ทรัมป์ขู่ใช้มาตรการภาษีบีบประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับ “แผนผนวกกรีนแลนด์” อ้างจำเป็นต่อความมั่นคงสหรัฐฯ

ทรัมป์ขู่ใช้มาตรการภาษีบีบประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับ "แผนผนวกกรีนแลนด์" อ้างจำเป็นต่อความมั่นคงสหรัฐฯ

17 ม.ค. 2569 02:44 น.

ทรัมป์ขู่ใช้มาตรการภาษีบีบประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับ “แผนผนวกกรีนแลนด์” อ้างจำเป็นต่อความมั่นคงสหรัฐฯ

“โดนัลด์ ทรัมป์” ขู่เก็บภาษีประเทศที่ไม่สนับสนุนแผนสหรัฐฯ ครอบครองกรีนแลนด์ ย้ำเกาะยุทธศาสตร์สำคัญด้านความมั่นคง ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากเดนมาร์ก พันธมิตรนาโต และนักการเมืองสหรัฐฯ เอง

วันที่ 16 มกราคม 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าสหรัฐฯ อาจใช้มาตรการทางภาษีกับประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับแผนการผนวกกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้การดูแลของเดนมาร์ก โดยอ้างว่าเป็นเรื่องจำเป็นต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ

ทรัมป์กล่าวระหว่างการประชุมที่ทำเนียบขาวว่า อาจเก็บภาษีกับประเทศที่ไม่ไปในทิศทางเดียวกันเรื่องกรีนแลนด์ แต่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าประเทศใดจะตกเป็นเป้าหมาย หรือจะใช้อำนาจตามกฎหมายใดในการดำเนินการ 

โดยท่าทีของทรัมป์เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสคัดค้านจากหลายประเทศ รวมถึงเดนมาร์กและรัฐบาลกรีนแลนด์ ขณะที่ในสหรัฐฯ เอง สมาชิกสภาคองเกรสทั้งจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันจำนวนหนึ่งก็แสดงความกังวลต่อแนวคิดของทรัมป์ โดยคณะผู้แทนรัฐสภาสหรัฐฯ แบบสองพรรคการเมือง จำนวน 11 คน ได้เดินทางเยือนกรีนแลนด์เพื่อแสดงการสนับสนุน และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่

ที่ผ่านมา ทรัมป์ย้ำหลายครั้งว่ากรีนแลนด์มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อสหรัฐฯ ทั้งในด้านระบบเตือนภัยล่วงหน้าจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธ และการควบคุมเส้นทางเดินเรือในเขตอาร์กติก ขณะที่เดนมาร์กเตือนว่า หากสหรัฐฯ ใช้กำลังทหาร จะเท่ากับเป็นการบ่อนทำลายองค์การนาโตโดยสิ้นเชิง ขณะที่ประเทศพันธมิตรยุโรปหลายชาติ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน นอร์เวย์ ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร ต่างออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนเดนมาร์ก และส่งกำลังทหารเข้ากรีนแลนด์ในภารกิจลาดตระเวนเชิงสัญลักษณ์.

แคนาดา-จีน เปิดศักราชความสัมพันธ์ บรรลุยุทธศาสตร์ใหม่ ดันพลังงาน เกษตร การค้า

แคนาดา-จีน เปิดศักราชความสัมพันธ์ บรรลุยุทธศาสตร์ใหม่ ดันพลังงาน เกษตร การค้า

16 ม.ค. 2569 17:00 น.

แคนาดา-จีน เปิดศักราชความสัมพันธ์ บรรลุยุทธศาสตร์ใหม่ ดันพลังงาน เกษตร การค้า

นายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ แห่งแคนาดา เยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 9 ปี บรรลุข้อตกลงความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ฉบับประวัติศาสตร์ เน้นความมั่นคงทางพลังงานและเกษตรอัจฉริยะ พร้อมไฟเขียวนำเข้ารถ EV จีน 4.9 หมื่นคัน แลกกับการลดภาษีสินค้าเกษตรแคนาดามหาศาล หวังดันยอดส่งออกพุ่ง 50% ภายในปี 2030

การเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งของนายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ ในสัปดาห์นี้ ถือเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของผู้นำแคนาดานับตั้งแต่ปี 2017 โดยได้เข้าพบหารือกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และผู้นำระดับสูงของจีน เพื่อร่วมกันประกาศแถลงการณ์ร่วมว่าด้วย “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ใหม่” ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอน

หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตาที่สุดคือ ข้อตกลงด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยแคนาดาจะอนุญาตให้นำเข้ารถยนต์ EV จากจีนได้สูงสุด 49,000 คัน ภายใต้อัตราภาษีนำเข้าพิเศษเพียง 6.1%  ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 3% ของตลาดรถใหม่ในแคนาดา

เป้าหมายของดีลนี้คือดึงดูดการลงทุนร่วมทุนจากบริษัทจีนให้มาตั้งฐานการผลิตในแคนาดาภายใน 3 ปี รวมถึงการสร้างงานในอุตสาหกรรมยานยนต์และเสริมแกร่งซัพพลายเชนในประเทศ โดยคาดการณ์ว่าใน 5 ปีข้างหน้า ครึ่งหนึ่งของรถที่นำเข้าจะเป็นรุ่นประหยัดที่มีราคาต่ำกว่า 35,000 ดอลลาร์ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้ชาวแคนาดา

ส่วนในภาคเกษตรและอาหาร ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นที่จะขจัดอุปสรรคทางการค้าที่เคยเป็นปัญหาเรื้อรัง โดยภายในวันที่ 1 มีนาคม 2026 จีนจะลดภาษีนำเมล็ดคาโนลาจากแคนาดาลงเหลือประมาณ 15% จากเดิมที่สูงถึง 85% ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์ ส่วนกากเมล็ดคาโนลา, ล็อบสเตอร์, ปู และถั่วลันเตา จะได้รับการยกเว้นภาษีเลือกปฏิบัติไปจนถึงสิ้นปี 2026 คาดว่าข้อตกลงนี้จะสร้างคำสั่งซื้อใหม่ให้กับแคนาดามูลค่าเกือบ 3 พันล้านดอลลาร์

ขณะที่ความร่วมมือด้านพลังงาน เทคโนโลยีสะอาด และความสามารถในการแข่งขันด้านสภาพภูมิอากาศ ทั้งสองประเทศซึ่งเป็นมหาอำนาจด้านพลังงาน จะขยายความร่วมมือพลังงานสองทาง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเร่งการลงทุนในแบตเตอรี่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และระบบกักเก็บพลังงาน นายกฯ คาร์นีย์ยังได้หารือกับผู้นำภาคธุรกิจจีน เพื่อดึงการลงทุนด้านพลังงานและเทคโนโลยีสะอาดเข้าสู่แคนาดา 

นอกจากนี้ ยังมีการบรรลุข้อตกลงด้านความปลอดภัยสาธารณะ โดยจะประสานงานระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติ อาชญากรรมไซเบอร์ และการฟอกเงิน และเพื่อกระชับความสัมพันธ์ภาคประชาชน ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ให้คำมั่นที่จะเปิดให้ชาวแคนาดาสามารถเดินทางเข้าจีนโดยไม่ต้องขอวีซ่า ขณะที่แคนาดาเตรียมร่วมมือกับไชน่า มีเดีย กรุ๊ป เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวรองรับการเป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก 2026

นายกรัฐมนตรีคาร์นีย์ยืนยันว่า นี่คือแนวทางที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงเพื่อสร้างเศรษฐกิจแคนาดาที่แข็งแกร่งและไม่พึ่งพาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป โดยเขามีแผนจะกลับมาเยือนจีนอีกครั้งในการประชุมเอเปก ปี 2026

ที่มา Prime Minister of Canada

ศาลเกาหลีใต้ตัดสินอดีต ปธน. “ยุน ซอกยอล” จำคุก 5 ปี ฐานใช้อำนาจมิชอบ ปมประกาศกฎอัยการศึก

ศาลเกาหลีใต้ตัดสินอดีต ปธน. "ยุน ซอกยอล"  จำคุก 5 ปี ฐานใช้อำนาจมิชอบ ปมประกาศกฎอัยการศึก

16 ม.ค. 2569 13:39 น.

ศาลเกาหลีใต้ตัดสินอดีต ปธน. “ยุน ซอกยอล” จำคุก 5 ปี ฐานใช้อำนาจมิชอบ ปมประกาศกฎอัยการศึก

ศาลกรุงโซลพิพากษาอดีตประธานาธิบดี “ยุน ซอกยอล” รับโทษจำคุก 5 ปี ฐานใช้อำนาจมิชอบและปลอมแปลงเอกสาร จากกรณีความพยายามประกาศกฎอัยการศึกที่ล้มเหลวเมื่อเดือนธันวาคม 2024 พร้อมจับตาคำพิพากษาคดี “ก่อการกบฏ” ที่มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตในเดือนกุมภาพันธ์

ศาลกรุงโซลมีคำพิพากษาในคดีแรกจากทั้งหมด 4 คดีที่เกี่ยวข้องกับการประกาศกฎอัยการศึกของนายยุน ซอกยอล อดีตประธานาธิบดีที่ถูกถอดถอน โดยศาลตัดสินจำคุก 5 ปี ในความผิดฐานใช้อำนาจโดยมิชอบและปลอมแปลงเอกสารราชการ

ประเด็นสำคัญที่ศาลพิจารณาความผิดประกอบด้วยการขัดขวางการจับกุม ด้วยการใช้เจ้าหน้าที่อารักขาประธานาธิบดีเพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองถูกจับกุม การประกาศกฎอัยการศึกโดยไม่ได้หารือกับคณะรัฐมนตรีทั้งหมดตามที่กฎหมายกำหนด และการปลอมแปลงเอกสาร โดยการจัดทำและทำลายเอกสารที่อ้างว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหมให้การรับรองการประกาศกฎอัยการศึก

ด้านนายยุนปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยโต้แย้งว่าการออกหมายจับเขานั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่ต้น และตามตัวบทกฎหมายไม่ได้บังคับว่าเขาต้องปรึกษาคณะรัฐมนตรีทุกคนก่อนใช้อำนาจฉุกเฉิน นอกจากนี้เขายังยืนยันว่าไม่มีความบกพร่องในเชิงขั้นตอนในการประกาศกฎอัยการศึกครั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม อัยการระบุว่าการที่นายยุนไม่มีท่าทีสำนึกผิด เป็นเหตุผลสมควรที่จะต้องรับโทษหนักขึ้น โดยได้เสนอโทษจำคุก 10 ปีสำหรับชุดข้อหาการขัดขวางกระบวนการยุติธรรมและการใช้อำนาจมิชอบนี้

คำพิพากษาในวันนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญต่อคดีที่เหลือ โดยเฉพาะข้อหาที่รุนแรงที่สุดคือ “ก่อการกบฏต่อ” ซึ่งอัยการเรียกร้องให้ลงโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต โดยคาดว่าศาลจะมีคำพิพากษาในคดีกบฏช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้

แม้การพยายามประกาศกฎอัยการศึกจะทำให้ประชาชนนับแสนออกมาประท้วงขับไล่จนนำไปสู่ชัยชนะของ “อี แจ-มยอง” ผู้นำฝ่ายค้านในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด แต่ตัวเลขผลสำรวจเมื่อเดือนธันวาคมพบว่า ชาวเกาหลีใต้เกือบ 30% ยังไม่เชื่อว่าการกระทำของนายยุนเข้าข่ายการก่อกบฏ

ขณะที่บริเวณหน้าศาล ยังคงมีกลุ่มผู้สนับสนุนนายยุนประมาณ 100 คน มารวมตัวกันเพื่อแสดงพลังและมองว่าอดีตผู้นำของพวกเขาคือ “ผู้พลีชีพทางการเมือง” ท่ามกลางบรรยากาศการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด.

ที่มา BBC

ไฟฟ้าขัดข้องทำรถไฟสายหลักโตเกียวเป็นอัมพาต ผู้โดยสารนับหมื่นเดือดร้อนช่วงเช้า

ไฟฟ้าขัดข้องทำรถไฟสายหลักโตเกียวเป็นอัมพาต ผู้โดยสารนับหมื่นเดือดร้อนช่วงเช้า

16 ม.ค. 2569 12:14 น.

ไฟฟ้าขัดข้องทำรถไฟสายหลักโตเกียวเป็นอัมพาต ผู้โดยสารนับหมื่นเดือดร้อนช่วงเช้า

บริษัทรถไฟญี่ปุ่นตะวันออก (JR East) รายงานว่า การเดินรถไฟสายยามาโนเตะ ทั้งวนซ้ายและวนขวา รวมถึงสายเคฮิน โทโฮคุ (Keihin-Tohoku Line) ต้องหยุดชะงักลงตั้งแต่รถไฟเที่ยวแรกของเช้าวันนี้ (16 ม.ค.) ส่งผลให้การเดินทางไปทำงานของผู้คนนับหมื่นกลายเป็นความโกลาหล เนื่องจากสายยามาโนเตะเป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมต่อย่านสำคัญอย่างชินจูกุ ซึ่งมีผู้ใช้งานสูงถึง 3.5 ล้านคนต่อวัน

JR East ระบุว่า ปัญหาไฟฟ้าขัดข้องเริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 03.50 น. บริเวณสถานีจ่ายไฟฟ้าที่ดูแลช่วงสถานีชินบาชิ และสถานีชินากาวะ ในใจกลางกรุงโตเกียว

เบื้องต้นพบว่ามีการตัดกระแสไฟฟ้าในช่วงกลางคืนเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่สถานีทามาจิ แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถกู้คืนระบบไฟฟ้าได้ทันก่อนรถไฟเที่ยวแรกจะเริ่มวิ่ง นอกจากนี้ ในเวลาประมาณ 08.00 น. ยังได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่สถานีจ่ายไฟใกล้กับสถานีทามาจิ โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้เวลาราว 90 นาทีจึงควบคุมเพลิงไว้ได้ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเหตุเพลิงไหม้กับไฟฟ้าขัดข้องมีความเกี่ยวข้องกันโดยตรงหรือไม่

สถานีโทรทัศน์ NTV เผยแพร่ภาพขณะผู้โดยสารบนรถไฟสายเคฮิน โทโฮคุ ที่ติดค้างอยู่ระหว่างสถานี ต้องทยอยลงจากขบวนรถและเดินเท้าไปตามรางรถไฟเพื่อเข้าสู่จุดปลอดภัย โดยมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและพนักงานรถไฟคอยดูแลอย่างใกล้ชิด

ล่าสุด JR East คาดการณ์ว่าจะสามารถกลับมาเริ่มเดินรถตามปกติได้อีกครั้งในช่วงเวลาประมาณ 13.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) หลังจากที่ทำการตรวจสอบความปลอดภัยและกู้ระบบไฟฟ้าเสร็จสิ้น

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความล่าช้าเป็นวงกว้าง เนื่องจากเส้นทางที่ได้รับผลกระทบเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมต่อศูนย์กลางการขนส่งอย่างสถานีโตเกียวและโยโกฮาม่า ซึ่งเป็นย่านธุรกิจและที่พักอาศัยที่หนาแน่นที่สุดของญี่ปุ่น.

ที่มา KYODO NEWS

สาวจีนโพสต์ขอแรงคนช่วยพ่อ “ล้มหมู” แต่ชาวเน็ตแห่มานับพัน ทำรถติดยาว 10 กม.

สาวจีนโพสต์ขอแรงคนช่วยพ่อ "ล้มหมู" แต่ชาวเน็ตแห่มานับพัน ทำรถติดยาว 10 กม.

16 ม.ค. 2569 11:50 น.

สาวจีนโพสต์ขอแรงคนช่วยพ่อ “ล้มหมู” แต่ชาวเน็ตแห่มานับพัน ทำรถติดยาว 10 กม.

จากโพสต์เล็กๆ ของลูกสาวที่กังวลว่าพ่อวัยชราจะไม่มีแรงล้มหมูตามประเพณี กลับกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับชาติ เมื่อผู้คนนับพันจากทั่วประเทศจีนยอมขับรถไกลนับพันกิโลเมตรเพื่อมาช่วยงาน กลายเป็นงานเลี้ยง “กินหมู” สุดคึกคักที่เปลี่ยนหมู่บ้านเงียบเหงาให้กลายเป็นงานเทศกาลวัฒนธรรมพื้นบ้านในชั่วข้ามคืน

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา หญิงสาวเจ้าของบัญชี “โต่วอิน” (Douyin) นามว่า “ไต้ไต้” (Daidai) จากหมู่บ้านชิงฟู่ เขตเหอชวน นครฉงชิ่ง ได้โพสต์วิดีโอระบายความกังวลใจว่า พ่อของเธอซึ่งมีอายุมากกว่า 70 ปีแล้ว เริ่มไม่มีกำลังพอที่จะจัดการ “ล้มหมู” ซึ่งเป็นประเพณีเก่าแก่ในช่วงท้ายปีของหมู่บ้านได้เพียงลำพัง

เธอจึงโพสต์เชิญชวนแบบทีเล่นทีจริงว่า ใครพอจะมีแรงช่วยมาช่วยคุณพ่อของเธอทำ “เพาจูถัง” (Paozhutang) หรือธรรมเนียมการเลี้ยงฉลองหลังการฆ่าหมูเพื่อเตรียมรับตรุษจีน โดยปกติแล้วเพื่อนบ้านจะมาช่วยกันจับหมู ขูดขน และแล่เนื้อ ก่อนจะล้อมวงกินอาหารมื้อใหญ่ร่วมกัน

แต่สิ่งที่เธอไม่คาดคิดคือ ภายใน 48 ชั่วโมง วิดีโอของเธอมีคนกดไลก์เกือบ 5 แสนครั้ง และเมื่อถึงช่วงสุดสัปดาห์ ถนนทุกสายที่มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านชิงฟู่กลับกลายเป็นอัมพาตด้วยแถวรถที่ติดยาวเหยียดกว่า 10 กิโลเมตร ผู้คนจากแดนไกลอย่างมณฑลกวางตุ้งต่างเดินทางมาพร้อมของฝากราวกับมาเยี่ยมญาติสนิท

เมื่อฝูงชนหลั่งไหลมามากกว่า 3,000 คน หมู 2 ตัวที่ไต้ไต้เตรียมไว้จึงไม่เพียงพอ เพื่อนบ้านและกรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวในพื้นที่จึงตัดสินใจบริจาคหมูเพิ่มอีก 3 ตัว รวมเป็น 5 ตัว เพื่อเลี้ยงรับรองผู้มาเยือน

ภาพที่ปรากฏในหมู่บ้านกลายเป็นความร่วมมือร่วมใจที่น่าประทับใจ โดยไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น เช่นเจ้าของรถหรูพอร์เช่ ถกแขนเสื้อลงไปช่วยล้างจานกองโต ขณะที่กลุ่มคุณแม่นั่งม้านั่งตัวเตี้ยช่วยกันสับผักราวกับภูเขาย่อมๆ หรือชายหนุ่มร่างกายกำยำ ที่รวมพลังกันช่วยจับหมูตามคำขอเดิมของเจ้าของโพสต์

เพื่อให้เพียงพอต่อความหิวโหยของมวลชน ทีมจัดเลี้ยง “เยี่ยนจื่อ” ถูกเรียกตัวเข้ามาด่วน โดยหัวหน้าเชฟ เจียง เสี่ยวเยี่ยน ผู้มีประสบการณ์ทำโต๊ะจีนหมู่บ้านมานาน 16 ปี ถึงกับกล่าวว่านี่คืองานที่เหนื่อยที่สุดในชีวิต เธอประมาณการว่าต้องใช้ข้าวสารกว่า 500 กิโลกรัม น้ำมันพืช 350 กิโลกรัม และผักสดอีกหลายรถบรรทุก โดยค่าวัตถุดิบเพียงอย่างเดียวอาจพุ่งสูงเกิน 100,000 หยวน (ประมาณ 5 แสนบาท)

ทางการเขตเหอชวนรีบส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรและหน่วยเทศกิจมาอำนวยความสะดวก พร้อมฉวยโอกาสนี้โปรโมตการท่องเที่ยวด้วยการแจกบัตรเข้าชมป้อมปราการเตียวยวี่เฉิง (Diaoyucheng Fortress) ฟรี และจัดแสดงโชว์พลุเหล็กหลอมละลายซึ่งเป็นศิลปะพื้นบ้านให้ผู้มาเยือนได้รับชม

ปัจจุบัน “ไต้ไต้” กลายเป็นคนดังชั่วข้ามคืน มียอดผู้ติดตามพุ่งจากหลักร้อยสู่ 2 ล้านคนในเวลาไม่กี่วัน ชาวเน็ตต่างคอมเมนต์ด้วยความเอ็นดูว่า “เธอคือคนแรกในประวัติศาสตร์ที่กล้าเลี้ยงข้าวคนทั้งประเทศ” ขณะนี้มีรายงานว่าทางการท้องถิ่นกำลังพิจารณาข้อเสนอจากชาวเน็ต ที่ต้องการให้ประกาศให้วันที่ 11 มกราคม เป็น “เทศกาลล้มหมูแห่งเหอชวน” อย่างเป็นทางการ เพื่อเฉลิมฉลองมิตรภาพและมรดกทางวัฒนธรรมอันดีงามของภูมิภาคนี้สืบไป.

ที่มา China Daily

เลือกตั้ง 2569 สรุปขั้นตอนใช้สิทธิลงคะแนน-ประชามติ วันที่ 8 ก.พ. 69

เลือกตั้ง 2569 สรุปขั้นตอนใช้สิทธิลงคะแนน-ประชามติ วันที่ 8 ก.พ. 69

16 ม.ค. 2569 10:54 น.

เลือกตั้ง 2569 สรุปขั้นตอนใช้สิทธิลงคะแนน-ประชามติ วันที่ 8 ก.พ. 69

เลือกตั้ง 2569 สรุปขั้นตอนการใช้สิทธิลงคะแนน-ประชามติ วันที่ 8 ก.พ. 69 การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)และการลงคะแนนประชามติในปี 2569 มีความพิเศษคือ จัดขึ้นในวันเดียวกัน วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้รับบัตรลงคะแนนทั้งหมด 3 ใบ ในคราวเดียว

สรุปขั้นตอนการใช้สิทธิตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ดังนี้


1. การเตรียมตัวก่อนวันเลือกตั้ง

  • ตรวจสอบรายชื่อ: ตรวจสอบลำดับที่และสถานที่เลือกตั้งได้จากหนังสือแจ้งรายชื่อที่ส่งไปยังเจ้าบ้าน (ภายใน 18ม.ค. 69) หรือตรวจสอบผ่านแอปฯ Smart Vote หรือ ThaID
  • การลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า : หากไม่สามารถไปใช้สิทธิในวันที่ 8 ก.พ. ได้ ต้องลงทะเบียนขอใช้สิทธิล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค. 68 – 5 ม.ค. 69 เพื่อไปใช้สิทธิในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569
  • เตรียมหลักฐาน: บัตรประชาชน (หมดอายุใช้ได้), ใบขับขี่, พาสปอร์ต หรือบัตรที่ทางราชการออกให้ที่มีรูปถ่ายและเลข 13 หลัก (รวมถึงบัตรดิจิทัลในแอปฯ ThaID หรือ DLT QR Licence)

2. ขั้นตอนในวันเลือกตั้ง (8 กุมภาพันธ์ 2569)

เมื่อเดินทางไปถึงหน่วยเลือกตั้ง (เวลา 08.00 – 17.00 น.) ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้:

ส่วนที่ 1: การเลือกตั้ง สส. (รับบัตร 2 ใบ)

  1. ตรวจสอบรายชื่อ: ดูลำดับที่จากบัญชีรายชื่อหน้าหน่วยเลือกตั้ง
  2. แสดงตน: ยื่นบัตรประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ ลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือในบัญชีรายชื่อ สส. และต้นขั้วบัตร
  3. รับบัตรเลือกตั้ง สส. 2 ใบ:
    • บัตรสีเขียว: เลือก สส. แบบแบ่งเขต (เลือกคน)
    • บัตรสีชมพู: เลือก สส. แบบบัญชีรายชื่อ (เลือกพรรค)

ส่วนที่ 2: การออกเสียงประชามติ (รับบัตร 1 ใบ)

4. แสดงตนรับบัตรประชามติ: หลังจากลงชื่อรับบัตร สส. แล้ว ให้ขยับไปจุดถัดไปในหน่วยเดียวกัน เพื่อลงชื่อรับบัตรประชามติ

5. รับบัตรประชามติ 1 ใบ: บัตรสีเหลือง: สำหรับลงความเห็นว่า “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” ต่อคำถามประชามติ (มักเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ)

3. การเข้าคูหาและลงคะแนน

  1. เข้าคูหา: ทำเครื่องหมายกากบาท ลงในช่องลงคะแนนเพียงเครื่องหมายเดียวต่อบัตรหนึ่งใบ
  2. หย่อนบัตร: นำบัตรทั้ง 3 ใบที่พับเรียบร้อยแล้ว มาหย่อนลงในหีบบัตรแต่ละประเภทด้วยตนเอง (หีบ สส. แบบแบ่งเขต, หีบ สส. แบบบัญชีรายชื่อ และหีบประชามติ)

ตารางสรุปประเภทบัตร

ประเภทบัตรสีของบัตรสิ่งที่ต้องเลือก
สส. แบบแบ่งเขตสีเขียวเลือกผู้สมัคร 1 ราย
สส. แบบบัญชีรายชื่อสีชมพูเลือกพรรคการเมือง 1พรรค
ออกเสียงประชามติสีเหลืองเลือก “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ”

กรณีไม่สามารถไปใช้สิทธิได้

ต้องแจ้งเหตุที่ไม่ไปใช้สิทธิเพื่อไม่ให้เสียสิทธิทางการเมือง โดยแจ้งได้ 2 ช่วง:

  • ก่อนวันเลือกตั้ง: 1 – 7 กุมภาพันธ์ 2569
  • หลังวันเลือกตั้ง: 9 – 15 กุมภาพันธ์ 2569
  • ช่องทาง: แจ้งผ่านแอปฯ Smart Vote หรือเว็บไซต์ของกรมการปกครอง

สหรัฐฯ-ไต้หวัน บรรลุดีลลดภาษีนำเข้า แลกลงทุนชิป 2.5 แสนล้านดอลลาร์

สหรัฐฯ-ไต้หวัน บรรลุดีลลดภาษีนำเข้า แลกลงทุนชิป 2.5 แสนล้านดอลลาร์

16 ม.ค. 2569 10:47 น.

สหรัฐฯ-ไต้หวัน บรรลุดีลลดภาษีนำเข้า แลกลงทุนชิป 2.5 แสนล้านดอลลาร์

สหรัฐฯ และไต้หวันลงนามข้อตกลงลดภาษีนำเหลือ 15% พร้อมมาตรการยกเว้นภาษีบางรายการ แลกกับการที่ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีของไต้หวันต้องอัดฉีดเงินลงทุนในสหรัฐฯ อย่างน้อย 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ  หรือราว 7.84 ล้านล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นคงทางซัพพลายเชนเซมิคอนดักเตอร์และ AI หวังลดการพึ่งพาจากภายนอกและสร้างฐานผลิตในประเทศให้พึ่งพาตนเองได้

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ประกาศบรรลุข้อตกลงกับไต้หวันเพื่อปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไต้หวันลงเหลือ 15% จากเดิมที่ตั้งไว้ที่ 20% ซึ่งเป็นอัตราภาษีแบบ “ต่างตอบแทน” ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้เพื่อแก้ปัญหาดุลการค้า

สาระสำคัญของข้อตกลงประกอบด้วย สินค้ากลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์, ไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์ไม้ จะถูกจำกัดภาษีไว้ที่ไม่เกิน 15% ขณะที่ยากลุ่ม Generic และทรัพยากรธรรมชาติบางประเภทจะได้รับการยกเว้นภาษีแบบต่างตอบแทนทั้งหมด

ภาคธุรกิจชิปและเทคโนโลยีของไต้หวันตกลงที่จะเข้ามาลงทุนโดยตรงในสหรัฐฯ อย่างน้อย 2.5 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7.84 ล้านล้านบาท) เพื่อขยายกำลังการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงและระบบ AI

นอกจากนั้น รัฐบาลไต้หวันจะจัดเตรียมวงเงินค้ำประกันสินเชื่ออีกอย่างน้อย 2.5 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไต้หวันในการขยายฐานการผลิตในอเมริกา

ฮาวเวิร์ด ลุตนิค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ กล่าวว่า เป้าหมายหลักคือการดึงซัพพลายเชนและการผลิตของไต้หวันกว่า 40% มาไว้ในแผ่นดินอเมริกา เพื่อให้สหรัฐฯ สามารถพึ่งพาตนเองได้ในด้านเทคโนโลยีชิป ซึ่งถือเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ของเศรษฐกิจโลก

นอกจากนี้ ลุตนิคยังระบุถึง TSMC ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปเบอร์หนึ่งของโลก ว่าได้มีการกว้านซื้อที่ดินหลายร้อยเอเคอร์ติดกับโรงงานเดิมในรัฐแอริโซนา ซึ่งคาดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการขยายฐานการผลิตภายใต้ข้อตกลงนี้

นายกรัฐมนตรีโช จุงไถ่ ของไต้หวัน ยกย่องความสำเร็จของทีมเจรจาว่าเป็นการทำ “โฮมรัน” ที่ยอดเยี่ยม และเน้นย้ำว่าความคืบหน้าครั้งนี้ได้มาอย่างยากลำบาก ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอย่างผู้ผลิตเครื่องจักรกลมองว่า แม้การลดภาษีเหลือ 15% จะช่วยให้แข่งขันกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ได้ดีขึ้น แต่ด้วยอัตรากำไรที่ต่ำ ภาระภาษีที่เหลืออยู่ยังคงเป็นโจทย์ยากที่ผู้ซื้อในสหรัฐฯ อาจต้องแบกรับร่วมด้วย

ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกล่าวหาว่าไต้หวันขโมยอุตสาหกรรมชิปไปจากสหรัฐฯ ทำให้รัฐบาลของประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ต้องพยายามอย่างหนักในการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมและเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ เพื่อรักษาความสัมพันธ์และเลี่ยงผลกระทบจากการตั้งกำแพงภาษี

ทั้งนี้ ในปี 2024 ไต้หวันได้เปรียบดุลการค้าสินค้ากับสหรัฐฯ สูงถึง 7.4 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยกว่าครึ่งหนึ่งเป็นสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งรวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ที่เป็นหัวใจสำคัญของผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ iPhone ไปจนถึงฮาร์ดแวร์ AI ของ Nvidia.

ที่มา AFP

“ปูติน” ส่งสัญญาณ อยากฟื้นสัมพันธ์ เกาหลีใต้–รัสเซีย

"ปูติน" ส่งสัญญาณ อยากฟื้นสัมพันธ์ เกาหลีใต้–รัสเซีย

16 ม.ค. 2569 10:27 น.

“ปูติน” ส่งสัญญาณ อยากฟื้นสัมพันธ์ เกาหลีใต้–รัสเซีย

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย แสดงความหวังฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ ระหว่างพิธีรับรองเอกอัครราชทูตคนใหม่ ยอมรับความร่วมมือเชิงบวกในอดีตบั่นทอนไปมากแต่เชื่อยังกลับมาร่วมมือได้

วันที่ 15 มกราคม 2569 สำนักข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้ รายงานว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย กล่าวแสดงความหวังที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ หลังความร่วมมือระหว่างสองประเทศถูกบั่นทอนจนถดถอยลงไปมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ถ้อยแถลงของผู้นำรัสเซียมีขึ้นระหว่างพิธีรับรองสารตราตั้งเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ ประจำกรุงมอสโก ซึ่งรวมถึงนายอี ซอก-แบ เอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำรัสเซียคนใหม่

ปูตินกล่าวว่า น่าเสียดายที่ทุนความร่วมมือเชิงบวกจำนวนมากระหว่างรัสเซียกับสาธารณรัฐเกาหลีได้สูญหายไป  พร้อมย้ำว่าในอดีตทั้งสองประเทศเคยยึดแนวทางปฏิบัตินิยมและประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงในด้านการค้าและธุรกิจ ซึ่งเขาหวังว่าจะสามารถฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ได้อีกครั้ง.

ที่มา Yonhap / RIA Novosti

เครนมรณะถล่มซ้ำสองวันซ้อน สื่อต่างชาติชี้ปัญหาเชิงระบบ–โยงบริษัทเดียวกัน

เครนมรณะถล่มซ้ำสองวันซ้อน สื่อต่างชาติชี้ปัญหาเชิงระบบ–โยงบริษัทเดียวกัน

16 ม.ค. 2569 09:54 น.

เครนมรณะถล่มซ้ำสองวันซ้อน สื่อต่างชาติชี้ปัญหาเชิงระบบ–โยงบริษัทเดียวกัน

สื่อต่างชาติพากันตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยและระบบกำกับดูแลโครงการขนาดใหญ่ของไทย  หลังเกิดเหตุเครนก่อสร้างถล่มในไทยสองครั้งภายใน 48 ชั่วโมง โดยเฉพาะความเชื่อมโยงกับบริษัทแห่งเดียวกัน

เหตุเครนก่อสร้างถล่มในไทยสองครั้งภายใน 48 ชั่วโมง กลายเป็นประเด็นใหญ่ในสื่อต่างประเทศ โดยเฉพาะหลังรัฐมนตรีคมนาคมไทยยืนยันว่า ทั้งสองเหตุโยงถึงบริษัทเดียวกัน คือ อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ทำให้สื่อต่างชาติพากันตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยและระบบกำกับดูแลโครงการขนาดใหญ่ของไทย 

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดใกล้กรุงเทพฯ เมื่อเครนขนาดใหญ่พังถล่มลงบนทางด่วน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย เพียงหนึ่งวันหลังจากเครนอีกตัวของบริษัทเดียวกัน ร่วงทับรถไฟโดยสาร ที่มีผู้โดยสารเกือบ 200 คน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 32 ราย เหตุการณ์นี้ทำให้รัฐบาลไทยต้องสั่ง ระงับงานก่อสร้างของบริษัททันที เพื่อรอผลสอบสวนอย่างละเอียด

ABC News Australia ให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อเหตุเครนถล่มในไทยที่เกิดขึ้นซ้ำภายในเวลาเพียงสองวัน โดยระบุว่าเป็น “second fatal crane collapse” และชี้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดติดกันเช่นนี้ ผิดปกติอย่างยิ่ง พร้อมยกคำพูดของรัฐมนตรีคมนาคมไทยที่กล่าวว่า “ผมยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น”

น้ำเสียงของสื่อออสเตรเลียสะท้อนชัดว่า เหตุการณ์นี้ ไม่ใช่อุบัติเหตุทั่วไป แต่เป็นสัญญาณของ ปัญหาความปลอดภัยเชิงโครงสร้าง ในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของไทย โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ซึ่งเป็นโครงการระดับยุทธศาสตร์ของประเทศ

ABC ยังตั้งข้อสังเกตว่า การที่เครนของบริษัทเดียวกันเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงสองครั้งซ้อน ทำให้เกิดคำถามต่อ มาตรฐานการกำกับดูแลของรัฐไทย ว่ามีความเข้มงวดเพียงพอหรือไม่ และระบบตรวจสอบความปลอดภัยในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มีประสิทธิภาพเพียงใด เป็นห่วงถึงความปลอดภัย ต่อนักท่องเที่ยว.

ที่มา : ABCnews

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เครนถล่ม

กัมพูชาบุกสถานทูตไทยในพนมเปญ ยื่นหนังสือประท้วงกองทัพเรือไทยเข้ายึดเรือ-จับชาวประมงกัมพูชา 4 คน

กัมพูชาบุกสถานทูตไทยในพนมเปญ ยื่นหนังสือประท้วงกองทัพเรือไทยเข้ายึดเรือ-จับชาวประมงกัมพูชา 4 คน

16 ม.ค. 2569 09:47 น.

กัมพูชาบุกสถานทูตไทยในพนมเปญ ยื่นหนังสือประท้วงกองทัพเรือไทยเข้ายึดเรือ-จับชาวประมงกัมพูชา 4 คน

กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ยื่นหนังสือประท้วงทางการทูตต่อสถานทูตไทย หลังเรือประมงกัมพูชาถูกกองทัพเรือไทยยึด พร้อมจับกุมชาวประมง 4 คน อ้างเหตุเกิดในน่านน้ำกัมพูชา ใกล้ชายฝั่งจังหวัดเกาะกง

วันที่ 15 มกราคม 2569 กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ระบุในบันทึกทางการทูตที่ส่งถึงสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ แสดงท่าทีประท้วงทางการทูตต่อประเทศไทย หลังเกิดเหตุเรือประมงกัมพูชาถูกกองทัพเรือไทยเข้ายึดและจับกุมชาวประมง 4 คน โดยยืนยันว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายในน่านน้ำอธิปไตยของกัมพูชา บริเวณชายฝั่งจังหวัดเกาะกง

บันทึกทางการทูตฉบับนี้ระบุว่า เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 11.30 น. วันที่ 6 มกราคม 2569 ที่พิกัด 11°33’30″N และ 102°51’39″E ซึ่งกัมพูชายืนยันว่าอยู่ในน่านน้ำของกัมพูชา แม้ทางการกัมพูชาจะระบุว่ายินดีที่ชาวประมงทั้ง 4 คนได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา แต่ยังคงเรียกร้องอย่างเป็นทางการให้ฝ่ายไทยส่งคืนเรือประมงและอุปกรณ์ทำประมงทั้งหมดที่ถูกยึดไปโดยทันที

แถลงการณ์ระบุว่า กัมพูชาขอประณามการกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยมองว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยและเขตอำนาจศาลของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายไทยหลีกเลี่ยงการกระทำในลักษณะเดียวกันในอนาคต เพื่อธำรงรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ.

ที่มา Freshnews