เคย ‘แพ้กุ้ง’ แล้วจะหายกลับมากินกุ้งได้เหมือนเดิมไหม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585789

  • วันที่ 08 เม.ย. 2562 เวลา 11:30 น.

เคย 'แพ้กุ้ง' แล้วจะหายกลับมากินกุ้งได้เหมือนเดิมไหม?

คำตอบจากแพทย์ เคลียร์ปัญหาคาใจ “คนแพ้กุ้ง” จะมีวันเอาชนะมันได้หรือไม่?

แค่เอ่ยถึง “กุ้ง” คนส่วนใหญ่อาจน้ำลายสอ ขอแค่ย่างร้อนๆ พร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ด ก็เหมือนสวรรค์ชั้นเจ็ดอยู่ตรงหน้า แต่ถ้าสำหรับคนที่ “แพ้กุ้ง” เมนูนี้อาจไม่มีสัญญาณตอบรับ เพราะไม่อยากน้ำตาตก นั่งคัน ปากบวม หรือทรมานด้วยประการต่างๆ ส่วนคำถามที่หลายคนสงสัยคือ

คนที่ “แพ้กุ้ง” จะสามารถ “เอาชนะ” กลับมากินกุ้งได้ตามปกติโดยไม่มีอาการแพ้ หรือเรียกง่ายๆ ว่าจะหายแพ้กุ้งได้หรือไม่?

ผศ. พญ.ทิชา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ สาขาวิชาโรคภูมิแพ้อิมมูโนวิทยาและโรคข้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ก่อนที่จะทราบกันว่าคนที่มีอาการแพ้กุ้ง จะกลับมากินกุ้งได้ตามปกติได้หรือไม่ ต้องดูที่ลักษณะของอาการแพ้กุ้งที่เกิดขึ้นกันก่อน

อาการแพ้กุ้งรุนแรง หรือเฉียบพลัน นั่นคือกินปุ๊บมีอาการแพ้เกิดขึ้นปั๊บ โดยอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้ ได้แก่

  • มีลมพิษ ผื่นแดง ผื่นคัน
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • หอบ แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก
  • อวัยวะต่างๆ มีอาการบวม
  • ปวดท้อง ท้องเสีย
  • ช็อก หมดสติ

หากกินกุ้งแล้วมีอาการดังกล่าว ไม่สามารถกลับมากินกุ้งซ้ำได้อีก ต้องหลีกเลี่ยงจริงจัง แต่หากเป็นอาการแพ้กุ้งที่ไม่ได้เกิดขึ้ยโดยเฉียบพลัน และไม่ได้อาการเกิดขึ้นอย่างที่กล่าวมาข้างต้น มีความเป็นไปได้ว่าอาจไม่ได้แพ้กุ้งตั้งแต่แรก แต่แพ้สิ่งอื่นๆ ที่อาจมาพร้อมกุ้ง หรือแพ้อาหารอื่นๆ ที่ไม่ใช่กุ้ง แต่รับประทานไปพร้อมกัน

 

แพ้กุ้งสายพันธุ์หนึ่ง เลี่ยงไปกินกุ้งอีกสายพันธุ์หนึ่งได้หรือไม่?

อีกคำถามที่คนชอบกินกุ้งสงสัย บางคนมีอาการแพ้เฉพาะกุ้งบางสายพันธุ์ บางคนแพ้กุ้งตัวเล็ก แต่ไม่แพ้กุ้งตัวใหญ่ บางคนแพ้กุ้งแม่น้ำ ล็อบสเตอร์ แต่ไม่แพ้กุ้งตัวเล็กๆ ถ้าเป็นเช่นนี้จะสามารถรับประทานกุ้งสายพันธุ์ที่ไม่มีอาการแพ้ต่อไปได้หรือไม่

คำตอบคือ กว่า 50% ของผู้ป่วยที่เข้ารับการตรวจกับแพทย์ และได้รับการยืนยันแล้วว่ามีอาการ “แพ้กุ้ง” อย่างแน่นอน จะแพ้กุ้ง “ทุกสายพันธุ์” มีอีก 50% ที่จะมีอาการแพ้กุ้งแค่บางสายพันธุ์ แต่เราจะรู้ว่าเราเป็นกลุ่มที่มีอาการแพ้ทุกสายพันธุ์ หรือบางสายพันธุ์ได้ ต้องได้รับการยืนยันผลตรวจจากแพทย์เท่านั้น ตัวเราเองไม่มีทางรู้ได้อย่างแน่นอน ดังนั้น หากเป็นกลุ่มที่มีอาการแพ้อย่างรุนแรง ไม่แนะนำให้รับประทานกุ้ง “ทุกสายพันธุ์” จนกว่าจะได้รับการยืนยันจากแพทย์จริงๆ ว่าแพ้กุ้งแค่บางสายพันธุ์จริงๆ เท่านั้น

 

กินยาแก้แพ้ก่อนจะกินกุ้งช่วยได้ไหม?

คนที่แพ้กุ้งหลายคนใช้วิธีกินยาแก้แพ้ดักก่อนล่วงหน้า แล้วจึงเริ่มลงมือกินกุ้ง โดยหวังใจว่าฤทธิ์ของยาแก้แพ้ที่กินเข้าไปก่อนจะช่วยไม่ให้เกิดอาการแพ้กุ้งหลังกินได้ คำตอบคือ หากเป็นผู้ป่วนที่มีอาการแพ้รุนแรง มีอาการแพ้เกิดขึ้นทันทีหลังกินกุ้ง จะไม่สามารถกินยาแก้แพ้ก่อนกินกุ้งได้ เพราะยาแก้แพ้ไม่สามารถลดปฏิกิรยาภูมิคุ้มกันรุนแรงได้ และเสี่ยงอันตรายกว่าเดิม เพราะผู้ป่วยที่เชื่อว่ากินยาแก้แพ้แล้วจะไม่เป็นอะไร อาจกินกุ้งมากขึ้นโดยไม่ได้ระมัดระวังตัวเอง อาการแพ้กุ้งแบบนี้เป็นอาการที่เกิดจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากภูมิคุ้มกันของร่างกายที่จำอาหารที่แพ้ไม่มีวันลืม แสดงว่าไม่มีวันที่จะกินได้อีกไม่ว่าวิธีใดก็ตาม

 

ไม่รู้ว่าตัวเองแพ้กุ้ง หรือไม่ได้แพ้กุ้ง?

ผู้ป่วยบางรายอาจไม่ได้มีอาการแพ้กุ้งอย่างที่ตัวเองเข้าใจ โดยอาการที่พบได้ในคนไทยคือ โรคลมพิษเรื้อรัง ที่ผิวมีอาการแพ้ไว อาจมีผื่นขึ้นหลังการกินกุ้ง หรืออาจจะไม่ได้มีความสัมพันธ์กับการกินกุ้งเลยก็ได้ อาจเป็นอาการแพ้จากอาหารทะเลโดยทั่วไปที่อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้ง่ายกว่าอาหารชนิดอื่นๆ อาจมีผื่นขึ้นหลังกิน หรือไม่กินกุ้งก็ได้ หากเป็นอาการแบบนี้ สามารถกินยาแก้แพ้ก่อนกินกุ้งได้ โดยมีจุดประสงค์เพื่อลดอาการผื่นขึ้นจากการระคายเคืองที่เกิดจากอาหารโดยทั่วไป ซึ่งอาจไม่ใช่แค่กุ้งเท่านั้น

กล่าวโดยสรุปคือ คนที่แพ้กุ้งจะต้องรู้อาการของตัวเองว่ามีอาการแบบไหน มีอาการรุนแรงเฉียบพลัน กินกุ๊บเป็นปั๊บ และเป็นทุกครั้งที่กินกุ้งหรือไม่ ถ้าใช่ ก็ควรหลีกเลี่ยงการกินกุ้งไปตลอดชีวิต ไม่สามารถหายแพ้ได้ แต่หากไม่ได้มีอาการรุนแรง แพ้บ้างไม่แพ้บ้าง ต้องเข้ารับการตรวจให้แน่ใจกับแพทย์เท่านั้น เพื่อให้ทราบว่าแพ้กุ้งจริงหรือไม่ และหาทางรักษาอย่างถูกวิธีกันต่อไปเพื่อจะได้กลับมากินเมนูกุ้งได้อย่างสบายใจ

ข้อมูล : Rama Channel

กลยุทธ์เคลียร์งานก่อนไปฉลองสงกรานต์อย่างเป็นสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585679

  • วันที่ 08 เม.ย. 2562 เวลา 08:30 น.

