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือพื้นเมือง รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ กล่าวว่า ผ้าทอพื้นเมืองจะแสดงถึงกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย มีลักษณะผสมผสานและปรากฏอยู่บนลวดลายผ้า กลายเป็น
อัตลักษณ์ของตัวเอง และมีการธำรงรักษาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง

“ความต้องการซื้อผ้าทอพื้นเมืองจากคนภายนอกเป็นกระแสที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง ซึ่งมาจากการโหยหาอดีตที่สูญหายไปแล้ว ทำอย่างไรจึงจะสัมผัสอดีตนั้นได้ สามารถอยู่เป็นส่วนหนึ่งของมันได้ ที่ผ่านมาในอดีตไม่ว่าผ้าพื้นเมืองก็เป็นผ้าพื้นเมือง ไม่มีอะไรสำคัญไปมากกว่านั้น คิดว่าความพยายามที่โดดเด่นและเป็นนวัตกรรมสำคัญคือความพยายามสร้างแบรนด์ขึ้นมา ตรงนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ผ้าพื้นเมืองในเมืองไทยเลย เป็นความพยายามยกระดับให้เกิดการรับรู้ว่า ผ้าพื้นเมืองของไทยสามารถที่จะมีมาตรฐานที่เชื่อถือได้ที่ชัดเจน ตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องของต้นทุนที่ดี”

รศ.ดร.สุเนตร ชี้ว่า ลายผ้าต่างๆ เป็นลายที่สืบทอดมาจากโบราณ ซึ่งสะท้อนความเป็นตัวตนของพื้นถิ่น คนกับธรรมชาติที่ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

“ไม่ได้แค่เห็นลายทอผ้าว่าสวยเท่านั้น แต่เห็นความหมายที่สร้างอยู่หลังลายผ้าทอนั้น เป็นเรื่องราวความเป็นมา แสดงถึงความเก่าแก่ แสดงถึงความประณีตและต้องการให้ผู้ซื้อสินค้าพอใจทั้งในสิ่งที่เข้าจับต้องได้ ทั้งลวดลาย เนื้อผ้า และความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่ในเนื้อผ้านั้น เห็นจิตวิญญาณของผ้า เห็นถึงความงามพร้อมของทั้งสองส่วน ซึ่งทำให้คนซื้อรู้สึกได้ว่าของที่อยู่ในมือมีคุณค่าสูงกว่าปกติ”

ผลลัพธ์จากการนำคุณค่าทางประวัติศาสตร์เข้ามาเพิ่มมูลค่าให้ผ้าทอมือพื้นเมือง รศ.ดร.สุเนตร ย้ำว่า ต้องสร้างแบรนด์ที่มีทั้งคุณภาพและคุณค่าในความเป็นพื้นเมือง รวมถึงจิตวิญญาณของผู้ที่คิดค้นและถักทอ เป็นประวัติศาสตร์ของผ้าพื้นเมืองที่ถูกยกระดับขึ้นเป็นแบรนด์ที่มีคุณค่าน่านำมาสะสมและสวมใส่

“จังหวัดต่างๆ ก็มีจุดเด่นจุดแข็งในผ้าพื้นเมืองของตัวเอง ต้องรู้จักว่าตัวเองคือใคร ผ้าคือผลิตภัณฑ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุที่สะท้อนผ่านตัวเองออกมา”

ประสบการณ์สร้างแบรนด์ ‘น่านเน้อเจ้า’

ผ้าทอพื้นเมืองน่าน นับเป็นอีกหนึ่งมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชุมชนเมืองน่าน ด้วยลวดลายที่งดงาม เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น โดยในปี 2558 องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ได้ดำเนินโครงการเพื่อการพัฒนาผ้าทอพื้นเมืองน่าน ภายใต้ตราสัญลักษณ์ แบรนด์ “น่านเน้อเจ้า” เพื่อนำเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเมืองน่านมาต่อยอดสร้างงาน สร้างเงิน สร้างคุณค่าสู่ชุมชน ให้เห็นเป็นรูปธรรม ผ่านผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยมีสมาชิกกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองในเขตพื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่าน เช่น กลุ่มทอผ้าโฮงเจ้าฟองคำ กลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวง กลุ่มทอผ้าบ้านหนองเต่า ฯลฯ เข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาดังกล่าว

การยกระดับผ้าทอมือพื้นเมืองของชุมชน สู่แบรนด์น่านเน้อเจ้า ถือเป็นการพัฒนาตามวิถีชุนชน โดยนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสานต่อเพื่อสร้างชีวิต สร้างความเป็นอยู่ สร้างรายได้ให้ชุมชน ดร.ชุมพล มุสิกานนท์ผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่าน ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.) บอกว่า การสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมให้กับชุมชนที่เขาทำเรื่องของการทอผ้าอยู่แล้ว ให้เขาเห็นและตระหนักถึงความสำคัญของการที่ต้องมียี่ห้อ (แบรนด์) เพราะว่าการแข่งขันในปัจจุบันนั้นต้องมีแบรนด์

