สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญ “เพนนี” 1 เซนต์ หลังใช้มานาน 230 ปี เหตุต้นทุนพุ่ง-ไร้ค่าทางเศรษฐกิจ

สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญ "เพนนี" 1 เซนต์ หลังใช้มานาน 230 ปี เหตุต้นทุนพุ่ง-ไร้ค่าทางเศรษฐกิจ

13 พ.ย. 2568 15:31 น.

สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญ “เพนนี” 1 เซนต์ หลังใช้มานาน 230 ปี เหตุต้นทุนพุ่ง-ไร้ค่าทางเศรษฐกิจ

สหรัฐอเมริกาประกาศยุติการผลิตเหรียญเพนนีอย่างเป็นทางการ ปิดฉากเหรียญ 1 เซนต์ ที่อยู่คู่สังคมอเมริกันมากว่า 230 ปี หลังต้นทุนการผลิตสูงกว่ามูลค่าจริงหลายเท่า และแทบจะไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอีกต่อไป

เหรียญเพนนีเริ่มผลิตครั้งแรกในปี 1793 โดยในยุคนั้นเหรียญหนึ่งสามารถซื้อบิสกิต เทียน หรือขนมได้หนึ่งชิ้น ทว่าปัจจุบันแทบไม่มีค่าในทางปฏิบัติ หลายคนเก็บรวมไว้ในโหลหรือกล่องขยะในบ้าน ขณะที่ต้นทุนการผลิตเหรียญแต่ละเหรียญสูงถึงเกือบ 4 เซนต์

แบรนดอน บีช รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวระหว่างพิธีที่โรงกษาปณ์ฟิลาเดลเฟียว่า “พระเจ้าคุ้มครองอเมริกา และเราสามารถประหยัดเงินภาษีของประชาชนได้ถึง 56 ล้านดอลลาร์” ก่อนกดปุ่มปั๊มเหรียญเพนนีสุดท้าย ซึ่งถูกจัดวางอย่างระมัดระวังให้สื่อมวลชนชม โดยเหรียญชุดสุดท้ายบางส่วนจะถูกนำออกประมูล

แม้จะยุติการผลิต แต่เหรียญเพนนีหลายพันล้านเหรียญที่ยังหมุนเวียนอยู่จะยังคงสามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เช่นเดียวกับเหรียญครึ่งเซนต์ที่ถูกยกเลิกไปในปี 1857 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่สหรัฐฯ เลิกใช้เหรียญอย่างเป็นทางการ

เจ้าหน้าที่เผยว่า โรงกษาปณ์ส่วนใหญ่ได้หยุดผลิตเหรียญเพนนีตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ในวันสุดท้ายของการปั๊ม เหล่าพนักงานต่างยืนสงบอยู่หน้าเครื่องจักร ราวกับกล่าวอำลาเพื่อนเก่าที่อยู่ด้วยกันมานาน ก่อนจะปรบมือและส่งเสียงเชียร์เมื่อเหรียญสุดท้ายถูกผลิตออกมา

การตัดสินใจเลิกผลิตเหรียญเพนนีเกิดขึ้นจากคำสั่งของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังต้นทุนการผลิตพุ่งสูงจนไม่คุ้มค่า “สหรัฐฯ ผลิตเหรียญเพนนีที่มีต้นทุนเกินมูลค่ามานานเกินไปแล้ว เป็นเรื่องสิ้นเปลือง!” ทรัมป์ระบุในโพสต์ออนไลน์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม คนอเมริกันจำนวนมากยังรู้สึกผูกพันกับเหรียญเพนนี บางคนมองว่าเป็นเหรียญนำโชคหรือของสะสม ขณะที่ร้านค้าปลีกหลายแห่งเริ่มกังวลในช่วงก่อนเลิกผลิต เนื่องจากเหรียญเริ่มขาดตลาดโดยไม่มีแนวทางจากรัฐบาลว่าจะจัดการการทอนเงินอย่างไร บางร้านเลือกปัดเศษราคาลงเพื่อไม่ให้ลูกค้าเสียประโยชน์ ขณะที่บางแห่งขอให้ลูกค้านำเหรียญเพนนีมาใช้จ่ายหรือแลกเป็นของรางวัล เช่น เครื่องดื่มฟรี

ฝ่ายสนับสนุนการยกเลิกเหรียญเพนนีให้เหตุผลว่า จะช่วยลดต้นทุนของรัฐ ทำให้การชำระเงินรวดเร็วขึ้น และสอดคล้องกับประเทศอื่น เช่น แคนาดา ที่ยุติการผลิตเพนนีตั้งแต่ปี 2012

ธนาคารบางแห่งเริ่มจำกัดการจ่ายเหรียญเพนนี เนื่องจากปริมาณมหาศาลที่สะสมอยู่ในระบบ ปัจจุบันเหรียญเพนนีคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของเหรียญทั้งหมดที่ผลิตในโรงกษาปณ์ฟิลาเดลเฟียและเดนเวอร์ในรอบศตวรรษที่ผ่านมา แม้เหรียญเพนนีจะมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าเหรียญนิกเกิล (5 เซนต์) ที่ใช้เงินถึงเกือบ 14 เซนต์ต่อเหรียญ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเหรียญไดม์ (10 เซนต์) ที่ใช้ต้นทุนเพียง 6 เซนต์ และเหรียญควอเตอร์ (25 เซนต์) ที่ใช้ต้นทุนเกือบ 15 เซนต์ การผลิตเหรียญเพนนีจึงไม่คุ้มค่าอีกต่อไป

แฟรงก์ โฮลท์ ศาสตราจารย์กิตติคุณแห่งมหาวิทยาลัยฮิวสตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เหรียญ กล่าวว่า การเลิกผลิตเพนนีถือเป็นการสูญเสียทางวัฒนธรรม “เหรียญเหล่านี้สะท้อนตัวตนของเรา เราเลือกสลักคำขวัญและภาพบุคคลสำคัญลงบนมัน มันคือหลักฐานของประวัติศาสตร์ การเมือง ศิลปะ และอุดมคติของประเทศ”.

ที่มา AP

พบ “เคตามีน” ซุกห่อชาจีน ลอยเกลื่อนชายฝั่งทะเลเกาะเจจู

พบ "เคตามีน" ซุกห่อชาจีน ลอยเกลื่อนชายฝั่งทะเลเกาะเจจู

13 พ.ย. 2568 14:26 น.

