ชุดกีฬากลางแจ้ง เลือกอย่างไรให้เวิร์ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/466234

ชุดกีฬากลางแจ้ง เลือกอย่างไรให้เวิร์ก

โดย…สมแขก ภาพ : เดอะ นอท เฟซ ไทยแลนด์/เอเอฟพี

เมื่อพูดถึงการออกกำลังกลางแจ้ง สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคงหนีไม่พ้นเสื้อผ้าที่ใส่สบายและรักษาสมดุลของร่างกาย รองรับทุกสภาพอากาศได้ทั้งร้อนทั้งหนาว ซึ่งตัวเลือกสำหรับชุดออกกำลังกายกลางแจ้งส่วนใหญ่ก็จะประกอบไปด้วย กางเกงขายาว กางเกงห้าส่วน กางเกงขาสั้น เสื้อยืด เสื้อแขนกุด แจ็กเกต รองเท้ากีฬา และอุปกรณ์เสริมต่างๆ  ส่วนจะมิกซ์แอนแมตช์กันยังไงก็คงต้องคำนึงถึงสภาพอากาศและความชอบส่วนตัว ซึ่ง เดอะ นอท เฟซ ไทยแลนด์ มีคำแนะนำสำหรับผู้หลงใหลการออกกำลังกายกลางแจ้งมาฝาก ดังนี้

ชุดออกกำลังกายสำหรับสภาพอากาศร้อน : ในวันที่อากาศอบอุ่นหรืออากาศร้อน ควรเลือกผ้าที่ใส่สบายตัว และสามารถดูดซับความชื้นออกจากผิวหนังได้เร็ว รวมไปถึงการป้องกันรังสียูวี เสื้อผ้าที่มีเทคโนโลยีเหล่านี้น่าจะเหมาะกับสภาพอากาศร้อนมากที่สุด

ชุดออกกำลังกายสำหรับวันฝนตก : ฝนไม่เป็นอุปสรรคสำหรับคนที่กระตือรือร้นในการฝึกซ้อม เสื้อผ้าอย่างแจ็กเกตกันฝนเนื้อผ้าบางเบาและรองเท้ากีฬากันน้ำเป็นตัวเลือกที่ดีอันดับต้นๆ ที่จะปกป้องร่างกายให้แห้งอยู่ตลอดเวลา และช่วยให้การฝึกซ้อมของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ชุดออกกำลังกายสำหรับอากาศหนาว : กางเกงขายาว แจ็กเกตกันลม และรองเท้าวิ่งแบบกันน้ำ รวมไปถึงเสื้อผ้าที่สามารถกักเก็บความอบอุ่นได้ดี จะช่วยให้อุณหภูมิร่างกายไม่เปลี่ยนแปลงเร็วจนเกินไปในหน้าหนาว มันจะช่วยรักษาสมดุลร่างกายหลังออกกำลังกาย และป้องกันอาการไม่สบายที่อาจเกิดขึ้นได้ภายหลังอีกด้วย

คุณสมบัติสำคัญในการตัดสินใจซื้อ

– การดูดซับความชื้น : ผ้าที่สามารถดูดซับความชื้นได้ดีจะซับเหงื่อได้เร็ว ทำให้คุณรู้สึกแห้งสบาย ไม่อึดอัด และลดการเสียดสีในขณะที่คุณเล่นกีฬา

– แห้งเร็ว : เนื้อผ้าประเภท โพลีเอสเตอร์ หรือไนลอน หรือเสื้อผ้าที่มีป้ายสัญลักษณ์ที่เขียนว่า FlashDry™ จะช่วยให้รู้สึกสบาย และช่วยให้การฝึกซ้อมของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น

– กันน้ำและลม : ปัจจุบัน Gore-Tex, Dryvent และ WindWall เป็นเทคโนโลยีของเสื้อผ้าออกกำลังกายที่จะช่วยกันน้ำและกันลมได้พร้อมกัน ไม่เพียงเท่านั้นยังระบายอากาศได้ดีขณะสวมใส่

– ป้องกันแสงแดด : เสื้อผ้าที่มีป้ายบอกระดับการกันแดด หรือ UPF (Ultraviolet Protection Factor) ผ่านการทดสอบการป้องกันรังสี UVA และ UVB ยิ่งมีค่าสูงเท่าใด ยิ่งสามารถป้องกันได้มากเท่านั้น

 

– เสื้อแขนยาวที่มีช่องให้นิ้วหัวแม่มือโผล่ออก : เสื้อแขนยาวที่มีปลายแขนเสื้อเสมือนถุงมือ ทำให้ไม่จำเป็นต้องสวมถุงมืออีกชั้น นอกจากจะช่วยยึดแขนเสื้อไว้ไม่ให้เกะกะแล้ว เสื้อบางรุ่นยังมีแม้กระทั้ง Mitten (ถุงมือแบบมีสี่นิ้วอยู่รวมกันและนิ้วหัวแม่มือแยกออกนิ้วเดียว) ติดมากับแขนเสื้อด้วย

– ซับใน : กางเกงขาสั้นบางรุ่นมีซับในที่ทำหน้าที่เป็นกางเกงชั้นในในตัว ซึ่งจะช่วยดูดซับความชื้นและยังเป็นเนื้อผ้าที่แห้งได้เร็ว สามารถป้องกันการเสียดสีกับผิวหนังได้

– คอมเพรสชั่น : กางเกงขาสั้น ถุงน่อง เสื้อ และถุงเท้าสำหรับวิ่งบางรุ่นถูกออกแบบมาให้มีการกระชับกล้ามเนื้อ ช่วยให้ลดอาการเมื่อยล้า และมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

– ตะเข็บป้องกันการเสียดสี : ควรเลือกแบบที่ตะเข็บแบนหรือรอยต่อที่อยู่ห่างจากจุดที่อาจเป็นอุปสรรคต่อท่าทางการเคลื่อนไหวระหว่างเดินหรือวิ่ง

– ตาข่ายระบายอากาศ : เสื้อบางรุ่นเสริมตาข่ายระบายความร้อนสำหรับพื้นที่มีความร้อนสูง เช่น บริเวณหลัง รักแร้ และข้างลำตัว

– สะท้อนแสง : ถ้าคุณวิ่งในเวลากลางคืน หรือเช้ามืด ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่มีคุณสมบัติสะท้อนแสง เพื่อให้ผู้ที่ขับขี่ยานพาหนะสามารถมองเห็นคุณได้ชัดเจนขึ้น และป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นกับคุณ

– กระเป๋า : ข้อดีของการมีกระเป๋า คือ เอาไว้เก็บบัตรประจำตัวประชาชน บัตรเดบิต และกุญแจของคุณไว้ให้มิดชิดปลอดภัย นอกจากกางเกงขาสั้นที่มีกระเป๋าแล้ว เสื้อบางรุ่นก็มีกระเป๋าซ่อนให้ด้วย

 

สึนามิ & โรงแรมในฝันที่ต้องฝ่าฟัน จักริน กตัญชลีกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/466229

สึนามิ & โรงแรมในฝันที่ต้องฝ่าฟัน จักริน กตัญชลีกุล

โดย…วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ในวัย 32 โตโต้-จักริน กตัญชลีกุล สามารถเป็นเจ้าของโรงแรมที่ชิกแห่งหนึ่งในย่าน อ.เมือง จ.ภูเก็ต โดยเขานั่งในตำแหน่งประธานผู้จัดการ โรงแรม Quip bed & Breakfast จ.ภูเก็ต ซึ่งเขาได้แรงบันดาลใจสำนึกรักบ้านเกิดมาจากเหตุการณ์สึนามิที่เปลี่ยนความคิดเด็กหนุ่มที่เข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ ขณะที่เขาเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 ได้เกิดเหตุการณ์สึนามิพัดสู่ฝั่งทะเลอันดามัน ไม่ใช่แค่คร่าชีวิตผู้คนนับ 4,000 แต่ยังทำให้ธุรกิจขายส่งเสื้อผ้าสำเร็จรูปของครอบครัวได้รับผลกระทบขาดทุนหลายล้านบาท แต่ด้วยหน้าที่ที่จักรินตั้งใจว่าเมื่อศึกษาจบจะกลับมาช่วยพ่อกับแม่กู้ธุรกิจที่บ้านมาให้จงได้ นอกจากช่วยพ่อแม่ทำงานกู้วิกฤตแล้ว ในวัยเพียง 28 ปี เขาสามารถมีโรงแรมเล็กๆ เป็นของตัวเองได้แม้ต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย

อาสาสมัครสึนามิ

จากเป็นคนชอบดูหนังสยองขวัญ แต่การเป็นอาสาสมัครเก็บศพที่หาดบางเนียง บางสัก น้ำเข็ม ต.ตะกั่วป่า จ.พังงา ทำให้เขาเปลี่ยนความคิดไม่กล้าดูหนังสยองขวัญอีกเลย ด้วยเป็นคนภูเก็ตมาโดยกำเนิด ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยจักรินเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ขณะที่เรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 อยู่นั้น ได้เกิดสึนามิขึ้นอย่างไม่คาดฝันเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2547 จำได้ว่าตอนเกิดสึนามิเขากำลังเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบ แต่ก็ได้ติดตามข่าวด้วยหัวใจที่กระวนกระวาย เป็นห่วงพ่อกับแม่ที่ภูเก็ต แต่ด้วยหน้าที่ทำให้เขาต้องสอบให้เสร็จเรียบร้อย และเดินทางลงไปภูเก็ตด้วยเครื่องบินไฟลต์เช้าของวันที่ 28 ธ.ค.ทันที

 

“จำได้ว่าตอนเกิดสึนามิตื่นมาตอนเช้า ได้ยินข่าวคลื่นสึนามิพัดภูเก็ต ตอนนั้นไม่รู้ว่าสึนามิคืออะไร ในข่าวเขาใช้คำว่า คลื่นยักษ์ พอโทรหาพ่อแม่ แม่บอกว่าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะบ้านเราไม่ได้ติดทะเล แต่แม่ได้โทรไปหาลูกค้าหลายคนที่มีบ้านอยู่ติดชายทะเลทั้งที่พีพี เกาะลันตา เขาหลักพังงา เพราะแม่รู้สึกเป็นห่วงลูกค้า ผมก็คิดว่าคงไม่เป็นอะไรมาก พอสอบเสร็จเช้าวันที่ 28 ธ.ค. ผมบินกลับไปหาแม่ทันทีเลย พอไปถึงบ้านพบว่าแม่เครียดมาก แม่บอกว่าโทรหาลูกค้าไม่ติดเลย พอวันที่ 29 ธ.ค. ผมพาแม่ไปหาลูกค้าในพื้นที่ประสบภัย ภาพที่เห็นคือร้านค้าทุกอย่างพังพินาศ ผมรู้สึกตกใจมากเพราะภาพก่อนหน้านี้คือสวยงาม จู่ๆ ทุกอย่างพังหมด พอเจอหน้าลูกค้าของแม่ เขาก็มาปรับทุกข์กับแม่ บางบ้านมีสมาชิก 7 คน แต่ตายมากถึง 6 คน” จักรินเล่าว่า เรื่องราวที่ลูกค้าเล่าถึงวินาทีหนีตายคือ ภาพเหมือนในหนังเลย คือ เป็นแฟนกันต้องปีนหนีออกทางหน้าต่างบ้าน เมื่อฟังแล้วเขารู้สึกหดหู่ แทนที่จะได้ถามถึงเงินที่ลูกค้าต้องจ่ายให้แม่ แต่กลับไม่กล้าทวงเงินเพราะรู้สึกสงสาร เศร้าและรู้สึกเป็นห่วงว่า เขาจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร

ผ่านไปอีกแค่ช่วงเวลา 2 วันหลังจากที่จักรินกลับไปบ้าน เพื่อที่ลงไปเป็นอาสาสมัครช่วยมูลนิธิต่างๆ ได้โทรมาชวนเขาไปช่วยกันเก็บศพผู้เสียชีวิตที่หาดคึกคัก บางเนียง บางสักและน้ำเค็ม จ.พังงา จักรินตัดสินใจไปทันที เพราะเขาไม่กลัวเรื่องศพอยู่แล้ว อีกทั้งมีใจที่อยากช่วยเหลือมากกว่า หากทิ้งศพไว้นานจะเสี่ยงต่อโรคระบาด

 

“เพื่อนก็ชวน ประกอบกับผมดูข่าวทีวีประกาศว่าอยากหาอาสาสมัครเพราะเดี๋ยวโรคระบาด ตอนเช้าผมจึงนั่งรถไปมูลนิธิที่ภูเก็ตเพื่อเดินทางไป อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา มีอาสาสมัครราว 10 คน ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ระหว่างทางที่ไปเห็นบ้านเรือน โรงแรมริมทะเลพังทั้งหมด พอมาถึงวัดย่านยาว ซึ่งก่อนที่จะถึงวัดราว 500 เมตร เพื่อนๆ ได้ยื่นหน้ากากอนามัยให้ใส่ แต่ผมปฏิเสธไป แต่พอถึงวันจริงๆ ต้องขอหน้ากากมาปิดปากและจมูกเพราะกลิ่นเหม็นมาก ภาพที่ผมเห็นในวัดคือ คุณหมอพรทิพย์ไม่สวมใส่หน้ากาก เดินเข้าคอนเทนเนอร์นั้น ออกตู้คอนเทนเนอร์นี้ทำงานกันวุ่นมากๆ ผมก็ไปช่วยแบกศพ ซึ่งตอนนั้นสภาพศพแข็งแล้ว” ทำงานภายในวัดย่านยาวซึ่งเป็นศูนย์รวมของการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลมีอาสาสมัครทำงานมากมายอยู่พักหนึ่ง หัวหน้าทีมอาสาสมัครของจักรินก็มอบหมายให้พวกเขาไปช่วยเดินเก็บศพตามชายหาดบริเวณใกล้เคียง ภาพที่พวกเขาเห็นยิ่งสร้างความรู้สึกหดหู่ กับสภาพศพที่เกลื่อนกลาดอยู่ริมหาดอยู่ในสภาพที่ไม่น่าดูนัก

ภาพแห่งความสูญเสีย

ภาพผู้เสียชีวิตนับ 100 ศพ กระจายเกลื่อนอยู่ตามหาด เป็นภาพที่น่ากลัวและจำฝังใจจักรินมาก ส่งผลให้เขากลัวกลิ่นเหม็นมากระทั่งถึงปัจจุบัน

“ตอนนั้นกลิ่นเหม็นรุนแรงมาก พอได้ศพมาก็ช่วยกันแบกลำเลียงใส่ตู้ เป็นครั้งแรกที่ผมได้จับศพจริงๆ มีลักษณะแข็งๆ ทำงานกันได้ 4-5 ชั่วโมงติดต่อกัน มันเป็นช่วงเวลาที่สุดยอดมาก ผมทำหน้าที่แบกอย่างเดียว เจอศพแบกขึ้นรถ เอาไปแยกใส่ตู้ และกลับไปเอาอีก ทุกศพอยู่บนหาดตั้งแต่เกิดเหตุจากวันแรกๆ รุ่นพี่อาสาสมัครบอกว่าเก็บได้เป็นพันศพ แต่ด้วยศพเยอะมาก เก็บอย่างไรก็ไม่หมด การทำงานตรงนั้นทำให้ผมได้ข้อคิดก็คือ ชีวิตมันสั้น ทำอะไรแล้วมีความสุขให้รีบทำ”

 

ครอบครัวของจักรินก็สูญเสียเงินทองไปกับสึนามิเยอะมาก เรียกว่าเกือบหมดตัว เพราะช่วงปลายปีเป็นช่วงที่ขายเสื้อผ้าดีมากเพราะใกล้เทศกาลปีใหม่ที่คนต้องจับจ่ายซื้อของ ซึ่งไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดสึนามิขึ้น

“ครอบครัวผมตอนนั้นเสียหายเกือบ 10 ล้าน ซึ่งค้าขายเรากำไรไม่เยอะเลย อย่างขายได้ 10 ล้าน กำไรเราอาจแค่ล้านเดียว พอเกิดเหตุการณ์นี้ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจว่า หลังเรียนจบต้องกลับบ้านมาช่วยกู้วิกฤต ซึ่งตอนเกิดเหตุการณ์ใหม่ๆ ผมพยายามช่วยแม่ ไปลองดูว่า ลูกค้าสามารถคืนเงินแม่ได้อย่างไรบ้าง แต่พอไปก็พบว่าลูกค้าแม่ก็ลำบากหมดตัวเหมือนกัน ผมก็กลับบ้านมาให้กำลังใจแม่ ปลอบแม่บ้านเราลุยกันใหม่ดีกว่า เราลองไปดูคนไหนไม่เสียหายเยอะ ให้เขาช่วยเรา หรือไปตกลงกับโรงงานว่า เสื้อผ้าที่เราขายออกไปให้ลูกค้าเราเก็บเงินไม่ได้เลย โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าให้เราก็ช่วยเหลือแทนที่จะเก็บ 1 ล้าน ก็เก็บแค่ 5 แสนบาท เราต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะกลับคืนสู่สภาพปกติเพราะรัฐบาลก็ให้การช่วยเหลือ ทำให้เศรษฐกิจของภูเก็ตกลับมาดีเหมือนเดิม ปีเดียวพวกเราก็ช่วยพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส” ที่บ้านของเขา หลังผ่านเหตุการณ์สึนามิก็สามารถฟื้นตัวได้ภายใน 2 ปี เขาก็เรียนจบพอดี

เป็นเจ้าของโรงแรมตั้งแต่อายุยังน้อย

นอกจากสึนามิจะให้แรงบันดาลใจสำนึกรักบ้านเกิดแล้ว เขายังเกิดแรงทำตามความฝันมีโรงแรมเป็นของตัวเองได้ตั้งแต่อายุเพียง 28 ปี จักรินเท้าความไปถึงชีวิตวัยเด็ก เขาเติบโตมาจากที่บ้านมีธุรกิจค้าขายเสื้อผ้าขนาดเล็ก ฐานะปานกลาง ตอนอายุเพียง 15 ปีก็ช่วยงานที่บ้านในตำแหน่งเซลส์ขายเสื้อผ้า เดินทางตระเวนไปขายเสื้อผ้าและไปเยี่ยมลูกค้าหลายที่

 

“พอทำงานได้ตั้งแต่อายุ 15 ตะลุยไปเป็นเซลส์ตระเวนไปทั่ว เก็บสะสมเงินค่าขนมมาเรื่อยๆ อีกส่วนนำไปซื้อของเก่าโบราณเก็บสะสมเพื่อหวังว่า หากมีโรงแรมเป็นของตัวเองจริง จะนำเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ไปประดับและตกแต่งเล่น อาทิ สมัยก่อนทีวีเก่าๆ ราคา 200-300 บาทก็เก็บสะสมจนตอนนี้ราคาประมาณ 4,000-5,000 บาท” พอมีโรงแรมของตัวเองจริงๆ จักรินก็ใช้ของสะสมมาตกแต่งจนกลายเป็นโรงแรมขนาดกลางสุดชิก ถูกใจลูกค้าและสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดโรงแรมขนาด 33 ห้อง ลงทุนไม่มากแค่เก๋ให้เป็นโรงแรมภายใน จ.ภูเก็ต

“โรงแรมของผมนอกจากตกแต่งด้วยของโบราณที่ผมเก็บแล้ว พอบวกกับไอเดียที่ตั้งอยู่บนหลักใช้เงินน้อย แต่ให้ความคิดให้มากก็ช่วยลดต้นทุนในการตกแต่งไปได้เยอะมากครับ ซึ่งถือว่าผมโชคดีได้ไปเจอตึกเก่าโบราณตึกหนึ่ง ไม่ได้ใช้งานมานานมากแล้ว แถมอยู่ใกล้ๆ บ้าน ผมขับรถผ่านทุกวัน วันหนึ่งผมเห็นคุณป้าเจ้าของตึกติดป้ายให้เช่า ตอนนั้นสนใจโทรไปหา แต่คุณป้ายังไม่ตัดสินใจให้ผมเช่า เพราะผมต่อราคาค่าเช่าค่อนข้างมาก เพียรจีบมาเรื่อยๆ คุยมา 2 เดือน จนวันหนึ่งเกิดจุดเปลี่ยนเจอคุณป้าที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง ผมเดินสวนกับคุณป้า ผมเรียกคุณป้าว่า คุณแม่วันนี้วันที่ 5 เดือน 5 ปี 2555 ถือเป็นวันดีที่เราจะเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ด้วยกันนะครับ ซึ่งคุณป้าคงถูกใจที่ผมตั้งใจจริงๆ ก็เลยให้เช่าทั้งตึกด้วยเงินค่าเช่ารายเดือนที่ผมพอจ่ายไหว”

เงินลงทุนก้อนแรก 12 ล้านบาท

ธีมการแต่งโรงแรมที่จักรินใช้แต่งหลายคนมองว่า เข้าท่า อีกทั้งใช้เงินค่าตกแต่งแสนถูกไม่กี่ล้านบาท ก็เนรมิตตึกเก่าอายุ 60 ปี สูง 5 ชั้นติดคลองฮวงจุ้ยดี วิวสวย แห่งห้องได้เลขสวย 33 ห้อง ให้มีความคูลได้ไม่ยาก โดยใช้คำคมมาเตือนใจ ร้อยเรียงตกแต่งตามฝาผนังต่างๆ

“พอต้องตกแต่งโรงแรมผมหาคำคมเก๋ๆ มาดีไซน์เก๋ๆ ไปแปะตามโรงแรม เป็นคำให้กำลังใจที่ผมชอบ ซึ่งคำคมก็แสนง่าย นำไปพรินต์และนำมาแปะ เงินทุนตอนนั้นมี 2 ล้านบาท ซึ่งตอนทำโรงแรมผมเพิ่งจบปริญญาตรีคณะบัญชีจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก็ทำแผนไปกู้แบงก์ ตอนนั้นไม่มีโรงแรมดีไซน์เยอะๆ ความเก๋ของโรงแรมเราคือ การนำของเก่าไปแต่ง ออกมาเป็นโรงแรมสไตล์โบราณ ซึ่งผมออกแบบเองเสียเป็นส่วนใหญ่”