“เมื่อพูดถึงจิม ทอมป์สัน ก็ไม่ต้องพูดต่อว่าคืออะไร ไม่ต้องอธิบาย เมื่อพูดถึง น่านเน้อเจ้า ขึ้นมา ก็จะรู้ว่าเป็นผ้าทอเมืองน่านหรือผลิตภัณฑ์ที่มาจากผ้าทอเมืองน่านและมีคุณภาพดี ซึ่งทำมาแล้ว 2 ปีที่ผ่านมา เมื่อมีส่วนร่วมจากชุมชนและผู้ประกอบการแล้ว ปีหน้าเราจะทำเรื่องส่งเสริมการขายและสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักกันในวงกว้างมากขึ้น นักท่องเที่ยวที่มาเมืองน่านสวมใส่เสื้อผ้าน่านเน้อเจ้าไปทานอาหารก็จะมีการลดราคาให้ เพื่อให้เป็นที่นิยมมากขึ้น”

ดร.ชุมพล ขยายความถึงการทำงานร่วมกับชุมชนว่า เครือข่ายและชุมชนทำงานกันแบบ โค-ครีเอชั่น เป็นการชวนมาร่วมคิดร่วมวางแผนร่วมปฏิบัติร่วมรับผิดชอบ และสุดท้ายก็ร่วมรับประโยชน์ ทำให้เป็น
กระบวนการคิด กระบวนการสร้างสรรค์ที่เกิดมาจากตัวกลุ่มของชุมชน ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ เพราะฉะนั้นก็ต้องขับเคลื่อนให้สำเร็จ ทาง อพท.แค่เข้าไปช่วยส่งเสริม

สำหรับลายผ้าต่างๆ ซึ่งเป็นลายที่สืบทอดมาจากโบราณ สะท้อนความเป็นตัวตนของพื้นถิ่นเมืองน่าน มีลายเอกลักษณ์ 5 ลาย ได้แก่

+ ลายน้ำไหลหยดน้ำ แห่งโฮงเจ้าฟองคำ ต.ในเวียง อ.เมือง แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติของเมืองน่าน เป็นลวดลายที่สะท้อนบุคลิกภาพชาวน่านที่มีความเป็นศิลปินอยู่ในเลือดเนื้อ ผู้ใดที่ได้เป็นเจ้าของผ้าลายน้ำไหลหยดน้ำราวกับได้ครอบครองศิลปะชิ้นเอกที่ศิลปินได้รังสรรค์ขึ้น

+ ลายบ่อสวก แห่งกลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวง ต.บ่อสวก อ.เมือง แกะลวดลายมาจากปากไหโบราณอายุกว่า 700 ปี เชื่อกันว่าผ้าลายบ่อสวกจะนำมาซึ่งความมั่งคั่งเจริญรุ่งเรืองแก่ผู้สวมใส่

+ ลายดาวล้อมเดือน แห่งกลุ่มทอผ้าบ้านนาปงพัฒนา ต.บ่อสวก อ.เมือง แสดงถึงความประณีตในการทอผ้าของหญิงสาวจนมีชายหนุ่มมาหมายปอง อันเป็นภาพสะท้อนความงามของหญิงน่านที่มีความอ่อนหวานนุ่มนวล หากใครได้สวมใส่จะช่วยเสริมบุคลิกภาพให้มีเสน่ห์ตรึงใจแก่ผู้พบเห็น

+ ผ้าตาโก้งที่ใช้ในวิถีชีวิตชาวน่านมานานกว่า 100 ปี แห่งกลุ่มส่งเสริมอาชีพบ้านเชียงราย ต.ดู่ใต้ อ.เมือง ผืนผ้าที่เคียงคู่วิถีชีวิตชาวน่านทุกชนชั้นมาหลายร้อยปี ผู้ที่มีผ้าลายตาโก้งไว้ใช้บ่งบอกว่าได้เข้าถึงความเป็นน่านอย่างแท้จริง

+ ลายแมงมุมอ้อมยุ้มตีนหมี แห่งกลุ่มทอผ้าบ้านหนองเต่า ต.ม่วงตึ๊ด อ.ภูเพียง ขาแมงมุมที่กางออกไปทุกทิศทางสื่อถึงการปกปักรักษาดูแลไว้เท่าชีวิต เชื่อกันว่าผ้าลายนี้จะช่วยป้องกันสิ่งชั่วร้ายไม่ให้มากล้ำกลายเด็กเล็ก หรือหญิงมีครรภ์ที่สวมใส่

จากผ้า 5 ลายหลักของน่าน ดร.ชุมพล บอกว่า การพัฒนาสินค้าในเรื่องของคุณภาพของวัตถุดิบมีการทำไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะมีการอนุรักษ์ทำแบบดั้งเดิมทั้งหมดเลย

“ทั้งเทคนิคการทอเดิม ลายเดิม แต่รักษาคุณค่าเอาไว้ให้ได้มาตรฐาน ซึ่งก็มีวางขาย พร้อมกับอีกรูปแบบหนึ่งคือออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ดึงแค่ลายผ้าบางส่วนออกมาแล้วมาทำเป็นทีเชิ้ตหรือแฟชั่นร่วมสมัยหรือทันสมัยแปลกตา แต่ทั้งหมดจะผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนด้วย ชาวบ้านที่น่านจะทอผ้าไว้ใช้เองและเป็นอาชีพเสริม ซึ่งจะทำเป็นอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบไม่ได้ ซึ่งต้องกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างเต็มที่ ไม่รวยกระจุกจนกระจาย ซึ่งต้องดึงผู้ประกอบการเข้ามาช่วยให้เป็นตัวส่งสู่ตลาด และพัฒนาเมืองน่านอย่างมีทิศทาง เอาแนวความคิดของแบรนด์ไปให้แรงงานท้องถิ่นผลิตขึ้นมา จึงเป็นการจับมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน กลายเป็นพันธะทางสังคมขึ้นมาในชุมชน รวมตัวกันด้วยใจ

“ลายผ้าจะเป็นอัตลักษณ์ของน่าน ส่วนการออกแบบก็จะทำให้ทันสมัย และมีช่องทางการขาย ตัวเลขและผลตอบรับจะเห็นในปีนี้ ผลทดสอบออกมาก็มีความน่าพอใจอยู่ที่ระดับดีมาก ทำให้มีความมั่นใจในแบรนด์นี้ ซึ่งในแต่ละพื้นที่จะมีคนรับผิดชอบในแต่ละส่วนไป พยายามจะให้มีการตรวจสอบคุณภาพที่ดี และให้พูดกันปากต่อปาก แล้วเอาไม้ไผ่ยักษ์เมืองน่านนำมาเป็นแพ็กเกจจิ้งเพื่อบรรจุผลิตภัณฑ์ด้วย

จุดแข็งผ้าทอมือชุมชนเมืองน่านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะทางด้านประวัติศาสตร์ รวมถึงการนำกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเข้ามาดำเนินงานโครงการ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม สร้างความเป็นเจ้าของ และสร้างเครือข่ายให้ชุมชน อาทิ หน่วยงานราชการ ผู้ประกอบการ พาณิชย์จังหวัด เป็นต้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน

“อพท.ต้องการให้ชุมชนพึ่งพาตัวเองได้ เมื่อแผนแม่บทสิ้นสุด ชุมชนต้องพึ่งตัวเองได้อย่างยั่งยืน สินค้าเป็นแฮนด์เมด ทอมือทั้งหมด แต่จะนำผ้าไปออกแบบใหม่เพิ่มขึ้นทำให้มีมูลค่าเพิ่ม และพยายามสร้างนวัตกรรมในการทอผ้าให้เพิ่มขึ้น”

แน่นอน นอกจากที่น่าน ซึ่งมีแบรนด์ผ้าทอพื้นเมือง “น่านเน้อเจ้า” สุโขทัยกับกำแพงเพชร ก็มีแบรนด์ผ้าทอพื้นเมืองชื่อ “มรดกพระร่วง” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวในความพยายามที่จะยกระดับผ้าพื้นเมืองไทยให้เป็นที่จดจำของผู้คนในฐานะแบรนด์ที่มีคุณภาพและทรงคุณค่าทางจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

 

วันขอบคุณพระเจ้าฉบับจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/466283

วันขอบคุณพระเจ้าฉบับจีน

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

วันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving Day) ของสหรัฐจะตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 4 ของเดือน พ.ย.ของทุกปี ขณะที่ของแคนาดา ตรงกับวันจันทร์ที่ 2 ของเดือน ต.ค. และเนื่องจากวันนี้เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การรอดตายในช่วงตั้งถิ่นฐานในทวีปอเมริกาเหนือ จึงเป็นเทศกาลที่ฝรั่งแถบอื่นไม่ได้ฉลองกัน

ข้ามฝั่งโลกมาที่จีน มีผู้คนส่วนหนึ่งที่เฉลิมฉลองวันขอบคุณพระเจ้าตามคติที่ได้รับอิทธิพลจากสหรัฐ กลับมีชาวเน็ตส่วนหนึ่งกำหนดวันขอบคุณพระเจ้าขึ้นเองอีกวัน โดยให้วันที่ 25 พ.ย.เป็นวันขอบคุณพระเจ้าของชาวจีนแทน ในวันนี้ทวิตเตอร์ของหลายคนจะติด Hashtag คำว่า China Thanksgiving Day (&>0013;&>2269;&>4863;&>4681;&&3410;) พร้อมภาพ “ข้าวผัดไข่” ไม่ใช่ไก่งวง

ทำไมจึงใช้วันที่ 25? เรื่องมีอยู่ว่า วันที่ 25 พ.ย.เป็นวันตายของนายทหารในสงครามเกาหลีคนหนึ่งที่ชื่อเหมาอ้านอิง

เหมาอ้านอิงคือลูกชายคนโตของเหมาเจ๋อตง เหมาอ้านอิงถูกส่งไปรบแนวหน้าในสงครามเกาหลี และตายในค่ายทหารจากการทิ้งระเบิดของฝูงบินฝั่งเกาหลีใต้ในเช้าวันที่ 25 พ.ย. 1950

ชาวเน็ตจีนเล่ากันว่า เพราะเช้าวันนั้นเหมาอ้านอิงตื่นขึ้นมางัวเงีย เกิดอาการหิวข้าว จึงลุกขึ้นมาทำข้าวผัดไข่ ปรากฏว่าพอฝูงบินทิ้งระเบิดเห็นควันจากข้าวผัดไข่ลอยจากเต็นท์ จึงทิ้งระเบิดได้ตรงเป้าหมาย เหมาอ้านอิงตายคาที่

และเนื่องจากเหมาอ้านอิงเป็นลูกชายคนโตที่ดูมีอนาคตที่สุดของเหมาเจ๋อตง และมีท่าทางจะได้เป็นทายาททางการเมืองของเหมาเจ๋อตง การตายของเหมาอ้านอิงจึงทำให้ประเทศจีนรอดตายจากยุคสมัยของเหมาเจ๋อตงจูเนียร์ ประเทศจีนจึงรอดมาด้วย “ข้าวผัดไข่” จานนั้น

นับเป็นความกัดจิกที่เจ็บแสบของผู้คนที่รังเกียจผลงานและการกระทำในประวัติศาสตร์ของเหมาเจ๋อตง เล่นกันอย่างสนุกสนาน และก็เดาได้ไม่ยากว่าเรื่องเหมาอ้านอิงตื่นเช้ามาด้วยความหิว ก็คงเป็นเรื่องใส่ไข่ให้อร่อยสนุกปาก ไม่ต่างจากข้าวผัดแล้วการจิกกัดด้วยความรื่นเริงในความตายของทายาทของเหมาเจ๋อตง เป็นสิ่งที่น่าสนุก น่าสนับสนุน จริงหรือ?

