ทรัมป์โว ปิดดีลการค้ากับอินเดีย ลดภาษีแลกเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย

ทรัมป์โว ปิดดีลการค้ากับอินเดีย ลดภาษีแลกเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย

3 ก.พ. 2569 04:17 น.

ทรัมป์โว ปิดดีลการค้ากับอินเดีย ลดภาษีแลกเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศบรรลุข้อตกลงการค้ากับอินเดีย โดยสหรัฐฯ จะลดกำแพงภาษีที่เก็บจากสินค้าอินเดียเหลือ 18% ขณะที่ฝ่ายอินเดียสัญญาจะหยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย และซื้อสินค้าสหรัฐฯ มากขึ้น

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 ก.พ. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี ประกาศผ่าน Truth Social ว่า สหรัฐฯ และอินเดียได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าแล้ว และจะเริ่มดำเนินการลดภาษีศุลกากรระหว่างกันในทันที หลังจากการเจรจาระหว่างทั้งสองประเทศยืดเยื้อมานานหลายเดือน

นายทรัมป์ระบุว่า นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ยังได้ตกลงที่จะซื้อสินค้าจากอเมริกา “ในระดับที่สูงขึ้นมาก” และให้คำมั่นที่จะ “หยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย และจะหันมาซื้อจากสหรัฐฯ รวมถึงอาจจะซื้อจากเวเนซุเอลาเพิ่มมากขึ้น”

ประกาศของนายทรัมป์ระบุว่า “ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีโมดีแห่งอินเดียเมื่อเช้านี้ ท่านเป็นหนึ่งในมิตรสหายที่ดีที่สุดของผม และเป็นผู้นำที่ทรงอำนาจและได้รับความเคารพนับถือจากประเทศของท่าน เราได้พูดคุยกันในหลายเรื่อง รวมถึงเรื่องการค้า และการยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน”

“ท่านตกลงที่จะหยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย และจะซื้อจากสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้น รวมถึงอาจจะซื้อจากเวเนซุเอลาด้วย สิ่งนี้จะช่วยยุติสงครามในยูเครนที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ซึ่งทำให้ผู้คนต้องล้มตายหลายพันคนในทุกๆ สัปดาห์!”

“ด้วยมิตรภาพและความเคารพที่มีต่อนายกรัฐมนตรีโมดี และตามคำขอของท่าน เราได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และอินเดีย โดยมีผลทันที ซึ่งสหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีต่างตอบแทนในอัตราที่ลดลง โดยลดจาก 25% เหลือ 18% ในขณะเดียวกัน ทางอินเดียก็จะดำเนินการลดภาษีศุลกากรและมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีต่อสหรัฐฯ ให้เหลือศูนย์ด้วย”

“นอกจากนี้ ท่านนายกรัฐมนตรียังให้คำมั่นว่าจะ ‘ซื้อสินค้าอเมริกัน’ ในระดับที่สูงขึ้นมาก นอกเหนือจากการซื้อพลังงาน เทคโนโลยี เกษตรกรรม ถ่านหิน และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ ความสัมพันธ์อันยอดเยี่ยมของเรากับอินเดียจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นต่อไปในอนาคต นายกรัฐมนตรีโมดีและผมคือคนสองคนที่ ‘ลงมือทำจริงจนสำเร็จ’ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้จากคนส่วนใหญ่ ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้!”

ด้านนายโมดีก็ยืนยันเรื่องการลดอัตราภาษีด้วยการโพสต์ข้อความผ่าน X ระบุว่า “ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ผลิตภัณฑ์ ‘Made in India’ จะได้รับสิทธิประโยชน์จากการลดภาษีเหลือ 18% ในนามของประชาชนอินเดีย 1.4 พันล้านคน ขอขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์อย่างสูงสำหรับการประกาศที่ยอดเยี่ยมในครั้งนี้”

“เมื่อสองประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่และประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลกทำงานร่วมกัน ย่อมส่งผลดีต่อประชาชนของเราและปลดล็อกโอกาสอันมหาศาลสำหรับความร่วมมือที่เกิดประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย”

“ความเป็นผู้นำของประธานาธิบดีทรัมป์นั้นสำคัญอย่างยิ่งต่อสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่งคั่งของโลก อินเดียสนับสนุนความพยายามในการสร้างสันติภาพของเขาอย่างเต็มที่ ผมตั้งใจที่จะทำงานร่วมกับเขาอย่างใกล้ชิดเพื่อนำพาความเป็นหุ้นส่วนของเราไปสู่ระดับที่สูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน” ข้อความของนายโมดีระบุ

อนึ่ง ประกาศของนายทรัมป์เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่อินเดียได้บรรลุข้อตกลงการค้าเสรีครั้งสำคัญกับสหภาพยุโรป ซึ่งโมดีได้ยกย่องว่าเป็น “มารดาของข้อตกลงทั้งปวง”

นักวิเคราะห์บางส่วนคาดการณ์ว่า ความคืบหน้าระหว่างยุโรปและอินเดียอาจเป็นตัว “จุดชนวน” ให้ทั้งนิวเดลีและวอชิงตันเร่งผลักดันข้อตกลงทวิภาคีระหว่างกันให้เร็วขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnbc

อินเดียกลุ้ม งูกัดคนตายปีละ 50,000 ศพ เร่งหามาตรการรับมือ

อินเดียกลุ้ม งูกัดคนตายปีละ 50,000 ศพ เร่งหามาตรการรับมือ

3 ก.พ. 2569 03:48 น.

อินเดียกลุ้ม งูกัดคนตายปีละ 50,000 ศพ เร่งหามาตรการรับมือ

อินเดียกำลังหาวิธีแก้วิกฤตงูกัด ซึ่งคร่าชีวิตคนปีละหลายหมื่นราย ชี้ปัญหาขาดแคลนเซรุ่ม, บุคลากรไม่พร้อม และการเข้าถึงสาธารณสุขในชนบทไม่เพียงพอ

สำนักข่าว BBC รายงานเมื่อ 1 ก.พ. 2026 อ้างข้อมูลจากรัฐบาลกลางอินเดียระบุว่า มีชาวอินเดียประมาณ 50,000 คนเสียชีวิตจากงูกัดในแต่ละปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตจากงูกัดทั่วโลก ขณะที่ผลการศึกษาในปี 2020 ประเมินว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจสูงกว่านั้น โดยระหว่างปี 2000 ถึง 2019 อินเดียอาจมีผู้เสียชีวิตจากงูกัดสูงถึง 1.2 ล้านคน หรือเฉลี่ย 58,000 คนต่อปี

ล่าสุด รายงานฉบับใหม่จาก หน่วยงานเฉพาะกิจเพื่อลดการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากงูกัดทั่วโลก (GST) พบว่า 99% ของบุคลากรทางการแพทย์ในอินเดียเผชิญกับอุปสรรคในการใช้เซรุ่มแก้พิษงู

นักวิจัยทำการสำรวจบุคลากรทางการแพทย์ 904 คนในอินเดีย บราซิล อินโดนีเซีย และไนจีเรีย ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากงูกัดมากที่สุด และพบอุปสรรคที่คล้ายคลึงกัน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานที่ย่ำแย่ การเข้าถึงเซรุ่มที่จำกัด และการขาดการฝึกอบรมที่เพียงพอ

บุคลากรทางการแพทย์เกือบครึ่งหนึ่งรายงานว่า ความล่าช้าในการรักษาได้นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงในผู้ป่วย ซึ่งรวมถึงการต้องตัดแขนขา การผ่าตัด หรือปัญหาด้านการเคลื่อนไหวตลอดชีวิต

ในปี 2017 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้การได้รับพิษจากงูกัดเป็น “โรคเขตร้อนที่ถูกละเลยซึ่งมีความสำคัญสูงสุด” เนื่องจากมีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงมาก โดย WHO ประมาณการว่าในแต่ละปีมีผู้คนทั่วโลกถูกงูกัดราว 5.4 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100,000 คนต่อปี

นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลกยังระบุว่า ปัญหางูกัดส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชุมชนชนบทที่ยากจนในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงอย่างไม่สมดุลเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น

ดร. โยเกช เจน สมาชิกของ GST และแพทย์ผู้ปฏิบัติงานในรัฐฉัตตีสครห์ ทางตอนกลางของอินเดียกล่าวว่า ในอินเดีย พื้นที่ที่มีรายงานการเสียชีวิตและบาดเจ็บมากที่สุดคือภูมิภาคตอนกลางและตะวันออกของประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ทำงานในฟาร์ม และชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยากจน

ในปี 2024 อินเดียได้เปิดตัว แผนปฏิบัติการระดับชาติเพื่อการป้องกันและควบคุมการได้รับพิษจากงูกัด (NAPSE) โดยมีเป้าหมายเพื่อ ลดอัตราการเสียชีวิตจากงูกัดลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2030 แผนดังกล่าวให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังที่ดีขึ้น การปรับปรุงการจัดหาเซรุ่มและงานวิจัย การเพิ่มขีดความสามารถทางการแพทย์ และการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชน

บรรดาผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่านี่คือก้าวที่มาถูกทางแล้ว แต่การนำไปปฏิบัติจริงยังคงขาดความต่อเนื่อง

“ในอินเดีย ปัญหางูกัดถูกมองว่าเป็นปัญหาของคนจน” ดร. เจนกล่าว “นั่นคือสาเหตุที่ไม่มีแรงผลักดันหรือการดำเนินการที่มากพอต่อการเสียชีวิตที่จริงๆ แล้วสามารถป้องกันได้โดยสิ้นเชิงเหล่านี้ เมื่อพูดถึงการรักษางูกัด ทุกวินาทีมีค่าเสมอ”

อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าในการเข้าถึงสถานพยาบาลเป็นเรื่องปกติในพื้นที่ชนบทของอินเดีย เนื่องจากถนนหนทางที่ย่ำแย่ โรงพยาบาลที่อยู่ห่างไกล และการขาดแคลนบริการรถพยาบาล ทำให้ไม่สามารถรักษาได้ทันท่วงที

ดร. เจน กล่าวว่า ปัจจุบันบางรัฐกำลังพยายามเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษา โดยการสำรองเซรุ่มแก้พิษงูไว้ในศูนย์สุขภาพระดับปฐมภูมิและศูนย์สุขภาพชุมชน แต่การฉีดเซรุ่มให้ถูกต้องยังคงเป็นความท้าทายหลัก เนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการฝึกฝนมาโดยเฉพาะ และพวกเขากลัวที่จะให้เซรุ่ม เพราะบางครั้งผู้ป่วยอาจเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงได้

“การให้เซรุ่มต้องผสมกับน้ำเกลือและฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำต่อเนื่องนานกว่าหนึ่งชั่วโมง แต่ศูนย์สุขภาพหลายแห่งไม่มีอุปกรณ์เพียงพอที่จะรับมือกับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น” ดร. เจนอธิบาย

เขากล่าวเสริมว่า อีกปัญหาหนึ่งคือผู้คนจำนวนมากในชนบทของอินเดียยังคงพึ่งพาผู้มีวิชาอาคมหรือการรักษาตามความเชื่อในท้องถิ่น และจะตัดสินใจไปโรงพยาบาลก็ต่อเมื่ออาการทรุดหนักลงแล้วเท่านั้น ซึ่งบ่อยครั้งก็นำไปสู่การเสียชีวิต

อุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่งคือการจัดหาเซรุ่มแก้พิษงูที่มีคุณภาพสูง

นายเจอร์รี มาร์ติน ผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร The Liana Trust ซึ่งทำงานเพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างคนกับงูในรัฐกรรณาฏะกะ กล่าวว่า ปัจจุบันอินเดียมีเซรุ่มที่สามารถป้องกันพิษของงู “4 สายพันธุ์หลัก” เท่านั้น ได้แก่ งูเห่าอินเดีย, งูทับสมิงคลา, งูแมวเซาอินเดีย และงูเกล็ดเลื่อย ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์งูกัดส่วนใหญ่

แต่ยังมีงูพิษอีกหลายสิบชนิดที่อินเดียยังไม่มีเซรุ่มที่ผลิตมาเพื่อแก้พิษโดยเฉพาะ ซึ่งรวมถึง งูเขียวหางไหม้ ที่พบมากในรัฐหิมาจัลประเทศทางตอนเหนือ, งูแมวเซามาลาบาร์, งูจมูกโหนก ที่พบในรัฐทางตอนใต้ รวมถึงสายพันธุ์อื่นๆ อีกมากมายในรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือ

ผลการศึกษาจากสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์อินเดีย (AIIMS) ในเมืองโชธปุระ รัฐราชสถาน เมื่อปีที่แล้ว ได้ตอกย้ำถึงปัญหานี้ โดยพบว่ามีการนำเซรุ่มที่ใช้รักษาพิษงูเกล็ดเลื่อยไปใช้กับผู้ป่วยถูกงูกัด 105 ราย ในกรณีที่ไม่ทราบชนิดงูชัดเจน ปรากฏว่า 2 ใน 3 ของผู้ป่วยมีการตอบสนองต่อการรักษาที่ไม่ดีนัก

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา องค์กร The Liana Trust ได้ทำการศึกษาพิษจากงูสายพันธุ์อื่น ๆ นอกเหนือจากกลุ่ม “4 สายพันธุ์หลัก” เพื่อพัฒนาเซรุ่มแก้พิษ แต่มาร์ตินกล่าวว่าความคืบหน้าเป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากกระบวนการนี้ต้องใช้ทั้งแรงงานคนและเวลาเป็นอย่างมาก

เขาเรียกร้องให้รัฐอื่น ๆ เจริญรอยตามคำสั่งในปี 2024 ของรัฐบาลรัฐกรรณาฏกะ ที่กำหนดให้การถูกงูกัดเป็น “โรคที่ต้องแจ้งความ” ซึ่งบีบให้บุคลากรทางการแพทย์ต้องรายงานเหตุการณ์ต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อแก้ปัญหาการรายงานข้อมูลที่ต่ำกว่าความเป็นจริง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ลูกชายมกุฎราชกุมารีนอร์เวย์ ถูกจับกุมครั้งที่ 4 ก่อนขึ้นศาลคดีข่มขืน

ลูกชายมกุฎราชกุมารีนอร์เวย์ ถูกจับกุมครั้งที่ 4 ก่อนขึ้นศาลคดีข่มขืน

3 ก.พ. 2569 02:19 น.

ลูกชายมกุฎราชกุมารีนอร์เวย์ ถูกจับกุมครั้งที่ 4 ก่อนขึ้นศาลคดีข่มขืน

มาริอุส บอร์ก ฮอยบี ลูกชายของเจ้าหญิงเมตเต-มาริต มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ ถูกตำรวจจับกุมเป็นครั้งที่ 4 ก่อนที่เขาจะต้องขึ้นศาลคดีข่มขืนและยาเสพติด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 ก.พ. 2569 ว่า มาริอุส บอร์ก ฮอยบี ลูกชายของเจ้าหญิงเมตเต-มาริต มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ ถูกตำรวจจับกุมในข้อหาต้องสงสัยว่าทำร้ายร่างกาย ก่อนที่เขาจะต้องขึ้นศาลในกรุงออสโลในวันอังคารนี้ (3 ก.พ.) เพื่อรับฟังข้อหาทั้งหมด 38 กระทง ซึ่งรวมถึงการข่มขืนสตรี 4 ราย

ตำรวจระบุว่า การจับกุมตัวดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยข้อกล่าวหาล่าสุดของนายฮอยบีเกี่ยวข้องกับการใช้มีดเป็นอาวุธและละเมิดคำสั่งห้ามเข้าใกล้ และมีความเสี่ยงที่เขาจะกระทำผิดซ้ำ

นี่นับเป็นครั้งที่ 4 แล้ว ที่ฮอยบีถูกตำรวจควบคุมตัว นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 หลังจากที่เขาถูกกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายหญิงสาวที่เขามีความสัมพันธ์ด้วย โดยฮอยบีให้การภาคเสธ ปฏิเสธการกระทำผิดในข้อหาที่โทษรุนแรงที่สุด เช่น ข่มขืนและใช้ความรุนแรงในครอบครัว แต่ยอมรับข้อหาที่โทษเบากว่าบางข้อหา

เรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นกับราชวงศ์นอร์เวย์ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เนื่องจากเอกสารคดีของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน ที่ทางการสหรัฐฯ เปิดเผยออกมาชี้ว่า เจ้าหญิงเมตเต-มาริต ติดต่อกับนายเอปสตีนผ่านทางจดหมายระหว่างปี 2554-2557 หลายปีหลังจากที่อดีตนักการเงินรายนี้ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีค้าประเวณีไปแล้ว

เจ้าหญิงเมตเต-มาริต ทรงยอมรับว่าเป็นการ “ตัดสินใจที่ผิดพลาด” ที่ติดต่อกับเอปสตีน และพระองค์ทรงแสดงความเสียพระทัยอย่างที่สุดและขอเป็นกำลังใจให้กับเหยื่อที่ถูกนายเอปสตีนล่วงละเมิด พร้อมทั้งตรัสว่าการติดต่อกับเขาเป็นเรื่องที่ “น่าอับอายอย่างยิ่ง”

มีข้อมูลปรากฏด้วยว่า เจ้าหญิงเมตเต-มาริต เคยเข้าพักที่บ้านของเอปสตีนในรัฐฟลอริดาเป็นเวลา 4 คืนในช่วงที่เขาไม่ได้อยู่ที่นั่น และเคยถามเอปสตีนว่า เป็นการไม่เหมาะสมหรือไม่ หากคนเป็นแม่จะแนะนำวอลเปเปอร์รูปผู้หญิงเปลือยสองคนถือกระดานโต้คลื่นให้กับลูกชายวัย 15 ปี

นาย โยนาส การ์ สเตอร์ นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์กล่าวว่า เขาเห็นด้วยที่เจ้าหญิงเมตเต-มาริต ยอมรับว่าพระองค์ตัดสินใจผิดพลาดเรื่องเอปสตีน ซึ่งถือเป็นการสื่อความหมายโดยนัยตำหนิการกระทำของเจ้าหญิงเมตเต-มาริต ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ทั้งนี้ นายฮอยบีเป็นลูกชายของ เมตเต-มาริต ที่เกิดกับนาย มอร์เทิน บอร์ก อดีตเพื่อนชายคนสนิท ก่อนที่เธอจะเสกสมรสเจ้าชายโฮกุน มกุฎราชกุมารแห่งนอร์เวย์ โดยในตอนนั้นฮอยบีมีอายุ 4 ขวบแล้ว ซึ่งเจ้าชายโฮกุนรับเขาเป็นโอรสบุญธรรม แต่ฮอยบีถือเป็นสามัญชน ไม่มีบรรดาศักดิ์ และไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติกิจสาธารณะของเชื้อพระวงศ์

ข้อหาที่ฮอยบีต้องเผชิญนั้น มีตั้งแต่การข่มขืนและการทารุณกรรม ไปจนถึงการละเมิดคำสั่งห้ามเข้าใกล้ การขนส่งกัญชาน้ำหนัก 3.5 กิโลกรัม และการขับรถเร็วเกินกำหนด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เด็กออสเตรเลียวัย 13 ว่ายน้ำ 4 กม. ช่วยครอบครัวถูกคลื่นซัดออกนอกชายฝั่ง

เด็กออสเตรเลียวัย 13 ว่ายน้ำ 4 กม. ช่วยครอบครัวถูกคลื่นซัดออกนอกชายฝั่ง

3 ก.พ. 2569 00:05 น.