พบ “เคตามีน” ซุกห่อชาจีน ลอยเกลื่อนชายฝั่งทะเลเกาะเจจู

เจ้าหน้าที่ทางการเกาะเจจูของเกาหลีใต้ กำลังอยู่ในภาวะเฝ้าระวัง หลังพบห่อเคตามีนจำนวนมากที่ถูกซุกซ่อนอยู่ในถุงชาจีน ลอยเกลื่อนชายฝั่งทั่วเกาะ สร้างความวิตกเกี่ยวกับขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ และผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของเกาะเจจูในฐานะแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม

ตามรายงานของหน่วยยามฝั่งเกาหลี การค้นพบครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน เมื่ออาสาสมัครทำความสะอาดชายฝั่งที่หาดกวังชีกี ในเมืองซอกวีโพ ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของเจจู พบเคตามีนหนัก 20 กิโลกรัม อยู่ภายในถุงพลาสติกที่ปะปนกับขยะทะเล หลังจากนั้น 40 วัน ก็มีการค้นพบหีบห่อลักษณะเดียวกันนี้อีก 10 ครั้ง ตามชายหาดต่าง ๆ ทั่วทั้งเกาะ

ยาเสพติดแต่ละหีบห่อมีน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ปิดผนึกอย่างแน่นหนาในถุงพลาสติกที่มีฉลากเป็นชาจีนประเภทต่าง ๆ เช่น ชาอู่หลง ยอดรวมที่เก็บรวบรวมได้จนถึงขณะนี้อยู่ที่ 29 กิโลกรัม ซึ่งเทียบเท่ากับประมาณ 970,000 โดส เมื่อพิจารณาจากปริมาณการใช้ครั้งเดียวที่ 0.03 กรัม

เคตามีนที่ถูกยึดได้นี้มีมูลค่าในท้องตลาดโดยประมาณ 8.7 หมื่นล้านวอน (ราว 1,915 ล้านบาท) โดยมีมูลค่ากิโลกรัมละประมาณ 3 พันล้านวอน ทั้งนี้ เคตามีนเป็นยาชาที่มีฤทธิ์หลอนประสาท ซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการหลงผิดและประสาทหลอนได้

เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่ายาเสพติดเหล่านี้มาถึงชายฝั่งเจจูได้อย่างไร โดยพนักงานสอบสวนกำลังสำรวจความเป็นไปได้หลายทาง เช่น การทำธุรกรรมยาเสพติดทางทะเลอย่างผิดกฎหมาย การทิ้งสิ่งของผิดกฎหมายระหว่างการไล่ล่าของตำรวจ หรือการสูญหายโดยอุบัติเหตุจากการลักลอบขนส่งทางทะเล

นายคิม ยอง-บอม หัวหน้าแผนกยาเสพติดของหน่วยยามฝั่งเจจู กล่าวว่า “เนื่องจากพื้นที่ที่พบยาเสพติดคาบเกี่ยวกับบริเวณที่ขยะทะเลมักจะสะสม เราเชื่อว่าหีบห่อเหล่านี้ลอยเข้าสู่ชายฝั่งทางเหนือของเจจูตามกระแสน้ำในมหาสมุทร” เขากล่าวเสริมว่า “เมื่อพิจารณาว่ามีการพบหีบห่อลักษณะเดียวกันในเมืองโพฮังและเกาะสึชิมะของญี่ปุ่น ก็มีความเป็นไปได้สูงที่พวกมันจะลอยมาจากต่างประเทศ”

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ DNA และการวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์อื่น ๆ แต่ “ยังไม่พบเบาะแสสำคัญใด ๆ” โดยทางการกำลังประสานงานกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศเพื่อติดตามแหล่งที่มา

ประชาชนในพื้นที่แสดงความกังวลว่า ยาเสพติดบางส่วนอาจถูกเก็บไปโดยพลเรือนก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมาถึง “น่ากังวลว่าต้องใช้เวลานานกว่าหนึ่งเดือนหลังจากการค้นพบครั้งแรกจึงจะเริ่มการค้นหาอย่างเต็มรูปแบบ” นายพัค ชาวบ้านวัย 49 ปี กล่าว “หากเจจูกลายเป็นที่รู้จักในฐานะ ‘ศูนย์กลางยาเสพติด’ มันจะทำลายชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวของเราอย่างร้ายแรง”

เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (12 พ.ย.) เจ้าหน้าที่กว่า 800 นาย ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกหน่วยยามฝั่ง ตำรวจในพื้นที่ นาวิกโยธิน หน่วยข่าวกรองแห่งชาติ และทีมอาสาสมัครทำความสะอาดชายฝั่ง ได้ดำเนินการ ค้นหาร่วมกันทั่วทั้งเกาะ

มีการส่งสุนัขตำรวจดมกลิ่นยาเสพติดไปตามพื้นที่ชายฝั่งทางเหนือ รวมถึงพื้นที่อีโฮ-ดง ของเกาะเจจู เพื่อค้นหาหีบห่อยาเสพติดเพิ่มเติม และยังพบเคตามีนต้องสงสัยอีก 1 กิโลกรัม ซึ่งห่อด้วยถุงชาเขียว ใกล้กับโขดหินบนเกาะอูโด

นายคัง กวี-บง หัวหน้าหน่วยอาชญากรรมรุนแรงของสำนักงานตำรวจจังหวัดเจจู กล่าวว่า ตำรวจกำลังตรวจสอบด้วยว่ามีการหมุนเวียนของเคตามีนลักษณะเดียวกันนี้ภายในเกาะเจจูหรือไม่ “เรากำลังมุ่งเน้นการสอบสวนเพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสพติดเหล่านี้ถูกนำไปจำหน่าย หรือใช้ในอาชญากรรมอื่น ๆ”.


ที่มา The Korea Times

รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

13 พ.ย. 2568 14:20 น.

รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

โรงเรียนชายแดนที่ จ.ศรีสะเกษ ยังคงเปิดเรียนตามปกติ พร้อมเฝ้าระวังเข้ม ผอ.ยันที่ผ่านมา ครู-นักเรียนซักซ้อมแผนอพยพ และจัดเตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยา ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เพียง 12 กิโลเมตร และเป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงใกล้จุดปะทะทางทหาร ได้เปิดทำการเรียนการสอนตามปกติ แม้ขณะนี้สถานการณ์ตามแนวชายแดนจะยังคงตึงเครียด และอยู่ในภาวะเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

โรงเรียนแห่งนี้เคยได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ยิงปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหาร เมื่อปี 2554 โดยขณะนั้นมีกระสุนปืนใหญ่จากฝั่งกัมพูชาตกใส่หลังคาอาคารเรียนจนได้รับความเสียหายบางส่วน เหตุการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญให้กับครู นักเรียน และชาวบ้านในพื้นที่ ที่ต้องเรียนรู้วิธีปฏิบัติตนเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน 

ล่าสุดในวันนี้ บรรยากาศภายในโรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยาเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย เด็กนักเรียนจำนวนมากแต่งเครื่องแบบเรียบร้อย เดินทางมาเรียนหนังสือตามปกติ ท่ามกลางการดูแลของคณะครูและผู้บริหารโรงเรียน โดยไม่มีการประกาศหยุดเรียนแต่อย่างใด

นายทศพร คำปลิว ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า โรงเรียนได้เปิดทำการเรียนการสอนตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา และจนถึงขณะนี้ก็ยังคงเปิดเรียนตามปกติ นักเรียนและครูต่างปฏิบัติงานและเรียนหนังสือตามตารางเดิม โรงเรียนของเราอยู่ในพื้นที่ใกล้แนวชายแดนก็จริง แต่เราไม่ตื่นตระหนก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาได้มีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ และการอพยพอยู่เสมอ เราทำงานร่วมกับทหาร อำเภอ และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้มั่นใจว่า หากมีเหตุปะทะเกิดขึ้นจริง จะสามารถอพยพนักเรียนออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็วที่สุด

ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวต่อว่า ปัจจุบันสภาพจิตใจของคณะครูและนักเรียนยังคงดีอยู่ ทุกคนเข้าใจสถานการณ์และไม่ตื่นตระหนก หากไม่มีสัญญาณเตือนหรือเสียงปืนใหญ่ดังขึ้น โรงเรียนก็จะยังคงเปิดเรียนตามปกติ แต่ในขณะเดียวกันก็มีการเตรียมความพร้อมตลอดเวลา เรามีการจัดเตรียมหลุมหลบภัย และบังเกอร์จำนวน 18 แห่งไว้ทั่วบริเวณโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนสามารถหลบภัยได้ทันหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

นอกจากนี้ นักเรียนยังได้รับการฝึกอบรมเรื่องการเอาตัวรอดและการอพยพอยู่เป็นประจำ ทุกคนรู้ดีว่าหากเกิดเหตุจะต้องไปที่ใด และทำอย่างไรให้ปลอดภัย

สหรัฐฯ เอาจริงคว่ำบาตรบุคคล-และบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา

สหรัฐฯ เอาจริงคว่ำบาตรบุคคล-และบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา

13 พ.ย. 2568 14:02 น.