เหมาอ้านอิง ผิดที่เป็นลูกเหมาเจ๋อตง ผิดที่มี DNA ของพ่อเขา ย่อมต้องสานต่อและทำผิดแบบพ่อเขานั่นแหละ จริงหรือ? เราไม่อาจรู้ได้ว่าถ้าเหมาอ้านอิงมีชีวิตอยู่ต่อมาจะเป็นผู้นำจีนหรือไม่ และจะเป็นคนเช่นไร เพราะเหมาอ้านอิงตายในสงครามเกาหลีไปแล้ว และตายไปตั้งแต่ยังหนุ่ม

แต่เราพอจะรู้ชีวิตของเขาตั้งแต่เด็ก เขามีแม่ชื่อหยางไคฮุ่ย ภรรยาคนแรกของเหมาเจ๋อตง เนื่องจากช่วงที่เหมาเจ๋อตงเริ่มเข้าร่วมงานกับพรรคคอมมิวนิสต์ เหมาเจ๋อตงต้องหลบหนีซ่อนตัว หยางไคฮุ่ยและเหมาอ้านอิงจึงไม่ได้อยู่กับเหมาเจ๋อตง มีช่วงหนึ่งที่เธอไม่เคยได้เจอเหมาเลยถึง 3 ปี

สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไม่ลดระดับความรุนแรง ในที่สุด หยางไคฮุ่ยถูกนายทหารพรรคก๊กมินตั๋งจับกุมพร้อมเหมาอ้านอิง เธอถูกใช้เป็นเหยื่อล่อเหมาเจ๋อตง เหมาอ้านอิงถูกบังคับให้นั่งดูมารดาตัวเองถูกทรมานและในที่สุดก็ถูกยิงตายต่อหน้าลูกชายตัวน้อยของเธอ

จากนั้นเหมาอ้านอิงได้รับความช่วยเหลือ เขาถูกส่งไปศึกษาที่ปารีสและมอสโก เพื่อเลี่ยงภัยสงคราม แต่เมื่อกลับมาจีนได้สักพัก เหมาอ้านอิงก็อาสาไปรบในสงครามเกาหลี จนต้องเสียชีวิตเพราะฝูงบินทิ้งระเบิด

(เรื่องนี้ทำให้นึกถึงฉากหนึ่งในหนังกึ่งสารคดีเสียดสีการเมืองอเมริกันเรื่อง “Fahrenheit 9/11” ที่ผู้กำกับเดินไล่สัมภาษณ์ สส.ที่สนับสนุนสงครามในอิรักหน้ารัฐสภา เขาเดินเอาไมค์จ่อถามบรรดา สส.ว่า “ถ้านักการเมืองเห็นการรบกับอิรักคือสัญลักษณ์ของความรักชาติและมีประโยชน์มากนัก ลูกชายพวกท่าน (สส.) ได้อาสาไปรบในสงครามครั้งนี้หรือไม่?” ในกรณีนี้พ่อลูกเหมาคงตอบได้เต็มปากเต็มคำ ไม่เหมือน สส.อเมริกันที่เอาแต่เดินหนี)

ดูไปชีวิตเหมาอ้านอิงก็มีมุมที่ไม่ควรจะถูกเอามาลดรูปให้ดูง่ายว่ามีบทบาทได้เพียงทายาทของเหมาเจ๋อตง แล้วยังนำความตายของเขามาล้อเล่นสนุกสนาน โดยเฉพาะในความผิดที่เขาไม่ได้กระทำ เขาก็เป็นอีกคนที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับใคร (แม้แต่พ่อ)

สถานการณ์คล้ายๆ กัน ดูได้จากสารคดีที่ชื่อ Hitler’s Children ซึ่งติดตามสัมภาษณ์ลูกหลานของสมาชิกคนสำคัญของพรรคนาซีเยอรมัน แต่ละคนล้วนต้องเผชิญกับความสับสนและกดดันในฐานะที่พวกเขาคือเลือดเนื้อเชื้อไขของอาชญากร

ทั้งๆ ที่ในยุคนาซีเรืองอำนาจ บางคนก็ยังเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ บางคนยังไม่เกิด แต่ทุกคนรู้ดีว่า พ่อแม่ปู่ย่าตายายของพวกเขาคือคนสั่งฆ่าชาวยิว หรือบางคนคือผู้บัญชาการค่ายกักกันที่บางวันได้สังหารยิวนับร้อยรายเองกับมือภายในวันเดียว