กลยุทธ์เคลียร์งานก่อนไปฉลองสงกรานต์อย่างเป็นสุข

สงกรานต์ปีนี้ ก่อนไปลั้ลลามาวางแผนเคลียร์งานที่ค้างอยู่เพื่อวันหยุดที่แสนหวานกันเถอะ

ไม่มีอะไรจะสุขใจไปกว่าวันหยุดยาวววว ว ว ช่วงเทศกาลสำคัญอย่าง “วันสงกรานต์” ที่หลายคนรอคอย ซึ่งแน่นอนว่าเหล่าเวิร์คเกอร์ต่างก็มีแพลนคลายร้อนกันยาวๆ ทั้งเดินทางกลับบ้าน หรือออกไปท่องเที่ยวเก็บเกี่ยวประสบการณ์ แต่ถ้าหันกลับมาที่โต๊ะทำงานแล้วยังมี “งานกองโต” จะเคลียร์งานอย่างไรให้สำราญใจในช่วงวันหยุด

วางแผนล่วงหน้า

ก่อนคิดแผนเที่ยว อย่าลืมวางแผนเคลียร์งานที่ตัวเองรับผิดชอบให้เสร็จก่อน เริ่มด้วยวิธีง่ายๆ อย่างการจัดลำดับความสำคัญของงานบนหน้าตัก แล้วแยกแยะประเภท เรียงลำดับความสำคัญของงานที่ต้องทำก่อน-หลัง วิธีนี้ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดยาวหรือวันทำงาน ถ้าทำได้ทุกวัน นอกจากงานจะเสร็จตามที่กำหนดแล้ว ยังทำให้ผลงานที่ออกมาเป็นงานที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย

ใช้เทคโนโลยีให้มีประโยชน์

ในวันที่โลกเต็มไปด้วยเทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้พร้อมจะอำนวยความสะดวกให้เราในทุกเมื่อ จงใช้ Devices ต่างๆ ให้เป็นเหมือนผู้ช่วยส่วนตัวที่ไม่มีวันหยุด เช่น ตั้งเวลาในระบบอัตโนมัติต่างๆ ระบบตอบ e-mail อัตโนมัติ การตั้งเวลาโพสต์ฟีดข่าวอัพเดทในโซเชียลเน็ตเวิร์ค

พันธมิตรที่แสนดี

ลองขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงานให้ช่วยจัดการงาน (เล็กน้อย) ระหว่างที่หยุดยาว แต่อย่าถึงขั้นกินแรงเพื่อนเพื่อให้ตัวเองได้ลั้นลา ไม่แน่ว่าหากในทีมช่วยกันทำ ท้ายสุดแล้วอาจจะไม่ต้องรบกวนใครเพราะงานอาจเสร็จสมบูรณ์ด้วยความร่วมมือของทีมก็เป็นได้

สละเวลาวันละนิดเพื่อชีวิตวันหยุดที่ดี

เพียงใช้เวลาหลังเลิกงานเคลียร์งานที่คั่งค้างวันละนิด แล้วคิดไว้ในใจว่าเรามีวันหยุดยาวที่แสนสบายและสนุกสนานรออยู่ หรือมาทำงานก่อนเวลาครึ่งชั่วโมงเพื่อเริ่มงานให้เร็วกว่าเดิม แลกกับรสชาติของความสุขในวันหยุดอันแสนหวาน

เป็นยังไงบ้าง…คุ้มใช่ไหมล่ะ

6 ข้อต้องทำ! สำหรับคนที่ชาเล้นจ์ตัวเองกับมาราธอนครั้งแรกในต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585694

  • วันที่ 07 เม.ย. 2562 เวลา 13:30 น.

6 ข้อต้องทำ! สำหรับคนที่ชาเล้นจ์ตัวเองกับมาราธอนครั้งแรกในต่างประเทศ

ภาพ : AFP

พบกับคำแนะนำสำหรับนักวิ่งที่ท้าทายตัวเองด้วยมาราธอนครั้งแรกในต่างแดน เพราะโตแล้ววิ่งที่ไหนก็ได้!

ยังคงแรงดีไม่มีตก สำหรับเทรนด์การวิ่งมาราธอน ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับการออกกำลังกายที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่องทั้งในหมู่คนที่มีไลฟ์สไตล์สายสุขภาพ ตลอดจนคนที่เพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกาย เพราะไม่เพียงแต่ทำให้สุขภาพแข็งแรงเท่านั้น แต่ยังถือเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของใครหลายคนให้เริ่มสร้างวินัยในตนเองด้วยการจัดสรรเวลาเพื่อฝึกซ้อม เลือกรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการดำเนินชีวิตและสุขภาพในระยะยาว

สำหรับนักวิ่งมาราธอนมืออาชีพ การวิ่งในทุกๆ ครั้งคงไม่ได้เป็นเพียงแค่การออกกำลังกาย แต่ยังเป็นความท้าทายเพื่อทดสอบจิตใจของตนเองด้วยเป้าหมายใหม่ที่ตั้งไว้ และความท้าทายนั้นจะยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกหากได้ลองเปลี่ยนบรรยากาศไปวิ่งมาราธอนในต่างแดนเพื่อสัมผัสประสบการณ์และวัฒนธรรมใหม่ๆ แต่ที่นักวิ่งสายอึดทุกคนต้องใส่ใจคือการเตรียมความพร้อมเป็นพิเศษ ดังนี้

1.ปรับเวลาตื่นนอนตามไทม์โซนล่วงหน้า ในกรณีที่ต้องเดินทางไปวิ่งในประเทศที่มีไทม์โซนแตกต่างจากบ้านเรามากกว่า 4 ชั่วโมง ควรปรับเวลาการนอนและการตื่นตามเวลาในประเทศนั้นๆ ล่วงหน้าอย่างน้อย 2 วัน เพื่อให้ร่างกายคุ้นชินกับการตื่นนอนในเวลาที่เปลี่ยนไปจากเดิม

2.วางแผนการเดินทางทั้งไปและกลับอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ อาจต้องเดินทางไปยังเมืองที่จัดการแข่งขันล่วงหน้าสัก 1-2 วัน เพื่อให้มีเวลาเตรียมความพร้อมด้านอื่นๆ และหลังจากการวิ่งเสร็จสิ้นลงแล้ว ควรพักผ่อนอย่างน้อย 1 วัน เพื่อให้ร่างกายได้คลายความปวดเมื่อยก่อนเดินทางกลับ