สหรัฐฯ เอาจริงคว่ำบาตรบุคคล-และบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตร กลุ่มติดอาวุธDKBA และผู้นำระดับสูง 4 คน รวมถึงบุคคลและบริษัทในไทยที่เกี่ยวข้องกับ ขบวนการสแกมออนไลน์ ซึ่งหลอกลวงชาวอเมริกันให้ลงทุนในแพลตฟอร์มปลอม

สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างชาติของสหรัฐฯ (OFAC)  ประกาศแถลงการณ์ ประกาศคว่ำบาตรบุคคลและบริษัทที่อยู่ในเมียนมาและประเทศไทย ฐานมีส่วนเกี่ยวพันกับแก๊งสแกมเมอร์ โดยระบุว่ากลุ่มกองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย หรือ DKBA และบริษัทที่เกี่ยวข้อง ร่วมมือกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติของจีน ตั้งศูนย์สแกมในเขตชายแดนเมียนมา-ไทย เพื่อดูดเงินจากเหยื่อในสหรัฐฯ ผ่านการลงทุนปลอม โดยรายได้ที่ได้จากศูนย์สแกมเหล่านี้ยังถูกนำไป สนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมายและความรุนแรงของ DKBA 

นอกจากนี้ ในแถลงการณ์ของ OFAC ยังระบุถึงการคว่ำบาตร บริษัท ทรานส์เอเชีย อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง กรุ๊ป ไทยแลนด์ จำกัด (ทรานส์เอเชีย) บริษัทในแม่สอด ประเทศไทย, บริษัท ทรอธ สตาร์ จำกัด (ทรอธ สตาร์) ในประเทศเมียนมา และนายจะมู สว่าง (Chamu Sawang) สัญชาติไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อ หยู เจี้ยนจวิน (Yu Jianjun) ผู้อำนวยการของทรานส์เอเชีย เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมจีน และได้ร่วมมือกับ DKBA และกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ เพื่อพัฒนาศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้ด้วย

นาย จอห์น เค. เฮอร์ลีย์  รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลังฝ่ายข่าวกรองการเงินและการก่อการร้าย กล่าวว่า “เครือข่ายอาชญากรรมในเมียนมากำลัง ขโมยเงินจากชาวอเมริกันหลายพันล้านดอลลาร์ผ่านสแกมออนไลน์ พร้อมทั้งค้ามนุษย์และสนับสนุนสงครามกลางเมืองในประเทศ เราจะใช้ทุกเครื่องมือเพื่อจัดการกับกลุ่มเหล่านี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เพื่อปกป้องครอบครัวชาวอเมริกันจากการถูกหลอก”

การคว่ำบาตรครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานหลายแห่งของสหรัฐฯ ได้แก่ FBI, กระทรวงยุติธรรม, หน่วยสืบราชการลับ (USSS) และสำนักงานปราบปรามยาเสพติด (DEA)

พร้อมกันนั้น สหรัฐฯ ยังได้ประกาศตั้ง “หน่วยเฉพาะกิจ Scam Center Strike Force” เพื่อสืบสวนและดำเนินคดีต่อศูนย์สแกมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะใน เมียนมา กัมพูชา และลาว ซึ่งเป็นแหล่งปฏิบัติการหลักของขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ

การดำเนินการล่าสุดนี้ต่อยอดจากมาตรการก่อนหน้า เช่น ในเดือนพฤษภาคม 2025: คว่ำบาตร กองทัพกะเหรี่ยงแห่งชาติ (KNA) และผู้นำที่เกี่ยวข้องกับค้ามนุษย์และสแกมไซเบอร์ 

ในเดือนกันยายน 2025: คว่ำบาตรบริษัท 12 แห่งในกัมพูชาและเมียนมาที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายหลอกลวง

และในเดือนตุลาคม 2025: ร่วมมือกับรัฐบาลสหราชอาณาจักร คว่ำบาตร Prince Group กลุ่มทุนใหญ่ของกัมพูชา ซึ่งตั้งศูนย์สแกมและหลอกคนอเมริกัน–อังกฤษ

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้ตัดขาดเครือข่ายการเงินของ Huione Group บริษัทในกัมพูชา ที่ใช้ฟอกเงินจาก แฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือ (DPRK) และแก๊งสแกมคริปโตในภูมิภาคด้วย

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ประเมินว่าในปี 2024 เพียงปีเดียว ชาวอเมริกันสูญเงินไปกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 370,000 ล้านบาท จากการถูกหลอกโดยแก๊งสแกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพิ่มขึ้นกว่า 66% จากปีก่อนหน้า โดยรูปแบบการหลอกลวงที่พบบ่อยคือหลอกลงทุนในคริปโต/แพลตฟอร์มปลอม การใช้โปรไฟล์ปลอมจีบเหยื่อในออนไลน์ (romance scam) เพื่อสร้างความไว้ใจ และการชักชวนให้โอนเงินเข้า “เว็บไซต์ลงทุนปลอม” ที่จริงแล้วควบคุมโดยกลุ่มสแกมเอง.

ที่มา :กระทรวงการคลังสหรัฐฯ

เกาหลีใต้ระงับเที่ยวบิน-เลื่อนเปิดตลาดหุ้น เปิดทาง “วันสอบซูนึง”

เกาหลีใต้ระงับเที่ยวบิน-เลื่อนเปิดตลาดหุ้น เปิดทาง "วันสอบซูนึง"

13 พ.ย. 2568 12:52 น.

เกาหลีใต้ระงับเที่ยวบิน-เลื่อนเปิดตลาดหุ้น เปิดทาง “วันสอบซูนึง”

ประเทศเกาหลีใต้เข้าสู่วันสำคัญของเยาวชนทั้งประเทศกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติ หรือ “ซูนึง” ซึ่งเป็นการสอบที่มีความสำคัญสูงสุดในชีวิตนักเรียนเกาหลีใต้ เพราะเป็นกุญแจสู่การเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ เส้นทางอาชีพที่มั่นคง และแม้กระทั่งชีวิตแต่งงานในอนาคต โดยทางการสั่งระงับเที่ยวบินทั่วประเทศเป็นเวลา 35 นาที และตลาดหุ้นเลื่อนเวลาเปิดทำการไปหนึ่งชั่วโมง

การสอบวัดความถนัดทางวิชาการเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย (College Scholastic Ability Test) หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า “ซูนึง” เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำ และถูกมองว่าเป็นประตูสู่ความก้าวหน้าทางสังคม ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และแม้กระทั่งการแต่งงานที่ดี และถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมทางวิชาการที่สำคัญที่สุดของประเทศเกาหลีใต้ ได้เริ่มขึ้นที่ศูนย์สอบ 1,310 แห่ง ทั่วประเทศเมื่อเวลา 08:40 น. ตามเวลาในเกาหลีใต้

กระทรวงศึกษาธิการเกาหลีใต้เปิดเผยว่า มีผู้สมัครสอบในปีนี้รวมทั้งสิ้น 554,174 คน เพิ่มขึ้น 31,504 คน หรือร้อยละ 6 จากปีที่แล้ว และเป็นจำนวนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2018 นักเรียนชั้นมัธยมปลายปีสุดท้ายและผู้ที่จบการศึกษาไปแล้วคิดเป็นร้อยละ 67.1 และร้อยละ 28.9 ของจำนวนผู้สมัครสอบทั้งหมดตามลำดับ

ด้วยเดิมพันที่สูงลิ่ว รัฐบาลเกาหลีใต้จึงไม่ประมาท โดยมีการดำเนินมาตรการหลายอย่างในวันที่นักเรียนหลายคนถือว่าเป็นวันสำคัญที่สุดในชีวิตวัยรุ่นของพวกเขา โดยมีการประกาศห้ามบินทั่วประเทศเป็นเวลา 35 นาที ในช่วงการสอบฟังภาษาอังกฤษ ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน ขณะที่ธนาคารและหน่วยงานราชการสั่งให้พนักงานเริ่มงานช้ากว่าปกติหนึ่งชั่วโมงเพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรติดขัดบนท้องถนน

คิม มิน-แจ วัย 18 ปี กล่าวขณะที่เขาเดินเข้าสู่ศูนย์สอบในกรุงโซลเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี “ผมกังวลมาก ๆ แต่เนื่องจากผมเตรียมตัวมามาก ผมจะทำให้ดีที่สุด”  เขากล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า ผู้ปกครองของเขา “กังวลยิ่งกว่า” ตอนที่เขาออกจากบ้าน โดย “พวกเขาพยายามทำให้แน่ใจว่าผมมีทุกอย่างครบถ้วน”

กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และการขนส่ง เปิดเผยว่า เที่ยวบินทั้งหมด 140 เที่ยวบิน รวมถึงเที่ยวบินระหว่างประเทศ 75 เที่ยวบิน จะถูกปรับเปลี่ยนตารางเวลาตั้งแต่เวลา 13:05 น. ถึง 13:40 น. ตามเวลาท้องถิ่น เนื่องจากการสอบ ส่วนอากาศยานที่กำลังบินอยู่ ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน จะต้องคงระดับการบินอยู่ที่ระดับความสูง 3 กิโลเมตรขึ้นไป ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานควบคุมการจราจรทางอากาศ

ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งโดยปกติเปิดตั้งแต่เวลา 09:00 น. จนถึง 15:30 น. ได้เปิดทำการช้าลงหนึ่งชั่วโมงเพื่อลดความแออัดของการจราจรในช่วงเช้า และจะปิดทำการช้าลงหนึ่งชั่วโมง ส่วนในกรุงโซล มีการเพิ่มจำนวนเที่ยววิ่งของบริการรถไฟใต้ดิน 29 เที่ยว ระหว่างเวลา 06:00 น. ถึง 10:00 น. เพื่อช่วยให้นักเรียนเดินทางไปยังศูนย์สอบได้ทันเวลา

ขณะที่โรงเรียนมัธยมยงซานในกรุงโซล เต็มไปด้วยสื่อมวลชนและตำรวจจราจร ในช่วงที่นักเรียนทยอยเข้ามาตั้งแต่เช้าเพื่อเข้าสอบซูนึง ที่ใช้เวลาตลอดทั้งวัน

ที่ประตูโรงเรียนยงซาน มีนักเรียนรุ่นน้องในระดับมัธยมต้น ซึ่งจะต้องเข้าสอบซูนึงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า มาให้กำลังใจผู้เข้าสอบรุ่นพี่ โดยถือป้ายให้กำลังใจและตะโกนคำขวัญ รวมถึง: “ขอให้ได้คะแนน 100 ในการสอบซูนึง”

คัง ดง-อู วัย 16 ปี กล่าวว่า “ผมมาที่นี่เพื่อให้กำลังใจรุ่นพี่ การมาอยู่ที่นี่ทำให้ผมมีแรงจูงใจที่จะเรียนให้หนักขึ้นในช่วงสองปีข้างหน้าเพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบซูนึงของตัวเอง”

มีข้อห้ามหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเกาหลีใต้ หนึ่งในนั้นคือ การหลีกเลี่ยงซุปสาหร่ายเป็นอาหารกลางวัน เนื่องจากเชื่อกันว่าเส้นที่ลื่นของซุปอาจทำให้นักเรียน “ลื่น” หรือทำข้อสอบพลาดในบททดสอบที่มีความสำคัญสูงนี้ ซึ่งเป็นความเชื่อโชคลางที่กำหนดเมนูอาหารในวันสอบมาอย่างยาวนาน

หลังจากส่งลูก ๆ ไปยังศูนย์สอบแล้ว ผู้ปกครองมักจะเดินทางไปโบสถ์หรือวัดทางพุทธศาสนาเพื่อสวดภาวนาขอให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ฮัน ยู-นา วัย 50 ปี แม่ของผู้เข้าสอบคนหนึ่ง ก็เป็นหนึ่งในนั้น

“ฉันจะไปวัดใกล้บ้านเพื่อสวดมนต์พร้อมกับแม่คนอื่น ๆ ในช่วงเวลาสอบ” เธอกล่าว ฮัน ซึ่งเป็นผู้บริหารสถาบันกวดวิชาเอกชน กล่าวว่า ตารางการสวดมนต์ของเธอจะสะท้อนตามตารางการสอบของลูกชาย โดยจะพักเมื่อลูกชายพัก และจะรับประทานอาหารกลางวันเมื่อลูกชายรับประทานอาหารกลางวัน “ลูกชาย ยอง-วู ของแม่ แม่หวังว่าลูกจะทุ่มเทให้ดีที่สุดจนจบ แม่รักลูกนะ” เธอกล่าวถึงลูกชายของเธอ

มีนักเรียนลงทะเบียนเข้าสอบมากกว่า 550,000 คน แม้ว่าจำนวนผู้เข้าสอบจริงมักจะน้อยกว่าเล็กน้อย

รอบการรับเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปี 2026 นี้ ถือเป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยสี่ปีทั้งหมด ต้องพิจารณาประวัติความรุนแรงในโรงเรียนของนักเรียน ในการตัดสินใจรับเข้าเรียน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เหยื่อการบูลลี่ได้ออกมาพูดในลักษณะคล้ายกับกระแส #MeToo โดยกล่าวหาว่าผู้กระทำผิดหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบและเรียกร้องความยุติธรรม

ก่อนหน้านี้ การนำประวัติดังกล่าวมาพิจารณาเป็นเพียงข้อเสนอแนะ ไม่ใช่ข้อบังคับ สส. คัง คยอง-ซุก เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยของรัฐ 10 แห่ง ปฏิเสธผู้สมัคร 45 คน เนื่องจากมีประวัติความรุนแรงในโรงเรียนในการรับเข้าเรียนรอบที่ผ่านมา.

ที่มา AFP  Yonhap

ตำรวจออสเตรเลียจับแม่หมอหลอกดูดวง ตุ๋นเหยื่อชาวเวียดนาม สูญเงินกว่า 1,480 ล้าน

ตำรวจออสเตรเลียจับแม่หมอหลอกดูดวง ตุ๋นเหยื่อชาวเวียดนาม สูญเงินกว่า 1,480 ล้าน

13 พ.ย. 2568 11:51 น.

ตำรวจออสเตรเลียจับแม่หมอหลอกดูดวง ตุ๋นเหยื่อชาวเวียดนาม สูญเงินกว่า 1,480 ล้าน

ตำรวจออสเตรเลียจับกุมหญิงชาวเวียดนามวัย 53 ปี และลูกสาววัย 25 ปี ฐานหลอกลวงผู้เสียหาย โดยอ้างตัวเป็นหมอดูและซินแส ก่อนฉ้อโกงเงินรวมเกือบ 70 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 1,480 ล้านบาท จากกลุ่มชาวเวียดนามในออสเตรเลียที่อยู่ในภาวะเปราะบางทางการเงิน

แม่ลูกคู่หนึ่ง ซึ่งคนแม่กล่าวอ้างตนเองเป็นหมอดูและผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ย ถูกตั้งข้อหาฉ้อโกงเงินเกือบ 70 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 1,480 ล้านบาท จากเหยื่อชาวเวียดนามในออสเตรเลียที่อยู่ในภาวะเปราะบางทางการเงิน

หญิงผู้เป็นแม่ วัย 53 ปี ถูกจับกุมในย่านโดเวอร์ ไฮตส์ ในนครซิดนีย์ เมื่อวันพุธ (12 พ.ย.) พร้อมกับลูกสาววัย 25 ปี ตำรวจระบุว่า ทั้งสองเป็นส่วนสำคัญของเครือข่ายฉ้อโกงและฟอกเงินที่ “มีความซับซ้อนสูง” ผู้เป็นแม่ถูกกล่าวหาว่า โน้มน้าวให้เหยื่อกู้เงิน โดยบอกพวกเขาว่าเธอทำนายเห็น “มหาเศรษฐี” ในอนาคตของพวกเขา และเธอก็จะเก็บส่วนแบ่งไว้เอง

ผู้เป็นแม่ถูกปฏิเสธการประกันตัวและมีกำหนดขึ้นศาลในวันพฤหัสบดี โดยเธอเผชิญข้อหา 39 กระทง รวมถึงการเป็นผู้นำกิจกรรมของกลุ่มอาชญากรและการได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงินโดยไม่สุจริตผ่านการหลอกลวง ส่วนลูกสาวได้รับอนุญาตให้ประกันตัวและมีกำหนดขึ้นศาลในเดือนมกราคม โดยเธอถูกตั้งข้อหา 7 กระทง รวมถึงการจัดการรายได้จากอาชญากรรมอย่างประมาทเลินเล่อและการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอาชญากร

ระหว่างการจับกุมในตอนเช้ามืดที่คฤหาสน์มูลค่าหลายล้านดอลลาร์ของทั้งคู่ ตำรวจได้ยึดเอกสารทางการเงิน โทรศัพท์มือถือ กระเป๋าถือหรูหรา ทองคำแท่งหนัก 40 กรัม มูลค่า 10,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย และชิปคาสิโนมูลค่า 6,600 ดอลลาร์ออสเตรเลีย

ตำรวจกล่าวว่า ผู้เป็นแม่เป็นบุคคลที่มีอิทธิพลและได้รับความไว้วางใจในชุมชนของเธอ ในฐานะหมอดู เธอจะทำนายดวงชะตาให้กับลูกค้า ซึ่งบางคนได้เปิดเผยว่ากำลังประสบปัญหาทางการเงิน จากนั้นเธอก็จะทำนายว่าจะมีมหาเศรษฐีเข้ามาช่วยเหลือ และ “จะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด” หากพวกเขายอมกู้เงิน

ในการจับกุมพนักงานสอบสวนยังได้อายัดทรัพย์สินประมาณ 15 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ซึ่งเพิ่มเติมจากทรัพย์สินมูลค่า 60 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียที่ถูกยึดไปแล้วจากการสอบสวนในวงกว้างของเครือข่ายนี้ที่เริ่มต้นเมื่อปีที่แล้ว

ตำรวจได้ตั้งทีมเฉพาะกิจ “Strike Force Myddleton” ขึ้นเพื่อสืบสวนกลุ่มอาชญากรที่ถูกกล่าวหาว่าใช้ข้อมูลระบุตัวตนที่ถูกขโมยไปเพื่อขอสินเชื่อสำหรับ “รถผี” ซึ่งเป็นรถยนต์หรูที่ไม่มีอยู่จริง

ผู้กำกับการสืบสวน กอร์ดอน อาร์บินจา ผู้บัญชาการหน่วยอาชญากรรมทางการเงินกล่าวว่า “สิ่งที่เริ่มต้นจากการสอบสวนการให้สินเชื่อรถยนต์ที่เป็นการฉ้อโกง ได้ขยายไปสู่การเปิดโปงเครือข่ายอาชญากรรมทางการเงินที่ซับซ้อนที่สุดเครือข่ายหนึ่งเท่าที่ผมเคยเห็นในอาชีพการทำงาน”

ตำรวจกล่าวหาว่ากิจกรรมของกลุ่มอาชญากรนี้รวมถึง “การฉ้อโกงสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อธุรกิจ และสินเชื่อบ้านขนาดใหญ่ต่อสถาบันการเงินหลายแห่ง”

จากการสืบสวนของหนังสือพิมพ์ Sydney Morning Herald แม่ลูกคู่นี้มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่ถูกขนานนามว่า “Penthouse Syndicate” เนื่องจากผู้นำที่ถูกกล่าวหาของเครือข่ายนี้อาศัยอยู่ในห้องชุดเพนต์เฮาส์มูลค่า 18 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียในซิดนีย์ ตำรวจอ้างว่า กลุ่มนี้ฉ้อโกงธนาคารรายใหญ่ของออสเตรเลียมูลค่าสูงถึง 250 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย โดยมีเจ้าหน้าที่ธนาคารที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตให้การอนุมัติสินเชื่อเพื่อช่วยให้เครือข่ายซื้ออสังหาริมทรัพย์หลายแห่งในซิดนีย์

มีผู้ถูกจับกุมและตั้งข้อหาฐานฉ้อโกงและฟอกเงินไปแล้วกว่าสิบคน ในคดีที่เชื่อว่าเป็นหนึ่งในคดีที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย ตำรวจระบุว่าพวกเขาคาดว่าจะมีการจับกุมเพิ่มเติม โดยมุ่งเน้นไปที่ “ผู้สนับสนุนมืออาชีพ” ของกลุ่มอาชญากร เช่น ทนายความ นักบัญชี และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์.

ที่มา BBC

ทรัมป์ลงนามยุติภาวะชัตดาวน์ 43 วัน ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

ทรัมป์ลงนามยุติภาวะชัตดาวน์ 43 วัน ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

13 พ.ย. 2568 11:05 น.

ทรัมป์ลงนามยุติภาวะชัตดาวน์ 43 วัน ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในร่างกฎหมายเพื่อยุติการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หรือ “ชัตดาวน์”  รวม 43 วัน ซึ่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ เพียงประมาณ 2 ชั่วโมงหลังจากหลังสภาผู้แทนราษฎรมีมติ 222 ต่อ 209 เสียง เห็นชอบให้เปิดงบประมาณฟื้นฟูโครงการช่วยเหลือด้านอาหาร จ่ายค่าจ้างพนักงานรัฐหลายแสนคน และฟื้นระบบควบคุมการบินที่หยุดชะงัก

ร่างกฎหมายซึ่งผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาก่อนหน้านี้ จะต่ออายุการจัดสรรงบประมาณจนถึงวันที่ 30 มกราคม โดยจะทำให้หน่วยงานของรัฐกลับมาเปิดทำการได้เร็วที่สุดภายในวันพฤหัสบดี (13 พ.ย.) ขณะที่ยังไม่ชัดเจนว่าบริการของรัฐบาลจะกลับสู่ภาวะปกติเมื่อใด ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยังคงมีภาระหนี้รวมกว่า 38 ล้านล้านดอลลาร์ และจะเพิ่มขึ้นอีกราว 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

การสิ้นสุดของภาวะชัตดาวน์ช่วยให้บริการสำคัญต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการบิน มีเวลาฟื้นตัวก่อนช่วงวันหยุดขอบคุณพระเจ้าที่กำลังจะมาถึง รวมถึงการกลับมาของโครงการแจกอาหารให้ครอบครัวรายได้น้อยในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ขณะเดียวกัน หน่วยงานสถิติของรัฐบาลจะสามารถเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจอีกครั้ง หลังต้องหยุดรายงานตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวระบุว่า รายงานตัวเลขการจ้างงานและดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของเดือนตุลาคมอาจไม่ถูกเผยแพร่อีกต่อไป

นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า การปิดหน่วยงานรัฐบาลครั้งนี้ฉุดจีดีพีสหรัฐฯ ลงกว่า 0.1% ต่อสัปดาห์ของการชัตดาวน์ แม้ส่วนใหญ่คาดว่าผลกระทบจะค่อย ๆ ฟื้นคืนในช่วงต่อไป การลงมติดังกล่าวมีขึ้นหลังพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งระดับรัฐหลายแห่งเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ไม่สามารถผลักดันให้ขยายสิทธิประโยชน์เงินอุดหนุนประกันสุขภาพของรัฐบาลกลางได้ ขณะที่ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน ยังไม่ให้คำมั่นว่าจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาในสภา

ในระหว่างการอภิปราย มิกกี้ เชอร์ริล สส.เดโมแครตจากรัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งเพิ่งชนะตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ กล่าวสุนทรพจน์สุดท้ายในสภา ก่อนลาออกจากตำแหน่ง โดยเรียกร้องให้เพื่อนร่วมสภา “อย่ายอมให้สภานี้กลายเป็นตราประทับยางสำหรับรัฐบาลที่พรากอาหารจากเด็กและทำลายระบบสาธารณสุขของประชาชน”

แม้ภาวะชัตดาวน์จะสิ้นสุดลง แต่ไม่มีฝ่ายใดถือว่าชนะอย่างชัดเจน ผลสำรวจของรอยเตอร์/อิปซอส ระบุว่า ประชาชน 50% กล่าวโทษพรรครีพับลิกัน ขณะที่ 47% กล่าวโทษพรรคเดโมแครตสำหรับวิกฤตครั้งนี้

นอกจากนี้ การกลับมาทำงานของสภาผู้แทนฯ หลังหยุดพักตั้งแต่กลางเดือนกันยายน ยังนำไปสู่การรื้อฟื้นประเด็นการเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศที่เสียชีวิตในเรือนจำ โดยสภาเตรียมพิจารณาการเผยแพร่เอกสารที่ยังไม่เป็นความลับทั้งหมด หลังพรรคเดโมแครตเปิดเผยเอกสารบางส่วนเพิ่มเติมในวันเดียวกัน

ร่างกฎหมายงบประมาณฉบับนี้ยังมีบทบัญญัติให้สมาชิกวุฒิสภาจำนวน 8 คน ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกระทรวงยุติธรรมได้สูงสุด 5 แสนดอลลาร์ หากถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวจากการสืบสวนเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม ปี 2021 พร้อมชำระค่าทนายความและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ย้อนหลังอีกด้วย.

ที่มา Reuters

ระทึก! เด็กอินโดฯ วัย 10 ปี รอดหวุดหวิด หลังถูกจระเข้ยาว 4 เมตรกัดลากลงน้ำ

ระทึก! เด็กอินโดฯ วัย 10 ปี รอดหวุดหวิด หลังถูกจระเข้ยาว 4 เมตรกัดลากลงน้ำ

13 พ.ย. 2568 09:45 น.

ระทึก! เด็กอินโดฯ วัย 10 ปี รอดหวุดหวิด หลังถูกจระเข้ยาว 4 เมตรกัดลากลงน้ำ

เกิดเหตุระทึกในประเทศอินโดนีเซีย เมื่อเด็กชายวัยเพียง 10 ปี ถูกจระเข้ขนาดใหญ่งับลำตัวก่อนลากลงน้ำ เคราะห์ดีที่ชาวบ้านได้ยินเสียงร้องกระโดดลงไปช่วยชีวิตทันเวลา

เหตุการณ์ระทึกนี้เกิดขึ้นที่จังหวัด กาลิมันตันตะวันออก ของอินโดนีเซีย ขณะเด็กชายมูฮัมหมัด ซากี รามาดานี เด็กยวัย 10 ปี กำลังเดินกลับบ้านพร้อมเพื่อน ๆ หลังเลิกเล่นริมแม่น้ำ

ทันใดนั้น จระเข้ความยาวราว 12 ฟุต หรือเกือบ 4 เมตร ได้พุ่งตัวเข้ามากัดเข้าที่ลำตัวของซากี ก่อนลากร่างเขาจากสะพานไม้ตกลงไปในแม่น้ำ ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของเพื่อน ๆ ที่พยายามเรียกให้คนมาช่วย

เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังไปถึงกลุ่มชาวประมงในละแวกนั้น รวมถึง อันดี อิจูร์ อายุ 35 ปี ที่รีบวิ่งเข้ามาและพยายามต่อสู้กับจระเข้เพื่อช่วยเด็กชาย

คลิปที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย เผยให้เห็นบรรยากาศตึงเครียด ชาวบ้านหลายคนร้องไห้และกรีดร้องตะโกนด้วยความตื่นตระหนก ขณะที่ผู้ชายหลายคนพยายามช่วยกัน งัดปากจระเข้ที่กำลังอาละวาดอย่างรุนแรง

ระหว่างการต่อสู้ จระเข้ตัวนั้นยิ่งดุร้ายขึ้น มันฟาดร่างเด็กชายกับเสาไม้ของบ้านริมแม่น้ำ และพยายามหมุนตัวเพื่อปลิดชีวิตเหยื่อ แต่ในที่สุดมันก็ต้องถอยหนีไปเมื่อมีชายหลายคนกระโดดลงมาช่วยกัน เด็กชายซากีถูกช่วยขึ้นมาจากน้ำในสภาพบาดเจ็บเกือบทั้งตัว มีรอยถลอกและฟกช้ำทั่วลำตัวและใบหน้า ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา

ฮูจาเนีย แม่บ้านวัย 35 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า เธอได้ยินเสียงเด็กร้องกับเสียงน้ำกระเพื่อม พอออกมาดู ก็เห็นซากีอยู่ในปากจระเข้ มันกัดตรงลำตัวด้านซ้าย ซึ่งเธอแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง

ขณะที่สุยัตโน ชาวประมงวัย 67 ปี ที่กระโดดลงน้ำไปช่วยเด็กชาย กล่าวว่า เขาเห็นจระเข้หมุนตัวเด็กสามรอบ เขาจึงรีบโดดลงไปคว้าหางมันไว้ แต่แรงของมันมหาศาลจนแทบหลุดมือ ทุกคนที่ลงไปช่วยพยายามใช้มือเปล่างัดปากมันออก จนสุดท้ายเราก็ช่วยเด็กไว้ได้

ทั้งนี้ชาวบ้านในพื้นที่ เขตอีสต์คูไต เชื่อว่าน้ำในแม่น้ำที่สูงจากน้ำขึ้นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้จระเข้ หลงเข้ามาใกล้หมู่บ้าน โดยล่าสุดทางการได้เตือนไปยังประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะการให้เด็ก ๆ เล่นใกล้แม่น้ำในช่วงกลางคืน เพราะมีความเสี่ยงสูงต่อการถูกจระเข้ทำร้าย

ประเทศอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในถิ่นอาศัยของ จระเข้ถึง 14 สายพันธุ์ โดยเฉพาะ จระเข้น้ำกร่อยขนาดใหญ่ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความดุร้ายและเติบโตได้ดีในสภาพอากาศเขตร้อนของประเทศ

นักอนุรักษ์ระบุว่า การที่จระเข้เริ่มเข้ามาใกล้ชุมชนมากขึ้น มาจากหลายปัจจัย ทั้งการทำประมงเกินขนาดที่ทำให้แหล่งอาหารตามธรรมชาติลดลง รวมถึงการสูญเสียถิ่นอาศัยจากการพัฒนาแนวชายฝั่งเพื่อทำการเกษตรและเหมืองแร่ดีบุก ในหลายพื้นที่ของอินโดฯ ชาวบ้านยังใช้แม่น้ำเป็นที่อาบน้ำหรือจับปลาแบบดั้งเดิม ทำให้โอกาสการที่คนจะถูกจระเข้ทำร้ายเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล.

ที่มา : viralpress

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ จระเข้

ยังไม่มีคนถูกรางวัล แจ็กพอต “เมกะมิลเลียนส์” พุ่งแตะ 965 ล้านดอลลาร์ ลุ้นอีกศุกร์นี้

ยังไม่มีคนถูกรางวัล แจ็กพอต "เมกะมิลเลียนส์" พุ่งแตะ 965 ล้านดอลลาร์ ลุ้นอีกศุกร์นี้

13 พ.ย. 2568 08:20 น.

ยังไม่มีคนถูกรางวัล แจ็กพอต “เมกะมิลเลียนส์” พุ่งแตะ 965 ล้านดอลลาร์ ลุ้นอีกศุกร์นี้

นักเสี่ยงโชคมีลุ้น ลอตเตอรีเมกะมิลเลียนส์ ของสหรัฐอเมริกา ยังไม่มีผู้ถูกรางวัลใหญ่ในงวดล่าสุด ส่งผลให้แจ็กพอตสะสมพุ่งสูงถึง 965 ล้านดอลลาร์หรือ ราว 35,000 ล้านบาท ลุ้นรางวัลอีกรอบศุกร์นี้

สำนักงานลอตเตอรีสหรัฐฯ ระบุว่า ในการออกรางวัลเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ยังไม่มีผู้ถูกรางวัลลอตเตอรีเมกะมิลเลียนส์ที่ตรงครบทั้ง 6 หมายเลข ส่งผลให้แจ็กพอตสะสมพุ่งสูงถึง 965 ล้านดอลลาร์หรือ ราว 35,000 ล้านบาท รอลุ้นรางวัลอีกรอบศุกร์นี้ว่าจะมีใครคว้ารางวัลแจ็กพอตได้หรือไม่

แม้แจ็กพอตเมกะมิลเลียนส์ (Mega Millions) ปัจจุบันยังไม่ติด 10 อันดับแรกของลอตเตอรี่ที่มีรางวัลใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ แต่หากมีผู้ถูกรางวัลในรอบนี้ จะถือเป็นรางวัลที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 8 ของ Mega Millions นับตั้งแต่เกมเริ่มในปี 2002 โดยปีนี้มีผู้โชคดีถูกแจ็กพอต Mega Millions แล้ว 4 ครั้ง แต่ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา หมายความว่าการออกรางวัลวันศุกร์นี้จะเป็นงวดที่ 40 ติดต่อกัน ที่ยังไม่มีใครถูกแจ็กพอต ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ ขณะที่ลอตเตอรี่คู่แข่งอย่าง Powerball ซึ่งเคยมีรางวัลใหญ่ระดับตำนานถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีผู้ถูกรางวัล 2 รายอยู่ในรัฐมิสซูรีและเท็กซัส

สลาก Mega Millions จำหน่ายใน 45 รัฐทั่วสหรัฐฯ รวมถึงกรุงวอชิงตันดีซี และหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐฯ ในราคาชุดละ 5 ดอลลาร์ หรือราว 180 บาท อย่างไรก็ตาม โอกาสที่จะถูกรางวัลแจ็กพอตนั้นน้อยมาก คิดเป็น 1 ใน 290,472,336 หรือประมาณ หนึ่งในเกือบสามร้อยล้าน แต่ถ้าเล่นเพื่อหวังรางวัลเล็ก ๆ ก็พอมีลุ้น เพราะสถิติระบุว่า โอกาสถูกรางวัลใดรางวัลหนึ่งอยู่ที่ 1 ใน 23.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ลอตเตอรี

จีนโวยต่อเนื่อง หลังนายกฯ หญิงญี่ปุ่นบอกอาจใช้ทหารช่วยไต้หวัน

จีนโวยต่อเนื่อง หลังนายกฯ หญิงญี่ปุ่นบอกอาจใช้ทหารช่วยไต้หวัน

13 พ.ย. 2568 05:59 น.

จีนโวยต่อเนื่อง หลังนายกฯ หญิงญี่ปุ่นบอกอาจใช้ทหารช่วยไต้หวัน

สื่อในประเทศจีนยังออกมาโจมตีนายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง หลังจากกล่าวว่าอาจมีการตอบสนองทางทหาร หากจีนโจมตีไต้หวัน

ในวันพุธที่ 12 พ.ย. 2568 ความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่นเรื่องความเห็นของนาง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่นในประเด็นเรื่องไต้หวัน ยังไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาลง โดยสื่อจีนยังคงเผยแพร่บทวิจารณ์รุนแรงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแสเรียกร้องในโตเกียวให้ขับไล่ทูตจีนออกจากประเทศ

นางทาคาอิจิจุดชนวนความโกรธเกรี้ยวของจีนเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากเธอแสดงความเห็นในรัฐสภาว่า การโจมตีไต้หวันของจีนอาจถือเป็น “สถานการณ์ที่เป็นภัยคุกคามต่อการอยู่รอด” และอาจกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองทางทหารจากญี่ปุ่นได้

คำพูดดังกล่าวทำให้รัฐบาลจีนยื่นประท้วงอย่างเป็นทางการ ขณะที่นาย เซวียะ เจี้ยน กงสุลใหญ่จีนในจังหวัดโอซากาก็โพสต์ข้อความในลักษณะคุกคาม ซึ่งทางการญี่ปุ่นระบุว่า เป็นโพสต์ที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และทำการร้องเรียนต่อรัฐบาลจีนในเรื่องนี้แล้ว

ขณะที่ฝ่ายนางทาคาอิจิกล่าวหลังจากเกิดเรื่องว่า เธอจะงดเว้นจากการแสดงความเห็นเช่นนั้นอีก และเมื่อวันอังคารรัฐบาลญี่ปุ่นก็เรียกร้องให้มีการร่วมมือกันเพื่อลดความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม บทวิจารณ์หลายชิ้นจากสื่อจีนบ่งชี้ว่า ปัญหานี้อาจไม่จบลงง่ายๆ

เมื่อช่วงค่ำวันอังคารที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์ CCTV (ซีซีทีวี) ของรัฐบาลจีน ระบุในบทบรรณาธิการว่า ความเห็นของนางทาคาอิจินั้นมีลักษณะและผลกระทบที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง และล้ำเส้นของฝ่ายจีน

ขณะที่บัญชีของ Yuyuan Tantian ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ CCTV โพสต์บนโซเชียลมีเดีย โดยใช้คำพ้องเสียงในภาษาจีนเพื่อล้อนางทาคาอิจิว่า “เป็นตัวสร้างปัญหา” และโจมตีนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นว่า “หัวของเธอโดนลาเตะหรืออย่างไร?” “ถ้าเธอยังคงพ่นคำพูดที่ไม่มีขอบเขตเช่นนี้ ทาคาอิจิอาจจะต้องชดใช้!”

บทบรรณาธิการของ CCTV ยังเปรียบเทียบการอ้างอิงถึง “สถานการณ์ที่เป็นภัยคุกคามต่อการอยู่รอด” ของทาคาอิจิ กับการที่ญี่ปุ่นรุกรานแมนจูเรียทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีนในปี 2474 ด้วย

ในขณะที่จีนโจมตีนางทาคาอิจิอย่างหนัก ผู้นำทางการเมืองระดับสูงบางคนในโตเกียวก็ออกมาเสนอแนะให้ขับนาย เซวียะ เจี้ยน กงสุลใหญ่จีนออกจากประเทศ เนื่องจากเขาคอมเมนต์ว่า จะตัดศีรษะสกปรกที่ยื่นเข้ามา ก่อนที่โพสต์ดังกล่าวจะถูกลบออกไปในเวลาต่อมา

ด้านนายหลิน เจียหลง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไต้หวัน กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันพุธว่า ความเห็นของนายเซวียะ เสี่ยงที่จะกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกต่อต้านญี่ปุ่นในหมู่ชาวจีน และต้องได้รับการจัดการ

“หากสิ่งนี้ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม สถานการณ์อาจบานปลายขึ้นอย่างมาก ดังนั้นนี่จึงไม่สามารถถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงเหตุการณ์เดียวหรือเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวได้”

สื่อในประเทศจีนยังออกมาโจมตีนายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง หลังจากกล่าวว่าอาจมีการตอบสนองทางทหาร หากจีนโจมตีไต้หวัน

ในวันพุธที่ 12 พ.ย. 2568 ความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่นเรื่องความเห็นของนาง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่นในประเด็นเรื่องไต้หวัน ยังไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาลง โดยสื่อจีนยังคงเผยแพร่บทวิจารณ์รุนแรงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแสเรียกร้องในโตเกียวให้ขับไล่ทูตจีนออกจากประเทศ

นางทาคาอิจิจุดชนวนความโกรธเกรี้ยวของจีนเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากเธอแสดงความเห็นในรัฐสภาว่า การโจมตีไต้หวันของจีนอาจถือเป็น “สถานการณ์ที่เป็นภัยคุกคามต่อการอยู่รอด” และอาจกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองทางทหารจากญี่ปุ่นได้

คำพูดดังกล่าวทำให้รัฐบาลจีนยื่นประท้วงอย่างเป็นทางการ ขณะที่นาย เซวียะ เจี้ยน กงสุลใหญ่จีนในจังหวัดโอซากาก็โพสต์ข้อความในลักษณะคุกคาม ซึ่งทางการญี่ปุ่นระบุว่า เป็นโพสต์ที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และทำการร้องเรียนต่อรัฐบาลจีนในเรื่องนี้แล้ว

ขณะที่ฝ่ายนางทาคาอิจิกล่าวหลังจากเกิดเรื่องว่า เธอจะงดเว้นจากการแสดงความเห็นเช่นนั้นอีก และเมื่อวันอังคารรัฐบาลญี่ปุ่นก็เรียกร้องให้มีการร่วมมือกันเพื่อลดความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม บทวิจารณ์หลายชิ้นจากสื่อจีนบ่งชี้ว่า ปัญหานี้อาจไม่จบลงง่ายๆ

เมื่อช่วงค่ำวันอังคารที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์ CCTV (ซีซีทีวี) ของรัฐบาลจีน ระบุในบทบรรณาธิการว่า ความเห็นของนางทาคาอิจินั้นมีลักษณะและผลกระทบที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง และล้ำเส้นของฝ่ายจีน

ขณะที่บัญชีของ Yuyuan Tantian ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ CCTV โพสต์บนโซเชียลมีเดีย โดยใช้คำพ้องเสียงในภาษาจีนเพื่อล้อนางทาคาอิจิว่า “เป็นตัวสร้างปัญหา” และโจมตีนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นว่า “หัวของเธอโดนลาเตะหรืออย่างไร?” “ถ้าเธอยังคงพ่นคำพูดที่ไม่มีขอบเขตเช่นนี้ ทาคาอิจิอาจจะต้องชดใช้!”

บทบรรณาธิการของ CCTV ยังเปรียบเทียบการอ้างอิงถึง “สถานการณ์ที่เป็นภัยคุกคามต่อการอยู่รอด” ของทาคาอิจิ กับการที่ญี่ปุ่นรุกรานแมนจูเรียทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีนในปี 2474 ด้วย

ในขณะที่จีนโจมตีนางทาคาอิจิอย่างหนัก ผู้นำทางการเมืองระดับสูงบางคนในโตเกียวก็ออกมาเสนอแนะให้ขับนาย เซวียะ เจี้ยน กงสุลใหญ่จีนออกจากประเทศ เนื่องจากเขาคอมเมนต์ว่า จะตัดศีรษะสกปรกที่ยื่นเข้ามา ก่อนที่โพสต์ดังกล่าวจะถูกลบออกไปในเวลาต่อมา

ด้านนายหลิน เจียหลง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไต้หวัน กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันพุธว่า ความเห็นของนายเซวียะ เสี่ยงที่จะกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกต่อต้านญี่ปุ่นในหมู่ชาวจีน และต้องได้รับการจัดการ

“หากสิ่งนี้ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม สถานการณ์อาจบานปลายขึ้นอย่างมาก ดังนั้นนี่จึงไม่สามารถถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงเหตุการณ์เดียวหรือเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : japantoday