กรรมวิธีในการแก้ไขปมขัดแย้งภายในใจแต่ละคนล้วนแตกต่างกันไป บางคนปกป้องความผิดของสิ่งที่พ่อแม่ของตนทำตลอดไป ส่วนบางคนยอมรับว่าพ่อแม่ตัวเองนั้นเป็นอาชญากร และพยายามทำดีเพื่อแก้ไข บางคนถึงขั้นคิดทำหมันตัวเองเพื่อให้เชื้อสายอาชญากรหมดลงที่ตัวเขา ลูกหลานของอาชญากรเหล่านี้จำเป็นต้องรับผิดชอบความผิดของบรรพบุรุษของเขาหรือไม่ ต้องรับผิดชอบมากมายเพียงใด และความรู้สึกผิดจะติดตัวไปแค่ไหน เป็นความซับซ้อนทางจิตใจมนุษย์และสังคม

แต่ถ้ามัวแต่คิดว่าลูกหลานของอาชญากรเหล่านี้ต้องรับโทษเช่นเดียวกับอาชญากร หรือต้องถูกเหมารวมว่าพวกเขาก็จะมีพฤติกรรมแบบเดียวกับบรรพบุรุษของเขา แล้วสังคมจะก้าวเดินต่อไปได้อย่างไร

ที่สำคัญคือ แนวความคิดที่ว่าความประเสริฐ ความดีงาม ความด้อยค่า ทั้งหมดถ่ายทอดทางพันธุกรรมนี่แหละที่เป็นแนวคิดแบบพวกนาซี หากเราคิดแบบนี้ เราจะต่างกับนาซีที่ตรงไหน?

(เพื่อความไม่โลกสวย ยังพอเข้าใจได้ว่าการมองว่าพ่อลูกย่อมต้องเข้าข้างกันนั้นยังพอรับได้ เมื่อพิจารณาเรื่องผลประโยชน์ที่ได้เสียร่วมกันยังมีอยู่ แต่นั่นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีความเป็นไปได้หลากหลายมากมายที่พ่อแม่ลูกหรือญาติกัน ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องมีความคิดและพฤติกรรมเหมือนกันโดยสันดาน และในอีกทางหนึ่ง ถึงไม่ได้เป็นญาติกัน แต่เมื่อมีจุดยืนเรื่องผลประโยชน์ได้เสียตรงกัน ก็มีแนวโน้มจะปกป้องกันและกันโดยไม่เกี่ยวกับ DNA)

ถ้าเอาความเชื่อตามแนวศาสนาพุทธยังต้องยึดพุทธพจน์ว่า แต่ละคนมีกรรมเป็นของตัว มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย และกรรมนี่แหละที่จะจำแนกดีจำแนกเลวได้ มิใช่ DNA

เหมาเจ๋อตงก็เหมาเจ๋อตง เหมาอ้านอิงก็เหมาอ้านอิง เรื่องเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้าของจีน จึงเล่นกันกัดจิกใส่ไข่เอามัน และเล่นกันด้วยรากความคิดที่ไม่ต่างจากพวกนาซี ซึ่งนี่แหละคือ DNA ข้ามสายพันธุ์ที่อันตรายอย่างแท้จริง

 

ศิลปะ ‘การพูด’ สะท้อนศักยภาพผู้บริหารยุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/466352

ศิลปะ ‘การพูด’ สะท้อนศักยภาพผู้บริหารยุคใหม่

โดย…วราภรณ์

หากผู้บริหารคนใดมีการพูดอย่างมีศิลปะก็สามารถเป็นที่ยอมรับของผู้ใต้บังคับบัญชาได้เป็นอย่างดี ศ.ดร.ศักดา ปั้นเหน่งเพ็ชร์ วิทยากรบรรยายเรื่องการพัฒนาบุคลิกภาพและการสื่อสารในลักษณะต่างๆ ให้แก่องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนและผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร ให้คำแนะนำว่า

การพูดที่จะแสดงศักยภาพของผู้บริหาร ผู้บริหารยุคใหม่จะต้องใช้การพูดใน 3 ลักษณะใหญ่ๆ ได้แก่

1.การพูดเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีในเชิงประชาสัมพันธ์กับลูกค้า เพื่อนร่วมงาน พันธมิตรทางการค้าต่างๆ

2.การพูดของผู้บริหารนี้ที่เป็นทางการขึ้นมานิดหนึ่งคือ การพูดในที่ประชุมเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงานนั้น เพราะการทำงานต้องมีการประชุมและศักยภาพของผู้บริหารจะประจักษ์และเป็นที่ยอมรับ ณ ที่ประชุม เช่น การแสดงความเห็น เวลาขายไอเดีย แถลงนโยบาย นำเสนอประเด็นความคิดสำคัญ เสนอการแก้ไขปัญหาขององค์กร แก้ปัญหาบุคลากรทุกระดับ ทุกภาคส่วน คนที่เสนอนโยบายเก่ง ย่อมประสบความสำเร็จได้มากกว่าคนที่ไม่สามารถพูดในที่ประชุมได้ บางคนเก่ง แต่ไม่สามารถแสดงออกให้คนอื่นเข้าใจได้ มันเหมือนขาดทักษะและไม่เป็นที่ยอมรับได้

