สหรัฐฯ เริ่มแล้ว เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ตามคำสั่ง โดนัลด์ ทรัมป์

สหรัฐฯ เริ่มแล้ว เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ตามคำสั่ง โดนัลด์ ทรัมป์

11 มิ.ย. 2569 05:31 น.

สหรัฐฯ เริ่มแล้ว เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ตามคำสั่ง โดนัลด์ ทรัมป์

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่านระลอกใหม่แล้ว หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาประกาศกร้าวก่อนหน้านี้ ขณะที่ฝ่ายอิหร่านระบุว่า มีมิสไซล์หรือวัตถุระเบิดตกใส่เมืองทางตอนใต้อย่างน้อย 2 แห่ง

กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกใหม่แล้ว ในช่วงเย็นวันพุธที่ 10 มิ.ย. 2569 ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่ากองกำลังสหรัฐฯ จะถล่มอิหร่านอย่างหนักหน่วง โดยมีเหตุผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายได้ยิงโต้ตอบกันเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) แถลงว่า ทางกองทัพได้เริ่มทำการ “โจมตีเพื่อป้องกันตนเองเพิ่มเติม” เมื่อเวลา 17:15 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (หรือ 21:15 น. ตามเวลา GMT) ของวันพุธที่ 10 มิ.ย. โดยมุ่งเป้าไปที่เป้าหมายหลายจุดในอิหร่าน ภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดีในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด

“การโจมตีครั้งนี้เป็นการตอบโต้ต่อการรุกรานอย่างไม่สมเหตุสมผลและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องของอิหร่าน” แถลงการณ์ระบุเสริม

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านไปแล้วเมื่อวันอังคาร หลังจากทรัมป์ระบุว่ารัฐบาลเตหะรานได้ยิงเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกสหรัฐฯ ตก ขณะที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) แถลงว่า พวกเขาตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเช่นกัน

ด้านองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (IRIB) ซึ่งเป็นสื่อทางการของอิหร่านระบุว่า พื้นที่ต่าง ๆ ในเมืองมินาบ (Minab) และเมืองซิริก (Sirik) ทางตอนใต้ของประเทศ และอยู่ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ ถูกขีปนาวุธหรือวัตถุระเบิดของ “ฝ่ายศัตรู” ตกใส่หลายระลอกเมื่อช่วงเช้ามืดวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งตรงกับช่วงเย็นวันพุธของสหรัฐฯ

IRIB รายงานด้วยว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศในเมืองอาซาลูเยห์ (Asaluyeh) บริเวณอ่าวเปอร์เซียได้เริ่มทำงานแล้ว แต่เสริมว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการโจมตีจากฝ่ายศัตรูเกิดขึ้นในศูนย์กลางพลังงานที่สำคัญแห่งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ลูกเรืออินเดีย 3 คนหายสาบสูญ หลังสหรัฐฯ โจมตีเรือน้ำมันใกล้โอมาน

ลูกเรืออินเดีย 3 คนหายสาบสูญ หลังสหรัฐฯ โจมตีเรือน้ำมันใกล้โอมาน

11 มิ.ย. 2569 05:11 น.

ลูกเรืออินเดีย 3 คนหายสาบสูญ หลังสหรัฐฯ โจมตีเรือน้ำมันใกล้โอมาน

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันติดธงชาติปาเลาในอ่าวโอมานเป็นลำที่ 2 ในรอบสัปดาห์ ส่งผลให้ลูกเรือชาวอินเดีย 3 คนสูญหายไป ขณะที่ลูกเรือรายอื่นๆ ได้รับความช่วยเหลือแล้ว

เมื่อวันพุธที่ 10 มิ.ย. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งในอ่าวโอมานหมดสภาพการใช้งาน โดยกล่าวหาว่าเรือลำดังกล่าวละเมิดมาตรการปิดล้อมของอเมริกาด้วยการ “พยายามขนส่งน้ำมันออกจากอิหร่าน”

ข้อความของ Centcom ระบุว่า เครื่องบินรบของสหรัฐฯ ยิง “อาวุธนำวิถีความแม่นยำสูง” เข้าใส่ห้องเครื่องของเรือบรรทุกน้ำมันติดธงชาติปาเลาชื่อว่า “เซตเตเบลโล” (Settebello) “หลังจากลูกเรือเพิกเฉยต่อคำสั่งของกองกำลังอเมริกาซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

ด้านรัฐบาลอินเดียแถลงว่า มีลูกเรือชาวอินเดีย 3 รายสูญหาย และลูกเรือชาวอินเดียอีก 21 รายได้รับการช่วยเหลือแล้ว พร้อมระบุว่า การที่เรือพาณิชย์และโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนในภูมิภาคนี้ตกเป็นเป้าหมายการโจมตี “ต้องหยุดลง”

นอกจากนั้น รัฐบาลอินเดียยังเรียกตัวรองหัวหน้าคณะผู้แทนทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเดลีเข้าพบด้วย

ทั้งนี้ กองทัพสหรัฐฯ ได้ปิดกั้นการเข้าถึงท่าเรือต่าง ๆ ของอิหร่าน หลังจากรัฐบาลเตหะรานสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ นับตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเริ่มเกิดฉากโจมตีพวกเขาเมื่อ 28 ก.พ. จนส่งผลกระทบต่อตลาดการค้าโลก โดยเฉพาะน้ำมัน อย่างหนัก

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุว่า นับตั้งแต่สหรัฐฯ เริ่มการปิดล้อมเมื่อ 13 เม.ย. กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำให้เรือหมดสภาพการใช้งานไปแล้ว 8 ลำ และสั่งเปลี่ยนเส้นทางเรือลำอื่น ๆ อีก 134 ลำ

อนึ่ง เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา กองกำลังสหรัฐฯ เพิ่งโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันติดธงปาเลาอีกหนึ่งลำที่มีลูกเรือเป็นชาวอินเดียเช่นกัน โดยเรือ “มาริเวกซ์” (Marivex) ถูกยิงถล่มในอ่าวโอมานหลังจากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของสหรัฐฯ เช่นกัน โดยทางการอินเดียระบุว่าลูกเรือทั้งหมด 24 รายได้รับการช่วยเหลือจากกองทัพโอมาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กลาโหมสหรัฐฯ เผย จะเริ่มโจมตีอิหร่านคืนนี้ ชี้กองทัพงานชุกแน่

กลาโหมสหรัฐฯ เผย จะเริ่มโจมตีอิหร่านคืนนี้ ชี้กองทัพงานชุกแน่

11 มิ.ย. 2569 04:23 น.

กลาโหมสหรัฐฯ เผย จะเริ่มโจมตีอิหร่านคืนนี้ ชี้กองทัพงานชุกแน่

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศว่า สหรัฐฯ จะเริ่มการโจมตีสถานที่สำคัญต่างๆ ของอิหร่านในคืนวันพุธนี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยกล่าวหาอิหร่านว่าพยายามถ่วงเวลาการเจรจาให้ยืดเยื้อออกไป

เมื่อวันพุธที่ 10 มิ.ย. 2569 นาย พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ กล่าวขณะยืนอยู่หน้าสำนักงานใหญ่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ในเมืองแทมปา รัฐฟลอริดา ว่า สหรัฐฯ จะเริ่มทิ้งระเบิดโจมตี “สถานที่สำคัญต่าง ๆ” ในอิหร่านในอีกไม่ช้า

“กองบัญชาการกลาง (CENTCOM) จะต้องงานชุกอย่างแน่นอนในคืนนี้ เพราะประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลั่นวาจาไว้แล้วว่าเราจะโจมตีอิหร่านอย่างหนักหน่วง และเราจะทำเช่นนั้นจริง ๆ เพราะอิหร่านมีโอกาสที่จะบรรลุข้อตกลงที่ดี เป็นข้อตกลงที่ยอดเยี่ยม เพื่อลงนามรับรองสิ่งที่พวกเขาเคยบอกว่าพร้อมจะทำ แต่พวกเขากลับไม่ยอมทำมันเสียที”

“ดังนั้น อย่างที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวไว้ พวกเขาเอาแต่รี ๆ รอ ๆ เคาะโต๊ะยืดเยื้อไปเรื่อย คุณก็เห็นเวลาที่มีใครบางคนพยายามจะยืดเยื้อการเจรจาข้อตกลง แต่คราวนี้สิ่งที่พวกเขาจะได้รับกลับไปแทน คือระเบิดจากสหรัฐอเมริกาที่จะร่วงลงมาตกลงใส่สถานที่สำคัญต่าง ๆ ในอิหร่าน” นายเฮกเซธกล่าว

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ บอกด้วยว่า การทำเช่นนี้ไม่ใช่เพราะว่าเราต้องการกลับไปเริ่มในสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องเริ่มใหม่อีกครั้ง แต่เป็นเพราะกระทรวงกลาโหม “พร้อมที่จะเป็นผู้กำหนดเงื่อนไข เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะได้รับข้อตกลงในแบบที่ประธานาธิบดีทรัมป์คาดหวัง”

นายเฮกเซธกล่าวเพิ่มเติมในเวลาต่อมาว่า การโจมตีในค่ำคืนวันพุธนี้ “จะรุนแรงและหนักหน่วง” พร้อมระบุว่าหากการโจมตี “จำเป็นต้องเกิดขึ้นในคืนวันพรุ่งนี้ด้วย มันก็จะเป็นการโจมตีที่รุนแรงและชัดเจน”

ก่อนหน้านี้ในวันพุธ ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า อิหร่านใช้เวลา “เนิ่นนานเกินไปในการเจรจาข้อตกลง” และสหรัฐฯ จะ “โจมตีพวกเขาอย่างหนักหน่วงมาก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์โวมีปฏิบัติการลับ แอบขนน้ำมันผ่านฮอร์มุซได้แล้ว 100 ล้านบาร์เรล

ทรัมป์โวมีปฏิบัติการลับ แอบขนน้ำมันผ่านฮอร์มุซได้แล้ว 100 ล้านบาร์เรล

11 มิ.ย. 2569 02:58 น.

ทรัมป์โวมีปฏิบัติการลับ แอบขนน้ำมันผ่านฮอร์มุซได้แล้ว 100 ล้านบาร์เรล

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยครั้งแรกว่า สหรัฐฯ มีปฏิบัติการลับในการลอบขนน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่เดือนก่อน และตอนนี้สามารถขนน้ำมันออกมาได้มากกว่า 100 ล้านบาร์เรลแล้ว

เมื่อวันพุธที่ 10 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยว่า เขาได้สั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติ “ภารกิจลับ” เมื่อเดือนที่แล้ว เพื่อสนับสนุนและคุ้มกันเรือขนส่งน้ำมันรวมถึงเรือพาณิชย์ต่าง ๆ ในการเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเขาอ้างว่า สามารถขนน้ำมันผ่านเส้นทางเดินเรือสายนี้ได้แล้วมากกว่า 100 ล้านบาร์เรล

“เมื่อเดือนที่แล้ว ผมได้สั่งการให้กองทัพอันยิ่งใหญ่ของสหรัฐฯ ปฏิบัติภารกิจลับเพื่อสนับสนุนเรือขนส่งน้ำมันและเรือพาณิชย์อื่น ๆ ให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ” ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social

“วันนี้ ผมมีความยินดีที่จะประกาศว่า ความพยายามดังกล่าวส่งผลให้น้ำมันมากกว่า 100 ล้านบาร์เรลสามารถเดินทางผ่านช่องแคบ และเข้าสู่ตลาดเสรีได้สำเร็จ” เขาเสริม

ทรัมป์ได้หยิบยกสิ่งที่เขาเรียกว่าความสำเร็จจากการที่เรือพาณิชย์มากกว่า 200 ลำเดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย เพื่อมาเป็นข้ออ้างสิทธิ์ว่าสหรัฐฯ ต่างหากที่เป็นผู้ควบคุมช่องแคบนี้ ไม่ใช่อิหร่าน

“เรือพาณิชย์มากกว่า 200 ลำเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ความสำเร็จอันล้นหลามนี้เกิดขึ้นเพราะสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ใช่อิหร่าน กองทัพของพวกเขาพ่ายแพ้ และเศรษฐกิจของพวกเขาก็ล่มสลาย อิหร่านจบสิ้นแล้ว!” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

ก่อนหน้านี้ ในการตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาว ทรัมป์อ้างว่าปฏิบัติการลับนี้คือเหตุผลที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกไม่พุ่งสูงถึง 250 ดอลลาร์

“เรากำลังนำน้ำมันออกมาหลายล้านบาร์เรล ซึ่งผมเพิ่งประกาศเรื่องนี้ให้ทราบเป็นครั้งแรกในวันนี้ แต่เราได้ร่วมมือกันนำน้ำมันออกมาคืนละหลายล้านบาร์เรล ทุก ๆ คืน” ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวในห้องทำงานรูปไข่ “น้ำมันหลายล้านบาร์เรลถูกลำเลียงออกมา และนั่นคือเหตุผลที่ราคาน้ำมันอยู่ที่ 85 ถึง 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แทนที่จะเป็น 250 ดอลลาร์”

ก่อนหน้านี้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญเคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น (CNN) ว่า มีทฤษฎีต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับความสงบที่เกิดขึ้นในตลาดน้ำมันท่ามกลางภาวะการหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่เช่นนี้ โดยหนึ่งในทฤษฎีนั้นคือ มีเรือลักลอบขนน้ำมันออกมา โดยเลี่ยงการปิดล้อมด้วยการปิดสัญญาณเครื่องตอบรับอัตโนมัติเพื่อไม่ให้ถูกตรวจจับได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มเร็วสุดในรอบ 3 ปี ทรัมป์บอก “ผมชอบเงินเฟ้อ”

เงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มเร็วสุดในรอบ 3 ปี ทรัมป์บอก “ผมชอบเงินเฟ้อ”

11 มิ.ย. 2569 01:29 น.

เงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มเร็วสุดในรอบ 3 ปี ทรัมป์บอก “ผมชอบเงินเฟ้อ”

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่าตนเอง “ชอบเงินเฟ้อ” ที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญอยู่ หลังจากราคาสินค้าในเดือนพฤษภาคมพุ่งสูงขึ้นในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 3 ปี

เมื่อวันพุธที่ 10 มิ.ย. 2569 สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) เปิดเผยรายงานตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดของสหรัฐฯ โดยแสดงให้เห็นว่าราคาสินค้าในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และขยับขึ้นจากเดือนเมษายนซึ่งอยู่ที่ 3.8% นับเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 3 ปี

การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอันเนื่องมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลในอิหร่าน

เมื่อนักข่าวถามถึงการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อดังกล่าว โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ตอบว่า “ผมชอบมันนะ ตัวเลขพวกนั้นยอดเยี่ยมมาก รู้ไหมอะไรไหม? ผมชอบเงินเฟ้อนี้จริง ๆ”

นอกจากนั้น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อ้างด้วยว่า กองทัพสหรัฐฯ มีปฏิบัติการกลางดึก โดยมีการนำเรือหลายสิบลำเข้าไปขนย้ายน้ำมันหลายล้านบาร์เรลออกจากอิหร่าน ซึ่งมีส่วนทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานระดับโลก ยังคงซื้อขายกันในราคาที่สูงกว่าระดับก่อนเกิดสงครามอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งนี้ วันพุธที่ผ่านมาถือเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันแล้วที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ครัวเรือนต่าง ๆ เริ่มรู้สึกถึงความตึงเครียดจากสงครามของสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่านมากขึ้นเรื่อย ๆ

โดยรวมแล้ว ค่าพลังงานทั้งหมด ซึ่งรวมถึงก๊าซหุงต้มและไฟฟ้าในเดือนพฤษภาคม สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนเกือบหนึ่งในสี่ โดยราคาน้ำมันรถยนต์เป็นสาเหตุหลักของการเพิ่มขึ้นนี้

ตามข้อมูลของสมาคมรถยนต์อเมริกัน (AAA) ระบุว่า ปัจจุบันราคาน้ำมันเบนซินธรรมดาเฉลี่ยในสหรัฐฯ อยู่ที่ 4.15 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เพิ่มขึ้นอย่างมากจากราคา 2.98 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ซึ่งเป็นวันที่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน

นอกจากนี้ สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) ยังชี้ให้เห็นถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของตั๋วเครื่องบิน ค่าบริการส่วนบุคคลและค่ารักษาพยาบาล ค่าสันทนาการ ตลอดจนค่าบริการด้านการสื่อสาร

อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นนี้เพิ่มความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อพยายามลดทอนการใช้จ่ายลง เนื่องจากพวกเขาตั้งเป้าคุมอัตราเงินเฟ้อระยะยาวให้อยู่ที่ประมาณ 2%

ครั้งล่าสุดที่อัตราเงินเฟ้อสูงกว่านี้คือในเดือนเมษายน 2566 ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐฯ ยังคงเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน (Energy Shock) ที่ถูกจุดชนวนจากการที่รัสเซียบุกยูเครน

นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเตือนว่า แม้สงครามอิหร่านจะยุติลงอย่างรวดเร็ว แต่ก็อาจต้องใช้เวลาจนถึงปี 2570 กว่าที่การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับคืนสู่สภาวะเดิม ซึ่งหมายความว่าภาวะราคาสินค้าเพิ่มสูงนี้จะคงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ลั่น จะกลับไปโจมตีอิหร่านอีกครั้ง เหตุเจรจาข้อตกลงล่าช้า

ทรัมป์ลั่น จะกลับไปโจมตีอิหร่านอีกครั้ง เหตุเจรจาข้อตกลงล่าช้า

10 มิ.ย. 2569 23:55 น.

ทรัมป์ลั่น จะกลับไปโจมตีอิหร่านอีกครั้ง เหตุเจรจาข้อตกลงล่าช้า

โดนัลด์ ทรัมป์ บอกกับสื่อว่า สหรัฐฯ จะกลับไปโจมตีอิหร่านอีกครั้ง พร้อมแสดงความไม่พอใจที่รัฐบาลเตหะรานใช้เวลานานในการเจรจาเรื่องข้อตกลงยุติสงคราม

เมื่อวันพุธที่ 10 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาวสหรัฐฯ ว่า สหรัฐฯ จะกลับมาเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง หลังจากไม่มีความคืบหน้ามากพอในการเจรจาเพื่อยุติสงคราม

“เรากำลังจะโจมตีพวกเขา โจมตีพวกเขาอย่างหนักหน่วงมาก” ทรัมป์กล่าว โดยบอกเป็นนัยว่าเหตุการณ์ที่อิหร่านยิงเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ (Apache) ของสหรัฐฯ ตกนั้น เป็นหนึ่งในเหตุผลในการกลับมาเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่

“เมื่อพิจารณาจากเรื่องเฮลิคอปเตอร์แล้ว ผมคิดว่าเรามีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนั้น” เขาบอกกับผู้สื่อข่าว

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์แสดงความไม่พอใจที่ การเจรจากับรัฐบาลเตหะรานเรื่องข้อตกลงยุติสงครามดำเนินไปอย่างล่าช้า แม้ว่าการพูดคุยจะยังดำเนินอยู่ก็ตาม

“ผมทำงานร่วมกับอิหร่านมาหลายเดือนแล้ว … พวกเขาควรจะลงนามในข้อตกลง มันเป็นข้อตกลงที่ดี” ทรัมป์ย้ำ “พวกเขาเอาแต่ยืดเยื้อ เคาะโต๊ะไปเรื่อย ผมไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่”

ในเวลาต่อมา ทรัมป์ปฏิเสธที่จะตัดความเป็นไปได้ในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน ซึ่งรวมถึงโรงไฟฟ้าและสะพานต่าง ๆ และแสดงความไม่พอใจอีกครั้งที่อิหร่านยังไม่ยอมลงนามในข้อตกลงเสียที

“พวกเขาเอาแต่เคาะแล้วเคาะอีก แล้วพวกเขาก็บอกว่า “เอาละ ขอเวลาให้พวกเขาอีกสักสองสามวันเถอะ”” เขากล่าว “ที่พวกเขาเอาแต่เคาะอยู่แบบนั้น ก็เพราะมันเป็นเอกสารที่มีความหมายมาก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ปากีสถานโจมตีชายแดนอัฟกานิสถาน ดับแล้ว 26 ศพ

ปากีสถานโจมตีชายแดนอัฟกานิสถาน ดับแล้ว 26 ศพ

10 มิ.ย. 2569 23:20 น.

ปากีสถานโจมตีชายแดนอัฟกานิสถาน ดับแล้ว 26 ศพ

ปากีสถานเปิดฉากโจมตีทางอากาศบริเวณชายแดนอัฟกานิสถานจนมีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย อ้างโจมตีฐานที่มั่นของผู้ก่อการร้ายที่ลอบเข้ามาโจมตีภายในดินแดนของพวกเขา

เมื่อวันพุธที่ 10 มิ.ย. 2569 กองทัพปากีสถานเปิดฉากโจมตีทางอากาศตามแนวชายแดนติดกับอัฟกานิสถาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบศพ และทำลายความสงบสุขที่ดำเนินมานานหลายเดือนในภูมิภาคที่ไร้เสถียรภาพแห่งนี้

นายอัตตาอุลเลาะห์ ทาราร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศของปากีสถานระบุว่า มีสมาชิกกลุ่มติดอาวุธเสียชีวิต 26 ศพ ในการ “โจมตีอย่างแม่นยำ” ซึ่งมุ่งเป้าไปที่เป้าหมาย 4 จุด ขณะที่รัฐบาลตาลีบันของอัฟกานิสถานระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 13 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็ก จากการโจมตีของปากีสถานใน 3 จังหวัด

ปากีสถานกล่าวหาอัฟกานิสถานมาโดยตลอดว่า ให้ที่พักพิงแก่ผู้ก่อการร้ายที่เข้ามาลอบโจมตีในดินแดนของพวกเขา ขณะที่รัฐบาลตาลีบันก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาตลอดเช่นกัน

ทั้งสองประเทศปะทะกันอย่างรุนแรงนานหลายสัปดาห์เมื่อช่วงกลางปี 2568 จนกระทั่งบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในเดือนตุลาคมปีเดียวกันภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ปากีสถานกับอัฟกานิสถานยังคงปะทะกันประปรายรวมถึงในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย และในเดือนมีนาคม ปากีสถานโจมตีโดนศูนย์บำบัดผู้ติดยาเสพติดในกรุงคาบูล จนมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน

นายทาราร์กล่าวว่า การโจมตีเมื่อวันพุธที่ผ่านมาเป็นการตอบโต้เหตุการณ์ก่อการร้ายในปากีสถานที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ โดยมีเป้าหมายการโจมตีที่แหล่งหลบซ่อนและกบดานของกลุ่มติดอาวุธบริเวณชายแดนอัฟกานิสถาน ซึ่งรวมถึงศูนย์ฝึกและคลังเก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ด้วย

ทั้งนี้ การโจมตีครั้งล่าสุดของปากีสถานเกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากกองกำลังความมั่นคงปากีสถานถูกโจมตีใกล้เมืองเปศวาร์ ทำให้มีตำรวจเสียชีวิต 6 นาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ชี้ อิหร่านใช้เวลาเจรจานานเกิน ลั่น ตอนนี้ต้องชดใช้แล้ว

ทรัมป์ชี้ อิหร่านใช้เวลาเจรจานานเกิน ลั่น ตอนนี้ต้องชดใช้แล้ว

10 มิ.ย. 2569 22:01 น.

ทรัมป์ชี้ อิหร่านใช้เวลาเจรจานานเกิน ลั่น ตอนนี้ต้องชดใช้แล้ว

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความโจมตีอิหร่านว่าใช้เวลาในการเจรจานานเกินไป และตอนนี้พวกเขาจะต้องชดใช้ ท่ามกลางความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นใหม่หลังทั้งสองฝ่ายโจมตีตอบโต้กันอีกครั้งเมื่อวันอังคาร

เมื่อ 10 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า อิหร่านใช้เวลานานเกินไปในการเจรจาข้อตกลง และตอนนี้จะต้องชดใช้ ขณะที่รัฐบาลเตหะรานระบุว่า จะทำการประเมินเรื่องการมีส่วนร่วมทางการทูตกับวอชิงตันใหม่อีกครั้ง หลังจากเกิดเหตุการณ์โจมตีโต้ตอบกันไปมาเมื่อคืนที่ผ่านมา

ความเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้นหลังจาก สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายในอิหร่านรอบใหม่เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านยิงเฮลิคอปเตอร์ “อาปาเช่” ของสหรัฐฯ จนตก ขณะที่ฝ่ายอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน คูเวต และบาห์เรน

“อิหร่านดีแต่พูดแต่ไม่ทำอะไรเลย” โพสต์ของทรัมป์ระบุ “พวกเขาใช้เวลานานเกินไปในการเจรจาข้อตกลง ที่น่าจะเป็นผลดีอย่างมากสำหรับพวกเขา และตอนนี้พวกเขาจะต้องชดใช้!!!” อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ไม่ได้ระบุว่า อิหร่านจะต้องชดใช้อย่างไร

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) รายงานเมื่อวันพุธโดยอ้างอิงจากการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าเขาอาจสั่งการให้มีการโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานต่างๆ ของอิหร่านเพิ่มเติม เนื่องจากรัฐบาลเตหะรานใช้เวลานานเกินไปในการทำข้อตกลง

ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นทันทีหลังจากนายทรัมป์โพสต์ข้อความดังกล่าว โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) งวดส่งมอบล่วงหน้า พุ่งขึ้น 1.74 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.9% อยู่ที่ 93.19 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ณ เวลา 11.27 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช (GMT) ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 1.91 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.17% อยู่ที่ 90.11 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ด้านนาย เอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านกล่าวว่า รัฐบาลเตหะรานจะประเมินเรื่องการมีส่วนร่วมทางการทูตกับรัฐบาลวอชิงตันใหม่อีกครั้ง หลังจากเกิดสิ่งที่อิหร่านเรียกว่า การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหลายต่อหลายครั้ง

“กระบวนการทางการทูตใดๆ ล้วนต้องการสภาพแวดล้อมที่มั่นคงในระดับขั้นต่ำที่สุด” นายบากาอีกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กองทัพกัมพูชา เสริมเขี้ยวเล็บอาวุธจีน ท่าทีไทย ตั้งรับช้าเสียเปรียบ

กองทัพกัมพูชา เสริมเขี้ยวเล็บอาวุธจีน ท่าทีไทย ตั้งรับช้าเสียเปรียบ

10 มิ.ย. 2569 19:04 น.

กองทัพกัมพูชา เสริมเขี้ยวเล็บอาวุธจีน ท่าทีไทย ตั้งรับช้าเสียเปรียบ

กองทัพกัมพูชา เสริมเขี้ยวเล็บอาวุธจีน ท่าทีไทย ตั้งรับช้าเสียเปรียบชายแดน “รศ.ดร.ดุลยภาค” อ่านยุทธศาสตร์จีน หักไทยไม่ลง จับตา “อเมริกา” เดินเกมถ่วงดุลอำนาจ

สงครามรอบ 3 เริ่มแล้วแต่เราไม่รู้ตัว? จับตาเกมยุทธศาสตร์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อกัมพูชา ปรับแผนซุ่มเก็บรายละเอียดรอวันระเบิดศึกใหญ่ ขณะที่ จีน-สหรัฐฯ ขยับหมากเดินเกมทูตทหาร ไขรหัสลับรถถังจีนโผล่กัมพูชา แท้จริงแล้วไทยกำลังเผชิญหน้ากับอะไรกันแน่?

จากประเด็นการปะทะของไทย – กัมพูชา ที่ตึงเครียดมาตลอด ซึ่งล่าสุดจีน มีการส่งรถถังไปยังประเทศกัมพูชา ทำให้เกิดคำถามจากสังคมถึงความสัมพันธ์อย่างมหาอำนาจจีน ต่อประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์” ได้รพูดคุยกับ รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับกัมพูชา มีความเหนียวแน่นมานานกว่า 10 ปี ตั้งแต่สมัย ฮุนเซน เป็นผู้นำสูงสุด

โดยยุทธศาสตร์ “จตุโกณ” ของฮุนเซน เน้นในเรื่องการพัฒนาเกษตรกรรม และการโครงสร้างพื้นฐาน ก็ได้จีนเข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งในระยะหลังมีความสัมพันธ์ไปถึงขั้นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะการร่วมมือด้านกลาโหม รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศ และการช่วยเหลือทางการทหาร ดังนั้นการที่จีนส่งอาวุธให้กัมพูชา ในขณะกำลังมีความขัดแย้งกับไทย จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจต่อสันติภาพในภูมิภาค และความเชื่อใจของไทยที่มีต่อจีน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การที่มีคนมองว่า จีนมอบรถถังให้กับกัมพูชา ทำไปเพื่อต้องการท่าเรือเรียม ของกัมพูชา “รศ.ดร.ดุลยภาค” ให้ความเห็นว่า จีนมองหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นแหล่งผลประโยชน์และแหล่งลงทุน โดยมองทั้ง 3 ประเทศ คือ ไทย พม่า กัมพูชา เป็นกลุ่มเดียวกัน หากไทย – กัมพูชา เกิดความขัดแย้งกัน จีนก็ต้องพยายามจะช่วยยุติความขัดแย้ง เพราะหากมีการสู้รบเกิดขึ้น การลงทุนของจีนโดยรวม เช่น โครงการ BRI หรือท่าเรือ Mega project และอีกหลายอย่างจะได้รับผลกระทบ

“สถานการณ์ตอนนี้ จีน ไม่ได้เลือกข้าง ซึ่งไม่เลือกกัมพูชา แล้วมาโจมตีไทย แต่ก็ไม่ได้เลือกไทย แล้วมากดดันกัมพูชา ดังนั้น จีนได้รักษาสัมพันธ์กับประเทศเหล่านี้ไว้ เพื่อประสานผลประโยชน์ในภาพใหญ่มากกว่า”

การตอบโต้ทางยุทธศาสตร์ของประเทศไทย จึงใช้วิธีการสร้างสมดุลมหาอำนาจ โดยไม่ได้เลือกว่าจะอยู่ข้างจีนหรือสหรัฐอเมริกา มีการรักษาสมดุลระหว่างสองมหาอำนาจ ไม่ได้มาเทน้ำหนักที่ประเทศใดประเทศหนึ่งมากจนต้องเป็นปฏิปักษ์กับอีกประเทศหนึ่ง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ตัวแทนศจีนเข้าไปหารัฐมนตรีกลาโหมทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าท่านไม่อยู่ แล้ววันถัดมาสหรัฐเข้าไปหารัฐมนตรีกลาโหมอีก นัยยะเหล่านี้มันมีอะไรไหม?

รศ.ดร.ดุลยภาค ให้ความเห็นว่า นี่คือการถ่วงดุลอำนาจและอธิบายข้อสงสัย เพื่อให้ไทยเกิดความสบายใจ โดยมองว่าเมื่อมีข่าวว่า รถถังของจีนมาเทียบท่าของกัมพูชา ซึ่งอาจทำให้กองทัพของกัมพูชา สามารถใช้ประโยชน์ในการมาสู้รบกับไทย ดังนั้นประเทศจีน จึงต้องมาเคลียร์ให้ชัดเจน โดยเป็นหน้าที่ทางระบบของทูตทหารจีน ที่ต้องมารายงาน และชี้แจงความชัดเจนให้กับทางกระทรวงกลาโหมของไทย

ด้านท่าทีของสหรัฐอเมริกา เมื่อเห็นโอกาสเหมาะสม จึงเข้ามามาทางกลาโหมของไทย โดยสหรัฐคงมีความต้องการมากกว่าเพียงชิงจังหวะหรือสร้างโอกาส แต่เพราะทางสหรัฐ มีความตั้งใจในการจะปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นภัยคุกคามไซเบอร์ และการค้ามนุษย์ ประกอบกับเรื่องนี้มีอยู่มากในประเทศกัมพูชา จึงคิดว่าการเคลื่อนไหวของสหรัฐ ครั้งนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อไทย

การปะทะรอบที่ 3 ไทย – กัมพูชา ยังมีอีกไหม?

“รศ.ดร.ดุลยภาค” มองว่า “เขารบมาหลายเดือนแล้ว แต่รายงานข่าว เราคิดว่า รอบ 3 จะมีไหม แต่ทางกัมพูชา มันมีมานานแล้ว แต่กัมพูชาค่อยๆ เก็บรายละเอียด แล้วรอเวลาเพื่อระเบิดเป็นศึกใหญ่”

เพราะที่ผ่านมา กัมพูชาละเมิดข้อตกลงจันทบุรีอย่างต่อเนื่อง ทั้งการวางระเบิด เพิ่มกำลังพล และแทรกซึมยั่วยุตามแนวชายแดน ที่มีอยู่หลายจุด ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่าทหารไทย ยังมีกำลังพลไม่เพียงพอ ในการดูแลตามแนวชายแดน ขณะที่กัมพูชาเตรียมพร้อมเพื่อระเบิดเป็นศึกใหญ่ เนื่องจากฝังใจว่าเสียดินแดนให้ไทยจากการรบครั้งก่อน

ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบัน กองทัพไทยได้เปลี่ยนสถานะจาก “ผู้รุกทวงคืนดินแดน” มาเป็น “ผู้ตั้งรับ” ทำให้เกิดข้อกังวลทางยุทธศาสตร์ว่า หลังจากมีการผลัดเปลี่ยนกำลังพลจากที่เคยหนาแน่นในปีก่อน กำลังพลในปัจจุบันจะเพียงพอต่อการอุดช่องโหว่ตามฐานต่างๆ และเส้นทางลำเลียงหรือไม่ ในขณะที่ภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา มีการเติมกำลังเข้ามาตลอดจนสามารถรุกคืบตัดหน้าได้หลายจุด 

ดังนั้นถึงแม้ศักยภาพทางทหารของประเทศไทยจะเหนือกว่าประเทศกัมพูชา แต่ก็ประมาทไม่ได้และจำเป็นต้องจัดระเบียบการตั้งรับให้ประณีตและเป็นกิจจะลักษณะมากขึ้นเพื่อรองรับการปะทะครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึงในอนาคต

แอมเนสตี้แฉอิสราเอลใช้แผน “กวาดล้างชาติพันธุ์” ไล่รื้อชุมชนชาวเบดูอินในเวสต์แบงก์

แอมเนสตี้แฉอิสราเอลใช้แผน "กวาดล้างชาติพันธุ์" ไล่รื้อชุมชนชาวเบดูอินในเวสต์แบงก์

10 มิ.ย. 2569 16:42 น.

แอมเนสตี้แฉอิสราเอลใช้แผน “กวาดล้างชาติพันธุ์” ไล่รื้อชุมชนชาวเบดูอินในเวสต์แบงก์

องค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล ออกรายงานฉบับใหม่กล่าวหาอิสราเอลอย่างรุนแรงว่า กำลังดำเนินยุทธการ “กวาดล้างชาติพันธุ์” ต่อชาวเบดูอินและชุมชนเกษตรกรรมเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน หรือ เวสต์แบงก์ ที่ถูกยึดครอง เผยเป็นแผนการที่บงการและสนับสนุนโดยรัฐบาลเพื่อเร่งการผนวกดินแดนปาเลสไตน์อย่างผิดกฎหมาย

องค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้เผยแพร่รายงานในชื่อ “ลบทุกสิ่งที่เป็นปาเลสไตน์: การกวาดล้างชาติพันธุ์ของอิสราเอลต่อชาวเบดูอินและชุมชนเลี้ยงสัตว์ในเวสต์แบงก์” (Erasing anything Palestinian: Israel’s ethnic cleansing of West Bank Bedouin and herding communities)

รายงานระบุว่า ชุมชนชนบทของชาวปาเลสไตน์กำลังต้องแบกรับความรุนแรงและการถูกบังคับให้ออกจากที่ทำกินอย่างหนักหน่วง โดยผลการวิจัยชี้ว่า ระหว่างปี 2023 ถึงปี 2025 มีชุมชนชาวเบดูอินและกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์จำนวน 27 ชุมชน ซึ่งประกอบด้วยชาวปาเลสไตน์หลาย مหมื่นคน ถูกบังคับให้ย้ายถิ่นฐานหรือกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกขับไล่ในพื้นที่ “เขตซี” (Area C) ของเวสต์แบงก์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ครอบคลุมถึงร้อยละ 60 ของดินแดนทั้งหมด และอยู่ภายใต้การควบคุมของอิสราเอลตามข้อตกลงออสโลในช่วงทศวรรษ 1990

แอมเนสตี้ได้กล่าวหาคณะรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ซึ่งเป็นหนึ่งในรัฐบาลฝ่ายขวาจัดที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล ว่ากำลังตอบสนองต่อวาระชาตินิยมทางศาสนาของกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิว ด้วยการเร่งขยายชุมชนชาวยิวและยึดครองที่ดิน เพิ่มการสนับสนุนทางการเงินและโลจิสติกส์ รวมถึงการแจกจ่ายอาวุธให้แก่กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐาน ซึ่งเป็นการเปิดทางให้เกิดกลุ่มความรุนแรงที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐอย่างเป็นทางการ

แอมเนสตี้พยายามหักล้างข้ออ้างของเจ้าหน้าที่อิสราเอลที่มักระบุว่า ความรุนแรงต่อชาวปาเลสไตน์เกิดจาก “บุคคลหัวรุนแรงเพียงไม่กี่คน” ในกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐาน โดยชี้ให้เห็นว่ามีการเรียกร้องอย่างเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลในการขยายถิ่นฐานและลดจำนวนประชากรชาวปาเลสไตน์ในเขตซี

รายงานระบุว่า “ยุทธการกวาดล้างชาติพันธุ์นี้ถูกนำโดยรัฐและได้รับการสนับสนุนโดยรัฐ ไม่ใช่การกระทำของกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานที่หลุดแถว หรือบรรดารัฐมนตรีหัวรุนแรงตามที่กล่าวอ้าง” 

หนึ่งในบุคคลสำคัญคือนายเบซาเลล สมอตริช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฝ่ายขวาจัด ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตตั้งถิ่นฐานชาวยิวเองและเป็นผู้สนับสนุนการผนวกดินแดนเวสต์แบงก์อย่างแข็งขัน โดยเขาเพิ่งถูกทางการฝรั่งเศสสั่งห้ามเข้าประเทศจากการไปโปรโมตแนวคิดดังกล่าว ทั้งนี้ สอดคล้องกับรายงานของสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ  เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา ที่ได้ออกมาประณามร่องรอยของการกวาดล้างชาติพันธุ์ทั้งในฉนวนกาซาและเวสต์แบงก์เช่นกัน

แอมเนสตี้เน้นย้ำว่า ภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ อิสราเอลในฐานะอำนาจผู้ยึดครองมีหน้าที่ต้องคุ้มครองประชาชนท้องถิ่น แต่การกระทำในปัจจุบันถือเป็น “อาชญากรรมสงคราม” ว่าด้วยการเนรเทศและการโยกย้ายถิ่นฐานอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และเข้าข่าย “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ”

ชุมชนชาวเบดูอินและคนเลี้ยงสัตว์มักอยู่อย่างโดดเดี่ยวและไม่มีกองกำลังความมั่นคงคอยปกป้อง ทำให้ตกเป็นเป้าหมายได้ง่าย สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าผู้สื่อข่าวในพื้นที่ได้เห็นการอพยพหนีตายของชุมชนชาวเบดูอินหลายแห่ง รวมถึงในหมู่บ้าน ราส ไอน์ อัล-เอาจา

ฟาร์ฮาน จาฮาลีน ชาวเบดูอินในหมู่บ้านกล่าวกับเอเอฟพีว่า “สิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้คือการล่มสลายโดยสิ้นเชิงของชุมชน ผลจากการโจมตีอย่างต่อเนื่องและซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิว” 

นับตั้งแต่รัฐบาลของเนทันยาฮูเข้าบริหารประเทศในช่วงปลายปี 2022 “พีซ นาว” (Peace Now) หน่วยงานตรวจสอบการตั้งถิ่นฐาน ระบุว่ารัฐบาลได้ไฟเขียวให้สร้างชุมชนชาวยิวในเวสต์แบงก์เพิ่มขึ้นถึง 102 แห่ง ปัจจุบันมีชาวอิสราเอลมากกว่า 500,000 คน อาศัยอยู่ในเขตตั้งถิ่นฐานเวสต์แบงก์ท่ามกลางชาวปาเลสไตน์ราว 3 ล้านคน ไม่รวมพื้นที่เยรูซาเล็มตะวันออก ซึ่งพื้นที่นี้อิสราเอลยึดครองมาตั้งแต่ปี 1967 และตามกฎหมายระหว่างประเทศ ถือว่าเขตตั้งถิ่นฐานของชาวยิวทั้งหมด “ผิดกฎหมาย”

หน่วยงานสิทธิมนุษยชนรายงานว่า กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวบางส่วนได้ก่อเหตุวางเพลิง ทุบทำลายทรัพย์สิน ลักขโมย ตลอดจนทำร้ายร่างกายและบางครั้งถึงขั้นฆาตกรรมชาวปาเลสไตน์ โดยสำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (OCHA) ระบุว่า สถิติการโจมตีเหล่านี้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาปะทุขึ้นในปี 2023 และในปี 2026 นี้ อัตราความรุนแรงในเวสต์แบงก์ได้พุ่งสูงขึ้นเฉลี่ยถึงวันละ 6 ครั้ง.

ที่มา Amnesty International / AFP