3.สำรวจการเดินทางไปยังสถานที่จัดงาน เมื่อไปถึงที่พักแล้วยังพอมีเวลาว่าง ควรทดลองเดินทางจากที่พักไปยังสถานที่จัดการแข่งขันพร้อมจับเวลาการเดินทางคร่าวๆ ว่าใช้เวลามากน้อยเพียงใด เพื่อจะได้กำหนดเวลาสำหรับเดินทางได้อย่างเหมาะสมในวันแข่งขัน และเดินทางไปถึงยังสถานที่จัดงานได้ตามกำหนดการ

4.ลองสวมเสื้อผ้าที่ใช้ในวันวิ่ง อุณหภูมิถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญในการวิ่งมาราธอน เพราะจะส่งผลต่อสภาพร่างกายในขณะแข่งขัน ดังนั้น อย่าลืมทดลองสวมใส่เสื้อผ้าที่ใช้ในวันวิ่งว่ามีความอบอุ่นเพียงพอต่อสภาพอากาศหรือไม่ และควรหลีกเลี่ยงการใช้รองเท้าคู่ใหม่ที่ไม่เคยสวมใส่ในการวิ่งมาก่อน เพราะอาจไม่คุ้นเคยและก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บได้

5.ศึกษาเส้นทางจากแผนที่วิ่งและผังเมือง ในการวิ่งทุกครั้งควรศึกษาเส้นทางการวิ่งจากแผนที่ที่ได้รับแล้วเปรียบเทียบกับผังเมืองว่าตลอดเส้นทางที่วิ่ง มีจุดใดเป็นจุดสังเกตบ้าง ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวหรือแลนด์มาร์กสำคัญแห่งไหนในเมือง เพื่อให้ทราบว่าตนอยู่ใกล้หรือไกลจากจุดบริการน้ำดื่มหรือจุดปฐมพยาบาล ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

6.ไปถึงจุดนัดหมายก่อนเวลา การไปถึงสถานที่วิ่งก่อนเวลาสักครึ่งชั่วโมงจะช่วยให้นักวิ่งมีเวลาเพื่อทำธุระส่วนตัว สร้างความคุ้นเคยกับสถานที่จริงเพื่อคลายความตื่นเต้น (โดยเฉพาะผู้ที่วิ่งเป็นครั้งแรก) และยังมีเวลาเพียงพอสำหรับการวอร์มอัพก่อนวิ่งอีกด้วย

รับรองว่าหากทำตามคำแนะนำเหล่านี้ จะทำให้การวิ่งครั้งนั้นเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวต่างประเทศที่พิเศษกว่าครั้งไหนๆ เพราะการได้ไปเยือนต่างแดนในฐานะนักวิ่งมาราธอน ถึงจะต้องเตรียมตัวมากหน่อย แต่ก็เป็นความทรงจำที่น่าประทับใจไม่รู้ลืม

ฟิตผิวให้สตรอง พร้อมตะลุยน้ำ ตะลอนแดดรับสงกรานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585728

  • วันที่ 07 เม.ย. 2562 เวลา 09:00 น.

ฟิตผิวให้สตรอง พร้อมตะลุยน้ำ ตะลอนแดดรับสงกรานต์

เตรียมแพลนเที่ยวสาดน้ำคลายร้อน แล้วอย่าลืมฟิตผิวให้สตรอง ตะลุยน้ำ ตะลอนแดด สงกรานต์ปีนี้ไม่มีสะดุด

เข้าใกล้เทศกาลสงกรานต์หลายคนคงเตรียมตัววางแผนออกไปหาที่สาดน้ำคลายร้อนกันแล้ว แต่แสงแดดและความร้อน รวมถึงค่าฝุ่นละอองที่สูงปรี๊ดในช่วงนี้ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้หลายคนคิดหนัก เพราะอาจทำให้ผิวสวยๆ เกิดความคล้ำ ดำ ไหม้ และอาจส่งผลให้เกิด ฝ้า กระ จุดด่างดำ และปัญหาด้านผิวพรรณต่างๆ ตามมา แต่อย่าเพิ่งให้สภาพอากาศมาทำลายช่วงเวลาแห่งความสุขให้หมดไป เพราะแพทย์ผิวหนังชื่อดังของเมืองไทยมีหลากวิธีการฟิตผิวจากภายในด้วยวิธีตามธรรมชาติ และเสริมเกราะป้องกันภายนอกด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ให้ผิวสตรองพร้อมรับมือแสงแดดและน้ำในช่วงหน้าร้อนและตะลุยเล่นน้ำสงกรานต์ ที่กำลังจะมาถึงนี้

แพทย์หญิงสุจิตรา นภาธร

แพทย์หญิงสุจิตรา นภาธร ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมผิวหนัง เวชศาสตร์ชะลอวัย และกรรมการบริหาร ศูนย์การค้า ธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์ ให้คำแนะนำการดูแลผิวว่า

วิธีการดูแลผิวให้แข็งแกร่งพร้อมรับมือกับแสงแดดและมลพิษต่างๆ ควรเริ่มจากภายใน อย่างการรับประทานผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ช่วยเสริมความแข็งแรงให้ผิวพรรณ อย่างเช่น ฝรั่ง ผลไม้พื้นบ้าน ที่จัดเป็นผลไม้ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินซี (Vitamin C) มากที่สุด จึงเหมาะแก่การนำมารับประทานเพื่อช่วยเสริมสร้างผิวให้แข็งแรง เพราะวิตามินซีนั้นสำคัญต่อผิวพรรณ ช่วยไม่ให้เกิดริ้วรอย ลดจุดด่างดำ ได้เป็นอย่างดี ต่อมาคือ มะละกอสุก ผลไม้แบบไทยๆ หารับประทานง่าย ช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม ขาวกระจ่างสดใส และมะเขือเทศ ราชินีแห่งผักสำหรับการดูแลผิวพรรณ เพราะนอกจากจะช่วยบำรุงแล้วยังเป็นตัวช่วยป้องกันผิวจากรังสี UV ได้เป็นอย่างดี ส่วนวิธีการรับประทานผักผลไม้ควรรับประทานแบบสดเพราะจะทำให้วิตามินอยู่ครบ โดยรับประทานรวมกันให้ได้ประมาณ 400 กรัมต่อวัน และที่ขาดไม่ได้คือ “น้ำสะอาด” ในช่วงฤดูร้อนร่างกายจะสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ จึงทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น ดังนั้น ในหนึ่งวันควรดื่มน้ำเปล่าทดแทน จาก 8 แก้ว เป็น 9-10 แก้วต่อวัน

นอกเหนือจากการรับประทานที่จะช่วยให้ผิวพรรณแข็งแรงแล้ว ก่อนออกแดดก็ควรเสริมตัวช่วยป้องกันให้กับผิวด้วย “การทาครีมกันแดด” ซึ่งการเลือกครีมกันแดดควรเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน และเหมาะกับการใช้งาน เช่น ถ้าจะออกไปเล่นน้ำกับเพื่อนๆ ควรเลือกแบบกันน้ำ เนื้อครีมซึมเข้าผิวเร็ว ไม่เลอะเวลาโดนน้ำ หรือถ้าแค่ออกแดดธรรมดา ก็เลือกที่มีค่า SPF สูงหน่อยจะได้ช่วยป้องกันแดดได้มากขึ้น และหลังจากออกแดดหรือเล่นน้ำสงกรานต์เสร็จ ก็ควรรีบอาบน้ำชำระล้างเอาสิ่งสกปรกที่อาจติดมากับน้ำที่ใช้สาดเล่น จากนั้นทา “ครีมบำรุงผิวหลังออกแดด” (After Sun Lotion) ควรเลือกที่มีส่วนผสมของสมุนไพร อย่างว่านหางจระเข้หรืออะโวคาโด เพราะจะช่วยให้ผิวเย็น ชุ่มชื้น ลดอาการแสบร้อนจากการโดนแดด และทาครีมบำรุงผิวปกติตามอีกครั้ง

 

แพทย์หญิงวิไล ธนสารอักษร

ด้านแพทย์หญิงวิไล ธนสารอักษร แพทย์ประจำคลินิคผิวหนังและเลเซอร์ “ด็อกเตอร์ ยังเกอร์” (Doctor Younger) กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการดูแลผิวพรรณจากภายในแล้ว การเสริมเกราะความแข็งแรงให้กับผิวก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึงก่อนการออกไปผจญภัยกับแสงแดดในฤดูร้อน โดยการดูแลผิวพรรณภายนอกที่หลายคนนิยมทำกันมาก คือการทำทรีทเมนท์ เนื่องจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องผิว สมานผิว ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น และแข็งแรง

สำหรับสูตรทรีทเมนท์การดูแลผิวที่เป็นไฮไลท์ของด็อกเตอร์ยังเกอร์ มี 2 ทรีทเมนท์

  • ทรีทเมนท์สำหรับผิวแห้ง เพราะคนที่มีผิวแห้งจะมีความไวและระคายเคืองง่าย หากโดนแดดมากๆ ก็จะทำให้ผิวเสื่อมสภาพได้เร็วกว่าผิวปกติทั่วไป การดูแลด้วยทรีทเมนท์จึงเป็นสิ่งสำคัญโดยสามารถจะใช้เครื่องมือที่มีชื่อว่า “อิเล็กโตรโพเรชั่น” (Electroporation) เป็นเครื่องนวดที่ใช้ระบบสนามไฟฟ้าต่ำๆ ช่วยในการนำพาเจลที่มีส่วนผสมของ ไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic Acid) ทรีทเมนท์เพิ่มความชุ่มชื้นระดับเทพ ให้เข้าสู่ชั้นผิวได้ลึกยิ่งขึ้น ทำให้ผิวชุ่มชื้นทันทีหลังทำครั้งแรก เมื่อผิวชุ่มชื้นขึ้นก็จะช่วยป้องกันการทำลายผิวจากแสงแดดได้ดีขึ้น
  • ทรีทเมนท์สำหรับผิวผสมและผิวมัน ผิวมันเกิดจากการผลิตน้ำมันออกมามากของต่อมไขมันที่ผิวหนัง เมื่อแสงแดดตกกระทบน้ำมันที่ผิวหนัง มักจะส่งผลให้ผิวหนังดูหมองคล้ำได้ โดยทรีทเมนท์ที่จะช่วยให้ผิวเกิดความสมดุลคือ “ออกซี่เทอราพี” (Oxytherapy) เป็นการใช้เทคโนโลยีออกซิเจนผลักเซรั่มเข้าไปบำรุงผิวให้ล้ำลึกยิ่งขึ้น ช่วยปรับสภาพผิวให้สมดุล ส่งผลให้ผิวกระชับและรูขุมขนเล็กลง ลดอาการมัน ผิวดูขาวกระจ่างใส และแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

ส่วนใครที่อยากเสริมผิวให้แข็งแกร่งแบบรวดเร็วทันใจ สามารถไปใช้บริการได้ที่คลินิคผิวหนังและเลเซอร์ ด็อกเตอร์ ยังเกอร์ (Doctor Younger) สาขา ศูนย์การค้า ธัญญา พาร์ค ศรีนครินทร์ สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 02-108-6168-9

How to เปลี่ยนยางอะไหล่ ใครก็ทำได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585562

  • วันที่ 06 เม.ย. 2562 เวลา 08:30 น.

How to เปลี่ยนยางอะไหล่ ใครก็ทำได้

“ยางแตก” เรื่องร้ายๆ ที่คนใช้รถอาจต้องพบเจอ  รู้ไว้ไม่เก้อ…วิธีเปลี่ยนยางอะไหล่ เตรียมตัวไว้ไม่เสียเปล่า

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอโดยเฉพาะกับผู้ใช้รถ แต่ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดก็คือ “รถยางแตก” ยิ่งช่วงเดินทางกลับบ้านเทศกาลสงกรานต์แบบนี้ หากเกิดกรณีฉุกเฉินรถยางรั่ว แตก หรือระเบิด หลังจากรวบรวมสมาธิหยุดรถเข้าจอดริมทางได้แล้ว ควรนำป้ายหรือหาวัตถุที่เป็นจุดสังเกตวางห่างจากตัวรถประมาณ 20-30 เมตร เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้ผู้ใช้รถคันอื่นระมัดระวัง

ส่วนสิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ การสับเปลี่ยนยางอะไหล่มาใส่แทนล้อรถยนต์เพื่อเดินทางต่อ ดังนั้น มาดู How To วิธีการเปลี่ยนยางอะไหล่ที่ผู้หญิงไทยหรือแม้แต่ใครๆ ก็ทำได้

  • ขั้นตอนแรก ต้องรู้ก่อนว่าอุปกรณ์ต่างๆ อยู่ตรงไหน เริ่มที่ยางอะไหล่ มักอยู่ในกระโปรงท้าย ใต้รถ หรือในฝาครอบที่ท้ายรถ ตามด้วยแม่แรง ประแจถอดยางอะไหล่ บล็อกขันนอต ซึ่งมักถูกเก็บไว้รวมกันในกระโปรงท้ายรถ ส่วนรถกระบะจะอยู่ใต้ที่นั่งของผู้โดยสาร (แคป)

  • ขั้นตอนที่สอง ก่อนยกรถด้วยแม่แรง ควรคลายนอตล้อที่แน่นอยู่ออกก่อนทุกตัว โดยหมุนบล็อกถอดนอตทวนเข็มนาฬิกา เวลาใส่ก็ให้หมุนตามเข็มนาฬิกา  ขั้นตอนนี้อาจต้องออกแรงสักหน่อย ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะใช้เท้าเหยียบ

  • ขั้นตอนที่สาม สอดแม่แรงเข้าไปใต้ท้องรถตรงจุดรับน้ำหนัก โดยสังเกตที่เครื่องหมายสามเหลี่ยมหรือลูกศร แล้วใช้บล็อกถอดนอตอันเดียวกันขันแม่แรงให้ยกรถขึ้นจนล้อรถลอยจากพื้นถนน จากนั้นจึงถอดนอตออกทั้งหมด แล้วใช้แรงดึงล้อที่ชำรุดออก หากดึงไม่ออกต้องใช้แรงสั่นสะเทือนเข้าช่วย เช่น การแคะยาง เตะล้อ หรือใช้เท้าถีบแรงๆ จากด้านในให้ล้อหลุดออกมา

  • ขั้นตอนที่สี่ การใส่ยางอะไหล่ ให้ขันนอตกลับเข้าที่เดิมโดยใช้มือขันให้นอตเข้าไปสุดเกลียวพอตึงมือก่อน แล้วจึงลดแม่แรงลงจนล้อติดพื้น นำแม่แรงออก แล้วขันนอตอีกครั้งให้แน่นที่สุด เป็นอันเสร็จเรียบร้อย แค่นี้ก็เดินทางต่อไป…กลับบ้านอย่างปลอดภัยนะคะ

รู้เขา…รู้เรา…เลือกผลไม้รถเข็นอย่างชาญฉลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585560