ความมีไอเดีย บวกกับคีย์เวิร์ด คือต้องประหยัด ตกแต่งออกมาได้โรงแรมสไตล์เรโทร ผสมลอฟต์ที่มีความดิบ ย้อนยุค และหัวใจหลักที่ดึงดูดลูกค้าให้กลับมาแล้วกลับมาอีก นอกจากการให้การบริการแบบความประทับใจแรกแล้ว การตั้งราคาที่ไม่สูงเกินไปก็เป็นตัวดึงดูดลูกค้าได้ดี

 

“ผมให้ความสำคัญกับการให้บริการ บวกกับไอเดียเก๋ๆ ในการตกแต่ง เช่น เคาน์เตอร์เช็กอินของโรงแรมผมใช้รถยนต์โบราณมาทำ ส่วนฝาเก่าๆ ของตึกผมรื้อออกมาทั้งหมดเอามาทำเป็นบันไดเก๋ๆ จึงช่วยประหยัดเรื่องวัตถุดิบเป็นอย่างมาก คิดทำโรงแรมผมต้องวางแผนให้รัดกุมที่สุด เอาไม้เก่าของบ้านมาทำเป็นเตียงนอน และเฟอร์นิเจอร์อีกหลายชิ้น ขนาดผมประหยัดผมใช้เงิน 12 ล้านบาทสำหรับค่ารีโนเวตทั้งหมด” ปัจจุบันกู้เงินจากธนาคารมา 10 ล้านบาท เขาสามารถใช้หนี้หมดแล้วภายในเวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น แม้การตกแต่งประหยัดแต่ก็เน้นความสะอาด ผ้าปูที่นอนต้องทอละเอียดเพราะลูกค้าสัมผัสเตียงแล้วจะได้สัมผัสถึงความนุ่ม เนียน สบาย

อุปสรรคที่ต้องฝ่าฟัน

การทำธุรกิจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โตโต้เจอการโกงมาหลายรูปแบบ กว่าโรงแรมจะแต่งแล้วเสร็จสิ้นสวยงาม กลายเป็นโรงแรมสุดชิกแห่งหนึ่งใน จ.ภูเก็ต

“ผมโดนโกงหลายรูปแบบซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติ เช่น จ้างคนวาดรูป 1 แสนบาท เขาให้จ่ายมัดจำ 5 หมื่นบาท เขาแค่สเกตช์ภาพแล้วเขาก็หายไป แล้วอ้างว่าเป็นมะเร็ง พอตามเจอขอเงินอีก
3 หมื่น 5 ก็ให้เขาอีก แล้วเขาก็หายไปอีกทั้งหมดโดนหลอกไป 8 หมื่น 5 พันบาท สิ่งที่แก้ปัญหาคือ ทำใจเราง่ายที่สุด อีกเคสเจอคนรับเหมาก่อสร้างรับเงินไปก็ทำไม่เสร็จอีก อย่าค่าก่อสร้างวงเงิน 2 ล้านบาท จ่ายไปแล้ว 1.8 ล้านบาทแล้ว แต่งานไม่เสร็จ มีการโกงเงินกันระหว่างคนรับงานกับช่าง งานเลยไม่เดิน เราจึงต้องทำเอง โดยจ้างช่างอีกเจ้าหนึ่งมาทำ การป้องกันคือคุ้มเอง ทุกอย่างพยายามคิดภายใต้เงินจำกัด ไม่เคยทำโรงแรมทุกอย่างต้องเซฟ ช่วงก่อสร้างผมทะเลาะกับคนเยอะมาก คนใกล้ตัวที่โกงเรา ผมคิดว่าถ้าทุกคนทำกันตามข้อตกลง ไม่ช้า ทำงานเท่านี้ได้เท่านี้ แต่กลายเป็นไม่ทำตาม แล้วโทษเราว่าเราผิด ผมก็สไตล์เดิม เราจะใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ครับ”

 

‘สยามกัลยา’ กลุ่มคนรักชุดไทยในต่างแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/466207

‘สยามกัลยา’ กลุ่มคนรักชุดไทยในต่างแดน

โดย…ภาดนุ

วิถีชีวิตและมรดกทางวัฒนธรรมความเป็นไทยเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับเรามาช้านาน ไม่ว่าลูกหลานไทยจะไปลงหลักปักฐานอยู่ส่วนใดของโลก มรดกอันงดงามที่สืบต่อกันมานี้ก็ยังคงไม่จางหายไป โดยเฉพาะวัฒนธรรมด้านเสื้อผ้าและการแต่งกายแบบไทยๆ ได้เห็นครั้งใดก็ยังคงความงดงาม มีเสน่ห์ และมีคุณค่าต่อจิตใจชาวไทยเสมอ

ดังเช่น ตุ๊กตา-วิมลยารัตน์ สกุลโชติกาจน์วัย 42 ปี หญิงไทยในต่างแดน ผู้ก่อตั้งกลุ่ม“สยามกัลยา” (Siam Kanlaya) จะมาเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการตั้งกลุ่มเพื่อสืบสานวัฒนธรรมไทยในนครแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ให้ฟัง

“จุดประสงค์ของการตั้งกลุ่ม ‘สยามกัลยา’ เกิดจากความหลงใหลในเสื้อผ้าอาภรณ์แบบไทยๆ หรือชุดไทยเป็นทุนเดิม อีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญก็คือการที่ได้เห็นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ท่านทรงงานเกี่ยวกับผ้าไทยและทรงอนุรักษ์ชุดไทยที่สวยงามให้เผยแพร่ไปสู่สายตาชาวโลก จึงยิ่งเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ดิฉันอยากตั้งกลุ่มสยามกัลยาขึ้นเพื่ออนุรักษ์และเผยแพร่ความงามของชุดไทยให้ชาวต่างชาติได้เห็นมากขึ้น

 

กลุ่มสยามกัลยาตั้งขึ้นเมื่อปี 2014 สมาชิกส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยที่มาอาศัยหรือทำงานอยู่ในเยอรมนี อย่างตัวดิฉันเองก็เป็นเจ้าของสปาและร้านนวดไทยที่ชื่อ ‘Sukanya Thai Massage’ ในเมืองดาร์มสตัดท์ ซึ่งอยู่ใกล้กับนครแฟรงก์เฟิร์ต โดยส่วนตัวแล้วดิฉันมีความรักผ้าไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงไปชักชวนคนไทยซึ่งอยู่ที่นั่น ซึ่งมีทั้งพนักงานร้านอาหาร นักศึกษา และอื่นๆ มารวมกลุ่มกันด้วยความสมัครใจ สมาชิกกลุ่มทุกคนจะรักการแต่งกายด้วยชุดไทย รักการเล่นดนตรีไทย และพร้อมจะร่วมทำกิจกรรมเผยแพร่วัฒนธรรมไทยไปด้วยกัน”

ตุ๊กตาบอกว่า กิจกรรมที่กลุ่มเคยจัดมาแล้วก็คือ การแสดงดนตรีไทย การเดินแฟชั่นเสื้อผ้าชุดไทย และอื่นๆ โดยช่วงแรกเธอได้เปิดแฟนเพจเฟซบุ๊กขึ้นเพื่อให้คนไทยที่สนใจได้เข้ามาดูข้อมูล ดูภาพการจัดกิจกรรม หรือติดต่อเพื่อขอเข้ากลุ่มได้เลย

“อย่างเมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา ในช่วงวันที่ 5 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันพ่อของไทย กลุ่มเราได้ไปเสนอตัวเพื่อช่วยทำกิจกรรมเดินแฟชั่นเสื้อผ้าชุดไทยณ สถานกงสุลไทยในนครแฟรงก์เฟิร์ต ที่จะจัดกิจกรรมวันพ่อขึ้นทุกปีอยู่แล้ว โชคดีว่าผู้ใหญ่ให้ความเมตตา เราจึงไปพรีเซนต์การเดินแฟชั่นโชว์ชุดไทยพระราชนิยมจำนวน 8 ชุด และชุดไทย 4 ภาคอีกหลายชุด และได้รับอนุญาตให้ร่วมกิจกรรมในครั้งนั้นได้ ตอนนั้นรู้สึกดีใจมากๆ ที่กลุ่มสยามกัลยามีโอกาสได้เผยแพร่ความงามของชุดไทยให้คนต่างชาติได้ชม

 

นอกจากนี้ ในปีเดียวกันกลุ่มสยามกัลยายังได้ไปร่วมกิจกรรมที่สถานทูตมาเลเซียในแฟรงก์เฟิร์ตด้วย เพราะได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่สถานทูตให้ไปออกบูธอาหารไทยในงานโรงเรียนนานาชาติอินเตอร์ฯ ซึ่งสถานทูตมาเลเซียเป็นเจ้าภาพ สมาชิกกลุ่มเราก็ใส่ชุดไทยไปทำอาหารไทยแจกแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน ซึ่งโรงเรียนนานาชาติที่กลุ่มเราทำให้ (โรงเรียนที่ลูกชายดิฉันเรียนอยู่) เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด”

ตุ๊กตา เสริมว่า ในปี 2015 เธอได้จัดกิจกรรมขึ้นที่ร้านสปาของตัวเอง โดยมีการแสดงดนตรีไทยวงใหญ่ ซึ่งมีครูสอนดนตรีไทยมาช่วยสอนและควบคุมวงให้ สมาชิกกลุ่มที่เล่นดนตรีไทยได้ก็จะมาร่วมเล่นเครื่องดนตรีต่างๆ ตัวเธอเองก็ร่วมตีขิมโชว์ภายในงาน รวมทั้งลูกชายของเธอก็ร่วมตีระนาดด้วย

“ถ้าถามว่ากลุ่มสยามกัลยาได้อะไรจากการทำกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ ก็ตอบได้เต็มปากว่าเราได้ความภาคภูมิใจในความเป็นไทยภาคภูมิใจที่ได้เผยแพร่วัฒนธรรมการแต่งกาย การเล่นดนตรี ที่บ่งบอกถึงความเป็นไทยให้ชาวโลกได้เห็น ที่สำคัญมันทำให้รู้ว่ารากเหง้าของเราคือคนไทยซึ่งมีวิถีชีวิตที่งดงาม แม้แต่ชุดพนักงานในร้านสปา ดิฉันยังตัดชุดไทยเรือนต้นให้พวกเขาใส่ด้วยเลย ซึ่งทุกคนก็ใส่ด้วยความภาคภูมิใจ

 

ปัจจุบันนี้กลุ่มสยามกัลยามีสมาชิกทั้งหมด 30 กว่าคน เมื่อจะมีการจัดกิจกรรมอะไร นอกจากติดตามได้บนหน้าเพจแล้ว สมาชิกทุกคนยังช่วยกันบอกต่อและชักชวนกันมาร่วมทำกิจกรรมอยู่เสมอ ในอนาคตสิ่งที่กลุ่มเราอยากทำก็คือ การจัดแสดงศิลปะผ้าไทย รวมทั้งภาพถ่าย รูปวาดลายไทยในแบบต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคิดจะทำกันอยู่ ก็ได้แต่หวังว่ากลุ่มสยามกัลยาจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเผยแพร่ความเป็นไทยให้ชาวต่างชาติได้รู้จัก ได้เห็น และได้ชื่นชมไม่มากก็น้อย”