3.การพูดในที่ประชุมชน หรือพับลิก สปีกกิ้ง จำเป็นสำหรับผู้บริหาร เพราะในโลกปัจจุบัน สื่อสังคม และโซเชียลมีเดียสำคัญมาก การประชาสัมพันธ์องค์กรธุรกิจ ประชาสัมพันธ์ด้วยงานบางครั้งต้องใช้การพูด ผ่านสื่อมวลชนไปสู่สาธารณชน พับลิก สปีกกิ้ง จึงจำเป็น นอกจากใช้โซเชียลมีเดียแล้ว สื่อมวลชนทั่วๆ ไปก็ยังมีบทบาทสำคัญ เช่น พูดออกโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ยิ่งสำคัญ เช่น ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์ที่พูดชนะ ฮิลลารี คลินตัน คือ การพูดผ่านสื่อที่พูดเรื่องนโยบายได้ดี ทำให้เขาชนะ การพูดประชุมชนจึงจำเป็นและสำคัญ การพูดในลักษณะนี้ นอกจากเกี่ยวข้องกับธุรกิจแล้ว เรื่องภาพลักษณ์ของผู้บริหารสำคัญมากๆ เพราะจะเป็นภาพลักษณ์ขององค์กร การพูดในลักษณะนี้จะทำให้เห็นถึงความเป็น “แบรนด์แอมบาสซาเดอร์” และ “คอร์ปอเรตอิมเมจ” ของผู้บริหารท่านนั้นได้ชัดเจน เช่น การกล่าวแสดงความยินดีในโอกาสต่างๆ การกล่าวสุนทรพจน์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้บริหาร

การพูดสื่อสารทั้ง 3 ลักษณะ จึงเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็น สำหรับผู้บริหารเป็นอย่างยิ่ง ในการพัฒนาทักษะด้านนี้การพูดสื่อสารของผู้บริหารนั้นต้องพัฒนาทักษะทั้งสองประเภทไปควบคู่กัน ได้แก่

1.การสื่อสารอวัจนภาษา (non-Verbal Language Communication) การสื่อสารลักษณะนี้ จะรวมเอาภาษากายทุกชนิดไว้ด้วย ทันทีที่ผู้บริหารปรากฏกายท่ามกลางสาธารณชน ก่อนที่จะได้มีโอกาสพูด การสื่อสารโดยแท้จริงแล้วได้เกิดขึ้นแล้ว การแต่งกายของผู้บริหารเอง จะบอกถึงความรู้ว่าอะไรเหมาะ หรือควรกับบริบท หรือโอกาสของการสื่อสารนั้น สถานที่นั้นสำคัญมาก เช่น งานเป็นทางการก็ต้องแต่ง
เป็นทางการ งานสบายก็ต้องแต่งแบบ
ลำลอง นอกจากนั้นอากัปกิริยาท่าทางของผู้บริหารก็เป็นสิ่งสำคัญด้วยเช่นกัน ผู้บริหารที่ได้รับความชื่นชม ส่วนมากมักแสดงออกซึ่งความเชื่อมั่นและความเป็นมิตรในอากัปกิริยาท่าทางทั้งการยืน การเดิน และการปฏิสันถาร

“ดูตัวอย่างสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ทรงเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ ทรงสง่างามในขณะเดียวกันก็นอบน้อม เรียกแรงศรัทธา และความเคารพได้ดีเสมอ การแสดงทางสีหน้าและแววตาสำคัญมาก คนที่จะประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการได้นั้น ต้องมีความเป็นมิตรต่อผู้อื่น ต้องไม่ใช่บุคคลที่สร้างความเสื่อมศรัทรา แสดงออกถึงความเป็นมิตร คือ การแสดงออกทางสีหน้าและสายตา ภาษากายเรื่องนี้ ผู้บริหารที่มีทักษะด้านการสื่อสารก็จะให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นพิเศษ เช่น ผู้ที่ถูกเทรนด์อย่างดี เขาจะแสดงอาการปั้นปึง จองหอง ห่างเหิน ไม่ได้

2.การสื่อสารวจันภาษา (Verbal Language Communication) โดยทั่วไป แบ่งเป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ การพูดและการเขียน การสื่อสารชนิดนี้ เน้นการนำถ้อยคำภาษาที่มีความหมาย ไม่ว่าจะเป็นในภาษาใดภาษาหนึ่งก็ตามมาใช้ในการสื่อสาร ผู้บริหารจะต้องมีทักษะทั้งการพูดและการเขียนเป็นอย่างดีคือ การใช้ถ้อยคำให้เหมาะสมและถูกต้อง ต้องออกเสียงคำไม่ว่าภาษาใดให้ถูกต้องชัดเจน เลือกสรรกลั่นกรองถ้อยคำมาให้เหมาะกับเนื้อเรื่องและคนฟัง และบริบทของการสื่อสาร ในเรื่องของความรู้เชิงภาษาจึงเป็นหัวใจสำคัญของการสื่อสารวัจนะ การได้อ่านฟังมาก ก็จะช่วยให้ผู้บริหารมีทักษะด้านนี้