  • วันที่ 05 เม.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

รู้เขา...รู้เรา...เลือกผลไม้รถเข็นอย่างชาญฉลาด

ไทยแลนด์ขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนผลไม้ ด้วยความอุดมสมบูรณ์จึงทำให้คนไทยมีผลไม้กินทุกฤดู และที่เห็นเป็นประจำไม่ว่าจะหน้าออฟฟิศ โรงงาน โรงเรียน หรือโรงพยาบาล ก็คือร้านขายผลไม้พร้อมทานในรูปแบบ “รถเข็น” กับผลไม้แช่เย็นชื่นใจ จึงไม่แปลกเลยที่หลายจะฝากท้องกับพ่อค้าแม่ขายเหล่านี้

แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าผลไม้ในรถเข็นสะอาดและปลอดภัย ดังนั้น ซื้อครั้งต่อไปลองใช้ทฤษฎี “รู้เขา…รู้เรา…” ดูสิ

รู้เขา…เฝ้าสังเกต

หลายคนอาจจะเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับการล้างผลไม้และสภาพของรถเข็นที่ไม่ค่อยจะถูกสุขอนามัยของพ่อค้าแม่ค้ารถเข็นผลไม้กันมาบ้าง ดังนั้น ก่อนซื้อทุกครั้งเราควรสังเกตรถเข็นก่อนว่าสะอาดหรือไม่  มีสิ่งแปลกปลอม อาทิ รา สนิมอยู่ไหม? เพราะอย่าลืมว่าผลไม้ที่เรากินอยู่นี้ถูกบรรจุอยู่ในรถเข็น ความสะอาดของตัวรถทั้งด้านในและด้านนอกจึงต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ต่อไปก็เป็นอุปกรณ์ที่สัมผัสกับผลไม้ที่เรากินโดยตรง เช่น มีดที่ใช้ปอกหรือหั่นผลไม้ เขียง และสุขอนามัยที่สังเกตได้ง่ายอย่างการใส่ถุงมือ หรือการล้างผลไม้ด้วยน้ำสะอาดหลังปอกเปลือก เลือกดูให้ดี ร้อนนี้ได้ไม่ต้องกลัวท้องเสีย

 

รู้เรา…เลือกกินให้เหมาะกับตัวเอง

นอกจากความชอบของแต่ละบุคคลแล้ว การเลือกทานผลไม้ให้เหมาะกับวัย เหมาะกับโรคก็สำคัญ อย่างคนที่เป็นโรคเบาหวาน ควรเลือกทานฝรั่ง ชมพู่ แอปเปิล ส้มโอ แก้วมังกร มะละกอ แตงโม สับปะรด หลีกเลี่ยงผลไม้รถหวานจัดอย่างมะม่วงสุก องุ่น ละมุด ลำไย ขนุน ลิ้นจี่

ส่วนที่ไม่ควรกินบ่อยก็พวกผลไม้ดอง เพราะมีคุณค่าทางอาหารน้อยมาก อีกทั้งผลไม้ดองมักใส่สารเคมีจำพวกสารกันบูด โลหะหนัก สารเพิ่มความกรอบ ซึ่งอาจสะสมในร่างกายจนเป็นอันตรายได้ และที่สำคัญความเค็มที่อยู่ในผลไม้ดองนี้ เมื่อทานมากๆ โซเดียมในร่างกายก็จะสูง เสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูงและไตทำงานหนัก ถึงรสชาติจะอร่อยแค่ไหนก็อย่างเสี่ยงดีกว่า

ระวังของแถมที่ได้มาจากเครื่องจิ้มต่างๆ แม้จะช่วยให้มีรสดีขึ้น แต่ผลร้ายจะตามมาคือทำให้ร่างกายได้รับเกลือและน้ำตาลมากเกิน เพราะทั้งผงบ๊วย พริกกะเกลือ น้ำปลาหวาน หรืออื่นๆ มักมีส่วนผสมของน้ำตาล เกลือ กะปิ ผงชูรส จึงควรกินแต่น้อย วิธีที่ดีคือทานผลไม้ที่ไม่มีเครื่องจิ้ม แล้วเราจะพบว่าฝรั่ง มะม่วง มะกอก และผลไม้ต่างๆ มักมีรสเปรี้ยว หวาน มัน กรอบ อร่อยแบบธรรมชาติอยู่ในตัว

ขณะเดียวกันควรเลือกกินผลไม้ที่ไม่ใส่สี รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงผลไม้ที่ใส่สารแทนความหวาน ซึ่งเราสามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเอง คือหากกินแล้วมีรสขมติดในคอแสดงว่าใช้สารแทนความหวานปริมาณมาก ถ้ากินติดต่อกันนานๆ จะทำให้เป็นอันตรายต่อร่างกายได้

สุดท้าย หากไม่ยุ่งยากเกินไปเราควรซื้อผลไม้ตามฤดูกาลมาปอกกินเองดีที่สุด เพราะนอกจากมั่นใจในเรื่องความสะอาดแล้ว การปอกแล้วทานเลยยังทำให้เราได้คุณค่าทางโภชนาการมากที่สุด แต่ถ้ายากเกินไปหรือไม่มีเวลา ก็อย่าลืมนำ เคล็ด (ไม่) ลับที่เราได้รวบรวมมาไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเลือกซื้อผลไม้รถเข็น เพียงเท่านี้ก็ช่วยเซฟความปลอดภัยได้แล้ว

ดื่มกาแฟอย่างไร…ไม่ให้อ้วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585434

  • วันที่ 03 เม.ย. 2562 เวลา 17:40 น.

ดื่มกาแฟอย่างไร...ไม่ให้อ้วน

อยากดื่มกาแฟแต่กลัวอ้วนควรทำยังไง มาไขข้อข้องใจ “กินเมื่อไหร่” “ร้อนหรือเย็น” แล้วไปเอ็นจอยกับกาแฟแก้วโปรดกันได้เลย

กาแฟ เครื่องดื่มที่หลายคนใช้เป็นตัวช่วยในการปลุกสมองของเราให้ตื่นตัว เพิ่มความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าส่วนประกอบที่สำคัญของกาแฟก็คือ “กาเฟอีน” ซึ่งเป็นสารที่มีผลต่อการกระตุ้นประสาท ลดอาการง่วนนอน และความเหนื่อยล้า แต่สำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนักอยู่ก็อาจจะกังวลเกี่ยวกับการดื่มกาแฟอยู่บ้าง เพราะกว่าน้ำหนักจะลดลงได้สักกิโลก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน ดังนั้น คอกาแฟที่รักสุภาพจึงมีเรื่องต้องทราบ ดังนี้

ปริมาณต้องเหมาะสม

แม้กาแฟจะมีฤทธิ์ที่ทำให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัว แต่ปริมาณที่เหมาะสมตามที่องค์การอาหารและยาของสหรัฐแนะนำคือ ไม่ควรเกิน 3-4 แก้วต่อวัน หรือประมาณ 400 มิลลิกรัม และไม่ควรเกิด 200 มิลลิกรัมต่อครั้ง เนื่องจากกาแฟหนึ่งแก้วจะมีค่าเฉลี่ยนของกาเฟอีนอยู่ที่ 65 มิลลิกรัม หากดื่มเพียงแค่ 2 แก้ว ร่างกายก็จะได้รับกาเฟอีนในปริมาณที่พอดี มีงานวิจัยหลายชิ้นที่กล่าวถึงประโยชน์ของการดื่มกาแฟในปริมาณที่พอเหมาะว่า ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกายได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากกาเฟอีนมีส่วนช่วยในการกระตุ้นการเผาผลาญระบบเมตาบอลิซึมเพิ่มขึ้นถึง 11%

ดื่มร้อนหรือเย็นจึงเอ็นจอย

ในวันที่อากาศร้อนๆ หลายคนคงเทใจให้กาแฟเย็นเป็นแน่แท้ ยิ่งหวานๆ มันๆ ทั้งอร่อยและสดชื่น แต่รู้ไหมว่าสิ่งเหล่านั้นต้องแลกมาด้วยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น เพราะไม่ว่าจะเลือกแบบหวานน้อยหรือลดปริมาณครีมเทียมอย่างไรก็อ้วนทั้งนั้น ส่วนคนที่กำลังลดน้ำหนักแนะนำเป็นกาแฟร้อนแทนจะดีกว่า ถึงจะไม่ฟินเท่ากาแฟเย็นแต่ก็สามารถป้องกันการสะสมไขมันในร่างกายได้ ซึ่งอาจจะเป็นเอสเปรสโซหรืออเมริกาโน่ร้อนก็ได้ เพราะทั้งสองเมนูนี้มีปริมาณแคลอรีไม่ถึง 15 แคลอรีด้วยซ้ำ จึงดื่มได้อย่างสบายใจไม่ต้องกลัวอ้วน

ช่วงเวลาที่ใช่ ไม่ทำให้อ้วน

การเลือกช่วงเวลาในการดื่มก็สำคัญ  โดยปกติแล้วช่วงเวลาที่เหมาะกับการดื่มกาแฟจะอยู่ที่เวลาประมาณ 09.30-11.30 น. ส่วนเวลาที่กาแฟอีนในกาแฟจะมีประสิทธิภาพดีที่สุดคือ 10.30 น. สำหรับคนที่ต้องการดื่มเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในเรื่องของการลดน้ำหนัก เวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ หลังมื้อเที่ยงประมาณ 30-60 นาที เพราะจะช่วยในเรื่องของการเผาผลาญไขมันในร่างกาย เนื่องจากกาแฟจะเข้าไปละลายไขมันที่เรากินเข้าไปให้แตกตัวได้ง่ายขึ้น แต่ขอย้ำว่าต้องเป็นกาแฟดำเท่านั้น ส่วนคนที่ออกกำลังกายควรดื่มกาแฟก่อนเวิร์คเอาท์ประมาณ 30 นาที และขอแค่แก้วเดียวเพียวๆ พอ

Clean Food ที่กินอยู่คลีนจริงใช่ไหม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585310

  • วันที่ 03 เม.ย. 2562 เวลา 07:00 น.

Clean Food ที่กินอยู่คลีนจริงใช่ไหม?

ไม่ว่าจะคนรักสุขภาพ คนที่กำลังไดเอทลดห่วงยาง หรือเข้าคอร์สเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว ต่างก็เลือกกินอาหารคลีนเพื่อลีนร่าง อย่างนี้มาเช็กกันหน่อยว่าที่กินอยู่มัน “คลีน” จริงไหม?

หลายคนเลือกกินอาหารคลีน เพราะรู้ว่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย เนื่องจากเป็นอาหารที่ลดกระบวนการมากมายในการผลิตและปรุงแต่งให้น้อยที่สุด แล้วเลือกแต่สารอาหารที่ร่างกายต้องการ คือโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมันดี ซึ่งเป็นวิธีการดูแลสุขภาพที่ไม่ซับซ้อนยุ่งยาก

ทำไมต้องกินอาหารคลีน?

อาหารแปรรูปนั้นพึ่งเกิดขึ้นมาในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่มนุษย์เรามีวิวัฒนาการมายาวนานกว่า 200,000 ปี โครงสร้างในการกินอาหารของมนุษย์นั้นถูกออกแบบให้เหมาะสมกับอาหารจากธรรมชาติมาโดยตลอด การกินอาหารแปรรูปจึงทำให้ร่างกายของเรารับรู้และเพิ่มกลไกลการย่อยอาหารที่ซับซ้อนขึ้น ทำให้อวัยวะภายในทำงานหนัก และก่อให้เกิดโรคร้ายต่างๆ ตามมา

แบบไหนถึงเรียกว่า “คลีน”?

  • การกินคลีนจะเน้นโปรตีนจากปลา ไก่ ไข่ งดอาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก หลีกเลี่ยงการทอดที่ใช้น้ำมันมากๆ มาเป็นการทอดด้วยกระทะเทฟลอนที่ใส่น้ำมันน้อยๆ การต้ม หรือย่าง
  • คาร์โบไฮเดรต ควรเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท) หรือเป็นน้ำตาลจากผลไม้ที่ให้ไฟเบอร์สูง เช่น แอปเปิล เบอร์รี่ต่างๆ
  • ไขมันดีจากปลาทะเลน้ำลึกหรือไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น น้ำมันมะกอก เน้นบริโภคแต่น้อยเพียงเพื่อให้ดูดซึมสารอาหารได้ครบถ้วน และเน้นบริโภคไขมันดี (HDL) เป็นหลัก เพราะไขมันไม่ดี (LDL) อาจส่งผลให้คอเลสเตอรอลสูงได้
  • งดขนมขบเคี้ยวที่เป็นคาร์ปและโซเดียมสูง อาจจะกินถั่วและเมล็ดพืชที่ไม่โรยเกลือแทน
  • การกินผักผลไม้จะเน้นผักสดหรือผลไม้สด หรือผ่านการปรุงแต่งที่น้อยที่สุด

วิธีกินอาหารที่ถูกต้อง

  1. กินให้ครบทั้ง 5 หมู่ คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการกินคลีนเป็นการกินแต่ผัก แต่ที่จริงแล้วการกินคลีนคือการกินให้ครบทั้ง 5 หมู่ ไม่ใช่การเลือกกินหมู่ใดหมู่หนึ่งจนทำให้ขาดสารอาหารจากหมู่อื่นๆ
  2. ไม่ยึดติดรสชาติ ผ่านการปรุงแต่งน้อย เช่น จากที่กินข้าวขาวลองสลับเป็นข้าวกล้องบ้าง ดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวาน หรือกินผลไม้สด
  3. เน้นผัก หนักไปทางผักสดและลวก เช่น คะน้า ใบยอ กวางตุ้ง ผักโขม ปวยเล้ง ดอกโสน ดอกอัญชัน ดอกแค ผักติ้ว ขี้เหล็ก ผักหวาน ก้านตรง ชะพลู
  4. เลือกอาหารที่ปราศจากวัตถุกันเสีย เพราะอาหารใดก็ตามที่มีวัตถุกันเสีย สารกันบูด วัตถุปรุงแต่ง จะไม่ใช่อาหารคลีน แต่เป็นอาหารที่มีสารเคมีเจือปน
  5. ตัดไขมันอิ่มตัวออกจากมื้ออาหาร งดไขมันที่มาจากเนย นม ชีส และเนื้อสัตว์บางชนิด เลือกไขมันจําพวกน้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนล่า เนื้อปลา และถั่วต่างๆ เพราะไขมันเหล่านี้ดีต่อหัวใจและช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดีอย่าง HDL ได้ แต่ก็ไม่ควรบริโภคในปริมาณมาก และไม่กินบ่อยจนเกินไป
  6. ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจทําให้เกิดอาการขาดน้ำ และจะทําให้เกิดความอยากอาหารมากกว่าปกติ
  7. เลือกกินโปรตีนดี ซึ่งพบมากในเนื้อสัตว์ ถั่วเมล็ดแห้ง ปลาแซลมอน ไก่งวง เนื้อปลาน้ำจืด เนื้อไก่ส่วนอก เนื้อสันใน รวมถึงอาหารทะเลจําพวกกุ้ง ปลาหมึก และหอย ที่ไม่ควรกินเยอะเกินไป เพราะต้องระวังเรื่องคอเรสเตอรอล
  8. ปรุงอาหารไม่หวานจัด ปริมาณน้ำตาลที่กินได้ต่อวันสําหรับผู้หญิงคือ ไม่เกิน 4 ช้อนชา สําหรับผู้ชายคือ ไม่เกิน 6 ช้อนชา ควรเลือกใช้เกลือปรุงรสแทนน้ำปลา ใช้ซีอิ๊วขาวชนิดที่ไม่มีผงชูรส และไม่ใช้ผงชูรสในการปรุงอาหาร
  9. เลือกข้าวไม่ขัดขาว รวมถึงธัญพืชที่ไม่ขัดขาวด้วย เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวแดง ข้าวฟ่าง ลูกเดือย ข้าวสาลี เพราะจมูกและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีกากใยมาก ทําให้อิ่มนาน ให้ร่างกายดึงพลังงานไปใช้อย่างช้าๆ
  10. เกลือต้องไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน การกินคลีนนอกจากจะต้องหันมาใช้เกลือแทนน้ำปลาในการปรุงอาหารแล้ว ปริมาณเกลือยังต้องไม่เกิน 2,300 มก. หรือประมาณ 1 ช้อนชาต่อวัน
  11. ไม่กินมากเกินไป หลายคนคิดว่าเมื่อกินคลีนแล้วจะสามารถกินเท่าไรก็ได้ ซึ่งความจริงแล้ว แม้จะกินคลีนก็ต้องควบคุมปริมาณอาหาร และแบ่งสัดส่วนอาหารให้พอดี ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป

Brownout อาการของคนทำงานที่หมดใจ แต่ไฟยังไม่หมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585333

  • วันที่ 02 เม.ย. 2562 เวลา 19:30 น.

Brownout อาการของคนทำงานที่หมดใจ แต่ไฟยังไม่หมด

จะไปต่ออย่างไร…เมื่อหมดใจไปแล้ว

การได้ทำงานที่เรารักก็ถือเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งในชีวิต และยิ่งได้ทำงานกับองค์กรดีที่นั้นถือว่าเป็นโชคสองชั้นเลยทีเดียว ใช่ว่าเราทุกคนจะได้สัมผัสกับความสุขที่ทั้งได้ทำงานที่ชอบและองค์กรที่ดีแบบง่ายๆ กันล่ะ เพราะถึงจะเป็นงานที่เรารักมากขนาดไหนแต่หากต้องเจอกับองค์กรที่สร้างความกดดันมากๆ ก็อาจจะทำให้คนทำงานอย่างเราๆ เกิดอาการ Brownout ขึ้นได้ แล้ว Brownout คืออาการอะไระ? ต่างจาก Burnout ที่เรารู้จักหรือไม่?

Brownout เป็นภาวะอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับคนทำงาน ที่รู้สึกไม่มีความสุข เบื่อหน่าย และทุกข์ทรมานกับเงื่อนไขและระบบบางอย่างขององค์กร ซึ่งคนที่มีอาการ Brownout ยังสามารถทำงานได้อย่างปกติ เพียงแต่ความผูกพันธ์ของพนักงานกับองค์กรจะค่อยๆ ลดน้อยลง เกิดการถอยห่างจนกระทั่งลาออกจากองค์อกรไปในที่สุด ส่วน Burnout คือภาวะการหมดไฟ หดหู่ในการทำงาน และเฉยชาต่อทุกสิ่ง เป็นผลมาจากการทำงานที่หนักมากเกินไป ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ Brownout เป็นเพียงอาการที่หมดใจในองค์กรแต่ยังมีไฟในการทำงาน แต่ Burnout คือการหมดใจกับทุกสิ่งในการทำงานนั้นเอง

สัญญาณเตือนภัยที่บอกว่าเราเข้าใกล้อาการ Brownout แล้วนะ

  1. รู้สึกเหมือนโดนบังคับและกดดันอยู่ตลอดเวลา จนบางครั้งถึงขั้นมีอาการแพนิค
  2. ไม่มีความสนใจในด้านอื่นๆ นอกจากเรื่องงาน รวมถึงความสามารถนอกเวลาการทำงานลดลง
  3. พักผ่อนน้อยและไม่ดูแลตัวเองจนทำให้ร่างกายเกิดความเหนื่อยล้าและมีอาการป่วยทางกายในที่สุด
  4. เกิดความบกพร่องทางความสัมพันธ์กับคนใกล้ตัวทั้งเพื่อน แฟน รวมถึงคนในครอบครัว

นอกจาก Brownout ไม่เพียงแต่สร้างผลกระทบให้กับตัวพนักงานแต่ยังสร้างผลกระทบไปถึงองค์กรด้วย เนื่องจากส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นกับพนักงานที่มีความสามารถ เรียกได้ว่าเสียคนและเสียทั้งงานกันเลยทีเดียวเป็นแต่อย่างพึ่งกังวลไปเพราะอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นแบบชั่วคราวซึ่งสามารถเยียวยาและรักษาให้หายได้  หากองค์กรเปลี่ยนแปลงระบบเพื่อให้ตอบโจทย์กับพนักงาน

คริสติน่า ทอมป์สัน ผู้เชี่ยวชาญคอนเทนต์ด้านการตลาดของเว็บไซต์ Quantum Workplace ได้พูดถึงสาเหตุการลาออกของพนักงานที่มีความสามารถ ดังนี้

รู้สึกล้มเหลวกับความท้าทาย ดาวเด่นในที่ทำงานส่วนใหญ่พวกเขาไม่ได้มองหางานที่ง่าย หรืองานที่เป็นแบบงานรูทีน แต่พวกเขาต้องการงานที่ท้าทายความสามารถเพื่อวัดความสามารถของตัวเอง ดังนั้นองค์กรจึงต้องถามถึงความต้องการเพื่อแมทงานหรือโปรเจ็กต์ให้เหมาะสม

ต้องแบกภาระงานที่หนักอึ้ง เมื่อพนักงานทำงานออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เจ้านายก็มักจะมอบหมายงานให้มากขึ้น เพราะเห็นว่าพวกเขามีความสามารถ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะรับมือกับงานได้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่เพิ่มความเหนื่อยล้าที่อาจจะนำไปสู่อาการเหนื่อยหน่ายใจในที่สุด

ไม่มีจุดประสงค์ที่ชัดเจนกับพนักงาน หลายๆ องค์กรมักจะกำหนดเป้าหมาย ทิศทาง หรือความต้องการที่อยากจะให้องค์กรเติบโตไปข้างหน้า พนักงานเก่งๆ หลายคนก็อยากจะใช้ความสามรถที่มีในการทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมายที่องค์กรตั้งไว้ กลับต้องมาสะดุดเพราะองค์กรไม่ได้กำหนดจุดประสงค์ในการทำงานของพวกเขาให้ชัดเจนเท่าที่ควรจะเป็น

การพัฒนาศักยภาพที่บกพร่อง ถึงแม่จะเป็นพนักงานที่มีความสามารถ พวกเขาก็ยังต้องการที่จะพัฒนาความสามารถของตนเอง ซึ่งการเพิ่มทักษะของพวกเขาอาจมาจากโปรเจ็กต์หรืองานที่เจ้านายมอบให้แต่พวกเขากลับไม่สามารถขอคำแนะนำหรือการถ่ายทอดงานจากพนักงานเก่าๆได้

