เมื่อรู้สึกเบื่องาน ต้องมีวิธีต้านความจำเจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585216

  • วันที่ 02 เม.ย. 2562 เวลา 08:30 น.

เมื่อรู้สึกเบื่องาน ต้องมีวิธีต้านความจำเจ

เคยรู้สึกแบบนี้บ้างมั้ย ไม่อยากตื่นไปทำงาน เบื่อรถติด คิดไม่ออก ไม่ชอบเพื่อนร่วมงาน แต่คิดอีกที…นี่มันคือสิ่งที่เราต้องทำ

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า กิจวัตรประจำวันของคนทำงานกว่า 80% คือการทุ่มเวลา  8-9 ชั่วโมงต่อวันไปกับงานอันเป็นที่รัก รวมระยะเวลากว่า 30-40 ปี หากต้องทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ แบบนี้ ความคิดดีๆ คงเลือนราง เรามาลองเปลี่ยนความคิดตัวเองสักครั้ง เลิกเบื่อหน่ายกับชีวิตที่ต้องตื่นมาเจออะไรเหมือนเดิมทุกวัน แล้วมาวิ่งหนีความจำเจด้วย 6 วิธีง่ายๆ ได้แก่

ทำให้ทุกวันเหมือนวันท่องเที่ยว

ลองดื่มด่ำกับชีวิตประจำวันให้เหมือนกับวันท่องเที่ยวดูบ้าง เช่น เปลี่ยนเส้นทางไปทำงาน จากที่เคยขับรถ ลองเปลี่ยนไปนั่งเรือด่วน ขึ้นรถไฟฟ้า ใช้บริการรถสาธารณะพบปะผู้คนที่ใช้ชีวิตเหมือนเรา หรือเปลี่ยนไปปั่นจักรยานแวะพักระหว่างทางจิบกาแฟสักแก้วก่อนถึงที่ทำงาน สั่งอาหารหรือห่อข้าวมากินเป็นมื้อกลางวัน และไปลิ้มลองอาหารเมนูแปลกๆ ร้านใหม่ๆ หลังเลิกงาน รับรองว่าวิธีนี้ไม่เพียงช่วยให้เราต้องพบความจำเจ แต่ยังทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือพบเพื่อนใหม่ระหว่างทาง

จัดสรรระบบงานให้ดี

การเฝ้าหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือส่องดูแต่สมาร์ทโฟนทุกวันไม่เว้นวันหยุด เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เราไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ลองจัดเวลา เช่น เช็กอีเมลแค่ช่วงเช้าก่อนเริ่มงานและก่อนเลิกงาน โดยตั้งค่าระบบตอบรับอัตโนมัติที่ทำให้คนติดต่องานเข้ามารู้ว่าเราจะกลับมาเช็กอีเมลอีกครั้งตอนไหน พร้อมทิ้งเบอร์โทรศัพท์สำหรับติดต่อเรื่องด่วน หรือลองอยู่ให้ไกลมือถือในวันหยุดซะบ้าง แค่นี้ก็ช่วยให้เราไม่ต้องกระวนกระวายเรื่องงานหรือคิดหลายเรื่องในเวลาเดียวกัน ทำให้เหลือเวลาไปพักผ่อนหรืออยู่กับสิ่งที่รักมากอีกขึ้นหลายชั่วโมง

ผ่อนคลายระหว่างวัน

เมื่อไรที่รู้สึกเหนื่อยหนักกับชีวิต แต่งานยังวางค้างบนโต็ะเต็มไปหมด ลองตื่นเช้ากว่าปกติสักชั่วโมงเพื่อทำกิจกรรมสนุกๆ ที่ชอบ อย่างพาน้องหมาไปวิ่งเล่น เดินตลาด ทำกับข้าว สปาหน้า สร้างแรงบันดาลใจใหม่แล้วไปทำงานก็เหมือนได้ชาร์จพลังอีกครั้ง พักกลางวันกินข้าวเสร็จพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานหรืองีบสักพัก ส่วนวันหยุดก็เตรียมตัวไปดูหนัง ดูคอนเสิร์ต เล่นเกม นัดเพื่อนเก่ากินข้าว หรืออ่านหนังสือเล่มโปรด บอกลากิจวัตรเหมือนหุ่นยนต์ที่แค่ตื่น ไปทำงาน รถติด อาบน้ำ แล้วเข้านอน

งานจบคนต้องจบ

ก่อนแพ็กกระเป๋าไปเที่ยว คนส่วนใหญ่จะลิสต์งานที่ต้องทำไว้แล้วไล่ทำทีละอย่างจนสำเร็จ จากนั้นก็ปิดคอมพิวเตอร์เพื่อหันหน้าเที่ยวทันที ลองนำวิธีนี้มาใช้กับชีวิตประจำวัน คือเมื่อไรที่งานในแต่ละวันจบลงตามที่ลิสต์ไว้แล้ว ให้ถอดปลั๊กเรื่องงาน วางทุกอย่างไว้บนโต๊ะแล้วลุกไปทำอย่างอื่น

ไดอะรี่มีส่วนช่วย

การจดบันทึกมีประโยชน์ต่อจิตใจเป็นอย่างมาก เพียงแค่เรารู้จักจดบันทึกทบทวนสิ่งดีๆ ที่ได้เจอมาในแต่ละวัน อาจเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น เพื่อนซื้อขนมมาแบ่ง วันนี้รถไม่ติด ได้กินอาหารเพื่อสุขภาพ แค่นี้ก็ช่วยให้ทุกวันดูพิเศษขึ้นมาอย่างน่าเหลือเชื่อ

ตามล่าหาสีเขียว

จากงานวิจัยพบว่า เมื่อคนย้ายเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่มีสีเขียวจากธรรมชาติมากๆ จะช่วยให้สุขภาพทางใจดียิ่งขึ้น ตรงกันข้ามกับคนที่ย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวน้อยสุขภาพทางใจจะถดถอย เช่นเดียวกับผู้ป่วยที่นอนในห้องซึ่งมีหน้าต่างเปิดโล่ง มักจะหายเร็วกว่าผู้ป่วยที่นอนในห้องปิดทึบ ดังนั้น ลองเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยต้นไม้เล็กๆ หรือรูปภาพธรรมชาติมาวางไว้บนโต๊ะทำงานหรือในห้องนนอน เพียงเท่านี้ก็ลบคำว่า “จำเจ” ออกจากชีวิตได้แล้ว

10 เรื่องโกหกสุดฮิต #April Fool’s Day

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585247

  • วันที่ 01 เม.ย. 2562 เวลา 19:01 น.

10 เรื่องโกหกสุดฮิต #April Fool’s Day

April Fool’s Day วันโกหกโลก กับ 10 เรื่องโกหกสุดฮิตที่ไม่ว่าใครก็เคยใช้มาแล้ว

คงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก สำหรับ “วันโกหกโลก” ที่ไม่ว่าใครๆ ก็ต้องรู้จักอย่างวัน April fool’s day (เอพริล ฟูล เดย์) หรืออีกชื่อที่เรียกกันง่ายๆ ว่า “เมษาหน้าโง่” วันที่ทุกคนสามารถแกล้งกันด้วยการสร้างเรื่อง หรือปล่อยข่าวลวง เป็นมุกตลกเพื่อความสนุกสนาน โดยจะตรงกับวันที่ 1 เมษาของทุกๆ ปี ส่วนวิธีการเล่นในวันนี้ก็แสนจะง่ายได้ เพียงแค่แต่งเรื่องออกมาสักเรื่อง ที่จะทำให้คนฟังหลงเชื่อ จากนั้นค่อยมาเฉลยในตอนท้าย แต่ต้องไม่ถึงขั้นเลือดตกยางออกนะ เอาแค่สนุกๆ ก็พอ ส่วนคนที่หลงเชื่อมุกตลกเหล่านี้จะถูกเรียกว่า “คนโง่เดือนเมษา” ไปตามระเบียบ ส่วนคำโกหกยอดฮิตติดชาร์ตจะมีอะไรบ้าง วันนี้เราได้รวบรวมมาให้ดูกัน

อันดับ 1 ประกาศให้โลกรู้ว่า “ฉันสวย” “ฉันหล่อ”

ไม่ต้องแปลกใจไปหรอกหากการชื่นชมตัวเองจะครองอันดับ 1 ของการโกหก ก็แหมปกติใครเขาจะมานั่งย่อตัวเองกันล่ะ จริงไหม?

อันดับ 2 ไม่โสดแล้วนะ

เป็นการโกหกที่อาจจะพบเห็นได้บ่อยๆ ทั้งโกหกว่ามีแฟนธรรมดาๆ คนที่เรากำลังแอบชอบอยู่ รวมไปถึงการมีแฟนเป็นดาราหรือคนดังอีกด้วย

อันดับ 3 แกล้งบอกรัก

เรื่องนี้หลายๆ คนอาจจะเคยโดนกันมาบ้างแล้วกับการมีคนมา (แกล้ง) สารภาพรัก แต่ถ้าเป็นคนที่แอบชอบมาสารภาพรักคงต้องดูวันให้ดีๆ ด้วยนะ เดี๋ยวจะดีใจเก้อ

อันดับ 4 แกล้งบอกเลิก

สำหรับคนมีคู่ก็ต้องวิธีนี้แหละถึงจะได้ผล แต่ก็ต้องแกล้งกันแต่พอประมาณนะ เพราะถ้าเลิกกันขึ้นมากจริงๆ คนแกล้งก็คงจะขำไม่ออกแน่ๆ

อันดับ 5 ฉันท้อง

เอ่อ…สำหรับบ้านเราแล้ว การแกล้งแบบนี้ก็แอบแรงเหมือนกันนะ ต้องเล่นอย่างระวังๆ เพราะจากจะแรงให้ได้เสียงหัวเราะก็อาจจะได้เป็นเสียงอย่างอื่นมาแทน

อันดับ 6 ความจริงแล้ว…ฉันชอบเพศเดียวกัน

สำหรับคนที่อาจจะเปิดตัวแบบแกรนด์โอเพนนิ่ง ลองใช้โอกาสนี้บอกไปก่อนก็ได้นะ เพราะถ้าไม่เวิร์คขึ้นมาก็ค่อยมาเฉลยว่าเป็น April fool’s day แทน