ในเรื่องการเขียนผู้บริหารคงต้องใช้การเขียนในการทำงานหลายประการ เช่น การเขียนบันทึก ณ ปัจจุบันจำเป็นมาก เพราะเราต้องติดต่อสั่งงานแก้ไขงานในไลน์ อีเมล แต่การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการทำงานนั้นเป็นการสื่อสารทางเดียว ฉะนั้นผู้บริหารต้องระมัดระวังในการเลือกใช้คำต้องสั้น กระชับ ตรงประเด็น ดังนั้นผู้บริหารต้องรู้จักคำที่จะใช้เป็นอย่างดี ยิ่งเขียนสั้นกระชับยิ่งยาก เพราะหมิ่นเหม่จะเกิดการเข้าใจผิด การสะกดคำในฐานะผู้บริหารจะใช้สื่อสังคมออนไลน์แบบวัยรุ่นไม่ได้ อีกทั้งผู้บริหารอาจจะต้องมีทักษะในการบันทึก เช่น บันทึกการประชุม ทำรายงานการประชุมส่งไปถึงพนักงานในระดับต่างๆ ถึงแม้ผู้บริหารบางท่าน อาจไม่ต้องเขียนรายงานด้วยตนเอง แต่ก็ต้องมีทักษะที่จะตรวจแก้ เพื่อไม่ให้เกิดความบกพร่องในรายงานชิ้นนั้นได้ ฉะนั้นผู้บริหารต้องรู้ศัพท์ทั่วไปแล้ว ต้องรู้จักศัพท์วิชาการเฉพาะสาขาอาชีพด้วย และต้องใช้ได้อย่างถูกต้อง หากใช้ไม่ถูกต้องจะถูกสบประมาท เป็นผู้บริหารได้อย่างไร เรื่องแค่นี้ก็ไม่รู้ ผ่านสายตามาได้อย่างไร การเขียนที่ระดับสูงขึ้นไป เช่น การนำเสนอข้อมูลที่ปรากฏในโสตทัศนูปกรณ์ ในแผ่นพับโบรชัวร์แนะนำองค์กร หรือคู่มือสินค้าก็ต้องรอบรู้ ลูกน้องเขียนไม่ถูกก็ต้องแก้เป็น รวมทั้งจดหมายที่ทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการระหว่างองค์กรกับลูกค้า และองค์กรกับองค์กรด้วยกัน รวมทั้งสัญญาที่จะต้องลงนามเป็นความรับผิดชอบของผู้บริหารที่จะต้องรับผิดชอบในรายงานเหล่านี้ เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่น

 

ปรีดิรอยอดีตรำลึกสู่นิจนิรันดร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/466244

ปรีดิรอยอดีตรำลึกสู่นิจนิรันดร์

โดย…มัลลิกา  ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

“ปรีดิ” มีความหมายว่า ความอิ่มใจ ปลื้มใจ ยินดี ดังนั้น “ปรีดิฉายาลักษณ์” จึงเป็นสมุดภาพที่ประมวลพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เเละพระบรมวงศานุวงศ์ จากปกนิตยสารเเละหนังสือเก่ายุคคลาสสิก เมื่อเปิดดูด้านในทีละหน้า พินิจทีละภาพ แน่นอนว่าอารมณ์ความรู้สึกของผู้อ่านจะเป็นไปตามนัยวัตถุประสงค์ของผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา นั้นคือเกิดความปรีดิ อิ่มเอมใจที่ได้รับชมพระบารมีของในหลวง รัชกาลที่ 9

เอนก นาวิกมูล และ ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ 2 นักสะสมและจัดเป็นนักชำระประวัติศาสตร์หลายเรื่อง ได้เป็นผู้ประมวลพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยส่วนใหญ่เป็นภาพจากปกนิตยสารและหนังสือเก่าอันทรงคุณค่าและปฏิทินก่อนยุค 2500 ปรีดิฉายาลักษณ์จึงเสมือนการจารึกร่องรอยแห่งกาลเวลา เป็นสมุดภาพประวัติศาสตร์ในห้วงรัชกาลที่ 9 นับตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์ พ.ศ. 2489-2514

เอนกเล่าถึงที่มาของการเลือกพระบรมฉายาลักษณ์ “เมื่อก่อนตามบ้านเรือน ตามร้านน้ำชา เหนือหน้าต่าง ซุ้มประตูทางเข้าออกจะมีรูปในหลวงติดอยู่  ภาพที่นำมารวมคือหน้าปกนิตยสาร วารสารต่างๆ  เพราะเราสนใจเรื่องสิ่งพิมพ์ นิตยสารคนไม่ค่อยเก็บ ไม่ค่อยได้เห็นกัน ถึงมีสะสมเอาเข้าจริงไม่มีใครมารื้อค้นด้วย แต่เราสนใจก็มาเลือกดูกัน เริ่มตั้งแต่ปี 2489 ที่ในหลวงเสด็จขึ้นครองราชย์ มีทรงพระเยาว์เล็กน้อย ไล่มาปี 2514 หลังจากนั้นปกไม่ค่อยสวย ไม่คลาสสิก”

พระบรมฉายาลักษณ์ที่ปรากฏในเล่มนี้ ต่างจากภาพที่เห็นทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่มาที่ไปของภาพ หรือองค์ประกอบรายละเอียดศิลป์

เอนก นาวิกมูล-ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์

 