เด็กออสเตรเลียวัย 13 ว่ายน้ำ 4 กม. ช่วยครอบครัวถูกคลื่นซัดออกนอกชายฝั่ง

เด็กชายวัย 13 ปีในออสเตรเลีย ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม หลังจากเขาว่ายน้ำฝ่าคลื่นลมแรงระยะทาง 4 กม. เพื่อไปขอความช่วยเหลือ เพื่อช่วยชีวิตครอบครัวของเขาที่ถูกคลื่นซัดออกไปนอกชายฝั่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันจันทร์ที่ 2 ก.พ. 2569 ว่า เด็กชายวัย 13 ปีกับครอบครัวของเขา เล่นแพดเดิลบอร์ดและพายเรือคายัคที่อ่าวจีโอกราฟ (Geographe Bay) ทางตอนใต้ของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (30 ม.ค.) แต่แล้วลมที่พัดแรงได้ซัดพาพวกเขาออกนอกเส้นทาง

เด็กหนุ่มพยายามพายเรือกลับเข้าฝั่งเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่เรือคายัคของเขาเริ่มมีน้ำเข้า เขาจึงตัดสินใจว่ายน้ำในระยะทางที่เหลืออีก 4 กิโลเมตรด้วยตัวเอง

“ความกล้าหาญ ความเข้มแข็ง และจิตใจที่เด็ดเดี่ยวของครอบครัวนี้เป็นเรื่องที่วิเศษมาก โดยเฉพาะหนุ่มน้อยที่ว่ายน้ำถึง 4 กิโลเมตรเพื่อมาแจ้งเหตุ” กลุ่มอาสาสมัครกู้ภัยทางทะเลเนเชอราลิสต์ (Naturaliste) ระบุ

พอล เบรสแลนด์ ผู้บัญชาการของสำนักงานกู้ภัยระบุว่า ความพยายามของเด็กหนุ่มคนนี้เป็นสิ่งที่เหนือมนุษย์ “เขาเล่าว่าเขาว่ายน้ำในช่วง 2 ชั่วโมงแรกโดยที่สวมเสื้อชูชีพไว้ … แต่หนุ่มน้อยผู้กล้าหาญคนนี้คิดว่าเขาคงจะไปไม่ถึงฝั่งแน่หากยังสวมเสื้อชูชีพอยู่ เขาจึงตัดสินใจถอดมันทิ้ง แล้วว่ายน้ำต่ออีก 2 ชั่วโมงโดยไม่มีชูชีพ”

ตำรวจรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียระบุในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ว่า เด็กชายสามารถขึ้นฝั่งมาแจ้งเหตุได้ในเวลาประมาณ 18:00 น. ของวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งนำไปสู่ปฏิบัติการค้นหาญาติที่สูญหายครั้งใหญ่จากหาดควินดาลัป ใกล้เมืองบัสเซลตัน

เฮลิคอปเตอร์กู้ภัยพบตัวแม่วัย 47 ปี พร้อมด้วยลูกชายวัย 12 ปี และลูกสาววัย 8 ปี เมื่อเวลาประมาณ 20:30 น. วันเดียวกัน ในสภาพที่พวกเขากำลังเกาะแพดเดิลบอร์ดอยู่กลางทะเล ซึ่งห่างจากชายฝั่งออกไปถึง 14 กิโลเมตร ก่อนที่เรือกู้ภัยจะไปช่วยพวกเขากลับเข้าฝั่งได้อย่างปลอดภัย

สารวัตรเจมส์ แบรดลีย์ กล่าวว่าเหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจอย่างดีว่า สภาพท้องทะเลสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วเพียงใด “โชคดีที่ทั้งสามคนสวมเสื้อชูชีพไว้ ซึ่งช่วยให้พวกเขามีชีวิตรอดมาได้”

“การกระทำของเด็กชายวัย 13 ปีคนนี้ได้รับคำชมเท่าไหร่ก็ไม่พอ ความเด็ดเดี่ยวและความกล้าหาญของเขาได้ช่วยชีวิตแม่และพี่น้องของเขาไว้ในที่สุด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อินเตอร์โพลออกหมายจับ “เจ้าพ่อเบนซิน” พ่อค้าน้ำมันรายใหญ่อินโดนีเซีย

อินเตอร์โพลออกหมายจับ “เจ้าพ่อเบนซิน” พ่อค้าน้ำมันรายใหญ่อินโดนีเซีย

2 ก.พ. 2569 23:10 น.

อินเตอร์โพลออกหมายจับ “เจ้าพ่อเบนซิน” พ่อค้าน้ำมันรายใหญ่อินโดนีเซีย

อินเตอร์โพลออกหมายแดง ให้นานาชาติช่วยตามจับกุมพ่อค้าน้ำมันรายใหญ่ของอินโดนีเซีย ฉายา “เจ้าพ่อเบนซิน” ฐานพัวพันทุจริตคอร์รัปชันมูลค่าหลายแสนล้านบาท

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 ก.พ. 2569 ว่า องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือ อินเตอร์โพล (Interpol) ได้ออกหมายแดง (Red Notice) เพื่อจับกุมหนึ่งในเจ้าพ่อค้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย ในคดีอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตมูลค่ากว่า 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.37 แสนล้านบาท)

นายโมฮัมหมัด รีซา ชาลิด ซึ่งมีฉายาว่า “เจ้าพ่อเบนซิน” (gasoline godfather) เป็นที่ต้องการตัวของทางการอินโดนีเซีย จากการมีส่วนพัวพันกับการทุจริตในบริษัท เปอร์ตามินา (Pertamina) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจน้ำมันของรัฐ ระหว่างปี 2561 ถึง 2566 โดยข้อกล่าวหาที่เขาได้รับรวมถึง การฟอกเงินและการทุจริตสัญญาเช่า

นายอันตุง วิดยัตโมโก เลขานุการสำนักงานกลางตำรวจสากลประเทศอินโดนีเซีย กล่าวเมื่อคืนวันอาทิตย์ (1 ก.พ.) ว่า อินเตอร์โพลได้ออกหมายแดงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่ง “เรายังไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนได้ว่าเขาอยู่ที่ไหน แต่เราพอจะทราบเบาะแสแล้ว” เขากล่าว

หมายแดงดังกล่าวถูกส่งไปยังประเทศสมาชิกของอินเตอร์โพลทั้ง 196 ประเทศ เพื่อขอความร่วมมือจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลกในการช่วยระบุตำแหน่งและจับกุมตัวนายรีซา วัย 66 ปี

เมื่อเดือนกรกฎาคมปีก่อน นายรีซา พร้อมด้วยนายมูฮัมหมัด เคอร์รี อาเดรียนโต รีซา บุตรชาย และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของบริษัทเปอร์ตามินาอีกหลายราย ถูกระบุชื่อว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องในคดีทุจริตนี้

สำนักงานอัยการสูงสุด (AGO) ระบุว่า พวกเขาถูกกล่าวหาว่าร่วมกันนำเข้าน้ำมันดิบจากซัพพลายเออร์ในต่างประเทศในราคาที่สูงเกินจริง แทนที่จะจัดหาจากแหล่งภายในประเทศตามที่กฎหมายอินโดนีเซียบัญญัติไว้

ทางสำนักงานอัยการสูงสุดประมาณการความเสียหายจากการทุจริตครั้งนี้ไว้ที่ 285 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) และกล่าวว่าจนถึงขณะนี้มีผู้ถูกระบุตัวว่าเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีแล้วทั้งหมด 18 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กัมพูชาบุกทลายศูนย์สแกมเมอร์รอบใหม่ จับชาวจีนเกือบ 1,800 คน

กัมพูชาบุกทลายศูนย์สแกมเมอร์รอบใหม่ จับชาวจีนเกือบ 1,800 คน

2 ก.พ. 2569 21:59 น.

กัมพูชาบุกทลายศูนย์สแกมเมอร์รอบใหม่ จับชาวจีนเกือบ 1,800 คน

ทางการกัมพูชาเผยว่า เจ้าหน้าที่บุกทลายฐานของแก๊งสแกมเมอร์ขนาดใหญ่อีกแห่งในเมืองบาเวต จับผู้ต้องสงสัยได้กว่า 2,000 คน และเกือบทั้งหมดเป็นชาวจีน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 ก.พ. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่กัมพูชาดำเนินการบุกตรวจค้นฐานของแก๊งมิจฉาชีพครั้งใหญ่ โดยสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้กว่า 2,044 คน ท่ามกลางแรงกดดันจากประเทศจีนให้ปราบปรามอุตสาหกรรมการหลอกลวงออนไลน์อย่างจริงจัง

จากรายงานของกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา พบว่าในจำนวนผู้ที่ถูกควบคุมตัวนั้นเป็นชาวจีนเกือบ 1,800 คน

แถลงการณ์ของกระทรวงฯ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาได้ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายในวงกว้างเมื่อเช้าวันเสาร์ (31 มกราคม) ที่ผ่านมา ที่กลุ่มอาคารที่พักซึ่งถูกใช้เป็นศูนย์ก่อเหตุฉ้อโกงทางออนไลน์ ในเมืองบาเวต เมืองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสวายเรียง ทางตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศเวียดนาม

ผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมมีทั้งสิ้น 2,044 คน ประกอบด้วยชาวจีนแผ่นดินใหญ่ 1,792 คน, ชาวเมียนมา 179 คน, ชาวเวียดนาม 144 คน, ชาวไต้หวัน 5 คน ส่วนที่เหลือเป็นชาวต่างชาติจากประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้

แถลงการณ์ไม่ได้ระบุชัดเจนว่ากัมพูชามีแผนจะส่งตัวผู้ต้องสงสัยชาวต่างชาติเหล่านี้กลับไปดำเนินคดียังประเทศต้นทางหรือไม่

อย่างไรก็ตาม คาดว่าผู้ต้องสงสัยชาวจีนจะถูกส่งตัวให้กับรัฐบาลปักกิ่ง เช่นเดียวกับกรณีของนาย เฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้งและประธานเครือบริษัท Prince Holding Group ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่ออาชญากรรมออนไลน์ในกัมพูชา และถูกส่งตัวกลับจีนไปเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา

นายเฉินถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับกิจกรรมผิดกฎหมายหลายประเภท รวมถึงการเปิดบ่อนคาสิโน การฉ้อโกง การดำเนินธุรกิจที่ผิดกฎหมาย และการฟอกเงินที่ได้จากการก่ออาชญากรรม

สำนักข่าว Cambodia China Times รายงานเมื่อคืนวันเสาร์ว่า การบุกค้นที่เมืองบาเวตครั้งนี้ถือเป็น “ปฏิบัติการครั้งใหญ่ที่สุด” นับตั้งแต่กัมพูชาเริ่มมาตรการปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ทั่วประเทศเมื่อไม่นานมานี้

นายทัช สุขะ (Touch Sokhak) โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชาระบุว่า การบุกตรวจค้นครั้งล่าสุดนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างแท้จริงว่า รัฐบาลกัมพูชาจะไม่มีวันผ่อนปรนในการกวาดล้างอาชญากรหลอกลวงออนไลน์ และย้ำด้วยว่า “กัมพูชาไม่ใช่สวรรค์ แต่เป็นนรกสำหรับอาชญากร”

ทั้งนี้ กลุ่มอาคารในเมืองบาเวตที่ถูกบุกตรวจค้นประกอบด้วยอาคาร 22 หลัง ดำเนินกิจการคาสิโนบังหน้า และมีรายงานว่าสถานที่แห่งนี้ถูกใช้เพื่อกระทำการผิดกฎหมายมาอย่างยาวนาน ซึ่งรวมถึงการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์ด้วย

ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่กัมพูชากระจายกำลังเข้าปราบปรามกิจกรรมผิดกฎหมายในพื้นที่อื่น ๆ อีกหลายแห่ง รวมถึงจังหวัดสีหนุวิลล์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงพนมเปญไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 250 กิโลเมตร

สำนักข่าว Cambodia China Times อ้างว่า มาตรการปราบปรามที่เข้มงวดนี้ส่งผลให้เว็บไซต์หลอกลวงหลายแห่งตัดสินใจปิดตัวลงเอง และกลุ่มผู้เกี่ยวข้องต่างพากันหลบหนีออกจากพื้นที่

คณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ของกัมพูชาเปิดเผยเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยรวมทั้งสิ้น 5,106 ราย จาก 23 ประเทศ ในข้อหาฉ้อโกงออนไลน์ในกัมพูชา โดยมีผู้ที่ถูกส่งตัวกลับประเทศต้นทางแล้วทั้งหมด 4,534 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นักท่องเที่ยวหญิงออสเตรเลียดับ หลังสายกระเป๋าเป้เกี่ยวลิฟต์สกีที่ญี่ปุ่น ร่างลอยค้างกลางอากาศ

นักท่องเที่ยวหญิงออสเตรเลียดับ หลังสายกระเป๋าเป้เกี่ยวลิฟต์สกีที่ญี่ปุ่น ร่างลอยค้างกลางอากาศ

2 ก.พ. 2569 17:24 น.

นักท่องเที่ยวหญิงออสเตรเลียดับ หลังสายกระเป๋าเป้เกี่ยวลิฟต์สกีที่ญี่ปุ่น ร่างลอยค้างกลางอากาศ

เกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันที่รีสอร์ทสกีชื่อดังในจังหวัดนากาโนะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อนักท่องเที่ยวสาวชาวออสเตรเลียวัย 22 ปี เสียชีวิตหลังจากสายรัดกระเป๋าเป้ไปเกี่ยวติดกับเก้าอี้ลิฟต์สกีขณะกำลังลง ทำให้ร่างแขวนค้างกลางอากาศจนหมดสติ ด้านรีสอร์ทสั่งหยุดเดินลิฟต์ทันทีเพื่อสอบสวนความปลอดภัย

สถานีตำรวจจังหวัดนากาโนะรายงานวันนี้ (2 ก.พ.) ว่า นางสาว บรูก เดย์ วัย 22 ปี นักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย เสียชีวิตลงที่โรงพยาบาลหลังจากเกิดอุบัติเหตุสลดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ณ รีสอร์ทสกี สึไกเกะ เมาน์เทน รีสอร์ท (Tsugaike Mountain Resort) ในหมู่บ้านโอตาริ แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในหุบเขาฮาคุบะ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันศุกร์ (30 ม.ค.) ขณะที่ผู้ตายกำลังเตรียมตัวลงจากลิฟต์สกี แต่ตัวล็อกสายรัดกระเป๋าเป้ของเธอเกิดหลุดและไปเกี่ยวติดกับพนักเก้าอี้ของลิฟต์อย่างแน่นหนา ประกอบกับเธอได้คาดสายรัดหน้าอกของกระเป๋าเป้เอาไว้ ทำให้ไม่สามารถสลัดตัวออกจากกระเป๋าได้ทันที ร่างของเธอจึงถูกลิฟต์ลากออกไปและถูกแขวนค้างอยู่กลางอากาศ

นายสึเนโอะ คุโบะ ประธานบริษัท Tsugaike Gondola Lift ผู้บริหารจัดการลิฟต์สกี แถลงว่า พนักงานควบคุมลิฟต์ได้รีบกดปุ่มหยุดฉุกเฉินทันทีที่เห็นเหตุการณ์ และเร่งเข้าช่วยเหลือเพื่อนำร่างของเธอลงมา ก่อนจะนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยรถฉุกเฉินอย่างเร่งด่วน โดยในขณะนั้นเธออยู่ในภาวะที่เชื่อว่า “หัวใจหยุดเต้น”

แม้ทีมแพทย์จะพยายามยื้อชีวิตอย่างเต็มที่ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าเธอได้เสียชีวิตลงที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา

หลังเกิดเหตุ ทางรีสอร์ทได้สั่งระงับการใช้งานลิฟต์สกีตัวดังกล่าวทันที และยืนยันว่าจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งก็ต่อเมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้นและมีการวางมาตรการป้องกันเหตุซ้ำรอยอย่างเข้มงวดแล้วเท่านั้น

นายคุโบะระบุเพิ่มเติมว่า “เราขอน้อมรับความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความจริงใจที่สุด และจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยที่มั่นคงให้เหล่านักท่องเที่ยวสามารถกลับมาใช้บริการได้อย่างสบายใจอีกครั้ง พร้อมทั้งจะดูแลเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างสุดความสามารถ”

ที่มา ABC News CNN

จีนประหาร 4 มาเฟีย “ตระกูลไป๋” เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมียนมา

จีนประหาร 4 มาเฟีย "ตระกูลไป๋" เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมียนมา

2 ก.พ. 2569 16:17 น.

จีนประหาร 4 มาเฟีย “ตระกูลไป๋” เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมียนมา

ทางการจีนสั่งประหารชีวิต 4 สมาชิกแก๊งมาเฟียตระกูลไป๋ หนึ่งในตระกูลทรงอิทธิพลของเครือข่ายแก๊งคอลเซนเตอร์ในเมียนมา หลังสั่งประหารชีวิต 11 สมาชิกตระกูลหมิง ไปเพียง 1 สัปดาห์

สื่อทางการจีนรายงานว่า ทางการได้สั่งประหารชีวิต 4 สมาชิกตระกูลไป๋ ซึ่งเป็นหนึ่งในตระกูลที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา หลังสมาชิก 5 ราย รวมถึง ไป๋ ซัวเฉิง ผู้นำตระกูล ถูกตัดสินประหารชีวิตเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดย ไป๋ ซัวเฉิง ได้เสียชีวิตลงด้วยอาการป่วย ก่อนรัฐบาลจีนจะมีคำสั่งประหารในครั้งนี้ 

โดยสมาชิกตระกูลทั้ง 4 รายที่ถูกประหาร เป็นหนึ่งในผู้ต้องหาจำนวนทั้งหมด 21 ราย ที่ศาลในมณฑลกวางตุ้งตัดสินให้มีความผิดในฐานฉ้อโกง ฆาตกรรม ทำร้ายร่างกาย และข้อหาอื่น ๆ 

โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมาทางการจีนได้สั่งประหารชีวิต 11 สมาชิก “ตระกูลหมิง” เครือข่ายแก๊งคอลเซนเตอร์ในเมียนมาอีกตระกูล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของทางการจีนในการกวาดล้างเครือข่ายการฉ้อโกงออนไลน์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ภูมิภาคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สามารถหลอกลวงเหยื่อชาวจีนไปได้แล้วหลายพันราย

เป็นระยะเวลาหลายปีที่ ตระกูลไป๋ ตระกูลหมิง และตระกูลทรงอิทธิพลอีกหลายตระกูล ร่วมกันครองเมืองชายแดนเล้าก์ก่าย ในประเทศเมียนมา ด้วยการเปิดบ่อนคาสิโน สถานค้าบริการ และ ศูนย์ปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย

ตระกูลไป๋มีกองกำลังติดอาวุธเป็นของตัวเอง สร้างอาคารถึง 41 หลัง เพื่อใช้เป็นคาสิโน และศูนย์กลางปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเจ้าหน้าที่ได้รายงานว่า มีการใช้ความรุนแรงและการทารุณกรรมเกิดขึ้นเป็นประจำในสถานที่เหล่านั้น

โดยก่อนหน้านี้หลังถูกจับกุม ไป๋ หยิงชาง ลูกชายของ ไป๋ ซัวเฉิง ได้กล่าวกับสื่อว่า ในบรรดาตระกูลต่าง ๆ ตระกูลไป๋คือ “อันดับหนึ่ง”

คำแถลงของศาลระบุว่า การกระทำอาชญากรรมของตระกูลไป๋ นำไปสู่การเสียชีวิตของชาวจีน 6 ราย การฆ่าตัวตาย 1 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายราย

ตระกูลไป๋เรืองอำนาจขึ้นในช่วงต้นศตวรรษ 2000 หลังผู้นำกองกำลังในเมืองเล้าก์ก่ายถูกขับไล่ในปฏิบัติการทหารที่นำโดยพลเอกอาวุโส มิน อ่องหล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาในปัจจุบัน โดยในขณะนั้นมิน อ่องหล่ายต้องการพันธมิตรที่พร้อมให้ความร่วมมือ และ ไป๋ ซัวเฉิง ซึ่งมีอำนาจรองจากผู้นำกองกำลังจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

แต่ยุครุ่งเรืองของตระกูลไป๋ ก็ต้องสิ้นสุดลงในปี 2023 หลังจากรัฐบาลจีนเริ่มหมดความอดทนต่อการเพิกเฉยของกองทัพเมียนมาในการปราบปรามขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จึงได้ให้การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในการบุกโจมตี กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในสงครามกลางเมืองเมียนมา นำไปสู่การทลายแก๊งมาเฟียและส่งตัวสมาชิกให้กับทางการจีน

เรื่องราวเหล่านี้ถูกนำไปสร้างเป็นสารคดีระดับชาติในประเทศจีน เพื่อตอกย้ำถึงความเด็ดขาดของทางการ ในการกวาดล้างเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้หมดสิ้น

การประหารชีวิตที่เกิดขึ้นล่าสุด สะท้อนว่ารัฐบาลจีนต้องการส่งสัญญาณเตือนผู้ที่คิดจะก้าวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเหล่านี้ ให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญกับการกวาดล้าง และทุกคนที่มีส่วนในกระบวนการจะต้องได้รับโทษ แม้แต่ตระกูลมาเฟียทรงอิทธิพลก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นกระบวนการยุติธรรมไปได้

ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติระบุว่า มีผู้คนนับแสนรายถูกหลอกลวงเข้าสู่กระบวนการค้ามนุษย์เพื่อไปทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั้งในเมียนมาและพื้นที่อื่นๆ ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในจำนวนนี้มีชาวจีนรวมอยู่หลายพันคน และเหยื่อซึ่งถูกฉ้อโกงเงินรวมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์นั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวจีนเช่นกัน.

ที่มา: BBC

อ่านข่าวแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ ที่นี่

อิสราเอลประกาศเปิดด่าน “ราฟาห์” เชื่อมกาซา-อียิปต์ ใช้มาตรการคุมเข้ม-ห้ามสื่อต่างชาติ

อิสราเอลประกาศเปิดด่าน "ราฟาห์" เชื่อมกาซา-อียิปต์ ใช้มาตรการคุมเข้ม-ห้ามสื่อต่างชาติ

2 ก.พ. 2569 15:45 น.

อิสราเอลประกาศเปิดด่าน “ราฟาห์” เชื่อมกาซา-อียิปต์ ใช้มาตรการคุมเข้ม-ห้ามสื่อต่างชาติ

อิสราเอลยอมเปิดด่านพรมแดนราฟาห์ระหว่างฉนวนกาซาและอียิปต์ ให้ชาวปาเลสไตน์เดินทางข้ามแดนด้วยการเดินเท้าได้แล้วตามเงื่อนไขข้อตกลงหยุดยิงของ “โดนัลด์ ทรัมป์” แต่ยังคงสั่งห้ามผู้สื่อข่าวต่างชาติเข้าพื้นที่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังคงตึงเครียดหลังมีการละเมิดข้อตกลงจนเกิดการโจมตีทางอากาศเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

วันนี้ (2 ก.พ.) อิสราเอลได้ทำการเปิดด่านพรมแดนราฟาห์ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างฉนวนกาซาและประเทศอียิปต์ เพื่ออนุญาตให้ชาวปาเลสไตน์สามารถเดินทางเข้าและออกจากพื้นที่ได้ด้วยเท้า หลังจากที่ด่านแห่งนี้ถูกอิสราเอลบุกยึดและสั่งปิดมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2024

การเปิดด่านในครั้งนี้ถือเป็นข้อกำหนดสำคัญภายใต้เฟสแรกของแผนสันติภาพที่ผลักดันโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เพื่อยุติสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของอิสราเอลระบุว่า ได้มีทีมสังเกตการณ์จากยุโรปเดินทางมาถึงพื้นที่เพื่อร่วมดูแลความเรียบร้อยแล้ว

แม้จะมีการเปิดด่าน แต่ยังคงอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด โดยอิสราเอลระบุว่าผู้เดินทางทุกคนจะต้องผ่านการตรวจเช็กด้านความมั่นอย่างละเอียด และจะมีการจำกัดจำนวนผู้สัญจรในแต่ละวันร่วมกับทางการอียิปต์

ที่ผ่านมา การปิดด่านราฟาห์และระเบียงฟิลาเดลฟี (Philadelphi Corridor) ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บชาวปาเลสไตน์ที่ไม่สามารถออกไปรักษาตัวนอกพื้นที่ได้ ข้อมูลจากสหประชาชาติชี้ว่า มีชาวปาเลสไตน์ราว 100,000 คนที่หนีออกจากฉนวนกาซานับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น โดยบางส่วนต้องจ่ายเงินสินบนสูงเพื่อให้ได้ข้ามพรมแดน

แม้พรมแดนจะเริ่มเปิดให้พลเมืองสัญจร แต่อิสราเอลยังคงยืนกรานปฏิเสธไม่ให้ผู้สื่อข่าวต่างชาติเข้าไปในฉนวนกาซา โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยของทหารและตัวนักข่าวเอง ขณะนี้สมาคมสื่อมวลชนต่างประเทศ (FPA) ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาของอิสราเอลเพื่อคัดค้านคำสั่งนี้ โดยระบุว่าเป็นการปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลที่เป็นอิสระของสาธารณชน

ตามแผนการของทรัมป์ในเฟสที่สอง กำหนดให้มีการส่งมอบอำนาจบริหารกาซาให้กับกลุ่มเจ้าหน้าที่เทคโนแครตของปาเลสไตน์ โดยมีเงื่อนไขให้กลุ่มฮามาสวางอาวุธและอิสราเอลถอนทหารออกเพื่อเริ่มการฟื้นฟูเมือง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์จริงยังคงเปราะบาง เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังคงมีการปะทะกันประปราย โดยมีรายงานว่าตั้งแต่ออกข้อตกลงหยุดยิงในเดือนตุลาคม มีชาวปาเลสไตน์ถูกสังหารเพิ่มกว่า 500 ราย และทหารอิสราเอลเสียชีวิต 4 นาย ล่าสุดเมื่อวันเสาร์ (31 ม.ค.) อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีข้อตกลงหยุดยิง คร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 30 คน โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้ที่กลุ่มฮามาสละเมิดข้อตกลงก่อนในวันศุกร์.

ที่มา Reuters

ฟิลิปปินส์ยื่นคำร้องถอดถอนรองปธน. “ซารา ดูเตอร์เต” รอบใหม่ ปมโกงงบประมาณ-ขู่สังหารผู้นำ

ฟิลิปปินส์ยื่นคำร้องถอดถอนรองปธน. "ซารา ดูเตอร์เต" รอบใหม่ ปมโกงงบประมาณ-ขู่สังหารผู้นำ

2 ก.พ. 2569 14:58 น.

ฟิลิปปินส์ยื่นคำร้องถอดถอนรองปธน. “ซารา ดูเตอร์เต” รอบใหม่ ปมโกงงบประมาณ-ขู่สังหารผู้นำ

ภาคประชาสังคมและกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายในฟิลิปปินส์ยื่นคำร้องถอดถอนรองประธานาธิบดีซารา ดูเตอร์เต อีกครั้ง กล่าวหานำเงินสาธารณะไปใช้โดยไม่ชี้แจง ระหว่างดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีศึกษาธิการ พร้อมรื้อข้อกล่าวหาขู่ลอบสังหารประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์

ผู้นำภาคประชาสังคมและสมาชิกกลุ่มพันธมิตรฝ่ายซ้ายของฟิลิปปินส์ ได้รวมตัวยื่นคำร้องขอถอดถอน นางซารา ดูเตอร์เต รองประธานาธิบดี ออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการอีกครั้ง หลังจากที่กระบวนการก่อนหน้านี้ถูกระงับโดยคำสั่งศาลสูงสุดเมื่อปีที่ผ่านมา

คำร้องดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่การกล่าวหาว่า นางซาราใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบในการบริหารจัดการงบประมาณสาธารณะมูลค่าประมาณ 612.5 ล้านเปโซ (ราว 329 ล้านบาท) ในช่วงที่เธอดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากนี้ ยังมีการรื้อฟื้นประเด็นที่เธอกล่าวข่มขู่จะลอบสังหารนายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดี ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรทางการเมืองกันมาก่อน

ประเด็นหลักที่ถูกนำมายื่นในครั้งนี้คือความไม่โปร่งใสของงบประมาณจำนวนมหาศาลที่ไม่สามารถอธิบายที่มาที่ไปได้ โดย เลลา เดอ ลิมา อดีตวุฒิสมาชิกผู้สนับสนุนคำร้องระบุว่า “ถึงเวลาแล้วที่รองประธานาธิบดีซาราต้องแสดงความรับผิดชอบ” โดยคำร้องฉบับนี้ได้ปรับปรุงเนื้อหาให้รัดกุมและมีความชัดเจนทางกฎหมายมากขึ้นกว่าฉบับเดิมที่เคยถูกศาลสูงสุดตีตกไปเนื่องจากผิดกฎเกณฑ์การยื่นคำร้องซ้ำซ้อนในปีเดียวกัน

ทางด้านทีมทนายความของนางซาราได้ออกแถลงการณ์แสดงความมั่นใจว่า ข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่มีมูลความจริงและจะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ในวันเดียวกัน คณะกรรมการยุติธรรมของสภาผู้แทนราษฎรได้เริ่มกระบวนการไต่สวนคำร้องถอดถอน ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ เช่นกัน โดยเขาถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงงบประมาณโครงการควบคุมน้ำท่วมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งถูกระบุว่าเป็น “โครงการทิพย์” หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่มีอยู่จริง

ประเด็นนี้สร้างความโกรธแค้นให้กับประชาชนฟิลิปปินส์อย่างมาก เนื่องจากในช่วงปีที่ผ่านมา หลายเมืองในฟิลิปปินส์ต้องจมอยู่ใต้น้ำจากพายุไต้ฝุ่นรุนแรง แต่โครงการป้องกันน้ำท่วมกลับไม่มีประสิทธิภาพตามงบประมาณที่เสียไป

บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา กลุ่มผู้ประท้วงประมาณ 100 คนจากกลุ่ม Makabayan ได้รวมตัวกันถือป้ายเรียกร้องให้ขับไล่ทั้งประธานาธิบดีมาร์กอสและรองประธานาธิบดีซารา โดยระบุว่าเป็นการประท้วงเพื่อเตือนสติเหล่านักการเมืองว่าความจงรักภักดีควรมีให้แก่ประชาชน ไม่ใช่ต่อตระกูลการเมืองหรือผู้มีอำนาจ

ตามรัฐธรรมนูญของฟิลิปปินส์ หากสภาผู้แทนราษฎรมีมติถอดถอน เรื่องจะถูกส่งต่อไปยังวุฒิสภาเพื่อทำการพิจารณาคดี หากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง ผู้ดำรงตำแหน่งจะต้องพ้นจากตำแหน่งทันที และจะถูกสั่งห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมืองตลอดชีวิต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางของนางซารา ดูเตอร์เต ที่ถูกคาดหมายว่าจะลงชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2028.

ที่มา AFP