“ทรัมป์” ขู่ตอบโต้รุนแรง หากอิหร่านสั่งประหารผู้ประท้วง หลังยอดตายพุ่ง 2,400 ศพ

"ทรัมป์" ขู่ตอบโต้รุนแรง หากอิหร่านสั่งประหารผู้ประท้วง หลังยอดตายพุ่ง 2,400 ศพ

14 ม.ค. 2569 12:53 น.

“ทรัมป์” ขู่ตอบโต้รุนแรง หากอิหร่านสั่งประหารผู้ประท้วง หลังยอดตายพุ่ง 2,400 ศพ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลั่นเตรียมใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดหากรัฐบาลอิหร่านดำเนินการสังหารผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาล ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนเผยยอดผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามพุ่งสูงกว่า 2,400 ราย และมีเด็กเสียชีวิตด้วย ด้านอิหร่านโต้เป็นฝีมือกลุ่มก่อการร้าย

สถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านยังทวีความรุนแรง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์เตือนว่า สหรัฐฯ จะดำเนิน “มาตรการที่รุนแรงมาก” ต่ออิหร่าน หากทางการดำเนินการประหารชีวิตผู้ประท้วงตามที่มีกระแสข่าว

องค์กรสิทธิมนุษยชน Hengaw และญาติของนายเออร์ฟาน สุลตานี วัย 26 ปี เปิดเผยกับสำนักข่าวบีบีซีว่า สุลตานีถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยกระบวนการที่รวดเร็วเพียง 2 วันหลังถูกจับกุม ซึ่งถือเป็นการใช้ยุทธวิธีสร้างความหวาดกลัวเพื่อสยบการประท้วง โดยคาดว่าการประหารอาจเกิดขึ้นภายในวันพุธนี้

ยอดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บพุ่งสูงหน่วยงานนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน (HRANA) ระบุว่าขณะนี้ยืนยันยอดผู้ประท้วงเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2,403 ราย ในจำนวนนี้มีเด็ก 12 ราย และมีผู้ประท้วงถูกจับกุมไปแล้วกว่า 18,434 คน ขณะที่โรงพยาบาลในกรุงเตหะรานและเมืองต่าง ๆ ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจาก “เขตสงคราม” เนื่องจากขาดแคลนเวชภัณฑ์และเลือดในการรักษาผู้บาดเจ็บจำนวนมหาศาล อย่างไรก็ตาม ทางการอิหร่านปฏิเสธตัวเลขดังกล่าว โดยอ้างว่าผู้เสียชีวิตประมาณ 2,000 รายเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้าย

โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลว่ารัฐบาลอิหร่านจะต้อง “ชดใช้อย่างสาสม” ต่อการสังหารประชาชน พร้อมสั่งยกเลิกการประชุมกับเจ้าหน้าที่อิหร่านทั้งหมดจนกว่าความรุนแรงจะยุติลง นอกจากนี้ยังระบุว่ากำลังพิจารณาทั้งทางเลือกทางทหารและมาตรการคว่ำบาตร โดยก่อนหน้านี้ได้ประกาศกำแพงภาษี 25% กับประเทศที่ยังค้าขายกับอิหร่านไปแล้ว

การประท้วงครั้งนี้ลุกลามไปยัง 180 เมืองใน 31 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีจุดเริ่มต้นจากความโกรธแค้นเรื่องค่าครองชีพที่พุ่งสูงและค่าเงินล่มสลาย ก่อนจะขยายตัวเป็นการเรียกร้องให้เปลี่ยนระบอบการปกครอง แม้รัฐบาลจะสั่งปิดกั้นอินเทอร์เน็ตต่อเนื่องยาวนานกว่า 120 ชั่วโมง แต่ยังมีคลิปวิดีโอเล็ดลอดออกมาแสดงให้เห็นภาพการปะทะกันอย่างรุนแรงและการพบศพผู้ประท้วงจำนวนมากที่ศูนย์นิติเวชในเตหะราน

ขณะที่นายโวลเกอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้ออกมาเรียกร้องให้อิหร่านยุติความรุนแรงและยกเลิกข้อหา “เป็นศัตรูต่อพระเจ้า” ซึ่งมีโทษประหารชีวิตที่ใช้กับผู้ประท้วงในทันที.

ที่มา BBC

ช็อตเด็ด ทรัมป์ฟิวส์ขาดชูนิ้วกลางใส่คนตะโกนด่า ระหว่างเยี่ยมโรงงานฟอร์ด

ช็อตเด็ด ทรัมป์ฟิวส์ขาดชูนิ้วกลางใส่คนตะโกนด่า ระหว่างเยี่ยมโรงงานฟอร์ด

14 ม.ค. 2569 11:53 น.