“ภาพที่ปรากฏบนปกนิตยสารช่างภาพคัดมาอย่างดีแล้วว่าเป็นภาพที่งดงาม มีพระบารมี ให้สี ออกแบบฟรอนต์ต่างๆ ต่างจากภาพที่ปรากฏตามสื่อโซเชียลทั้งหมด เพราะนั้นเป็นรูปถ่ายจริง ไม่ใช่รูปที่มีการออกแบบตกแต่ง ต่างจากอาร์ตเวิร์ก มันคนละแนวกัน แล้วมันเป็นนวัตกรรมของยุคนั้น อีกอย่างการนำพระบรมฉายาลักษณ์พระเจ้าอยู่หัวจากปกนิตยสาร เรารวบรวมให้เกิดความงดงามความศรัทธา เราริเริ่มเป็นคนแรก พอพิมพ์เมื่อปี 2554 (ปีติฉายาลักษณ์) ได้รับการตอบรับอย่างดี แล้วตอนนี้ก็ขาดตลาดมานานแล้ว เราเลยเริ่มทำอีกครั้ง ให้รูปเล่มหยิบจับสะดวก เพิ่มเติมเนื้อหาที่มีการค้นพบใหม่อย่างมีภาพในหลวงจากปฏิทินน้ำปลา หายากนะ ซึ่งมีทั้งแบบพิมพ์เลย หรือพิมพ์แยกมาแปะ เราเป็นนักสะสมเราต้องใช้งานหนังสือเก่า มาจัดแจงแยะแยกทำบัญชี มันเป็นเรื่องพอได้ พอเห็นปริมาณ อย่างศรีสัปดาห์ อยู่ยุคก่อนปี 2500 บรรณาธิการเป็นหม่อมราชวงศ์ มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับสำนักพระราชวัง ขอพระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงกับสมเด็จมาตีพิมพ์เยอะมาก และที่ตีพิมพ์เยอะ คือ สกุลไทย สตรีสาร แล้วคนทำอาร์ตเวิร์กนิตยสารเหล่านี้เขามีมุมมองที่ดีในการให้สี สมัยก่อนการแยกสี ช่างภาพไม่เห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงชุดอะไร พระราชินีทรงชุดสีอะไร มาให้สีกันเอง รูปเดียวกันแต่ลงคนละหัวก็ให้สีเขียว หัวนี้ให้สีชมพู เหมือนการระบายภาพ นี่คือความงดงาม คือเสน่ห์ของนิตยสาร มันคนละแบบจากรูปถ่าย รูปจากปกนิตยสารเก่าได้เห็นความงดงามของการประดิดประดอยของช่างพิมพ์” ธงชัย กล่าว

เอนกให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า “พระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงไม่ได้แพร่หลาย ในยุครัชกาลที่ 4 เพิ่งเริ่มมี แต่ที่มาทำสมุดภาพยังน้อย เมื่อปลายรัชกาล 6 มีคนทำประมวลภาพรัชกาลที่ 5 แต่ป่านนี้ยังหาไม่เจอแม้แต่เล่มเดียว มาถึงรัชกาลที่ 9 มีสมุดภาพในหลวงขึ้นมา เสด็จประพาสต่างจังหวัด เสด็จประพาสยุโรป เสด็จประพาสอเมริกา เพราะคนชอบชื่นชมพระบารมีท่าน และท่านทรงพระปรีชาสามารถหลายด้าน ท่านทรงทำงานหนักเลยทำให้คนรู้จักทั่วไปหมด แต่ที่เราเลือกพระบรมฉายาลักษณ์ถึงแค่ปี 2514 เอาตรงๆ เพราะอาร์ตเวิร์กหลังจากนั้นไม่สวย ไม่คลาสสิก”

ปรีดิฉายาลักษณ์ ไม่ได้มีแค่ฉายาลักษณ์ของในหลวง รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เเละพระบรมวงศานุวงศ์ หากยังมีรายละเอียดที่ให้ข้อมูลของภาพเพื่อเป็นหลักฐานทางสังคมประวัติศาสตร์

“สมุดภาพดูแล้วเพลิน ถ้ามีแต่เนื้อเรื่องคนก็ไม่ค่อยอ่านกัน แต่เราไม่ได้ลงแต่ภาพสวยๆ แต่ให้รายละเอียดด้วย เราเน้นเรื่องลำดับเวลา ซึ่งการที่เราสนใจงานกราฟฟิกไทย มันจะปรากฏตามปกหนังสือ นิตยสาร วารสารต่างๆ โฆษณา เราได้ประโยชน์นอกจากภาพในหลวง ได้รู้ว่าช่วงนั้นการแต่งกายคนมาเฝ้าฯ รับเสด็จเป็นแบบไหน เห็นถึงสภาพบ้านเรือนยุคนั้น เป็นจดหมายเหตุสังคมทั้งนั้นเลย อย่างน้อยไม่รู้รายละเอียดก็ระบุปีที่ถ่าย ต้องมีการสอบหลักฐานเพราะบางภาพถ่ายนานหลายปีแล้วแต่เพิ่งมาตีพิมพ์” เอนก กล่าว

ธงชัย เพิ่มเติมว่า “นี่คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ รูปแต่ละรูปเรารู้ว่าคือที่ไหน ถ้าลงแต่รูปสวยงามก็หายไป อย่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับดอกบัวจากแม่เฒ่าตุ้ม เมื่อก่อนไม่รู้ว่าคือใคร ฟิลลิ่งดี มาเฝ้าฯ รับเสด็จในหลวงจนดอกบัวเหี่ยว แต่พอรู้สตอรีของรูปนี้ แม่เฒ่าตุ้ม อายุ 96ปี เป็นชาวนครพนม ให้รายละเอียด ภาพนี้เป็นภาพที่ถูกนำไปใช้กันแพร่หลาย (คนถ่ายภาพนี้คือ อาณัติ บุนนาค อดีตช่างภาพส่วนพระองค์ และคนที่ชำระภาพนี้คือ พ.ท.สุจิตร ตุลยานนท์ :เอนก กล่าว)”

ปรีดิฉายาลักษณ์ไม่ได้ดูแล้วอิ่มเอมใจเท่านั้น หากยังได้เห็นพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เห็นสภาพสังคม บ้านเรือน ผู้คนไทยในยุคก่อน ได้เห็นเทคโนโลยีการพิมพ์ไทยก่อนยุค 2500 นับว่าเป็นการหวนรำลึกถึงภาพในอดีตกาล หากแต่จะยังตราตรึงในความทรงจำไปอีกแสนนาน