รบ.เมียนมายอมรับ ทิ้งบอมบ์โรงพยาบาล อ้างฝ่ายต่อต้านใช้เป็นฐาน

รบ.เมียนมายอมรับ ทิ้งบอมบ์โรงพยาบาล อ้างฝ่ายต่อต้านใช้เป็นฐาน

14 ธ.ค. 2568 01:46 น.

รบ.เมียนมายอมรับ ทิ้งบอมบ์โรงพยาบาล อ้างฝ่ายต่อต้านใช้เป็นฐาน

รัฐบาลทหารเมียนมายอมรับ โจมตีโรงพยาบาลในรัฐยะไข่จริง แต่อ้างว่ากลุ่มติดอาวุธใช้เป็นฐาน และผู้เสียชีวิตก็ล้วนเป็นนักรบติดอาวุธไม่ใช่พลเรือน

เมื่อวันเสาร์ที่ 13 ธ.ค. 2568 กองทัพรัฐบาลเมียนมาออกมายอมรับว่า พวกเขาโจมตีทางอากาศเข้าใส่โรงพยาบาลในรัฐยะไข่ทางตะวันตกของประเทศจริง ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยท้องถิ่นกับสื่อรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 30 ศพ รวมถึงผู้ป่วย เจ้าหน้าที่การแพทย์ และเด็กๆ

ในแถลงการณ์ที่ตีพิมพ์โดยหนังสือพิมพ์ของรัฐ Global New Light of Myanmar ระบุว่า กลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มรวมถึง กองทัพอาระกัน (Arakan Army) กับกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (People’s Defense Force) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย ที่ก่อตั้งขึ้นหลังกองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจในปี 2564 ใช้โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นฐาน

แถลงการณ์ระบุอีกว่า กองทัพได้ดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยที่จำเป็นและเปิดปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายต่ออาคารโรงพยาบาลดังกล่าวเมื่อวันพุธ (10 ธ.ค.) และเสริมว่า ผู้ที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บเป็นสมาชิกติดอาวุธของกลุ่มต่อต้านและผู้สนับสนุน ไม่ใช่พลเรือน

แถลงการณ์ของกองทัพสวนทางกับคำพูดของเจ้าหน้าที่อาวุโสของหน่วยกู้ภัยในรัฐยะไข่ ที่บอกกับสำนักข่าว AP ว่า เครื่องบินรบของกองทัพทิ้งระเบิด 2 ลูก ใส่โรงพยาบาลในเมืองมเยาะอู (Mrauk-U) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ควบคุมโดยกองทัพอาระกัน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 34 ศพ รวมถึงผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ และบาดเจ็บอีกประมาณ 80 คน

ด้านองค์การสหประชาชาติระบุในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดี (11 ธ.ค.) ว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีที่ขยายวงกว้างมากขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อพลเรือนและทรัพย์สินของพลเรือน และกำลังทำลายชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ เมืองมเยาะอู ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากย่างกุ้ง เมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 530 กม. ถูกกองทัพอาระกันยึดครองเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 โดยกองทัพอาระกันเป็นกลุ่มติดอาวุธของชนกลุ่มน้อยชาวรัฐยะไข่ ซึ่งต้องการปกครองตนเองแยกจากรัฐบาลกลางของเมียนมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สลด เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซีย ทะลุ 1,000 ศพแล้ว สูญหายอีก 200 คน

สลด เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซีย ทะลุ 1,000 ศพแล้ว สูญหายอีก 200 คน

13 ธ.ค. 2568 23:19 น.

สลด เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซีย ทะลุ 1,000 ศพแล้ว สูญหายอีก 200 คน

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมและดินถล่มบนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย เพิ่มขึ้นจนเกินกว่า 1,000 ศพแล้ว ในขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกมากกว่า 200 คน

เจ้าหน้าที่กู้ภัยของอินโดนีเซียเปิดเผยในวันเสาร์ที่ 13 ธ.ค. 2568 ว่า เหตุน้ำท่วมและดินถล่มที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก ให้กับหลายพื้นที่บนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซียในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1,006 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5,400 ราย

นาย อับดุล มูฮารี โฆษกสำนักงานบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติของอินโดนีเซียคาดการณ์ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากยังมีผู้สูญหายอีก 217 คน และทางการกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

ทั้งนี้ เหตุน้ำท่วมและดินถล่มดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากฝนตกลงมาอย่างหนัก สร้างความเสียหายรุนแรงให้แก่เกาะสุมาตรา นับเป็นหนึ่งในภัยพิบัติครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งล่าสุดครั้งหนึ่งที่เกาะแห่งนี้เคยเผชิญ ประชาชน 1.2 ล้านคนถูกบังคับให้อพยพไปอาศัยในที่พักพิงชั่วคราว

ผู้ประสบภัยน้ำท่วมเริ่มออกมาแสดงความไม่พอใจต่อความล่าช้าของรัฐบาลในการส่งความช่วยเหลือ แต่นาย ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซียยืนยันในวันเสาร์ว่า ตอนนี้สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว หลายพื้นที่ที่เคยถูกตัดขาดก็สามารถเข้าถึงได้แล้ว

“อาจมีบางแห่งที่เกิดความล่าช้าเล็กน้อย เนื่องจากเงื่อนไขทางกายภาพและธรรมชาติ แต่ผมได้ตรวจสอบพื้นที่อพยพทั้งหมดแล้ว สภาพความเป็นอยู่ของพวกเขาดี บริการต่าง ๆ สำหรับพวกเขาก็เพียงพอ และเสบียงอาหารก็เพียงพอ” นายปราโบโวกล่าวหลังจากเดินทางไปเยือนเขตลังกัต ในจังหวัดสุมาตราเหนือ

โฆษกสำนักงานบรรเทาภัยพิบัติฯ กล่าวว่า มีการส่งมอบความช่วยเหลือมากกว่า 11.7 ตัน ไปยังเกาะสุมาตราทางทะเล ทางบก และทางอากาศในวันเสาร์ และทางการกำลังเริ่มก่อสร้างที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ที่ต้องพลัดถิ่นแล้ว

อนึ่ง ประเมินกันว่าค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติครั้งนี้อาจสูงถึง 51.82 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 27 ล้านล้านบาท) และจนถึงตอนนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียยังคงปฏิเสธข้อเสนอที่ให้ขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ

ด้านหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาของอินโดนีเซียเตือนว่า สภาพอากาศเลวร้ายจะยังคงดำเนินต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างหนักบนเกาะสุมาตรา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดไทยไม่มีกำหนด อ้างไทยส่งบินรบโจมตีโรงแรม

กัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดไทยไม่มีกำหนด อ้างไทยส่งบินรบโจมตีโรงแรม

13 ธ.ค. 2568 21:56 น.

กัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดไทยไม่มีกำหนด อ้างไทยส่งบินรบโจมตีโรงแรม

บีบีซีรายงานว่า กระทรวงมหาดไทยกัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดกับไทยอย่างไม่มีกำหนด ในขณะที่สถานการณ์การต่อสู้บริเวณชายแดนยังคงรุนแรง

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 13 ธ.ค. 2568 กระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาสั่งปิดจุดผ่านแดนที่ติดกับประเทศไทย ในขณะที่การต่อสู้บริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะระบุว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงจะหยุดยิงแล้วก็ตาม

กระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาระบุว่า จุดผ่านแดนจะถูกปิดจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย กล่าวว่า ตนได้แจ้งแก่นายทรัมป์ระหว่างสนทนาทางโทรศัพท์ร่วมกันว่า การหยุดยิงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกัมพูชาถอนกำลังทั้งหมดและเก็บกู้ทุ่นระเบิดออกไปแล้วเท่านั้น

ไทยกับกัมพูชามีการทิ้งระเบิดและยิงปืนใหญ่ตอบโต้กันอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา โดยทางการไทยเปิดเผยว่า มีทหารเสียชีวิต 4 นายในวันเสาร์

ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้อัปเดตตัวเลขการสูญเสียของทหารแต่อย่างใด แต่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาอ้างว่า เครื่องบินขับไล่ของไทยได้ทิ้งระเบิดใส่ตึกโรงแรมหลายแห่งและสะพานอีกแห่ง ขณะที่ฝ่ายไทยก็รายงานว่า มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บหลายราย จากการยิงจรวดโจมตีของฝ่ายกัมพูชา

บีบีซีระบุว่า การเสียชีวิตของทหาร 4 นายในวันเสาร์ ทำให้ยอดรวมการสูญเสียของทหารไทยตั้งแต่เมื่อวันจันทร์เพิ่มขึ้นเป็น 15 นาย และบาดเจ็บอีก 270 นาย และมีพลเรือนบาดเจ็บด้วย 6 ราย

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (12 ธ.ค.) กัมพูชาระบุว่า มีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 11 ราย และบาดเจ็บอีก 59 ราย

ทั้งนี้ การต่อสู้ที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง ทำให้มีผู้ที่ต้องอพยพจากพื้นที่ชายแดนของทั้งสองฝ่ายแล้วมากกว่า 700,000 คน ในขณะที่นานาชาติกำลังพยายามหาทางยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้น

เมื่อคืนวันศุกร์ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีของทั้งไทยและกัมพูชา โดยโพสต์ข้อความบน Truth Social ว่า ทั้งสองประเทศตกลงที่จะ “หยุดยิงทันทีตั้งแต่เย็นวันนี้” (วันศุกร์ตามเวลาสหรัฐฯ) และจะกลับไปทำตามข้อตกลงที่เคยลงนามต่อหน้าเขาเมื่อเดือนตุลาคม และย้ำว่า “ทั้งสองประเทศพร้อมสำหรับสันติภาพ”

แต่คำพูดของทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาที่กล่าวหลังการสนทนากับโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มีฝ่ายใดที่พูดถึงการหยุดยิงในทันที

นายอนุทินกล่าวว่า เขาได้ย้ำกับนายทรัมป์ว่า ไทยไม่ใช่ผู้รุกราน และกัมพูชาจะต้องแสดงให้เห็นว่าได้ถอนกำลังและเก็บกู้ทุ่นระเบิดออกจากพื้นที่ชายแดนแล้ว ก่อนที่จะมีการหยุดยิงได้ ขณะที่ฝ่ายผู้นำของกัมพูชาก็กล่าวว่า พวกเขาจะต้องสู้ต่อไปเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ

อนึ่ง คราวนี้นายทรัมป์ไม่ได้พูดถึงเรื่องการใช้มาตรการทางภาษีเป็นเครื่องมือกดดันให้ไทยกับกัมพูชาหยุดการต่อสู้ ต่างจากการเจรจาเมื่อเดือนกรกฎาคม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ภารกิจ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) รักษาความปลอดภัยส่วนหลัง ชายแดนไทย-กัมพูชา

ภารกิจ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) รักษาความปลอดภัยส่วนหลัง ชายแดนไทย-กัมพูชา

13 ธ.ค. 2568 21:35 น.

ภารกิจ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) รักษาความปลอดภัยส่วนหลัง ชายแดนไทย-กัมพูชา

เหตุปะทะไทย-กัมพูชา เข้าสู่วันที่ 6 ชาวบ้านในพื้นที่ริมชายแดนต้องอพยพไปศูนย์พักพิง ทำให้ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ซึ่งเป็นอาสาสมัคร ต้องทำหน้าที่ในการดูแลบ้านเรือนของชาวบ้าน เพื่อพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง แต่ยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง จากการโจมตีของกัมพูชา จนบาดเจ็บ เสียชีวิต ล่าสุดมีรายงานว่า ชรบ. บางจุด ขาดแคลนยา–ชุดปฐมพยาบาล

เพจ World Armed Forces โพสต์วันนี้ 13 ธ.ค. 68 ว่า หลังหลายพื้นที่ขาดแคลนยา–ชุดปฐมพยาบาล ร้านยาปิดบริการ พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 มีคำสั่งด่วนให้หน่วยงานในพื้นที่ เร่งตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือผู้นำชุมชน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) อาสารักษาดินแดน (อส.) รวมถึงประชาชนที่อาสาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง หลังได้รับรายงานว่าหลายพื้นที่ประสบปัญหาความขาดแคลนสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะ ยาสามัญประจำบ้านและชุดปฐมพยาบาล

รายงานจากพื้นที่ระบุว่า สาเหตุสำคัญมาจาก ไม่มีร้านยาเปิดให้บริการ ส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนในพื้นที่เสี่ยงไม่สามารถเข้าถึงเวชภัณฑ์ขั้นพื้นฐานได้อย่างเพียงพอ

แม่ทัพภาคที่ 2 จึงกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานการทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ในการประชุมระดับพื้นที่ เพื่อเร่งหาแนวทางช่วยเหลือ สนับสนุนยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน เพื่อดูแลความปลอดภัยและขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานและประชาชนในพื้นที่ต่อไป

ด้านเพจเฟซบุ๊ก กรมการปกครอง fanpage ได้โพสต์ภารกิจ ในช่วงภาวะวิกฤติไว้ดังนี้ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) อำเภอบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ไม่เพียงดูแลความปลอดภัยภายในหมู่บ้าน แต่ยัง!! ดูแลสัตว์เลี้ยงแทนเจ้าของ – เฝ้าทรัพย์สิน เพื่อให้ชาวบ้านอพยพได้อย่างสบายใจพร้อมปฏิบัติหน้าที่ “พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง” อย่างเต็มกำลัง

อันวาร์กำหนดเส้นตายไทย-กัมพูชาหยุดยิง 4 ทุ่ม ส่งทีมอาเซียน–ดาวเทียมสหรัฐฯ ตรวจสอบสถานการณ์

อันวาร์กำหนดเส้นตายไทย-กัมพูชาหยุดยิง 4 ทุ่ม ส่งทีมอาเซียน–ดาวเทียมสหรัฐฯ ตรวจสอบสถานการณ์

13 ธ.ค. 2568 16:38 น.

อันวาร์กำหนดเส้นตายไทย-กัมพูชาหยุดยิง 4 ทุ่ม ส่งทีมอาเซียน–ดาวเทียมสหรัฐฯ ตรวจสอบสถานการณ์

อันวาร์ อิบราฮิม ขีดเส้นตายไทย–กัมพูชาหยุดปะทะชายแดนภายใน 22.00 น. คืนนี้ ส่งทีมสังเกตการณ์อาเซียนลงพื้นที่ ใช้ดาวเทียมสหรัฐฯ ติดตามการหยุดยิง พร้อมรายงานต่อ รมต.ต่างประเทศอาเซียน 16 ธ.ค.

นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนเรียกร้องให้ ประเทศไทยและกัมพูชา ยุติการสู้รบตามแนวชายแดนโดยทันที ภายในเวลา 22.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันนี้ พร้อมเตรียมส่งทีมสังเกตการณ์อาเซียน ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์จริง และใช้ข้อมูลจากดาวเทียมของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อเฝ้าระวังการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง

อันวาร์ระบุในแถลงการณ์ว่า ได้หารือทางโทรศัพท์แยกกันกับ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ของไทย และฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้น

โดยนายอันวาร์ระบุว่า “ผมได้เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจสูงสุด ยุติการสู้รบทุกประเภท และหลีกเลี่ยงการดำเนินการทางทหารเพิ่มเติม รวมถึงการใช้กำลังหรือการเคลื่อนกำลังพลไปข้างหน้า โดยให้มีผลตั้งแต่เวลา 22.00 น. วันนี้” 

ส่งทีมอาเซียน–ใช้ดาวเทียมสหรัฐฯ เสริมความโปร่งใส

นายอันวาร์เปิดเผยว่า เพื่อสนับสนุนการลดความตึงเครียดและสร้างความโปร่งใส จะมีการส่งทีมสังเกตการณ์อาเซียน นำโดย พลเอก นีซัม จาฟฟาร์ ผู้บัญชาการกองทัพมาเลเซีย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์จริง โดยจะทำงานควบคู่กับ ระบบติดตามจากดาวเทียมของสหรัฐฯ ซึ่งจะเริ่มปฏิบัติการพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกัน

ข้อมูลจากการสังเกตการณ์ภาคสนามและการติดตามผ่านดาวเทียม จะถูกรวบรวมเพื่อนำเสนอในการประชุม รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่จะมีขึ้นในวันที่ 16 ธันวาคมนี้ เพื่อให้ประเทศสมาชิกได้รับข้อมูลเชิงประจักษ์และเป็นกลางเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้ง

ทั้งนี้ รายงานระบุว่า นับตั้งแต่การปะทะตามแนวชายแดนปะทุขึ้นอีกครั้งในสัปดาห์นี้ มีประชาชนมากกว่า 500,000 คน ในทั้งสองประเทศต้องอพยพออกจากพื้นที่ เพิ่มขึ้นมากกว่าการอพยพจากเหตุปะทะลักษณะเดียวกันเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

การปะทะรอบนี้ถือว่ารุนแรงที่สุด นับตั้งแต่เหตุสู้รบเป็นเวลา 5 วันในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน และทำให้ประชาชนราว 300,000 คน ต้องพลัดถิ่น ก่อนที่อันวาร์จะเป็นตัวกลางร่วมกับ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ในการเจรจาหยุดยิง

นายอันวาร์ย้ำว่า มาเลเซียยังคงยึดมั่นในการทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนและประชาคมระหว่างประเทศ โดยเน้นว่า การเจรจา การทูต และความยับยั้งชั่งใจ คือหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค.

ที่มา : freemalaysiatoday

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อันวาร์ อิบราฮิม

เผยภาพใหม่จากคลังภาพของเอปสตีน คนดังเพียบ รวมถึง โดนัลด์ ทรัมป์

เผยภาพใหม่จากคลังภาพของเอปสตีน คนดังเพียบ รวมถึง โดนัลด์ ทรัมป์

13 ธ.ค. 2568 11:55 น.

เผยภาพใหม่จากคลังภาพของเอปสตีน คนดังเพียบ รวมถึง โดนัลด์ ทรัมป์

ส.ส.เดโมแครตเผยภาพใหม่ 19 ภาพจากทรัพย์สินของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน มหาเศรษฐีนักค้ากามที่เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งรวมถึงภาพของโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ,เจ้าชายแอนดรูว์, และอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน

คณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครต เปิดเผยภาพถ่ายชุดแรกจำนวน 19 ภาพ ก่อนจะตามด้วยอีกเกือบ 80 ภาพในวันเดียวกัน โดยระบุว่าภาพเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของคลังภาพมากกว่า 95,000 ภาพ ที่ได้รับจากทรัพย์มรดกของเจฟฟรีย์ เอปสตีน หลังมีการออกหมายเรียกเอกสาร

ภาพที่ถูกปล่อยออกมามีทั้งภาพส่วนตัวที่ไม่เคยเผยแพร่มาก่อน ภาพจากเกาะส่วนตัวของเอปสตีน และภาพที่เขาปรากฏตัวร่วมกับบุคคลชื่อดังระดับโลก รวมถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบันอย่างโดนัลด์ ทรัมป์

การเผยแพร่ภาพดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กำลังเผชิญเส้นตายวันที่ 19 ธันวาคมนี้ ในการเปิดเผยเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคดีเอปสตีน ตามกฎหมายที่รัฐสภาผ่านและทรัมป์ลงนามรับรองเมื่อเดือนที่แล้ว หลังถูกกดดันอย่างหนักจากฐานเสียง MAGA (Make America Great Again)

แม้กระบวนการของกระทรวงยุติธรรมจะเป็นอีกส่วนหนึ่งจากการสอบสวนของสภาคองเกรส แต่ฝ่ายเดโมแครตยืนยันว่า จะยังคงทยอยปล่อยภาพจากทรัพย์มรดกเอปสตีนต่อไปเพื่อความโปร่งใส

ภาพชุดใหม่เผยให้เห็นรายละเอียดส่วนตัวของเอปสตีน เช่น ภาพเขานั่งอยู่ในอ่างอาบน้ำ และภาพที่ดูคล้ายอุปกรณ์ทางเพศ ขณะเดียวกันยังมีภาพเขาคู่กับบุคคลทรงอิทธิพลจำนวนมาก อาทิ บิล คลินตัน, บิล เกตส์, สตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาทรัมป์ รวมถึงภาพของ กิสเลน แม็กซ์เวลล์ ซึ่งถูกตัดสินจำคุกในปี 2021 ฐานมีบทบาทช่วยเหลือเอปสตีน

คณะกรรมาธิการระบุว่า ภาพเหล่านี้ไม่ได้มาพร้อมคำอธิบาย จึงไม่อาจยืนยันได้ว่า ถ่ายเมื่อใด ที่ไหน หรือด้วยเหตุผลใด และย้ำว่าการปรากฏตัวในภาพที่เกี่ยวข้องกับเอปสตีน ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นกระทำความผิด

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมโยงของเอปสตีนกับชนชั้นนำจำนวนมาก รวมถึงการเสียชีวิตของเขาในเรือนจำแมนฮัตตันเมื่อปี 2019 ระหว่างรอการพิจารณาคดีค้ามนุษย์ทางเพศ ยังคงเป็นเชื้อไฟให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดและข้อกล่าวหาเรื่องการปกปิดความจริงของรัฐบาลแพร่กระจายในโลกออนไลน์

โรเบิร์ต การ์เซีย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นแกนนำในคณะกรรมาธิการ กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องยุติการปกปิดจากทำเนียบขาว และนำความยุติธรรมมาสู่ผู้เสียหาย พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยเอกสารทั้งหมดโดยเร็ว

ด้านพรรครีพับลิกัน ซึ่งครองเสียงข้างมากในคณะกรรมาธิการ ออกมาตอบโต้ว่า ฝ่ายเดโมแครตกำลังคัดเลือกภาพบางส่วนและปิดบังข้อมูลอย่างมีเป้าหมาย เพื่อสร้างเรื่องเล่าที่บิดเบือนเกี่ยวกับประธานาธิบดีทรัมป์ ขณะที่ทำเนียบขาวเรียกการเผยแพร่ครั้งนี้ว่าเป็นกลเกมทางการเมืองของเดโมแครต ซึ่งถูกหักล้างมาแล้วหลายครั้ง

สำหรับทรัมป์ เขาปรากฏในภาพที่ปล่อยออกมาอย่างน้อย 3 ภาพ โดยหนึ่งในนั้นเป็นภาพร่วมงานปาร์ตี้ Victoria’s Secret เมื่อปี 1997 ซึ่งเคยเผยแพร่ต่อสาธารณะมาก่อน ทรัมป์ยอมรับว่าเคยคบหากับเอปสตีนในช่วงทศวรรษ 1990 แต่ยืนยันว่าได้เลิกติดต่อกันไปตั้งแต่ต้นยุค 2000 และไม่เคยถูกกล่าวหาในคดีใดที่เกี่ยวข้อง

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์เมื่อวันศุกร์ว่า คนดังจำนวนมากต่างก็เคยรู้จักและถูกถ่ายภาพร่วมกับเอปสตีน พร้อมมองว่าการปล่อยภาพครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โดนัลด์ ทรัมป์

นิตยสารTime ยกย่อง “สถาปนิกแห่ง AI” เป็นบุคคลแห่งปี 2025

นิตยสารTime ยกย่อง “สถาปนิกแห่ง AI” เป็นบุคคลแห่งปี 2025

13 ธ.ค. 2568 10:25 น.

นิตยสารTime ยกย่อง “สถาปนิกแห่ง AI” เป็นบุคคลแห่งปี 2025

นิตยสาร Time ประกาศยกย่องกลุ่มบุคคลภายใต้ชื่อ “Architects of AI” หรือ “สถาปนิกแห่งปัญญาประดิษฐ์” ให้เป็น บุคคลแห่งปี 2025อย่างเป็นทางการ ชี้ปีแห่งปัญญาประดิษฐ์เปลี่ยนโลกอย่างไม่มีวันหวนกลับ

Time ระบุว่า ปี 2025 คือปีที่ศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ปรากฏอย่างชัดเจนต่อสายตาโลก และเป็นจุดเปลี่ยนที่ไม่อาจย้อนกลับได้อีกต่อไป โดยนิตยสารระบุผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า การนำพามนุษยชาติสู่ยุคของเครื่องจักรที่สามารถคิดได้ สำหรับการสร้างทั้งความตื่นตะลึงและความกังวลให้กับผู้คน และสำหรับการเปลี่ยนแปลงปัจจุบัน พร้อมก้าวข้ามขีดจำกัดของความเป็นไปได้ ทำให้สถาปนิกแห่ง AI คือบุคคลแห่งปี 2025 ของ TIME 

Time อธิบายว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการเลือกบุคคล ไม่ใช่เทคโนโลยี โดยเน้นไปที่กลุ่มคนที่เป็นผู้จินตนาการ ออกแบบ และสร้างระบบ AI ขึ้นมา แม้ในอดีตนิตยสารจะเคยยกย่องแนวคิดหรือสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์มาแล้วก็ตาม

แซม เจคอบส์ บรรณาธิการบริหารของ Time เขียนอธิบายว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา นิตยสารไม่ได้เลือกเฉพาะบุคคลเพียงคนเดียวเสมอไป แต่เคยเลือกทั้งกลุ่มบุคคล ผู้หญิงจำนวนมากขึ้น และในบางกรณีที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ก็เคยเลือกแนวคิด เช่น โลกที่กำลังเผชิญภาวะเสี่ยงสูญพันธุ์ในปี 1988 หรือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในปี 1982

เขายังยกตัวอย่างว่า การถกเถียงในยุคนั้นเกี่ยวกับการเลือกคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล แทน สตีฟ จ็อบส์ ผู้ก่อตั้งแอปเปิล กลายเป็นเรื่องราวที่ถูกนำไปเขียนเป็นหนังสือและสร้างเป็นภาพยนตร์ในเวลาต่อมา

นักวิเคราะห์มองว่า การเลือก AI เป็นบุคคลแห่งปีถือว่าสอดคล้องกับบริบทของปี 2025 โดย โธมัส ฮัสซัน นักวิเคราะห์อาวุโสจากบริษัทวิจัย Forrester ระบุว่า ปีนี้คือช่วงเวลาที่ AI เปลี่ยนสถานะจากเทคโนโลยีใหม่สำหรับผู้ใช้กลุ่มแรก ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตกระแสหลักของผู้บริโภคจำนวนมาก

ก่อนหน้าการประกาศอย่างเป็นทางการ AI ถูกมองว่าเป็นตัวเต็งอันดับต้น ๆ  ร่วมกับบุคคลในแวดวงเทคโนโลยีอย่าง เจนเซน หวง ซีอีโอ Nvidia และ แซม อัลต์แมน ซีอีโอ OpenAI ขณะที่ผู้นำศาสนาอย่าง สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 พระสันตะปาปาชาวอเมริกันองค์แรก ก็ถูกจับตามองเช่นกัน รวมถึงผู้นำทางการเมืองอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์, เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และ โซห์ราน มัมดานี ว่าที่นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยได้รับเลือกให้เป็นบุคคลแห่งปี 2024 หลังคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่สอง ต่อจาก เทย์เลอร์ สวิฟต์ ซึ่งได้รับตำแหน่งบุคคลแห่งปี ในปี 2023

การคัดเลือกบุคคลแห่งปีของ Time เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 1927 โดยบรรณาธิการจะพิจารณาบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีอิทธิพลต่อข่าวและเหตุการณ์ของโลกมากที่สุดในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา.

ที่มา : AP

ขอบคุณภาพ นิตยสารTime

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ บุคคลแห่งปี

หมอผีเปรูทำนายอนาคตประเทศ ชี้ผลเลือกตั้งปธน. นาย โฮเซ คาสต์ คว้าชัย

หมอผีเปรูทำนายอนาคตประเทศ ชี้ผลเลือกตั้งปธน. นาย โฮเซ คาสต์ คว้าชัย

13 ธ.ค. 2568 09:59 น.

หมอผีเปรูทำนายอนาคตประเทศ ชี้ผลเลือกตั้งปธน. นาย โฮเซ คาสต์ คว้าชัย

หมอผีชาวแอนดีสจากทั่วประเทศเปรู จัดพิธีกรรมโบราณริมชายหาดในกรุงลิมา เพื่อทำนายอนาคตทางการเมืองของประเทศ โดยเฉพาะการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบตัดสินของประเทศชิลี ชี้ว่านาย โฮเซ คาสต์ คว้าชัย

พิธีกรรมดังกล่าวใช้วัตถุศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อดั้งเดิม ทั้งไม้ ปาโลซันโต ใบโคคา ยาสูบดำ สมุนไพรจากป่าฝนอเมซอน และกลีบดอกไม้ หมอผีเริ่มพิธีด้วยการขอบคุณ ปาชามามา หรือแม่พระธรณี และ โคชามามา แม่แห่งท้องทะเล ก่อนเข้าสู่บทสวดเพื่อเปิดเผยภาพอนาคต

การทำนายครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การเมืองชิลี โดยหมอผีส่วนใหญ่ระบุว่า พวกเขามองเห็นกระแสประชาชนที่ต้องการ การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และทำนายว่านาย โฮเซ คาสต์ (José Kast) มีแนวโน้มจะเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันอาทิตย์นี้ (14 ธ.ค.)

นอกจากนี้ หมอผียังกล่าวถึงปัญหาผู้อพยพที่ส่งผลต่อทั้งชิลีและเปรู โดยเชื่อว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย และผู้นำในภูมิภาคจะสามารถบรรลุข้อตกลงอย่างสันติ โดยเฉพาะประเด็นผู้อพยพจากเวเนซุเอลา

พิธีกรรมยังพาดพิงถึงเม็กซิโกด้วย โดยหมอผีทำนายว่า ในปีหน้า เม็กซิโกจะอนุญาตให้ เบ็ตซีย์ ชาเวซ อดีตนายกรัฐมนตรีเปรู เดินทางออกนอกประเทศอย่างปลอดภัย หลังเธอลี้ภัยอยู่ภายในบ้านพักเอกอัครราชทูตเม็กซิโกในกรุงลิมา

หมอผีที่เข้าร่วมพิธีต่างสวมใส่ชุดพื้นเมือง และย้ำว่าพวกเขาสืบทอดองค์ความรู้ทางจิตวิญญาณจากบรรพบุรุษมาหลายชั่วอายุคน สะท้อนบทบาทของผู้นำทางจิตวิญญาณและผู้เยียวยาในยุคอารยธรรมอินคาและอารยธรรมโบราณก่อนหน้านั้น.

ที่มา :AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หมอผีเปรู

“ฮุน มาเนต” เผยคุย “อันวาร์–ทรัมป์” หาทางหยุดยิงไทย-กัมพูชา เสนอใช้ภาพดาวเทียมพิสูจน์ใครยิงก่อน

"ฮุน มาเนต" เผยคุย “อันวาร์–ทรัมป์” หาทางหยุดยิงไทย-กัมพูชา เสนอใช้ภาพดาวเทียมพิสูจน์ใครยิงก่อน

13 ธ.ค. 2568 07:01 น.

“ฮุน มาเนต” เผยคุย “อันวาร์–ทรัมป์” หาทางหยุดยิงไทย-กัมพูชา เสนอใช้ภาพดาวเทียมพิสูจน์ใครยิงก่อน

ฮุน มาเนต เผยหารือ “อันวาร์–ทรัมป์” หาทางหยุดยิงไทย-กัมพูชา เสนอใช้ภาพดาวเทียมสหรัฐ–มาเลเซีย ตรวจสอบเหตุปะทะ 7 ธ.ค. ชี้เป็นวิธีโปร่งใสพิสูจน์ใครยิงก่อน

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความลงเฟสบุ๊ก ระบุว่า ได้หารือทางโทรศัพท์กับ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม และกับ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เมื่อคืนวันที่ 12 ธันวาคม เพื่อหาทางนำไปสู่การหยุดยิงระหว่างไทยแลักัมพูชา และผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายกลับมาปฏิบัติตามปฏิญญาร่วมกัวลาลัมเปอร์

นายกรัฐมนตรีกัมพูชาระบุว่า ได้ขอบคุณผู้นำทั้งสองประเทศที่พยายามอย่างต่อเนื่องในการสนับสนุนสันติภาพระยะยาวระหว่างกัมพูชาและไทย พร้อมย้ำว่า กัมพูชายึดมั่นในการแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธีมาโดยตลอด ตามเจตนารมณ์ของปฏิญญาร่วมกัวลาลัมเปอร์

สำหรับเหตุยิงปะทะที่เกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ซึ่งนำไปสู่การปะทะรอบใหม่ระหว่างทั้งสองประเทศ นายฮุน มาเนต ระบุว่า ได้เสนอให้สหรัฐฯ และมาเลเซีย ใช้ศักยภาพด้านข่าวกรองของกองทัพหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ภาพถ่ายดาวเทียมในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ และภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากนั้น เพื่อตรวจสอบอย่างชัดเจนว่าฝ่ายใดเป็นผู้เปิดฉากยิงก่อน

ฮุน มาเนต กล่าวว่า เขามองว่าวิธีนี้เป็นแนวทางที่ง่ายที่สุดและโปร่งใสมากที่สุดในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง พร้อมย้ำว่า กัมพูชาพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ หากมีความจำเป็นต้องดำเนินการตรวจสอบในลักษณะนี้

ที่มา Facebook / Hun Manet

อิหร่านจับกุมตัวนักเคลื่อนไหวสิทธิฯ เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ ชี้ถูกควบคุมตัวอย่างรุนแรง

อิหร่านจับกุมตัวนักเคลื่อนไหวสิทธิฯ เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ ชี้ถูกควบคุมตัวอย่างรุนแรง

13 ธ.ค. 2568 05:18 น.

อิหร่านจับกุมตัวนักเคลื่อนไหวสิทธิฯ เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ ชี้ถูกควบคุมตัวอย่างรุนแรง

อิหร่านจับกุม “นาร์เกส โมฮัมมาดี” นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนวัย 53 ปี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ระหว่างเธอเข้าร่วมพิธีรำลึกถึงทนายความด้านสิทธิมนุษยชนที่เพิ่งถูกพบเสียชีวิตมีเงื่อนงำ

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการอิหร่านได้จับกุมตัว นาร์เกส โมฮัมมาดี นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนวัย 53 ปี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ระหว่างเธอเข้าร่วมพิธีรำลึกถึงทนายความด้านสิทธิมนุษยชนที่เพิ่งถูกพบเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ

มูลนิธินาร์เกส ระบุว่า โมฮัมมาดีถูกควบคุมตัวที่เมือง มัชฮัด ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิหร่าน ห่างจากกรุงเตหะรานราว 680 กิโลเมตร ขณะเข้าร่วมพิธีไว้อาลัยให้กับ คอสรอว์ อาลีคอร์ดี ทนายความและนักสิทธิมนุษยชนวัย 46 ปี ซึ่งถูกพบเสียชีวิตในสำนักงานของเขาเองเมื่อต้นเดือนนี้

รายงานข่าวระบุว่า จนถึงขณะนี้ทางการอิหร่านยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการควบคุมตัวโมฮัมมาดี และยังไม่ชัดเจนว่าเธอจะถูกส่งกลับเข้าเรือนจำเพื่อรับโทษที่เหลือหรือไม่

แหล่งข่าวชี้ว่า การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการกวาดล้างกลุ่มปัญญาชนและนักเคลื่อนไหวที่เข้มข้นขึ้น ขณะที่อิหร่านกำลังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตร เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และความกังวลต่อความขัดแย้งกับอิสราเอลที่อาจปะทุซ้ำ

ผู้สนับสนุนของโมฮัมมาดีกล่าวว่า เธอถูกควบคุมตัวอย่างรุนแรงโดยกองกำลังความมั่นคงและตำรวจ และมีนักกิจกรรมรายอื่นถูกจับกุมด้วย โดยมูลนิธินาร์เกสออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ถูกจับทั้งหมดโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข พร้อมระบุว่า การจับกุมนี้เป็นการละเมิดเสรีภาพขั้นพื้นฐานอย่างร้ายแรง

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้โมฮัมมาดีถูกตัดสินให้รับโทษรับโทษจำคุก 13 ปี 9 เดือน ในข้อหาสมคบคิดบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐ และโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน ต่อมาโมฮัมมาดีได้รับอนุญาตให้พักโทษชั่วคราวด้วยเหตุผลด้านสุขภาพในเดือนธันวาคม 2567 เดิมกำหนดเพียง 3 สัปดาห์แต่ได้รับการขยายเวลา อย่างไรก็ตาม เธอยังคงเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการประท้วงในที่สาธารณะ และให้สัมภาษณ์สื่อระหว่างประเทศ รวมถึงการชุมนุมหน้าเรือนจำซึ่งเป็นสถานที่ที่เธอเคยถูกคุมขัง.//

ที่มา BBC