ผู้ที่สนใจอยากให้ “กลุ่มสยามกัลยา” ไปร่วมทำกิจกรรม หรือต้องการขอยืมชุดไทยไปใช้ในงานต่างๆ สามารถติดต่อได้ที่แฟนเพจFB : Siam Kanlaya

 

จัดระเบียบ ขยะท้องสนามหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/465766

จัดระเบียบ ขยะท้องสนามหลวง

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

หนึ่งเดือนหลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประชาชนยังคงหลั่งไหลเข้ามาถวายสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทกันอย่างไม่ขาดสาย

ภาพน่าประทับใจอยู่ที่บรรยากาศแห่งความโอบอ้อมอารี คนไทยจากทั่วทุกสารทิศพร้อมใจกันมาทำความดี ไม่ว่าจะแจกอาหาร ขนมนมเนย น้ำดื่ม ข้าวของเครื่องใช้จำเป็น จนถึงขับรถรับส่งฟรี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แต่ขณะเดียวกันจำนวนคนมหาศาลย่อมเกิดปัญหาตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ ขยะทะลักล้นถูกทิ้งไม่เป็นที่เป็นทาง ส่งผลกระทบต่อทัศนียภาพรอบท้องสนามหลวง

จากการเปิดเผยของกรุงเทพมหานคร (กทม.) พบว่า ช่วงแรกๆ มีขยะตกค้างเฉลี่ยวันละกว่า 80 ตัน โดยเฉพาะวันที่ 22 ต.ค. เพียงวันเดียวซึ่งมีกิจกรรมร่วมใจกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี มีจำนวนขยะสูงถึง 178 ตัน สาเหตุมาจากการที่มีคนนำอาหารและเครื่องดื่มมาแจกเป็นจำนวนมาก หลายคนรับประทานไม่หมด หรือไม่ได้แตะต้องเลย สุดท้ายกลายเป็นขยะหมักหมมเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว

ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ต้นมะขามสนามหลวง 783 ต้น ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากมีคนเทน้ำและเศษอาหารทิ้งลงใต้ต้นมะขาม ทำให้น้ำขังจนรากเน่า ต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่มาอารักขาต้นมะขามสนามหลวงให้มีชีวิตรอดต่อไป นอกจากนี้ยังพบปัญหาการใช้โฟมจำนวนนับแสนใบเป็นภาชนะใส่อาหาร ย่อยสลายยาก แถมทำลายสิ่งแวดล้อม และปัญหาคนขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการคัดแยกขยะ

ผศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานอาสาสมัครงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (Volunteers For Dad) ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และ กทม. วางมาตรการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วยการให้อาสาสมัครกว่า 600 คน/วัน จัดเก็บรวบรวมขยะ อบรมอาสาสมัครให้ความรู้ประชาชนเรื่องการคัดแยกขยะ รณรงค์ให้ทุกฝ่ายใช้บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ ส่งเสริมให้ประชาชนนำบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารหรือน้ำดื่มมาเอง

ผลจากการร่วมมือร่วมใจกันจัดระเบียบขยะที่สนามหลวง ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา สากล ฐินะกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ขณะนี้ปริมาณขยะบริเวณรอบท้องสนามหลวงและรอบพระบรมมหาราชวังลดลงเกินกว่าครึ่งหนึ่ง จากเดิมในเดือน ต.ค. 2559 ที่มีปริมาณขยะเฉลี่ยวันละกว่า 80 ตัน ปัจจุบันเหลือเพียงวันละ 48 ตัน

สาเหตุที่ปริมาณขยะลดจำนวนลง เนื่องจากหลายภาคส่วนร่วมมือกัน โดยเฉพาะการจัดระเบียบการแจกอาหารให้กับประชาชน การสร้างจิตอาสา 10,342 คน ให้เป็นชุดเคลื่อนที่ในการเก็บคัดแยกขยะ และรณรงค์ให้ประชาชนร่วมมือจัดการขยะอย่างถูกต้อง

ขอปรบมือให้ทุกภาคส่วนที่ช่วยกันคนละไม้ละมือ ทำให้ปริมาณขยะที่ท้องสนามหลวงลดลงอย่างน่าชื่นใจ

 

พลังงานทดแทน พลังจากพ่อแห่งแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/465762

พลังงานทดแทน พลังจากพ่อแห่งแผ่นดิน

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

สายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเห็นปัญหาด้านพลังงานที่ไทยต้องซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศจำนวนมาก ทำให้เกิดแนวพระราชดำริก่อตั้งโครงการผลิตพลังงานทดแทนขึ้นมาเมื่อ 50 ปีก่อนที่สถานการณ์จะเกิดขึ้นจริง

พระองค์ทรงเห็นประโยชน์ของพลังงานทดแทนจากพืช จึงทรงริเริ่มให้มีการวิจัย ทดลอง ผลิต และใช้พลังงานทดแทนจากพืช ทั้งการผลิต “เอทานอล” จากอ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด มันฝรั่ง เป็นส่วนประกอบผลิตน้ำมันเบนซิน การผลิต “แก๊สโซฮอล์” เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการผสมระหว่างเอทานอลกับน้ำมันเบนซิน 91 การผลิต “ไบโอดีเซล” น้ำมันจากพืชหรือไขมันสัตว์ที่ใช้แล้วเพื่อผลิตน้ำมันดีเซล และ “ดีโซฮอล์” น้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการผสมน้ำมันดีเซลกับแอลกอฮอล์ เพื่อนำไปใช้แทนน้ำมันของเครื่องยนต์ดีเซล

ด้วยทรงมีพระราชดำริว่า ในอนาคตอาจเกิดการขาดแคลนน้ำมันและราคาอ้อยอาจตกต่ำ จึงมีพระราชประสงค์ให้ผลิตพลังงานทดแทน โดยได้พระราชทานเงินทุนวิจัยเริ่มต้นเป็นจำนวน 925,500 บาท และได้นำมาผลิตในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ในปี 2528 จากนั้นผลงานวิจัยด้านพลังงานทดแทนถูกขยายผลไปสู่ภาคชนบท ในปีเดียวกัน พระองค์มีพระราชดำริให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มที่สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จ.กระบี่ เนื่องจากเป็นแหล่งปลูกปาล์มน้ำมันจำนวนมาก และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ขนาดเล็ก ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส

ต่อมาในปี 2543 กองงานส่วนพระองค์ได้ทำวิจัยพัฒนาและทดลองนำน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ หรือปาล์มดีเซล มาทดลองใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลของกองงานส่วนพระองค์ที่วังไกลกังวล จากความสำเร็จดังกล่าว ในหลวงรัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์ยื่นจดสิทธิบัตร “การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องยนต์ดีเซล” เป็นสิทธิบัตรเลขที่ 10764 ซึ่งเป็นนวัตกรรมครั้งแรกของไทย นับจากนั้นเป็นต้นมาหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และบริษัทผู้ค้าน้ำมัน ได้ร่วมมือกันพัฒนาหน่วยผลิตต้นแบบจนสามารถผลิตได้ในเชิงพาณิชย์

 

 

 

แก๊สโซฮอล์ เบนซินสะอาด

การศึกษาวิจัยภายในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เริ่มตั้งแต่การทดลองปลูกอ้อยหลายพันธุ์ เพื่อคัดเลือกพันธุ์ที่ดีที่สุดนำมาทำแอลกอฮอล์ รวมถึงรับซื้ออ้อยจากเกษตรกรเพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบ โดยได้เริ่มเดินเครื่องการผลิตครั้งแรกในโรงงานแอลกอฮอล์ ในปี 2529 สามารถผลิตแอลกอฮอล์ร้อยละ 91 ทว่าแอลกอฮอล์ที่ผลิตได้ในช่วงแรกยังไม่สามารถนำไปผสมกับเบนซินได้ จึงนำผลผลิตที่ได้ไปทำเป็นน้ำส้มสายชู และทำเป็นแอลกอฮอล์แข็งใช้อุ่นอาหารให้กับห้องเครื่องของสวนจิตรลดา

ต่อมาโรงงานแอลกอฮอล์มีการปรับปรุงการกลั่นเรื่อยมา จนสามารถผลิตแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 95 ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อนำแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ร้อยละ 95 ไปผสมกับน้ำมันเบนซินเติมเครื่องยนต์ กลับไม่ประสบความสำเร็จ เพราะแอลกอฮอล์มีน้ำผสมอยู่ด้วย จึงต้องนำไปกลั่นแยกน้ำเพื่อให้ได้แอลกอฮอล์บริสุทธิ์ร้อยละ 99.5 หรือที่เรียกว่า เอทานอล นั่นเอง

วัตถุดิบที่ใช้ผลิตเอทานอลมี 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ วัตถุดิบประเภทแป้ง เช่น ธัญพืช ข้าวเจ้า ข้าวสาลี ข้าวโพด มันสำปะหลัง วัตถุดิบประเภทน้ำตาล เช่น อ้อย กากน้ำตาล และวัตถุดิบประเภทเส้นใย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลพลอยได้จากผลผลิตทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ชานอ้อย ซังข้าวโพด รวมทั้งของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม เช่น โรงงานกระดาษ เป็นต้น

 

จากนั้นในปี 2537 โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ได้ขยายกำลังการผลิตเอทานอลเพื่อให้มีปริมาณเพียงพอผสมกับน้ำมันเบนซิน 91 ในอัตราส่วน 1 ต่อ 9 ได้เป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ เติมให้กับรถยนต์ทุกคันของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ปัจจุบันสถานีบริการเชื้อเพลิงในโครงการส่วนพระองค์ฯ ได้ผลิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์เติมให้กับรถยนต์ทุกคันของโครงการ และงานทดลองผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงยังเป็นแหล่งความรู้แก่ประชาชนที่สนใจด้วย

ทุกวันนี้น้ำมันเบนซินที่มีขายในเมืองไทยมีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นแก๊สโซฮอล์ 95 แก๊สโซฮอล์ 91 อี20 และอี85 ที่ถูกต่อยอดมาจากแก๊สโซฮอล์ โดยแก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 คือน้ำมันที่มีส่วนผสมของน้ำมันร้อยละ 90 ส่วนอีกร้อยละ 10 เป็นเอทิลแอลกอฮอล์ สำหรับ อี20 คือน้ำมันที่มีส่วนผสมของน้ำมันร้อยละ 80 และร้อยละ 20 เป็นเอทิลแอลกอฮอล์ และประเภท อี85 คือน้ำมันที่มีส่วนผสมของน้ำมันร้อยละ 15 และอีกร้อยละ 85 เป็นเอทิลแอลกอฮอล์ น้ำมันที่มีส่วนประกอบของเอทิลแอลกอฮอล์มาก ราคาจะถูกกว่าน้ำมันปกติ ซึ่งปัจจุบันบริษัทผลิตรถยนต์หลายรุ่นได้มีการเปลี่ยนชิ้นส่วนของเครื่องยนต์เพื่อรองรับน้ำมัน อี85 ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ไบโอดีเซลแปลงปาล์มเป็นน้ำมัน

เมื่อปี 2526 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มขนาดเล็กที่สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จ.กระบี่ เนื่องจากเป็นแหล่งปลูกปาล์มน้ำมันจำนวนมาก และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ขนาดเล็กที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส จากนั้นโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา และกองงานส่วนพระองค์ วังไกลกังวล จ.ประจวบคีรีขันธ์ เริ่มการทดลองนำน้ำมันปาล์มมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล

ประธานมูลนิธิภูมิพลังปันน้ำใจไบโอดีเซล กล่าวว่า มีคนนับพันคนเข้าสู่ระบบโครงการพระราชดำริ ในการนำน้ำมันเหลือใช้ น้ำมันทอดปลาที่ทิ้งไปโดยไร้ประโยชน์กลับมาทำประโยชน์เป็นพลังงานสะอาด แม้ว่าสิ่งที่ตนทำอยู่นั้นจะเป็นเพียงจุดเล็กๆ แต่ก็นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ท่าน เพราะฉะนั้นการบอกรักพระองค์ท่านเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ เราทุกคนต้องร่วมมือกัน และลงมือทำตามแนวทางที่พระองค์ท่านได้ทรงสอนไว้ เพื่อเป็นการตอบแทนและเดินตามรอยพ่อหลวงของเรา ซึ่งสามารถขยายเครือข่ายไปยังพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยกตัวอย่างกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไบโอดีเซล ต.ลำใหม่ จ.ยะลา ที่นำไบโอดีเซลมาใช้ในหมู่บ้าน ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายภายในชุมชน และชาวบ้านมีชีวิตการกินอยู่ที่ดีขึ้นพระองค์ทรงใช้เวลากว่า 30 ปี ในการคิดค้นและทดลองพลังงานทดแทนไบโอดีเซล ซึ่งแม้ว่าไบโอดีเซลจะทดแทนการใช้น้ำมันดีเซลได้ไม่หมด แต่เป็นพลังงานทดแทนที่มีราคาถูกกว่าราคาน้ำมันดีเซลปกติ สามารถลดมลพิษทางอากาศ และส่งผลดีต่อเกษตรกรไทย ทำให้ไบโอดีเซลจึงเป็นเชื้อเพลิงแห่งความหวังของประเทศไทย

วัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซลจะแตกต่างกันไปตามลักษณะสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศ เช่น สหรัฐ ทำจากถั่วเหลืองซึ่งปลูกเป็นจำนวนมาก ส่วนในประเทศแถบยุโรปทำจากเมล็ดเรพและเมล็ดทานตะวัน และสำหรับประเทศไทยทำจากมะพร้าวและปาล์มน้ำมัน โดยผลการวิจัยในปัจจุบันพบว่า ปาล์มคือพืชที่ดีและเหมาะสมที่สุดในการนำมาใช้ทำไบโอดีเซล เพราะเป็นพืชที่มีศักยภาพในการนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงสูงกว่าพืชน้ำมันชนิดอื่น มีต้นทุนการผลิตต่ำ ให้ผลผลิตต่อพื้นที่สูง และปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตน้ำมันต่อไร่สูงกว่าเมล็ดเรพซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซลในประเทศแถบยุโรปถึง 5 เท่า และสูงกว่าถั่วเหลืองที่ใช้กันมากในสหรัฐถึง 10 เท่า

 

 

ในปี 2547 พระองค์ทรงรับสั่งกับผู้บริหารบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) พร้อมด้วยผู้บริหารจากประเทศญี่ปุ่นที่มาเข้าเฝ้าฯ เรื่องเมล็ดสบู่ดำว่า น่าจะมีคุณสมบัติบางอย่างดีกว่าน้ำมันปาล์มในการทำไบโอดีเซล เพราะต้นสบู่ดำเจริญเติบโตได้เร็วกว่าปาล์มน้ำมัน

จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ต้นสบู่ดำขยายพันธุ์ง่ายและมีอายุยืนกว่าต้นปาล์ม โดยมีอายุยืน 50 ปี และเริ่มเก็บผลผลิตได้เมื่ออายุ 5-8 เดือน นอกจากนั้นน้ำมันพืชใช้แล้วก็สามารถนำมาทำไบโอดีเซลได้เช่นกัน ซึ่งน้ำมันพืชใช้แล้วเป็นวัตถุดิบที่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ใช้ผลิตไบโอดีเซลมาเนิ่นนาน และปัจจุบันบริษัท บางจากปิโตรเลียม ก็ได้รับซื้อน้ำมันพืชใช้แล้วไปทำเป็นไบโอดีเซล

การใช้น้ำมันปาล์มมาเป็นไบโอดีเซลได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล” เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2544 และโครงการน้ำมันไบโอดีเซลสูตรสกัดจากน้ำมันปาล์ม ยังได้รับเหรียญทองประกาศนียบัตรสดุดีเทิดพระเกียรติคุณพร้อมถ้วยรางวัล

วิกฤตด้านพลังงานในประเทศไทยถูกแก้ไขอย่างยั่งยืน จากพระปรีชาสามารถด้านวิทยาศาสตร์และพลังงานทดแทนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมทั้งการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำได้อีกประการ กล่าวได้ว่า การพัฒนาพลังงานทดแทนทั้งแก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล และพลังงานทดแทนอื่นๆ ตามแนวพระราชดำริ เป็นโครงการแห่งอนาคตที่ส่งผลดีต่อบ้านเมืองและคนไทยแล้วในปัจจุบัน

 

เหตุเกิดที่นครปูเน่ …อินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/466250

เหตุเกิดที่นครปูเน่ ...อินเดีย

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระศาสนา ได้รับนิมนต์มานครมุมไบและเมืองปูเน่ รัฐมหาราษฎร์ อินเดียในระหว่างวันที่ ๑๔-๑๘ พ.ย. ๒๕๕๙ จากการได้มีโอกาสไปเยี่ยมวัดของศาสนาเชนหรือไชนะของนิคันถนาฏบุตร หรือศาสนามหาวีระที่เมืองปูเน่ นครไอทีที่รุ่งเรืองในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นเมืองที่มีอากาศดี มีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพื้นที่สีเขียว จึงได้มีโอกาสสนทนากับศรัทธาคนสำคัญของศาสนาเชน

ก่อนจะวิสัชนาในเรื่องดังกล่าว ให้นึกถึงเรื่องในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธองค์ทรงโต้ตอบกับสาวกพวกนิคันถนาฏบุตรศาสนาของนิครนถ์ทั้งหลาย ในครั้งที่ทรงเห็นนิครนถ์หมู่ใหญ่ บำเพ็ญตบะด้วยการยืนเป็นวัตรอยู่ข้างภูเขาอิสิคิลิในเขตพระนครราชคฤห์ แคว้นมคธ ทรงตรัสถามบรรดานิครนถ์เหล่านั้นว่า ทำไมมายืนทนทุกข์ทรมานกันอยู่อย่างนี้ ดูเป็นความลำบากอย่างยิ่ง?

พวกนิครนถ์เหล่านั้นกราบทูลพระองค์ว่า “นิคันถนาฏบุตร ศาสดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย ผู้รู้ …ผู้เห็นสิ่งทั้งปวง ผู้มีญาณทัสนะในทุกอิริยาบถ ท่านได้สอนพวกเราว่า พวกเรามีบาปกรรมติดตัวมาแต่ปางก่อน พวกเราจะต้องสลัดบาปกรรมนี้เสีย ด้วยการบำเพ็ญตบะเช่นนี้ ไม่เป็นการทำกรรมเพิ่มขึ้นมาใหม่ กรรมเก่าชำระให้สิ้นไปด้วยการบำเพ็ญตบะ เมื่อทำได้อย่างนี้ก็จะมีอนวัสสวธรรมคือความที่ไม่มีอำนาจอะไรๆ มาบีบคั้น ไม่มีสิ่งใดมามีอำนาจเหนือพวกเราอีกต่อไป เมื่อไม่มีอะไรมามีอำนาจเหนือพวกเราอีกต่อไป เราก็มีกัมมักขยะ (ความสิ้นกรรม) เมื่อสิ้นกรรมก็ถึงความสิ้นทุกข์ (ทุกขักขยะ) เมื่อสิ้นทุกข์ก็ถึงความสิ้นเวทนา (เวทนากขยะ) ทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง จึงเป็นอันว่า เสื่อมสลายไปไม่มีเหลือ…”

พระพุทธเจ้าของเราได้ตรัสถามนิครนถ์เหล่านั้นว่า “ท่านทั้งหลายทราบหรือว่า เคยอยู่ในภพก่อน ท่านเคยทำบาปกรรมไว้ในภพก่อนหรือเคยทำกรรมอย่างนั้นอย่างนี้กี่อย่างในภพก่อนหรือทุกข์ของท่านทั้งหลายสลัดออกไปแล้วได้เท่าไหร่ เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลายทราบวิธีการละหรือวิธีละบาปอกุศล หรือทราบวิธีทำกุศลให้ถึงพร้อมในบัดนี้หรือ”  พวกนิครนถ์ก็ได้แต่ตอบทุกคำถามว่า ไม่ทราบ ไม่ทราบ ไม่ทราบ ฯลฯ

 

พระพุทธเจ้าได้ตรัสสรุปลงในประโยคสุดท้ายว่า น่าประหลาดใจอยู่ว่าถามอะไรๆ ท่านก็ไม่ทราบไปทั้งหมดดังนี้แล้ว มันก็จะมีแต่คนชั้นเลวที่มีมือเปื้อนเลือด เกิดในตระกูลต่ำเท่านั้นแหละที่จะมาบวชในสำนักนิครนถ์/ศาสนาเชน ฯลฯ

จริงๆ ในเรื่องดังกล่าวยังมีสาระยาวกว่านี้ แต่ก็จบตรงนี้ด้วยเพียงแค่ยกขึ้นมาเป็นธัมมานุสติ เป็นแนวทางในการตอบปัญหากับบุคคลที่มีศรัทธามั่นคงในไชนะ

หลายปัญหาได้ตอบไปแบบพุทธศาสตร์ หรือ Buddhist Science จนถึงปัญหาสำคัญข้อหนึ่งที่เป็นไปตามแนวความเชื่อของศาสนาเชนคือ เรื่องที่ผู้ถามกังขาว่าตนเองมีกรรมที่ไม่ดีอันต้องชดใช้ แต่กลับไม่ชดใช้ ด้วยการไปรับบุญกุศลและละสิ้นกรรมอกุศลนั้นเสีย เรื่องดังกล่าวมันไม่ใช่เป็นการปฏิเสธความจริงไปละหรือ จริงๆ แล้ว เราควรเปลื้องกรรมนั้นด้วยการรับผลแห่งกรรมนั้นๆ โดยตรง ไม่ควรหาวิธีการใดๆ มาใช้เพื่อการออกไปจากกรรมนั้นๆ

