หุ้น “Unitree” ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน พุ่งกว่า 600% หลังเข้าตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้

หุ้น "Unitree" ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน พุ่งกว่า 600% หลังเข้าตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้

19 ส.ค. 2569 11:31 น.

หุ้น “Unitree” ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน พุ่งกว่า 600% หลังเข้าตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้

“ยูนิทรี โรโบติกส์” (Unitree Robotics) ผู้นำด้านหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ระดับโลกจากจีน สร้างปรากฏการณ์สะเทือนตลาดทุน หลังหุ้นพุ่งสูงขึ้นกว่า 600% ในการซื้อขายวันแรกที่ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ หลังระดมทุนจากการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก หรือ IPO ได้มากกว่า 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต ท่ามกลางศึกการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่ดุเดือดระหว่างสหรัฐฯ และจีน

หุ้นของ “ยูนิทรี โรโบติกส์” (Unitree Robotics) หรือบริษัท Yushu Technology ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหางโจวของจีน พุ่งขึ้นมากถึง 629% ในช่วงเปิดตลาดวันนี้ (19 ส.ค.) แตะระดับ 1,100 หยวน หลังระดมทุนจากการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก หรือ IPO ที่ 150.80 หยวนต่อหุ้น ก่อนลดช่วงบวกลงมาเคลื่อนไหวที่ราว 900 หยวน โดยบริษัทระดมทุนจากการ IPO ได้มากกว่า 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การเข้าจดทะเบียนในตลาด STAR Market ซึ่งเป็นตลาดหุ้นเทคโนโลยีของตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ และมักถูกเปรียบเทียบกับตลาด Nasdaq ของสหรัฐฯ ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของจีนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ และถือเป็นหมุดหมายสำคัญของความพยายามของรัฐบาลจีนในการผลักดันอุตสาหกรรมหุ่นยนต์

ยูนิทรีก่อตั้งขึ้นในปี 2016 และผลิตตั้งแต่เซ็นเซอร์ แขนกล หุ่นยนต์สี่ขา ไปจนถึงหุ่นยนต์รูปร่างคล้ายมนุษย์ โดยบริษัทส่งมอบหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากกว่า 5,500 ตัวในปีที่ผ่านมา และเป็นหนึ่งในบริษัทไม่กี่แห่งในอุตสาหกรรมที่สามารถทำกำไรได้ โดยมีกำไรสุทธิ 278 ล้านหยวนในปี 2025

บริษัทได้รับความสนใจอย่างมากจากการพัฒนาหุ่นยนต์ที่มีราคาต่ำกว่าคู่แข่งจากสหรัฐฯ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ของ Unitree ถูกใช้งานโดยทั้งนักวิชาการในจีนและบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ เช่น Nvidia, Google และ Amazon

เมื่อวันจันทร์ ยูนิทรีเปิดตัวหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่นใหม่ชื่อ “Superman” ซึ่งบริษัทระบุว่าสามารถกระโดดได้สูงถึง 2 เมตร และวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 12.66 เมตรต่อวินาที หากรักษาความเร็วได้ตลอดระยะ 100 เมตร จะเร็วกว่าสถิติโลกของยูเซน โบลต์ นักวิ่งชาวจาเมกา

ยูนิทรียังสร้างกระแสไปทั่วโลกจากการแสดงในงานกาลาเทศกาลตรุษจีนเมื่อปีที่แล้ว โดยหุ่นยนต์ของบริษัทสวมเสื้อกั๊กแบบจีน โชว์ตีลังกากลับหลัง แสดงกังฟู และกระโดดข้ามโต๊ะ ขณะที่ในปีนี้ หุ่นยนต์ของบริษัทเข้าร่วมการแข่งขัน World Humanoid Robot Games 2026 ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งมีการแข่งขันทั้งวิ่ง ฟุตบอล เปิดกล่อง และจัดเรียงหนังสือ

รัฐบาลจีนกำหนดให้อุตสาหกรรมหุ่นยนต์เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ และระบุว่าเมื่อปีที่ผ่านมา จีนมีบริษัทมากกว่า 140 แห่งที่เปิดตัวหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากกว่า 330 รุ่น การลงทุนจำนวนมหาศาลกำลังหลั่งไหลเข้าสู่เทคโนโลยีที่เรียกว่า Physical AI ซึ่งทำให้หุ่นยนต์สามารถเคลื่อนไหว รับรู้ และโต้ตอบกับโลกจริงได้ด้วยตัวเอง

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า หุ่นยนต์อาจช่วยรับมือกับปัญหาประชากรสูงวัยของจีนและการขาดแคลนแรงงานในอนาคต แต่การใช้งานหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในบ้านยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี เนื่องจากยังมีข้อจำกัดเรื่องอายุการใช้งานแบตเตอรี่ ความปลอดภัยของข้อมูล ความเป็นส่วนตัว และความน่าเชื่อถือ โดยในระยะแรก ตลาดสำคัญน่าจะเป็นโรงงาน โรงพยาบาล และภาคธุรกิจ

