ชายเยอรมันไม่เกิน 45 ปี อาจต้องขออนุญาตกองทัพ หากไปต่างประเทศเกิน 3 เดือน

ชายเยอรมันไม่เกิน 45 ปี อาจต้องขออนุญาตกองทัพ หากไปต่างประเทศเกิน 3 เดือน

5 เม.ย. 2569 12:06 น.

ชายเยอรมันไม่เกิน 45 ปี อาจต้องขออนุญาตกองทัพ หากไปต่างประเทศเกิน 3 เดือน

รัฐบาลเยอรมนีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ บังคับใช้กฎหมายปรับปรุงกองทัพฉบับใหม่ กำหนดให้ชายสัญชาติเยอรมันอายุ 17-45 ปี ต้องแจ้งขออนุมัติจากกองทัพหากต้องพำนักในต่างประเทศเกิน 3 เดือน เพื่อเตรียมความพร้อมระบบทะเบียนทหารรับมือภัยคุกคามจากรัสเซีย

กระทรวงกลาโหมเยอรมนีออกมายืนยันว่า ตาม “พระราชบัญญัติปรับปรุงการรับราชการทหาร” (Military Service Modernisation Act) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ชายชาวเยอรมันที่มีอายุตั้งแต่ 17 ปีขึ้นไป จนถึงอายุ 45 ปี จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติล่วงหน้าจากทางการ หากมีความประสงค์จะเดินทางไปพำนักในต่างประเทศเป็นระยะเวลานานกว่า 3 เดือน

โฆษกกระทรวงกลาโหมระบุว่า ข้อบังคับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ “สร้างระบบทะเบียนทหารที่เชื่อถือได้และมีประสิทธิภาพ” โดยย้ำว่าในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน กองทัพจำเป็นต้องทราบว่าใครพำนักอยู่ที่ไหนเป็นเวลานาน เพื่อความรวดเร็วในการระดมพลหากมีการประกาศสถานการณ์ป้องกันประเทศ

เดิมทีข้อบังคับการแจ้งพำนักต่างประเทศมีระบุอยู่ในกฎหมายเกณฑ์ทหารปี 1956 แต่จะถูกนำมาใช้เฉพาะในช่วงที่มีการระดมพลหรือภาวะสงครามเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาได้ขยายขอบเขตให้มีผลบังคับใช้ในสถานการณ์ปกติด้วย ซึ่งคล้ายกับมาตรการที่เคยใช้ในช่วงสงครามเย็น

ปัจจุบัน กฎหมายระบุว่าโดยทั่วไปแล้วคำขออนุมัติเดินทางมักจะได้รับการอนุญาต แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีบทลงโทษอย่างไรหากมีการฝ่าฝืน ซึ่งขณะนี้ทางการกำลังเร่งพัฒนาระเบียบข้อเว้นเพื่อลดขั้นตอนทางธุรการที่ซับซ้อนสำหรับเยอรมันรุ่นใหม่

ภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ เยอรมนีตั้งเป้าที่จะสร้างกองทัพบกให้กลับมาเป็นกองทัพตามแบบที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรป โดยมีแผนขยายกำลังพลจาก 180,000 นาย เป็น 260,000 นายภายในปี 2035

นอกจากนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา เยอรมนีได้เริ่มส่งแบบสอบถามไปยังเยาวชนอายุ 18 ปีทุกคน เพื่อสำรวจความสมัครใจในการเข้าสู่กองทัพ และตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2027 เป็นต้นไป เยาวชนเหล่านี้จะต้องเข้ารับการตรวจเลือกความพร้อมทางร่างกาย เพื่อประเมินความเหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่หากเกิดสงคราม แม้ว่าในปัจจุบันจะยังคงเป็นระบบสมัครใจ แต่รัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ในการรื้อฟื้น “การเกณฑ์ทหารแบบบังคับ” หากสถานการณ์ความมั่นคงเลวร้ายลง

มาตรการดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับเยาวชนจำนวนมากที่ออกมาประท้วง โดยกลุ่มผู้จัดกิจกรรมระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า พวกเขาไม่ต้องการใช้เวลาช่วงหนึ่งของชีวิตในค่ายทหารเพื่อเรียนรู้วิธีการฆ่าหรือการฝึกวินัยที่เข้มงวด ทั้งนี้ เยอรมนีเคยยกเลิกการเกณฑ์ทหารแบบบังคับไปเมื่อปี 2011 ในสมัยอดีตนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เกิล ก่อนจะกลับมาเข้มงวดอีกครั้งหลังจากรัสเซียรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ.

ที่มา BBC

สหรัฐฯ ช่วยเหลือ “ลูกเรือ F-15” รายที่ 2 หลังปะทะเดือดในอิหร่าน

สหรัฐฯ ช่วยเหลือ "ลูกเรือ F-15" รายที่ 2 หลังปะทะเดือดในอิหร่าน

5 เม.ย. 2569 11:16 น.

สหรัฐฯ ช่วยเหลือ “ลูกเรือ F-15” รายที่ 2 หลังปะทะเดือดในอิหร่าน

กองทัพสหรัฐฯ ช่วยเหลือลูกเรือที่สูญหายจากเหตุเครื่องบินขับไล่ F-15E ที่ถูกยิงตกในอิหร่าน ได้อีก 1 นาย หลังเกิดการปะทะอย่างหนัก แต่ยังไม่สามารถนำตัวออกนอกประเทศได้ ขณะความตึงเครียดสหรัฐ–อิหร่าน ยังทวีความรุนแรง

แหล่งข่าวจากรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าวอัลจาซีราว่า กองทัพสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการระบุตัวและเข้าช่วยเหลือลูกเรือรายที่สองจากเครื่องบิน F-15 ที่ถูกยิงตกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (3 เม.ย.) โดยปฏิบัติการกู้ภัยครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการยิงปะทะกันอย่างรุนแรงในพื้นที่ใกล้เมืองเดห์ดัชต์ ทางตอนใต้ของอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า “ภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น” เนื่องจากทีมนักบินและหน่วยกู้ภัยยังคงติดอยู่ในดินแดนของอิหร่าน และยังต้องเผชิญกับอันตรายจากสถานการณ์สู้รบที่ดำเนินอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก่อนหน้านี้เกิดการแย่งชิงตัวนักบินอย่างดุเดือดระหว่างกองทัพสหรัฐฯ กับกลุ่มติดอาวุธท้องถิ่นของอิหร่านที่หวังเงินรางวัลนำจับกว่า 2 ล้านบาทจากรัฐบาลอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความแสดงความยินดีต่อข่าวดังกล่าวโดยระบุว่า: 

“เราเจอเขาแล้ว! เพื่อนชาวอเมริกันทั้งหลาย ในช่วงหลายชั่วโมงที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยที่กล้าหาญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ลูกเรือผู้กล้าหาญของเราคนหนึ่ง และผมยินดีอย่างยิ่งที่จะแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า ตอนนี้เขาปลอดภัยดีแล้ว! นักรบผู้กล้าหาญคนนี้อยู่หลังแนวข้าศึกในเทือกเขาอันอันตรายของอิหร่าน ถูกไล่ล่าโดยศัตรูของเราที่เข้ามาใกล้ขึ้นทุกชั่วโมง แต่เขาไม่เคยอยู่โดดเดี่ยวอย่างแท้จริง เพราะผู้บัญชาการสูงสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม ประธานคณะเสนาธิการร่วม และเพื่อนนักรบของเขาได้เฝ้าติดตามตำแหน่งของเขาตลอด 24 ชั่วโมง และวางแผนการช่วยเหลืออย่างขยันขันแข็ง ตามคำสั่งของผม กองทัพสหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบินหลายสิบลำ ติดตั้งอาวุธที่ร้ายแรงที่สุดในโลก ไปรับเขา เขาได้รับบาดเจ็บ แต่เขาจะปลอดภัยดี” 

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความย้ำเตือนอิหร่านถึงเส้นตายในการเจรจายุติสงครามและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่า “เวลาเหลือเพียง 48 ชั่วโมง ก่อนที่นรกจะถาโถมลงมาใส่พวกเขาทั้งหมด” ซึ่งสอดคล้องกับรายงานจากเจ้าหน้าที่กลาโหมระดับสูงของอิสราเอลที่ระบุว่า กองทัพอิสราเอลพร้อมที่จะโจมตีสถานประกอบการด้านพลังงานของอิหร่านทันทีหากได้รับอนุมัติจากสหรัฐฯ ภายในสัปดาห์หน้า

ด้านนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้ส่งจดหมายถึงสหประชาชาติ เตือนว่าการโจมตีพื้นที่ใกล้โรงไฟฟ้าบุเชอร์ อาจนำไปสู่ “วิกฤตการแพร่กระจายของกัมมันตภาพรังสี” ที่ไม่อาจยอมรับได้ พร้อมตอบโต้คำขู่ของสหรัฐฯ ว่า “ภูมิภาคนี้จะกลายเป็นนรกสำหรับพวกคุณเช่นกัน”

แม้ทางการอิหร่านจะยังเปิดช่องให้มีการเจรจาสันติภาพผ่านปากีสถาน แต่ดูเหมือนว่าเงื่อนไขที่ทรัมป์ยื่นให้นั้นจะยังไม่ได้รับการตอบสนอง ขณะเดียวกันอิหร่านยังคงเดินหน้าส่งโดรนและขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และโรงงานอุตสาหกรรมในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวตเพื่อเป็นการล้างแค้น

สงครามที่เข้าสู่สัปดาห์ที่ 6 นี้ ไม่เพียงแต่ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายพันคน แต่ยังก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานทั่วโลก เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติราว 1 ใน 5 ของโลก ทำให้เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในภาวะเสี่ยงขั้นรุนแรง ขณะที่ผลสำรวจในสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่าประชาชนเริ่มให้การสนับสนุนสงครามครั้งนี้ลดน้อยลงเรื่อยๆ.

ที่มา Al Jazeera / Reuters

กัมพูชาเปิดตัวอนุสาวรีย์หนู “มากาวา” ช่วยตรวจหาทุ่นระเบิด

กัมพูชาเปิดตัวอนุสาวรีย์หนู "มากาวา" ช่วยตรวจหาทุ่นระเบิด

5 เม.ย. 2569 10:29 น.

กัมพูชาเปิดตัวอนุสาวรีย์หนู “มากาวา” ช่วยตรวจหาทุ่นระเบิด

กัมพูชาทำพิธีเปิดตัวอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่ “มากาวา” หนูตรวจหาทุ่นระเบิด เพื่อรำลึกถึงผลงานการตรวจหาทุ่นระเบิดกว่า 100 ครั้ง ช่วยคืนพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนและเกษตรกร เนื่องในโอกาสวันทุ่นระเบิดสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 4 เมษายนของทุกปี

ที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ได้มีการเปิดตัวรูปปั้นของ “มากาวา” (Magawa) หนูตรวจจับทุ่นระเบิด เพื่ออุทิศแก่ความกล้าหาญหลังจากที่มันตายลงในปี 2022 โดยมีตัวแทนจากรัฐบาลกัมพูชา, องค์กร APOPO และนักเรียนในท้องถิ่นเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

“มากาวา” เป็นหนูยักษ์แอฟริกัน ที่ได้รับการฝึกฝนโดยองค์กรการกุศล APOPO จากเบลเยียม มันเริ่มปฏิบัติภารกิจในกัมพูชาตั้งแต่ปี 2016-2020 ตลอดระยะเวลา 5 ปี มากาวาสามารถตรวจพบทุ่นระเบิดและสรรพาวุธที่ยังไม่ระเบิดมากกว่า 100 ครั้ง เคลียร์พื้นที่ได้กว้างกว่า 141,000 ตารางเมตร หรือเทียบเท่าสนามฟุตบอล 20 สนาม

นายลี ธัช รองประธานคนแรกของหน่วยงานปฏิบัติการทุ่นระเบิดกัมพูชา (CMAA) กล่าวว่า “มากาวาช่วยคืนความเชื่อมั่นที่ขาดหายไปให้กับชาวกัมพูชา ทำให้เด็กๆ สามารถวิ่งเล่นและเกษตรกรสามารถทำมาหากินบนที่ดินของตนเองได้อย่างปลอดภัย”

ด้วยประสาทสัมผัสในการดมกลิ่นสารเคมีในระเบิดที่แม่นยำ มากาวาสามารถตรวจค้นพื้นที่ขนาดสนามเทนนิสได้ภายในเวลาเพียง 20 นาที ซึ่งรวดเร็วกว่ามนุษย์มาก และด้วยน้ำหนักตัวที่น้อยทำให้มันสามารถเดินบนทุ่นระเบิดได้โดยไม่เกิดการปะทุ ผลงานอันโดดเด่นส่งผลให้มันเป็นหนูตัวแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับเหรียญทอง PDSA ในปี 2020

การเปิดตัวอนุสาวรีย์นี้มีขึ้นตรงกับวันรณรงค์ต่อต้านทุ่นระเบิดสากล (International Day for Mine Awareness) ภายใต้แนวคิด “ลงทุนเพื่อสันติภาพ ลงทุนเพื่อภารกิจทุ่นระเบิด” โดยกัมพูชาภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ได้ตั้งเป้าหมายใหญ่ที่จะทำให้ประเทศปลอดจากกับระเบิดอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2030

ปัจจุบัน องค์กร APOPO ยังคงเดินหน้าฝึกฝน “หนูฮีโร่” (HeroRATS) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากภารกิจกู้ระเบิดแล้ว พวกมันยังมีความสามารถในการตรวจหาเชื้อวัณโรคได้รวดเร็วกว่าห้องแล็บ และยังถูกฝึกให้ช่วยป้องกันการลักลอบค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายในประเทศแทนซาเนียอีกด้วย.

ที่มา Khmer Times / BBC

ภารกิจอาร์เทมิส 2 มุ่งหน้าดวงจันทร์ แต่เจอปัญหาห้องน้ำขัดข้องอีกครั้ง

ภารกิจอาร์เทมิส 2 มุ่งหน้าดวงจันทร์ แต่เจอปัญหาห้องน้ำขัดข้องอีกครั้ง

5 เม.ย. 2569 09:54 น.

ภารกิจอาร์เทมิส 2 มุ่งหน้าดวงจันทร์ แต่เจอปัญหาห้องน้ำขัดข้องอีกครั้ง

4 นักบินอวกาศภารกิจ “อาร์เทมิส 2” (Artemis II) เผชิญอุปสรรคเรื่องสุขา หลังระบบห้องน้ำบนยานโอไรออนเกิดขัดข้องซ้ำซ้อน โดยมีรายงานเรื่องกลิ่นที่เริ่มโชยออกมาจากห้องน้ำที่อยู่บริเวณพื้นยาน  ขณะที่ตัวยานเดินทางเกินกว่าครึ่งทางมุ่งหน้าสู่ด้านไกลของดวงจันทร์เพื่อสร้างประวัติศาสตร์การเดินทางไกลที่สุดในรอบกว่าครึ่งศตวรรษ

นักบินอวกาศชาวอเมริกัน 3 คน และชาวแคนาดา 1 คน กำลังมุ่งหน้าเข้าใกล้ดวงจันทร์มากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีกำหนดถึงจุดหมายในวันจันทร์นี้ (6 เม.ย.) เพื่อปฏิบัติภารกิจบินอ้อมด้านไกลของดวงจันทร์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 53 ปีที่มีมนุษย์เดินทางไปยังดวงจันทร์นับตั้งแต่สิ้นสุดโครงการอะพอลโล โดยภารกิจนี้จะเดินทางไปไกลจากโลกกว่า 400,000 กิโลเมตร ทำลายสถิติเดิมของภารกิจอพอลโล 13 ลงอย่างราบคาบ

แต่ท่ามกลางความสำเร็จที่รออยู่ ทีมงานต้องพบกับปัญหาที่ “ทุกคนเข้าใจได้แต่รับมือยาก” นั่นคือระบบส้วมอวกาศเกิดขัดข้องอีกครั้ง หลังเริ่มมีปัญหาตั้งแต่หลังทะยานขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

วิศวกรนาซาสันนิษฐานว่าอาจมีน้ำแข็งอุดตันในท่อระบายของเสียเหลว ทำให้ไม่สามารถระบายปัสสาวะทิ้งออกนอกยานได้ทั้งหมด ทางศูนย์ควบคุมการบินจึงต้องสั่งให้นักบินงัด “ถุงเก็บปัสสาวะสำรอง” ออกมาใช้แก้ขัดไปก่อน ขณะที่การขับถ่ายของแข็งยังคงใช้งานได้ปกติ แต่มีรายงานเรื่องกลิ่นที่เริ่มโชยออกมาจากห้องน้ำที่อยู่บริเวณพื้นยาน

อย่างไรก็ตาม เหล่านักบินทั้ง 4 ราย ได้แก่ เรด ไวส์แมน, วิคเตอร์ โกลเวอร์ (นักบินผิวดำคนแรกที่ไปดวงจันทร์), คริสตินา คอช (นักบินหญิงคนแรกที่ไปดวงจันทร์) และเจเรมี แฮนเซน (ชาวแคนาดาคนแรกที่ไปดวงจันทร์) ยังคงมีขวัญและกำลังใจที่ดีเยี่ยม โดยพวกเขาได้รับการฝึกฝนมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดคิดเหล่านี้อยู่แล้ว

ก้าวสำคัญสู่ฐานที่มั่นบนดวงจันทร์ภารกิจอาร์เทมิส 2 มีกำหนดระยะเวลาเดินทางเกือบ 10 วัน และจะจบลงด้วยการลงจอดในมหาสมุทรแปซิฟิกในวันที่ 10 เมษายนนี้ โดยถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของนาซาในการวางรากฐานเพื่อสร้างฐานที่มั่นบนดวงจันทร์อย่างยั่งยืน และตั้งเป้าที่จะส่งมนุษย์ไปลงจอดบนขั้วใต้ของดวงจันทร์ให้ได้ภายในปี 2028.

ที่มา Associated Press

รัสเซีย-ยูเครนเปิดศึกยิงถล่มตอบโต้ดับรวม 10 ศพ

รัสเซีย-ยูเครนเปิดศึกยิงถล่มตอบโต้ดับรวม 10 ศพ

5 เม.ย. 2569 09:36 น.

รัสเซีย-ยูเครนเปิดศึกยิงถล่มตอบโต้ดับรวม 10 ศพ

สถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนทวีความรุนแรงขึ้น หลังทั้งสองฝ่ายเปิดฉากโจมตีทางอากาศโต้ตอบกันอย่างหนัก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมอย่างน้อย 10 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย ด้านประธานาธิบดีเซเลนสกีเดินทางถึงตุรกี เดินหน้าหารือเสริมความมั่นคงในยุโรปและตะวันออกกลาง

กองทัพรัสเซียระดมส่งโดรนกว่า 286 ลำ เข้าโจมตีหลายพื้นที่ของยูเครนอย่างหนัก แม้กองทัพอากาศยูเครนจะสามารถสกัดได้ถึง 260 ลำ แต่แรงระเบิดส่งผลให้เกิดความสูญเสียมหาศาล โดยเฉพาะที่เมืองนิโคโปล มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และบาดเจ็บอีก 19 ราย ส่วนที่เมืองซูมีและกรุงเคียฟได้รับความเสียหายอย่างหนักในย่านที่พักอาศัยและอาคารสำนักงาน ขณะที่ในภูมิภาคโดเนตสค์ โดรนรัสเซียได้โจมตีรถยนต์พลเรือนบนท้องถนน ส่งผลให้หญิงรายหนึ่งเสียชีวิตทันที

ด้านหน่วยความมั่นคงยูเครน เปิดเผยว่าได้ใช้โดรนโจมตีโรงงานโลหะการในเมืองอัลเชฟสค์ ซึ่งอยู่ในเขตยึดครองของรัสเซียในภูมิภาคลูฮันสค์ โดยเป้าหมายคือการทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ทั้งเตาหลอมและระบบไฟฟ้า เพื่อหยุดชะงักการส่งกำลังบำรุงให้แก่ “อูรัลวากอนซาวอด” (Uralvagonzavod) โรงงานผลิตรถถังหลักของกองทัพรัสเซีย

ขณะที่ฝั่งรัสเซียอ้างว่า ยูเครนได้โจมตีเส้นทางรถไฟและบ้านเรือนในลูฮันสค์เช่นกัน ส่งผลให้ครอบครัวหนึ่งเสียชีวิตรวม 3 ราย ซึ่งรวมถึงเด็กหญิงวัย 8 ขวบ นอกจากนี้ในภูมิภาครอสตอฟของรัสเซีย มีรายงานผู้เสียชีวิต 1 ราย และเกิดเพลิงไหม้เรือขนส่งสินค้าต่างชาติจากการโจมตีของยูเครนด้วย

ท่ามกลางการสู้รบที่ดุเดือด ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้เดินทางถึงนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เพื่อเข้าพบประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน และผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์

เซเลนสกีระบุผ่านข้อความในเทเลแกรมว่า “เรากำลังทำงานเพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วน เพื่อรับประกันการคุ้มครองชีวิต ยกระดับความมั่นคงในยุโรปและตะวันออกกลาง ความพยายามร่วมกันมักจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเสมอ” ซึ่งการพบปะครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการหาแนวร่วมระดับภูมิภาคเพื่อยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน.

ที่มา Associated Press

อิหร่านเตือน “ประตูนรก” จะเปิดรับสหรัฐฯ-อิสราเอล หากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานไม่เลิก

อิหร่านเตือน “ประตูนรก” จะเปิดรับสหรัฐฯ-อิสราเอล หากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานไม่เลิก

5 เม.ย. 2569 06:17 น.

อิหร่านเตือน “ประตูนรก” จะเปิดรับสหรัฐฯ-อิสราเอล หากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานไม่เลิก

กองทัพอิหร่านออกโรงเตือนสหรัฐฯ กับอิสราเอล ว่า “ประตูนรก” จะเปิดต้อนรับพวกเขา หากทั้งสองประเทศยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านต่อไป

เมื่อ 4 เม.ย. 2569 เจ้าหน้าที่กองทัพอิหร่านออกโรงเตือนสหรัฐฯ กับอิสราเอลว่า พวกเขาจะต้องเผชิญกับการลงทัณฑ์จาก “ขุมนรก” หากความขัดแย้งขยายตัววงกว้างขึ้น ซึ่งเป็นการใช้คำข่มขู่ในลักษณะเดียวกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ

คำกล่าวนี้มีขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ขู่ว่าจะปลดปล่อย “นรกทุกขุม” (all Hell) เข้าใส่อิหร่าน หากอิหร่านไม่ยอมทำข้อตกลงเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายในวันจันทร์นี้

สำนักข่าวเมหร์ (Mehr) ของรัฐบาลอิหร่าน รายงานเมื่อวันเสาร์ว่า พล.ต. อาลี อับดอลลาฮี อาลิอาบาดี ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลาง “คาตัม อัล-อันบิยา” ในกรุงเตหะราน เตือนว่า “ประตูนรกจะเปิดออกต้อนรับพวกคุณ” หากโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านยังคงถูกโจมตีต่อไป

“อย่าลืมว่า หากการสู้รบขยายตัว ทั้งภูมิภาคนี้จะกลายเป็นนรกสำหรับพวกคุณ ความเพ้อฝันที่จะเอาชนะสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านได้กลายเป็นปลักโคลนที่จะสูบพวกคุณให้จมลงไป” เอบราฮิม โซลฟากอรี โฆษกประจำกองบัญชาการกลางกล่าว

ทั้งนี้ กองบัญชาการกลางคาตัม อัล-อันบิยา ทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการปฏิบัติการหลักสำหรับกองทัพทั้งหมดของอิหร่าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ซีเรียปิดด่านข้ามพรมแดนชั่วคราว หลังอิสราเอลเตือนจะโจมตี

ซีเรียปิดด่านข้ามพรมแดนชั่วคราว หลังอิสราเอลเตือนจะโจมตี

5 เม.ย. 2569 05:03 น.

ซีเรียปิดด่านข้ามพรมแดนชั่วคราว หลังอิสราเอลเตือนจะโจมตี

ทางการซีเรียสั่งปิดด่านข้ามพรมแดนที่เชื่อมต่อกับประเทศเลบานอน หลังอิสราเอลเตือนว่าจะโจมตีด่านแห่งนี้และสั่งให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ซีเรียได้สั่งปิดด่านมาสนา (Masnaa) บริเวณพรมแดนซีเรีย-เลบานอนเป็นการชั่วคราว หลังจากกองทัพอิสราเอลออกคำสั่งให้อพยพเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (4 เม.ย. 2569) เนื่องจากจะมีการโจมตีทางอากาศบริเวณดังกล่าว

“เนื่องจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ใช้ด่านมาสนาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหารและลักลอบขนอาวุธ กองทัพอิสราเอลจึงตั้งใจที่จะปฏิบัติการโจมตีทางอากาศบริเวณด่านแห่งนี้ในอนาคตอันใกล้” อาวีชาย อาดราอี โฆษกภาคภาษาอาหรับของกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) กล่าว

“การพำนักอยู่ในพื้นที่นี้จะทำให้ท่านตกอยู่ในอันตราย” นายอาดราอีกล่าวเตือน

หลังจาก IDF มีคำเตือนดังกล่าว สำนักงานด่านข้ามพรมแดนและศุลกากรของซีเรียก็ออกมาประกาศว่า จะทำการปิดด่านมาสนา หรือที่ฝั่งซีเรียเรียกว่า “ด่านจาเดต ยาบุส” เป็นการชั่วคราว

สำนักงานด่านข้ามพรมแดนฯ ของซีเรียยืนยันว่า ด่านมาสนาถูกกำหนดให้เป็นเส้นทางผ่านสำหรับพลเรือนเท่านั้น “ด่านนี้ไม่ได้ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหารใดๆ และไม่มีกลุ่มติดอาวุธหรือกองกำลังท้องถิ่นประจำการอยู่ รวมถึงไม่อนุญาตให้ใช้ในกิจกรรมใดๆ ที่อยู่นอกเหนือกรอบกฎหมายและงานภาคพลเรือนด้วย”

ในแถลงการณ์ยังระบุอีกว่า การกลับมาเปิดด่านอีกครั้งจะมีการประกาศให้ทราบ “ทันทีที่สถานการณ์ได้รับการยืนยันว่ามีเสถียรภาพแล้ว”

ทั้งนี้ ด่านมาสนาเคยถูกสั่งปิดไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากเกรงว่าพื้นที่นี้อาจตกเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วยปืนใหญ่ของอิสราเอล ก่อนจะกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้งในเวลาต่อมา หลังจากไม่มีการโจมตีเกิดขึ้นจริง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ชนเผ่าในอิหร่าน ยิงเฮลิคอปเตอร์สหรัฐฯ ขวางค้นหานักบิน F-15

ชนเผ่าในอิหร่าน ยิงเฮลิคอปเตอร์สหรัฐฯ ขวางค้นหานักบิน F-15

5 เม.ย. 2569 03:59 น.

ชนเผ่าในอิหร่าน ยิงเฮลิคอปเตอร์สหรัฐฯ ขวางค้นหานักบิน F-15

สื่ออิหร่านเผย กลุ่มชนเผ่าในประเทศยิงปืนใส่เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพสหรัฐฯ ที่กำลังปฏิบัติภารกิจค้นหาลูกเรือรายหนึ่ง ซึ่งสูญหายหลังจากเครื่องบินรบถูกยิงตกในภาคใต้ของอิหร่าน

สำนักข่าวฟาร์ส (Fars) สื่อกึ่งทางการของอิหร่านรายงานว่า ในพื้นที่ภูเขาอันห่างไกลของจังหวัดโคกิรูเยและบูเยอร์-อาหมัดและภูมิภาคบัคเตียรี (Bakhtiari) กลุ่มชนเผ่าได้ระดมยิงใส่เฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์ก 2 ลำของสหรัฐฯ ที่กำลังออกปฏิบัติการค้นหานักบินที่ยังสูญหายหลังจากเครื่องบินรบซึ่งเชื่อว่าเป็นรุ่น F-15 ถูกยิงตกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ได้ออกมากล่าวชื่นชมกลุ่มชนเผ่าเหล่านี้ โดยระบุว่าเป็น “ผู้พิทักษ์พรมแดนที่กล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และมีชัย” ตามรายงานของฟาร์ส

นอกจากนี้ ฟาร์สยังได้เผยแพร่วิดีโอเมื่อวันศุกร์ที่อ้างว่าเป็นภาพกลุ่มชนเผ่าเร่ร่อนบัคเตียรีพร้อมปืนไรเฟิลในมือ กำลังออกตามหาลูกเรือชาวอเมริกันในแถบภูเขาของจังหวัดคูเซสถาน (Khuzestan) ของอิหร่านด้วย

ก่อนหน้านี้ ทางการอิหร่านได้เสนอเงินรางวัลจำนวนมากสำหรับใครก็ตามที่สามารถจับกุมลูกเรือที่สูญหายรายนี้ได้สำเร็จ นอกจากนี้ IRGC ยังได้อวดอ้างถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศรุ่นใหม่ ซึ่งระบุว่าถูกนำมาใช้ยิงเครื่องบินรบตก และใช้โจมตีเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์กทั้ง 2 ลำดังกล่าวด้วย

ในวิดีโอที่เผยแพร่โดยสำนักข่าว ทัสนิม (Tasnim) ซึ่งเป็นเครือข่ายของ IRGC โฆษกของกองบัญชาการกลางอิหร่าน คาตัม อัล-อันบิยา กล่าวเตือนว่าจะมีการโจมตีจากระบบป้องกันภัยรุ่นใหม่นี้ตามมาอีก

“เราจะเข้าควบคุมน่านฟ้าเหนือประเทศของเราอย่างเบ็ดเสร็จแน่นอน และจะพิสูจน์ให้โลกเห็นถึงความอัปยศของศัตรูให้มากกว่าที่เคยเป็นมา” เขากล่าวในตอนท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์เตรียมของบฯ 5,000 ล้านบาท เพื่อคุก “อัลคาทราซ” อีกครั้ง

ทรัมป์เตรียมของบฯ 5,000 ล้านบาท เพื่อคุก “อัลคาทราซ” อีกครั้ง

5 เม.ย. 2569 03:06 น.

ทรัมป์เตรียมของบฯ 5,000 ล้านบาท เพื่อคุก “อัลคาทราซ” อีกครั้ง

โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมของบประมาณจำนวนกว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูคุก “อัลคาทราซ” ให้กลับมาเป็นเรือนจำที่สามารถใช้การได้อีกครั้ง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 4 เม.ย. 2569 ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมเสนอของบประมาณจำนวน 152 ล้านดอลลาร์ (ราว 4,965 ล้านบาท) เพื่อเปิดใช้งาน “อัลคาทราซ” คุกที่มีชื่อเสียงโด่งดังในอดีตอีกครั้ง โดยเป็นส่วนหนึ่งของร่างงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2567

คุกแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับสะพานโกลเดนเกตในซานฟรานซิสโก หรือที่รู้จักกันในฉายา “เดอะ ร็อก” (The Rock) ครั้งหนึ่งเคยถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในเรือนจำที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในอเมริกา แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว

คำร้องของบประมาณดังกล่าวระบุว่าต้องการนำเงินไปใช้ “เพื่อสร้างอัลคาทราซขึ้นใหม่ให้เป็นสถานคุมขังที่มีความปลอดภัยและทันสมัยที่สุด” โดยงบก้อนนี้จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินงานในปีแรก

อย่างไรก็ตาม แผนการนี้ถูกตั้งข้อสงสัยจากนักการเมืองหลายคนในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับงบประมาณรวมขั้นสุดท้ายของโครงการ รวมถึงความท้าทายในการบริหารจัดการอัลคาทราซในฐานะเรือนจำที่ใช้งานจริง

เรือนจำที่มีระบบรักษาความปลอดภัยสูงสุดแห่งนี้ถูกสั่งปิดไปเมื่อปี 2506 และในฐานะสถานที่ท่องเที่ยว ปัจจุบัน อัลคาทราซ อยู่ในความดูแลของสำนักงานอุทยานแห่งชาติ

ด้านนางแนนซี เพโลซี อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ กล่าวว่า ข้อเสนองบประมาณของรัฐบาลทรัมป์นั้น “ดูไร้สาระตั้งแต่แรกเห็นและควรถูกปฏิเสธโดยทันที”

“การสร้างอัลคาทราซให้กลับมาเป็นคุกสมัยใหม่คือความคิดที่โง่เขลา ซึ่งไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำด้วยภาษีประชาชน และเป็นการดูถูกสติปัญญาของคนอเมริกัน” เพโลซีระบุ

ทั้งนี้ คำขอดังกล่าวจะต้องผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรสสหรัฐฯ เสียก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้

ความพยายามเปิดคุกอัลคาทราซอีกครั้งของนายทรัมป์ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ผู้เชี่ยวชาญหลายคนชี้ให้เห็นถึงปัญหาการขาดแคลนระบบน้ำประปาและระบบบำบัดน้ำเสียบนเกาะ รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเสบียงและสิ่งของทุกอย่างจำเป็นต้องขนส่งผ่านทางเรือเท่านั้น

ข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์กลางของสหรัฐฯ ระบุว่า ก่อนที่อัลคาทราซจะปิดตัวลง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของที่นี่สูงกว่าเรือนจำรัฐบาลกลางแห่งอื่นๆ ถึง 3 เท่าตัว

นางเพโลซียังแสดงความกังวลเช่นเดียวกับนักการเมืองคนอื่นๆ ในซานฟรานซิสโก ว่าการเปลี่ยนอัลคาทราซให้กลับมาเป็นเรือนจำที่ใช้งานจริง จะทำให้ต้องสูญเสียสถานที่ที่เป็นแลนด์มาร์คสำคัญระดับโลกไป

ข้อมูลจากสำนักงานอุทยานแห่งชาติระบุว่า ในปัจจุบันสถานที่แห่งนี้สามารถสร้างรายได้ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวได้ถึงปีละ 60 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,960 ล้านบาท)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อินเดียซื้อน้ำมันจากอิหร่านเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี

อินเดียซื้อน้ำมันจากอิหร่านเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี

5 เม.ย. 2569 01:40 น.

อินเดียซื้อน้ำมันจากอิหร่านเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี

อินเดียสั่งซื้อน้ำมันจากอิหร่านเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 7 ปี หลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงครามในตะวันออกกลาง

เมื่อ 4 เม.ย. 2569 กระทรวงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของอินเดียยืนยันว่า อินเดียได้สั่งซื้อน้ำมันจากอิหร่านเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ในขณะที่สงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในตะวันออกกลางยังคงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดพลังงานโลก

ตามรายงานของสำนักข่าว รอยเตอร์ส แถลงการณ์ของกระทรวงน้ำมันฯ ถือเป็นการยอมรับอย่างเป็นทางการที่หาได้ยากว่า ขณะนี้อินเดียกำลังนำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน หลังจากที่หลีกเลี่ยงมาตลอด 7 ปีเนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

นอกจากนี้ กระทรวงน้ำมันฯ ยังเสริมว่าอินเดียได้ซื้อก๊าซหุงต้ม (LPG) จำนวน 44,000 เมตริกตันจากอิหร่าน ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการขนถ่ายสินค้าที่ท่าเรือมังคาลอร์

ทั้งนี้ เนื่องจากอินเดียต้องนำเข้าเชื้อเพลิงส่วนใหญ่จากตะวันออกกลาง รวมถึงก๊าซ LPG ประมาณ 85% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด ส่งผลให้อินเดียได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการที่อิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล

การออกมาประกาศยอมรับเรื่องการซื้อเชื้อเพลิงจากอิหร่านของอินเดียในครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากที่รัฐบาลของทรัมป์ได้อนุมัติใบอนุญาตชั่วคราวเมื่อเดือนที่แล้ว ให้อิหร่านสามารถขายน้ำมันดิบจำนวน 140 ล้านบาร์เรลที่ค้างอยู่กลางทะเลได้ เพื่อพยายามลดแรงกดดันที่มีต่อตลาดพลังงานโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn