สหรัฐฯถือหางกัมพูชา ใช้มาตรการภาษีบีบไทย ให้ปฏิบัติตามปฏิญญาเดิม “อนุทิน” แจงถูกละเมิดก่อน

สหรัฐฯถือหางกัมพูชา ใช้มาตรการภาษีบีบไทย ให้ปฏิบัติตามปฏิญญาเดิม “อนุทิน” แจงถูกละเมิดก่อน

สหรัฐฯถือหางกัมพูชา ใช้มาตรการภาษีบีบไทย ให้ปฏิบัติตามปฏิญญาเดิม “อนุทิน” แจงถูกละเมิดก่อน

16 พ.ย. 2568 08:16 น.

“อนุทิน” โทร.คุย “ทรัมป์-อันวาร์” ปมชายแดนไทย-กัมพูชา ยันทุ่นระเบิดใหม่ แจงชัดหยุดปฏิญญาที่ทำต่อกัน พร้อมขอผู้นำ  “สหรัฐฯ-มาเลย์” ช่วยกดดันกัมพูชาเคารพปฏิญญา ไม่ขัดขวางไทยในการเก็บกู้ระเบิด ขณะที่ ปธน. สหรัฐฯแบไต๋ ส่อใช้มาตรการภาษีการค้ากดดันไทย หลังผู้แทนการค้าสหรัฐฯแจ้ง

สัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่นร้าวหนัก ปักกิ่งเตือนพลเมืองเลี่ยงเดินทางไปญี่ปุ่น ปมผู้นำโตเกียวพูดหนุนไต้หวัน

สัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่นร้าวหนัก ปักกิ่งเตือนพลเมืองเลี่ยงเดินทางไปญี่ปุ่น ปมผู้นำโตเกียวพูดหนุนไต้หวัน

15 พ.ย. 2568 11:52 น.

สัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่นร้าวหนัก ปักกิ่งเตือนพลเมืองเลี่ยงเดินทางไปญี่ปุ่น ปมผู้นำโตเกียวพูดหนุนไต้หวัน

ความตึงเครียดทางการทูตระหว่างจีนและญี่ปุ่น ยกระดับขึ้นอีกขั้น ลามถึงภาคการท่องเที่ยว หลังจีนออกประกาศเตือนประชาชน หลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น คาดเอี่ยวปมผู้นำญี่ปุ่นพูดหนุนไต้หวัน

จีนประกาศเตือนพลเมืองหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น อ้างมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แต่นักวิเคราะห์คาดว่าน่าจะเกี่ยวเนื่องกับความไม่พอใจที่ นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่นกล่าวต่อรัฐสภาว่า หากจีนใช้กำลังโจมตีไต้หวัน ญี่ปุ่นอาจสนับสนุนกำลังทางทหารเพื่อช่วยไต้หวัน ภายใต้สิทธิการป้องกันตนเองร่วม 

โดยประกาศดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันศุกร์ หลังจากกรุงโตเกียวและปักกิ่งต่าง เรียกเอกอัครราชทูตของกันและกันเข้าพบ เพื่อประท้วงคำพูดของซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนใหม่ 

โดยสถานเอกอัครราชทูตจีนในญี่ปุ่นโพสต์ผ่าน WeChat ระบุว่า คำพูดยั่วยุอย่างชัดเจน ของผู้นำญี่ปุ่นได้ทำลายบรรยากาศด้านการแลกเปลี่ยนประชาชนอย่างรุนแรงพร้อมระบุว่า “สถานการณ์ในปัจจุบันก่อให้เกิดความเสี่ยงสำคัญต่อความปลอดภัยในชีวิตของชาวจีนในญี่ปุ่น พร้อมทั้งขอให้ประชาชน หลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่นในระยะอันใกล้นี้

ประกาศนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความขัดแย้งทางการเมืองกำลังเริ่มส่งผลกระทบจริงต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักเศรษฐกิจทั้งสองชาติ

ทั้งนี้ จีนแผ่นดินใหญ่ยืนยันว่าไต้หวันเป็นดินแดนของจีน และไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังเข้ายึดคืน ด้านญี่ปุ่นระบุว่าจุดยืนของโตเกียวยังไม่เปลี่ยนแปลง แม้จะอยู่ห่างไต้หวันเพียง 100 กิโลเมตรจากเกาะที่ใกล้ที่สุดก็ตาม