จึงใช้หลักที่ว่า เหนือบุญคือกรรม แต่เหนือกรรมคือวิปัสสนาญาณ เป็นแนวทางวิสัชนาจนจบข้อสงสัย นำมาสู่ความศรัทธาด้วยตัวอย่างที่ยกขึ้นประกอบการอธิบายธรรม

หลายปัญหาถูกวิสัชนาในค่ำคืนนั้นต่อเนื่องเป็นคืนที่ ๒ ณ เมืองปูเน่ ที่สุดแห่งปัญหาคือการให้ความเคารพในธรรมที่วิสัชนา นำมาสู่การปวารณาสร้างวัดพุทธศาสนาถวายเพื่อเป็นศูนย์วิปัสสนากรรมฐาน บนที่ดินในโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ในกลางเมืองปูเน่ ท่ามกลางความดีใจของชาวพุทธในอินเดีย ก่อนเดินทางกลับประเทศไทยในวันนี้ (๑๘ พ.ย. ๒๕๕๙)

 

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) สังฆโสภณของราชอาณาจักรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/466249

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) สังฆโสภณของราชอาณาจักรไทย

โดย…สมาน สุดโต

ผู้เขียนเชื่อว่าผู้ที่เคยพบและเข้าใกล้พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ไม่ว่าจะในช่วงไหน สมัยใด ตั้งแต่ยังเป็นพระมหาประยุทธ์ จนกระทั่งเป็นพระมหา เถระชั้นเจ้าคณะรอง จะพบว่าท่านมีความเสมอต้นเสมอปลาย ปฏิสันถาร ต้อนรับอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นไม่เปลี่ยน แปลง ผู้ที่กราบและใกล้ชิดจึงกราบด้วยความสนิทใจ และฟูใจ เพราะท่านคือสังฆโสภณของคณะสงฆ์และของชาติไทย

อ่านหนังสือกว่าจะพบหลวงลุงฉายแล้วพากันไปวัดญาณเวศก์ (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2) 12 ต.ค. 2558 จะเห็นภาพพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ตั้งแต่เป็นสามเณรน้อยจากวัดบ้านกร่าง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี บ้านเกิด เข้ามาเรียนธรรมบาลีในกรุงเทพฯ โดยพำนัก ณ วัดพระพิเรนทร์ ถนนวรจักร เมื่อ พ.ศ. 2494 ที่เป็นคนเก่งเรียนจบทุกชั้นทุกประโยคตั้งแต่เป็นสามเณร คือสอบบาลีได้ ป.ธ.9  เมื่อ พ.ศ. 2504 เป็นรูปที่ 2 ในรัชกาลที่ 9 และรูปที่ 4 ในสมัยรัตนโกสินทร์ และจบพุทธศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1) ในปีเดียวกัน ยังไม่รวมวุฒิที่สมัครสอบจากกระทรวงศึกษาธิการ เช่น วุฒิครูมัธยม ศึกษา (พ.ม.) เป็นต้น

เมื่อจบชั้นสูงสุด รวมทั้งเป็นนาคหลวงเมื่ออุปสมบทเดือน ก.ค. 2504 ท่านกลายเป็นพระนักศึกษาที่ทรงความรู้ เป็นที่ต้องการของสถาบันต่างๆ ไม่รวมมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่จองตัวให้เป็นอาจารย์สอน รวมทั้งทำหลักสูตรโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ การเขียนแบบเรียนภาษาอังกฤษ โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์

ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการของคณะสงฆ์ รวมทั้งทำงานที่ชอบคือการเขียนพจนานุกรมท่านเล่าว่า เมื่อเดือน มิ.ย. 2504 สมเด็จพระสังฆราช กิตติโสภณมหาเถระ วัดเบญจมบพิตร เสด็จสหรัฐอเมริกา และยุโรป เยี่ยมเยียนสถาบันการศึกษาที่สอนวิชาพระพทธศาสนา โดยมี ฟุ้ง ศรีวิจารณ์ อธิบดีกรมการศาสนาเดินทางด้วย จึงเกิด ความคิดหลายอย่างเกี่ยวกับการศึกษาค้นคว้าในด้านวิชาการทางพระพุทธศาสนา กลับมาจึงตั้งหน่วยวิจัยทางพระพุทธศาสนาขึ้นวันที่ 1 พ.ย. 2504 มี พระราชาคณะ รวมทั้งพระมหาเปรียญ 9 รวมทั้งตัวท่านเจ้าคุณ ซึ่งเพิ่งบวชใหม่ก็ถูกเรียกไปร่วมงาน ได้รับมอบหมายให้อยู่ในคณะทำงานพจนานุกรมบาลี-ไทย-อังกฤษ เป็นการริเริ่มที่สำคัญ แต่ท่านว่าจะให้กว้างยิ่งขึ้นต้องมีพจนานุกรมศัพท์พระพุทธศาสนา ท่านจึงเริ่มเขียนพจนานุกรมศัพท์พระพุทธศาสนา บาลี-ไทย-อังกฤษ เดือน ต.ค. 2506 ซึ่งต่อมาคือพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ กับพจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลธรรม งานพจนานุกรมดังกล่าวมาทำที่วัดตอนค่ำ แต่ทำได้ไม่เท่าไรต้องไปทำงานบริหาร เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเลขาธิการ มจร เมื่อ พ.ศ. 2507 คราวนี้งานท่วมท้นทั้งบริหาร และวิชาการ ที่จำวัดของท่านแทนที่จะเป็นวัดพระพิเรนทร์ กลายเป็น มจร วัดมหาธาตุไปเสียแล้ว

อ่านถึงตอนที่ท่านทำงานหลายอย่าง แต่เชื่อหรือไม่ท่านไม่เคยขอให้ใครช่วยเหลือในงานส่วนตัว เช่น ซักสบง-จีวร เช็ดถูพื้นกุฏิ ทำความสะอาด ล้างบาตร ล้างจานที่ฉันอาหาร ท่านทำได้เองได้อย่างง่ายดายเคยชินตั้งแต่เป็นสามเณร เมื่อเป็นพระก็ทำต่อมาจนชรา ท่านว่าการที่ทำอย่างนี้เป็นความสะดวก โปร่ง โล่ง เบาตัว ท่านนั้นใช้ผ้าเพียง 3 ผืน กลางคืนซัก ตากในกุฏิ รุ่งขึ้นนำมาห่มได้เลย ส่วนที่นอนชอบที่สุดคือนอนบนพื้นกระดาน แต่เมื่อมานอนที่ มจร ใช้เสื่อปู 1 ผืน เพราะคนเข้าออกบ่อย หรือถ้านอนบนโต๊ะที่มีกระจกก็ใช้เสื่อปูทับกันเหนอะหนะ

เมื่อรับนิมนต์ไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยที่สหรัฐอเมริกา ปี 2515, 2519 หรือ 2524 ท่านไม่ได้ครองผ้าอื่นนอกเหนือจากจีวรที่พระธรรมวินัยอนุญาต แม้จะมีโยมฝรั่งหวังดีหาผ้าหนาตัดเย็บอย่างดีมาถวายให้ห่มช่วงฤดูหนาว แต่ก็สนองศรัทธาได้ระยะเวลาสั้นเท่านั้นที่น่าตื่นเต้นในการไปปสอนที่ Swartmore สหรัฐอเมริกา เริ่มเดินทาง 23 ม.ค. 2519 โดยมี บุญเลิศ โพธินี เป็นไวยาวัจกร บุญเลิศนำแคนติดตัวไปด้วย ถึงสนามบินฮาวาย ต้องเป่าแคนโชว์ เพราะ ตม. ฝรั่งสงสัยว่ามันคืออะไร อีกครั้งหนึ่งเป่าแคนนำขบวนฝรั่งนักศึกษามาถวายอาหารที่พักของท่านเจ้าคุณ ในช่วงสงกรานต์ผ่านบ้านฝรั่ง ที่ไม่ยอมให้ใครละเมิด ความเป็นส่วนตัว (Privacy) อาจมีอารมณ์ไม่ชอบ หลังจากนั้นทำให้เกิดกรณีเหมือนขู่คือเอาสุนัขดุ ตัวใหญ่มาผูกไว้เมื่อท่านเดินไปมหาวิทยาลัย สุนัขตัวใหญ่ เห่าเสียงดัง ทำให้ตกใจ เมื่อเห็นว่าผูกไว้ ไม่ออกมาทำร้าย วันต่อมาก็เดินห่างออกไป

ท่านย้อนเล่าเรื่องเมื่อ พ.ศ. 2515 ที่ไปบรรยายที่เพนซิลเวเนีย ครั้งนั้นมีพระเถระผู้ใหญ่อีก 2 รูป ไปด้วยคือพระธรรมคุณาภรณ์ (หรือสมเด็จพระพุฒาจารย์ เกี่ยว) พระเทพวรเวที (สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ช่วง) ทั้ง 3 รูป เดินที่ฟุตปาทในนครวอชิงตัน ดี.ซี. เด็กฝรั่งนั่งรถผ่านตะโกนเรียกว่า หริกฤษณะ เพราะเห็นห่มเหลืองเหมือน หริกฤษณะ นักบวชฮินดู ท่านบอกว่าเรื่อง Intolerance ระหว่างศาสนาต้องยันต้องข่มด้วยกฎหมายเท่านั้น

ขณะที่อยู่สหรัฐอเมริกาก็สร้างผลงานมาก เช่น ธรรมนูญชีวิต ที่ได้รับการพิมพ์ซ้ำนับครั้งไม่ถ้วนในปัจจุบัน และเป็นผู้ร่วมการก่อตั้งสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา (21 ต.ค. 2519) ซึ่งเป็นศูนย์รวมคณะสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ถึงทุกวันนี้

อ่านหนังสือนี้นอกจากรู้เรื่องเกี่ยวกับตัวท่าน ยังรู้การเกิดของหนังสือ อีกหลายเล่ม เช่น พุทธธรรม และยังรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์การปกครองของประเทศต่างๆ เช่น เวียดนาม กัมพูชา และ สปป.ลาว อีกด้วย เพราะท่านคือนักบันทึกเหตุการณ์ในสมุดบันทึกประจำวัน

ตามประวัตินั้น ศาสตราจารย์พิเศษ พระพรหมคุณาภรณ์ นามเดิม ประยุทธ์ อารยางกูร ฉายา ปยุตฺโต หรือที่รู้จักกันดีทั่วไปในนามปากกา “ป.อ. ปยุตฺโต” เกิดเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2481 ที่ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ 12 ปี เมื่อ ปี พ.ศ. 2494 และเข้ามาจำพรรษาที่วัดพระพิเรนทร์ กรุงเทพ มหานคร จนสอบได้นักธรรมชั้นเอกและเปรียญธรรม 9 ประโยค ขณะยังเป็นสามเณร นับเป็นรูปที่สองในรัชกาลที่ 9 และเป็นรูปที่สี่ในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยได้รับการอุปสมบทโดยเป็นนาคหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2504 ณ พัทธสีมาวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตฺติโสภโณ) เป็นพระอุปัชฌาย์

ท่านได้รับการยกย่องจากทั้งในและต่างประเทศเป็นอย่างมาก ด้วยผลงานของท่านทำให้ท่านได้รับรางวัลและดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากหลายสถาบัน ทั้งในและนอกประเทศ รวมมากกว่า 20 สถาบัน ซึ่งนับว่าท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์ไทยที่ได้รับการยกย่องให้ได้รับ ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์มากที่สุดในปัจจุบัน

นอกจากนั้น ท่านเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพ จากองค์การยูเนสโก (UNESCO Prize for Peace Education)

ในปี พ.ศ. 2549 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ปัจจุบันพระพรหมคุณาภรณ์ ดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์พิเศษ ประจำมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และจำพรรษาอยู่ที่วัดญาณ เวศกวัน อ.สามพราน จ.นครปฐม (เป็นข้อมูลจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)ส่วนเรื่องที่ต้องออกจากวัดพระพิเรนทร์ ไปหาที่สัปปายะ เหมาะแก่สภาพสังขาร ตามที่เล่าไว้ในหนังสือก็เพราะสภาพในวัดพระพิเรนทร์ ที่อยู่กลางกรุงแวดล้อมด้วยตึกรามบ้านช่องด้านนอกแม้จะมีกำแพงกั้น แต่มลพิษไม่มีอะไรขวางกั้น เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส วัดพระพิเรนทร์มรณภาพก่อนวัยอันควรก็เพราะโรคที่มีปัจจัยภายนอกมาเบียดเบียน คือโรคทางเดินหายใจและวัณโรค ตัวท่านเจ้าคุณเองก็ไม่เว้น เริ่มจากเป็นวัณโรค ต่อมารักษาหายแต่ปอดชำรุดแล้ว หลอดลมพิการ หายใจยาก พูดลำบาก ตามมาด้วยเจ็บหน้าอก เสมหะติดคอ เหนื่อย อึดอัดสารพัด

ก่อนจะมาสร้างวัดญาณเวศกวัน ญาติโยมพาไปพักศาลากลางน้ำที่ อ.ลำลูกกา อยู่ 3 พรรษา โดยคณะที่ติดตามได้แก่ พระครูปลัด (อินศร) และพระครูสังฆรักษ์ (ฉาย) รวมทั้งท่านเจ้าคุณ จึงเป็น 3 รูป และทั้ง 3 รูปนี้คือพระสงฆ์คณะแรกที่จำพรรษา ณ วัดญาณเวศกวัน เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2532 แม้จะอยู่วัดญาณเวศกวัน สิ่งแวดล้อมดี แต่พูดนานไม่ได้ จึงต้องไปหาที่ที่ไม่ต้องพูดและใช้เสียง จึงจรหาที่สัปปายะที่จะฟื้นกำลังปอดให้พอแก่งาน เช่น 7 เดือน ใน พ.ศ. 2557 อยู่ถึง 5 จังหวัด เพื่อรักษาปอด

ความสามารถและผลงานไม่สามารถถ่ายทอดได้หมด เพราะมากมายเหลือคณานับจริง แม้จะเป็นพระนักวิชาการ มีชื่อเสียงเป็นที่เคารพของชนทุกชั้นทั้งในและนอกประเทศ เป็นพระสุปฏิปันโน เป็นสังฆโสภณ แต่ปฏิปทาคงเส้นคงวา กราบไหว้ได้สนิทใจจริงๆ จึงไม่แปลกใจที่ได้ยินเสียงสาธุกึกก้อง เมื่อทราบข่าว ที่เป็นมงคล แต่ยังไม่เป็นทางการว่าท่านจะได้รับการสถาปนาอีกครั้ง

 

รู้อย่างไม่รู้ แต่รู้อย่างผู้รู้ กับ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/466248

รู้อย่างไม่รู้ แต่รู้อย่างผู้รู้ กับ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

โดย…ราช รามัญ

หลายคนเข้าถึงการหมดซึ่งความทุกข์ว่า จะต้องเป็นบุคคลที่มีความเป็นพิเศษเหนือมนุษย์ทั่วไป อาทิ เหาะได้   ได้อภิญญามีฤทธิ์ทางใจรู้ใจผู้อื่น ย่อย่นระยะทางได้ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าผู้นั้นเข้าถึงซึ่งความบริสุทธิ์แห่งพรหมจรรย์เป็นพระอรหันต์อย่างที่เข้าใจเสมอไป

พระอรหันต์บางรูปอาจจะไม่มีความโดดเด่นในเรื่องเหล่านี้เลยก็มี แต่เป็นผู้หมดแล้วซึ่งความทุกข์ทั้งปวง การหมดทุกข์หาใช่จำเป็นที่จะต้องใช้ชีวิตอย่างเหนือคนธรรมดา กลับกันอาจจะใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายและธรรมดามากถึงมากที่สุดก็เป็นได้

การปฏิบัติธรรมในแนวทางของหลวงพ่อเทียนนั้น เน้นเทคนิคการปฏิบัติแบบความเคลื่อนไหวที่มือ เคลื่อนไหวด้วยการเดินจงกรม ไม่เน้นการนิ่งๆ ในสมาธิ เพราะการเคลื่อนไหวนี้จะทำให้เรามีสมาธิที่ไม่จมกับอารมณ์ ไม่ดับดิ่งนิ่ง ไม่เหม่อลอยโดยไม่รู้ว่าเหม่อลอย

เก็บอารมณ์ จึงเป็นหลักสูตรหนึ่งของการปฏิบัติในแนวทางนี้ ผมปฏิบัติได้ระดับหนึ่งแต่ก็ยังบกพร่องอีกมากในช่วงแรก ได้รับแนะนำว่า ให้เก็บอารมณ์สัก 10 วัน แต่เมื่อทราบถึงข้อปฏิบัติแล้วอยากจะขอคืนคำสัญญากันเลยทีเดียว

เพราะการเก็บอารมณ์นี้จะต้องงดการสื่อสารทุกชนิด งดพูด งดสื่อสารภาษาเขียน และภาษากาย ห้ามอ่านหนังสือ ห้ามเขียนบันทึก อาหารการกินมีคนคอยดูแลเต็มที่ ฉัน (ทานข้าว) แล้วปฏิบัติอย่างเดียว เดินไปไหนมาไหนใครทักก็ห้ามคุยด้วย ที่คอจะแขวนป้ายเขียนไว้ว่า “เก็บอารมณ์” ถือได้ว่าเป็นอันเข้าใจซึ่งกันและกัน

1-3 วันแรก อึดอัด อยากจะถอนสัจจะ ไม่ไหว ฝืนธรรมชาติ ไม่ได้พูด ได้คุย แต่พอพ้นรอดไปได้ ใจเริ่มสบายเริ่มชิน เริ่มมีกำลังใจจากการปฏิบัติมากขึ้น เมื่อเริ่มเห็นความชัดเจนทางด้านภาวะอารมณ์ ที่คิดนั่น คิดนี่ เดี๋ยวอยากไปทางโน้น เดี๋ยวอยากไปทางนี้ เดี๋ยวอันนั้น อันนี้ สารพัดอย่าง

ตอนที่เห็นอารมณ์นี่นะ เท่ากับเห็นความคิดควบคู่กันไปด้วยเลย มันแจ่มชัด พอเห็นแล้วเข้าใจแล้ว นี่เองตัวที่ทำให้เราเป็นทุกข์ ตัวที่ทำให้เราปรุงแต่ง มันเห็นชัดๆ แบบนี้เลยทีเดียว พอเห็นแล้วเรามีสติรู้ทันอารมณ์ที่ปรากฏ ความทุกข์มันก็คลายจางแบบนี้ ความทุกข์มันไม่ได้หายไปไหน แต่เราอาศัยอยู่กับความทุกข์ได้โดยที่มีสติและความรู้สึกตัวอย่างทันท่วงทีเท่านั้นเอง

การฝึกเคลื่อนไหวทางกายและการเดินจงกรม มีประสิทธิภาพกว่าการนั่งสมาธิตรงที่ทำให้เกิดสติและสัมปชัญญะ หรือความรู้สึกตัวได้อย่างต่อเนื่องและเป็นลูกโซ่ดีแท้ การเห็นแบบนี้ คือ การบรรลุธรรมหรือไม่ …ไม่ได้สนใจชื่อหรือภาษาหรือความหมายของสิ่งที่เกิดขึ้นว่า บรรลุธรรมหรือไม่ สนใจเพียงอย่างเดียว คือ ทุกข์มันน้อยลง แม้จะไม่ได้ปฏิบัติธรรมเคลื่อนไหวต่อไปอีก ก็ยังพอเห็นอย่างเท่าทัน

จึงอาจกล่าวได้ว่า “รู้อย่างไม่รู้” คือ รู้แบบนี้ ส่วนคำว่าและที่กล่าวว่า “รู้อย่างผู้รู้” คือ ผู้รู้ รู้แล้วความทุกข์น้อยลงนั่นเอง

จึงได้มาเข้าใจในเรื่องของ อวิชชา คือ ความไม่รู้ตามความจริง เป็นรากฐานของการปรุงแต่งจริงๆ…

หลายคนที่สนใจแนวทางการปฏิบัติเคลื่อนไหวแบบของหลวงพ่อเทียน มักจะมาตั้งคำถามเสมอว่า จะทำให้เราพ้นทุกข์ได้จริงๆ หรือ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนแบบนี้นะ ต้องขอเกริ่นกล่าวว่า สิ่งที่หลวงพ่อเทียนสอนนั้นเป็นสิ่งเดียวกับที่พระพุทธเจ้าสอน คือ ให้มีสติและความรู้สึกตัวทั่วพร้อมตลอดเวลา เพียงแต่อาศัยเทคนิคในการปฏิบัติด้วยการเคลื่อนไหว

เพราะชีวิตของเราทั้งหลายอยู่กับความเคลื่อนไหว และ ถ้าเราเคลื่อนไหวอยู่เสมอพร้อมกับมีสติมีความรู้สึกตัวนั้นเท่ากับว่าเราได้ปฏิบัติธรรมอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวเพราะการขับรถ ถูบ้าน ทำกับข้าว ล้างจาน ทุกอย่างเราจะเห็นชัดด้วยตัวของเราเองเลย และก็เข้ากับหลักในการปฏิบัติของพระพุทธเจ้า

สติปัฏฐานสี่ ผู้ที่มาใหม่ในสายทางธรรม มักมีคตินิยมว่า การนั่งนิ่งในสมาธินานๆ คือ ผู้เข้าฌานและบรรลุธรรม หรือการทำแบบนั้นอย่างนั้นต่างหากที่เรียกว่าการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติแบบอื่นไม่อาจที่จะเรียกได้ว่าเป็นการปฏิบัติธรรม

ขึ้นชื่อว่า การปฏิบัติธรรม คติของผมมองว่าทุกวัดทุกอาจารย์สอนไปในทางกุศลทั้งหมด เพียงแต่เทคนิคอาจจะแตกต่างกัน แต่ผลของการปฏิบัตินั่นต่างหากที่สำคัญ ถ้าผลของการปฏิบัติออกมาแล้ว ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งทุกข์ หรือไม่สามารถปล่อยวางอะไรได้เลยนั้น มันก็จะทำให้การปฏิบัตินั้นสูญเปล่า การปฏิบัติแบบการเคลื่อนไหวจะทำให้เราเห็นความคิด เห็นจิตใจ เมื่อเห็นแล้วจะรู้ตามความเป็นจริงแบบที่เราจะไม่ทุกข์อีกต่อไป เพราะความคิดนี่เอง คือต้นเหตุสืบสายไปจนถึงการปรุงแต่งทางจิตวิญญาณต่อไป

อ่านต่อฉบับหน้า

 

สมเด็จจิตรลดา พระกำลังแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/466247

สมเด็จจิตรลดา พระกำลังแผ่นดิน

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เปิดสนามวันนี้ หลังจากผ่านพ้น 1 เดือนแห่งการสูญเสียในหลวงอันเป็นที่รักยิ่ง ทั่วทั้งแผ่นดินล้วนเศร้าโศก ขอน้อมนำพระราชดำรัสที่พระองค์ได้ชี้แนะทางสว่างให้เป็นหนทางในการดำรงชีวิตตลอดไป

องค์แรก พระกำลังแผ่นดิน หรือสมเด็จจิตรลดา ที่พระองค์ได้สร้างเพื่อพระราชทานแก่ทหาร ตำรวจและข้าราชการ กล่าวได้ว่าเป็นพระเครื่ององค์เดียวที่พระเจ้าแผ่นดินสร้างและไม่ได้มีพิธีพุทธาภิเษกเหมือนพระเครื่องทั่วไป โดยสร้างและพระราชทานระหว่างปี 2508-2513 พระองค์จะพระราชทานโดยตรงทุกองค์และจะมีใบกำกับพระว่าพระราชทานให้กับผู้ใด พระสมเด็จจิตรลดา เป็นพระเครื่องทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ขอบองค์พระด้านหน้าทั้ง 3 ด้าน เฉียงป้านออกสู่ด้านหลังเล็กน้อย มี 2 ขนาดพิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ กว้าง 2 เซนติเมตร สูง 3 เซนติเมตร พิมพ์เล็ก กว้าง 1.2 เซนติเมตร สูง 1.9 เซนติเมตร มวลสารที่ใช้ในการสร้างพระสมเด็จจิตรลดามาจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทุกจังหวัดของประเทศไทย มารวมกับเรซิน ผงพระพิมพ์ ดอกไม้ที่บูชาพระแก้วมรกตและที่ประชาชนมาถวาย รวมถึงผงสีจากภาพฝีพระหัตถ์และชันยาเรือใบพระที่นั่ง เป็นต้น โดยทรงนำมาบดเป็นผง รวมกับเส้นพระเจ้า คลุกกับกาวเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วกดเป็นองค์พระด้วยพระหัตถ์ องค์ที่นำมาให้ชมเป็นพระดูง่าย เนื้อฉ่ำ อยู่ระหว่างปี 2511-2512 ราคาเช่าหาปัจจุบันหลักล้านต้น เป็นของคุณภูวเมศฐ์ ธีรตันติเกียรติ

 

องค์ที่สอง ล็อกเกตทรงผนวช ปี 2508 วัดบวรนิเวศฯ ฉากสีองค์นี้ รับฟังมาว่าเลี่ยมนากเท่านั้นเพื่อแจกข้าราชบริพาร ด้านหลังอุดด้วยมวลสารเดียวกับพระจิตรลดาผสมด้วยเส้นพระเจ้าและจีวร ตอกเลข ๙ และปีที่สร้างบนแผ่นเงินปิดด้วยแผ่นทอง สร้างจำนวนไม่มาก องค์ที่นำมาให้ชมนี้เป็นของผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนได้เคยขอชมครั้งแรกเมื่อปี 2534 ซึ่งผู้ใหญ่ท่านนี้ได้รับพระราชทานมาจากในหลวง ปัจจุบันมีของเลียนแบบออกมามากมายครับ

องค์ที่สาม สุดยอดพระเมฆสิทธิ์จากหลวงปู่ทับ วัดอนงค์ ยอดเกจิอาจารย์การเล่นแร่แปรธาตุ หลวงปู่ใช้การเพ่งกสิณไฟ ในการหลอมเนื้อพระเมฆสิทธิ์ ซึ่งทำให้ความร้อนในการหลอมพระเนื้อเมฆสิทธิ์นั้นคงที่ และสุดท้ายจะซัดด้วยผงตะไบทองแดงทำให้วรรณะของพระจะปรากฏสีแดงและมีจุดแดงในองค์พระเป็นจุดในการพิจารณา แม้แต่หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ยังมาขอแลกเปลี่ยนวิชาจากท่าน และนอกจากนี้ยังมีคำกล่าวว่าหากบูชาพระเมฆสิทธิ์คู่กับพระราหู กะลาตาเดียวของหลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง จะเป็นการเสริมดวงและแก้เคล็ดสำหรับคนดวงตกด้วย พระเมฆสิทธิ์ยังบอกถึงดวงผู้ที่บูชาได้ หากดวงตกสีของเมฆสิทธิ์จะเปลี่ยนเป็นสีดำ โบราณว่าให้นำพระเมฆสิทธิ์ไปแช่ในน้ำสะอาดแล้วนำมาพรมเพื่อเปลี่ยนดวง ความอัศจรรย์ของพระเมฆสิทธิ์เมื่อเราถูพระจนวรรณะออกขาว แล้วนำไปแช่น้ำร้อนผิวจะกลับมาเป็นดั่งเดิม นำมาให้ชมทั้งพิมพ์หลวงปู่ศุขแบบพิเศษซึ่งหาชมได้ยากและพิมพ์ปิดตา เนื้อหาดูง่ายเพื่อเป็นแนวทางในการสะสม ราคาเช่าหาในปัจจุบันตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนครับ

องค์สุดท้าย เหรียญหลวงปู่ดูลย์ วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์ เนื้อทองคำ ปี 2526

จัดสร้างโดยพระครูสถิตสารคุณ สร้างพร้อมกับเหรียญเเซยิด เเต่รุ่นนี้สร้างเพื่อที่จะใช้เเจกในคราวหลวงปู่มีอายุครบ 97 ปี เเต่หลวงปู่ท่านได้ละสังขารเสียก่อน จำนวนการสร้างไม่ทราบจำนวนเเน่ชัด เข้าใจว่าน้อยมาก มีสองเนื้อ คือ เนื้อทองคำเเละเนื้อเงินลงยา เหรียญรุ่นนี้ถึงเเม้จะไม่ทันเเจกตามกำหนด เเต่ทันหลวงปู่อธิษฐานจิตครับ

จากกันด้วยพระบรมราโชวาทจากในหลวงในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 25 ก.ค. 2506 ครับ “การปิดทองหลังพระนั้น เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องปิด ว่าที่จริงแล้วคนโดยมากไม่ค่อยชอบปิดทองหลังพระกันนัก เพราะนึกว่าไม่มีใครเห็น แต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองแต่ข้างหน้า ไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย พระจะเป็นพระที่งามบริบูรณ์ไม่ได้”

 

 

แวดวงสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/466246

แวดวงสงฆ์

โดย…สมาน สุดโต

สมณศักดิ์

คณะสงฆ์และผู้ที่อยู่ในวงการได้ยินเรื่องที่พูดกันปากต่อปากว่า พระเถระรูปใดจะได้รับการสถาปนาเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ใหม่ หลังจากมหาเถรสมาคม (มส.) มีการประชุมเป็นกรณีพิเศษ เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2559 โดยมี สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นประธาน ซึ่งการประชุมเป็นกรณีพิเศษนี้มีขึ้นเนื่องจากสำนักราชเลขาธิการ ขอให้คณะสงฆ์ดำเนินการตามปกติในเรื่องพิจารณาพระเถรานุเถระที่สมควรจะได้รับการสถาปนาเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ประจำปี แม้ว่าจะเป็นช่วงที่ประชาชนทุกหมู่เหล่า รวมถึงคณะสงฆ์ แสดงความอาลัย บำเพ็ญหิตานุหิตประโยชน์ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็ตาม

เมื่อพระเถระประชุมเรื่องนี้เสร็จแล้ว ก็แถลงไม่ได้ จะเปิดเผยได้ก็ต่อเมื่อมีพระบรมราชโองการลงมาก่อนเท่านั้น ซึ่งถือเป็นประเพณีปฏิบัติกันตลอดมา แต่ถึงกระนั้นก็พูดกันว่าพระเถระรูปนั้นๆ จะได้รับการสถาปนาและเลื่อนสมณศักดิ์

สมณศักดิ์ที่จะสถาปนา ได้แก่ ตำแหน่งสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ที่ว่าง หลังจากเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม มรณภาพ ส่วนตำแหน่งที่จะเลื่อน ได้แก่ เจ้าคณะรอง ที่ว่าง 3 ตำแหน่ง เป็นฝ่ายมหานิกาย 2 และธรรมยุต 1 และตำแหน่งอื่นๆ อีก รวมแล้วประมาณ 90 รูป ขอกระซิบ

การสถาปนาเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ เป็นราชประเพณีมาแต่โบราณกาล เป็นราชสักการะที่พระมหากษัตริย์องค์เอกอัครศาสนูปถัมภก พระราชทานแด่พระมหาเถรานุเถระ ผู้ทรงคุณความดี บำเพ็ญหิตานุหิตประโยชน์ แก่สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

วันเกิดสมเด็จสนิท

วันที่ 16 พ.ย. 2559 เวลา 10.00 น. พนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของ พศ.มุทิตาถวายสักการะ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) กรรมการ มส. เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก และเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม ณ วัดไตรมิตรวิทยาราม เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 74 ปี พรรษา 53 ในวันพฤหัสบดีที่ 17 พ.ย. 2559

พระธรรมโพธิมงคล ตรวจงานพุทธมณฑล

 

ปรับภูมิทัศน์พุทธมณฑล

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2559 ณ บริเวณด้านหลังอาคาร พศ.หลังใหม่ พุทธมณฑล จ.นครปฐม พระธรรมโพธิมงคล (สมควร ปิยสีโล) เจ้าอาวาสวัดนิมมานรดี เจ้าคณะภาค 14 พร้อมด้วย ประดับ โพธิกาญจนวัตร ผู้อำนวยการสำนักงานพุทธมณฑล และโฆษก พศ. ตรวจเยี่ยมการดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่พุทธมณฑล ทั้งนี้ ประดับ กล่าวว่า การดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์พุทธมณฑลนั้น เป็นการดำเนินการตามแผนอนุรักษ์และพัฒนาพุทธมณฑล ระยะ 20 ปี เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก ตามดำริของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ซึ่งแผนดังกล่าวขณะนี้ได้ร่างเสร็จแล้ว และได้รับความร่วมมือจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่งผู้เชี่ยวชาญมาตรวจพิจารณาแผน

พระธรรมโพธิมงคล กล่าวว่า สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ มอบหมายให้เป็นผู้ดูแลการก่อสร้างอาคารปฏิบัติธรรมขนาดใหญ่ในพุทธมณฑล โดยกำหนดจะสร้างเป็นอาคาร 2 ชั้น สามารถรองรับผู้ปฏิบัติธรรมได้ 5,000 คน ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 7 เดือน