ยูนิทรียังมีจุดแข็งด้านราคา โดยหุ่นยนต์สุนัขของบริษัทเริ่มต้นประมาณ 2,700 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่หุ่นยนต์สี่ขา Spot ของ Boston Dynamics มีราคาประมาณ 70,000 ดอลลาร์ แม้ผู้เชี่ยวชาญจะย้ำว่าผลิตภัณฑ์ทั้งสองไม่ได้มีคุณสมบัติเทียบเท่ากันทั้งหมด

ความสำเร็จของยูนิทรีเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการจำกัดการนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และหุ่นยนต์สี่ขาที่ผลิตในจีน โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติและการปกป้องภาคการผลิตของสหรัฐฯ ขณะที่จีนกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าใช้ประเด็นความมั่นคงมาเป็นเครื่องมือทางการค้า

ยูนิทรีเองถูกสหรัฐฯ เพิ่มชื่อเข้าในรายชื่อบริษัทที่ถูกกล่าวหาว่าให้ความช่วยเหลือกองทัพจีนเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และมาตรการควบคุมดังกล่าวยิ่งทำให้อุตสาหกรรมหุ่นยนต์กลายเป็นอีกหนึ่งแนวรบสำคัญในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจ

นักวิเคราะห์มองว่า การเข้าตลาดหุ้นของยูนิทรี จะเป็นบททดสอบสำคัญต่อความต้องการลงทุนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ และอาจกลายเป็นมาตรวัดสำหรับบริษัทอื่น ๆ ที่กำลังเตรียมเข้าตลาด เช่น UBTech, Leju Robotics และ AgiBot

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ราคาหุ้นที่พุ่งแรงในวันแรกไม่ได้หมายความว่าอุตสาหกรรมจะประสบความสำเร็จในระยะยาว เพราะยังต้องพิสูจน์ว่าหุ่นยนต์สามารถนำไปใช้งานจริงในวงกว้างได้หรือไม่ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงจากบริษัทสหรัฐฯ เช่น Tesla, Amazon และ Boston Dynamics

การพุ่งขึ้นของหุ้นยูนิทรีจึงไม่เพียงสะท้อนความคึกคักของตลาดทุนจีน แต่ยังเป็นสัญญาณว่าการแข่งขันเพื่อครองความเป็นผู้นำด้าน หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ระยะใหม่ โดยผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่า ขณะนี้สหรัฐฯ อาจไม่ได้เป็นผู้นำด้านหุ่นยนต์อีกต่อไป และจีนกำลังเร่งขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญของตลาดโลกอย่างเต็มตัว.

ที่มา BBC / AFP

ทรัมป์สั่งเลื่อนเก็บภาษีแคนาดา 50% ชั่วคราว 3 วัน อ้างใกล้บรรลุข้อตกลงการค้า

ทรัมป์สั่งเลื่อนเก็บภาษีแคนาดา 50% ชั่วคราว 3 วัน อ้างใกล้บรรลุข้อตกลงการค้า

19 ส.ค. 2569 11:08 น.

ทรัมป์สั่งเลื่อนเก็บภาษีแคนาดา 50% ชั่วคราว 3 วัน อ้างใกล้บรรลุข้อตกลงการค้า

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเลื่อนการบังคับใช้ภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดา 50% ออกไป 3 วัน หลังสหรัฐฯ และแคนาดาเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าในช่วงโค้งสุดท้าย โดยนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายมีความคืบหน้าครั้งสำคัญ แม้ยังมีประเด็นที่ต้องเจรจาอีกมาก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศว่า ได้เลื่อนการบังคับใช้ภาษีนำเข้า 50% กับสินค้าจากแคนาดาหลายรายการออกไปเป็นเวลา 3 วัน จากเดิมที่กำหนดจะมีผลในเช้าวันพุธ โดยให้เหตุผลว่า สหรัฐฯ และแคนาดาใกล้บรรลุข้อตกลงการค้า และอยู่ระหว่างการจัดทำเอกสารขั้นสุดท้าย

ทรัมป์ระบุผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลว่า สหรัฐฯ ตกลงเลื่อนการจัดเก็บภาษี 50% สำหรับสินค้าจากแคนาดาออกไปจนถึงสิ้นวันที่ 21 สิงหาคม ขณะที่นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา ยืนยันว่า การเจรจามีความคืบหน้าอย่างมาก แต่ยังมีงานสำคัญที่ต้องดำเนินการต่อ

ภาษีดังกล่าวครอบคลุมสินค้าของแคนาดามูลค่าเกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์แคนาดา ตั้งแต่ไม้ฮอกกี้ ที่กดลิ้น เสื้อผ้า ไวน์ ผลิตภัณฑ์นม ปูนซีเมนต์ ไปจนถึงอุปกรณ์กีฬา และจะเป็นการเพิ่มขึ้นจากมาตรการภาษีที่สหรัฐฯ ใช้อยู่แล้วกับเหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ และไม้แปรรูปจากแคนาดา

การเลื่อนมาตรการเกิดขึ้นหลังทรัมป์และคาร์นีย์พูดคุยทางโทรศัพท์ 2 ครั้งในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ขณะที่ทีมเจรจาการค้าของทั้งสองประเทศเดินหน้าเจรจาอย่างเข้มข้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม โดยประเด็นสำคัญรวมถึงภาษีรถยนต์ของสหรัฐฯ และมาตรการของหลายรัฐในแคนาดาที่ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหรัฐฯ

รายงานระบุว่า สหรัฐฯ กำลังพิจารณาลดภาษีนำเข้ารถยนต์จากแคนาดาจาก 25% เหลือ 15% แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้ว่า รถยนต์ประเภทใดจะได้รับสิทธิ์ลดภาษี โดยสหรัฐฯ ต้องการให้จำกัดเฉพาะรถยนต์ที่มีชิ้นส่วนผลิตในอเมริกาในสัดส่วนสูง

ด้านแคนาดาต้องการให้สหรัฐฯ ยกเลิกหรือลดภาษีในภาคส่วนสำคัญ ขณะที่สหรัฐฯ เรียกร้องให้แคนาดายกเลิกภาษีตอบโต้รถยนต์อเมริกัน ปรับโควตานำเข้าผลิตภัณฑ์นมเพื่อเปิดทางให้ผู้ผลิตชีสของสหรัฐฯ และยกเลิกข้อห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหรัฐฯ ที่หลายจังหวัดของแคนาดาประกาศใช้เพื่อตอบโต้ภาษีของทรัมป์

ทรัมป์ยังระบุด้วยว่า ข้อตกลงการค้าใหม่อาจเปิดทางให้มีการรื้อฟื้นโครงการท่อส่งน้ำมัน Keystone XL ซึ่งจะเชื่อมรัฐอัลเบอร์ตาของแคนาดากับสหรัฐฯ และสามารถขนส่งน้ำมันได้ประมาณ 830,000 บาร์เรลต่อวัน โครงการดังกล่าวถูกคัดค้านจากกลุ่มสิ่งแวดล้อมและชนพื้นเมือง และถูกยกเลิกในสมัยรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ก่อนรัฐบาลโจ ไบเดนยืนยันการยกเลิกอีกครั้ง

ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาทวีความรุนแรงขึ้นนับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว โดยทรัมป์ผลักดันนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบการค้าเสรีระหว่างสองประเทศที่ดำเนินมายาวนาน

แคนาดาพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ อย่างมาก โดยสินค้าส่งออกของแคนาดาเกือบ 72% ในปีที่ผ่านมาเดินทางไปยังสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ ก็มีความเสี่ยงจากการขึ้นภาษีครั้งใหม่ เนื่องจากผู้นำเข้าสหรัฐฯ เป็นผู้ชำระภาษีและอาจผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่สูงขึ้น

หอการค้าสหรัฐฯ เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายเร่งบรรลุข้อตกลง โดยเตือนว่า ภาษีที่สูงขึ้นจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ เพิ่มค่าครองชีพให้ครัวเรือนอเมริกัน กระทบห่วงโซ่อุปทาน และเสี่ยงต่อการจ้างงานชาวอเมริกันราว 13 ล้านตำแหน่งที่พึ่งพาการค้าภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา หรือ USMCA

ทั้งนี้ ทรัมป์อาศัยมาตรา 338 ของกฎหมายภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ปี 1930 เป็นฐานทางกฎหมายในการขู่เรียกเก็บภาษีจากสินค้าบางรายการของแคนาดาสูงถึง 50% ซึ่งเป็นมาตราที่ไม่เคยถูกนำมาใช้มาก่อน และให้อำนาจประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีสินค้าจากประเทศที่ถูกกล่าวหาว่าเลือกปฏิบัติต่อธุรกิจของสหรัฐฯ ได้สูงสุด 50% โดยไม่จำเป็นต้องมีการสอบสวนก่อน

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ และแคนาดากำลังอยู่ระหว่างการทบทวนข้อตกลง USMCA ซึ่งเป็นกรอบการค้าหลักของอเมริกาเหนือ การขู่ใช้มาตรา 338 จึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลทรัมป์ในการกดดันแคนาดาให้ยอมรับเงื่อนไขเพิ่มเติมในการเจรจา

การเลื่อนภาษีครั้งล่าสุดจึงช่วยเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายมีเวลาอีก 3 วันในการเร่งหาข้อยุติ ก่อนที่มาตรการภาษี 50% จะถูกนำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ขณะที่ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศต่างจับตาการเจรจาอย่างใกล้ชิด เพราะเกรงว่าความขัดแย้งทางการค้าจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า ห่วงโซ่อุปทาน และเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศโดยรวม.

ที่มา BBC / CBS

ไฟไหม้โรงแรมอินเดีย เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ศพ คาดสาเหตุจากเครื่องปรับอากาศระเบิด

ไฟไหม้โรงแรมอินเดีย เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ศพ คาดสาเหตุจากเครื่องปรับอากาศระเบิด

19 ส.ค. 2569 10:53 น.

ไฟไหม้โรงแรมอินเดีย เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ศพ คาดสาเหตุจากเครื่องปรับอากาศระเบิด

เกิดเหตุไฟไหม้โรงแรมย่านใจกลางเมืองกัลกัตตา ของอินเดียช่วงเช้ามืด คร่าชีวิตชาวบังกลาเทศ 9 ศพ รวมเด็ก 1 คน เบื้องต้นคาดอาจเกิดจากเครื่องปรับอากาศระเบิด แต่ยังเร่งหาสาเหตุ

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 เกิดเหตุไฟไหม้โรงแรมแห่งหนึ่งบนถนนฟรีสคูล ใกล้ย่านนิวมาร์เก็ต ซึ่งเป็นย่านการค้าที่พลุกพล่านและมีประชากรหนาแน่นในเมืองกัลกัตตา รัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ศพ เมื่อช่วงเวลาประมาณ 02.00 น.

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระบุว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นชาวบังกลาเทศที่เดินทางมายังกัลกัตตาเพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาล โดยในจำนวนนี้มีเด็กอย่างน้อย 1 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดของผู้เสียชีวิตและประเมินความเสียหาย โดยเบื้องต้นมีรายงานว่า ต้นเพลิงอาจเกี่ยวข้องกับการระเบิดของเครื่องปรับอากาศ แต่ยังไม่สามารถยืนยันสาเหตุที่แน่ชัดได้ เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนหาสาเหตุของเพลิงไหม้

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ภารกิจสำคัญในขณะนี้คือการช่วยเหลือผู้ที่อาจยังติดอยู่ภายในอาคาร รวมถึงตรวจสอบต้นเหตุของเพลิงไหม้ หลังสามารถดับไฟได้แล้ว เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการฉีดน้ำหล่อเลี้ยงและตรวจสอบจุดต่างๆ เพื่อป้องกันไฟปะทุซ้ำ.

ที่มา AFP

สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ลดเวลาซ้อมรบร่วม หลังทรัมป์สั่งลดขนาด โวสัมพันธ์ดีกับคิม จองอึน

สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ลดเวลาซ้อมรบร่วม หลังทรัมป์สั่งลดขนาด โวสัมพันธ์ดีกับคิม จองอึน

19 ส.ค. 2569 10:12 น.

สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ลดเวลาซ้อมรบร่วม หลังทรัมป์สั่งลดขนาด โวสัมพันธ์ดีกับคิม จองอึน

สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ลดเวลาซ้อมรบร่วมประจำปี จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 27 เป็นวันที่ 21 สิงหาคม หลังทรัมป์สั่งลดขนาดการซ้อม และคุยโวอ้างถึงความสัมพันธ์อันดีของเขากับ คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ

กองทัพเกาหลีใต้เปิดเผยเมื่อวันพุธที่ 19 สิงหาคมว่า การซ้อมรบร่วมประจำปีระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ หรือ Ulchi Freedom Shield (UFS) จะสิ้นสุดเร็วกว่ากำหนดเกือบ 1 สัปดาห์ โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-21 สิงหาคม จากเดิมที่วางแผนไว้จนถึงวันที่ 27 สิงหาคม

การปรับลดระยะเวลาการซ้อมรบมีขึ้นหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งให้กระทรวงกลาโหมลดขนาดการฝึกซ้อมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพียงหนึ่งวันก่อนการฝึกเริ่มขึ้น

ทรัมป์ยังให้เหตุผลว่า เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับ คิม จองอึน และมองว่าการซ้อมรบซึ่งมีเป้าหมายเตรียมความพร้อมรับมือการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นจากเกาหลีเหนือ เป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นมิตรต่อประเทศที่แสดงความเคารพต่อเขา

ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวชื่นชมคิม จองอึน พร้อมวิจารณ์เกาหลีใต้ว่าไม่ได้ให้การสนับสนุนเขามากพอในสงครามกับอิหร่าน

ด้านเกาหลีเหนือออกมาวิพากษ์วิจารณ์การซ้อมรบในวันเดียวกัน โดยสื่อของรัฐบาลระบุว่า การฝึกซ้อมครั้งนี้ถือเป็น ภัยคุกคามที่เร่งด่วนและเปิดเผยที่สุดต่อเกาหลีเหนือ แม้ไม่ได้กล่าวถึงคำสั่งของทรัมป์ที่ให้ลดขนาดการซ้อมรบ หรือความต้องการกลับมาเจรจากับคิม จองอึนของผู้นำสหรัฐฯ

สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ KCNA ยังเผยแพร่บทความโจมตีการฝึกซ้อม โดยย้ำจุดยืนเดิมของเกาหลีเหนือว่า การซ้อมรบของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้เป็นเสมือนการซ้อมเพื่อเตรียมบุกเกาหลีเหนือ และเป็นภัยต่อความมั่นคงในภูมิภาค