อย่างไรก็ตาม แม้จะเกิดแรงกระเพื่อมทางการทูต ทาคาอิจิยังยืนยันว่าเธอไม่ถอนคำพูด พร้อมชี้ว่าสอดคล้องกับนโยบายเดิมของญี่ปุ่น แต่จะหลีกเลี่ยงการลงรายละเอียดสถานการณ์เฉพาะหน้าในอนาคต

ตามธรรมเนียมแล้ว ผู้นำญี่ปุ่นก่อนหน้านี้หลีกเลี่ยงการพูดถึงบทบาทญี่ปุ่นในการป้องกันไต้หวันโดยตรง เพื่อคงไว้ซึ่ง ความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์ (strategic ambiguity) เช่นเดียวกับสหรัฐฯ ที่ไม่เคยประกาศชัดว่าจะส่งทหารเข้าปกป้องไต้หวันหรือไม่.

ที่มา : channelnewsasia

ระทึก รถบัสสองชั้นพุ่งชนผู้คนกลางป้ายรถเมล์สตอกโฮล์ม ดับ 3 ศพ เจ็บอีก 3

ระทึก รถบัสสองชั้นพุ่งชนผู้คนกลางป้ายรถเมล์สตอกโฮล์ม ดับ 3 ศพ เจ็บอีก 3

15 พ.ย. 2568 10:21 น.

ระทึก รถบัสสองชั้นพุ่งชนผู้คนกลางป้ายรถเมล์สตอกโฮล์ม ดับ 3 ศพ เจ็บอีก 3

เกิดเหตุสุดสะเทือนใจในกรุงสตอกโฮล์ม ช่วงชั่วโมงเร่งด่วนเย็นวันศุกร์ เมื่อรถบัสสองชั้น พุ่งชนผู้คนที่กำลังต่อคิวรอรถเมล์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันที 3 ศพ และบาดเจ็บสาหัส อีก 3 ราย

เหตุการณ์ระทึกนี้เกิดขึ้นบริเวณป้ายรถเมล์บนถนนวาลฮัลลาวาเกน เขตเอิสเตอร์มัลม์ ใกล้สถาบันเทคโนโลยีพระราชวัง ตอนเหนือของกรุงสตอกโฮล์ม ขณะที่มีผู้คนจำนวนมากยืนรอรถเมล์อยู่ที่ป้ายรถเมล์ดังกล่าว โดยรถพุ่งชนอย่างรุนแรง จนส่วนหน้าของรถบัสได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ทันทีที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 10 นายพร้อมรถพยาบาลและทีมกู้ภัยจำนวนมากเร่งเข้าพื้นที่ สื่อท้องถิ่นเผยภาพเจ้าหน้าที่ก้มลงมุดใต้รถบัสเพื่อช่วยผู้ที่อาจติดอยู่ด้านล่าง สร้างความสลดใจแก่ผู้ที่พบเห็น

โฆษกตำรวจ นาดยา นอร์ตัน ให้สัมภาษณ์ว่าได้มีการตั้งข้อหา ฆ่าคนตายโดยประมาท และควบคุมตัวคนขับไว้แล้ว ซึ่งเป็นขั้นตอนตามปกติของคดีร้ายแรงลักษณะนี้ อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจยังไม่สามารถสรุปสาเหตุที่แน่ชัด ต้องสอบสวนและสอบปากคำคนขับก่อนดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ขณะที่สื่อสวีเดนรายงานว่าเบื้องต้น อาจเป็นอุบัติเหตุ แต่ยังต้องรอผลสอบอย่างเป็นทางการเช่นกัน

ด้านนายกรัฐมนตรี อูล์ฟ คริสเติร์ซสัน โพสต์บน X แสดงความเสียใจอย่างลึกซึ้ง โดยระบุว่า “ผมได้รับข่าวอันน่าเศร้าว่ามีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายรายที่ป้ายรถเมล์ใจกลางกรุงสตอกโฮล์ม ผู้คนที่อาจแค่กำลังเดินทางกลับบ้าน ไปหาครอบครัว เพื่อน หรือค่ำคืนอันสงบ แต่กลับไม่เคยไปถึงปลายทาง”.

ที่มา : Aljazeera

ทรัมป์ลั่นฟ้อง BBC แน่ สูงสุด 5 พันล้านดอลลาร์ ปมตัดต่อคำพูด

ทรัมป์ลั่นฟ้อง BBC แน่ สูงสุด 5 พันล้านดอลลาร์ ปมตัดต่อคำพูด

15 พ.ย. 2568 09:41 น.

ทรัมป์ลั่นฟ้อง BBC แน่ สูงสุด 5 พันล้านดอลลาร์ ปมตัดต่อคำพูด

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเตรียมเดินหน้าฟ้อง BBC เป็นเงินสูงสุด 5,000 ล้านดอลลาร์ กรณีตัดต่อในสารคดี จนทำให้เข้าใจว่าทรัมป์เรียกร้องความรุนแรงในเหตุจลาจลที่รัฐสภา

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินประจำตำแหน่ง Air Force One เมื่อวันศุกร์ว่า เขาเตรียมเดินหน้าฟ้อง BBC เป็นเงินสูงสุด 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในสัปดาห์หน้า หลังสำนักข่าวอังกฤษออกมาขอโทษเรื่องการตัดต่อวิดีโอในสารคดีเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทำให้เข้าใจว่าเขาเรียกร้องให้เกิดความรุนแรง ก่อนเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2021 แต่ทาง BBC ย้ำว่าจะไม่จ่ายค่าเสียหายใด ๆ

โดยเมื่อวันจันทร์ ทรัมป์ส่งจดหมายทางกฎหมายไปยัง BBC กล่าวหาว่าเนื้อหาที่ตัดต่อในสารคดีเป็นการ หมิ่นประมาท ด้วยการบิดเบือนสุนทรพจน์ก่อนเหตุจลาจล Capitol และเรียกร้องให้ BBC ขอโทษพร้อมชดเชยค่าเสียหายภายในวันศุกร์ โดยทรัมป์ระบุว่าเขาจะหยิบปัญหานี้ต่อสายคุยกับนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของอังกฤษด้วย

ด้าน BBC ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษ โดยระบุว่าสารคดีดังกล่าวทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าทรัมป์ปลุกระดมให้เกิดความรุนแรงจริง อย่างไรก็ตาม BBC ยืนยันว่าประเด็นนี้ ไม่เข้าข่ายการฟ้องหมิ่นประมาท

กรณีดราม่าตัดต่อวิดีโอยังทำให้ผู้อำนวยการใหญ่ BBC และผู้บริหารข่าวระดับสูงลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากเผชิญแรงกดดันอย่างหนักถาโถมเข้ามา.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ BBC

ผู้โดยสารแตกตื่น คนร้ายควงมีดที่สถานีรถไฟฝรั่งเศส ตร.ยิงปืนสกัด

ผู้โดยสารแตกตื่น คนร้ายควงมีดที่สถานีรถไฟฝรั่งเศส ตร.ยิงปืนสกัด

15 พ.ย. 2568 08:49 น.

ผู้โดยสารแตกตื่น คนร้ายควงมีดที่สถานีรถไฟฝรั่งเศส ตร.ยิงปืนสกัด

เกิดเหตุความวุ่นวายที่สถานีรถไฟ ใจกลางกรุงปารีส หลังชายอายุ 34 ปีควงมีดและทำท่าคุกคามเจ้าหน้าที่ สุดท้ายตำรวจใช้ปืนยิงสกัด จนบาดเจ็บที่ขา และมีผู้สัญจรผ่านถูกลูกหลงบาดเจ็บอีก 1 ราย

เกิดเหตุความวุ่นวายขึ้นที่ สถานีรถไฟ Montparnasse ใจกลางกรุงปารีส เมื่อวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น หลังตำรวจฝรั่งเศสใช้อาวุธปืนยิงชายอายุ 34 ปีที่พกมีดและทำท่าคุกคามเจ้าหน้าที่ ส่งผลให้ชายคนดังกล่าวบาดเจ็บที่ขา และมีผู้ที่สัญจรผ่านได้รับบาดเจ็บที่เท้าจากลูกหลงอีก 1 รายแต่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังฝรั่งเศสรำลึก ครบรอบ 10 ปีเหตุโจมตีปารีส 2015 ยิ่งทำให้บรรยากาศในสถานีเต็มไปด้วยความหวาดผวา โดยผู้โดยสารจำนวนมากแตกตื่นวิ่งหาที่หลบภัยทันทีหลังได้ยินเสียงปืน

สำนักงานอัยการปารีสเผยว่า ชายผู้ก่อเหตุถูกตำรวจเฝ้าติดตามในคดี ใช้ความรุนแรงในครอบครัวโดยเขาเพิ่งถูกศาลลงโทษจำคุก 18 เดือนแต่ให้รอลงอาญาเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่จากชานเมืองตอนใต้ของปารีสได้ดักรอเขาที่สถานี Montparnasse เพื่อสอบสวนเพิ่ม แต่เมื่อพบตัว ชายคนนั้นกลับชักมีดออกมาโบกใส่ตำรวจ ทำให้เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องยิงสกัดเพื่อหยุดการคุกคาม

หลังถูกยิง ชายดังกล่าวพยายาม ทำร้ายตัวเองด้วยการแทงลำคอ ก่อนที่ทีมแพทย์ฉุกเฉินจะเข้าควบคุมสถานการณ์และนำตัวส่งโรงพยาบาล.

ที่มา : channelnewsasia

นักบินอวกาศจีนกลับถึงโลกแล้ว หลังขยะอวกาศทำล่าช้ากว่าสัปดาห์

นักบินอวกาศจีนกลับถึงโลกแล้ว หลังขยะอวกาศทำล่าช้ากว่าสัปดาห์

15 พ.ย. 2568 05:25 น.

นักบินอวกาศจีนกลับถึงโลกแล้ว หลังขยะอวกาศทำล่าช้ากว่าสัปดาห์

(นักบินอวกาศ เฉิน ตง, เฉิน จงรุ่ย และ หวัง เจี๋ย)

นักบินอวกาศชาวจีน 3 คนซึ่งขึ้นไปบนสถานีอวกาศเทียนกงเมื่อ 6 เดือนก่อน เดินทางกลับถึงโลกแล้ว ล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมเกิน 1 สัปดาห์ เพราะขยะอวกาศเป็นต้นเหตุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักบินอวกาศชาวจีน 3 คน เดินทางกลับจากสถานีอวกาศ “เทียนกง” ถึงโลกแล้ว ในวันศุกร์ที่ 14 พ.ย. 2568 หลังจากแผนการเดินทางกลับล่าช้าไปกว่าหนึ่งสัปดาห์ เนื่องจากแคปซูลสำหรับเดินทางกลับที่พวกเขาตั้งใจจะใช้นั้นได้รับความเสียหาย ซึ่งน่าจะเกิดจากการถูกขยะอวกาศพุ่งชน

สำนักงานอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมแห่งประเทศจีน (CMSA) เปิดเผยว่า ทีมงานได้ทิ้งยานอวกาศ “เสินโจว-20” ไว้ในวงโคจร และใช้ยาน “เสินโจว-21” ที่เพิ่งมาถึงไม่นานพร้อมกับทีมนักบินอวกาศชุดใหม่ 3 คน มาประจำการที่สถานีเทียนกง ในการเดินทางกลับแทน

CMSA ระบุในวันศุกร์ว่า แผนการเดินทางกลับเดิมถูกยกเลิกเนื่องจากมีรอยร้าวขนาดเล็กที่หน้าต่างของแคปซูล “เสินโจว-20” ซึ่งน่าจะเกิดจากการปะทะกับเศษขยะอวกาศ

นักบินอวกาศทั้ง 3 คนมีกำหนดประจำการบนสถานีอวกาศ 6 เดือน และเดิมจะเดินทางกลับในวันที่ 5 พ.ย. หรือ 4 วันหลังจากลูกเรือชุดใหม่มาถึง แต่การพบรอยร้าวทำให้การเดินทางของพวกเขาต้องเลื่อนออกไป 9 วัน ทำให้พวกเขาต้องอยู่ในอวกาศนาน 204 วัน กลายเป็นสถิตินักบินที่อยู่บนสถานีอวกาศเทียนกงนานที่สุด

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า การเปลี่ยนแปลงกำหนดการเดินทางครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อภารกิจในอนาคตหรือไม่ โดย CMSA ระบุว่า ยาน “เสินโจว-22” จะถูกปล่อยขึ้นสู่ห้วงอวกาศ แต่ไม่ได้ระบุว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด

นาย เฉิน ตง ผู้บัญชาการภารกิจ กล่าวว่า เขารู้สึกโล่งใจหลังจากการเดินทางกลับ โดยเรียกการเดินทางในอวกาศครั้งล่าสุดของเขาว่าเป็นทั้งโอกาสในการฝึกฝนและการทดสอบจริง

“เส้นทางการสำรวจอวกาศโดยมนุษย์นั้นไม่ได้ราบรื่น” นายเฉินกล่าวหลังจากออกมาจากแคปซูล “มันเต็มไปด้วยความยากลำบากและความท้าทาย แต่นั่นคือเหตุผลที่เราเลือกที่จะเดินบนเส้นทางนี้”

ทั้งนี้ ในปัจจุบัน เศษขยะอวกาศจำนวนหลายล้านชิ้นกำลังโคจรรอบโลกด้วยความเร็วกว่ากระสุนปืน โดยเศษส่วนใหญ่มีขนาดเล็กมาก เกิดจากการปล่อยจรวดและการชนกันของเศษซาก ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงต่อทั้ง ดาวเทียม, สถานีอวกาศ และนักบินอวกาศที่ออกไปปฏิบัติงานนอกสถานี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

สหรัฐฯ ปิดดีลสวิส หั่นภาษีจาก 39% เหลือ 15% แลกลงทุน 2 แสนล้านดอลลาร์

สหรัฐฯ ปิดดีลสวิส หั่นภาษีจาก 39% เหลือ 15% แลกลงทุน 2 แสนล้านดอลลาร์

15 พ.ย. 2568 03:55 น.

สหรัฐฯ ปิดดีลสวิส หั่นภาษีจาก 39% เหลือ 15% แลกลงทุน 2 แสนล้านดอลลาร์

สหรัฐฯ กับสวิตเซอร์แลนด์บรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างกันแล้ว โดยสหรัฐฯ จะลดอัตราภาษีสินค้านำเข้าจาก 39% เหลือ 15% ขณะที่สวิสจะลงทุนในสหรัฐฯ 2 แสนล้านดอลลาร์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 14 พ.ย. 2568 ว่า สหรัฐฯ กับสวิตเซอร์แลนด์บรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างกันแล้ว โดยสหรัฐฯ จะลดอัตราภาษีศุลกากรที่พวกเขาเรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ลงจาก 39% เหลือ 15% ในขณะที่แดนนาฬิกาสัญญาจะลงทุนในสหรัฐฯ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

“นี่เป็นความโล่งใจอย่างยิ่งสำหรับเศรษฐกิจของเรา” นายกาย ปาร์เมลิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์กล่าว พร้อมระบุด้วยว่า เศรษฐกิจของประเทศได้รับความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่มีการเก็บภาษีเพิ่มเติมเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

นายปาร์เมลินกล่าวอีกว่า การเคลื่อนไหวของเหล่าผู้นำธุรกิจชาวสวิส ที่เข้าพบนายทรัมป์ที่ทำเนียบขาวเมื่อสัปดาห์ก่อน ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็น “ปัจจัยชี้ขาด” ในการบรรลุข้อตกลงนี้

อนึ่ง เมื่อสัปดาห์ก่อน บรรดาผู้บริหารระดับสูงของอุตสาหกรรมต่างๆ ได้เข้าเยี่ยมชมห้องทำงานรูปไข่ พร้อมนำของขวัญอย่าง นาฬิกาโรเล็กซ์ทองคำ และทองคำแท่งสลักพิเศษจากบริษัทผลิตทองคำ MKS ซึ่งมีฐานอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ไปให้นายทรัมป์ด้วย

ทั้งนี้ การเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับสวิตเซอร์แลนด์ติดขัดมาตลอด โดยเมื่อหลายเดือนก่อน ประธานาธิบดี คารีน เคลเลอร์-ซุทเทอร์ แห่งสวิตเซอร์แลนด์ พยายามเปลี่ยนใจนายทรัมป์เรื่องภาษีแต่ไม่เป็นผล โดยนายทรัมป์กล่าวว่า เธอเป็นผู้หญิงที่ดี แต่เธอไม่ต้องการฟัง

แต่หลังจากการพบปะกับผู้นำธุรกิจชาวสวิสเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ทรัมป์ได้เปิดเผยในสัปดาห์นี้ว่ากำลังมีการดำเนินการเรื่องข้อตกลงอยู่

นายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ ยืนยันว่า มีการบรรลุข้อตกลงเกิดขึ้นแล้ว และว่า “ความสามารถในการทำข้อตกลงที่ไม่มีใครเทียบของประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงมอบผลประโยชน์ให้กับชาวอเมริกันต่อไป”

ด้านนาง เอเลเน บุดลิเกอร์ อาร์เตียดา หัวหน้าผู้เจรจาการค้าของสวิตเซอร์แลนด์กล่าวว่า ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อบรรลุข้อตกลงนี้ โดยที่นายปาร์เมลินกล่าวว่า ข้อตกลงนี้จะทำให้สวิตเซอร์แลนด์มีอัตราภาษีอยู่ที่ 15% เช่นเดียวกับชาติสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ

นายปาร์เมลินบอกอีกว่า ภายใต้ข้อตกลงนี้ สวิตเซอร์แลนด์จะลงทุนทางเศรษฐกิจมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าสู่สหรัฐฯ โดยตรงภายในปี 2571 โดยที่ 1 ใน 3 ของเงินจำนวนดังกล่าว จะลงทุนเข้าสู่สหรัฐฯ ในปี 2569 สวิตเซอร์แลนด์ยังตกลงยกเลิกภาษีสำหรับโควตาเนื้อนำเข้าจากสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงเนื้อวัว, เนื้อไบซัน และเนื้อสัตว์ปีก

นายเกรียร์กล่าวว่า ข้อตกลงนี้ได้ทำลายอุปสรรคทางการค้าที่มีมายาวนาน และการลงทุนของสวิตเซอร์แลนด์จะนำมาซึ่งตำแหน่งงานใหม่หลายพันตำแหน่ง

สำหรับอุตสาหกรรมสวิส ข้อตกลงนี้ถือว่ามาได้ทันเวลาอย่างยิ่ง เพราะสถิติล่าสุดชี้ว่า สวิตเซอร์แลนด์ส่งออกสินค้าเทคโนโลยีไปยังสหรัฐฯ ลดลง 14.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สามของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการลดลงอย่างมากนับตั้งแต่มีการปรับขึ้นภาษีในเดือนสิงหาคม

บทบาทของนักอุตสาหกรรมชาวสวิสดูเหมือนจะเป็นกุญแจสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางรายที่ค้าขายสินค้าแบรนด์หรู, ทองคำ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งมีสายสัมพันธ์อยู่ในแวดวงของทรัมป์อยู่แล้ว

ในปัจจุบัน ถือเป็นเรื่องปกติที่ผู้มาเยี่ยมเยียนห้องทำงานรูปไข่จะนำของขวัญติดมือมาด้วย โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้รับของขวัญหลายพันชิ้นในแต่ละปี และของเหล่านั้นจะกลายเป็นทรัพย์สินของสหรัฐฯ โดยถูกนำไปเก็บไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติและยื่นเรื่องประจำปีโดยกระทรวงการต่างประเทศ

ในท้ายที่สุด ของขวัญเหล่านี้จะถูกโอนไปยังห้องสมุดประธานาธิบดี โดยที่ประธานาธิบดีสามารถเก็บของขวัญบางชิ้นเอาไว้ได้ แต่ต้องชำระภาษีของรัฐบาลกลาง หากของเหล่านั้นไม่ได้มาจากญาติสนิท

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สลดตุรกี ครอบครัวซื้อสตรีทฟู้ดทาน สุดท้าย แม่-ลูก 2 คนดับ พ่อสาหัส

สลดตุรกี ครอบครัวซื้อสตรีทฟู้ดทาน สุดท้าย แม่-ลูก 2 คนดับ พ่อสาหัส

15 พ.ย. 2568 02:43 น.

สลดตุรกี ครอบครัวซื้อสตรีทฟู้ดทาน สุดท้าย แม่-ลูก 2 คนดับ พ่อสาหัส

แม่ชาวตุรกีกับลูก 2 คนล้มป่วยหนักก่อนจะเสียชีวิต ขณะที่ผู้เป็นพ่อมีอาการสาหัส หลังจากพวกเขาทานอาหารสตรีทฟู้ดยอดนิยมในนครอิสตันบูล

เจ้าหน้าที่กับสื่อของตุรกีรายงานในวันศุกร์ที่ 14 พ.ย. 2568 ว่า หญิงท้องถิ่นกับลูก 2 คนของเธอเสียชีวิต ขณะที่ผู้เป็นพ่อกำลังต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดอยู่ที่โรงพยาบาล หลังจากที่พวกเขาทานอาหารสตรีทฟู้ดที่ซื้อมาจากแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งในนครอิสตันบูล

ข่าวระบุว่า ครอบครัวนี้ซึ่งเป็นชาวตุรกีที่อาศัยอยู่ในประเทศเยอรมนีและเดินทางมาอิสตันบูลเพื่อพักผ่อนในช่วงวันหยุด ล้มป่วยเมื่อวันพุธ (12 พ.ย.) หลังจากทานอาหารสตรีทฟู้ดยอดนิยมหลายชนิดที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในย่านริมน้ำออร์ตาคอย (Ortakoy) ซึ่งอยู่บริเวณเชิงสะพานข้ามช่องแคบบอสฟอรัส

นายอัลดุลเลาะห์ เอมเร กูแนร์ หัวหน้าสำนักงานสาธารณสุขภูมิภาคอิสตันบูล โพสต์ข้อความผ่าน X ระบุว่า ครอบครัวซึ่งพักอยู่ในย่านฟาติห์ (Fatih) ล้มป่วยลงในเวลาไม่นานหลังจากทานอาหารดังกล่าว และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน แต่เด็ก 2 คน อายุ 6 ขวบและ 3 ขวบ เสียชีวิต

ส่วนพ่อและแม่ของเด็กเข้ารับการรักษาตัวในหอผู้ป่วยหนัก อย่างไรก็ตาม นายยิลมาซ ทุนช์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม โพสต์บน X เมื่อวันศุกร์ว่า ผู้เป็นแม่เสียชีวิตแล้ว โดยมีการเก็บตัวอย่างจากสถานที่ที่ครอบครัวนี้ไปทานอาหาร และผู้ที่เกี่ยวข้อง 4 คน ถูกควบคุมตัวแล้ว

รายงานข่าวบางกระแสระบุว่า ครอบครัวนี้ได้รับประทานหอยแมลงภู่กับข้าว ซึ่งเป็นของว่างยอดนิยมที่มักจะขายโดยพ่อค้าแม่ค้าริมถนน รวมถึง “คุมเพียร์” (kumpir) หรือมันฝรั่งอบยัดไส้ด้วย

ส่วนอาหารอื่นๆ ที่มีรายงานว่าครอบครัวนี้ทานได้แก่ โคโคเรช (kokorec) ซึ่งเป็นอาหารยอดนิยมที่ทำจากไส้แกะย่าง และ “เตอร์กิช ดีไลท์” (Turkish Delight) หรือ “โลคุม” (Lokum) ขนมหวานที่ทำจากแป้งและน้ำตาล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ไม่รอด หนุ่มเข้าประชิด “อารีอานา กรานเด” ถูกตั้งข้อหา มีสิทธิ์นอนคุก

ไม่รอด หนุ่มเข้าประชิด “อารีอานา กรานเด” ถูกตั้งข้อหา มีสิทธิ์นอนคุก

15 พ.ย. 2568 01:31 น.

ไม่รอด หนุ่มเข้าประชิด “อารีอานา กรานเด” ถูกตั้งข้อหา มีสิทธิ์นอนคุก

ชายหนุ่มผู้ก่อเหตุปีนข้ามรั้วบุกเข้าประชิดตัว อารีอานา กรานเด นักร้องสาวคนดัง ถูกเจ้าหน้าที่ตั้งข้อหาแล้ว และอาจต้องรับโทษจำคุก หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชายหนุ่มผู้ก่อเหตุกระโดดข้ามรั้วกั้น และพุ่งเข้าประชิดตัว อารีอานา กรานเด นักร้องและนักแสดงสาวจากภาพยนตร์เรื่อง Wicked ระหว่างการฉายรอบปฐมทัศน์ที่สิงคโปร์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ขึ้นศาลในวันศุกร์ (14 พ.ย. 2568) เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา “ก่อความเดือดร้อนรำคาญต่อสาธารณะ”

ชายคนดังกล่าวมีชื่อว่า จอห์นสัน เหวิน เป็นชาวออสเตรเลียอายุ 26 ปี ปรากฏตัวในศาลผ่านวิดีโอลิงก์จากห้องขังในวันศุกร์ โดยนายเหวินในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวไม่มีทนายความและแจ้งต่อศาลว่า เขาจะให้การรับสารภาพ

เดิมทีเขาถูกตั้งข้อหาก่อความเดือดร้อนรำคาญต่อสาธารณะภายใต้มาตรา 290(a) ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษปรับสูงสุด 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 50,000 บาท) แต่หลังจากศาลพักการพิจารณาคดี อัยการได้แก้ไขข้อหาเป็นมาตรา 290(b) ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 3 เดือน หรือปรับสูงสุด 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ

เอกสารคำฟ้องระบุว่า นายเหวินก่อความวุ่นวายในช่วงเวลาประมาณ 19.00 น. ถึง 19.11 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 13 พ.ย. ระหว่างงานฉายภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์เรื่อง Wicked: For Good ที่ Resorts World Sentosa

เหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกภาพเอาไว้ได้ และวิดีโอถูกนำไปเผยแพร่อย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ และกลายเป็นข่าวทั่วโลก

วิดีโอดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นายเหวินกระโดดข้ามรั้วกั้นก่อนที่จะวิ่งเข้าไปหา อารีอานา กรานเด จากนั้นเขาได้โอบแขนรอบตัวเธอ พร้อมกับกระโดดขึ้นลง ในขณะที่ ซินเธีย เอริโว รีบเข้ามาแยกเขาออกจากอารีอานา ก่อนที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะเข้ามาล็อกตัวนายเหวิน แล้วพาตัวเขาออกจากสถานที่จัดงาน

ทั้งนี้ นายเหวินเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ซึ่งใช้ชื่อออนไลน์ว่า Pyjama Man โดยเขาเคยถ่ายคลิปขณะที่ตนเองพุ่งเข้าหาดาราคนดังคนอื่นๆ มาแล้วหลายคน เช่น เคที แพร์รี และ เดอะ วีกเอนด์ (The Weeknd) นักร้อง นักแต่งเพลง และโปรดิวเซอร์เพลงชาวแคนาดา

เมื่อวันศุกร์ นายเหวินได้รับอนุญาตให้ประกันตัวด้วยวงเงิน 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ แต่เขาแจ้งต่อศาลว่าเขาไม่สามารถหาผู้ประกันตัวที่เป็นชาวสิงคโปร์ได้ เมื่อผู้พิพากษาศาลแขวง เจเน็ต หวัง ถามว่า เขามีสมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนที่สิงคโปร์หรือไม่ นายเหวินตอบว่า พวกเขาอยู่ที่ออสเตรเลีย และเขาไม่รู้จักใครในสิงคโปร์เลย

จากนั้น ผู้พิพากษาเสนอให้นายเหวินประกันตัวโดยมีหลักประกันแทน (Personal Bond) โดยเงื่อนไขส่วนหนึ่งคือ นายเหวินจะต้องมอบเอกสารการเดินทางของเขา และพร้อมสำหรับการสอบสวนหรือมาศาลเมื่อถูกเรียกตัว

ผู้พิพากษาหวังสอบถามอัยการด้วยว่า สามารถดำเนินการรับคำให้การในบ่ายวันศุกร์ได้เลยหรือไม่ แต่อัยการขอเวลาเพิ่มและร้องขอให้มีการไต่สวนในช่วงต้นสัปดาห์หน้า ซึ่งศาลกำหนดให้มีการไต่สวนอีกครั้งในวันที่ 17 พ.ย.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อันวาร์คุย โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำไทย-กัมพูชา พร้อมเจรจาแก้ปัญหาชายแดน

อันวาร์คุย โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำไทย-กัมพูชา พร้อมเจรจาแก้ปัญหาชายแดน

14 พ.ย. 2568 23:34 น.

อันวาร์คุย โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำไทย-กัมพูชา พร้อมเจรจาแก้ปัญหาชายแดน

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียต่อสายคุย โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยัน ไทยกับกัมพูชายังคงพร้อมที่จะใช้การเจรจาและความพยายามทางการทูตเพื่อแก้ปัญหาชายแดนต่อไป

เมื่อคืนวันที่ 14 พ.ย. 2568 นายอันวาร์ อิบราฮัม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานหมุนเวียนของอาเซียน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวโดยเปิดเผยว่า เขาเพิ่งพูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเขายืนยันกับนายทรัมป์ว่า ไทยและกัมพูชาพร้อมที่จะใช้การเจรจาและความพยายามทางการทูตเพื่อแก้ปัญหาชายแดนต่อไป

ข้อความของนายอันวาร์ระบุว่า “เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ผมได้มีการพูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพื่อหารือเรื่องพัฒนาการล่าสุดบริเวณพรมแดนกัมพูชา-ไทย”

“ผมได้แสดงออกถึงความพร้อมของทั้งกัมพูชาและไทยที่จะยังคงเลือกใช้ช่องทางการเจรจาและความพยายามทางการทูต เป็นเส้นทางสู่การแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพ”

“ผมยืนยันว่า ทั้งสองประเทศได้ถอนกำลังทหารออกจากพรมแดนแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ได้ตกลงกันไว้ภายใต้กรอบปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์”

“ด้วยเหตุนี้ ผมจึงยินดีกับบทบาทที่กระตือรือร้นของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งได้ติดต่อกับนายกรัฐมนตรีของทั้งกัมพูชาและไทยด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าความแตกต่างใด ๆ จะได้รับการจัดการอย่างเป็นระเบียบ เพื่อรับประกันเสถียรภาพและความปรองดองในภูมิภาค”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook