ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple ลั่น Bitcoin ดีกว่าทองคำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657800

วันที่ 12 ก.ค. 2564 เวลา 14:40 น.

Steve Wozniak ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Apple เชื่อ Bitcoin ดีกว่าทองคำ

สตีฟ วอซเนียก (Steve Wozniak) ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple เป็นอีกหนึ่งในบุคคลผู้มีชื่อเสียงระดับโลกที่ออกมาสนับสนุนและเชื่อมั่นในอนาคตของ Bitcoin แม้ว่าตัวเขาเองยังไม่ได้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลตัวนี้เลยก็ตาม

โดย El Sol de Mexico สำนักข่าวท้องถิ่นเม็กซิโกระบุว่าในงาน Talent Land Digital 2021 ที่จัดขึ้นในเม็กซิโกเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา วอซเนียกกล่าวว่า Bitcoin เป็น “สูตรทางคณิตศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร” และเป็น “ความมหัศจรรย์ของเทคโนโลยี”

“ทองคำมีจำกัดและคุณต้องหามัน แต่ Bitcoin ไม่เหมือนกัน มันเป็นสูตรทางคณิตศาสตร์ที่น่าทึ่งที่สุด ถึงผมไม่ได้ลงทุนใน Bitcoin แต่ผมเชื่อมั่นในอนาคตของมัน”

ในปี 2018 วอซเนียกเคยให้สัมภาษณ์ต่อ CNBC ว่าเขาหวังว่า Bitcoin จะเป็นสกุลเงินที่ใช้กันทั่วโลก (single global currency) และกล่าวว่า Bitcoin เป็นหนึ่งเดียวของทองคำดิจิทัล

ทั้งนี้ ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ววอซเนียกได้เปิดตัว Efforce บริษัทที่ 2 ของเขาต่อจาก Apple ซึ่งเป็นบริษัทประหยัดพลังงานระดมทุนเพื่อโครงการสีเขียวผ่านการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนและสร้างเหรียญดิจิทัลของตัวเองที่ชื่อว่า WOZX

Bitcoin มักถูกมองว่าเป็นทองคำดิจิทัลเนื่องจากทั้ง 2 มีอุปทานที่จำกัดเหมือนกันโดย Bitcoin ถูกจำกัดไว้ที่ 21 ล้านเหรียญ และทั้ง 2 ไม่มีอำนาจกลางจากธนาคารหรือรัฐบาล ตลอดจนมีตลาดที่สภาพคล่องสูงในการแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราเหมือนกัน

จึงมักถูกนำไปเปรียบเทียบกับทองคำโดยเมื่อเดือนที่แล้วมหาศรษฐีนักลงทุนชื่อดัง มาร์ก คิวบัน (Mark Cuban) ก็ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า Bitcoin ดีกว่าทองคำเช่นกัน

Bitcoin จะตกถึง $10,000 หรือไม่? นักลงทุนใหญ่ชี้เป็นไปได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657785

วันที่ 12 ก.ค. 2564 เวลา 13:47 น.

Scott Minerd แห่งบริษัท Guggenheim ชี้ว่ามีโอกาสที่คริปโตที่ใหญ่ที่สุดอาจจะดิ่งลงหนักถึงระดับหนึ่งหมื่น

สก็อต ไมเนิร์ด (Guggenheim) หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน (CIO) ของบริษัท Guggenheim ให้สัมภาษณ์กับ CNBC เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า Bitcoin กำลังจเอกับภาวะทิ้งตัวแรงที่อาจทำให้มูลค่าลดลงระหว่าง 10,000 ถึง 15,000 ดอลลาร์

“เมื่อเราดูประวัติศาสตร์ของคริปโตและหันมามองดูว่าเราอยู่จุดไหน ผมหมายถึง ผมเชื่อจริงๆ ว่านี่อาจเป็นความผิดพลาด และคุณก็รู้ ความผิดพลาดจะทำให้มูลค่าลดลง 70% ถึง 80% โดยสมมติว่าอยู่ระหว่าง 10,000 ถึง 15,000 ดอลลาร์” เขากล่าวกับ CNBC

เขากล่าวเสริมในภายหลังว่า “ขอบอกแบบนี้ ผมจะไม่รีบซื้อ Bitcoin และผมไม่เห็นเหตุผลที่จะถือมันในตอนนี้ หากคุณกำลังจะเป็นนักเก็งกำไร ให้คาดเดาว่ามันกำลังตกต่ำ”

คำกล่าวนี้สวนทางกับท่าทีของเขาเมื่อ 5 เดือนที่แล้วซึ่งเขาเคยบอกกับ CNN ว่าเขาเชื่อว่าสกุลเงินดิจิทัลอาจ Bitcoin อาจทำราคาสูงถึง 600,000 ดอลลาร์ และในเดือนธันวาคมปีที่แล้วเขาบอกกับ Bloomberg ว่าจากการวิเคราะห์พื้นฐานของบริษัทแสดงให้เห็นว่า Bitcoin ควรจะมีมูลค่า 400,000 ดอลลาร์

