EA-18G Growler คือเครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ทำหน้าที่รบกวนและทำลายขีดความสามารถของเรดาร์ รวมถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายตรงข้าม ประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford และ USS Abraham Lincoln
OpenAI เข้ามาแทนที่ Anthropic ในการให้บริการ AI แก่ DoD
ประเด็นนี้สะท้อนความขัดแย้งระหว่างความปลอดภัยของ AI และความต้องการของรัฐบาลในการใช้เทคโนโลยีทางทหาร
สัปดาห์ที่ผ่านมา วงการเทคโนโลยีและความมั่นคงของสหรัฐฯ สั่นสะเทือนจากความขัดแย้งระหว่าง Anthropic ผู้พัฒนาโมเดล AI “Claude” กับ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ Department of Defense (DoD) จนลุกลามกลายเป็นประเด็นระดับชาติว่า “ใครควรมีอำนาจควบคุม AI ที่ทรงพลังที่สุดในโลกในทางทหาร” บริษัทผู้พัฒนาหรือรัฐบาลที่สามารถใช้กฎหมายกดดันผู้พัฒนาเมื่อต้องการนำไปใช้งาน
ขณะเดียวกันรายงานจากสื่อหลายสำนัก ระบุว่า กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (U.S. Central Command) ยังคงใช้ AI ของ Anthropic อยู่แม้ทรัมป์เพิ่งสั่งแบนไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าในปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน
โดยระบุว่าในช่วงที่สหรัฐฯ และอิสราเอลทำการโจมตีอิหร่าน Claude ถูกนำไปใช้ในด้านข่าวกรอง การเลือกเป้าหมาย และจำลองสนามรบ การใช้เครื่องมือ AI ในระดับนี้สะท้อนให้เห็นว่า ระบบ AI ถูกฝังอยู่เป็นส่วนสำคัญของการวางแผนปฏิบัติการทางทหารมากกว่าที่หลายคนคิด และไม่สามารถยุติการใช้งานได้ทันทีเพียงคำสั่งเดียว เพราะต้องมีการถอดออกจากระบบที่ซับซ้อนก่อน
เหตุการณ์นี้สะท้อนความตึงเครียดเชิงโครงสร้างระหว่าง ค่านิยมด้านความปลอดภัยของบริษัท AI ที่ไม่ต้องการให้โมเดลถูกใช้เพื่อการก่อความรุนแรงหรือสอดส่องโดยไม่มีมนุษย์ควบคุม และความต้องการของรัฐบาลและกองทัพที่ต้องการหาประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางยุทธศาสตร์
นำไปสู่คำถามใหญ่ของจุดสมดุลในยุคที่ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง, ความปลอดภัยของมนุษยชาติ, สิทธิมนุษยชน และการควบคุมเทคโนโลยีแห่งอนาคต ใครควรกำหนดขอบเขตจริยธรรม ความขัดแย้งนี้อาจกลายเป็นแม่แบบใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างบิ๊กเทคกับกองทัพ จุดเริ่มต้นของสมการอำนาจใหม่ระหว่างอุตสาหกรรม AI กับรัฐบาลทั่วโลกในอนาคตหลังจากนี้