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ระบุเมื่อวันจันทร์ว่า คิม จองอึน ได้ตอบรับความพยายามของเขาในการเปิดช่องทางติดต่อ แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าทั้งสองฝ่ายมีการสื่อสารกันในประเด็นใด

สำหรับการซ้อมรบ UFS ถือเป็นการฝึกร่วมทางทหารครั้งสำคัญของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ โดยเกาหลีเหนือคัดค้านมาอย่างต่อเนื่อง และมองว่าเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการรุกราน ขณะที่สหรัฐฯ และเกาหลีใต้ยืนยันว่าการฝึกซ้อมมีเป้าหมายเพื่อเสริมความพร้อมในการป้องกันประเทศ

ปัจจุบันสหรัฐฯ มีกำลังทหารประจำการในเกาหลีใต้ประมาณ 28,500 นาย เพื่อสนับสนุนการป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากสงครามเกาหลีระหว่างปี 1950-1953 ที่สิ้นสุดลงด้วยข้อตกลงสงบศึก แต่ทั้งสองเกาหลียังไม่ได้ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพอย่างเป็นทางการ.

ที่มา : channelnewsasia

เกาหลีเหนือขู่ใช้สิทธิป้องกันตนเอง แม้ทรัมป์สั่งลดซ้อมรบสหรัฐฯ-เกาหลีใต้

เกาหลีเหนือขู่ใช้สิทธิป้องกันตนเอง แม้ทรัมป์สั่งลดซ้อมรบสหรัฐฯ-เกาหลีใต้

19 ส.ค. 2569 09:57 น.

เกาหลีเหนือขู่ใช้สิทธิป้องกันตนเอง แม้ทรัมป์สั่งลดซ้อมรบสหรัฐฯ-เกาหลีใต้

เกาหลีเหนือประณามการซ้อมรบสหรัฐฯ-เกาหลีใต้ พร้อมขู่ใช้มาตรการป้องกันตนเองเพื่อรับมือภัยคุกคาม แม้ “โดนัลด์ ทรัมป์” สั่งลดการซ้อมรบร่วมลง

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี รายงานว่า เกาหลีเหนือยังคงประณามการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เพิ่งสั่งให้ลดขนาดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ลง โดยเกาหลีเหนือโจมตีการซ้อมรบ “อุลชี ฟรีดอม ชิลด์” (Ulchi Freedom Shield-UFS) ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม และมีกำหนดจัดต่อเนื่อง 11 วัน พร้อมระบุว่า เกาหลีเหนือจะใช้สิทธิ์ป้องกันตนเองต่อไปจนกว่าประเทศคู่ขัดแย้งจะล้มเลิก ความต้องการเอาชนะผู้อื่นด้วยกำลัง พร้อมเตือนว่าการซ้อมรบทางทหารเพื่อรุกรานบนคาบสมุทรเกาหลีและในภูมิภาคจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ฝ่ายศัตรูต้องการได้

อย่างไรก็ตาม รายงานของ KCNA ไม่ได้กล่าวถึงคำสั่งล่าสุดของทรัมป์ที่ให้ลดการซ้อมรบร่วม ซึ่งถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นท่าทีประนีประนอมที่อาจช่วยเปิดทางให้การเจรจากับเกาหลีเหนือกลับมาอีกครั้ง ในทางกลับกัน เกาหลีเหนือยังคงวิจารณ์การซ้อมรบอย่างหนัก พร้อมกล่าวหาว่าการฝึกมีเป้าหมายสร้างความได้เปรียบเหนือโครงสร้างความมั่นคงในภูมิภาค

เกาหลีเหนือย้ำอีกครั้งว่า การซ้อมรบทางทหารทั้งหมดของฝ่ายศัตรูบนคาบสมุทรเกาหลีและในภูมิภาคจะไม่สามารถบรรลุผลตามที่ฝ่ายจัดการฝึกต้องการได้ พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าใช้มาตรการป้องกันตนเองเพื่อรับมือภัยคุกคามทางทหารต่อไป.

ที่มา Yonhap

ปูตินพบ “มิน อ่อง หล่าย” เดินหน้ากระชับสัมพันธ์ รัสเซียหนุนพลังงาน-ทหารเมียนมา

ปูตินพบ “มิน อ่อง หล่าย” เดินหน้ากระชับสัมพันธ์ รัสเซียหนุนพลังงาน-ทหารเมียนมา

19 ส.ค. 2569 09:31 น.

ปูตินพบ “มิน อ่อง หล่าย” เดินหน้ากระชับสัมพันธ์ รัสเซียหนุนพลังงาน-ทหารเมียนมา

ปูติน เปิดทำเนียบต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” หารือกระชับสัมพันธ์รัสเซีย-เมียนมา เดินหน้าความร่วมมือพลังงาน กลาโหม ความมั่นคง และเศรษฐกิจ ท่ามกลางชาติตะวันตกคว่ำบาตรรัฐบาลทหาร

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ให้การต้อนรับ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งเดินทางเยือนรัสเซียเพื่อหารือแนวทางขยายความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลเมียนมาในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับนานาชาติ

ในการเปิดการหารือที่กรุงมอสโก ปูตินระบุว่า รัสเซียและเมียนมามีความร่วมมือกันทั้งด้านนโยบายต่างประเทศและความมั่นคง รวมถึงการพัฒนาโครงการด้านเศรษฐกิจร่วมกัน โดยมีพลังงานเป็นหนึ่งในสาขาความร่วมมือสำคัญ ขณะเดียวกันทั้งสองประเทศยังจัดการซ้อมรบร่วมทางทหาร และอยู่ระหว่างผลักดันแผนให้รัสเซียเข้าไปพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในเมียนมา ทั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ท่าเรือ โรงกลั่นน้ำมัน และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ

ด้านมิน อ่อง หล่าย กล่าวขอบคุณปูตินสำหรับการสนับสนุนทางการเมือง พร้อมย้ำว่าเมียนมายังคงเป็นหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ของรัสเซีย โดยระบุว่า ทั้งสองฝ่ายหารือความร่วมมือหลายด้าน ทั้งกลาโหม การท่องเที่ยว ความมั่นคง การเกษตร สาธารณสุข และสาขาอื่นๆ

ทั้งนี้ รัสเซียและจีนถือเป็นสองประเทศมหาอำนาจที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมาอย่างสำคัญ โดยรัสเซียยังเป็นผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่ให้เมียนมา โดยการเยือนครั้งนี้ถือเป็นการเดินทางเยือนรัสเซียครั้งที่ 7 ของมิน อ่อง หล่าย โดยก่อนหน้านี้เขาเคยพบกับปูตินนอกรอบการประชุมเวิลด์ อะตอมิก วีก ที่กรุงมอสโก เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ขณะที่ปูตินยังไม่เคยเดินทางเยือนเมียนมา.

ระเบิดสนั่นโรงงานรีไซเคิลในโอไฮโอ ไฟลุกท่วม เสียชีวิต 2 ราย

ระเบิดสนั่นโรงงานรีไซเคิลในโอไฮโอ ไฟลุกท่วม เสียชีวิต 2 ราย

19 ส.ค. 2569 09:23 น.

ระเบิดสนั่นโรงงานรีไซเคิลในโอไฮโอ ไฟลุกท่วม เสียชีวิต 2 ราย

เกิดเหตุระเบิด 2 ครั้งภายในโรงงานอุตสาหกรรมรีไซเคิลในรัฐโอไฮโอของสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ และมีผู้เสียชีวิต 2 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ภายในอาคาร

เหตุเกิดขึ้นช่วงเช้ามืดวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น ที่โรงงานของบริษัท Brent Industries ในเมืองโตเลโด รัฐโอไฮโอ ภาพข่าวทางโทรทัศน์เผยให้เห็นเปลวเพลิงและกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งออกจากอาคาร โดยมีรถดับเพลิงจำนวนมากเข้าปฏิบัติการในพื้นที่

นางอัลลิสัน อาร์มสตรอง หัวหน้าหน่วยดับเพลิงเมืองโตเลโดเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่พบร่างพนักงาน 2 คน เป็นชาย 1 คน และหญิง 1 คน ภายในอาคารที่ยังคงมีความร้อนและควัน หลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เกิดเหตุ

นอกจากนี้ ยังมีพนักงานอีกประมาณ 2-3 คนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

อาร์มสตรองระบุว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้น 2 ครั้ง ก่อนเวลา 05.00 น.ไม่นาน ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนกะทำงาน เจ้าหน้าที่ต้องรับมือกับวัตถุอันตราย น้ำปนเปื้อนจากการดับเพลิง รวมถึงความเสี่ยงที่จะเกิดระเบิดซ้ำ ขณะปฏิบัติการค้นหาผู้สูญหายและตรวจสอบจำนวนพนักงานภายในโรงงาน

ด้านเจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมได้ติดตั้งเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่ และระบุว่ายังไม่พบภัยคุกคามจากสารอันตรายในอากาศ

ด้านนายดีมีเทรียส แลงสตัน ซึ่งอยู่ห่างจากโรงงานประมาณ 0.8 กิโลเมตรเล่าว่า เขารู้สึกได้ถึงแรงระเบิด จึงวิ่งออกมานอกบ้านพร้อมโทรศัพท์มือถือและสามารถบันทึกภาพกลุ่มควันขนาดใหญ่ที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืน

เขาเล่าว่าแรงสั่นสะเทือนจากระเบิดกระจายไปตามถนน ก่อนที่จะเกิดเสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง จนสามารถรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนได้อย่างชัดเจน

หัวหน้าหน่วยดับเพลิงเมืองโตเลโดยังระบุว่า เมื่อช่วงบ่ายวันอังคาร ไฟยังคงลุกไหม้อยู่บางส่วน และในเบื้องต้น ยังไม่มีข้อมูลที่ชี้ชัดถึงสาเหตุของการระเบิด เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าว.

ที่มา : NBCnews

NASA เผยภาพหลุมบนดวงจันทร์ หลังชิ้นส่วนจรวด SpaceX ตกกระแทก

NASA เผยภาพหลุมบนดวงจันทร์ หลังชิ้นส่วนจรวด SpaceX ตกกระแทก

19 ส.ค. 2569 09:06 น.

NASA เผยภาพหลุมบนดวงจันทร์ หลังชิ้นส่วนจรวด SpaceX ตกกระแทก

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NASA เผยภาพชุดใหม่ของหลุมบนพื้นผิวดวงจันทร์ ซึ่งเกิดจากชิ้นส่วนจรวดของ SpaceX ตกกระแทก หลังลอยอยู่ในอวกาศนานกว่าหนึ่งปี

ภาพดังกล่าวถ่ายโดยยานสำรวจดวงจันทร์ Lunar Reconnaissance Orbiter หรือ LRO และถือเป็นภาพที่มีความคมชัดที่สุดของจุดเกิดเหตุ โดย NASA เปิดเผยภาพเปรียบเทียบก่อนและหลังการชนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม เมื่อชิ้นส่วนจรวดส่วนบนของ Falcon ซึ่งหลงเหลืออยู่ในอวกาศหลังเสร็จสิ้นภารกิจ พุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์ด้วยความเร็วประมาณ 5,400 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 8,700 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หลังลอยอยู่ในอวกาศมานานกว่า 1 ปี

ชิ้นส่วนจรวดดังกล่าวเคยใช้ปล่อยยานลงจอดบนดวงจันทร์ของบริษัทเอกชน 2 ลำ พร้อมอุปกรณ์ทดลองและรถสำรวจขนาดเล็ก เมื่อปี 2025 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามส่งเสริมภารกิจสำรวจดวงจันทร์โดยภาคเอกชน

นักวิทยาศาสตร์ประเมินจากภาพของยาน LRO ว่า แรงกระแทกทำให้เกิดหลุมขนาดประมาณ 18 เมตร และลึกไม่ถึง 3 เมตร

นอกจากนี้ ยังเห็นริ้วสีเข้มและสีสว่างแผ่ออกจากหลุมคล้ายปีกผีเสื้อ โดยริ้วสีเข้มเป็นวัสดุจากพื้นผิวที่ถูกแรงกระแทกขุดขึ้นมา ส่วนริ้วสีสว่างเป็นหินและดินจากชั้นที่อยู่ลึกลงไป ซึ่งถูกเหวี่ยงขึ้นมาบนพื้นผิว

ยาน LRO สามารถถ่ายภาพบริเวณดังกล่าวได้ประมาณ 1 สัปดาห์หลังเกิดเหตุ จากความสูงราว 96 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวดวงจันทร์ โดยทีมควบคุมภาคพื้นดินต้องปรับทิศทางยาน เพื่อให้กล้องหันไปยังจุดที่เกิดการชน

ก่อนหน้านี้ ยานสำรวจดวงจันทร์ Danuri ของเกาหลีใต้ เป็นยานลำแรกที่สามารถบันทึกภาพบริเวณหลุมดังกล่าวได้

สำหรับ LRO โคจรรอบดวงจันทร์มาตั้งแต่ปี 2009 และทำหน้าที่สำรวจพื้นผิวดวงจันทร์ เพื่อสนับสนุนภารกิจของ NASA ในการส่งนักบินอวกาศกลับไปยังดวงจันทร์อีกครั้ง.

ที่มา : AP

เกิดแผ่นดินไหว 5.9 เขย่าชิงไห่ของจีน จนท.ตรวจสอบผลกระทบในพื้นที่ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

เกิดแผ่นดินไหว 5.9 เขย่าชิงไห่ของจีน จนท.ตรวจสอบผลกระทบในพื้นที่ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

19 ส.ค. 2569 08:54 น.

เกิดแผ่นดินไหว 5.9 เขย่าชิงไห่ของจีน จนท.ตรวจสอบผลกระทบในพื้นที่ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.9 เขย่ามณฑลชิงไห่ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ช่วงเช้ามืด แรงสั่งสะเทือนที่ความลึก 10 กม. เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบผลกระทบในพื้นที่ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.9 ในเขตปกครองตนเองไห่ซี มณฑลชิงไห่ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เมื่อเวลา 05.36 น. ตามเวลาท้องถิ่น โโยแรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นที่ระดับความลึกประมาณ 10 กิโลเมตร ขณะที่ศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ที่พิกัดละติจูด 37.81 องศาเหนือ และลองจิจูด 95.63 องศาตะวันออก

ทางด้านศูนย์เครือข่ายแผ่นดินไหวจีน (China Earthquake Networks Center-CENC) รายงานว่าแผ่นดินไหวอยู่ที่ขนาด 5.6 ขณะที่สื่อท้องถิ่นของจีนรายงานว่า เบื้องต้นยังไม่มีตัวเลขผู้เสียชีวิต หรือความเสียหายรุนแรงจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์และตรวจสอบผลกระทบในพื้นที่.

ที่มา AFP / Global Times

อัยการกล่าวหา Meta มอมเมาเด็ก หลอกลวงสาธารณชน

อัยการกล่าวหา Meta มอมเมาเด็ก หลอกลวงสาธารณชน

19 ส.ค. 2569 06:46 น.

อัยการกล่าวหา Meta มอมเมาเด็ก หลอกลวงสาธารณชน

การพิจารณาคดีบริษัท Meta ที่ถูกฟ้องร้องโดย 29 รัฐในสหรัฐฯ เริ่มขึ้นแล้ว โดยอัยการกล่าวหาบริษัทนี้ว่า จงใจทำให้เด็กติดใช้งาน ซึ่งทำให้เกิดภาวะเสพติดโซเชียลมีเดีย

การพิจารณาคดีครั้งใหญ่ที่สุดของ Meta เริ่มต้นขึ้นแล้วเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (18 ส.ค. 2569) ที่ศาลในเมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีคณะลูกขุนร่วมรับฟังการเบิกความของฝ่ายอัยการจากหลายรัฐในสหรัฐฯ และทีมทนายความของ Meta ซึ่งถูกฟ้องร้องโดย 29 รัฐจาก 50 รัฐ ทั่วสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2566

กลุ่มรัฐผู้ฟ้องอ้างว่า Meta ละเมิดกฎหมายความเป็นส่วนตัวของเด็ก และเรียกร้องค่าเสียหายหลายพันล้านดอลลาร์ พร้อมกดดันให้ Meta ปรับเปลี่ยนระบบของ Instagram และ Facebook เช่น การยกเลิกจำนวนยอดไลก์ (Likes) และระบบฟีดแบบเลื่อนไม่สิ้นสุด (Infinite Scroll)

ฝ่ายอัยการซึ่งนำโดย เมแกน โอนีล กล่าวหาว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของ Meta ทำให้เด็กติดใช้งานและส่งผลต่อสุขภาพจิต และ Meta รู้ดีว่าแพลตฟอร์มของตนส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของวัยรุ่น โดยยกเอกสารภายในที่ระบุว่า “วัยรุ่น 1 ใน 5 คนรู้สึกแย่ลงเพราะ Instagram” และเอกสารวิจัยที่ระบุว่า “ฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มเวลาการใช้งาน ขัดแย้งกับสุขภาวะที่ดีโดยสิ้นเชิง”

นอกจากนั้น ฝ่ายอัยการยังกล่าวหาอีกว่า Meta มีโมเดลธุรกิจคือ “ดึงดูดเด็ก ให้เล่นนานที่สุด ดึงข้อมูล และปกปิดความจริง” โดยเลือกผลกำไรมากกว่าความปลอดภัยของเด็ก

ส่วนฝ่าย Meta นำโดยทนายความ พอล ชมิดต์ โต้แย้งโดยยกข้อมูลจากเอกสารเดียวกัน โดยระบุว่า ในเอกสารนั้นมีข้อมูลที่ระบุด้วยว่า 41% ของวัยรุ่นรู้สึกดีขึ้น และอีก 41% ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ พร้อมชี้ว่าอัยการมองข้ามกลุ่มวัยรุ่นจำนวนมากที่มีประสบการณ์ที่ดีจากการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ของ Meta

ฝ่ายอัยการยังโจมตี Meta เรื่องไม่ควบคุมการใช้งานของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี โดยอ้างว่า Meta มีผู้ใช้งานอายุ 11–12 ปีจำนวน “หลายล้านคน” บน Instagram แต่กลับดำเนินการเพียงเล็กน้อยเพื่อขัดขวางไม่ให้เด็กกลุ่มนี้เข้ามาใช้งาน

อย่างไรก็ตาม ฝ่าย Meta โต้แย้งว่า พวกเขาพบผู้ใช้งานกลุ่มนี้เพียงแค่ประมาณ 100,000 กว่าคนเท่านั้น พร้อมชี้ว่ากฎหมายความเป็นส่วนตัว (ที่ Meta ถูกกล่าวหาว่าละเมิด) คือสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้บริษัทสามารถจัดเก็บและใช้ข้อมูลเพื่อยืนยันอายุของผู้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนประเด็นเรื่อง “ภาวะเสพติดโซเชียลมีเดีย” ฝ่าย Meta ยืนยันจุดยืนเดิมว่า ภาวะเสพติดโซเชียลมีเดีย “ไม่มีอยู่จริงในทางวิทยาศาสตร์” และแพลตฟอร์มไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนเสพติด อย่างไรก็ตาม Meta ยอมรับว่าผู้ใช้บางคนอาจมีปัญหากับการกำกับดูแลเวลาเล่น และบริษัทก็ได้พัฒนาเครื่องมือออกมาช่วยแก้ไขปัญหาแล้ว

ทั้งนี้ การพิจารณาคดีจะดำเนินไปอีกหลายครั้งตลอดช่วง 6 สัปดาห์ข้างหน้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc