ด่วน มาเลเซียแก้ข่าวแล้ว ยืนยันทุ่นระเบิดที่พบเป็นทุ่นใหม่

ด่วน มาเลเซียแก้ข่าวแล้ว ยืนยันทุ่นระเบิดที่พบเป็นทุ่นใหม่

14 พ.ย. 2568 10:07 น.

ด่วน มาเลเซียแก้ข่าวแล้ว ยืนยันทุ่นระเบิดที่พบเป็นทุ่นใหม่

สำนักข่าวเบอร์นามาของมาเลเซีย ชี้แจงความผิดพลาดในการแปลภาษา เกี่ยวกับคำแถลงของรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียเกี่ยวกับทุ่นระเบิดของกัมพูชาก่อนหน้านี้ โดยยืนยันว่าทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นทุ่นระเบิดใหม่จริง

สำนักข่าวเบอร์นามาของมาเลเซีย ออกมาขอโทษต่อความผิดพลาด และแก้ไขเนื้อข่าว หลังจากมีรายงานข่าวก่อนหน้านี้ว่า ดาโต๊ะ เสรี โมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของมาเลเซีย กล่าวว่า “ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ในประเทศไทยและกัมพูชารายงานว่า ทุ่นระเบิดเหล่านั้นไม่ใช่ทุ่นระเบิดที่วางใหม่ ผมเพิ่งวางสายจากรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย ความหวังของผมคือขอให้ทั้งสองฝ่ายสงบลงและสานต่อการเจรจาสันติภาพต่อไป”

โดยทางสำนักข่าวชี้แจงว่า เรื่องราวต้นฉบับมีข้อผิดพลาดในการแปลข้อความอ้างอิงที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวเป็นภาษามลายู ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความหมายที่ตั้งใจไว้ในคำแถลงของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในย่อหน้าที่แปด 

ประโยคที่ไม่ถูกต้องในฉบับแปลภาษาอังกฤษคือ “แต่ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียนในประเทศไทยและกัมพูชารายงานว่าพวกเขาไม่ใช่ทุ่นระเบิดใหม่” ถ้อยคำนี้ขัดแย้งกับข้อมูลที่รายงานในฉบับภาษามาเลย์ดั้งเดิม

โดยประโยคในวรรคที่แปดควรได้รับการแทนที่ทั้งหมดด้วยคำแปลที่ถูกต้องดังต่อไปนี้ “แต่ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียนในไทยและกัมพูชารายงานว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ ผมเพิ่งวางสายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ผมหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสงบลงและเดินหน้าเจรจาสันติภาพต่อไป” 

พร้อมทั้งยังยืนยันว่ามาเลเซียพร้อมที่จะเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชาเพื่อรักษาข้อตกลงหยุดยิงที่ได้ลงนามไว้ระหว่างสองประเทศ ซึ่งนายโมฮัมหมัดคาดว่าการเจรจาจะจัดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ หลังจากการหารือกับนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม.

ที่มา : Bernama

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไทยกัมพูชา

จีนเดือด! เรียกทูตญี่ปุ่นชี้แจงด่วน หลัง”นายกหญิงญี่ปุ่น” ลั่นพร้อมส่งทหารช่วยไต้หวันหากถูกโจมตี

จีนเดือด! เรียกทูตญี่ปุ่นชี้แจงด่วน หลัง"นายกหญิงญี่ปุ่น" ลั่นพร้อมส่งทหารช่วยไต้หวันหากถูกโจมตี

14 พ.ย. 2568 10:05 น.

จีนเดือด! เรียกทูตญี่ปุ่นชี้แจงด่วน หลัง”นายกหญิงญี่ปุ่น” ลั่นพร้อมส่งทหารช่วยไต้หวันหากถูกโจมตี

รัฐบาลจีนประกาศเรียกตัวเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำจีนเข้าชี้แจงด่วน หลังนายกรัฐมนตรีหญิงคนใหม่ของญี่ปุ่น แสดงความคิดเห็นต่อรัฐสภาว่า ญี่ปุ่นอาจส่งทหารสนับสนุนไต้หวัน หากเกิดการโจมตีจากต่างชาติ 

ความตึงเครียดในเอเชียตะวันออกปะทุอีกระลอก หลังรัฐบาลจีนประกาศเรียกตัวเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำจีนเข้าชี้แจงด่วนวานนี้ หลัง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนใหม่ของญี่ปุ่น แสดงความคิดเห็นต่อรัฐสภาว่า ญี่ปุ่นอาจส่งทหารสนับสนุนไต้หวัน หากเกิดการโจมตีจากต่างชาติ ซึ่งปักกิ่งมองว่าเป็นคำพูดที่ผิดพลาดร้ายแรง

นายซุน เว่ยตง รัฐมนตรีช่วยว่าการต่างประเทศจีน ได้เรียก เคนจิ คานาซูกิ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำจีน เข้าพบพร้อมยื่นคำประท้วงอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า ญี่ปุ่นต้องแก้ไขความผิดพลาดและถอนคำกล่าวที่ไม่สมเหตุสมผลทันที ขณะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน หลิน เจี้ยน ยังระบุเพิ่มเติมว่าจีนจะไม่ยอมรับอย่างเด็ดขาด และหากญี่ปุ่นไม่แก้ไข ต้องรับผลที่ตามมาเอง โดยจีนยืนยันว่า ไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีน และไม่เคยตัดทางเลือกการใช้กำลังเพื่อรวมเกาะกลับคืน

ก่อนหน้านี้นางทาคาอิจิกล่าวต่อสมาชิกสภาว่า หากสถานการณ์ฉุกเฉินในไต้หวันบานปลายถึงขั้นใช้เรือรบหรือกำลังทหาร อาจเข้าข่ายภัยคุกคามต่อการอยู่รอดของญี่ปุ่น ซึ่งจะเปิดทางให้ญี่ปุ่นใช้สิทธิการป้องกันตนเองแบบรวมหมู่  และอาจส่งกำลังสนับสนุนไต้หวันได้

อย่างไรก็ตาม หลังถูกกระแสวิจารณ์ถล่ม นายกฯ หญิงชี้แจงว่าเป็นการตอบแบบสมมติ และจะไม่กล่าวเช่นนี้ในสภาอีก แต่ย้ำชัดว่าจะไม่ถอนคำพูด เพราะสอดคล้องกับจุดยืนด้านความมั่นคงของรัฐบาลญี่ปุ่น

กระแสโซเชียลยิ่งเดือด เมื่อ เสวีย เจี้ยน กงสุลใหญ่จีนประจำโอซากา โพสต์ข้อความบน X  ขู่รุนแรงว่า “จะตัดคอสกปรกนั่นโดยไม่ลังเลแม้เสี้ยววินาที ซึ่งถึงแม้ไม่ได้เอ่ยชื่อ แต่ก็อ้างบทความข่าวเกี่ยวกับคำพูดของเธอ ก่อนที่โพสต์จะถูกลบไป.

ที่มา :Channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ จีน

กัมพูชาสั่งอพยพชาวบ้านแนวชายแดน หลังความตึงเครียดกับไทยพุ่งสูง

กัมพูชาสั่งอพยพชาวบ้านแนวชายแดน หลังความตึงเครียดกับไทยพุ่งสูง

14 พ.ย. 2568 08:46 น.

กัมพูชาสั่งอพยพชาวบ้านแนวชายแดน หลังความตึงเครียดกับไทยพุ่งสูง

กัมพูชาสั่งอพยพชาวบ้านกว่า 250 ครัวเรือนออกจากพื้นที่ชายแดนที่มีข้อพิพาทกับไทย หลังเกิดเหตุยิงปะทะรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีกหลายคน ท่ามกลางบรรยากาศที่ทวีความตึงเครียด

ไล โสวันนาริธ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย เผยว่า ชาวบ้านราว 250 ครอบครัวจากหมู่บ้านเปรยจัน ถูกเคลื่อนย้ายอย่างเร่งด่วนไปยังวัดพุทธที่อยู่ลึกเข้าไปในประเทศประมาณ 30 กิโลเมตร เพื่อความปลอดภัย หลังพื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นจุดปะทะบ่อยครั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

หมู่บ้านเดียวกันนี้เพิ่งเกิดเหตุเผชิญหน้าเดือดระหว่างชาวกัมพูชากับเจ้าหน้าที่ไทยเมื่อเดือนกันยายน แม้ครั้งนั้นไม่มีผู้เสียชีวิต แต่สร้างความหวาดวิตกให้ชุมชนติดชายแดนอย่างหนัก

เหตุอพยพครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ ชายชาวกัมพูชาชื่อ ดาย นาย ถูกยิงเสียชีวิตใกล้หมู่บ้านเปรยจัน ขณะที่ชาวบ้านอีก 3 คนได้รับบาดเจ็บ หลังมีเสียงปืนดังขึ้นใกล้ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าใครยิงก่อน

เหตุปะทุครั้งล่าสุดเกิดขึ้นต่อเนื่องเพียงสองวันหลังจาก ทหารไทยเสียเท้าจากการเหยียบกับระเบิด ระหว่างลาดตระเวนแนวชายแดนอีกจุดหนึ่ง โดยฝ่ายไทยระบุว่ากัมพูชาวางทุ่นระเบิดใหม่ ละเมิดเงื่อนไขข้อตกลงหยุดยิงที่เพิ่งลงนามเมื่อเดือนก่อน และประกาศระงับการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว

ขณะที่กัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหา พร้อมขอให้ตั้งคณะอิสระสอบสวนเหตุยิงปะทะเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย

มีรายงานว่ากระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้นำคณะผู้สังเกตการณ์ รวมถึงเจ้าหน้าที่จากอาเซียน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์หยุดยิง ขณะที่ฝั่งไทยได้แถลงตอบโต้ทันที โดยโฆษกกองทัพบกไทย พล.ต.วินธัย สุวารี ระบุว่าข้อกล่าวหาของกัมพูชาที่บอกว่าไทยเป็นฝ่ายเริ่มยิงหรือยั่วยุ เป็นสิ่งที่ไม่เป็นความจริง พร้อมระบุว่าฝ่ายกัมพูชายิงจากพื้นที่ชุมชน ใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ซึ่งขัดต่อหลักมนุษยธรรม

ด้านนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา กล่าวหาว่าฝ่ายไทย แสดงพฤติกรรมยั่วยุซ้ำหลายวันเพื่อหวังให้เกิดการเผชิญหน้า แต่กัมพูชายังพร้อมรักษาข้อตกลงหยุดยิง.

ที่มา : Channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไทยกัมพูชา

จีนแสดงจุดยืนอยากเห็นไทย-กัมพูชา ยับยั้งชั่งใจ ใช้การเจรจาเพื่อหาทางออก

จีนแสดงจุดยืนอยากเห็นไทย-กัมพูชา ยับยั้งชั่งใจ ใช้การเจรจาเพื่อหาทางออก

14 พ.ย. 2568 08:02 น.

จีนแสดงจุดยืนอยากเห็นไทย-กัมพูชา ยับยั้งชั่งใจ ใช้การเจรจาเพื่อหาทางออก

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับประเด็นไทย–กัมพูชาล่าสุด เผยจุดยืนจีนอยากให้สองฝ่ายยับยั้งชั่งใจ หันหน้าเข้าหากัน ใช้การเจรจาโดยผ่านกลไกทวิภาคีเพื่อหาทางออก

เฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเผยคำให้สัมภาษณ์ของนายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ที่ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับประเด็นไทย–กัมพูชาว่า ในฐานะที่เป็นมิตรและประเทศเพื่อนบ้านของไทยและกัมพูชา จีนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าไทยและกัมพูชาจะยับยั้งชั่งใจ เดินหน้าเข้าหากัน ยึดมั่นในการปรึกษาหารืออย่างเป็นมิตร ใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ เพื่อแสวงหาทางออกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้โดยเร็ว ป้องกันไม่ให้สถานการณ์ทวีความตึงเครียด จีนจะแสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์เพื่อบรรเทาและคลี่คลายสถานการณ์ด้วยวิธีของตนเองต่อไป.

สหรัฐฯ เตือนชาวอเมริกันในญี่ปุ่น ระวังหมีโจมตี หลังสถิติพุ่ง

สหรัฐฯ เตือนชาวอเมริกันในญี่ปุ่น ระวังหมีโจมตี หลังสถิติพุ่ง

14 พ.ย. 2568 06:12 น.

สหรัฐฯ เตือนชาวอเมริกันในญี่ปุ่น ระวังหมีโจมตี หลังสถิติพุ่ง

สถานทูตสหรัฐฯ ในญี่ปุ่น ประกาศเตือนประชาชนให้ระวังการโจมตีจากหมี หลังสถิติการทำร้ายและการเสียชีวิตในแดนอาทิตย์อุทัย พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

สถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศญี่ปุ่นระบุใน “การแจ้งเตือนภัยสัตว์ป่า” บนเว็บไซต์ของพวกเขาเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2568 ว่า ชาวอเมริกันควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีการพบเห็นหมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเดินอยู่คนเดียว และควรตระหนักถึงสภาพแวดล้อมรอบตัว ผู้ที่พบเห็นหมีควรรายงานให้ทางการท้องถิ่นทราบ

ตามรายงานของสำนักข่าว AFP ญี่ปุ่นเผชิญเหตุหมีทำร้ายคนจนเสียชีวิตแล้ว 13 ศพ นับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา มากกว่าสถิติผู้เสียชีวิตในปีงบประมาณ 2566-2567 ซึ่งอยู่ที่ 5 ศพ เกินกว่าเท่าตัว ถือเป็นการเสียชีวิตจากการโจมตีของหมีในปีเดียวมากที่สุดของประเทศ นับตั้งแต่พวกเขาเริ่มบันทึกสถิติในปี 2549

นอกจากผู้เสียชีวิตแล้ว ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการถูกหมีโจมตีอีกกว่า 100 ราย นับตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม ตามข้อมูลจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น

ทั้งนี้ การโจมตีส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภาคเหนือของญี่ปุ่น โดยในการแจ้งเตือนของสหรัฐฯ พวกเขาระบุชื่อจังหวัดฮอกไกโดและจังหวัดอาคิตะ รวมถึงเมืองซัปโปโร และทางการญี่ปุ่นได้สั่งปิดสวนสาธารณะที่อยู่ติดกับสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ แล้ว หลังจากพบเห็นหมีในบริเวณนั้น

ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นเพิ่งส่งกองกำลังทหารไปยังจังหวัดอาคิตะเพื่อควบคุมสัตว์ป่าในพื้นที่ โดยสำนักข่าว AFP รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจบางนายได้รับอนุญาตให้ยิงสัตว์เหล่านี้ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cbsnews

BBC ขอโทษทรัมป์ ปมตัดต่อคำพูด แต่ปฏิเสธจ่ายชดเชย

BBC ขอโทษทรัมป์ ปมตัดต่อคำพูด แต่ปฏิเสธจ่ายชดเชย

14 พ.ย. 2568 05:15 น.

BBC ขอโทษทรัมป์ ปมตัดต่อคำพูด แต่ปฏิเสธจ่ายชดเชย

สำนักข่าว BBC ขอโทษโดนัลด์ ทรัมป์ กรณีตัดต่อสุนทรพจน์จนทำให้เกิดการชี้นำไปในทางที่ผิด แต่พวกเขาปฏิเสธข้อเรียกร้องให้จ่ายค่าชดเชย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 พ.ย. 2568 สำนักข่าว BBC ของสหราชอาณาจักรออกแถลงการณ์ขอโทษประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเป็นทางการ ต่อกรณีส่วนหนึ่งของสารคดีในรายการ Panorama มีการตัดต่อคำพูดส่วนต่างๆ ของนายทรัมป์มารวมกันจนทำให้เกิดการชี้นำไปในทางที่ผิด แต่ BBC ปฏิเสธข้อเรียกร้องขอค่าชดเชยของเขา

แถลงการณ์ดังกล่าวเผยแพร่ผ่านหน้า “การแก้ไขและการชี้แจง” บนเว็บไซต์ของ BBC โดยระบุว่า “เรายอมรับว่า การตัดต่อของเราทำให้เกิดความรู้สึกว่า เรากำลังเผยแพร่สุนทรพจน์ที่ต่อเนื่องกัน แต่ที่จะเป็นข้อความที่ถูกตัดมาจากช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ซึ่งไม่ใช่ความตั้งใจของเรา”

“และการตัดต่อดังกล่าวทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เรียกร้องโดยตรงให้มีการใช้ความรุนแรง” แถลงการณ์ระบุ โดยสื่อถึงเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อ 6 ม.ค. 2564 และว่าพวกเขาจะไม่นำสารคดีเรื่อง Trump: A Second Chance? มาออกอากาศอีกในทุกช่องทางของ BBC

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ BBC เกิดขึ้นหลังจาก ทนายความของนายทรัมป์ส่งจดหมายถึงพวกเขา และขู่ว่า จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจาก BBC เป็นเงิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เว้นแต่ BBC จะมีการถอนคำพูด, ขอโทษ และชดเชยค่าเสียหายอย่างเหมาะสมให้แก่นายทรัมป์ โดยขีดเส้นตายให้ BBC ตอบกลับภายในวันศุกร์นี้

ด้านโฆษกของ BBC ระบุว่า ทนายความได้ทำหนังสือตอบกลับไปยังทีมทนายความของประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อตอบสนองต่อจดหมายที่ได้รับเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาแล้ว

โฆษกบอกอีกว่า “นายซามีร์ ชาห์ ประธานบีบีซี ได้ส่งจดหมายส่วนตัวแยกอีกฉบับไปยังทำเนียบขาว เพื่อแจ้งให้ประธานาธิบดีทรัมป์ทราบอย่างชัดเจนว่า ตัวเขาและองค์กรขออภัยสำหรับการตัดต่อคลิปวิดีโอสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2564 ซึ่งถูกนำเสนอในรายการ”

“แต่ถึงแม้ว่า BBC จะเสียใจอย่างยิ่งต่อวิธีการตัดต่อคลิปวิดีโอดังกล่าว แต่เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งว่ามีมูลเหตุสำหรับการฟ้องร้องหมิ่นประมาท”

ทั้งนี้ ในสุนทรพจน์ของนายทรัมป์เมื่อ 6 ม.ค. 2564 เขากล่าวว่า “เราจะเดินไปที่อาคารรัฐสภา และเราจะส่งเสียงเชียร์วุฒิสมาชิกและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชายหญิงผู้กล้าหาญของเรา” หลังจากนั้น สุนทรพจน์ก็ดำเนินต่อไปนานร่วม 50 นาทีก่อนที่นายทรัมป์จะพูดประโยคว่า “และเราจะสู้ เราจะสู้สุดชีวิต”

แต่ในรายการ Panorama ที่ออกอากาศเมื่อปี 2567 ในสารคดีแสดงให้เห็นนายทรัมป์พูดว่า “เราจะเดินไปที่อาคารรัฐสภา… และผมจะอยู่ตรงนั้นกับพวกคุณ และเราจะสู้ เราจะสู้สุดชีวิต” อย่างต่อเนื่องกัน

นายทรัมป์โจมตีเรื่องนี้อย่างหนัก และกล่าวขณะให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Fox News ว่า สุนทรพจน์ของเขาเมื่อ 6 ม.ค. 2564 ถูกตัดต่อ และวิธีการที่มันถูกนำเสนอก็เป็นการหลอกลวงผู้ชม

ผลพวงจากเรื่องอื้อฉาวดังกล่าวทำให้นาย ทิม เดวี ผู้อำนวยการใหญ่บีบีซี และ น.ส.เดโบราห์ เทอร์เนสส์ หัวหน้าฝ่ายข่าว ต้องลาออกจากตำแหน่ง

ไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ BBC ออกมาขอโทษล่าสุด สำนักข่าว เดลี เทเลกราฟ เพิ่งแฉว่ามีคลิปที่ถูกตัดต่อในลักษณะใกล้เคียงกันอีกคลิป ถูกเผยแพร่ผ่านรายการ Newsnight เมื่อปี 2565 ขณะที่ BBC ระบุว่า พวกเขากำลังดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้

จีนตั้งค่าหัว 2 อินฟลูเอนเซอร์ไต้หวัน ข้อหาแบ่งแยกดินแดน

จีนตั้งค่าหัว 2 อินฟลูเอนเซอร์ไต้หวัน ข้อหาแบ่งแยกดินแดน

14 พ.ย. 2568 03:49 น.

จีนตั้งค่าหัว 2 อินฟลูเอนเซอร์ไต้หวัน ข้อหาแบ่งแยกดินแดน

(นาย เฉิน ป๋อ-หยวน [ซ้าย] กับนาย ปา ฉง)

ตำรวจจีนออกประกาศจับอินฟลูเอนเซอร์ชาวไต้หวัน 2 คน ในข้อหาแบ่งแยกดินแดน พร้อมตั้งรางวัลนำจับมูลค่านับล้านบาท ด้านไต้หวันระบุว่าจีนพยายามสร้างความหวาดกลัว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 13 พ.ย. 2568 ว่า ตำรวจจีนออกประกาศจับ อินฟลูเอนเซอร์ชาวไต้หวัน 2 คน ที่พวกเขากล่าวหาว่า “แบ่งแยกดินแดน” พร้อมเสนอเงินรางวัล 250,000 หยวน (ราว 1.1 ล้านบาท) ให้กับใครก็ตามที่มีส่วนช่วยอย่างยิ่งในการตามจับกุม 2 คนนี้

ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลจีนตั้งข้อกล่าวหาเรื่องการ “แบ่งแยกดินแดน” ให้แก่ผู้ที่อยู่ในไต้หวันแล้วหลายสิบคน ไม่เว้นแม้แต่สมาชิกสภานิติบัญญัติ ซึ่งรัฐบาลไทเประบุว่า นี่เป็นความพยายามของจีนเพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวไต้หวัน

ตำรวจในเมืองเฉวียนโจว ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับไต้หวันโดยมีช่องแคบไต้หวันคั่นกลาง ระบุในแถลงการณ์ว่า อินฟลูเอนเซอร์ชาวไต้หวัน 2 คนได้แก่นาย ปา ฉง (Pa Chiung) และ เฉิน ป๋อ-หยวน (Chen Po-yuan) หรือชื่อในวงการว่า แมนนัม พีวายซี (Mannam PYC) เป็นกลุ่มแร็ปเปอร์ที่มีส่วนร่วมในการเผยแพร่และปลุกปั่นความคิดเห็นเกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดนมาเป็นเวลานาน

ตำรวจระบุในแถลงการณ์ว่า ผู้ใดก็ตามที่มีส่วนสำคัญในการช่วยจับกุมบุคคลทั้งสองจะได้รับเงินรางวัลสูงสุดถึง 250,000 หยวน

ด้านนาย เฉิน กับนาย ปา ฉง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีจากการวิพากษ์วิจารณ์จีนอย่างเปิดเผย ออกแถลงการณ์คนละฉบับ ปฏิเสธข้อกล่าวหาของตำรวจจีนผ่านบัญชี Threads ของพวกเขา

ข้อความของนาย เฉิน ระบุว่า “ผมจะยืนหยัดเพื่อตัวเอง ลมยิ่งแรง ผมก็จะยิ่งมั่นคง” ส่วนนาย ปา ฉง กล่าวว่า เขาเพิ่งเห็นข่าวหลังจากตื่นนอนเท่านั้น และ “ดูเหมือนว่าผมได้กลายเป็น พูม่า เสิน ไปแล้ว” โดยอ้างถึงชื่อของ สส.ไต้หวันที่ถูกจีนเริ่มทำการสอบสวนเมื่อเดือนก่อน หลังถูกกล่าวหาว่าทำกิจกรรมหนุนการแบ่งแยกดินแดน

ขณะที่รัฐบาลไต้หวันออกมาระบุว่า จีนกำลังพยายามนำ “ความหวาดกลัวสีแดง” ซึ่งเป็นสีของพรรคคอมมิวนิสต์ เข้ามาในไต้หวัน ด้วยการพยายามใช้อำนาจศาลข้ามพรมแดน และกล่าวหาชาวไต้หวันว่าพยายามแบ่งแยกดินแดน และจีนกำลังพยายามปลุกกระแสชาตินิยมในประเทศ ด้วยการเล่นงานอินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้

“ประกาศจับเหล่านี้เป็นเพียงการจัดฉากเท่านั้น” นาย เหลียง เหวิน-เจี๋ย โฆษกรัฐสภาฝ่ายกิจการแผ่นดินใหญ่ของไต้หวันกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

รมต.มาเลเซียอ้าง AOT บอกไม่ใช่ทุ่นระเบิดใหม่ ขอไทย-กัมพูชาใจเย็น

รมต.มาเลเซียอ้าง AOT บอกไม่ใช่ทุ่นระเบิดใหม่ ขอไทย-กัมพูชาใจเย็น

14 พ.ย. 2568 01:42 น.

รมต.มาเลเซียอ้าง AOT บอกไม่ใช่ทุ่นระเบิดใหม่ ขอไทย-กัมพูชาใจเย็น

รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียเผย ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) รายงานว่า ทุ่นระเบิดที่ทหารไทยเหยียบไม่ใช่ของใหม่ พร้อมขอให้ไทยกับกัมพูชาใจเย็นลง แล้วกลับไปสานต่อการเจรจา

สำนักข่าว เบอร์นามา ของมาเลเซียรายงานเมื่อ 13 พ.ย. 2568 ว่า ดาโต๊ะ เสรี โมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของมาเลเซีย กล่าวว่า มาเลเซียพร้อมจะจัดการเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชาเพื่อรักษาสันติภาพและข้อตกลงหยุดยิงที่ทั้งสองประเทศได้ลงนามไว้ หลังความขัดแย้งที่แนวชายแดนปะทุขึ้นอีกครั้ง

นายโมฮาหมัดคาดว่าการเจรจาดังกล่าวจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ หลังจากได้หารือกับ ดาโต๊ะ เสรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรี โดยมาเลเซียพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกให้ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงเพื่อสันติภาพ

“หากเป็นไปได้ (การเจรจา) จะจัดขึ้นที่มาเลเซีย เพราะระหว่างสองประเทศนั้น พวกเขาได้สูญเสียเชื่อมั่นและความไว้วางใจต่อกันไปแล้ว” นายโมฮาหมัดกล่าว “พวกเขาได้ติดต่อเรามาแล้ว กัมพูชาได้ร้องขอให้จัดการเจรจาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ คล้ายกับไทยที่ขอให้เราสานต่อความพยายามในการรักษาสันติภาพและการหยุดยิง เราเสียใจและเศร้าใจกับเรื่องนี้”

“เพราะว่า หลังจากการลงนามปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์โดยผู้นำกัมพูชาและไทย ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ทั้งสองฝ่ายดูมีความสุขเป็นอย่างมาก แต่ตอนนี้กลับมีความขัดแย้งบางอย่างที่ชายแดน”

นายโมฮาหมัดบอกกับผู้สื่อข่าวอีกว่า ประเทศไทยได้ระงับข้อตกลงหยุดยิง หลังจากที่เจ้าหน้าที่ทหารหลายนายที่ลาดตระเวนตามแนวชายแดนได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดที่ไทยอ้างว่ากัมพูชาวางไว้

“แต่ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ในประเทศไทยและกัมพูชารายงานว่า ทุ่นระเบิดเหล่านั้นไม่ใช่ทุ่นระเบิดที่วางใหม่… ผมเพิ่งวางสายจากรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย ความหวังของผมคือขอให้ทั้งสองฝ่ายสงบลงและสานต่อการเจรจาสันติภาพต่อไป” นายโมฮาหมัดกล่าว

รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียรายนี้บอกอีกว่า ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียนไม่ได้ประจำการอยู่ตามแนวชายแดน แต่พวกเขาก็กำลังสังเกตการณ์และรายงานพัฒนาการในพื้นที่ไปยังฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bernama

เกาหลีใต้ระทึก รถบรรทุกพุ่งใส่ตลาด ไถยับ 150 ม. ดับ 2 ศพ เจ็บอีก 18 ราย

เกาหลีใต้ระทึก รถบรรทุกพุ่งใส่ตลาด ไถยับ 150 ม. ดับ 2 ศพ เจ็บอีก 18 ราย

13 พ.ย. 2568 23:57 น.

เกาหลีใต้ระทึก รถบรรทุกพุ่งใส่ตลาด ไถยับ 150 ม. ดับ 2 ศพ เจ็บอีก 18 ราย

รถบรรทุกขนาดเล็กพุ่งใส่ตลาดกลางแจ้งของเกาหลีใต้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ บาดเจ็บอีก 18 ราย ขณะที่คนขับรถอ้างว่าไม่ได้ตั้งใจ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุรถบรรทุกขนาดเล็กพุ่งเข้าใส่ตลาดแห่งหนึ่งในเมืองบูชอน ซึ่งห่างจากกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้เพียง 20 กม. เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 พ.ย. 2568 โดยรถวิ่งไถไปตามทางเดินเป็นระยะทางถึง 150 ม. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ บาดเจ็บอีก 18 ราย

ภาพจากกล้องวงจรปิดที่เผยแพร่ทางโทรทัศน์ของเกาหลีใต้แสดงให้เห็นว่า ผู้คนกำลังจับจ่ายซื้อของอยู่ในตลาดกลางแจ้ง ก่อนที่รถบรรทุกสีน้ำเงินจะเร่งความเร็วไถไปตามทางเดินที่มีแผงลอยเรียงรายอยู่ และพุ่งชนร้านค้าแห่งหนึ่ง

ตามรายงานของสำนักข่าว ยอนฮัป ผู้เคราะห์ร้ายทั้ง 2 รายเกิดอาการหัวใจหยุดเต้น (cardiac arrest) ก่อนจะได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ด้านเจ้าหน้าที่หน่วยฉุกเฉินระบุว่า รถบรรทุกคันดังกล่าวดูเหมือนจะวิ่งถอยหลังเป็นระยะทางประมาณ 28 ม. ก่อนจะเร่งความเร็วพุ่งเข้าไปในตลาดกลางแจ้ง โดยคนขับ ซึ่งไม่ได้อยู่ในอาการมึนเมาแต่อย่างใด อ้างกับตำรวจว่า จู่ๆ รถก็เร่งความเร็วขึ้นมาเองอย่างรวดเร็วโดยที่เขาไม่ตั้งใจ

คนขับรถรายนี้มีอายุอยู่ในช่วง 60 ปี โดยเขาถูกตำรวจควบคุมตัวแล้วและกำลังอยู่ระหว่างการสอบปากคำ ส่วนรถคันที่เกิดเหตุจะถูกส่งให้แก่เจ้าหน้าที่สืบสวน เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อันวาร์เผย คุยนายกฯ ไทย-กัมพูชาแล้ว ย้ำจุดยืนแก้ปัญหาอย่างสันติ

อันวาร์เผย คุยนายกฯ ไทย-กัมพูชาแล้ว ย้ำจุดยืนแก้ปัญหาอย่างสันติ

13 พ.ย. 2568 22:54 น.

อันวาร์เผย คุยนายกฯ ไทย-กัมพูชาแล้ว ย้ำจุดยืนแก้ปัญหาอย่างสันติ

อันวาร์เผย ได้คุยกับนายกรัฐมนตรีของไทยและกัมพูชาแล้ว และทั้งคู่ยืนยันความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาอย่างสันติ ขณะที่มาเลเซียพร้อมจะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยอีกครั้ง

เมื่อคืนวันที่ 13 พ.ย. 2568 นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานอาเซียน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่าได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีของไทยและกัมพูชา เรื่องเหตุการณ์ยิงตอบโต้ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาแล้ว โดยทุกฝ่ายยังย้ำจุดยืนในการแก้ปัญหาอย่างสันติต่อไป

โพสต์ของนายอันวาร์ระบุว่า “ผมได้พูดคุยกับสมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยแล้ว เพื่อหารือเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดในความพยายามเพื่อสันติภาพ ภายหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ตามแนวชายแดนร่วมกันของทั้งสองประเทศ”

“ผู้นำทั้งสองท่านได้ให้การตอบรับในเชิงบวกและยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นที่จะหาทางแก้ปัญหาอย่างสันติ ซึ่งเป็นไปตามความเข้าใจที่ได้ตกลงกันภายใต้ปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์”

“ผมขอย้ำจุดยืนของมาเลเซียอีกครั้งว่า มิตรภาพและการหยุดยิงระหว่างทั้งสองประเทศจะต้องได้รับการเสริมสร้างให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นตามข้อตกลงที่ได้สรุปไว้ที่กัวลาลัมเปอร์เมื่อเดือนที่แล้ว นอกจากนี้ ผมยังได้แสดงความพร้อมของมาเลเซียที่จะสานต่อบทบาทของเราในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยในการกำหนดเส้นทางสู่สันติภาพนี้”

“นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้แสดงความซาบซึ้งต่อจุดยืนของมาเลเซียและความรับผิดชอบที่เราแบกรับไว้ ไม่เพียงในฐานะประธานอาเซียนเท่านั้น แต่ยังเป็นในฐานะมิตรประเทศและเพื่อนบ้านใกล้ชิดที่มุ่งมั่นต่อสันติภาพในภูมิภาคด้วย”

“ขอให้ทั้งสองประเทศยังคงแสดงความมุ่งมั่นและกล้าหาญที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูเสถียรภาพตลอดแนวชายแดน เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาคและความปลอดภัยของประชาชนของพวกเขาต่อไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook/anwaribrahimofficial