ช็อตเด็ด ทรัมป์ฟิวส์ขาดชูนิ้วกลางใส่คนตะโกนด่า ระหว่างเยี่ยมโรงงานฟอร์ด

สุดช็อก ทรัมป์ระงับอารมณ์ไม่อยู่ชูนิ้วกลางสวนผู้ตะโกนด่า ระหว่างเยี่ยมโรงงาน Ford ขณะที่ทำเนียบขาวชี้เป็นการตอบโต้ที่เหมาะสม

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ หลังมีคลิปวิดีโอเผยแพร่ให้เห็นช่วงเวลาที่เขา ชูนิ้วกลางใส่บุคคลที่ตะโกนด่าทอ ระหว่างการเยี่ยมชมโรงงานผลิตรถบรรทุกของบริษัทฟอร์ด ในรัฐมิชิแกน เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

คลิปวิดีโอซึ่งเผยแพร่โดยเว็บไซต์บันเทิง TMZ แสดงให้เห็นทรัมป์ชี้นิ้วไปยังบุคคลที่ไม่ปรากฏในภาพ ก่อนจะขยับปากพูดบางอย่าง และ ยกนิ้วกลางไปในทิศทางของผู้ตะโกน โดยมีเสียงตะโกนเรียกเขาว่า “ผู้ปกป้องคนล่วงละเมิดทางเพศเด็ก” ดังแทรกขึ้นมา

เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างที่ทรัมป์เดินทางไปเยี่ยมชมโรงงาน Ford ในเมืองเดียร์บอร์น ก่อนขึ้นเวทีปราศรัยเรื่องเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เมืองดีทรอยต์ในวันเดียวกัน

ด้านทำเนียบขาวออกมาปกป้องพฤติกรรมดังกล่าว โดย สตีเวน ชอง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของทำเนียบขาว ระบุในแถลงการณ์ว่า มีคนวิกลจริตตะโกนคำหยาบด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดอย่างควบคุมไม่ได้ และประธานาธิบดีได้ตอบโต้กลับอย่างเหมาะสมและชัดเจน

ด้านบริษัทฟอร์ดออกแถลงการณ์ผ่านโฆษก เดวิด โทวาร์ ระบุว่า บริษัทรับทราบคลิปวิดีโอดังกล่าวแล้ว พร้อมย้ำว่า “หนึ่งในค่านิยมหลักของเราคือความเคารพ และเราไม่สนับสนุนการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมใดๆ ภายในสถานที่ของเรา” โดยระบุว่าบริษัทมีขั้นตอนจัดการเหตุลักษณะนี้ แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดด้านบุคลากร

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความสนใจต่อ เอกสารคดีเจฟฟรีย์ เอปสตีน (Epstein files) ที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐทยอยเปิดเผยภายใต้กฎหมายว่าด้วยความโปร่งใส ซึ่งมีการกล่าวถึงชื่อของทรัมป์ในเอกสารบางส่วน

เอกสารชุดหนึ่งที่เผยแพร่เมื่อเดือนที่แล้ว ระบุว่า บันทึกการบินแสดงให้เห็นว่าทรัมป์เคยโดยสารเครื่องบินของเอปสตีนอย่างน้อย 8 ครั้งในช่วงทศวรรษ 1990 รวมถึงเที่ยวบินหนึ่งที่มีหญิงวัย 20 ปีซึ่งไม่เปิดเผยชื่อร่วมเดินทางด้วย

อย่างไรก็ตาม ทางการสหรัฐฯ ยังไม่ตั้งข้อกล่าวหาใดๆ ต่อทรัมป์ และทั้งตัวเขาเองรวมถึงทำเนียบขาวยืนยันมาโดยตลอดว่าเขาไม่ได้กระทำผิด ขณะที่กระทรวงยุติธรรมระบุว่า เอกสารบางส่วนที่ถูกเผยแพร่นั้น มีเนื้อหาที่ไม่เป็นความจริงและชวน sensational พร้อมย้ำว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูล.

ดูคลิป ที่นี่

ที่มา : NBCnews

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

เมียนมาโต้เดือด ชี้คดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจาในศาลโลก “ไร้มูลความจริง”

เมียนมาโต้เดือด ชี้คดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจาในศาลโลก "ไร้มูลความจริง"

14 ม.ค. 2569 11:51 น.

เมียนมาโต้เดือด ชี้คดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจาในศาลโลก “ไร้มูลความจริง”

กระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าคดีที่ประเทศแกมเบียยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กลุ่มน้อยชาวโรฮีนจานั้น เป็นคดีที่มีข้อบกพร่องและไม่มีมูลความจริง ทั้งในแง่ของข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้เริ่มกระบวนการไต่สวนเป็นเวลา 3 สัปดาห์ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาพยานหลักฐานจากเหตุการณ์ที่กองทัพเมียนมาเข้ากวาดล้างครั้งใหญ่ในรัฐยะไข่เมื่อปี 2017 ซึ่งส่งผลให้ชาวโรฮีนจากว่า 7 แสนคนต้องลี้ภัยไปยังบังกลาเทศ ท่ามกลางรายงานเรื่องการสังหารหมู่ การวางเพลิง และการล่วงละเมิดทางเพศอย่างรุนแรง

แถลงการณ์ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของรัฐระบุว่า รัฐบาลเมียนมาซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2021 กำลังให้ความร่วมมือกับศาลด้วยความจริงใจเพื่อแสดงความเคารพต่อกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ขอให้ศาลพิจารณาคดีบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและตัวบทกฎหมายภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ เมียนมายังระบุว่ารายงานที่มีการเผยแพร่ออกไปนั้น “มีอคติและอ้างอิงพยานหลักฐานที่ไม่น่าเชื่อถือ” โดยในแถลงการณ์ไม่ได้เรียกชื่อชาว “โรฮีนจา” แต่ใช้คำว่า “บุคคลจากรัฐยะไข่” แทน พร้อมย้ำว่าปฏิบัติการของกองทัพเป็นการกระทำที่ชอบธรรมเพื่อกวาดล้างกลุ่มกบฏที่โจมตีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงจนเสียชีวิต

ทางด้านนายดอดา จัลโลว์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมของแกมเบีย ได้แถลงต่อศาลในวันแรกว่าชาวโรฮีนจาตกเป็นเป้าหมายของการทำลายล้าง ขณะที่ทีมกฎหมายของเมียนมามีกำหนดการขึ้นแถลงตอบโต้ต่อศาลในวันศุกร์นี้

ปัจจุบัน มีผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจากว่า 1.17 ล้านคน ยังคงอาศัยอยู่อย่างแออัดในค่ายกักกันที่เมืองค็อกซ์บาซาร์ ประเทศบังกลาเทศ ทั้งนี้ แม้ศาลโลกจะไม่มีกลไกบังคับคดีโดยตรง แต่หากมีคำตัดสินว่าเมียนมามีความผิดจริง จะเป็นการสร้างแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศต่อเมียนมาอย่างมหาศาล ซึ่งกระบวนการตัดสินอาจใช้เวลานานหลายเดือนหรือหลายปี.

ที่มา AFP

ปี 2025 รั้งอันดับ 3 ร้อนสุดประวัติการณ์ นักวิทย์เตือนอุณหภูมิพุ่งเร็วกว่าที่คาด

ปี 2025 รั้งอันดับ 3 ร้อนสุดประวัติการณ์ นักวิทย์เตือนอุณหภูมิพุ่งเร็วกว่าที่คาด

14 ม.ค. 2569 11:02 น.

ปี 2025 รั้งอันดับ 3 ร้อนสุดประวัติการณ์ นักวิทย์เตือนอุณหภูมิพุ่งเร็วกว่าที่คาด

หน่วยงานตรวจสอบสภาพภูมิอากาศระดับโลกทั้งยุโรปและสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ปี 2025 คือปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 3 เท่าที่เคยมีการบันทึกมา ขณะที่รอบ 11 ปีหลังสุดครองแชมป์ปีที่ร้อนที่สุดทั้งหมด ชี้อุณหภูมิโลกเฉลี่ย 3 ปีล่าสุดทะลุเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียสไปแล้ว

หน่วยงานบริการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคอเปอร์นิคัส (Copernicus) ของสหภาพยุโรป และสถาบันเบิร์กลีย์ เอิร์ธ (Berkeley Earth) ของสหรัฐฯ เปิดเผยรายงานประจำปีระบุว่า ปี 2025 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากปี 2024 และ 2023 ตามลำดับ ส่งผลให้ช่วง 11 ปีที่ผ่านมา กลายเป็นช่วงเวลาที่โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดเท่าที่เคยมีการบันทึก

คอเปอร์นิคัสระบุว่า อุณหภูมิในปี 2025 สูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรม 1.47 องศาเซลเซียส ใกล้เคียงปี 2023 และตามหลังปี 2024 ซึ่งแตะ 1.6 องศาเซลเซียส ขณะที่ประชากรราว 770 ล้านคนทั่วโลกเผชิญสภาพอากาศร้อนเป็นประวัติการณ์ โดยไม่มีพื้นที่ใดทำสถิติหนาวที่สุด

รายงานระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่อุณหภูมิโลกเฉลี่ยในช่วง 3 ปีล่าสุด สูงเกินกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมถึง 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นขีดจำกัดสำคัญตามข้อตกลงปารีส นักวิทยาศาสตร์จากเบิร์กลีย์ เอิร์ธ เตือนว่าการพุ่งสูงของอุณหภูมิตั้งแต่ปี 2023-2025 สะท้อนถึงการเร่งตัวของภาวะโลกร้อนที่รวดเร็วเกินคาด โดยคอเปอร์นิคัสประเมินว่าโลกอาจก้าวเข้าสู่สภาวะอุณหภูมิสูงเกินเกณฑ์ 1.5 องศาฯ แบบถาวรภายในสิ้นทศวรรษนี้ ซึ่งเร็วกว่าคำพยากรณ์เดิมถึง 10 ปี