จากปัญหาทั้ง 4 สาเหตุที่กล่าวมานี้ หลายๆ องค์กรมักเลือกใช้วิธี “เพิ่มเงิน” เมื่อมีพนักงานโบกมือลาองค์กรไป ซึ่งขอบอกเลยว่าวิธีนี้ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้เพราะเมื่อหมดใจอะไรก็รั้งไม่อยู่จริงๆ ทางออกที่ดี่สุดคือ การปรับเปลี่ยนตั้งแต่ระดับบริหาร ระดับการจัดการและระดับพนักงาน เพื่อพูดคุยถึงความต้องการในการทำงานรวมถึงความต้องการส่วนตัว เพื่อลดอาการหมดใจ เพิ่มไฟให้พนักงานมีกำลังใจในการทำงาน และสร้างความสัมพันธ์ของพนักงานกับองค์กรให้ดีมากยิ่งขึ้น เพราะพนักงานถือเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดขององค์กรที่จะช่วยขับเคลื่อนให้องค์กรเติบโตต่อไปได้

อ้างอิงจาก: Quantum Workplace

รูปภาพ : Pixabay

เข้าใจ ‘กรดไหลย้อน’ โรคฮิตของชีวิตคนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585231

  • วันที่ 02 เม.ย. 2562 เวลา 11:00 น.

เข้าใจ 'กรดไหลย้อน' โรคฮิตของชีวิตคนเมือง

ทำความเข้าใจกับโรคกรดไหลย้อน พร้อมรู้เคล็ดลับอยู่ร่วมกับโรค และวิธีดูแลตัวเองเมื่อกรดไหลย้อนมาเยือน

“กรดไหลย้อน” เป็นโรคยอดฮิตตามติดชีวิตคนเมืองไปแล้วในปัจจุบัน ด้วยสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ รวมไปถึงพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง จึงเป็นสาเหตุให้กระเพาะทำงานหนักและหลั่งกรดออกมาย่อยมากกว่าเดิม ซึ่งกรดที่เกินอาจจะไหลย้อนกลับขึ้นมาระคายเคืองที่หลอดอาหาร

หากจะอธิบายให้ละเอียดขึ้น ทีมเภสัชกร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัดผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้อธิบายไว้ว่า โรคกรดไหลย้อน คือโรคที่เกิดจากการไหลย้อนกลับของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะ พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เกิดขึ้นได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน หรือแม้แต่ตอนที่ไม่ได้รับประทานอาหาร อาการที่แสดงออกคือ ความรู้สึกแสบร้อนบริเวณกระเพาะอาหารไล่มาถึงลำคอ เนื่องจากกรดไหลย้อนขึ้นจากกระเพาะสู่หลอดอาหาร

พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้กรดไหลย้อน ได้แก่ การทานอาหารตอนดึก ทานแล้วนอนเลย ทานไม่เป็นเวลา ทานเยอะหรือเร็วเกินไป และการไม่ทานผักผลไม้ ล้วนทำให้กระเพาะหลั่งกรดออกมามากกว่าปกติ และหลั่งไม่เป็นเวลา ส่งผลให้หูรูดกระเพาะเสื่อม ควบคุมกรดไม่ได้อีกต่อไป

อาหารที่ควรเลี่ยงเมื่อเป็นกรดไหลย้อน ได้แก่ อาหารทอด อาหารมัน อาหารรสจัด ทั้งเผ็ด เค็ม เปรี้ยว อาหารหมักดอง ผลไม้รสเปรี้ยวจัด เช่น สับปะรด ส้ม มะนาว อาหารที่ทำมาจากถั่ว เนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน (ชา กาแฟ) น้ำอัดลมที่มีทั้งแก๊สและกาเฟอีน เครื่องดื่มชูกำลัง

อาหารบรรเทากรดไหลย้อน เครื่องดื่มร้อน เช่น ชาสมุนไพร ชาขิง ชามินต์ ช็อกโกแลตร้อน น้ำเต้าหู้ หรือน้ำมะนาวอุ่น ช่วยขับลม ทำให้สดชื่น ผ่อนคลาย และสบายท้อง เน้นรับประทานทานอาหารย่อยง่ายและมีกากใยสูง เช่น มะละกอ กล้วยหอม หรือแอปเปิล เพื่อช่วยกระตุ้นระบบการย่อยอาหารให้กลับมาเป็นปกติ และไม่ควรทานอาหารในปริมาณมาก กระเพาะอาหารจะได้ไม่ทำงานหนัก

ส่วนที่หลายคนเข้าใจว่าเมื่อกรดไหลย้อนกำเริบ การรับประทานนมจะช่วยเคลือบกระเพาะ แต่แท้จริงแล้วนมอาจไปเพิ่มปัญหาให้กระเพาะโดยไม่รู้ตัว เพราะลำไส้ของบางคนไม่มีเอนไซม์ที่ใช้ย่อยน้ำตาลแลคโตสที่อยู่ในนม จึงมักเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จนถึงท้องเสีย แทรกขึ้นมาจากอาการกรดเกินที่เป็นอยู่ ดังนั้น ควรเลือกนมที่ไม่มีแลคโตสที่หาได้ตามท้องตลาด เพื่อหลีกเลี่ยงอาการดังกล่าว ให้กระเพาะไม่ทำงานหนักกว่าเดิม สามารถเคลือบกระเพาะได้ และอยู่ท้อง

เคล็ดลับง่ายๆ ในการดูแลตัวเองเมื่อกรดไหลย้อนมาเยือน เมื่อมีอาการควรลุกขึ้นนั่งหลังตรงสักพัก เพื่อควบคุมอาการที่กำเริบ ให้กรดที่หลั่งออกมาอยู่ในบริเวณที่เหมาะสม ไม่ระคายเคืองหลอดอาหาร ปรับหมอนหนุนให้สูงขึ้นเล็กน้อยก่อนนอนต่อ เพื่อให้ศีรษะอยู่สูงกว่าลำตัว ป้องการเกิดอาการซ้ำ

เมื่ออยู่ในช่วงที่ทำงานหนัก หรือเร่งรีบ เจียดเวลาไปรับประทานข้าวไม่ได้ ควรมีขนมชิ้นเล็กๆ ติดกระเป๋าไว้ เพื่อรองท้องให้น้ำย่อยไม่กัดกระเพาะ ทางที่ดีควรเป็นขนมปังเพราะโซเดียมต่ำ ไม่ผ่านการทอด ไม่อย่างนั้นแล้วกระเพาะจะต้องทำงานหนักและหลั่งกรดออกมาย่อยมากกว่าเดิม หรือจะพกกล้วยน้ำว้าไว้ใกล้ๆ ตัว เพราะกล้วยน้ำว้าสามารถแก้ปัญหากรดเกินเฉพาะหน้าได้ แต่มีเคล็ดลับคือ ต้องเลือกลูกที่กำลังเขียว-ห่าม เพราะกล้วยห่ามจะกระตุ้นให้ผนังกระเพาะสร้างเยื่อเมือกเคลือบกระเพาะและแผลในกระเพาะอาหาร แต่ไม่ทำลายระบบธรรมชาติของร่างกาย

อีกวิธีที่ดีคือมียาลดกรด-เคลือบกระเพาะไว้ใกล้ตัว ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการแสบท้อง จุกเสียด ปวดกระเพาะจากกรดเกินได้ทันท่วงที บางสูตรออกฤทธิ์เร็วเพียง 5 นาทีก็บรรเทาอาการได้แล้ว โดยหาซื้อได้ตามร้านขายยาและร้านสะดวกซื้อทั่วไป เพียงเท่านี้ก็สามารถบรรเทาอาการกรดไหลย้อนได้แล้ว