อะไรที่ทำให้ไมเนิร์ดเปลี่ยนท่าทีแบบหักมุมแบบนี้? เขาเริ่มเทียบ กับภาวะคลั่งทิวลิป (Tulipmania) ในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นตัวอย่างสำคัญของภาวะฟองสบู่ที่เกิดจากการปั่นสิ่งที่มนุษย์กำหนดราคาขึ้นมาเองเพราะความคลั่งไคล้ในสิ่งนั้น เขาทวีตไว้เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมว่า “คริปโตได้พิสูจน์แล้วว่าเป็น Tulipmania เมื่อราคาสูงขึ้น หัวทิวลิปและสกุลเงินคริปโตก็ทวีคูณขึ้นจนกว่าอุปทานจะล้นหลามในราคาดุลยภาพก่อนหน้านี้”

ก่อนหน้านี้ที่เขาจะคาดว่า Bitcoin อาจจะถึง 10,000 ดอลลาร์ ในเดือนมิถุนายนเขายังเคยทวีตว่ราคาของมันอาจจะลงมาต่ำกว่าแรงหนุน 20,000 แต่นักลงทุนที่มั่นใจใน Bitcoin บางคนไม่เห็นด้วย ซึ่งในเดือนมิถุนายน เขาก็ยังทวีตการสนับสนุนระยะยาวต่อสกุลเงินดิจิทัล โดยกล่าวว่า “คริปโตจะยังคงผันผวนต่อไป แต่ว่ากันตามแนวโน้มแล้ว มันคืออนาคต”

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวของเขากับ CNBC ล่าสุดดูเหมือนว่าเขาจะละทิ้ง Bitcoin แล้ว

Photo by Marco BELLO / AFP

เมียนมาอ่วม โควิดเล่นงานหนักออกซิเจนขาดแคลน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657773

วันที่ 12 ก.ค. 2564 เวลา 12:33 น.

โควิด-19 ระบาดหนักในเมียนมา ประชาชนแห่เข้าคิวยาวเหยียดรอซื้อออกซิเจน

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในเมียนมาขณะนี้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 11 ก.ค. กระทรวงสาธารณสุขเมียนมาเมียนมารายงานผู้ติดเชื้อในประเทศ 35,000 ราย และผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 กว่า 500 ราย

ส่งผลให้หลายเมืองรวมถึงย่างกุ้งเกิดปัญหาขาดแคลนออกซิเจนสำหรับใช้กับเครื่องช่วยหายใจ ขณะที่รัฐบาลสั่งให้โรงงานผลิตอกซิเจนเพิ่มกำลังการผลิต และยกเลิกการเก็บภาษีและข้อกำหนดอื่นๆ ในการนำเข้าเครื่องผลิตออกซิเจน

The Irrawaddy ของเมียนมารายงานว่าเกือบ 90% ของพื้นที่ในเมียนมาได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 โดย 296 จาก 330 เมืองทั่วประเทศรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ตั้งแต่เดือนพ.ค.

พล.อ. อาวุโส มิน อ่อง หล่ายยอมรับว่าการแพร่ระบาดในเมียนมาขณะนี้ร้ายแรงและรวดเร็วกว่าการแพร่ระบาดระลอกแรกและระลอก 2 ที่ผ่านมา

พร้อมเสริมว่ารัฐบาลได้ตกลงสั่งซื้อวัคซีน 5 ล้านโดสจากจีน และจัดเตรียมให้อุตสาหกรรมยาของเมียนมาผลิตวัคซีนโดยได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีการผลิตจากรัสเซีย

ขณะที่พลจัตวา ซอ มิน ตุน โฆษกรัฐบาลทหารเมียนมาแถลงว่าการฉีดวัคซีนจะขยายไปถึงผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และเมียนมามีข้อตกลงกับรัสเซียสำหรับการผลิตวัคซีน 5 ล้านโดสต่อปี

โดยกระทรวงสาธารณสุขระบุเมื่อกลางเดือนมิ.ย.ว่ามีการตรวจพบโควิด-19 3 สายพันธุ์ในเมียนมาทั้งสายพันธุ์อัลฟา แคปปา รวมถึงสายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในประเทศอินเดียด้วย ขณะที่โรงเรียนทุกแห่งรวมทั้งโรงเรียนเอกชนและโรงเรียนสงฆ์จะต้องปิดจนถึงวันที่ 23 ก.ค.

เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขเผยจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 อยู่ที่ 64 รายซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุด ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้ออยู่ที่ 4,320 รายจากการตรวจหาเชื้อทั้งหมด 15,747 ตัวอย่าง

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 10 ก.ค. มีรายงานว่าแรงงานชาวเมียนมาประมาณ 1,180 รายในแม่สอด จังหวัดตาก ติดโควิด-19 และกำลังต้องการความช่วยเหลือทั้งด้านอาหารและการรักษาพยาบาล

ทั้งนี้ ปัจจุบันเมียนมามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศรวมทั้งสิ้นกว่า 189,000 รายและเสียชีวิตเกือบ 4,000 ราย

Photo by Ye Aung THU / AFP

คลิป: ‘ครั้งหนึ่งในชีวิต’ มหาเศรษฐีแบรนสันบรรลุความฝันสู่อวกาศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657766

วันที่ 12 ก.ค. 2564 เวลา 12:03 น.

เปิดศักราชใหม่ของการเดินทางอวกาศ เมื่อริชาร์ด แบรนสันท่องโลกนอกชั้นบรรยากาศได้สำเร็จ

ริชาร์ด แบรนสัน มหาเศรษฐีชาวอังกฤษ บินสู่อวกาศในวันอาทิตย์ด้วยยานเวอร์จิน กาแลกติก ซึ่งเป็นการเดินทางที่เขาบอกว่าเป็น “ประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต” และเขาหวังว่าจะเปิดยุคของการท่องเที่ยวอวกาศที่อาจจะคึกคักต่อไปในอนาคต

“ผมฝันถึงช่วงเวลานี้ตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก แต่จริงๆ แล้ว ไม่มีอะไรสามารถเตรียมคุณให้พร้อมสำหรับการมองโลกจากอวกาศได้” แบรนสันกล่าวพร้อมยิ้มระหว่างพิธีหลังการบินซึ่งเขาและเพื่อนร่วมทีมได้รับปีกนักบินอวกาศก่อนจะเปิดแชมเปญเพื่อเฉลิมฉลอง

แบรนสัน ผู้โดยสารสามคนและนักบินสองคน (พนักงานเวอร์จินทั้งหมด) ขึ้นยานไปสู่ชั้นบรรยากาศที่ถือว่าเป็นเขตอวกาศแล้วตามที่สหรัฐรับรอง โดยไปถึงระดับความสูง 53.5 ไมล์ (86 กิโลเมตร) และประสบภาวะไร้น้ำหนักกินเวลาไม่กี่นาทีบนยาน VSS Unity

จากนั้นเครื่องบินอวกาศก็ลดปีกลงและร่อนลงสู่พื้นเมื่อเวลาประมาณ 9.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐเขต Mountain Time ประมาณหนึ่งชั่วโมงหลังจากที่ VSS Unity บินขึ้นไปโดยช่วงแรกยานขึ้่นทะยานฟ้าโดยติดตั้งไว้ที่ท้องของเครื่องบินขนส่งขนาดใหญ่ ซึ่งขึ้นไป 10 ไมล์ (15 กิโลเมตร) ) ก่อนจะปล่อยยาน VSS Unity ออกมา

VSS Unity ขับเคลื่อนด้วยจรวดทำความเร็วสูงสุดที่ Mach 3 ขณะทะยานสู่อวกาศ

“ขอแสดงความยินดีกับทีมที่ยอดเยี่ยมของเราที่ Virgin Galactic เป็นเวลา 17 ปีของการทำงานหนักเพื่อพาพวกเรามาไกลขนาดนี้” แบรนสันกล่าวระหว่างการถ่ายทอดสดโดยที่สัญญาณไม่ต่อเนื่องขณะที่ VSS Unity ลงมา แต่คาดว่าจะมีการเผยแพร่ภาพวิดีโอบนเครื่องบินเพิ่มเติมในภายหลัง

อีลอน มัสก์ หัวหน้า SpaceX กล่าวแสดงความยินดีว่า “ยินดีด้วย เที่ยวบินที่สวยงาม!”

NASA ยังแสดงความยินดีกับทีมด้วย โดยเรียกเที่ยวบินนี้ว่า “งดงามจริงๆ”

Photo by Patrick T. FALLON / AFP

ยุโรปกระจายวัคซีนตามเป้า พอฉีดผู้ใหญ่ได้ถึง 70% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657759

วันที่ 12 ก.ค. 2564 เวลา 11:03 น.

ยุโรปบรรลุเป้ามีวัคซีนพอสำหรับผู้ใหญ่ 70% แต่หลายประเทศยังระบาดหนักเพราะสายพันธุ์เดลตา

เออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปกล่าวในแถลงการณ์ว่าจะมีการกระจายวัคซีนต้านโควิด-19 ประมาณ 500 ล้านโดสไปยัง 27 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปในวันที่ 11 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้ยุโรปจะมีวัคซีนเพียงพอสำหรับประชากรวัยผู้ใหญ่อย่างน้อย 70%

ฟอน เดอร์ เลเยน ระบุว่าแม้ว่าโควิด-19 จะยังไม่หมดไปแต่ยุโรปจะผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกัน ซึ่งประเทศสมาชิกต้องมุ่งมั่นในการเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีนพวกเขาจึงจะปลอดภัย

ตามรายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งยุโรปพบว่า 63.8% ของประชากรในกลุ่มอายุ 18 ปีขึ้นไปในยุโรปได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส โดย 44.1% ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว

ปัจจุบันยุโรปได้กระจายวัคซีน 330 ล้านโดสซึ่งมาจาก Pfizer, 100 ล้านโดสจาก AstraZeneca, 50 ล้านโดสจาก Moderna และ 20 ล้านโดสจาก Johnson & Johnson ไปยังประเทศสมาชิกซึ่งมีประชากรวัยผู้ใหญ่รวมกันราว 366 ล้านคน

ในเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา เธียร์รี เบรตัน กรรมาธิการฝ่ายตลาดภายในของคณะกรรมาธิการยุโรปเคยกล่าวว่ายุโรปอาจสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ภายในเดือนก.ค. เนื่องจากจะมีการจัดส่งวัคซีนปริมาณมาก

แต่เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาฮันส์ คลูจ ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคยุโรปชี้ว่ายุโรปกำลังจะเผชิญกับการแพร่ระบาดระลอกใหม่โดยสายพันธุ์เดลตาจะเป็นสายพันธุ์หลัก

คลูจระบุว่าจำนวนผู้ติดเชื้อในยุโรปลดลงเป็นเวลา 10 สัปดาห์ติดต่อกัน แต่มันจบลงแล้วโดยในช่วงปลายเดือนมิ.ย. มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 10% เนื่องจากการผ่อนคลายมาตรการมาตรการควบคุมโรค

อย่างไรก็ตามแม้ว่ายุโรปจะประสบความสำเร็จในการกระจายวัคซีนได้ตามเป้าแต่ประเทศสมาชิกหลายประเทศต้องยกระดับมาตรการควบคุมและป้องกันโรคในขณะนี้เนื่องจากมีจำนวนผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น

โดยระบุว่ามีสาเหตุมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในประเทศอินเดียซึ่งแพ่ระบาดอย่างรวดเร็วไปกว่า 100 ประเทศทั่วโลก

ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์ของคณะกรรมาธิการยุโรปที่เคยออกมาเตือนก่อนหน้านี้ว่าเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลตาจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในยุโรปช่วงฤดูร้อนนี้โดยอ้างการประมาณการจากหน่วยงานป้องกันโรคของยุโรป

Photo by François WALSCHAERTS / POOL / AFP

จีนเผยภาพดาวอังคารชุดใหม่ฝีมือ ‘จู้หรง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657717

วันที่ 11 ก.ค. 2564 เวลา 20:33 น.

จู้หรง ยานสำรวจพื้นผิวดาวอังคารของจีน เดินทางบนพื้นผิวดาวเคราะห์แดงคิดเป็นระยะทางมากกว่า 300 เมตร พร้อมจัดส่งภาพถ่ายชุดใหม่เกี่ยวกับหิน ทราย และฝุ่นบนดาวอังคารกลับสู่โลก

ปักกิ่ง, 10 ก.ค. (ซินหัว) — ศูนย์สำรวจดวงจันทร์และโครงการอวกาศ สังกัดองค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน เปิดเผยว่าจู้หรงทำงานบนพื้นผิวดาวอังคารนาน 54 วันดาวอังคาร และเดินทางมากกว่า 300 เมตร เมื่อนับถึงวันพฤหัสบดี (8 ก.ค.)

อนึ่ง หนึ่งวันบนดาวอังคารมีระยะเวลานานกว่าหนึ่งวันบนโลกราว 40 นาที

(แฟ้มภาพซินหัว : ภาพถ่ายคุณลักษณะพื้นผิวของก้อนหินบนดาวอังคารและร่องรอยการเดินทางของจู้หรง ยานสำรวจพื้นผิวดาวอังคารลำแรกของจีน ภาพจากองค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน)

จู้หรงเดินทางสู่ทิศใต้อย่างต่อเนื่องเพื่อดำเนินการตรวจสอบและสำรวจด้วยกล้องบันทึกภาพทางภูมิศาสตร์ เรดาร์ตรวจใต้พื้นผิว เครื่องมือวัดทางอุตุนิยมวิทยา และเครื่องตรวจจับสนามแม่เหล็กบนพื้นผิว นับตั้งแต่ลงจอดบนดาวอังคาร

เครื่องตรวจจับองค์ประกอบบนพื้นผิวและกล้องบันทึกภาพมัลติสเปกตรัมจะทำการตรวจจับแบบเฉพาะจุด หากพบเจอลักษณะพื้นผิวที่มีความโดดเด่นอย่างก้อนหินและเนินทราย

ภาพถ่ายก้อนหินบนดาวอังคารสองภาพเผยให้เห็นคุณลักษณะพื้นผิวของก้อนหินที่บางส่วนถูกปกคลุมด้วยฝุ่น และร่องรอยการเดินทางของจู้หรง