มีประชากรกว่า 770 ล้านคนทั่วโลกต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนทำลายสถิติในพื้นที่ที่ตนอาศัยอยู่ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียกลาง แถบซาเฮลในแอฟริกา และยุโรปตอนเหนือ นอกจากนี้ ทวีปแอนตาร์กติก (ขั้วโลกใต้) ยังเผชิญกับปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์อีกด้วย

แม้ก๊าซเรือนกระจกจะเป็นตัวการหลัก แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ามีปัจจัยเสริมอื่น ๆ เช่น การลดลงของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จากการขนส่งทางเรือ ซึ่งปกติช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์ กลับกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้โลกสะสมความร้อนมากขึ้น ขณะที่ความพยายามลดการปล่อยมลพิษในประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ เยอรมนี และฝรั่งเศส เริ่มชะลอตัวลง โดยเฉพาะความกังวลหลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะนำสหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงภูมิอากาศของสหประชาชาติอีกครั้ง

สำหรับแนวโน้มในปี 2026 ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าอุณหภูมิจะยังคงอยู่ในระดับสูง โดยอาจเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 4 แต่หากเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญขึ้นในปีนี้ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ปี 2026 จะกลับมาทุบสถิติโลกเป็นปีที่ร้อนที่สุดอีกครั้ง.

ที่มา AFP

ตร.สหรัฐฯ ยิงกระสุนยางระยะประชิดถูกหน้าผู้ชุมนุมประท้วงเลือดอาบ (คลิป)

ตร.สหรัฐฯ ยิงกระสุนยางระยะประชิดถูกหน้าผู้ชุมนุมประท้วงเลือดอาบ (คลิป)

14 ม.ค. 2569 10:29 น.

ตร.สหรัฐฯ ยิงกระสุนยางระยะประชิดถูกหน้าผู้ชุมนุมประท้วงเลือดอาบ (คลิป)

การชุมนุมประท้วงคดีจนท. ICE ยิงหญิงชาวมินนิอาโพลิสเสียชีวิต ลุกลามบานปลาย ล่าสุดอัยการรัฐบาลกลางต่างลาออก ขณะที่มีคลิปเจ้าหน้าที่รัฐยิงกระสุนใส่ผู้ประท้วงในระยะประชิด เข้าที่ใบหน้าจนเลือดอาบ

การชุมนุมประท้วงจากกรณีการเสียชีวิตของหญิงชาวมินนิอาโพลิสที่ถูกเจ้าหน้าที่ ICE ยิงจนเสียชีวิต เริ่มลุกลามบานปลาย ล่าสุดอัยการรัฐบาลกลางหลายรายต่างลาออก ขณะที่ในรัฐแคลิฟอร์เนียมีการเผยคลิปเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงกระสุนใส่ผู้ประท้วงในระยะประชิด เข้าที่ใบหน้าอย่างจัง จนเลือดอาบ ก่อนจะลากคอผู้ประท้วงรายดังกล่าวเข้าไปในตัวอาคาร

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างการประท้วงในเมือง ซานตา อนา รัฐแคลิฟอร์เนียตอนใต้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับ รีแน กู๊ด หญิงวัยกลางคนที่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐ หรือ ICE ยิงเสียชีวิตที่เมืองมินนิอาโพลิส

โดยวิดีโอในที่เกิดเหตุแสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง ยิงกระสุนจากระยะใกล้ใส่ผู้ประท้วงคนหนึ่งเข้าที่ใบหน้า ชายคนดังกล่าวทรุดตัวลงกับพื้น เลือดอาบใบหน้า และต่อมามีการอ่านแถลงการณ์โดยเพื่อน ระบุว่าเขาสูญเสียการมองเห็นในตาข้างหนึ่ง

เหตุปะทะดังกล่าวยังทำให้มีผู้ถูกจับกุมอย่างน้อย 1 คน ในข้อหาทำร้าย ขัดขวาง หรือขัดคำสั่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง ขณะที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐ ระบุว่ามีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 2 นายจากเหตุการณ์นี้

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าการชุมนุมประท้วงอีกหลายจุด เจ้าหน้าที่มีการใช้แก๊สน้ำตาเพื่อปราบปรามผู้ประท้วงอีกด้วย

ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดยังลุกลามไปถึงกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ หลังมีรายงานว่า อัยการรัฐบาลกลางในรัฐมินนิโซตาอย่างน้อย 6 คนลาออก ซึ่งอาจเกิดจากความไม่พอใจที่ถูกแทรกแซงทางการเมืองในการสอบสวนคดีการเสียชีวิตของรีแน กู๊ด หลังมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลกลางกีดกันรัฐมินนิโซตาออกจากกระบวนการสอบสวน.

ที่มา-ดูคลิป ที่นี่: AP

คลิกอ่านข่าว ประท้วงสหรัฐฯ

“ทาคาอิจิ-อี แจ มยอง” โชว์ตีกลองกระชับมิตร ส่งสัญญาณความสัมพันธ์บทใหม่ญี่ปุ่น–เกาหลีใต้

"ทาคาอิจิ-อี แจ มยอง" โชว์ตีกลองกระชับมิตร ส่งสัญญาณความสัมพันธ์บทใหม่ญี่ปุ่น–เกาหลีใต้

14 ม.ค. 2569 10:26 น.

“ทาคาอิจิ-อี แจ มยอง” โชว์ตีกลองกระชับมิตร ส่งสัญญาณความสัมพันธ์บทใหม่ญี่ปุ่น–เกาหลีใต้

“ทาคาอิจิ-อี แจ  มยอง” ผู้นำญี่ปุ่น–เกาหลีใต้ โชว์ตีกลองร่วมกันหลังการประชุมสุดยอดที่เมืองนารา สื่อถึงมิตรภาพและอนาคตความร่วมมือ ภายใต้ความสัมพันธ์บทใหม่ระหว่างสองประเทศ  

วันที่ 13 มกราคม 2569 นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และนาย อี แจ มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ สร้างบรรยากาศเป็นกันเองด้วยการตีกลองร่วมกันในบทเพลง “Golden” จากซีรีส์ Netflix เรื่อง KPop Demon Hunters และเพลง “Dynamite” ของวง BTS ท่ามกลางบรรยากาศผ่อนคลาย ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดทวิภาคี ที่จังหวัดนารา ของญี่ปุ่น

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้นำทั้งสองสวมชุดสีน้ำเงินที่ฝ่ายญี่ปุ่นจัดเตรียมไว้ มีการปักชื่อเป็นภาษาอังกฤษและธงชาติของแต่ละประเทศ สื่อถึงมิตรภาพและความเคารพซึ่งกันและกัน โดยนางทาคาอิจิ ซึ่งเป็นแฟนเพลงเฮฟวีเมทัลและเคยเล่นกลองสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เป็นผู้แนะนำการตีกลองให้ผู้นำเกาหลีใต้

ด้านทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้เปิดเผยว่า การตีกลองร่วมกันเกิดขึ้นระหว่างการประชุมทวิภาคีที่เมืองนารา ซึ่งเป็นบ้านเกิดและเขตเลือกตั้งของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นับเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี ที่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เดินทางเยือนเมืองนอกกรุงโตเกียวเพื่อการประชุมสุดยอดทวิภาคี

ทั้งนี้ ผู้นำทั้งสองระบุว่า จะกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในเอเชียตะวันออก เน้นย้ำความจำเป็นของความร่วมมือไตรภาคีระหว่าง เกาหลีใต้–ญี่ปุ่น–จีน รวมถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่าง เกาหลีใต้–สหรัฐฯ–ญี่ปุ่น เพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค พร้อมยืนยันจุดยืนร่วมกันในการผลักดันการปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี โดยนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิมีกำหนดเยือนเกาหลีใต้เป็นลำดับถัดไป.

ที่มา NHK /Yonhap

กระทรวงพาณิชย์กัมพูชาเผย การค้าไทย-กัมพูชา ปี 68 หด 15% เหลือ 3.6 พันล้านดอลลาร์ ผลกระทบเหตุพิพาท

กระทรวงพาณิชย์กัมพูชาเผย การค้าไทย-กัมพูชา ปี 68 หด 15% เหลือ 3.6 พันล้านดอลลาร์ ผลกระทบเหตุพิพาท

14 ม.ค. 2569 09:38 น.

กระทรวงพาณิชย์กัมพูชาเผย การค้าไทย-กัมพูชา ปี 68 หด 15% เหลือ 3.6 พันล้านดอลลาร์ ผลกระทบเหตุพิพาท

กระทรวงพาณิชย์กัมพูชาเผยผลกระทบเหตุสู้รบกับไทยและการคว่ำบาตรสินค้า ทำตัวเลขการค้าไทย-กัมพูชา ปี 2568 ลดลง 15% มาอยู่ที่ 3,600 ล้านดอลลาร์  

วันที่ 13 มกราคม 2569 กระทรวงพาณิชย์กัมพูชาเปิดเผยว่า มูลค่าการค้าระหว่างไทย-กัมพูชา ในปี 2568 อยู่ที่ประมาณา 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.27 แสนล้านบาท ลดลง 14.86% จากปีก่อนหน้า ท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตและกระแสบอยคอตของผู้บริโภคที่ส่งผลกระทบต่อการค้าข้ามพรมแดน

ข้อมูลระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณการค้ารวมลดลงจากกว่า 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 เหลือ 3.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 โดยการส่งออกของไทยไปยังกัมพูชา ลดลง 15.04% เหลือประมาณ 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.02 แสนล้านบาท ขณะที่ การส่งออกของกัมพูชาไปไทย ลดลง 14.15% อยู่ที่ 732 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท

กัมพูชาระบุว่า อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขมูลค่าการค้าจะลดลง แต่ไทยยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 4 ของกัมพูชา รองจากจีน สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระบุว่า การค้าระหว่างกัมพูชาและไทยยังคงขับเคลื่อนด้วยการนำเข้าและส่งออก วัตถุดิบสำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรมและการผลิต ส่งผลให้กิจกรรมด้านการขนส่งยังไม่หยุดชะงักเพียงแต่มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางจากชายแดนทางบกไปสู่การขนส่งทางทะเลมากขึ้น 

ที่มา Freshnews

อัยการพิเศษเกาหลีใต้ยื่นโทษประหารชีวิตอดีตปธน. “ยุน ซอกยอล” ศาลนัดชี้ชะตา 19 ก.พ.นี้

อัยการพิเศษเกาหลีใต้ยื่นโทษประหารชีวิตอดีตปธน. "ยุน ซอกยอล" ศาลนัดชี้ชะตา 19 ก.พ.นี้

14 ม.ค. 2569 08:44 น.

อัยการพิเศษเกาหลีใต้ยื่นโทษประหารชีวิตอดีตปธน. “ยุน ซอกยอล” ศาลนัดชี้ชะตา 19 ก.พ.นี้

อัยการพิเศษเกาหลีใต้ยื่นขอศาลลงโทษประหารชีวิตอดีตปธน.ยุน ซอกยอล จากการเป็นหัวหน้ากบฎประกาศกฎอัยการศึกล้มล้างรธน. นับเป็นคดีประวัติศาสตร์การเมืองเกาหลีใต้ ศาลกรุงโซลจะอ่านคำพิพากษา 19 ก.พ.นี้

วันที่ 14 มกราคม 2569 สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานว่า คณะอัยการพิเศษได้ยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้ลงโทษประหารชีวิตนาย ยุน ซอกยอล อดีตประธานาธิบดี จากกรณีการประกาศกฎอัยการศึกที่ล้มเหลวเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 โดยชี้ว่าเป็นการกระทำเข้าข่ายก่อกบฏและพยายามยึดอำนาจรัฐ

คำร้องของอัยการพิเศษถูกยื่นในวันไต่สวนสุดท้ายที่ศาลแขวงกรุงโซล โดยระบุว่าอดีตประธานาธิบดียุนเป็นแกนนำการก่อกบฏที่พยายามคงอำนาจของตนเองไว้ ผ่านการเข้าควบคุมฝ่ายตุลาการและฝ่ายนิติบัญญัติพร้อมใช้อำนาจรัฐและกองกำลังซึ่งควรใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยรวม

โดยนายพัค อ็อกซู ผู้ช่วยอัยการพิเศษระบุว่า อดีตประธานาธิบดียุนประกาศกฎอัยการศึกเพื่ออยู่ในอำนาจต่อไปในระยะยาว การกระทำนี้มีความร้ายแรงอย่างยิ่งเพราะเป็นการนำทรัพยากรทางกายภาพของรัฐมาใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ขณะที่ศาลเตรียมอ่านคำพิพากษาคดีของยุนในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569

รายงานข่าวระบุว่า ระหว่างอ่านคำแถลงปิดคดีนานกว่า 90 นาที นายยุนยังคงยืนยันความบริสุทธิ์ อ้างว่าการใช้สิทธิภาวะฉุกเฉินตามรัฐธรรมนูญของประธานาธิบดีไม่อาจถือเป็นการก่อกบฏ พร้อมย้ำว่านี่ไม่ใช่เผด็จการทหาร แต่เป็นความพยายามปกป้องเสรีภาพ อธิปไตย และฟื้นฟูระเบียบรัฐธรรมนูญ พร้อมกันนี้ยังกล่าวโจมตีการสอบสวนและการฟ้องร้องว่าเป็นการล้างบางทางการเมืองและเป็นการใช้กฎหมายเพื่อกดขี่ฝ่ายตรงข้าม

โดยนายยุนถูกฟ้องเมื่อเดือนมกราคมปีที่ผ่านมา ในข้อหานำการก่อกบฏจากการประกาศกฎอัยการศึกโดยไม่มีเหตุฉุกเฉินตามกฎหมาย ถูกกล่าวหาว่าสั่งระดมทหารและตำรวจปิดล้อมรัฐสภาเพื่อขัดขวางไม่ให้ ส.ส. ลงมติคว่ำประกาศ รวมถึงสั่งจับกุมประธานรัฐสภา และแกนนำพรรคการเมืองหลักทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน

ทั้งนี้ นายยุนกลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกของเกาหลีใต้ที่ถูกฟ้องและควบคุมตัวในระหว่างดำรงตำแหน่ง คดีนี้ทำให้หลายฝ่ายย้อนนึกถึงกรณีของอดีตผู้นำเผด็จการชุน ดูฮวาน ซึ่งเคยถูกขอให้ลงโทษประหารชีวิตจากคดีก่อรัฐประหารปี 2522 และเหตุสังหารหมู่กวางจูในปี 2523 ก่อนโทษจะถูกลดลงในเวลาต่อมา.

ที่มา Yonhap

ฝรั่งเศสคนตายมากกว่าเกิดครั้งแรก นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ฝรั่งเศสคนตายมากกว่าเกิดครั้งแรก นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

14 ม.ค. 2569 06:31 น.

ฝรั่งเศสคนตายมากกว่าเกิดครั้งแรก นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ในปี 2568 ฝรั่งเศสมีผู้เสียชีวิตมากกว่าเด็กเกิดใหม่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 หวั่นส่งผลกระทบหลายด้านในระยะยาว

เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2569 ทางการฝรั่งเศสเปิดเผยว่า ในปี 2568 ฝรั่งเศสมีจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นพัฒนาการที่ลดทอนความได้เปรียบทางประชากรศาสตร์ที่ฝรั่งเศสมีเหนือประเทศอื่น ๆ ในสหภาพยุโรปมาอย่างยาวนาน

สถาบันสถิติแห่งชาติ (INSEE) รายงานว่าในปีที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิต 651,000 ราย และมีเด็กเกิดใหม่ 645,000 ราย ซึ่งตัวเลขการเกิดนั้นลดฮวบลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิดทั่วโลก

โดยปกติแล้ว ฝรั่งเศสจะมีโครงสร้างประชากรที่แข็งแกร่งกว่าประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป แต่การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและอัตราการเกิดที่ลดลง แสดงให้เห็นว่าฝรั่งเศสเองก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงวิกฤตทางประชากรที่กำลังสร้างภาระให้กับสถานะการเงินภาครัฐไปทั่วทั้งทวีปได้

INSEE ระบุว่า อัตราการเจริญพันธุ์ หรือ จำนวนบุตรโดยเฉลี่ยที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีตลอดช่วงวัยเจริญพันธุ์ ในฝรั่งเศสเมื่อปี 2568 ลดลงเหลือเพียงเด็ก 1.56 คนต่อสตรี 1 คน ต่ำที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 และต่ำกว่าระดับ 1.8 ที่สภาที่ปรึกษาด้านบำนาญเคยคาดการณ์ไว้เพื่อใช้ในการคำนวณงบประมาณกองทุนบำนาญอย่างมาก

เมื่อปี 2566 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่มีข้อมูลเปรียบเทียบในกลุ่มสหภาพยุโรป พบว่า ฝรั่งเศสเคยเป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญพันธุ์สูงสุดเป็นอันดับ 2 ของสหภาพยุโรป ที่ 1.65 ตามหลังเพียงประเทศบัลแกเรียที่มีอัตราอยู่ที่ 1.81

สำนักงานตรวจสอบเงินแผ่นดินของฝรั่งเศสออกมาเตือนเมื่อเดือนธันวาคมว่า การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์นี้จะผลักดันให้การใช้จ่ายภาครัฐพุ่งกลับไปสูงเท่ากับช่วงการแพร่ระบาดของโควิดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ในขณะเดียวกันก็ทำให้ฐานรายได้จากภาษีลดน้อยลงด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจะมากกว่าจำนวนการเกิด แต่ประชากรของฝรั่งเศสยังคงเติบโตขึ้นเล็กน้อยในปีที่ผ่านมา โดยขึ้นไปอยู่ที่ 69.1 ล้านคน เนื่องมาจากการย้ายถิ่นฐานสุทธิ ซึ่ง INSEE ประมาณการไว้ที่ 176,000 คน

ขณะเดียวกัน อายุขัยเฉลี่ยก็พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ 85.9 ปีสำหรับผู้หญิง และ 80.3 ปีสำหรับผู้ชาย ในขณะที่สัดส่วนของประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นเป็น 22% ซึ่งเกือบจะเท่ากับสัดส่วนของประชากรที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : france24

ธนาคารกลางทั่วโลก แห่หนุน “พาวเวลล์” ปธ.เฟด หลังถูกสอบสวนคดีอาญา

ธนาคารกลางทั่วโลก แห่หนุน “พาวเวลล์” ปธ.เฟด หลังถูกสอบสวนคดีอาญา

14 ม.ค. 2569 03:51 น.

ธนาคารกลางทั่วโลก แห่หนุน “พาวเวลล์” ปธ.เฟด หลังถูกสอบสวนคดีอาญา

ธนาคารกลางทั่วโลกประกาศจุดยืนเคียงข้างประธาน เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หลังถูกกระทรวงยุติธรรมสอบสวนคดีอาญา

เมื่อวันอังคารที่ 13 ม.ค. 2569 ผู้บริหารธนาคารกลาง 11 แห่งทั่วโลกออกแถลงการณ์ร่วมกันเพื่อประกาศว่า พวกเขาพร้อมยืนหยัดเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างเต็มที่ ร่วมกับนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หลังจากรัฐบาลเริ่มการสอบสวนคดีอาญาต่อนายพาวเวลล์

บรรดาผู้นำจากธนาคารกลางอังกฤษ ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางแคนาดา เป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มเจ้าหน้าที่ธนาคารระดับสูง 11 ราย ที่ได้ร่วมลงนามในแถลงการณ์ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของความเป็นอิสระในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานของประเทศ

“ประธานพาวเวลล์ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยมุ่งเน้นไปที่ภารกิจที่ได้รับมอบหมายและความมุ่งมั่นที่แน่วแน่ต่อผลประโยชน์สาธารณะ” แถลงการณ์ระบุ “สำหรับพวกเรา เขาคือเพื่อนร่วมงานที่น่าเคารพและได้รับความไว้วางใจอย่างสูงสุดจากทุกคนที่ได้ร่วมงานกับเขา”

ทั้งนี้ การสอบสวนดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับคำให้การของพาวเวลล์ต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภา เรื่องการปรับปรุงอาคารต่าง ๆ ของธนาคารกลางสหรัฐฯ

นายพาวเวลล์ยังถูก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวโจมตีมาตลอดที่ไม่ยอมลดอัตราดอกเบี้ยลงตามที่เขาต้องการ ถึงขั้นด่าว่าเป็น “คนขี้แพ้” และ “คนโง่” แต่นายทรัมป์อ้างว่า ตัวเขา “ไม่รู้เรื่องใดๆ” เกี่ยวกับการสอบสวนในครั้งนี้เลย

จนกระทั่งถึงช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พาวเวลล์มักจะนิ่งเฉยต่อการโจมตีของทรัมป์ แต่เมื่อวันอาทิตย์เขาได้ออกมาตอบโต้อย่างเปิดเผย พร้อมเตือนว่าความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง

“นี่คือเรื่องที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะยังคงสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยโดยอิงจากหลักฐานและสภาวะทางเศรษฐกิจได้ต่อไปหรือไม่ หรือนโยบายการเงินจะถูกบงการโดยแรงกดดันทางการเมืองหรือการข่มขู่แทน” พาวเวลล์กล่าว

อนึ่ง นายพาวเวลล์ได้รับการเสนอชื่อโดยนายทรัมป์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดในปี 2560 และเขากำลังจะหมดวาระดำรงตำแหน่งในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยคาดกันว่านายทรัมป์จะประกาศรายชื่อผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากเขาภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ขณะเดียวกัน สมาชิกพรรครีพับลิกันหลายรายก็ได้ออกมาคัดค้าน การสืบสวนของกระทรวงยุติธรรมต่อนายพาวเวลล์ เช่น นายทอม ทิลลิส สมาชิกวุฒิสภาจากรัฐนอร์ทแคโรไลนา กล่าวว่าเขาจะคัดค้านการเสนอชื่อบุคคลที่จะมาแทนที่พาวเวลล์โดยทรัมป์ รวมถึงผู้ได้รับการเสนอชื่อตำแหน่งอื่นๆ ในบอร์ดของเฟด จนกว่าเรื่องนี้จะได้รับการ “คลี่คลายอย่างสมบูรณ์”

เนื่องจากคณะกรรมาธิการการธนาคารแห่งวุฒิสภาต้องเป็นผู้อนุมัติผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าดำรงตำแหน่งในเฟด ดังนั้นหากทิลลิส ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะกรรมาธิการ ยังคงยึดมั่นในคำสัตย์ดังกล่าว ก็อาจส่งผลให้การเสนอชื่อบุคคลใดก็ตามที่ทรัมป์เลือกมาแทนพาวเวลล์ต้องล่าช้าออกไป

ขณะที่ เควิน เครเมอร์ สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกันซึ่งอยู่ในคณะกรรมาธิการเดียวกัน ให้ความเห็นว่าเขาคิดว่าพาวเวลล์เป็นประธานเฟดที่ทำผลงานได้ไม่ดีนัก แต่เขาไม่เชื่อว่าพาวเวลล์จะเป็นอาชญากร พร้อมเสริมว่าเพื่อให้ความเชื่อมั่นต่อเฟดกลับคืนมา การสอบสวนนี้ควรดำเนินไปอย่างรวดเร็ว

ส่วนนางลิซา เมอร์โคว์สกี สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกันอีกคนระบุว่า การสอบสวนครั้งนี้คือความพยายามในการข่มขู่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc