Kennedy Center เพิ่มชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” บนตัวอาคาร นักประวัติศาสตร์ท้วง ขัดกฎหมาย

Kennedy Center เพิ่มชื่อ "โดนัลด์ ทรัมป์" บนตัวอาคาร นักประวัติศาสตร์ท้วง ขัดกฎหมาย

20 ธ.ค. 2568 10:08 น.

Kennedy Center เพิ่มชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” บนตัวอาคาร นักประวัติศาสตร์ท้วง ขัดกฎหมาย

ศูนย์ศิลปะการแสดงเคนเนดี กลายเป็นชนวนดราม่าการเมืองครั้งใหม่ หลังมีการเพิ่มชื่อของ โดนัลด์ ทรัมป์ ลงบนตัวอาคาร หลังคณะกรรมการบริหารซึ่งทรัมป์แต่งตั้งเอง ลงมติอนุมัติการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

เกิดกระแสดราม่าทางการเมืองสหรัฐฯอีกครั้ง หลังศูนย์ศิลปะการแสดงเคนเนดี ใจกลางกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีการติดตั้งชื่อของนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพิ่มลงไปบนตัวอาคาร ตามมติของคณะกรรมการบริหารซึ่งทรัมป์แต่งตั้งเอง อนุมัติให้มีการเปลี่ยนชื่อ

โดยช่วงเช้าวันศุกร์ มีการนำผ้าใบสีน้ำเงินขนาดใหญ่มากั้นด้านหน้าอาคาร ขณะที่คนงานที่ติดตั้งโครงนั่งร้าน โดยพบว่ามีการติดตั้งคำว่า “The Donald” บนผนังบริเวณทางเข้าอาคาร จากเดิมที่ตั้งชื่อตาม จอห์น เอฟ. เคนเนดี อดีตประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตผู้ล่วงลับ ทำให้ชื่อเต็มของสถานที่แห่งนี้กลายเป็น “The Donald J. Trump and The John F. Kennedy Memorial Center for the Performing Arts” โดยทรัมป์ ซึ่งเป็นสมาชิกพรรครีพับลิกัน ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการของศูนย์แห่งนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจดังกล่าวถูกต่อต้านอย่างหนักจากนักการเมืองพรรคเดโมแครต รวมถึงสมาชิกสภาคองเกรสบางส่วนที่เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และนักประวัติศาสตร์หลายคน โดยยืนยันว่า คณะกรรมการไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการเปลี่ยนชื่ออาคาร

เรย์ สม็อก อดีตนักประวัติศาสตร์ประจำสภาผู้แทนราษฎร ระบุในอีเมลว่า

“Kennedy Center ถูกตั้งชื่อโดยกฎหมาย หากจะเปลี่ยนชื่อ ต้องแก้ไขกฎหมายปี 1964 เท่านั้น คณะกรรมการไม่ได้เป็นองค์กรที่ออกกฎหมาย อำนาจนั้นเป็นของสภาคองเกรส”

ทั้งนี้ สภาคองเกรสสหรัฐฯ ได้กำหนดให้ Kennedy Center เป็นอนุสรณ์มีชีวิตเพื่อรำลึกถึงเคนเนดีในปี 1964 หนึ่งปีหลังจากเขาถูกลอบสังหาร โดยกฎหมายระบุชัดว่า ห้ามคณะกรรมการเปลี่ยนอาคารให้เป็นอนุสรณ์ของบุคคลอื่น หรือเพิ่มชื่อบุคคลอื่นบนด้านนอกอาคาร ขณะที่แหล่งข่าวระบุว่า สมาชิกบางส่วนของตระกูลเคนเนดีไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนชื่อดังกล่าวเช่นกัน

Kennedy Center ถือเป็นอาคารล่าสุดในกรุงวอชิงตันที่มีการเพิ่มชื่อทรัมป์ หลังจากก่อนหน้านี้ เขาเพิ่งเพิ่มชื่อบนอาคารของ สถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐฯ (U.S. Institute of Peace)

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ทาง Kennedy Center ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็นใดๆอย่างเป็นทางการออกมา

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

“คิม จองอึน” ร่วมพิธีเปิดโรงงานท้องถิ่นฝั่งตะวันตก ย้ำเดินหน้านโยบายพัฒนา ลดช่องว่างเมือง-ชนบท

"คิม จองอึน" ร่วมพิธีเปิดโรงงานท้องถิ่นฝั่งตะวันตก ย้ำเดินหน้านโยบายพัฒนา ลดช่องว่างเมือง-ชนบท

20 ธ.ค. 2568 05:29 น.

“คิม จองอึน” ร่วมพิธีเปิดโรงงานท้องถิ่นฝั่งตะวันตก ย้ำเดินหน้านโยบายพัฒนา ลดช่องว่างเมือง-ชนบท

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ ร่วมพิธีเปิดโรงงานแห่งใหม่ในเขตจังยอน ซึ่งเป็นโรงงานท้องถิ่นฝั่งตะวันตก ตอกย้ำนโยบายพัฒนาภูมิภาค ชูแนวคิดพึ่งพาตนเอง สร้างความกินดีอยู่ดีให้ประชาชน

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้เข้าร่วมพิธีเปิดโรงงานอุตสาหกรรมแห่งใหม่ในเขตจังยอน จังหวัดฮวังแฮใต้ ทางภาคตะวันตกของประเทศ ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จภายใต้นโยบายพัฒนาภูมิภาคที่เขาผลักดันเป็นนโยบายหลัก

รายงานระบุว่า คิม จองอึน ได้ตัดริบบิ้นเปิดโรงงาน และเดินเยี่ยมชมสายการผลิตในจังหวัดฮวังแฮใต้  โดยได้ทดลองชิมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น อาทิ แป้งสาลีหมัก ซอสถั่วเหลือง และสินค้าอาหารอื่นๆ ที่ผลิตจากโรงงาน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ มีขึ้นเพียง 3 วัน หลังคิม จองอึน เพิ่งร่วมพิธีเปิดนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ในเขตคังดง ชานกรุงเปียงยาง เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา พร้อมภริยา รี ซอลจู และบุตรสาว

ช่วงที่ผ่านมา เกาหลีเหนือจัดพิธีเปิดโรงงานระดับภูมิภาคในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อเร่งผลักดันนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการ ลดช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท ซึ่งคาดว่าจะเผยแพร่ผลสำเร็จของนโยบายดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ในการประชุมพรรคแรงงานเกาหลีครั้งที่ 9 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า

ทั้งนี้ ภายใต้นโยบายพัฒนาภูมิภาค พรรคแรงงานเกาหลีตั้งเป้ายกระดับทุกเมืองและทุกเขต ให้เป็นพื้นที่ที่สามารถพึ่งพาตนเองและมีความมั่งคั่ง พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งด้านวัตถุและวัฒนธรรมของประชาชนในท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม.

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เริ่มเปิดแฟ้ม “เอปสตีน”ลดแรงกดดันการเมือง

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เริ่มเปิดแฟ้ม “เอปสตีน”ลดแรงกดดันการเมือง

20 ธ.ค. 2568 05:06 น.

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เริ่มเปิดแฟ้ม “เอปสตีน”ลดแรงกดดันการเมือง

สหรัฐฯ เดินหน้าเปิดเอกสารคดี “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” นักค้ากามชื่อฉาว หลังรัฐสภาผ่านกฎหมายบังคับเผยข้อมูลทั้งหมด รวมถึงปมการเสียชีวิตในเรือนจำ ท่ามกลางแรงกดดันต่อปธน.โดนัลด์ ทรัมป์

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เริ่มทยอยเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน นักค้ากามผู้มีชื่อพัวพันกับบุคคลทรงอิทธิพลจำนวนมาก รวมถึง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากเอกสารเหล่านี้ถูกปิดเป็นความลับมานานหลายปี

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีทรัมป์ ลงนามในกฎหมายเมื่อวันพุธที่ 19 พฤศจิกายน ภายใต้แรงกดดันจากสมาชิกพรรครีพับลิกันด้วยกันเอง บังคับให้กระทรวงยุติธรรมต้องเปิดเผยเอกสารและการสื่อสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเอปสตีน ภายใน 30 วัน รวมถึงข้อมูลการสอบสวนการเสียชีวิตของเขาในเรือนจำกลาง

โดยทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติผ่านกฎหมายนี้อย่างเด็ดขาดในเดือนพฤศจิกายน นับเป็นปรากฏการณ์ทางการเมือง หลังความพยายามเปิดแฟ้มคดีนี้เคยติดขัดมาหลายเดือน จากการคัดค้านของทรัมป์และแกนนำพรรครีพับลิกัน

ทั้งนี้ การเปิดแฟ้มเอปสตีนครั้งนี้ ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากสาธารณชนและสื่อทั่วโลก เนื่องจากอาจเปิดเผยเครือข่ายอำนาจ และความเชื่อมโยงเชิงลึกของหนึ่งในคดีอื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ

ที่มา CNN

ญี่ปุ่นทำแผนประเมินล่วงหน้า หากเกิดแผ่นดินไหวโตเกียว อาจกระทบประชาชน 8.4 ล้านติดค้างกลับบ้านไม่ได้

ญี่ปุ่นทำแผนประเมินล่วงหน้า หากเกิดแผ่นดินไหวโตเกียว อาจกระทบประชาชน 8.4 ล้านติดค้างกลับบ้านไม่ได้

20 ธ.ค. 2568 00:16 น.

ญี่ปุ่นทำแผนประเมินล่วงหน้า หากเกิดแผ่นดินไหวโตเกียว อาจกระทบประชาชน 8.4 ล้านติดค้างกลับบ้านไม่ได้

คณะผู้เชี่ยวชาญรัฐบาลญี่ปุ่นทำแผนประเมินล่วงหน้า หากเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่กรุงโตเกียวโดยตรง อาจมีประชาชนกว่า 8.4 ล้านคนติดค้าง เสี่ยงโกลาหล หากแห่เดินทางกลับพร้อมกัน และยังกระทบการกู้ภัย

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 คณะผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติของรัฐบาลญี่ปุ่น เปิดเผยการประเมินล่วงหน้าล่าสุด เตือนว่า หากเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่บริเวณกรุงโตเกียวโดยตรง อาจทำให้มีประชาชนมากถึง 8.4 ล้านคน ไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้

การประเมินนี้ครอบคลุมพื้นที่กรุงโตเกียว และจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ คานางาวะ ชิบะ ไซตามะ และอิบารากิ โดยเฉพาะในกรุงโตเกียวเพียงแห่งเดียว อาจมีผู้ติดค้างสูงถึง 4.8 ล้านคน

รายงานระบุว่า ยังอาจมีประชาชนอีกประมาณ 1.6 ล้านคน ที่ไม่สามารถพักพิงอยู่ตามสถานที่ทำงานหรือโรงเรียนได้ เนื่องจากอาคารได้รับความเสียหาย หรืออยู่ระหว่างการอพยพ ขณะเดียวกันอาจมีผู้มาเยือนจากนอกเขตมหานครโตเกียว รวมถึงนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจต่างชาติ สูงถึง 880,000 คน

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากประชาชนพยายามเดินทางกลับบ้านพร้อมกัน จะทำให้เกิดความแออัดอย่างหนัก เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ การล้มบาดเจ็บ และอาจมีผู้คนล้นออกมาบนถนน จนขัดขวางการทำงานของรถฉุกเฉินและหน่วยกู้ภัย

ศาสตราจารย์ฮิโรอิ ยู แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว ระบุว่า การเคลื่อนย้ายผู้คนหลังเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ทำได้ยากกว่าที่คาดคิด พร้อมย้ำว่าหลักสำคัญคือหากอยู่ในจุดที่ปลอดภัยแล้ว ไม่ควรรีบเดินทางกลับบ้านทันที พร้อมแนะนำให้ประชาชนเตรียมระบบยืนยันความปลอดภัยหลายช่องทาง ไม่พึ่งพาเพียงโทรศัพท์หรือโซเชียลมีเดียเท่านั้น โดยควรใช้ระบบฝากข้อความฉุกเฉินของญี่ปุ่น และติดต่อญาติหรือคนรู้จักที่อยู่นอกพื้นที่ประสบภัยเพื่อลดความตื่นตระหนกและความเสี่ยงในยามเกิดเหตุใหญ่.

ที่มา NHK

ระทึก คนร้ายปาระเบิดควัน อาละวาดใช้มีดไล่แทงผู้คนสถานีรถไฟไทเป ดับ 3 ศพ ก่อนโดดตึกหนีตร.เสียชีวิต

ระทึก คนร้ายปาระเบิดควัน อาละวาดใช้มีดไล่แทงผู้คนสถานีรถไฟไทเป ดับ 3 ศพ ก่อนโดดตึกหนีตร.เสียชีวิต

19 ธ.ค. 2568 23:29 น.

ระทึก คนร้ายปาระเบิดควัน อาละวาดใช้มีดไล่แทงผู้คนสถานีรถไฟไทเป ดับ 3 ศพ ก่อนโดดตึกหนีตร.เสียชีวิต

คนร้ายสวมหน้ากากปาระเบิดควัน อาละวาดใช้มีดไล่แทงผู้คนสถานีรถไฟฟ้ากรุงไทเป ไต้หวัน ดับ 3 ศพ บาดเจ็บ 5 ราย ก่อนกระโดดตึกหนีตำรวจเสียชีวิต

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 เกิดเหตุสะเทือนขวัญกลางกรุงไทเป ของไต้หวัน เมื่อคนร้ายสวมหน้ากากถือมีดยาว พร้อมขว้างระเบิดควันและวัตถุคล้ายระเบิดเพลิง ก่อเหตุไล่ทำร้ายประชาชนตามสถานีขนส่งสำคัญ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ศพ บาดเจ็บอีก 5 ราย ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะเสียชีวิตระหว่างหลบหนีการจับกุมของตำรวจ

โดยเหตุการณ์เริ่มขึ้นที่สถานีรถไฟหลักไทเป เมื่อคนร้ายสวมหน้ากากและเสื้อคล้ายเกราะ ปาวัตถุระเบิดควันหรือระเบิดเพลิงราว 5–6 ลูก ทำให้เกิดความโกลาหล ก่อนจะใช้อาวุธมีดยาวไล่แทงผู้คนแบบไม่เลือกหน้า จากนั้นหลบหนีไปยัง สถานีจงซาน ซึ่งเป็นย่านช็อปปิ้งใจกลางเมือง และยังคงก่อเหตุระหว่างทาง

นายโช จุง ไท นายกรัฐมนตรีไต้หวัน ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการก่อเหตุโดยเจตนา  แม้ขณะนี้ยังไม่ทราบแรงจูงใจที่ชัดเจน พร้อมยืนยันว่าผู้ต้องสงสัยมีประวัติอาชญากรรมและมีหมายจับค้างอยู่ โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นบ้านพักแล้วเพื่อสอบสวนความเชื่อมโยงและแรงจูงใจในการก่อเหตุ

ด้านนายกเทศมนตรีนครไทเป เปิดเผยว่า หนึ่งในผู้เสียชีวิตคือพลเมืองดีที่พยายามเข้าห้ามเหตุร้ายที่สถานีรถไฟหลัก ขณะที่ผู้ก่อเหตุเสียชีวิตหลังกระโดดลงจากอาคารระหว่างหลบหนีตำรวจ ซึ่งทางการยืนยันว่าเป็นการฆ่าตัวตายเพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุม

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงไทเปยืนยันว่า เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตรวม 4 ศพ รวมผู้ก่อเหตุ และมีผู้บาดเจ็บอีก 5 ราย ขณะเดียวกัน ทางการเร่งตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยในที่เกิดเหตุ ซึ่งพบร่องรอยการเผาไหม้คล้ายระเบิดเพลิง

ทั้งนี้ ไต้หวันถือเป็นประเทศที่เหตุอาชญากรรมรุนแรงเกิดขึ้นน้อยมาก ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกและความเศร้าเสียใจแก่สังคมอย่างยิ่ง.

ที่มา Reuters

ทรัมป์สั่งระงับโครงการกรีนการ์ดล็อตโต้ หลังผู้ต้องสงสัยกราดยิง ม.บราวน์ ใช้เป็นช่องทางเข้าสหรัฐฯ

ทรัมป์สั่งระงับโครงการกรีนการ์ดล็อตโต้ หลังผู้ต้องสงสัยกราดยิง ม.บราวน์ ใช้เป็นช่องทางเข้าสหรัฐฯ

19 ธ.ค. 2568 15:16 น.

ทรัมป์สั่งระงับโครงการกรีนการ์ดล็อตโต้ หลังผู้ต้องสงสัยกราดยิง ม.บราวน์ ใช้เป็นช่องทางเข้าสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศระงับโครงการวีซ่าผู้อพยพแบบสุ่มเลือก (Diversity Immigrant Visa Program) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กรีนการ์ดล็อตเตอรี” อย่างเป็นทางการเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (18 ธ.ค.) หลังจากมีการเปิดเผยว่าผู้ต้องสงสัยก่อเหตุกราดยิงที่มหาวิทยาลัยบราวน์  และสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับกรีนการ์ดผ่านโครงการนี้

จากการสืบสวนพบว่า นายเคลาดิโอ เนเวส วาเลนเต ชาวโปรตุเกสวัย 48 ปี ผู้ต้องสงสัยที่เพิ่งถูกพบเป็นศพจากการยิงตัวตาย มีประวัติการเดินทางเข้าสหรัฐฯ หลายครั้ง โดยเมื่อปี 2000 เขาเข้าสหรัฐฯ มาด้วยวีซ่านักเรียนเพื่อศึกษาที่มหาวิทยาลัยบราวน์ ก่อนจะดรอปเรียนในปี 2001 ต่อมาในปี 2017 เขาได้รับวีซ่าผู้อพยพจากการสุ่มเลือก และได้รับสถานะผู้อยู่อาศัยถาวร ในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าเขาพำนักอยู่ที่ใดในช่วงระหว่างปี 2001 ถึง 2017

นางคริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าได้สั่งการให้หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติสหรัฐฯ (USCIS) หยุดโครงการนี้ตามคำสั่งของทรัมป์ โดยให้ความเห็นว่า “บุคคลที่ก่อเหตุอำมหิตเช่นนี้ ไม่ควรได้รับอนุญาตให้ก้าวเท้าเข้าสู่ประเทศของเราตั้งแต่แรก”

โครงการนี้ถูกจัดตั้งขึ้นโดยสภาคองเกรส เพื่อมอบสิทธิ์การเป็นผู้อยู่อาศัยถาวรให้กับประชาชนจากประเทศที่มีอัตราการย้ายถิ่นฐานมายังสหรัฐฯ ต่ำ โดยมีการสุ่มเลือกประมาณ 50,000 รายต่อปี จากผู้สมัครทั่วโลกเกือบ 20 ล้านคน ซึ่งผู้ที่สุ่มได้จะต้องผ่านกระบวนการคัดกรองประวัติและสัมภาษณ์อย่างเข้มงวดเช่นเดียวกับวีซ่าประเภทอื่น

นักวิเคราะห์มองว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ใช้เหตุโศกนาฏกรรมมาเป็นแรงผลักดันนโยบายการย้ายถิ่นฐานที่เข้มงวด เช่นเดียวกับกรณีชายชาวอัฟกันก่อเหตุโจมตีกองกำลังรักษาดินแดนเมื่อเดือนพฤศจิกายน ซึ่งนำไปสู่การคุมเข้มการเข้าเมืองจากกลุ่มประเทศแถบอัฟกานิสถาน

แม้ทรัมป์จะพยายามจำกัดการเข้าเมืองที่ถูกกฎหมาย แต่อุปสรรคสำคัญคือโครงการลอตเตอรี่วีซ่าถูกบัญญัติไว้ในกฎหมาย ทำให้การสั่งระงับครั้งนี้มีแนวโน้มสูงที่จะถูกคัดค้านในชั้นศาล เช่นเดียวกับประเด็นการยกเลิกสิทธิการได้รับสัญชาติโดยกำเนิด ที่ศาลสูงสุดเพิ่งรับพิจารณาคำร้องของเขาไปเมื่อไม่นานมานี้

ทั้งนี้ มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการกรีนการ์ดลอตเตอรี่ปี 2025 เกือบ 20 ล้านคน โดยมีผู้ได้รับการคัดเลือกมากกว่า 131,000 คน เมื่อรวมคู่สมรสของผู้ได้รับกรีนการ์ดด้วย หลังจากได้รับเลือกแล้ว พวกเขาจะต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเพื่อได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนพลเมืองโปรตุเกสได้รับโควต้าเพียง 38 คนเท่านั้น.

ที่มา Associated Press

อียูตกลงปล่อยกู้ยูเครน 9 หมื่นล้านยูโร เลี่ยงใช้ทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัด

อียูตกลงปล่อยกู้ยูเครน 9 หมื่นล้านยูโร เลี่ยงใช้ทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัด

19 ธ.ค. 2568 13:02 น.

อียูตกลงปล่อยกู้ยูเครน 9 หมื่นล้านยูโร เลี่ยงใช้ทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัด

ผู้นำสหภาพยุโรป (อียู) ตกลงจัดสรรเงินกู้มูลค่า 90,000 ล้านยูโร (ประมาณ 3.3 ล้านล้านบาท) ให้ยูเครน โดยไม่ใช้ทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัดไว้ หลังการหารือยาวนานกว่า 1 วันที่การประชุมสุดยอดในกรุงบรัสเซลส์ ข้อตกลงดังกล่าวมีเป้าหมายรองรับความต้องการด้านการทหารและเศรษฐกิจของยูเครนในช่วงสองปีข้างหน้า

แม้ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน จะเรียกร้องให้อียูนำทรัพย์สินของรัสเซียที่ถูกอายัดไว้กว่า 2 แสนล้านยูโรมาใช้ แต่ข้อเสนอต้องตกไป เนื่องจากเบลเยียมซึ่งเป็นประเทศที่ถือครองทรัพย์สินเหล่านั้นส่วนใหญ่ ต้องการการรับประกันเรื่องการแบ่งเบาภาระความรับผิดชอบทางกฎหมายที่ชัดเจน ซึ่งประเทศสมาชิกอื่นๆ ยังไม่พร้อมทำตาม

สุดท้ายอียูจึงเลือกใช้วิธีการกู้ยืมเงินโดยใช้ “งบประมาณกลางของกลุ่ม” เป็นหลักประกันแทน เพื่อหลีกเลี่ยงความแตกแยกภายใน โดยนายอันโตนิโอ กอสตา ประธานสภายุโรป ระบุว่า “เราให้สัญญา และเราได้ทำตามสัญญานั้นแล้ว”

ประเด็นที่น่าสนใจคือความเห็นของประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ที่ระบุว่ามีความ “จำเป็น” ที่ยุโรปจะต้องกลับมาเริ่มเจรจากับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน อีกครั้ง โดยเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งยุโรปและยูเครนในการหาแนวทางที่เหมาะสมเพื่อยุติความขัดแย้ง ซึ่งควรเริ่มดำเนินการในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ขณะที่ นายฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี มองว่าข้อตกลงเงินกู้ครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังปูตินว่ายุโรปยังคงยืนหยัดเคียงข้างยูเครน

ความช่วยเหลือนี้เปรียบเสมือนท่อต่อลมหายใจ เนื่องจากยูเครนกำลังจะขาดแคลนงบประมาณในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า หากไม่ได้รับเงินสนับสนุนภายในฤดูใบไม้ผลินี้ ยูเครนอาจต้องลดกำลังการผลิตโดรนลง ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อแนวรบ โดยอียูคาดการณ์ว่ายูเครนต้องการเงินถึง 1.35 แสนล้านยูโรเพื่อให้รัฐบาลยังคงดำเนินงานต่อไปได้ในอีก 2 ปีข้างหน้า

ท่ามกลางการสนับสนุนจากยุโรป สหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเร่งผลักดันแผนสันติภาพ โดยมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และผู้แทนจากรัสเซีย เตรียมพบปะหารือกันที่เมืองไมอามีของสหรัฐฯ ในสุดสัปดาห์นี้ เพื่อหาทางออกในการยุติสงคราม

ในขณะเดียวกัน นายเซเลนสกีได้ส่งคณะผู้แทนไปเจรจาที่สหรัฐฯ ในวันศุกร์และเสาร์นี้ เพื่อขอรายละเอียดเกี่ยวกับ “หลักประกันความมั่นคง” ที่วอชิงตันจะมอบให้ เพื่อป้องกันไม่ให้รัสเซียกลับมารุกรานยูเครนได้อีกในอนาคต.

ที่มา BBC

ปิดฉากล่าตัวมือกราดยิง ม.บราวน์ พบกลายเป็นศพในห้องเก็บของ หลังหนีกบดานข้ามรัฐ

ปิดฉากล่าตัวมือกราดยิง ม.บราวน์ พบกลายเป็นศพในห้องเก็บของ หลังหนีกบดานข้ามรัฐ

19 ธ.ค. 2568 12:23 น.

ปิดฉากล่าตัวมือกราดยิง ม.บราวน์ พบกลายเป็นศพในห้องเก็บของ หลังหนีกบดานข้ามรัฐ

เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันการพบร่างของ นายเคลาดิโอ เนเวส วาเลนเต วัย 48 ปี ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุกราดยิงสะเทือนขวัญที่มหาวิทยาลัยบราวน์  เสียชีวิตอยู่ภายในอาคารเช่าห้องเก็บของแห่งหนึ่งในเมืองเซเลม รัฐนิวแฮมป์เชียร์ ปิดฉากการหลบหนีนานเกือบสัปดาห์ 

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา เมื่อมือปืนบุกเข้าไปในอาคารวิศวกรรม Barus & Holley ของมหาวิทยาลัยบราวน์ ขณะที่นักศึกษากำลังสอบปลายภาค และเปิดฉากยิงใส่ฝูงชน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย คือ เอลลา คุก วัย 19 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 2 และ มูแฮมหมัด อาซิซ อูมูร์โซคอฟ วัย 18 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ส่วนผู้บาดเจ็บ 9 ราย: โดย 6 รายยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

จากการสืบสวนพบว่า นายวาเลนเตเป็นชาวโปรตุเกส และเคยเป็นนักศึกษาปริญญาเอกสาขาฟิสิกส์ที่มหาลัยบราวน์ในช่วงปี 2000-2001 แต่ปัจจุบันไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับมหาวิทยาลัย

เจ้าหน้าที่ยังเชื่อว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหาร ศ.นูโน เอฟ โกเมซ ลูเรโร อาจารย์ประจำสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) วัย 47 ปี ที่บ้านพักในเมืองบรู๊คไลน์ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยพบว่าทั้งคู่เคยเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเดียวกันในโปรตุเกสช่วงปลายทศวรรษ 1990 ซึ่งอาจเป็นชนวนเหตุของความแค้นในอดีต

ตำรวจแกะรอยนายวาเลนเตจากภาพวงจรปิดและข้อมูลการเช่ารถ จนพบรถต้องสงสัยจอดอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุทั้งที่มหาลัยบราวน์และบ้านของอาจารย์ MIT เจ้าหน้าที่ FBI ระบุว่าผู้ต้องสงสัยมีความเชี่ยวชาญในการอำพรางร่องรอย และใช้โทรศัพท์ที่ยากต่อการติดตาม

สุดท้ายเจ้าหน้าที่พบร่างของเขาเสียชีวิตจากการ “ยิงตัวตาย” โดยข้างกายพบกระเป๋าสะพายและอาวุธปืน 2 กระบอก รวมถึงหลักฐานสำคัญภายในรถที่เชื่อมโยงเขาเข้ากับที่เกิดเหตุทุกแห่ง

แม้ตัวผู้ก่อเหตุจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่อัยการรัฐและ FBI ยืนยันว่าการสืบสวนจะยังคงดำเนินต่อไป เนื่องจากยังมีประเด็นเรื่องแรงจูงใจที่แท้จริงในการก่อเหตุที่ยังไม่แน่ชัด โดย FBI ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 500 นายเพื่อตรวจสอบความเชื่อมโยงและสาเหตุของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ให้กระจ่างที่สุด.

ที่มา BBC

ออสเตรเลียประกาศ “รับซื้อคืนปืน” ทั่วประเทศ หลังเหตุกราดยิงหาดบอนได

ออสเตรเลียประกาศ "รับซื้อคืนปืน" ทั่วประเทศ หลังเหตุกราดยิงหาดบอนได

19 ธ.ค. 2568 12:01 น.

ออสเตรเลียประกาศ “รับซื้อคืนปืน” ทั่วประเทศ หลังเหตุกราดยิงหาดบอนได

รัฐบาลออสเตรเลียเดินหน้ามาตรการ “รับซื้ออาวุธปืนคืน” ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบ 3 ทศวรรษ หลังเหตุก่อการร้ายกราดยิงที่หาดบอนได คร่า 15 ศพ นายกรัฐมนตรี แอนโทนี อัลบาเนซี เผยจำนวนปืนในประเทศพุ่งสูงกว่าปี 1996 เตรียมคุมเข้มใบอนุญาตและจำกัดจำนวนการครอบครองต่อบุคคล

รัฐบาลออสเตรเลียประกาศมาตรการรับซื้ออาวุธปืนคืน ทั่วประเทศอย่างเป็นทางการ เพื่อตอบโต้เหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงที่หาดบอนได ซึ่งถือเป็นเหตุกราดยิงที่นองเลือดที่สุดในรอบหลายสิบปีของประเทศ โดยมาตรการครั้งนี้ถูกเปรียบเทียบว่ามีความสำคัญใกล้เคียงกับเหตุสังหารหมู่ที่พอร์ตอาเธอร์ในปี 1996 ที่นำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายปืนครั้งใหญ่ของโลก

เหตุการณ์สลดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (14 ธ.ค.) เกิดขึ้นระหว่างเทศกาลเฉลิมฉลองของชาวยิวบริเวณชายหาดบอนได ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 15 ราย และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ตำรวจระบุว่าเป็น “เหตุก่อการร้าย” ที่ได้รับแรงจูงใจจากอุดมการณ์กลุ่มรัฐอิสลาม 

ผู้ก่อเหตุคือ นายนาวีด อัคราม วัย 24 ปี ซึ่งถูกตั้งข้อหาหนักถึง 59 กระทง รวมถึงข้อหาฆาตกรรม 15 ศพ และการกระทำอันเป็นการก่อการร้าย ส่วนนายซาจิด บิดาของผู้ก่อเหตุเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

ด้านนายกรัฐมนตรี แอนโทนี อัลบาเนซี เปิดเผยข้อมูลว่า ปัจจุบันมีอาวุธปืนในออสเตรเลียมากกว่า 4 ล้านกระบอก ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าช่วงก่อนการปฏิรูปกฎหมายในปี 1996 เขากล่าวว่า “เราพบว่าหนึ่งในผู้ก่อการร้ายมีใบอนุญาตพกพาวุธปืนถูกต้อง และครอบครองปืนถึง 6 กระบอก ทั้งที่อาศัยอยู่ในย่านชานเมืองซิดนีย์ ซึ่งไม่มีเหตุผลความจำเป็นใดๆ ที่คนในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นต้องมีอาวุธมากขนาดนี้” 

คณะรัฐมนตรีแห่งชาติได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการยกระดับการควบคุมอาวุธปืน ด้วยโครงการรับซื้อคืน รับซื้อปืนส่วนเกิน ปืนที่เพิ่งถูกสั่งแบน และปืนผิดกฎหมาย เพื่อนำไปทำลายทิ้ง โดยรัฐบาลกลางและรัฐต่างๆ จะแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายฝ่ายละครึ่ง

นอกจากนั้น ยังมีการจำกัดจำนวนปืนที่บุคคลหนึ่งจะครอบครองได้ ยกเลิกใบอนุญาตแบบไม่กำหนดวันหมดอายุ และกำหนดให้ผู้ถือใบอนุญาตปืนต้องมี “สัญชาติออสเตรเลีย” เท่านั้น นอกจากนั้น ยังมีการเร่งจัดทำทะเบียนอาวุธปืนระดับประเทศ และให้หน่วยงานกำรดดูแลเข้าถึงข้อมูลอาชญากรรมได้รวดเร็วขึ้น

ส่วนความคืบหน้า วันนี้ (19 ธ.ค.) ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ได้ปล่อยตัวชาย 7 คนที่มีแนวคิดสุดโต่งซึ่งถูกจับกุมในย่านลิเวอร์พูลเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยระบุว่าแม้จะยังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงโดยตรงกับเหตุกราดยิงที่หาดบอนได แต่กลุ่มคนเหล่านี้มีพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจก่อเหตุความรุนแรง ซึ่งตำรวจจะยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดต่อไป.

ที่มา BBC

ศรีลังกาจับ 3 ผู้ต้องสงสัยเผาช้างป่าเป็น ๆ จนล้ม จุดกระแสโกรธแค้นในสังคม

ศรีลังกาจับ 3 ผู้ต้องสงสัยเผาช้างป่าเป็น ๆ จนล้ม จุดกระแสโกรธแค้นในสังคม

19 ธ.ค. 2568 11:45 น.

ศรีลังกาจับ 3 ผู้ต้องสงสัยเผาช้างป่าเป็น ๆ จนล้ม จุดกระแสโกรธแค้นในสังคม

ตำรวจศรีลังกาจับกุมชาย 3 คน หลังมีคลิปเผยแพร่ว่ามีการจุดไฟเผาช้างป่าเป็น ๆ ขณะพยายามขับไล่ออกจากหมู่บ้านในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ จนจุดกระแสความโกรธแค้นและเสียงประณามอย่างหนักจากสังคม

กลายเป็นกระแสในโลกโซเชียลศรีลังกาอย่างหนัก หลังมีคลิปเผยแพร่เหตุการณ์ที่มีชาย 3 คน ใช้คบไฟจุดไฟ เผาช้างป่าเป็น ๆ ขณะพยายามขับไล่ออกจากหมู่บ้านในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ โดยรายงานท้องถิ่นระบุว่า แม้สัตวแพทย์จะเร่งให้การรักษาอย่างเต็มที่ แต่ช้างเพศผู้ตัวดังกล่าวได้ล้มในวันอังคารที่ผ่านมา หลังได้รับบาดเจ็บสาหัสจากไฟไหม้ทั่วร่างกาย

มีรายงานว่าผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 คน ซึ่งมีอายุระหว่าง 42–50 ปี ถูกจับกุมเมื่อวันพฤหัสบดี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนตามกระบวนการทางกฎหมาย

ข้อมูลจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า ช้างป่าตัวนี้ถูกพบในสภาพ มีบาดแผลไฟไหม้อย่างรุนแรง และยังพบบาดแผลจาก กระสุนปืนที่ขาอีกด้วย นอกจากนี้ก่อนเกิดเหตุช้างตัวดังกล่าวเคยได้รับการรักษาจากสัตวแพทย์มาแล้วหลายครั้งตลอดปีนี้

คดีดังกล่าวได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในหมู่นักอนุรักษ์สัตว์ นักสิทธิสัตว์ และผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย ที่มองว่าเป็นการกระทำอันโหดร้ายเกินจะยอมรับได้

ล่าสุด มีการเปิดแคมเปญล่ารายชื่อออนไลน์ เรียกร้องให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด และเรียกร้องมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงต่อสัตว์ป่าซ้ำอีก โดยภายในเวลาไม่นาน มีผู้ร่วมลงชื่อแล้วมากกว่า 400 คน

ทั้งนี้ ช้างถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในศรีลังกา ซึ่งประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ช้างบ้านมักถูกใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา และยังเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์การท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ

องค์กร World Wildlife Fund (WWF) ระบุว่า การฆ่าช้างในศรีลังกาเป็นอาชญากรรมร้ายแรง ซึ่งอาจมีโทษถึงขั้น ประหารชีวิต อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับช้างป่ากลับทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคร่าชีวิตทั้งคนและสัตว์ โดยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ มีช้างตายแล้วเกือบ 400 ตัว โดยเจ้าหน้าที่รายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อ Daily Mirror ว่า การเสียชีวิตจำนวนมากเกิดจากฝีมือมนุษย์โดยตรง ทั้งการยิง การถูกรถไฟชน และการใช้ ระเบิดขากรรไกร ซึ่งเป็นเหยื่อล่อระเบิดที่เกษตรกรใช้เพื่อป้องกันพืชผล ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน มีประชาชนมากกว่า 100 คน เสียชีวิตจากการถูกช้างทำร้าย สะท้อนวิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่าที่กำลังเลวร้ายลงอย่างน่ากังวล.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ช้างป่า