(แฟ้มภาพซินหัว : ภาพถ่ายพื้นผิวก้อนหินบนดาวอังคารที่บางส่วนถูกปกคลุมด้วยฝุ่น ภาพจากองค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน)

วันที่ 26 มิ.ย. นับเป็นวันที่ 42 บนดาวอังคารของจู้หรง ซึ่งเดินทางถึงพื้นที่เนินทราย โดยกล้องบันทึกภาพทางภูมิศาสตร์ถ่ายภาพเนินทรายแดงที่อยู่ไกลราว 6 เมตร ภาพหนึ่งเผยให้เห็นก้อนหินหลายขนาดกระจายทั่วเนินทราย

วันที่ 4 ก.ค. นับเป็นวันที่ 50 บนดาวอังคารของจู้หรง ซึ่งเดินทางไปยังด้านใต้ของเนินทรายแดงที่มีความกว้าง 8 เมตร ความยาวราว 40 เมตร และความสูง 0.6 เมตร

(แฟ้มภาพซินหัว : ภาพถ่ายเนินทรายบนดาวอังคาร ซึ่งมีความกว้าง 8 เมตร ความยาวราว 40 เมตร และความสูง 0.6 เมตร วันที่ 4 ก.ค. 2021 ภาพจากองค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน)

ภาพถ่ายภาพหนึ่งเผยให้เห็นกลุ่มก้อนหินหลายรูปทรง รวมถึงส่วนห่อหุ้มด้านหลังและร่มชะลอความเร็วของยานลงจอด โดยจู้หรงบันทึกภาพนี้ขณะอยู่ห่างจากจุดลงจอดราว 210 เมตร และจากจุดที่ตั้งของส่วนห่อหุ้มและร่มดังกล่าวราว 130 เมตร

ทั้งนี้ ภารกิจเทียนเวิ่น-1 ของจีน ประกอบด้วยยานโคจร ยานลงจอด และยานสำรวจพื้นผิว เริ่มปฏิบัติการเมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2020

(แฟ้มภาพซินหัว : ภาพถ่ายกลุ่มก้อนหินหลายรูปทรง (ซ้าย) ส่วนห่อหุ้มด้านหลังและร่มชะลอความเร็วของยานลงจอด (มุมขวาบน) ภาพจากองค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน)

ยานลงจอดบรรทุกยานสำรวจพื้นผิวลงจอดบริเวณด้านใต้ของยูโทเปีย พลานิเทีย ที่ราบขนาดมหึมาในขั้วเหนือของดาวอังคาร เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2021

(แฟ้มภาพซินหัว : ภาพถ่ายเนินทรายแดงบนดาวอังคาร วันที่ 26 มิ.ย. 2021 ภาพจากองค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน)

จู้หรง วิ่งลงจากแพลตฟอร์มลงจอดสู่พื้นผิวดาวอังคารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. เริ่มต้นการสำรวจดาวเคราะห์แดง และทำให้จีนเป็นประเทศที่ 2 ต่อจากสหรัฐฯ ที่สามารถนำยานอวกาศลงจอดและควบคุมยานสำรวจพื้นผิวบนดาวอังคาร

เนื้อหาและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

จีนพบ ‘เครื่องเขิน’ อายุ 8,200 ปี เก่าแก่สุดในประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657716

วันที่ 11 ก.ค. 2564 เวลา 19:26 น.

เมื่อไม่นานนี้ คณะนักโบราณคดีในมณฑลเจ้อเจียงทางตะวันออกของจีน กำหนดอายุของเครื่องเขิน (lacquerware) จำนวน 2 ชิ้น ว่ามีความเก่าแก่มากกว่า 8,000 ปี ทำให้เป็นโบราณวัตถุที่มีความเก่าแก่มากที่สุดเท่าที่เคยค้นพบในจีน

หางโจว, 10 ก.ค. (ซินหัว) — เครื่องเขินดังกล่าวถูกขุดพบจากซากจิ่งโถวซาน เมืองอวี้เหยา สังกัดเมืองหนิงโปของเจ้อเจียง โดยซากจิ่งโถวซานถือเป็นซากเนินเปลือกหอยที่เก่าแก่ที่สุดและถูกฝังอยู่ลึกที่สุดในพื้นที่ชายฝั่งทะเลของจีน มีประวัติศาสตร์ยาวนาน 7,800-8,300 ปี

รายงานระบุว่ามีการค้นพบโบราณวัตถุอันประณีตงดงามจำนวนมาก นับตั้งแต่เริ่มการขุดสำรวจซากจิ่งโถวซานในเดือนกันยายน 2019 โดยช่วงครึ่งแรกของปี 2020 มีการค้นพบเครื่องไม้ 2 ชิ้น แต่ละชิ้นถูกเคลือบผิวเป็นชั้น

ต่อมาคณะนักวิทยาศาสตร์ใช้เทคนิคอินฟราเรด สเปกโทรสโคป เทคนิคไพโรไลติก แมส สเปกโทรเมทรี และเทคนิคทดสอบทางวิทยาภูมิคุ้มกันที่เกี่ยวพันกับเอนไซม์ ตรวจสอบเครื่องไม้ดังกล่าวจนยืนยันได้ว่าเป็นเครื่องเขิน

ขณะเดียวกันผลการทดสอบคาร์บอน-14 พบว่าเครื่องเขินทั้งสองชิ้นมีอายุราว 8,200 ปี

ซุนกั๋วผิง หัวหน้าทีมนักโบราณคดีประจำซากจิ่งโถวซาน กล่าวว่าการค้นพบใหม่นี้ช่วยขยับขยายขอบเขตประวัติศาสตร์เครื่องเขินจีนเป็นราว 8,300 ปี

“เครื่องเขินชิ้นหนึ่งอาจเป็นซากเรือแจวหรือชิ้นส่วนเครื่องดนตรี ส่วนเครื่องเขินอีกชิ้นอาจใช้สำหรับงานถักทอผ้า” ซุนกล่าว พร้อมเสริมว่าโบราณวัตถุนี้มีลักษณะของการใช้งานจริงและใช้ในพิธีการ สะท้อนความวิจิตรบรรจงในชีวิตมนุาย์ยุคโบราณ

เนื้อและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

นักวิทย์พบญาติ 14 คนของเลโอนาร์โด ดา วินชี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657715

วันที่ 11 ก.ค. 2564 เวลา 18:22 น.

นักวิทยาศาสตร์ได้ติดตามพบบุคคลที่คาดว่าเป็น 14 ญาติที่ยังมีชีวิตอยู่ของเลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo Da Vinci)

สำนักข่าว CBC ของแคนาดารายงานว่า นักวิจัยที่มีโครงการติดตามดีเอ็นเอ (DNA) ของเลโอนาร์โด ดา วินชี ของมหาวิทยาลัย Rockefeller ในนิวยอร์กได้ศึกษาเอกสารที่มีอายุมากกว่า 620 ปี เพื่อติดตามเชื้อสายชายของศิลปินเอกของโลกและเชื่อว่าพวกเขาได้พบญาติที่ยังมีชีวิตอยู่ของเขา 14 คน

เลโอนาร์โด ดา วินชีเกิดในเมืองวินชี (จึงมีนามสกุลต่อท้ายว่า ดา วินชี แปลว่ามาจากเมืองวินชี) ในเมืองแคว้นทัสกัน ของอิตาลีในปี ค.ศ. 1452 เขาเสียชีวิตในเมืออองบัวส์ ในประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1519 โดยที่ไม่มีลูกหลานของตัวเอง

แต่เขามีพี่น้องต่างมารดาบิดาประมาณ 22 คนโดย 17 คนจากฝั่งบิดาของเขา

ในการศึกษานี้ นักวิจัยได้เน้นไปที่เชื้อสายฝ่ายชายของดา วินชี หรือเจาะจงกว่านั้นคือ ผู้ที่มีโครโมโซม Y ร่วมกันของศิลปินเอกผู้นี้ ซึ่งโครโมโซมดังกล่าวสามารถคงอยู่โดยไม่เปลี่ยนแปลงไปได้ถึง 25 รุ่น

คณะผู้วิจัยได้สืบเสาะลำดับวงศ์ตระกูลของดาวินชีจำนวน 5 กิ่งก้านลำดับเชื้อสายจากบิดาของเขา คือ เซร์ปิเอโร และพี่น้องต่างมารดาคนหนึ่งชื่อโดเมนิโก โดยใช้เอกสารต่างๆ เช่น บันทึกพิธีรับเข้าเป็นคริสต์ศาสนิกชน บันทึกของโบสถ์ และพินัยกรรม โดยรวมแล้ว ครอบคลุม 21 รุ่นจาก 4 กิ่งก้านของแผนภูมิลำดับครอบครัว

ขั้นตอนต่อไปคือการทดสอบดีเอ็นของคน 14 คนและเปรียบเทียบโครโมโซม Y กับโครโมโซมของบรรพบุรุษในสุสานโบราณและสมัยใหม่

เจสส์ ออซูเบล (Jesse Ausubel) หัวหน้าโครงการกล่าว ญาติพี่น้องที่สืบเสื้อสายเดียวกับดา วินชีมีช่วงอายุตั้งแต่ 1 ขวบ ถึง 85 ปี มีอาสชีพที่หลากหลายรวมถึงชาวนา พนักงานออฟฟิศ ช่างทำเบาะ คนขายกระเบื้อง นักบิน และศิลปิน และส่วนใหญ่ รู้สึกปลาบปลื้มเมื่อพวกเขาได้เรียนรู้วงศ์ตระกูลของพวกเขามีส่วนเกีย่วข้องกับศิลปินอัจฉริยะ

“หนึ่งในคนที่คาดว่าน่าจะเป็นลูกหลาน คือนักบินที่ชอบบินเครื่องบิน แน่นอนว่าเลโอนาร์โดมีชื่อเสียงในเรื่องความหลงใหลในการบินและความเป็นไปได้ในการบินของมนุษย์ อีกคนคือศิลปินทัศนศิลป์ จิตรกร และแน่นอนว่าการมีความเชื่อมโยงกันกับเลโอนาร์โดในฐานะศิลปินนั้นเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น” ออซูเบลบอกระหว่างร่วมรายการ As It Happens

AFP PHOTO / MARCO BERTORELLO

อิสราเอลฉีด Pfizer เข็มสามให้กลุ่มเสี่ยงสู้เดลตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657713

วันที่ 11 ก.ค. 2564 เวลา 17:03 น.

บูสเตอร์สำหรับผู้ใหญ่ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง แต่อิสราเอลยังคงชั่งน้ำหนักเข็มสามสำหรับประชาชนทั่วไป ทั้งนี้อิสรเาอลเป็นประเทศมีการฉีดวัคซีนชั้นนำของโลกอย่าง Pfizer แต่สายพันธุ์ทำให้เกิดการติดเชื้อเพิ่มขึ้น

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า อิสราเอลจะเริ่มฉีดวัคซีนของ Pfizer ให้กับผู้ใหญ่ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ แต่ก็ยังชั่งน้ำหนักว่าควรฉีดรอบที่ 3 ให้กับสาธารณชนทั่วไปหรือไม่

การแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของสายพันธุ์เดลตาทำให้เกิดการติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้นในเดือนที่ผ่านมาจากตัวเลขหลักเดียวเป็นประมาณ 450 ต่อวัน

รัฐมนตรีสาธารณสุข นิตซาน โฮโรวิตซ์ (Nitzan Horowitz) กล่าวว่าคำสั่งฉีดเข็มสามมีผลทันที โดยผู้ใหญ่ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องซึ่งได้รับวัคซีนไฟเซอร์ 2 โดจะได้รับการฉีดกระตุ้นเข็มที่ 3 และกำลังตัดสินใจว่าควรกระจายเข็มที่ 3 ในวงกว้างหรือม่

Pfizer และหุ้นส่วน BioNTech SE ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์หลักในโครงการวัคซีนของอิสราเอลอกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่าพวกเขาจะขอให้หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐและยุโรปเพื่ออนุญาตให้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 หรือบูสเตอร์ภายในไม่กี่สัปดาห์ต่อจากนี้

ทั้งสองบริษัทอ้างว่ามีความเสี่ยงในการติดเชื้อเพิ่มขึ้นหากต้องรอออนุญาตฉีดครั้งที่ 3 เป็นเวลา 6 เดือน

ทั้งนี้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่บางคนว่าบริษัทไม่ได้เปิดเผยข้อมูลที่แสดงถึงความเสี่ยงดังกล่าว แต่กล่าวว่าข้อมูลดังกล่าวจะเผยแพร่สู่สาธารณะในไม่ช้า

“เรากำลังตรวจสอบปัญหานี้ และยังไม่มีคำตอบสุดท้าย” โฮโรวิตซ์กล่าวในรายการวิทยุสาธารณะ Kan เกี่ยวกับการฉีดเข็มที่ 36 สำหรับประชากรทั่วไปในอิสราเอล

“ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม ตอนนี้เรากำลังดำเนินการฉีดครั้งที่ 3 แก่ผู้ที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง … คนเหล่านี้ก็ตัวอย่างเช่นกลุ่มที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะหรือมีอาการป่วยซึ่งทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง”

ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วย 46 รายที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในอิสราเอลที่มีอาการรุนแรงในปัจจุบันได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว นัชมาน อัช (Nachman Ash) ผู้ประสานงานการตอบสนองต่อการระบาดใหญ่ของโคโรนาไวรัสของอิสราเอลกล่าวเมื่อวันพุธว่าส่วนใหญ่มาจากกลุ่มเสี่ยงที่อายุเกิน 60 ปีและมีปัญหาสุขภาพมาก่อน

โฮโรวิตซ์กล่าวว่ากระทรวงสาธารณสุขจะแก้ปัญหาการขาดแคลนวัคซีน Pfizer โดยใช้วัคซีน Moderna Inc ที่มีอยู่แล้วสำหรับการฉีดวัคซีน 2 ครั้งในหมู่ประชากรผู้ใหญ่ทั่วไป

อิสราเอลได้จัดการฉีด Pfizer เกือบทั้งหมดให้กับประมาณ 60% ของประชากร 9.3 ล้านคน แต่วัคซีนจำนวน 700,000 โดสที่จะหมดอายุในปลายเดือนกรกฎาคมได้ถูกส่งไปยังเกาหลีใต้ เนื่องจากอัตราการฉีดในอิสราเอลเชื่องช้าลงจนเก็บวัคซีนเอาไว้ไม่ได้

ภายใต้ข้อตกลงแลกเปลี่ยน เกาหลีใต้ลจะคืนวัคซีน Pfizer จำนวนเท่าเดิมเมื่อได้รับสินค้าจาก Pfizer ในเดือนกันยายนและตุลาคม

“เรามีวัคซีน Moderna และผู้ใหญ่ที่ต้องการฉีดวัคซีนสามารถเข้ารับได้ตั้งแต่เช้าวันนี้หรือพรุ่งนี้โดยรับวัคซีน Moderna” โฮโรวิตซ์กล่าว

“สำหรับเยาวชน เรากำลังฉีดวัคซีน Pfizer ให้พวกเขา และเรากำลังพยายามดำเนินเร่งให้ Pfizer ส่งมอบ” เขากล่าว

อิสราเอลหวังว่าการส่งมอบก่อนหน้านี้จะช่วยให้เยาวชนได้รับการฉีดวัคซีนก่อนเริ่มปีการศึกษาในเดือนกันยายน

ภายใต้ข้อบังคับของกระทรวงสาธารณสุข เยาวชนชาวอิสราเอลสามารถรับวัคซีน Pfizer ได้ แต่ยังไม่สามารถรับวัคซีนจาก Moderna

Photo by JACK GUEZ / AFP

วิถีนักสู้เผด็จการ ภาพชีวิตนักรบประชาชนกะเรนนี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657705

วันที่ 11 ก.ค. 2564 เวลา 15:46 น.

ภาพความเป็นไปในค่ายของกองกำลัง KPDF หนึ่งในกองกำลังประชาชนที่ผุดขึ้นทั่วเมียนมาเพื่อจับอาวุธต่อต้านเผด็จการทหาร

ภาพชุดนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2021 แสดงให้เห็นสมาชิกของกองกำลังป้องกันประชาชนชาวกะเหรี่ยง (KPDF) ใช้ชีวิตและฝึกการรบที่ค่ายของพวกเขาใกล้เมืองเดมอโซ ในรัฐกะยา ในค่ายของพวกเขาที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าทึบของรัฐกะยาของเมียนมาใกล้ชายแดนไทย

กองกำลัง KPDF อาสาสมัครต่อต้านเผด็จการชาวเมียนมาเหล่านี้ฝึกยิงอาวุธที่ทำเอง ทำการฝึกความแข็งแกร่งทางกายภาพ และเล่นกีตาร์ระหว่างพักผ่อนไปพลางๆ จากการปะทะกับกองทัพเมียนมาเป็นครั้งคราวในพื้นที่แถบเมืองดังกล่าว

กองกำลังป้องกันประชาชนชาวกะเหรี่ยง (KPDF) เปิดตัวเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมหลังจากแชร์คำแถลงบน Facebook โดย KPDF จะสร้างหน่วยงานของกองกำลังขึ้นในทุกเมืองในรัฐกะยา

แต่การตั้งกลุ่มกองกำลังประชาชนแบบนี้อาจมีความยุ่งยากในภายหลัง เพราะรัฐของเมียนมาตามชายแดนไทยมีกองกำลังติดอาวุธมากมาย เฉพาะในกลุ่มกระเรี่ยงและกะเรนนีมีก็มีหลายกลุ่มทั้งที่ผนึกกำลังกันเพือ่รบกับเผด็จการเมียนมาและต่อสู้กันเอง

ก่อนหน้านี้ คู ดาเนียล เลขาธิการที่สองของพรรคก้าวหน้าแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNPP) กล่าวว่า KNPP ไม่ได้ต่อต้านกองกำลังพลเรือนใหม่ แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าความสัมพันธ์ระหว่าง 2 กลุ่มจะเป็นอย่างไร

“ใครจะเป็นผู้นำและจัดการพวกเขา? ใครจะเป็นผู้กำหนดเป้าหมายในอนาคตของพวกเขา? พวกเขาต้องการรัฐบาลและความเป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง” เขากล่าวกับสื่อท้องถิ่น Kantarawaddy Times ซึ่งสะท้อนว่ากองกำลังติดอาวุธที่จัดตั้งอยู่แล้วอาจต้องการจะชี้นำทิศทางของกองประชาชนที่เพิ่งตั้งขึ้นมา

ขณะที่ตัวแทนสภาที่ปรึกษาแห่งรัฐกะเหรี่ยง (KSCC) บอกกับ Kantarawaddy Times ว่า “ไม่ใช่เรื่องง่าย” ในการจัดตั้งกองกำลังใหม่ โดยเตือนว่าหาก “โครงสร้างและนโยบาย” ไม่ “เป็นระบบ” จะไม่สามารถ “เปิดปฏิบัติการทางยุทธศาสตร์ (ทางทหาร) ได้”

ภาพโดย STR / AFP