“ทรัมป์” ส่งสัญญาณ “คิวบา” คือเป้าหมายถัดไป เตรียมเปิดดีลใหญ่หลังจบศึกอิหร่าน

"ทรัมป์" ส่งสัญญาณ "คิวบา" คือเป้าหมายถัดไป เตรียมเปิดดีลใหญ่หลังจบศึกอิหร่าน

6 มี.ค. 2569 14:42 น.

“ทรัมป์” ส่งสัญญาณ “คิวบา” คือเป้าหมายถัดไป เตรียมเปิดดีลใหญ่หลังจบศึกอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจเปิดการเจรจากับรัฐบาลคิวบาในอนาคตอันใกล้ หลังสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่านสิ้นสุดลง โดยระบุว่าคิวบาต้องการทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ อย่างมาก ขณะที่สถานการณ์ในคิวบากำลังเผชิญวิกฤตขั้นรุนแรงหลังถูกสหรัฐฯ ตัดเส้นทางลำเลียงน้ำมันจากเวเนซุเอลาจนไฟฟ้าดับค่อนประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชัดเจนว่า “คิวบา” จะเป็นเป้าหมายสำคัญลำดับถัดไปในนโยบายต่างประเทศ โดยเน้นไปที่การทำข้อตกลงครั้งใหม่ หลังจากที่ปฏิบัติการทางทหารระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ดำเนินมาได้เกือบ 1 สัปดาห์

ในระหว่างการต้อนรับทีมฟุตบอล อินเตอร์ ไมอามี ที่ทำเนียบขาว ทรัมป์ได้กล่าวกับเจ้าของสโมสรซึ่งมีเชื้อสายอเมริกัน-คิวบาว่า พวกเขาอาจจะได้ “กลับบ้าน” ในเร็วๆ นี้ โดยระบุว่า “เราต้องการจัดการเรื่องนี้ (สงครามอิหร่าน) ให้เสร็จสิ้นก่อน แต่มันเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น ก่อนที่คุณและผู้คนอีกมากมายจะได้กลับไป”

ทรัมป์ยังได้หันไปกล่าวย้ำกับ นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ว่าภารกิจถัดไปคือคิวบา “เราต้องการทำสิ่งนั้นเป็นพิเศษ… คิวบา” พร้อมเสริมว่า “หากเราทำทุกอย่างเร็วเกินไป สิ่งเลวร้ายอาจเกิดขึ้นได้”

คำกล่าวของทรัมป์เกิดขึ้นในช่วงที่คิวบากำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์อย่างหนัก หลังจากสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการในเวเนซุเอลาและจับกุมตัวนายนิโกลัส มาดูโร ได้สำเร็จ ทรัมป์ได้สั่งระงับการขนส่งน้ำมันทั้งหมดจากเวเนซุเอลาไปยังคิวบาซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักเพียงแห่งเดียว พร้อมขู่จะตั้งกำแพงภาษีกับทุกประเทศที่ขายน้ำมันให้คิวบา

ทรัมป์ระบุในการให้สัมภาษณ์กับสื่อ Politico ก่อนหน้านี้ว่า “เราตัดขาดทั้งน้ำมันและเงิน หรือพูดง่ายๆ คือตัดทุกอย่างที่มาจากเวเนซุเอลา ตอนนี้พวกเขาต้องการทำข้อตกลง พวกเขาต้องการความช่วยเหลือ และเรากำลังคุยกับคิวบาอยู่” 

ขณะนี้คิวบากำลังประสบภาวะไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขและการเข้าถึงน้ำดื่ม ข้อมูลจากสหประชาชาติ (UN) ระบุว่าชาวคิวบากว่า 2 ล้านคน ได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากพายุเฮอริเคนเมลิสซาเมื่อเดือนตุลาคม ขณะที่คิวบามีผู้ป่วยเรื้อรังกว่า 5 ล้านคน ต้องพึ่งพาไฟฟ้าในการรักษา ส่วนประชากร 10% ต้องอาศัยน้ำดื่มจากรถบรรทุกที่ใช้ปั๊มไฟฟ้า

องค์การอนามัยโลก (WHO) นิยามสถานการณ์นี้ว่าเป็น “วิกฤตเศรษฐกิจและสังคมที่ซ้ำเติมด้วยภัยพิบัติที่ประดังเข้ามา” โดยมีรายงานสถานพยาบาลกว่า 385 แห่งได้รับความเสียหาย และเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสไข้เลือดออกและโรคไข้โอโรพุช (Oropouche)

นอกจากวิกฤตภายใน คิวบายังเผชิญกับมรสุมทางการทูต โดยรัฐบาลเอกวาดอร์ประกาศให้เอกอัครราชทูตคิวบาเป็น “บุคคลไม่พึงปรารถนา” และสั่งให้ออกจากประเทศภายใน 48 ชั่วโมง โดยไม่มีการระบุสาเหตุที่แน่ชัด มีรายงานพบเห็นการเผาทำลายเอกสารบนดาดฟ้าสถานทูตคิวบาในกรุงกีโตหลังประกาศดังกล่าว.

ที่มา ABC News

สหรัฐฯ-เวเนซุเอลา ตกลงฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต หลังปฏิบัติการจับกุม “มาดูโร”

สหรัฐฯ-เวเนซุเอลา ตกลงฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต หลังปฏิบัติการจับกุม "มาดูโร"

6 มี.ค. 2569 12:39 น.

สหรัฐฯ-เวเนซุเอลา ตกลงฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต หลังปฏิบัติการจับกุม “มาดูโร”

สหรัฐฯ และเวเนซุเอลาประกาศฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตและกงสุลอย่างเป็นทางการ หลังความตึงเครียดยาวนานหลายปี โดยเกิดขึ้นภายหลังปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐที่นำไปสู่การจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร เมื่อต้นปี ขณะที่ทั้งสองฝ่ายระบุจะร่วมมือกันฟื้นฟูเศรษฐกิจและผลักดันกระบวนการปรองดองทางการเมือง

สหรัฐอเมริกาและรัฐบาลเวเนซุเอลาประกาศตกลงฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตและกงสุลระหว่างกันอีกครั้ง หลังความสัมพันธ์ถูกตัดขาดมาตั้งแต่ปี 2019 โดยความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ หลังเกิดเหตุการณ์ที่สหรัฐจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร เมื่อต้นปีที่ผ่านมา 

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า การฟื้นความสัมพันธ์ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมเสถียรภาพ สนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และผลักดันกระบวนการปรองดองทางการเมืองในเวเนซุเอลา รวมถึงสร้างเงื่อนไขสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยในอนาคต 

ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเริ่มผ่อนคลายลงตั้งแต่เดือนมกราคม หลังสหรัฐฯ ดำเนินปฏิบัติการทางทหารบุกจับกุมนายมาดูโรและภรรยา ก่อนนำตัวไปขึ้นศาลในนครนิวยอร์กเพื่อเผชิญข้อกล่าวหาเกี่ยวกับอาวุธและการค้ายาเสพติด ซึ่งทั้งสองปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว 

ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ศาลสูงเวเนซุเอลาได้แต่งตั้งเดลซี โรดริเกซ ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีรักษาการ และเริ่มเปิดการเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกรุงการากัสซึ่งปิดทำการตั้งแต่ปี 2019 ได้กลับมาเปิดดำเนินงานอีกครั้ง 

รัฐบาลเวเนซุเอลาระบุในแถลงการณ์ว่า พร้อมเดินหน้าสู่ “ยุคใหม่ของการเจรจาเชิงสร้างสรรค์” บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน และความเสมอภาคทางอธิปไตยของรัฐ พร้อมแสดงความหวังว่าความสัมพันธ์ที่ฟื้นขึ้นจะนำไปสู่ความเป็นอยู่ทางสังคมและเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของประชาชนเวเนซุเอลา 

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์จากรัฐบาลเวเนซุเอลาไม่ได้กล่าวถึงแผนการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหรือการเลือกตั้งในอนาคต ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ย้ำว่าการมีส่วนร่วมกับเวเนซุเอลามุ่งเน้นการสร้างเงื่อนไขสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างสันติ

แหล่งข่าวทางการทูตระบุว่า เจ้าหน้าที่จากสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย จะถูกย้ายไปประจำการที่กรุงการากัสเพิ่มเติม เพื่ออำนวยความสะดวกในการเจรจาแบบเผชิญหน้าและการให้บริการกงสุลแก่ประชาชน

ในอีกด้านหนึ่ง ความร่วมมือระหว่างสองประเทศเริ่มขยายไปสู่ด้านพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ หลังจากสหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน และอนุญาตให้เวเนซุเอลาขายน้ำมันภายใต้การกำกับดูแลของสหรัฐฯ ขณะที่เวเนซุเอลาได้ปรับกฎหมายเพื่อเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันมากขึ้น 

นอกจากน้ำมันสำรองจำนวนมหาศาลซึ่งมากที่สุดในโลกแล้ว เวเนซุเอลายังมีทรัพยากรแร่สำคัญ เช่น ทองคำ เพชร และแร่หายากหลายชนิด ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ประเทศนี้ยังคงมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อเศรษฐกิจและพลังงานโลก.

ที่มา BBC

“ทรัมป์” ไม่สนราคาน้ำมันพุ่งเซ่นปฏิบัติการถล่มอิหร่าน ลั่น “ถ้ามันจะขึ้นก็ต้องขึ้น”

"ทรัมป์" ไม่สนราคาน้ำมันพุ่งเซ่นปฏิบัติการถล่มอิหร่าน ลั่น "ถ้ามันจะขึ้นก็ต้องขึ้น"

6 มี.ค. 2569 11:55 น.

“ทรัมป์” ไม่สนราคาน้ำมันพุ่งเซ่นปฏิบัติการถล่มอิหร่าน ลั่น “ถ้ามันจะขึ้นก็ต้องขึ้น”

“โดนัลด์ ทรัมป์” ย้ำชัดไม่กังวลวิกฤตราคาน้ำมันในสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้นจากเหตุความขัดแย้งในอิหร่าน ลั่น “ถ้ามันจะขึ้นก็ต้องขึ้น” ชี้ปฏิบัติการทางทหารคือความสำคัญลำดับแรก และเชื่อราคาจะลดลงเองหลังจบภารกิจ ขณะที่ทีมงานทำเนียบขาวเร่งหาทางรับมือหวั่นกระทบคะแนนเสียงการเลือกตั้งกลางเทอม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวรอยเตอร์ โดยระบุว่าเขาไม่มีความกังวลต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสหรัฐฯ ที่กำลังปรับตัวสูงขึ้นจากการขยายตัวของความขัดแย้งในอิหร่าน พร้อมยืนยันว่าเป้าหมายหลักในขณะนี้คือปฏิบัติการทางทหารของกองทัพสหรัฐฯ

“ผมไม่ได้กังวลเรื่องนี้เลย” ทรัมป์ตอบคำถามสื่อถึงราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่ขยับตัวสูงขึ้น “ราคามันจะลดลงอย่างรวดเร็วเองเมื่อเรื่องนี้จบลง และถ้ามันจะขึ้น มันก็ต้องขึ้น แต่นี่คือสิ่งที่สำคัญกว่าการปล่อยให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย”

ท่าทีดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนโทนอย่างชัดเจน หลังจากที่ก่อนหน้านี้เพียงเดือนเดียว ทรัมป์เพิ่งจะกล่าวอวดผลงานการลดราคาน้ำมันในการแถลงนโยบายประจำปี และในงานปราศรัยที่รัฐเท็กซัสเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่สหรัฐฯ จะเริ่มเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

แม้ทรัมป์จะแสดงท่าทีไม่ยี่หระต่อราคาน้ำมัน แต่คนใกล้ชิดในทำเนียบขาวกลับมองต่างออกไป แหล่งข่าวภายในระบุว่า ซูซี ไวล์ส หัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว และคริส ไรท์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ได้เร่งหารือกับเหล่าซีอีโอของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่เพื่อหาทางรับมือกับวิกฤตพลังงาน

นอกจากนี้ แหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนามเผยว่า ทีมความมั่นคงและทีมเศรษฐกิจกำลังเร่งวางมาตรการลดราคาน้ำมัน โดยไวล์สได้เตือนในที่ประชุมว่า หากรัฐบาลล้มเหลวในการควบคุมราคาน้ำมัน อาจนำไปสู่ “หายนะ” ของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งกำลังเผชิญกับความไม่พอใจของประชาชนเรื่องค่าครองชีพอยู่แล้ว

ทรัมป์วางกรอบเวลาของปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านไว้ที่ประมาณ 4-5 สัปดาห์ แม้ผู้เชี่ยวชาญจะกังขาว่าอาจยืดเยื้อกว่านั้นก็ตาม นอกจากนี้เขายังยืนยันว่า “ไม่มีแผน” ที่จะนำน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ออกมาใช้ในขณะนี้ และเขามั่นใจว่าช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญระดับโลกจะยังคงเปิดกว้าง เนื่องจากกองทัพเรือของอิหร่านได้ลงไป “นอนอยู่ก้นทะเล” เรียบร้อยแล้ว

ข้อมูลจาก AAA องค์กรด้านการเดินทางของสหรัฐฯ ที่ติดตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ระบุว่า ราคาน้ำมันเฉลี่ยในสหรัฐฯ ดีดตัวขึ้น 27 เซนต์จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 3.25 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วถึง 15 เซนต์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งขึ้นแล้ว 16% นับตั้งแต่เริ่มสงครามเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงยืนยันว่าราคานั้น “ยังไม่ได้พุ่งขึ้นมากเท่าใดนัก”

ปัจจุบัน รัฐบาลกำลังพิจารณาทางเลือกหลายทางเพื่อสกัดการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน ได้แก่ การประกาศยกเว้นภาษีน้ำมันชั่วคราว การผ่อนปรนกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้สามารถผสมเอทานอลในน้ำมันได้มากขึ้นในช่วงฤดูร้อน การจัดประกันภัยความเสี่ยงให้แก่เรือบรรทุกน้ำมันที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ และการส่งกองทัพเรือคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารในอุตสาหกรรมพลังงานระบุกับรอยเตอร์ว่า รัฐบาลมีทางเลือกไม่มากนักที่จะกดราคาให้ต่ำลงได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยวิธีที่ได้ผลที่สุดคือการทำให้การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเป็นปกติให้ได้โดยเร็วที่สุด

ขณะที่ผู้นำพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรส อย่างนายไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็แสดงท่าทีสอดคล้องกับทรัมป์ โดยปฏิเสธความกังวลเรื่องราคาน้ำมัน และยืนยันจะเน้นย้ำเรื่องความสำเร็จทางเศรษฐกิจเป็นกลยุทธ์หลักในการหาเสียงเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง.

ที่มา Reuters

รู้จัก “อะห์มัด วาฮิดี” ผู้บัญชาการ IRGC คนใหม่ ที่มีความคุ้นเคยกับสหรัฐฯ

รู้จัก “อะห์มัด วาฮิดี” ผู้บัญชาการ IRGC คนใหม่ ที่มีความคุ้นเคยกับสหรัฐฯ

6 มี.ค. 2569 11:43 น.

รู้จัก “อะห์มัด วาฮิดี” ผู้บัญชาการ IRGC คนใหม่ ที่มีความคุ้นเคยกับสหรัฐฯ

อะห์มัด วาฮิดี กลายเป็นบุคคลที่ถูกจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งในอิหร่าน หลังได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม โดยนักวิเคราะห์นิยามว่ามีความคุ้นเคยกับสหรัฐฯมาก่อน

ตำแหน่งดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในตำแหน่งที่มีอำนาจสูงสุดในอิหร่าน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญสงครามเต็มรูปแบบกับสหรัฐและอิสราเอล ซึ่งทำให้ผู้นำทางทหารระดับสูงของอิหร่านหลายคนถูกสังหาร

วาฮิดีเข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการ IRGC หลังจากผู้บัญชาการก่อนหน้าอย่าง พลเอก โมฮัมหมัด ปักปูร์  ถูกสังหารในช่วงเริ่มต้นของการโจมตีร่วมระหว่างสหรัฐและอิสราเอล

ก่อนหน้านั้นไม่นาน ผู้บัญชาการ IRGC อีกคนคือ ฮุสเซน ซาลามี ก็ถูกสังหารเช่นกันในช่วงสงครามเมื่อปี 2025 ทำให้ตำแหน่งผู้นำขององค์กรทหารสำคัญนี้เปลี่ยนมือหลายครั้งภายในระยะเวลาไม่นาน

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ตำแหน่งผู้บัญชาการ IRGC ในช่วงสงครามถือเป็นหนึ่งในตำแหน่งที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในโครงสร้างอำนาจของอิหร่าน

วาฮิดีเป็นหนึ่งในสมาชิกยุคแรกของ IRGC หลังการปฏิวัติอิสลามในช่วงปลายทศวรรษ 1970 และไต่เต้าขึ้นมาในองค์กรอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 1980

นักวิเคราะห์เผย มีความคุ้นเคยกับสหรัฐฯและอิสราเอล

ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 มีรายงานว่า อะห์มัด วาฮิดี มีส่วนร่วมในการติดต่ออย่างลับระหว่างตัวแทนของอิหร่านกับตัวกลางที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลของประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ในขณะนั้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรณีอื้อฉาว อิหร่าน–คอนทรา ที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ แอบอำนวยความสะดวกในการส่งอาวุธให้กับอิหร่านอย่างลับ ๆ

ซึ่ง อาลี อัลโฟเนห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านจากสถาบันวิจัย Arab Gulf States Institute ในกรุงวอชิงตัน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอัลจาซีราว่า วาฮิดีมีความ “คุ้นเคยอย่างลึกซึ้ง” กับอิสราเอลและสหรัฐฯ จากการมีส่วนร่วมในการเจรจาลับดังกล่าวนั่นเอง

ทั้งนี้ สื่อของอิหร่านระบุว่า เขาเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังพิเศษ Quds Force ระหว่างปี 1988-1997 ก่อนส่งต่อหน้าที่ให้กับ กอเซม โซไลมานี ในปี 1998

ต่อมาโซไลมานีก็ถูกสังหารจากการโจมตีด้วยโดรนของสหรัฐในปี 2020 ตามคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐในขณะนั้นคือโดนัลด์ ทรัมป์

มีบทบาทหลายด้านนอกจากกองทัพ

อย่างไรก็ตาม บทบาทของ อะห์มัด วาฮิดี ต่างจากผู้บัญชาการ IRGC หลายคนในอดีต และไม่ได้มีบทบาทเฉพาะในกองทัพเท่านั้น โดยเขาเคยดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีกลาโหม ในรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดี มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด และต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็น รัฐมนตรีมหาดไทย ในรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีอิบราฮิม ไรซีก่อนออกจากตำแหน่งในปี 2024

ประสบการณ์ทั้งในระบบราชการ การเมือง และกองทัพ ทำให้เขาถูกมองว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลสูงในโครงสร้างอำนาจของอิหร่าน

แม้วาฮิดีจะมีบทบาทสำคัญในรัฐอิหร่าน แต่ชื่อของเขาก็ถูกเชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาหลายประการ

องค์การตำรวจสากล Interpol เคยออกหมายแดงตามคำร้องของอาร์เจนตินา จากข้อกล่าวหาว่าเขาอาจเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดศูนย์ชุมชนชาวยิว AMIA Jewish Community Center ในกรุงบัวโนสไอเรสเมื่อปี 1994 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 85 คน แต่รัฐบาลอิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ และระบุว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูล

นอกจากนี้ สหรัฐและสหภาพยุโรปยังคว่ำบาตรวาฮิดี จากบทบาทที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการประท้วงทั่วประเทศหลังการเสียชีวิตของ แมฮ์ซอ แอมีนี ในปี 2022

บทบาทสำคัญในอนาคตของอิหร่าน

นักวิเคราะห์มองว่า การแต่งตั้งวาฮิดีสะท้อนความพยายามของผู้นำอิหร่านในการเลือกบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือและสามารถรักษาเสถียรภาพของรัฐได้ในช่วงวิกฤต

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนชี้ว่า กองกำลัง IRGC ถือเป็นเสาหลักของระบอบการปกครองของอิหร่าน และบทบาทของผู้บัญชาการองค์กรนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ

ในช่วงเวลาที่ผู้นำทหารระดับสูงจำนวนมากถูกสังหารจากสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ ชื่อของวาฮิดีจึงถูกจับตามองมากขึ้นว่าอาจกลายเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่อทิศทางการเมืองและความมั่นคงของอิหร่านในอนาคต.

ที่มา : Aljazeera

เที่ยวบินกว่า 11,000 เที่ยวถูกยกเลิก จากเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง

เที่ยวบินกว่า 11,000 เที่ยวถูกยกเลิก จากเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง

6 มี.ค. 2569 10:46 น.

เที่ยวบินกว่า 11,000 เที่ยวถูกยกเลิก จากเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง

นักท่องเที่ยวนับ 100,000 คน ต้องติดอยู่ในตะวันออกกลางเพราะสถานการณ์ความไม่สงบ ที่ทำให้เที่ยวบินกว่า 11,000 เที่ยวถูกยกเลิกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา 

หลังจากที่สหรัฐเเละอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เที่ยวบินกว่า 11,000 เที่ยว ถูกยกเลิกอย่างกะทันหัน เนื่องจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางประกาศปิดน่านฟ้า ส่งผลให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 100,000 คนต้องติดอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

จากที่ปกติน่านฟ้าของภูมิภาคตะวันออกกลางมีการจราจรที่หนาแน่น เเละมีเที่ยวบินดำเนินการจำนวนมาก กลับกลายเป็นน่านฟ้าที่ถูกปิดเเละไม่มีเที่ยวบินดำเนินการ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา 

ท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็น 1 ในสนามบินที่มีเที่ยวบินเยอะที่สุดที่สามารถเชื่อมต่อภูมิภาคยุโรป เอเชีย เเละแอฟริกา ไปยัง 291 จุดหมายทั่วโลก เเละรองรับนักท่องเที่ยวได้มากกว่า 4.9 ล้านคน กลับมีเที่ยวบินลดลง 87% ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายสนามบินในภูมิภาคตะวันออกกลางยกเลิกเที่ยวบินเฉลี่ย 91% และช่วงวันที่ 4 มีนาคม บางสนามบินเรื่มกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในบางเส้นทาง เเม้เหตุการณ์ความวุ่นวายยังไม่สงบลง

มีรายงานเพิ่มเติมว่า นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษกว่า 300,000 คนยังอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างเดินทางกลับประเทศ 

ด้านสหรัฐรายงานว่า พลเมืองชาวอเมริกันกว่า 17,500 คนได้รับการช่วยเหลือเเละเดินทางออกจากตะวันออกกลางและกลับประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างปลอดภัย.

อ่านเพิ่มเติม ข่าวต่างประเทศ

ที่มา CNN

“ควีน ปาห์ลาวี” ชี้ การเสียชีวิตของคาเมเนอีไม่ทำให้ระบอบอิสลามล่มสลายโดยอัตโนมัติ

"ควีน ปาห์ลาวี" ชี้ การเสียชีวิตของคาเมเนอีไม่ทำให้ระบอบอิสลามล่มสลายโดยอัตโนมัติ

6 มี.ค. 2569 10:44 น.

“ควีน ปาห์ลาวี” ชี้ การเสียชีวิตของคาเมเนอีไม่ทำให้ระบอบอิสลามล่มสลายโดยอัตโนมัติ

“ฟาราห์ ปาห์ลาวี” พระชายาของ “โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี” ชาห์องค์สุดท้ายของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า การเสียชีวิตของ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถือเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้หมายความว่าระบอบสาธารณรัฐอิสลามของอิหร่านจะล่มสลายโดยอัตโนมัติ

คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นหลังการโจมตีทางทหารของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่าน ซึ่งทำให้คาเมเนอีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนเสียชีวิต และส่งผลให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางเข้าสู่ความปั่นป่วน พร้อมตั้งคำถามต่ออนาคตทางการเมืองของอิหร่าน

อดีตจักรพรรดินีวัย 87 ปี ระบุว่า การเสียชีวิตของบุคคลหนึ่ง แม้จะมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างอำนาจเพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าระบบการปกครองจะสิ้นสุดลงทันที พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกรักษาความเคารพต่ออธิปไตยของอิหร่าน และสนับสนุนให้ประชาชนอิหร่านกำหนดอนาคตของตนเอง

เธอกล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางประเทศ คือความสามารถของประชาชนอิหร่านในการรวมตัวกันเพื่อสร้างการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐที่ปกครองภายใต้หลักนิติธรรมอย่างสันติ เป็นระเบียบ และมีอธิปไตย

ฟาราห์ ปาห์ลาวี ยังกล่าวด้วยว่า เรซา ปาห์ลาวี บุตรชายของเธอ ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ และถูกมองว่าเป็นทางเลือกทางการเมืองหากระบอบสาธารณรัฐอิสลามล่มสลาย กำลังเตรียมแผนสำหรับกระบวนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว

เรซา ปาห์ลาวี วัย 65 ปี ได้รับความสนใจจากเวทีโลกมากขึ้นในช่วงการประท้วงทั่วประเทศอิหร่านที่ทวีความรุนแรงในเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยผู้ประท้วงจำนวนหนึ่งตะโกนคำขวัญสนับสนุนบุตรชายของอดีตชาห์

ล่าสุดเขาโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ เรียกร้องให้ชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ในอิหร่านร่วมมือกันสร้างเอกภาพของชาติ และส่งสัญญาณไม่สนับสนุนให้ใช้ความขัดแย้งในปัจจุบันเป็นโอกาสผลักดันการแยกดินแดน

ขณะเดียวกัน ฟาราห์ ปาห์ลาวี ซึ่งลี้ภัยอยู่ในกรุงปารีสนับตั้งแต่การปฏิวัติอิหร่านปี 1979 ยังเรียกร้องให้ประชาคมโลกสนับสนุนสิทธิขั้นพื้นฐานของชาวอิหร่าน เช่น สิทธิในการเลือกผู้นำ การแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี และการมีชีวิตที่มีศักดิ์ศรีและความมั่งคั่ง

เธอย้ำว่า การสนับสนุนควรมุ่งไปที่ประชาชน ไม่ใช่ผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมเรียกร้องให้ทางการอิหร่านใช้ความยับยั้งชั่งใจและหลีกเลี่ยงการนองเลือด

ก่อนหน้านี้ การประท้วงในกรุงเตหะรานเมื่อเดือนมกราคมถูกปราบปรามอย่างรุนแรง โดยสำนักข่าวนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน หรือ HRANA ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 7,000 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ประท้วง และคาดว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้ นอกจากนี้ยังมีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 53,000 คนตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา

ฟาราห์ ปาห์ลาวี เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า กระแสการประท้วงครั้งล่าสุดของอิหร่าน “ไม่มีทางย้อนกลับได้” และชัยชนะของประชาชนอิหร่านจะไม่เพียงเป็นชัยชนะของประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นชัยชนะของสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพของโลกด้วย

อดีตจักรพรรดินีฟาราห์ ปาห์ลาวี และพระสวามี โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ถูกขับออกจากอิหร่านในเดือนมกราคมปี 1979 หลังการปฏิวัติของประชาชนที่โค่นล้มระบอบกษัตริย์ และนำไปสู่การก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในเวลาต่อมา.

ที่มา AFP

“พั้นช์คุง” ลูกลิงกำพร้าญี่ปุ่น ผูกมิตรกับฝูงมากขึ้น เริ่มไม่ติดแม่ตุ๊กตาแล้ว

"พั้นช์คุง" ลูกลิงกำพร้าญี่ปุ่น ผูกมิตรกับฝูงมากขึ้น เริ่มไม่ติดแม่ตุ๊กตาแล้ว

6 มี.ค. 2569 10:09 น.

“พั้นช์คุง” ลูกลิงกำพร้าญี่ปุ่น ผูกมิตรกับฝูงมากขึ้น เริ่มไม่ติดแม่ตุ๊กตาแล้ว

แฟนคลับโล่งใจ เมื่อล่าสุดเจ้าหน้าที่เผยข่าวดี “พั้นช์” ลูกลิงกำพร้าในสวนสัตว์ญี่ปุ่น ที่กลายเป็นไวรัลบนโซเชียล เข้าสังคมเก่ง และเริ่มไม่ง้อแม่ตุ๊กตาแล้ว

มีข่าวดีมาให้แฟนคลับ ลูกลิง”พั้นช์” ได้ชื่นใจ  เมื่อล่าสุดเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ที่เมืองอิจิคาวะ ประเทศญี่ปุ่นพบว่า พั้นช์เริ่ม ใช้ตุ๊กตาน้อยลง และหันมาใช้เวลากับลิงตัวอื่นมากขึ้น โดยมีภาพที่มันปีนขึ้นหลังลิงตัวโต นั่งรวมกับลิงในฝูง และบางครั้งก็ได้รับการเลียขนหรือกอดจากลิงตัวอื่น แสดงทิศทางที่ดีของการปรับตัวเข้ากับสังคมของลิงในฝูง หลังจากเคยโดดเดี่ยวและต้องพึ่ง แม่ตุ๊กตาอุรังอุตังตัวใหญ่ เป็นที่ปลอบใจ

ก่อนหน้านี้ ภาพของเจ้าพั้นช์ที่ลากตุ๊กตาขนาดใหญ่กว่าตัวเองไปทั่วสวนสัตว์ กลายเป็นภาพที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกเอ็นดู เมื่อใดก็ตามที่ลิงตัวอื่นไล่หรือไม่ยอมรับ เจ้าพั้นช์จะรีบกลับไปกอดตุ๊กตาตัวโปรดเพื่อปลอบใจตัวเอง

ซานาเอะ อิซึมิ ฃแฟนคลับวัย 61 ปีจากโอซากะ ซึ่งเดินทางมาที่สวนสัตว์เพราะเป็นห่วงเจ้าลิงตัวนี้ กล่าวว่า เธอรู้สึกดีใจมากที่เห็นมันเติบโตแบบนี้ มันทำให้เธอโล่งใจ และมันน่ารักมากจริง ๆ

ด้านโคสุเกะ คาโนะ เจ้าหน้าที่ดูแลสวนสัตว์วัย 24 ปี กล่าวว่า “ภารกิจสำคัญที่สุดของเราคือช่วยให้พั้นช์เรียนรู้กฎของสังคมลิง และได้รับการยอมรับจากฝูง”

เรื่องราวของพั้นช์กลายเป็นกระแสไวรัลอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์เมื่อเดือนที่ผ่านมา จนมีผู้คนหลั่งไหลไปชมจำนวนมาก ทำให้สวนสัตว์ต้องออกกฎให้ผู้เข้าชม ลดเสียงรบกวนและจำกัดเวลาชมเพียง 10 นาที เพื่อไม่ให้ลิงกว่า 50 ตัวในพื้นที่เกิดความเครียด

ด้าน ชิเกคาซุ มิซุชินะ ผู้อำนวยการสวนสัตว์กล่าวว่า การที่พั้นช์เริ่มเลิกพึ่งพาตุ๊กตาถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะเมื่อมันเริ่มไม่ต้องใช้ตุ๊กตา นั่นหมายความว่ามันกำลังเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราหวังไว้

แม้ตอนนี้เจ้าพั้นช์ยังคง นอนกอดตุ๊กตาทุกคืน แต่ผู้ดูแลหวังว่าในอนาคตจะได้เห็นมันนอนขดรวมกับลิงตัวอื่นในฝูง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการเติบโตและการใช้ชีวิตในสังคมลิงอย่างแท้จริง.

ที่มา : Channelnewsasia

สงครามอิหร่านวันที่ 7 อิสราเอลถล่มชานกรุงเบรุต เลบานอน ปชช.หนีตายโกลาหล เสียชีวิตอย่างน้อย 123 ศพ

สงครามอิหร่านวันที่ 7 อิสราเอลถล่มชานกรุงเบรุต เลบานอน ปชช.หนีตายโกลาหล เสียชีวิตอย่างน้อย 123 ศพ

6 มี.ค. 2569 09:52 น.

สงครามอิหร่านวันที่ 7 อิสราเอลถล่มชานกรุงเบรุต เลบานอน ปชช.หนีตายโกลาหล เสียชีวิตอย่างน้อย 123 ศพ

สงครามโจมตีอิหร่านวันที่ 7 กองทัพอิสราเอล เปิดฉากโจมตีกรุงเบรุต ของเลบานอน หลังเตือนประชาชนอพยพด่วน ขณะยอดผู้เสียชีวิตพุ่ง 123 ศพ 

วันที่ 6 มีนาคม 2569 สงครามในตะวันออกกลางสหรัฐฯ และอิสราเอล โจมตีอิหร่าน เข้าสู่วันที่ 7 หลังอิสราเอลประกาศเดินหน้าสู่ “ระยะถัดไป” ของปฏิบัติการทางทหาร พร้อมเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่ชานเมืองทางตอนใต้ของกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน

ก่อนการโจมตี กองทัพอิสราเอลได้ออกคำเตือนอพยพครั้งใหญ่แบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ให้ประชาชนในพื้นที่รีบอพยพเพื่อรักษาชีวิตทันที ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากแตกตื่นหนีออกจากบ้าน รถติดยาวบนถนนสายหลัก ขณะที่บางคนยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อเตือนให้ผู้คนรีบออกจากพื้นที่ โดยทางการเลบานอนเปิดเผยว่า ตั้งแต่การปะทะเริ่มต้นมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 123 ศพ บาดเจ็บ 683 ราย และประชาชนกว่า 90,000 คนต้องพลัดถิ่น 

ความขัดแย้งครั้งนี้เริ่มขยายวงเมื่อกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธที่เป็นพันธมิตรของอิหร่าน เปิดฉากโจมตีอิสราเอลเพื่อตอบโต้การสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ทำให้อิสราเอลตอบโต้ด้วยการโจมตีทางอากาศและส่งกำลังภาคพื้นดินเข้าสู่บางพื้นที่ชายแดนของเลบานอน.

ที่มา BBC

กองทัพสหรัฐเผย รุกโจมตี “เรือบรรทุกโดรน” อิหร่าน ไฟลุกกลางทะเล

กองทัพสหรัฐเผย รุกโจมตี “เรือบรรทุกโดรน” อิหร่าน ไฟลุกกลางทะเล

6 มี.ค. 2569 08:56 น.

กองทัพสหรัฐเผย รุกโจมตี “เรือบรรทุกโดรน” อิหร่าน ไฟลุกกลางทะเล

กองทัพสหรัฐเผยโจมตีเรือบรรทุกโดรนของอิหร่านจนเกิดเพลิงไหม้ ขณะเดินหน้าปฏิบัติการกดดันกองทัพเรืออิหร่าน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง

กองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐ หรือ United States Central Command (CENTCOM) เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า กองกำลังสหรัฐได้ดำเนินการโจมตี เรือบรรทุกโดรนของอิหร่าน จนเกิดเพลิงไหม้ ระหว่างปฏิบัติการทางทหารที่กำลังดำเนินอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

CENTCOM ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า กองกำลังสหรัฐยังคงเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีทางทะเลต่อกองทัพเรือของ Iran อย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่า “กองกำลังสหรัฐจะไม่ถอยจากภารกิจในการทำลายศักยภาพของกองทัพเรืออิหร่าน วันนี้เรือบรรทุกโดรนของอิหร่าน ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงเรือบรรทุกเครื่องบินในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ถูกโจมตีและกำลังเกิดไฟลุกไหม้”

อย่างไรก็ตาม กองทัพสหรัฐยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับ พิกัดหรือพื้นที่ที่เกิดการโจมตี รวมถึงความเสียหายหรือจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

รายงานด้านความมั่นคงระบุว่า เรือที่ถูกโจมตีอาจเป็น IRIS Shahid Bagheri ซึ่งเป็นเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ถูกดัดแปลงให้กลายเป็น เรือบรรทุกโดรนของกองทัพเรืออิหร่าน

โดยเรือลำดังกล่าวถูกออกแบบให้สามารถปล่อยโดรนลาดตระเวนและโดรนโจมตีจากทะเล, ใช้เป็นฐานปฏิบัติการโดรนระยะไกล และสนับสนุนภารกิจทางทหารของอิหร่านในทะเลเปิด

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงมองว่า โครงการเรือบรรทุกโดรนเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของอิหร่านในการ ขยายอิทธิพลทางทะเลและเพิ่มศักยภาพการโจมตีระยะไกล โดยเฉพาะในอ่าวเปอร์เซียและทะเลอาหรับ

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เพิ่มสูงขึ้น หลังจากสหรัฐและพันธมิตรเปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านในช่วงที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์มองว่า การทำลายเรือบรรทุกโดรนของอิหร่านอาจเป็นความพยายามของสหรัฐในการ ลดศักยภาพการโจมตีทางทะเลและโดรนของอิหร่าน ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในภัยคุกคามสำคัญต่อความมั่นคงในภูมิภาค.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ

“บริทนีย์ สเปียร์ส” ถูกจับเมาแล้วขับในแคลิฟอร์เนีย ศาลนัดไต่สวนพฤษภาคมนี้

"บริทนีย์ สเปียร์ส" ถูกจับเมาแล้วขับในแคลิฟอร์เนีย ศาลนัดไต่สวนพฤษภาคมนี้

6 มี.ค. 2569 08:35 น.

“บริทนีย์ สเปียร์ส” ถูกจับเมาแล้วขับในแคลิฟอร์เนีย ศาลนัดไต่สวนพฤษภาคมนี้

ตำรวจทางหลวงรัฐแคลิฟอร์เนียจับกุม “บริทนีย์ สเปียร์ส” นักร้องเพลงป๊อบชื่อดังฐานต้องสงสัยขับรถขณะมึนเมา ก่อนปล่อยตัวในช่วงเช้ามืด พร้อมกำหนดวันขึ้นศาลต้นเดือนพฤษภาคม 

ด้านตัวแทนยอมรับเป็นเหตุการณ์ที่ “ไม่อาจแก้ตัวได้”

วันที่ 5 มีนาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “บริทนีย์ สเปียร์ส” นักร้องเพลงป๊อปชื่อดังระดับโลก  วัย 44 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงรัฐแคลิฟอร์เนียควบคุมตัวเมื่อเวลาประมาณ 21.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันพุธ หลังถูกสงสัยว่าขับรถในสภาพมึนเมา บริเวณรัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯ

สำนักงานนายอำเภอเขตเวนทูราในรัฐแคลิฟอร์เนียยืนยันกับสื่อท้องถิ่นว่า การจับกุมเกิดขึ้นจริง และนักร้องสาวถูกปล่อยตัวในช่วงเช้ามืดของวันพฤหัสบดี โดยมีกำหนดขึ้นศาลที่เวนทูรา ในวันที่ 4 พฤษภาคมนี้

ขณะที่ตัวแทนของนักร้องดังให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่น่าเสียใจและไม่อาจแก้ตัวได้ พร้อมระบุว่านักร้องสาวจะปฏิบัติตามกฎหมาย และหวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นในชีวิตของเธอ พร้อมระบุว่า ครอบครัวและคนใกล้ชิดกำลังวางแผนช่วยเหลือเพื่อดูแลสภาพจิตใจและความเป็นอยู่ของ”บริทนีย์ สเปียร์ส” ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก โดยลูกชายของเธอก็จะใช้เวลาอยู่กับแม่มากขึ้น

รายงานยังระบุว่า บัญชีอินสตาแกรมของสเปียร์สดูเหมือนถูกลบออกไปไม่นานหลังข่าวการจับกุมแพร่สะพัด

ทั้งนี้ “บริทนีย์ สเปียร์ส” เป็นหนึ่งในศิลปินป๊อปที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก มีเพลงฮิตจำนวนมาก แต่ก่อนหน้านี้ในปี 2567 เธอเคยประกาศว่าจะไม่กลับสู่วงการเพลงอีก โดยผลงานล่าสุดคือการร้องเพลงคู่กับเอลตัน จอห์น ในปี 2565

นอกจากนี้ เธอยังเคยตกอยู่ภายใต้การดูแลทางกฎหมาย นานถึง 13 ปี จนถึงปี 2564 ซึ่งทำให้ชีวิตส่วนตัวและทรัพย์สินของเธอถูกควบคุมโดยบิดา ก่อนจะถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านบันทึกความทรงจำชื่อ The Woman in Me ที่ตีพิมพ์ในปี 2566 ขณะที่เควิน เฟเดอร์ไลน์ อดีตสามีของเธอ  ก็เพิ่งออกหนังสือบันทึกความทรงจำของตัวเองในปี 2568 ชื่อ You Thought You Knew ด้วยเช่นกัน.

ที่มา BBC