อันดับ 7 ฉันคงอยู่ได้อีกไม่นาน

เป็นเรื่องโกหกอีกหนึ่งเรื่องที่เรียกร้องความสนใจได้อย่างดีเยี่ยม แต่ในทางตรงกันข้ามก็ไม่ควรที่จะเอามาพูดเป็นเรื่องตลก ก็ใครเขาจะเอาเรื่องเจ็บป่วยมาล้อเล่นกัน

อันดับ 8 ถูกลอตเตอรี

จะถูกจริงหรือไม่ก็ขอให้ได้พูดไว้ก่อน ก็แหม…ถือซะว่าเป็นการอวยพรให้ตัวเองก่อนจะถึงช่วงบ่ายละกัน ก็ดันมาตรงกับวันที่ 1 ซะด้วยซิ

อันดับ 9 ได้เกียรตินิยม สอบติด

เป็นอีกเรื่องที่จริงๆไม่จริงก็ขอพูดอวยพรตัวเองก่อนล่ะกัน ถือว่าซ้อมก่อน ฉันได้เกียรตินิยม ฉันสอบติดล่ะ ใครๆก็อยากดูเป็นคนเก่งนิ ไม่เห็นแปลก

อันดับ 10 ะไม่โกหกอีกต่อไป

ฟังดูก็อาจจะงงๆ หน่อย จะไม่โกหกอีกแล้วในวันที่คนพูดโกหกกัน สับสนวกวนเสียจริงๆ ใครที่ได้ยินคำพูดนี้ก็ขอให้ชั่งใจดีๆ หรือไม่ก็รอให้ผ่านวันนี้ไปแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเชื่อไหมดีกว่า

เป็นยังไงกันบ้างสำหรับเรื่องโกหกสุดฮิตเหล่านี้ เคยใช้กันไหมเอ่ย หรือถ้ายังไม่เคยใช้ก็ลองเอาไปใช้ได้นะ แต่ขอเตือนว่าต้องเล่นกันอย่างระมัดระวังด้วย เพราะจากที่ตั้งใจจะเล่นขำๆ คนที่เขาเชื่อแบบเป็นจริงเป็นจรังอาจจะไม่ขำกับเรา อีกทั้งยังอาจจะทำให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมา หรือหากใครที่กลัวโดนหลอก 10 เรื่องที่เรานำมาเสนอวันนี้ก็อาจจะช่วยป้องกันไม่ให้คุณกลายเป็น “คนโงเดือนเมษา” อย่าลืมนะ! 1 เม.ย.เป็นวันลวงโลก

เรื่อง : วันวิสา เหมือนศรี

ช่วง มูลพินิจ ชีวิตในแดนสนธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585103

  • วันที่ 31 มี.ค. 2562 เวลา 10:08 น.

ช่วง มูลพินิจ ชีวิตในแดนสนธยา

“แดนสนธยา ๒” (Twilight Zone II) อีกหนึ่งนิทรรศการใหญ่ครั้งสำคัญของ “อาจารย์ช่วง มูลพินิจ” ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปี 2556จัดแสดงห่างจากนิทรรศการแดนสนธยาครั้งแรกถึง 6 ปี ครั้งนี้รวบรวมผลงานราว 120 ภาพ

เป็นผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นตั้งแต่ปี 2530-ปัจจุบัน ทั้งภาพจิตรกรรมสีน้ำมันและภาพดรออิ้งในสมุดบันทึก ศิลปินได้สเกตช์ไว้เมื่อสัมผัสได้ถึงความงามที่พวยพุ่งออกมาจากความนึกคิดที่ถูกขัดกล่อมด้วยประสบการณ์ของชีวิต

“สิ่งที่อยู่ในความคิดของศิลปิน เราควรสนใจเรื่องของศาสนา การเมือง ธรรมชาติ แต่ในการทำงานศิลปะนั้น สิ่งที่นำเสนอ คือ ความงามทั้งหมด ไม่ว่าจะ ศาสนา การเมือง ธรรมชาติ ความงามจะทำให้พวยพุ่งออกมา ความคิดเปลี่ยนได้ ความงามเปลี่ยนยาก ความงามคนยอมรับ ความคิดคนไม่เชื่อก็ได้

เขียนรูปพระพุทธรูปก็เน้นความงามที่มองเห็น เขียนเรื่องธรรมชาติก็มองลักษณะความงามที่คิดว่าควรนำเสนอ เหมือนทางการเมือง แม้แต่สมัยประชาธิปไตยเราก็มีความงดงามของอาคารต่างๆ ถนนราชดำเนินมีรูปปั้นต่างๆ ศิลปะเป็นสิ่งเผยแพร่

ศิลปินต้องเพ่งที่ความงาม เป็นทาสความงาม ไม่เป็นทาสลัทธินิยม การเมืองเปลี่ยนไปมา นักการเมืองประเดี๋ยวมาประเดี๋ยวไป ศิลปะเป็น อกาลิโก ศิลปะจะอยู่คงทน ทุกคนปฏิเสธความคิดได้ แต่ไม่อาจปฏิเสธความงามแน่นอนที่สุด การเมืองเราก็ดูไป อย่าคลุกคลีตีโมงนัก มันเสียเวลาเขียนศิลปะ”

งานจิตรกรรมของอาจารย์ช่วง มีเอกลักษณ์ที่ลายเส้นงดงาม ลายเส้นจำนวนมากพลิ้วไหวดังการเคลื่อนตัวของจิตวิญญาณ ลายเส้นค่อยๆ ทวีขึ้นเป็นรูปทรงเสมือนจริง ในความงดงามที่มองเห็นแฝงนัยวัฏสงสารของชีวิต ลายเส้นแต่ละเส้นเป็นการตกผลึกเรื่องราวทางอุดมคติกับธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบเนียน

“ครั้งนี้เหมือนเปิดกรุผลงานศิลปะ ภาพขนาดเล็กๆ ในสมุด ส่วนมากเป็นรูปดอกไม้ ประมาณ 60 ภาพ ภาพสีน้ำมันขนาดใหญ่เกือบ 2 เมตร ก็มีอยากให้ทุกคนได้ดู ภาพที่คนอื่นยืมก็ขอคืนมาจัดแสดงก่อน ภาพที่กำลังจะไปอยู่ที่อื่นก็นำมาจัดแสดงก่อนส่งต่อ อย่างนิทรรศการนี้จะมีภาพพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จำนวน 12 ภาพ เป็นครั้งแรกที่นำมาแสดง ผลงานทั้งหมดไม่ได้จัดเป็นซีรี่ส์ ให้ดูคละๆ กันไป”

แดนสนธยา ๒ ชื่อที่มีนัยถึงวัฏจักรชีวิตของมนุษย์ ที่มีห้วงเวลาก่อนอรุณจะรุ่ง อรุณรุ่ง อาทิตย์อัสดง เปรียบดังชีวิตของมนุษย์ทุกผู้ ที่ต้องเผชิญกับ “ความตาย”

“เป็นความจริงที่พระอาทิตย์ต้องตกดิน ความตายไม่มีเวลา มันมาเมื่อไหร่ก็ได้ เตรียมไว้ยังไงมันก็ไม่ทัน แค่เราสามารถเตรียมใจให้อยู่สบายได้ ไม่ต้องการสิ่งต่างๆ มากนัก น้อยแต่สบายมาก ยิ่งคนแก่ความต้องการในสิ่งต่างๆ ก็น้อยลง”

ในวัย 79 ปี อาจารย์ช่วงยังไม่หยุดสร้างงานศิลปะ ข้างตัวจะมีสมุดไว้สเกตช์ภาพอยู่เสมอ ไว้ถึงเวลาของมันก็นำมาขยายใหญ่เป็นภาพสีน้ำมัน

“ผมสเกตช์งานเยอะ ค่อยมาทำให้มันขยาย รูปเขียนต้องดรออิ้ง ต้องอาศัยภาพลายเส้นเป็นต้นกำเนิด เรื่องสีมาทีหลัง แดง น้ำเงิน ก็ยังเด่นอยู่ ลายเส้นสำคัญมันควบคุมงานศิลปะทุกอย่าง อย่างจินตนาการก็ใช้ลายเส้นปล่อยมันออกมา

ทุกวันนี้ก็ยังเขียนงานตลอด เจอสิ่งที่เราต้องการก็วาดออกมาเรื่อย วาดลงในสมุด การเจอไม่ใช่ออกนอกบ้านไปเจอ แต่เจออยู่ในความคิดของเรา เจอนั่นเจอนี่ตลอดเวลา เวลาวาดเราใจจดจ่อก็เป็นสมาธิทุกวัน

แนวคิดในการนำเสนอยังไม่เปลี่ยนคือ ความงาม แต่อายุทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยน งานจากละเอียดหยาบขึ้น เส้นเล็กเป็นเส้นใหญ่ พอเราอายุเยอะ เราเข้าใจเราไม่ต้องเขียนเยอะ ไม่ต้องบอกละเอียดทุกเรื่อง ถ้าเราเข้าใจมันสมบูรณ์ทุกเรื่อง การบอกเล่ามันน้อยคำลง แต่ความงามเสมอต้นเสมอปลาย”

อาจารย์ช่วงยังมีผลงานที่สเกตช์ไว้ในสมุดอีกจำนวนมากที่ยังไม่นำมาขยายเป็นภาพจิตรกรรมสีน้ำมันขนาดใหญ่ แต่ความงามในภาพเล็กๆ ที่อาจารย์ช่วงได้เริ่มต้นไว้นั้นก็น่ายล ไม่อยากให้พลาดชมกัน

นิทรรศการ “แดนสนธยา ๒” จัดแสดง ณ ห้องสตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 2-28 เม.ย. 2562 (ปิดทุกวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

ปีนผา ไต่ระฟ้าท้าแรงโน้มถ่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585101

  • วันที่ 31 มี.ค. 2562 เวลา 10:02 น.

ปีนผา ไต่ระฟ้าท้าแรงโน้มถ่วง

แม้ว่าจะอินเทรนด์มาได้สัก 4-5 ปีที่แล้ว แต่ถ้าใครได้เคยสัมผัสก็หลงรักปักใจมาจนถึงทุกวันนี้

กีฬาปีนผา หรือที่เรียกว่า Rock Climbing คือการปีนหน้าผาจริง หรือหน้าผาจำลอง ตามแนวไม่ว่าจะเป็นแนวสูงหรือแนวขวาง โดยมีเป้าหมายคือการขึ้นสู่จุดสูงสุดที่กำหนด

จริงๆ แล้ว Rock Climbing มีแขนงย่อยอีกเยอะมากๆ แต่หลักๆ ที่ปีนกันในเมืองไทย จะเป็นการปีนแบบ Sport Climbing คือมีการใช้เชือกและอุปกรณ์ป้องกัน ตามเส้นทางที่กำหนดและมีการเจาะหน้าผาไว้แล้ว รวมไปถึงการปีนผาจริง ซึ่งเมืองไทยมีอยู่หลายจุดให้ปืนที่ขึ้นชื่อน่าจะเป็นที่หาดไร่เลย์ จ.กระบี่

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องปีนหน้าผา สำหรับกีฬาปีนผาบอกได้เลยว่าเป็นอะไรที่สนุกมากๆ เพราะนอกจากจะต้องใช้กำลังร่างกายแล้ว ยังต้องอาศัยปัจจัยอื่น ทั้งแรงใจและความคิดในการแก้ปัญหาด้วย เพราะกีฬานี้ต้องใช้ทักษะ ต้องมองหน้าผาแล้วคิดตลอดเวลาว่าเราจะปีนขึ้นไปยังไงให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

ในเรื่องใจ คือเราต้องสู้กับความกลัวในจิตใจตลอด เพราะทุกคนมีความกลัวความสูงอยู่ในใจไม่มากก็น้อย ขนาดปีนบ่อยๆ ขึ้นไปบางทียังมีเสียวๆ เลย ยิ่งถ้าออกไป Outdoor บางครั้งปีนสูงก็ยิ่งรู้สึกหวาดเสียวและท้าทาย

ในเรื่องแรงกาย แน่นอนว่ากีฬานี้ต้องการแรงกายพอสมควร ยิ่งต้องใช้แรงกาย ต้องออกกำลังกายเพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกายสำหรับการปีนผา

การปีนผาแบ่งออกง่ายๆ 2 แบบ คือ Outdoor หรือการปีนหน้าผา ตามธรรมชาติจริงๆ โดยปีที่หินจริงๆ เวลาปีนก็จะออกไปที่ผา ที่รู้จักกันในหมู่นักปีนผา ที่มีการวางเส้นทางไว้อยู่แล้ว อย่างในเมืองไทย ที่ฮิตๆ กันก็จะมีที่ไร่เลย์ จ.กระบี่ ซึ่งเป็นผาที่ดังระดับโลก หรือแคมป์น้ำผาป่าใหญ่ ที่ จ.สระบุรี

ความสนุกของการปีน Outdoor คือ การได้สัมผัสกับธรรมชาติจริงๆ เวลาปีนขึ้นไปได้เจอวิวสวยๆ สูงๆ อากาศดีๆ และที่สำคัญคือ ผาจริงก็มีความอันตรายมากกว่าผาจำลอง เพราะอาจมีหินตกจากที่สูงใส่เราได้ตลอดเวลา จึงควรมีครูปีนผาคอยควบคุมดูแลความปลอดภัย

อีกประเภทคือ การปีนผาจำลอง หรือการปีนหน้าผาจำลองในยิม ซึ่งจะจำลองมาจากหน้าผาจริงมาไว้ในยิม ซึ่งจะมีตัวจับ (Holds) ทำมาจากพวกไฟเบอร์กลาส ซึ่งจะทำเป็นสีๆ ให้ง่ายแก่การดู ว่าเราจะปีนไปทางเส้นทางไหน การไปฝึกปีนในยิม ข้อดีคือเราจะได้ฝึกท่าทางและเข้าใจหลักการของการปีนผา และเป็นการฝึกฝนสำหรับการออกไปหน้าผาจริงต่อไป

พงษ์ศรชัย สมิตะสิริ สวนวิจัยต้นไม้ปลูกเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585097

  • วันที่ 31 มี.ค. 2562 เวลา 09:39 น.

พงษ์ศรชัย สมิตะสิริ สวนวิจัยต้นไม้ปลูกเอง

อยากมีสุขภาพที่ดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง ให้ใครทำแทนก็ไม่ได้ เช่นเดียวกับเขาคนนี้ที่ใส่ใจในทุกสิ่งที่เลือกทำ ถ้ามีโอกาสเลือกได้ ทำได้ เขาไม่ลังเลที่จะลงมือทำ บุ๊ค-พงษ์ศรชัย สมิตะสิริ เจ้าของร้านคั่วกลิ้งผักสด ที่ทำร้านอาหารไทยสไตล์โฮมเมดรสจัดจ้านแนวอาหารใต้มานานกว่า 12 ปี ที่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติความอร่อยต้นตำรับความอร่อย เขาเล่าให้ฟังว่า เริ่มจากคุณแม่และคุณป้าเป็นคนชุมพรและชอบทำอาหาร อีกทั้งยังมีรสมือที่อร่อยเด็ดไม่แพ้ใคร ก็เลยคิดว่าน่าจะทำร้านอาหารเพื่อหารายได้เสริม เดิมอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 40 ต่อมาเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเมื่อย้ายร้านมาตั้งที่ใหม่ ทองหล่อซอย 5 ตรงข้ามกับสถานทูตเคนยา ปัจจุบันร้านคั่วกลิ้งผักสดมี 4 สาขา คือ ทองหล่อ ราชครู ประสานมิตร ศูนย์วิจัย และกำลังจะเปิดสาขาใหม่เร็วๆ นี้

ที่ร้านจะเน้นให้บริการมื้อกลางวันและมื้อเย็น เป็นอาหารสไตล์โฮมเมดบรรยากาศในร้านตกแต่งแบบเรียบง่ายให้ความรู้สึกเหมือนกินอาหารที่บ้าน เพราะเจ้าของร้านต้องการให้ลูกค้ารู้สึกอบอุ่น คอนเซ็ปต์คือเหมือนคุณมากินข้าวที่บ้านเพื่อน แล้วแม่เพื่อนทำกับข้าวให้คุณกิน การตกแต่งจึงเลือกโทนสีที่ใช้จะเป็นโทนสีเย็น ให้ความรู้สึกสบายๆ เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่เป็นไม้เพราะอยากจะเน้นความเป็นธรรมชาติ

จุดเด่นสำคัญของร้านคั่วกลิ้งผักสดนอกจากเรื่องรสชาติอาหารแล้ว วัตถุดิบที่เลือกใช้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะทางร้านจะใส่ใจเป็นพิเศษถึงขนาดที่เจ้าของร้านลงมือสรรหาวัตถุดิบชั้นดีด้วยตัวเองเสมอ พยายามอย่างหนักเพื่อเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า

“เราทำกินเองยังไง เราขายแบบนั้น คุณภาพไม่ดีเราไม่ขาย เพราะเราอยากให้ลูกค้าที่มาทานสุขภาพดี ด้วยวัตถุดิบคุณภาพดีของเรา เปิดร้านมา 10 กว่าปีจนถึงจุดที่รสชาติคงที่เป็นมาตรฐาน จุดที่เราให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือการเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพมากขึ้น เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ออร์แกนิก จากฟาร์มที่มีใบรับรอง ผักพื้นบ้านต่างๆ ส่วนใหญ่ก็จะปลูกเองจากสวนที่เราปลูกผักเองแถวพระราม 9 และจากสวนญาติๆ ที่อยู่ที่ใต้ส่งมาให้เป็นประจำอย่างใบเหลียง”

คุณบุ๊ค เล่าถึงสวนวิจัยว่าเกิดจากตัวคุณบุ๊คและเพื่อนอีก 2 คนที่เป็นพาร์ตเนอร์กัน สวนตั้งอยู่ซอยโรงปูนเพชรพระราม ช่วงระหว่างเอกมัยไปพระราม 9 สวนมีชื่อว่า สวนวิจัย เดิมทีเป็นที่ของเพื่อนสนิทที่ปล่อยรกร้างไว้ มีเนื้อที่ประมาณ 200 ตารางวา ปัจจุบันคนที่ดูแลสวนเป็นเพื่อนอีกคน ส่วนตัวคุณบุ๊คมีหน้าที่เป็นเหมือนผู้ลงทุนคอยจัดแจงให้ โดยมีข้อแม้ว่าผักทั้งหมดที่ปลูกที่นี่จะต้องส่งให้ที่ร้านทั้งหมด

ผักส่วนหนึ่งที่ใช้ในร้านคั่วกลิ้งผักสดมาจากสวนวิจัยแห่งนี้ เพราะต้องการผักสดที่มีคุณภาพไร้สารพิษ มาเสิร์ฟให้กับลูกค้า ปัจจุบันสวนนี้ใช้ปลูกผักมาได้ 1 ปี แต่ยังไม่สามารถปลูกผักได้ทุกชนิดที่ทางร้านต้องใช้เนื่องจากมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งเรื่องดินที่เหมาะสม สภาพอากาศ เพราะผักมีความต้องการสภาพดินและอากาศที่ต่างกัน

ผักที่ปลูกเองก็จะมีพวกมะนาว มะเขือ ดอกอัญชัน พริก ผักน้ำบางประเภท จิงจูฉ่าย ผักสลัด กล้วย มะละกอ ขนุน หัวปลี นอกจากนี้ยังมีโรงเพาะเห็ดเล็กๆ

“ผมเข้าไปช่วยดูแลใกล้ชิด ผลผลิตที่ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ ดอกไม้ จะนำมาใช้ที่ร้านทั้งหมด พอเราทำร้านมา 10 กว่าปี เราไม่ห่วงเรื่องรสชาติอาหารแล้วเรามีความคงที่ในฝีมือ สิ่งที่เราต้องการให้ความสำคัญต่อไปนี้คือ การเลือกหาวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพให้มากที่สุด เราทำมา 12 ปี มี 5 สาขา เราพอมีสิทธิที่จะต่อรองในการเลือกสินค้าที่มีคุณภาพมากพอ ราคาอาหารอาจจะสูง เพราะเลือกคุณภาพชั้นเยี่ยม เรากินแบบไหนเราเลือกของมาทำอาหารแบบนั้น เราไม่ได้ซื้อหมู เนื้อ ไก่ จากตลาดสดทั่วไป แต่เราซื้อจากฟาร์มที่เลี้ยงแบบปลอดสารพิษ เลือกซื้อผักที่เป็นออร์แกนิก อะไรที่ปลูกได้เราจะปลูกเอง เราอยากให้ลูกค้าที่มากินอาหารที่ร้านเราเหมือนคุณแม่ทำให้กินเองที่บ้าน” เขาเล่าอย่างจริงจัง

เขาบอกว่าการทำอาหารของที่ร้านนั้นใส่ใจลงไปทุกเมนู เพราะมีความปรารถนาดีอยากให้ผู้ที่มารับประทานมีความสุข มีสุขภาพที่แข็งแรง เพราะคิดว่าลูกค้าคือคนในครอบครัวของเราเอง เพราะมีความผูกพันกันมา บางคนเห็นเขามากินตั้งแต่ยังเป็นเด็กจนเขาโต บางคนมารับประทานกับพ่อแม่ วันนี้เขาโตแล้วพาคุณพ่อคุณแม่กลับมารับประทาน

“ผมมีความเชื่อว่าเราทำอะไร เราให้อะไรกับใคร เราจะได้สิ่งนั้นกลับมา ยิ่งให้ยิ่งได้ นอกจากเห็นผักผลไม้ที่ปลูกเองออกดอกออกผลให้ชื่นใจแล้ว เราเองก็มีความสุข ถ้าลูกค้าเขารู้ถึงความตั้งใจที่เราทำให้แล้ว ลูกค้าก็จะมีความสุขด้วยเหมือนกัน”

เรื่องการทำสวนวิจัยในการปลูกผลผลิตที่จะนำมาใช้ที่ร้าน เขาคิดว่าจะไม่หยุดแค่นี้ หากมีโอกาสเขาจะต่อยอดทำเพิ่มต่อไปอีก ในอนาคตถ้ามีกำลังทรัพย์มากพอ เขาอาจจะซื้อที่เพิ่มหรือไปเช่าพื้นที่ไว้ทำนาข้าวที่ปลอดสารพิษ อาจจะมองหาที่ชานเมืองเช่าทำไปก่อน การได้ทำแบบนี้มันก็เป็นความสุขใจของเขาด้วยเช่นกัน

ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง เขาจะชวนภรรยาขับรถมาดูสวนวิจัยอยู่เสมอ บ่อยครั้งเวลาที่ไปต่างจังหวัด เจอพันธุ์ไม้ ต้นไม้ ผักพื้นบ้านต่างๆ ก็อดไม่ได้ที่จะหาความรู้ว่าจะมาปลูกที่กรุงเทพฯ ได้ไหม ถ้าพอมาปลูกในอากาศแบบกรุงเทพฯ ได้ ก็อยากจะนำมาลองปลูกดูบ้าง

“การมาทำแบบนี้มันทำให้ได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น ได้อยู่กับต้นหมากรากไม้มากขึ้น ได้ใช้ชีวิตแบบใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น ใส่ใจกับสุขภาพ เลือกผัก ผลไม้ ที่จะกินแล้วดีกับสุขภาพยิ่งขึ้น ก็ไม่เคยคิดว่าการทำร้านอาหารจะทำให้เราได้ต่อยอดมาถึงตรงนี้ได้ เป็นเรื่องราวดีๆ ที่เราอยากทำอะไรต่อไป ไม่หยุดแค่ตรงนี้ เพราะการดูแลสุขภาพให้ดีเป็นเรื่องที่ต้องทำกันระยะยาว เพราะสุขภาพดีไม่มีขายต้องลงทุนทำด้วยตัวเอง เริ่มจากการเลือกกินสิ่งดีๆ เป็นจุดเริ่มต้นในการจะหยิบอะไรเข้าปาก เราจะไม่ฝังตัวเองด้วยปากและฟันของตัวเราเอง ดังนั้นจึงต้องเลือกของที่ใหม่ สะอาด ปราศจากสารพิษให้มากที่สุด” เขากล่าวอย่างมุ่งมั่น

ทักษะ อรเอก ลดน้ำหนักปรับเปลี่ยนชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585096

  • วันที่ 31 มี.ค. 2562 เวลา 09:31 น.

ทักษะ อรเอก ลดน้ำหนักปรับเปลี่ยนชีวิต

การลดน้ำหนักอาจจะเป็นเรื่องธรรมดาของใครบางคน แต่สำหรับใครหลายคนมันก็เป็นเรื่องยากที่ลดมาทั้งชีวิตก็แทบจะไม่ลง แต่บางคนก็รอไม่ได้อีกต่อไป ถ้ามันส่งผลรบกวนกับชีวิตประจำวันกีฬาที่เคยเล่นก็เริ่มเล่นไม่ได้ เพราะน้ำหนักที่แบกอยู่มากเกินไปนั้นชักจะเป็นอุปสรรคในหลายๆ เรื่องเช่นเดียวกับเขาคนนี้

ควอตซ์-ทักษะ อรเอก ทนายความ โค้ชด้านการลงทุน นักธุรกิจออนไลน์ เขาบอกว่าการลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องยากแต่การเริ่มต้นอย่างถูกวิธีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน หลายๆ คนคงล้มเหลวกับการลดน้ำหนักนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งๆ ที่ไปวิ่ง ตีแบด เข้าฟิตเนส และการอดอาหาร หลากหลายวิธีที่สรรหามาอย่างสารพัดเพื่อขับไล่น้ำหนักส่วนเกินออกไปซึ่งก็ไม่เป็นผลดี แต่ไม่ใช่กับเขาคนนี้ ที่ได้ผันตัวออกมาทำในอาชีพที่หลากหลายจากจุดเริ่มต้นการลดน้ำหนักที่ต่อยอดถึงการเปลี่ยนแปลงในชีวิต

การปฏิวัติครั้งใหญ่ที่ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ

ย้อนไปถึงก่อนช่วงจะลดน้ำหนักควอตซ์เล่าให้ฟังว่า “ที่จริงผมเป็นคนที่ไม่เคยพอใจในรูปร่างของตัวเองอยู่แล้ว เพราะตั้งแต่ ป.2 ก็รู้สึกว่าตัวเองอวบเจ้าเนื้อมาตลอด พอเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นน้ำหนักก็เริ่มลดลงก็จริงแต่ก็ยังไม่ค่อยผอม แต่มันจะมีช่วงที่ผมรู้สึกว่าเป็นช่วงที่แย่ที่สุด คือหลังจากที่เรียนจบ น้ำหนักก็ขึ้นมาเรื่อยๆ จาก 75 กิโล มันขึ้นเรื่อยๆ ไม่หยุด น้ำหนักสูงสุดอยู่ที่ 86 กิโลครับ จริงๆ ส่วนใหญ่ผู้ชายเขาก็ไม่ค่อยเดือดร้อนกับน้ำหนัก ถ้าเกิดมันไม่ได้มีเรื่องมากระทบอะไรมาก ผมก็ไม่ได้หวังอยากรูปร่างดีขนาดที่ต้องมานั่งตั้งเป้าสำคัญว่าหุ่นต้องดีต้องเฟิร์มให้ได้ขนาดนั้น” เขาเล่าอย่างอารมณ์ดี

จนกระทั่งอายุย่างเข้า 29 ปี ถือเป็นจุดที่พีกที่สุด ก็คือวันนั้นเป็นวันเกิด แล้วเขาไปบริจาคเลือดที่สภากาชาดไทย ปรากฏว่าทางกาชาดไม่รับเลือด ก็รู้สึกตกใจเหมือนกันเพราะก่อนหน้านี้เขาก็บริจาคเลือดมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เรียนอยู่ ม.4 ม.5 แต่ไม่ได้สม่ำเสมอมากเท่าไหร่ และก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร

แต่ก่อนหน้านั้น เขาก็ไม่ได้บริจาคเลือดมาสักพักใหญ่ จนกระทั่งที่มาบริจาคตอนนี้อายุ 29 ปีนี้แหละ ไปบริจาคไว้แล้วทางสภากาชาดไทยเขาก็ส่งจดหมายกลับมาประมาณ 2-3 วันหลังจากนั้น บอกว่ารับเลือดไว้ไม่ได้ โดยเขาให้เหตุผลว่ามีไตรกลีเซอร์ไรด์สูง ซึ่งมันเกิดจากการกินของจำพวกแป้งและน้ำตาลสูง เขาก็เลยไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาล ทำให้รู้ว่าไม่ได้มีแค่ไตรกลีเซอร์ไรด์สูงอย่างเดียว คอเลสเตอรอล ยูริก แอซิด ความดัน น้ำตาล แต่สิ่งที่ทำให้สภากาชาดไทยปฏิเสธการรับเลือดมาจากตัวไตรกลีเซอร์ไรด์ที่สูงเกินไป

หลังจากที่รับรู้เรื่องนี้แล้วก็พยายามที่จะปฏิวัติตัวเองเสียใหม่ เขาไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะตัวใหญ่ขนาดนี้ แต่พอไปเข้ากลุ่มแอ็กทิวิตี้ ที่ต้องปีนหน้าผา ปรากฏว่าเขาปีนไม่ขึ้น ในขณะที่เขาก็มองว่าตัวเองเป็นสปอร์ตแมนพอสมควร ก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่าไม่ฟิต ในช่วงที่ออกกำลังอยู่เขาพบว่า การออกกำลังกายอย่างเดียวสำหรับเขานั้นมันไม่เวิร์กมากๆ พอออกกำลังกายหนักๆ ก็อาจจะลงไปสักกิโลหนึ่ง แต่พอหยุดออกก็ขึ้นมา 2 กิโล คือ มันลบหนึ่งบวกสองลบหนึ่งบวกสองแบบนี้

เพราะเวลาที่เขาออกกำลังกายหนักๆ มันจะหิว แล้วพอเขาไม่สามารถรักษาวินัยในการออกกำลังกายได้ตลอดไปแล้วไปกินแบบเดิม น้ำหนักมันก็ยิ่งเด้ง เขาก็เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่ แต่ ณ ตอนนั้นก็ไม่รู้วิธีที่ดีกว่านั้น มันเป็นช่วงที่เกิดอะไรหลายๆ อย่างขึ้นในชีวิตด้วย ทั้งเปลี่ยนงาน อะไรต่างๆ มันก็ทำให้เกิดความเครียดซึ่งก็อ้วนอีก เพราะเครียดแล้วก็กิน เครียดแล้วก็กินวนอยู่อย่างนั้น

“ตอนทำทนายเต็มตัว ก็ดูแลเรื่องร่างเอกสารสัญญา ตรวจสัญญาต่างๆ ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ก็จะนั่งทั้งวัน วันละหลายชั่วโมงแล้วก็ชอบกินถั่วต้มยามว่าง ลดน้ำหนักได้สักพักกลับมาใช้ชีวิตเดิมๆ นั่งแหมะก็อ้วนอีก ก็เลยคิดว่าต้องเปลี่ยนงาน เปลี่ยนวิถีชีวิตแบบใหม่”

เขาตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพก็เป็นหนึ่งสิ่งที่เริ่มมาพร้อมกับการลดน้ำหนัก จากการเป็นทนายแบบเต็มเวลา ก็เปลี่ยนไปเป็นแค่แบบพาร์ตไทม์ ปัจจุบันนี้งานที่ทำอยู่คือ ทำธุรกิจ Nu Skin อันนี้มาทำต่อจากคุณแม่ สอนกฎหมายที่มหาวิทยาลัย สอนภาษาอังกฤษหลักสูตรของสภาทนายความ พอ AEC เข้ามาทนายต้องใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น เขาก็ทำหน้าที่เป็นผู้บรรยายคนหนึ่งของสภาทนายความในสมัยของนายกฯ คนปัจจุบัน

นอกจากนี้ เขายังเป็นเทรนเนอร์ที่ทำร่วมกันกับเพื่อน เขาทำเทรนเนอร์หลายส่วน ส่วนแรกที่ทำอยู่ทุกเดือนก็คือค่ายสัมมนาธุรกิจที่จะสอนสกิลในด้านต่างๆ อย่าง Marketing Sale การเงิน การสื่อสาร การสร้างความสัมพันธ์ ทำมาประมาณปีกว่าๆ แล้ว หัวข้อจะเปลี่ยนทุกเดือนที่จำเป็นกับการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจ

อย่างที่ทราบกันว่าคนที่ทำธุรกิจเครือข่ายจะต้องเสียเงินกับการเรียนคอร์สต่างๆ เพื่อเสริมความแกร่งให้ธุรกิจซึ่งเขาหมดเงินไปเยอะมาก แรกๆ เขามาเปิดสอนก็ไม่ได้มีรายได้ แต่เขาอยากนำความรู้ที่ได้มาแบ่งปันให้คนไทยได้รู้เยอะๆ เพราะมันเปลี่ยนชีวิตเขาได้มันก็เปลี่ยนชีวิตของคนอื่นได้เหมือนกัน

ต่อไปในอนาคตเขาก็อยากจะให้ความรู้กับ ทหาร ตำรวจ พยาบาล มาเรียนฟรีกับเขา เพราะรู้ว่าอาชีพเหล่านี้เป็นโครงสร้างใหญ่ของสัมคม อย่างทหารเป็นอาชีพที่รายได้น้อยทหารเป็นอาชีพที่เสียสละตัวเองเพื่อดูแลประเทศชาติ พอหลังจากที่ปลดประจำการจะได้นำความรู้เหล่านี้ไปต่อยอด เพื่อให้รู้สึกว่าสิ่งที่ทหารทำนั้นมีคนเห็นคุณค่า

นอกจากนี้ เขาก็มีค่ายสัมมนาเด็ก สอนเด็กตั้งเป้าหมายในชีวิตและการสร้างแรงบันดาลใจ จัดปีละ 2 ครั้ง เป็นงานที่เขาทำร่วมกับบริษัทอื่น โดยจะเป็นเด็กที่อายุระหว่าง 12-18 ปี เพื่อให้เด็กสามารถค้นพบตัวตนที่เป็นเป้าหมายของตัวเองและภาวะความเป็นผู้นำ สิ่งเหล่านี้ได้มาจากการที่เปลี่ยนวิธีคิดมุมมองที่มาจากการลดความอ้วนที่ต่อยอดจนได้สิ่งอื่นๆ ตามมา คือคอนเซ็ปต์ของการปลี่ยนแปลงตัวเองมันเริ่มจากการที่เขามีเป้าหมายในชีวิต พอมีมิชชั่นหรืออยากเริ่มต้นอะไรบางอย่าง ถึงรู้สึกอยากจะเปลี่ยนแปลง เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงอาชีพ เปลี่ยนแปลงสุขภาพ แล้วถ่ายทอด รวมถึงเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนอื่น

สาเหตุที่เขาเปลี่ยนงาน เพราะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถนั่งทำงานอยู่กับที่หรือการอยู่กับเอกสารนานๆ ได้อีกต่อไป เพราะเขาจะทำหน้าที่ดูสัญญาเป็นหลัก มันไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพแล้ว แต่มันรวมไปถึงเรื่องความรู้สึกของเขาด้วย พอเริ่มเปลี่ยนมันทำให้ทำงานได้หลากหลาย และมี Movement มากขึ้น คล่องตัวขึ้นแอ็กทีฟขึ้น เดินเยอะขึ้น เนื้องานมันเปลี่ยน ไลฟ์สไตล์ก็เปลี่ยน

Six pack เริ่มจากในครัว

ปัจจุบันน้ำหนักเขาอยู่ที่ 70 กิโลกรัม ลดลงมาประมาณ 16 กิโลภายในเวลา 3 เดือน วิธีการดูแลสุขภาพคือ ต้องเข้าใจก่อนว่าปัจจัยที่มีผลต่อการทำให้น้ำหนักลดมากที่สุดมันไม่ใช่เรื่องของการเอาออก แต่มันเป็นการดูแลในเรื่องของการเอาเข้า คือคุณจะเลือกกินอะไร แบบไหน อย่างไร เพราะส่วนใหญ่แล้วคนจะไปโฟกัสเรื่องการเอาออกมากกว่า

แต่สำหรับเขาแล้วก็ช่วยดูแลเพื่อนๆ หลายคนเรื่องการลดน้ำหนัก สิ่งหนึ่งที่ย้ำอยู่เสมอว่า มีคนจำนวนมากอยากลดน้ำหนัก ซึ่งร้อยวันพันปีไม่เคยออกกำลังกาย แล้วอยู่ดีๆ จะไปต่อยมวยออกกำลังกายแล้วมันไม่เวิร์ก เพราะมันหักดิบเกินไป ทำให้ไม่สามารถรักษาวินัยได้เมตาบอลิกเพี้ยนก็จะเกิดอาการหิวมากกว่าปกติ

ดังนั้น ควรจะเริ่มต้นจากการเอาเข้าก่อน คือถ้าไปถามพวกนักเล่นกล้ามการควบคุมอาหารการกินของเขานี้สุดๆ จริงๆ เขาจะเลือกกินมาก พอจะเข้าใจในเรื่องของโครงสร้างสุขภาพ เข้าใจโครงสร้างของโภชนาการ ว่าสัดส่วนที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไร วิธีการคือใช้มือในการวัดที่จะกินในหนึ่งมื้ออาหาร คือจะกินผลไม้หนึ่งกำปั้น ซึ่งผลไม้ในที่นี้จะกินแค่ประมาณ 4-5 ชนิด คือผลไม้ที่ไม่ฉ่ำน้ำ แอปเปิ้ล ฝรั่ง สาลี่ ชมพู่ ก็ประมาณแอปเปิ้ลลูกหนึ่ง ผักประมาณหนึ่งมือหรือหนึ่งจาน

หลังจากนั้นก็จะเป็นโปรตีนหนึ่งกำปั้น ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่คนลดน้ำหนักส่วนใหญ่มองข้ามไป แต่จริงๆ เป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะจะช่วยให้อยู่ท้องและช่วยสร้างกล้ามเนื้อ เพราะหลังจากที่เราลีนจนเป็นกล้ามเนื้อแล้วไขมันจะกลับมายาก อีกทั้งกล้ามเนื้อยังเป็นเตาเผาไขมัน

สุดท้ายเป็นแป้งหนึ่งอุ้งมือ หรือประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ จริงๆ เป็นสิ่งที่ต้องกินเพราะแป้งเป็นพลังงานคือบางคนอาจจะลดโดยการหักดิบแป้ง ซึ่งมันอาจจะทำให้เป็นลมได้ ก็กินได้เพียงแต่ต้องกินน้อย จะเห็นว่าการลดน้ำหนักที่ไม่ลดการกินแต่เป็นการเลือกกินอย่างไรให้ถูกต้องมากกว่า

สิ่งสำคัญหลังจากที่เขาเลิกลดน้ำหนักแล้วสามารถใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้หรือเปล่า คือหลายคนที่รู้จักมักจะหักดิบ เช่น กินแต่น้ำผักอย่างเดียวเลย 10 วัน ถามว่าลดไหม มันลดแต่หลังจากนั้นพอหยุดน้ำหนักก็กลับมาเหมือนเดิม ถ้ายังไม่เปลี่ยนวิธีกิน เพราะมันเป็นสิ่งที่ฝืนธรรมชาติของร่างกายไม่สามารถทำได้ในระยะยาว จริงๆ มันเป็นเรื่องของการดูแลสุขภาพองค์รวม

ส่วนรูปร่างดีมันเป็นผลพลอยได้ ต้องบอกว่าตอนนี้เขารู้สึกหนุ่มกว่าตอนอายุ 30 เสียอีก ตอนนี้เขาก็ยังดูแลตัวเองปกติ แต่ก็จะมีช่วงที่ต้องปล่อยวางเพื่อไม่ให้เคร่งจนเกินไป แต่ด้วยความที่ผ่านขั้นตอนของการลดน้ำหนักและการเมนเทนมานานจนเคยชินแล้ว ทำให้เวลาที่น้ำหนักขึ้นก็จะรู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะไม่กลับมา

การปฏิวัติตัวเองจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

“ผมมองว่า Why สำคัญ คือเราทำไปทำไมเป้าหมายเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ แต่วิธีการก็เป็นสิ่งสำคัญหลังจากที่เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน คนแข็งแรงกับคนสุขภาพดีแตกต่างกัน นักวิ่งมาราธอน 40-50คุณคิดว่าสุขภาพเขาดีหรือเปล่า มันก็ไม่เสมอไป เราก็เห็นเขาไปเป็นลมคาสนามมาไม่รู้กี่รายแล้ว เพราะเขาแค่แข็งแรงแต่มีสุขภาพที่ไม่ดี การที่วิ่งไหวเพราะแข็งแรงไม่ได้แปลว่าคุณสุขภาพดีเสมอไป ในขณะที่คนที่เขาดูแลเรื่องอาหารการกินอาจจะไม่ใช่คนที่ยกเวตได้เยอะๆ”

สุดท้ายสิ่งเหล่านี้มันก็วัดกับตัวเลขของมวลไขมันในร่างกายอยู่ดี เพราะน้ำหนักที่คุณลดไปอย่างสัปดาห์ที่แล้วหนัก 70 สัปดาห์นี้หนัก 69 ถ้า 1 กิโลที่หายไปเป็นกล้ามเนื้อ ไขมันมันก็ยังเท่าเดิม มันก็ไม่เวิร์ก นั่นก็แปลว่าวิธีที่คุณใช้มันผิด ต้องเปลี่ยนวิธี ยิ่งถ้าคุณอดอาหารมันเป็นแบบนั้นแน่นอน พอเริ่มกินใหม่มันก็เกิดการโยโย่ไขมันเพิ่มขึ้นอีก

ดังนั้น การลดน้ำหนักคือการดูแลระยะยาวไม่ใช่แค่ 3-4 เดือนแล้วเลิก มันเป็นเรื่องที่ต้องทำต่อเนื่อง

‘โหมงานหนัก แล้วมาพักชดเชย’ แก้ปัญหานอนไม่พอได้จริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585080

  • วันที่ 31 มี.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

'โหมงานหนัก แล้วมาพักชดเชย' แก้ปัญหานอนไม่พอได้จริงหรือ?

ใครๆ ก็ทำกัน ‘พักนอนลากยาวในวันหยุด’ สูตรสำเร็จเพื่องานเสร็จทันเวลา หรือแค่วิธีการตายผ่อนส่ง

คิดผิดคิดใหม่ สำหรับคนวัยทำงานที่โหมงานหนัก ทำงานหามรุ่งหามค่ำช่วงวันจันทร์ถึงศุกร์ แล้วคิดว่าค่อยมานอนชดเชยกับเวลาที่ขาดไปในวันหยุด โดยเข้าใจว่าวิธีนี้น่าจะทดแทนการนอนที่ขาดไประหว่างสัปดาห์ได้ ซึ่งจริงๆ แล้วมันจะสามารถนอนทดแทนเวลากันได้จริงหรือ?

มีผลการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย Johns Hopkins ยืนยันแล้วว่า การนอนไม่เพียงพอระหว่างสัปดาห์ และกักตุนมานอนชดเชยในช่วงวันหยุดแทนนั้น…”ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายแต่อย่างใด”  เพราะนอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาการพักผ่อนไม่พอแล้ว ยังจะเพิ่มความเสี่ยงเรื่องความอ้วน โรคเบาหวาน รวมทั้งความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และอื่นๆ ได้ด้วย

นักวิจัยได้ศึกษาพฤติกรรมการนอนชดเชยในช่วงวันหยุด และพบว่ากลุ่มที่นอนไม่พอระหว่างสัปดาห์และพยายามนอนชดเชยนั้น มักจะมีปัญหาน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เพราะเมื่อเรานอนไม่พอ ร่างกายจะเผาผลาญแคลอรีมากขึ้น ทำให้เราหิวบ่อยขึ้นและมักกินผิดเวลา

นอกจากนั้น การนอนไม่พอยังส่งผลต่อฮอร์โมนที่สำคัญสองชนิดในร่างกายด้วย หนึ่งคือฮอร์โมน Leptin ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมและลดความอยากอาหาร ซึ่งเมื่อเรานอนไม่พอฮอร์โมน Leptin นี้จะลดลง ในขณะที่ฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่งชื่อ Ghrelin ซึ่งเพิ่มความอยากอาหารจะมีระดับสูงขึ้น แต่ที่สำคัญต่อสุขภาพมากกว่าน้ำหนักตัวหรือรอบเอว ก็คือการนอนไม่พอและพยายามหาเวลานอนชดเชยในช่วงสุดสัปดาห์ จะส่งผลต่ออินซูลินในกล้ามเนื้อและตับ ซึ่งก็หมายถึงว่าร่างกายของคนที่นอนไม่พอจะสูญเสียความสามารถในการควบคุมน้ำตาลในเลือดและเพิ่มปัญหาความเสี่ยงของการเป็นเบาหวานได้

ส่วนคำเตือนของแพทย์ในเรื่องนี้มีอยู่ว่า การนอนไม่พอและพยายามนอนชดเชยในช่วงวันหยุดนั้น นอกจากจะทำให้ระบบการย่อยอาหารของร่างกายเสียสมดุล ทำให้เกิดปัญหาน้ำหนักตัวเพิ่ม มีไขมันเกาะที่บริเวณ รอบเอว มีระดับโคเลสเตอรอลที่ผิดปกติ มีน้ำตาลในเลือดสูง และมีความดันโลหิตสูงแล้ว ยังเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ สมองขาดเลือดหล่อเลี้ยง โรคเบาหวาน ระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่ายทำงาน ผิดปกติ จนอันตรายถึงโรคมะเร็งลำไส้

ปิดท้ายด้วยคำแนะนำของเวลาการนอนที่พอดีกับช่วงอายุ โดยข้อมูลจากมูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติ ในสหรัฐ ระบุระยะเวลาในการนอนหลับที่เหมาะสมแบ่งตามอายุ ดังนี้

  • เด็กแรกเกิด (อายุ 0-3 เดือน) ควรนอน 14-17 ชั่วโมงต่อวัน
  • เด็กทารก (อายุ 4-11เดือน) ควรนอน 12-15 ชั่วโมง
  • เด็ก (อายุ 1-2 ปปี) ควรนอน 11-14 ชั่วโมง
  • วัยอนุบาล (3-5 ปี) ควรนอน 10-13 ชั่วโมง
  • วัยประถม (6-13 ปี) ควรนอน 9-11 ชั่วโมง
  • วัยมัธยม (14-17 ปี) ควรนอน 8-10 ชั่วโมง
  • วัยรุ่น (18-25 ปี) ควรนอน 7-9 ชั่วโมง
  • วัยทำงาน (26-64 ปี) ควรนอน 7-9 ชั่วโมง เท่ากับตอนวัยรุ่น
  • วัยชรา (65 ปีขึ้นไป) ควรนอน 7-8 ชั่วโมง

สุขสไตล์‘ราช รามัญ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585041

  • วันที่ 30 มี.ค. 2562 เวลา 13:34 น.

สุขสไตล์‘ราช รามัญ’

ในบรรดานักเขียนแนวจิตวิญญาณในหมวดศาสนาปรัชญา “ราช รามัญ” เป็นชื่อที่อยู่ในลำดับต้นๆ ของเมืองไทยอีกคนหนึ่ง โดยเน้นเป็นจิตวิญญาณเพื่อพัฒนาตนเอง และบ่อยครั้งที่ได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรบรรยายให้กับหน่วยงานทั้งองค์กรของรัฐและเอกชน ที่เรียกได้ว่าคิวทองก็ว่าได้

เมื่อถามถึงความสุขของ ราช รามัญ คืออะไร? เสียงห้าวเป้งที่ดังฟังชัดก็ตอบมาว่า ทุกครั้งที่เขาได้ขยับเขียนเรื่องทางจิตวิญญาณเพื่อให้ผู้อ่านได้นำเอาไปประยุกต์ใช้กับชีวิตได้จริงนั้น คือ ความสุขเป็นอย่างมาก

เพราะมุมในการนำเสนองานเขียนทางด้านจิตวิญญาณ หาใช่เน้นไปเพื่อให้หลุดพ้นไปแบบอริยบุคคลแต่เขียนในเชิงแนะนำเพื่อให้นำเอาไปใช้กับชีวิตที่ดีขึ้นแบบคนที่อยู่ทางโลก แต่ไม่ใหลหลงไปตามโลกจนมากเกินความพอดีพองาม และทุกครั้งที่ผู้อ่านได้อินบ็อกซ์มาพูดคุยเล่าให้ฟังว่า ได้ผลดีอย่างไรเมื่อนำเอาไปปฏิบัติตามยิ่งทำให้เกิดความสุข

“เคยมีคนถามผมว่า ความสุขมีจริงๆ เหรอ ผมบอกเขาเสมอว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความสุข พุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งความสุขที่เรียนรู้ผ่านกระบวนการของความทุกข์ เพราะพระพุทธเจ้าสอนว่า นิพพาน ปรมัง สุขัง อันนี้เป็นสุขอันยิ่งสูงสุด

พระเจ้าแห่งศาสนาคริสต์สอนว่าความรักนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของความสุข โดยเริ่มจากการรักตัวเอง และรักผู้อื่น คำว่า ความสุขที่เกิดจากจิตวิญญาณ บางทีก็ยากจะอธิบายได้ แต่บอกได้เลยว่า ไม่ว่าคุณจะนับถือศาสนาไหนพุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์ ฮินดู คุณสามารถเข้าถึงจิตวิญญาณของตัวคุณเองได้ด้วยการทำให้เกิดปัญญาญาณ ซึ่งสิ่งนี้แหละคือ จุดเริ่มต้นของความสุขทั้งปวง

เมื่อผมเขียนผมบอกแบบนี้กับใครไปแล้ว เขานำเอาไปทำได้แล้วเกิดผล ตัวผมจะมีความสุขมาก หลายคนที่ฟังผมพูดเมื่อพูดจบ เขาเดินมาขอบคุณทั้งน้ำตาแห่งความปีติ เพราะเขาเห็นแนวทางชีวิตแล้ว สิ่งนี้ก็ทำให้ผมมีความสุขมากขึ้นอีกหลายเท่า

บ่อยครั้งที่ผมใช้ความกรุณาแห่งหัวใจ ในการปรารถนาดีกับผู้คนด้วยการคิดในใจว่า อยากแลกทุกข์ด้วย เมื่อเห็นเขาเป็นทุกข์เพียงแค่นี้ความสุขก็เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

ความสุขอีกแบบหนึ่งที่ผมชอบมาตั้งแต่เด็กๆ คือ ได้อ่านหนังสือ สมัยนั้นไม่มีกูเกิล ผมอ่านโดราเอมอนเล่มละ 5 บาท เรียงกันหลายสิบเล่มเลยทีเดียว จากนั้นผมจะเดินทางไปท่าวาสุกรี ก่อนถึงเทเวศร์ ผมไปหอสมุดแห่งชาติ พกบัตรประชาชนไปแล้วก็ไปหาหนังสือที่อยากอ่าน ค้นมาอ่าน

หนังสือที่ผมอ่านแล้วมีความสุขมากที่สุด ดูเหมือนจะเป็นของหลวงวิจิตรวาทการ โอโห! แต่ละเล่มท่านเขียนออกมามีทั้งดราม่าสุดๆ อย่างมรสุมชีวิต ใครหนอจะไปมีชีวิตแบบนั้น แต่ก็เป็นวรรณกรรมที่เรียกได้ว่าสะท้อนชีวิตของคนได้อย่างดี

หรือหนังสือของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านก็เขียนหลายเล่ม อย่างเรื่องสี่แผ่นดิน อ่านแล้วก็เพลิน การอ่านหนังสือทำให้เราเกิดความสุขได้จริงไปอีกแบบหนึ่ง แต่เป็นความสุขที่เกิดจากตัวเอง”

ราช รามัญ กล่าวว่า ความสุขสุดท้ายที่ไม่บอกไม่ได้ คือ ความสุขที่ได้ฝึกจิตให้มีสติอยู่กับตัวเองในปัจจุบันขณะแบบที่หลวงพ่อเทียนท่านสอน เพราะเขามีโอกาสที่ได้พบหลวงพ่อเทียนตอนเป็นสามเณรท่านจับมือเขาเคลื่อนไหวไปมาที่วัดสนามใน

วิธีนี้เป็นวิธีที่ทำให้ตัดความคิดที่เป็นทุกข์ได้ เป็นวิธีที่ทำให้จิตไม่ส่งออกไปข้างนอกเพื่อหาทุกข์ แต่เป็นวิธีที่ทำให้จิตของเราอยู่กับตัวเองและมีความสุข ทุกวันนี้แม้ไม่ได้ยกเคลื่อนไหวแล้วแต่ทุกการเคลื่อนไหวเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ มีสติทั้งยืนเดินนั่งหรือทำอะไรๆ ก็ตาม นี่ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งเหมือนกัน

“คนเรายิ่งอายุมากยิ่งควรจะหาแต่ความสุขใส่ในตัวเอง อย่าไปคิดอะไรมาก อย่าไปแสวงหาอะไรที่ทำให้ตัวเราเองเป็นทุกข์ สุขและทุกข์นั้นทุกอย่างอยู่ที่เราเป็นผู้กำหนดตัวเราเอง ใช้ชีวิตให้ตัวเองมีความสุขดีกว่าไปทำตัวเป็นศูนย์กลางจักรวาลที่คอยจะบังคับใครต่อใครให้เป็นไปตามที่เราคิดและต้องการ มันจะทำให้เป็นทุกข์ครับ

มองชีวิตตัวเอง สังเกตชีวิตตัวเองและมีความสุขกับตัวเองนั้นแหละดีที่สุดครับ วันนี้ผู้คนไม่ค่อยมีความสุขเท่าไร ไม่ว่าจะที่ทำงาน ที่บ้าน ความจริงแล้วความสุขไม่ได้เกี่ยวกับสถานที่ ไม่ได้เกี่ยวกับวัตถุ ไม่ได้เกี่ยวกับเงินว่ามีเท่าไร แต่เกี่ยวที่ตัวของเราเองจริงๆ ครับ รู้จักตัวเองเข้าใจตัวเอง เราก็เป็นสุขแล้วครับ” ราช รามัญ ให้แง่คิดในการสร้างสุข

ว่าแต่องค์กรใดหน่วยงานใดจะติดต่อให้ ราช รามัญ ไปเป็นวิทยากร ติดต่อได้ที่N.siam@Hotmail.com หรือติดตามได้ที่เพจจินตนาญาณ และเฟซบุ๊ก Raj Raman

ช็อปกระเป๋ามือสองในทำเลทอง @ปุณณวิถี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585039

  • วันที่ 30 มี.ค. 2562 เวลา 13:29 น.

ช็อปกระเป๋ามือสองในทำเลทอง @ปุณณวิถี

จากเด็กหนุ่มที่อยากมีกระเป๋าแบรนด์เนม ไฮเอนด์ สะพายสักใบ จนมาสู่นักธุรกิจสตาร์ทอัพ เป็นเจ้าของกระเป๋าแบรนด์เนมหลายใบ เปิดร้าน “SF Brandname” ณ โครงการ 101 The Third Place

“สุด-วัฒนพล อุทยานะกะ” ในวัย 24 ปีเป็นนักธุรกิจเบอร์ต้นๆ ของวงการกระเป๋าแบรนด์เนม แต่กว่าจะมีวันนี้ เขาเริ่มลงทุนกับกระเป๋าใบแรกเพียง 500 บาท ในสภาพที่ต้องทำความสะอาดกันยกใหญ่ แต่ยิ่งเช็ดยิ่งถูเขายิ่งหลงใหลในเสน่ห์ของกระเป๋าแบรนด์เนม

จากผู้ใช้มาสู่ผู้ขาย ห้องเช่าใกล้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต กลายเป็นโกดังสินค้า จนกิจการขยายสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้ตั้งแต่ยังเรียน โดยเช่าห้องข้างล่างหอพักเปิดร้าน

หลังศึกษาจบ เขาเปิดร้านอีกครั้ง แต่ครานี้เลือกทำเลทอง เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส ลงสถานีปุณณวิถี ค่าเช่าต่อเดือนหลายหมื่นบาท

“มองหาทำเลตอนแรก ขอใกล้บ้านก่อนแล้วมาเซอร์เวย์ ย่านนี้มีคอนโดเยอะ เดินทางสะดวก มีรถไฟฟ้า แล้วห้างนี้ก็เปิดใหม่ มีหลายร้านที่เป็นสตาร์ทอัพ

ผมรู้สึกทำเลสวย เป็นที่ของคนรุ่นใหม่แล้วทางห้างเขาวางอนาคตไว้เป็นที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ กลุ่มลูกค้าเราก็เป็นกลุ่มคนทำงานสตาร์ทอัพขึ้นไป ทั้งที่มาซื้อ ขาย ฝากขายก็มี”

แม้ว่าการทำธุรกิจในโลกออนไลน์สามารถทำยอดขายได้ดีมาก แต่วัฒนพลก็ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการมีหน้าร้าน ยิ่งขายสินค้ามือสองราคาสูง การมีหน้าร้านทำให้เป็นที่ไว้วางใจของลูกค้า และแสดงความจริงใจให้ลูกค้าได้เห็นของจริง เห็นทุกรอยตำหนิก่อนจ่ายเงิน

“ผมจัดร้านเองทุกกระเบียดนิ้ว เพราะไม่มีใครเข้าใจแบรนด์เนมเท่าเรา การวางกระเป๋า แบ่งเป็นยี่ห้อ รุ่น ทรงกระเป๋า กระเป๋าแบบไหนต้องตั้งวาง แบบไหนควรห้อย แผ่นชั้นวางต้องห่างกันกี่นิ้ว วางกระเป๋าห่างกันกี่นิ้ว หันกระเป๋ามุมไหน กี่องศา

ออกแบบร้านโมเดิร์น ดูเรียบ ไม่หรูมากเพิ่มแชนเดอเลียร์ให้ร้านมีอะไรสักหน่อย ลูกค้าเข้ามาต้องไม่ใช่แบบร้านมือหนึ่ง สินค้าจับต้องไม่ได้

ตอนแรกออกแบบมาสีทองทั้งร้าน ผมก็เปลี่ยนเป็นสเตนเลสสีเงิน ใช้ไฟสีขาวเพื่อให้ลูกค้ามองเห็นตำหนิได้ ไม่ใช้แสงสีเหลือง ซึ่งมันหลอกตาแต่ได้สีร้านสวย ผมอยากให้ลูกค้าซื้อของออกไปแล้วประทับใจ”

จากจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ทางรัฐศาสตร์ ต่อปริญญาโท ทางด้านดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง จากประเทศอังกฤษ ตอนนี้กลายเป็นนักธุรกิจเต็มตัว

“ตอนเรียนผมชอบกระเป๋าหลุยส์ แต่ครอบครัวฐานะปานกลาง พ่อแม่ไม่เคยปรนเปรอสิ่งเหล่านี้ ตอนนั้นผมก็ศึกษาแบรนด์เนมมือสอง เราสามารถเป็นเจ้าของมันได้

จนต่อมาศึกษาเรื่องการลงทุน กระเป๋าแบรนด์เนมทำให้เรามีกำไรได้ แรกๆ ผมซื้อสภาพเก่ามากๆ มานั่งทำความสะอาดแล้วขายถูกๆ ไป กำไรใบหนึ่ง 200-300 บาท เราเอาปริมาณเยอะๆ ไม่เน้นขายแพง

เริ่มขายได้เงินเป็นหมื่น เป็นแสน ผมก็ไปลงเรียนคอร์สการตลาดต่างๆ ตอนนั้นโดนโกงด้วย เจอของปลอมก็เยอะ พอโดนหลอกบ่อยๆ ก็ศึกษาเริ่มดูเป็น

ผมเลือกไปเรียนที่อังกฤษ จบใน 1 ปี เรียนเพื่อตั้งใจมาทำธุรกิจมือสอง อยากพัฒนาร้าน การเลือกของเข้าร้านต้องสวย สภาพดี ราคาก็มีตั้งแต่หลักพันจนถึงแสน”

ตลาดสินค้าแบรนด์เนมเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มที่จะเลือกใช้ของมือสองกันมากขึ้น เพราะนอกจากจะประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากแล้วยังมั่นใจว่าเมื่อนำกลับมาขายต่อก็ได้ราคาดีไม่มีตก ที่สำคัญลูกค้ากลุ่มนี้เป็นคนมีกำลังซื้อสูง

“ผมมองว่าธุรกิจแบรนด์เนมมือสองยังเติบโตได้อีก ทั้งคนที่อยากได้ของใหม่ เบื่อของเก่า เราก็รับซื้อ คนที่อยากได้แบรนด์เนมแต่มีงบไม่ถึงมือหนึ่ง ก็ซื้อมือสองได้ บางใบวินเทจหาซื้อยากเราก็มี

ขอแค่ทุกอย่างต้องเป็นของแท้ และมีใบรับประกันที่เชื่อถือได้ ลูกค้าพร้อมจะควักกระเป๋าจ่ายโดยไม่ลังเลใจ แต่ถ้าเอาของปลอมมาย้อมแมวขายเมื่อไหร่ ก็เตรียมโดนประจานผ่านสื่อโซเชียลได้เลย ลูกค้ายุคใหม่ฉลาดมาก ค้าขายด้วยต้องซื่อตรงถึงจะอยู่ได้นาน” วัฒนพล กล่าวทิ้งท้าย

SF Brandname ตั้งอยู่ชั้น 1 โครงการ 101 The Third Place ถนนสุขุมวิท สามารถเดินทางโดยรถไฟฟ้าบีทีเอส ลงสถานีปุณณวิถี เปิดทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. โทร.08-2676-9094

‘เกรียนแบกเป้เที่ยว’ ยืนหนึ่งสายฮาแต่มีสาระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/585022

  • วันที่ 30 มี.ค. 2562 เวลา 11:27 น.

‘เกรียนแบกเป้เที่ยว’ ยืนหนึ่งสายฮาแต่มีสาระ

ไม่แน่ใจว่าจะเรียกความกล้า ความแปลกหรือความบ้า กับคาแรกเตอร์ของเพจพาเที่ยวที่ไม่ธรรมดาอย่าง “เกรียนแบกเป้เที่ยว” ของ สรัสนันท์ คำดีบุญ หรือยิ้มมายด์ (เพื่อนบางคนเรียก ยิ้ม บางคนเรียก มายด์ กลายเป็นยิ้มมายด์) ผู้ชายที่ชอบนั่งคุกเข่า ผายมือ แล้วอ้าปากกว้างๆ โดยที่ไม่ทราบสาเหตุว่าเขาทำไปเพื่ออะไร (และกล้าทำได้อย่างไร)

“เราต้องมีคาแรกเตอร์เพจเป็นของตัวเอง คือการสร้างซิกเนเจอร์ให้เป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็น หน้าตา เสื้อผ้าโทนภาพ พูดง่ายๆ คือ สิ่งที่ไม่เหมือนกับเพจอื่น สิ่งที่ถ้าคนอื่นเห็นคอนเทนต์ ภาพหรือวิดีโอนี้ เขาจะรู้ทันทีว่ามาจากเพจเรา อย่างเพจผมก็จะเป็นการอ้าปาก หรือคุกเข่า หรือตะโกนออกมา” อันเป็นที่มาของนิยามคำว่า “เกรียน”

ปีนี้เพจมีอายุ 3 ปีกว่า เขาเล่าถึงที่มาของการเปิดเพจว่า หลังจากใช้ชีวิตมานาน25 ปี โลกของเขาไม่เคยมีการท่องเที่ยวจนเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า เป้าหมายในชีวิตคืออะไร จึงตัดสินใจเข้าก๊วน “แบกเป้เที่ยว” ในเฟซบุ๊ก จากนั้นจึงเริ่มออกเดินทาง เริ่มโพสท่าอันเป็นเอกลักษณ์ และเปิดเพจเฟซบุ๊กของตัวเองในชื่อ เกรียนแบกเป้เที่ยว

“คำว่าท่องเที่ยวมันหมายถึงทุกที่ แต่ 3 ปีที่ผมทำเพจมา ผมเพิ่งรู้ตัวว่าส่วนใหญ่ผมชอบไปภูเขา ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผมตั้งใจให้เป็นกรอบหรือคอนเซ็ปต์ของเพจ แต่เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมชอบ ซึ่งในเร็วๆ นี้ผมจะเพิ่มสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ อย่างทะเลและเรื่องกินเข้าไปเพื่อให้เพจหลากหลาย

และสิ่งที่ผมอยากทำมากคือ อยากให้ความรู้กับคนที่อยากทำเพจ อยากแชร์ประสบการณ์ของตัวเองว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาผมทำอะไรผิดพลาดบ้าง หรือทำอะไรแล้วเวิร์กบ้าง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงได้รู้แนวทาง

เพราะการทำเพจมันเป็นประโยชน์กับทั้งตัวเราและคนหมู่มาก มันกระตุ้นให้เราเดินทาง ให้เราค้นหาข้อมูลความรู้ในสถานที่ต่างๆ ให้เราคุยกับคนอื่น และอยากนำสิ่งที่พบเจอมาทั้งหมดมาถ่ายทอดให้คนอื่นได้รู้”

เขากล่าวไว้น่าสนใจว่า มีช่วงหนึ่งยอดไลค์แช่อยู่ที่ 4,000 จนเกิดคำถามว่าทำไม ซึ่งเขาวิเคราะห์พบว่า เพราะเขาทำเพจเพื่อประโยชน์ของตัวเองมากเกินไปทำให้ลืมคิดถึงผู้รับ

“ถ้าเราเป็นผู้ให้ วันหนึ่งเราจะกลายเป็นผู้รับ” แนวคิดนี้จึงกลายเป็นจุดพลิกผันทำให้เขาเล่าเรื่องของตัวเองน้อยลง ถ่ายรูปตัวเองน้อยลง แล้วเน้นการถ่ายทอดบรรยากาศรอบตัวมากขึ้น

นอกจากนี้ ภายใต้ความเกรียนที่ทุกคนเห็น ในชีวิตการทำงานยิ้มมายด์เป็นข้าราชการในกระทรวงแห่งหนึ่ง ดังนั้นคำถามยอดฮิตที่เขาได้ยินบ่อยคือ ทำไมถึงมีเวลาเที่ยว เขาตอบอีกครั้งว่า จะออกเดินทางค่ำวันศุกร์แล้วกลับมาถึงกรุงเทพฯเที่ยงคืนวันอาทิตย์ โดยแต่ละเดือนจะเดินทางแบบนี้ 1-2 ครั้ง และทำติดต่อกันมานานปีกว่าแล้ว

“ผมตั้งโจทย์กับตัวเองว่า การเดินทาง 1 ครั้ง ต้องได้อย่างน้อย 2 คอนเทนต์ โดยก่อนไปจะทำการบ้านก่อนว่าจุดนั้นมีอะไรน่าสนใจและยังไม่มีใครทำ อย่างทริปภูสอยดาวผมทำคอนเทนต์ลูกหาบ ทริปม่อนจองผมทำคอนเทนต์ห้องน้ำ ส่วนข้อมูลที่ต้องมีทุกทริปคือ ประวัติความเป็นมา วิธีการเดินทาง และจุดกางเต็นท์” แอดมินเพจกล่าวต่อ

“ผมคิดว่าถ้าเราทำเพจเล่นๆ ผลลัพธ์ที่ตามมาก็จะเล่นๆ แต่ถ้าเราทำของจริงเราก็จะเป็นตัวจริง ซึ่งนอกจากงานประจำ ผมคิดว่าเราควรทำงานอดิเรกอะไรบางอย่างที่ชอบอย่างจริงจัง จนตอนนี้ผมมีเป้าหมายว่า อยากขึ้นเขาให้ครบทุกลูกในประเทศไทย

แม้ว่ามันจะยากลำบากและระยะทางไกล แต่นี่แหละที่เป็นประสบการณ์ทำให้เราอดทน รู้จักเอาตัวรอด รู้จักปรับตัวเข้ากับคนอื่น และที่สำคัญที่สุดคือ ปรับตัวเข้ากับธรรมชาติ”

เช่นเดียวกับการเดินทางที่นอกจากจะทำให้ชีวิตไม่จำเจ แก้เลี่ยน และทำให้มีความสุข เขายังมองว่า พอถึงจุดที่มีความสุขมากพอ จะรู้สึกว่าอยากส่งความสุขต่อจนทำให้กลายเป็นวงจรของความสุขที่เกิดขึ้นมาจากการเดินทาง

“ขอบคุณเพื่อนเอิร์ธและเพื่อนช้างที่ชี้จุดแนะแนวคิดการทำคอนเทนต์เพื่อให้ประโยชน์แก่ผู้คน จนผมสามารถต่อยอดการทำคอนเทนต์จนมาถึงทุกวันนี้”

เขากล่าวทิ้งท้ายถึงต้นต่อความสุขที่ได้รับมา และแน่นอนว่าเขาพร้อมที่จะส่งมอบแรงบันดาลใจต่อผ่านเพจเฟซบุ๊ก เกรียนแบกเป้เที่ยว