เมืองเบธเลเฮม ฉลองคริสต์มาสแรก หลังเผชิญสงครามมา 2 ปี

เมืองเบธเลเฮม ฉลองคริสต์มาสแรก หลังเผชิญสงครามมา 2 ปี

25 ธ.ค. 2568 05:53 น.

เมืองเบธเลเฮม ฉลองคริสต์มาสแรก หลังเผชิญสงครามมา 2 ปี

เมืองเบธเลเฮมในเขตเวสต์แบงก์ ได้กลับมาจัดงานฉลองคริสต์มาสเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปี หลังจากเกิดสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมืองเบธเลเฮม (Bethlehem) ในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกอิสราเอลยึดครองได้กลับมาจัดงานฉลองคริสต์มาสในที่สาธารณะเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี เมื่อ 24 ธ.ค. 2568 หลังจากที่กิจกรรมเฉลิมฉลองต่าง ๆ ถูกลดขนาดลงหรือถูกยกเลิกไปนับตั้งแต่อิสราเอลเปิดฉากทำสงครามกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาเมื่อเดือนตุลาคม 2566

ในวันที่ 24 ธ.ค. ผู้คนนับร้อยได้หลั่งไหลไปยังเมืองประวัติศาสตร์แห่งนี้ ซึ่งชาวคริสต์ยกย่องว่าเป็นสถานที่ประสูติของพระเยซูคริสต์ โดยในช่วงก่อนสงคราม ตัวเมืองและสถานที่สำคัญต่าง ๆ ในเบธเลเฮม ดึงดูดผู้แสวงบุญชาวคริสต์จากทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลคริสต์มาส

ขบวนพาเหรดที่จัตุรัสรางหญ้า
ขบวนพาเหรดที่จัตุรัสรางหญ้า

เมืองเบธเลเฮมเคยประมาณการไว้ในปี 2014 ว่ามีนักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญมาเยือนมากกว่า 2 ล้านคนในแต่ละปี อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวได้ลดน้อยลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากผลกระทบจากสงครามในฉนวนกาซาระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส

พระคาร์ดินัล ปีแอร์บัตติสตา ปิซซาบัลลา พระอัครสังฆราชแห่งกรุงเยรูซาเล็ม เป็นหนึ่งในผู้ที่เดินทางมายังเมืองแห่งนี้เพื่อร่วมงานเฉลิมฉลองเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม โดยท่านเป็นผู้นำสูงสุดของคริสตจักรโรมันคาทอลิกในเยรูซาเลม และได้เป็นประธานในพิธีมิสซาคริสต์มาส ณ โบสถ์แห่งพระประสูติกาล ในเมืองเบธเลเฮม

“ปีนี้เราปรารถนาให้เป็นคริสต์มาสที่เต็มไปด้วยแสงสว่าง” คาร์ดินัลปิซซาบัลลาบอกกับผู้สื่อข่าว “เพราะนี่คือสิ่งที่เราต้องการหลังจากต้องจมอยู่กับความมืดมนมานานถึง 2 ปี เราต้องการแสงสว่าง”

นอกจากนี้ คาร์ดินัลปิซซาบัลลายังยอมรับว่า แม้จะยังคงมีปัญหาเกิดขึ้นในพื้นที่จริง แต่ก็ถึงเวลาแล้วที่จะต้อง “พลิกฟื้นหน้าประวัติศาสตร์ใหม่และมองไปข้างหน้า”

พระคาร์ดินัล ปีแอร์บัตติสตา ปิซซาบัลลา พระอัครสังฆราชแห่งกรุงเยรูซาเล็ม (ชุดแดง) มาร่วมงานฉลองคริสต์มาสต์ที่เมืองเบธเลเฮมด้วย
พระคาร์ดินัล ปีแอร์บัตติสตา ปิซซาบัลลา พระอัครสังฆราชแห่งกรุงเยรูซาเล็ม (ชุดแดง) มาร่วมงานฉลองคริสต์มาสต์ที่เมืองเบธเลเฮมด้วย

นายไมค์ ฮัคคาบี เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอล พร้อมด้วยภริยา ก็ได้เดินทางเข้าร่วมในงานนี้ด้วยเช่นกัน และได้บันทึกวิดีโอแถลงการณ์จากจัตุรัสรางหญ้า (Manger Square) ใจกลางเมืองเบธเลเฮม ซึ่งมักใช้เป็นสถานที่จัดงานเฉลิมฉลองทางศาสนา

จัตุรัสแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของต้นคริสต์มาสขนาดใหญ่ และตามธรรมเนียมแล้วจะเป็นจุดหมายปลายทางสุดท้ายของขบวนแห่คริสต์มาส

ทางด้าน มาเฮอร์ คานาวาตี นายกเทศมนตรีเมืองเบธเลเฮม ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ว่า เขาคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะกลับมาจัดงานเฉลิมฉลองอีกครั้ง “มันมีความหมายมากต่อขวัญและกำลังใจในการยืนหยัดของชาวเมืองเบธเลเฮม … เพราะผู้คนจำนวนมากเกือบจะสิ้นหวังไปแล้ว”

พิธีกรรมทางศาสนาเนื่องในวันคริสต์มาส ที่โบสถ์แห่งพระประสูติกาล ในเมืองเบธเลเฮม
พิธีกรรมทางศาสนาเนื่องในวันคริสต์มาส ที่โบสถ์แห่งพระประสูติกาล ในเมืองเบธเลเฮม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : usatoday

แอฟริกาใต้จับผู้ต้องสงสัย 11 คน เอี่ยวยิงกันในร้านเหล้าดับ 9 ศพ

แอฟริกาใต้จับผู้ต้องสงสัย 11 คน เอี่ยวยิงกันในร้านเหล้าดับ 9 ศพ

25 ธ.ค. 2568 05:22 น.

แอฟริกาใต้จับผู้ต้องสงสัย 11 คน เอี่ยวยิงกันในร้านเหล้าดับ 9 ศพ

ตำรวจแอฟริกาใต้จับกุมผู้ต้องสงสัยแล้ว 11 ราย จากเหตุกราดยิงร้านเหล้าดับ 9 ศพ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา คาดพัวพันสงครามแย่งเขตทำเหมืองผิดกฎหมาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 24 ธ.ค. 2568 ว่า เจ้าหน้าที่ของประเทศแอฟริกาใต้ จับกุมผู้ต้องสงสัยแล้ว 11 คน ที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุยิงกันภายในร้านเหล้าแห่งหนึ่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (21 ธ.ค.) จนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 9 ศพ

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระดมกำลังไล่ล่ากลุ่มมือปืนไม่ทราบฝ่ายจำนวน 12 คน ที่เปิดฉากยิงใส่ลูกค้าภายในสถานบันเทิงย่านเบกเกอร์สดาล ใกล้กับเมืองโจฮันเนสเบิร์ก เมื่อเวลาประมาณ 01:00 น. ของวันอาทิตย์ ตามเวลาท้องถิ่น

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา พลตรี เฟรด เคคานา รองผู้บัญชาการตำรวจประจำจังหวัด เปิดเผยว่า ในบรรดาผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมนั้น มี 9 คนเป็นชาวเลโซโท และ 1 คนเป็นชาวโมซัมบิก ส่วนผู้ต้องสงสัยอีกรายหนึ่งซึ่งเชื่อว่าเป็นคนงานเหมืองชาวแอฟริกาใต้ก็ถูกควบคุมตัวไว้ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ เหตุฆาตกรรมในแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูงที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก มักมีสาเหตุมาจากการทะเลาะวิวาท การชิงทรัพย์ และความรุนแรงของแก๊งอันธพาล

แม้ว่าในตอนแรกเหตุโจมตีดังกล่าวจะดูเหมือนเป็นการกราดยิงโดยไม่มีมูลเหตุจูงใจ แต่จากการสืบสวนเบื้องต้นในขณะนี้ บ่งชี้ว่าชนวนเหตุน่าจะเกี่ยวข้องกับสงครามแย่งชิงเขตอิทธิพลของการทำเหมืองผิดกฎหมาย

ในระหว่างเกิดเหตุ กลุ่มมือปืนยังคงระดมยิงอย่างต่อเนื่องในขณะที่ผู้คนพยายามวิ่งหนีออกจากร้านขายสุรา ส่งผลให้แม้แต่คนขับรถแท็กซี่ที่เพิ่งมาส่งผู้โดยสารในบริเวณใกล้เคียงก็พลอยโดนลูกหลงเสียชีวิตไปด้วย

ตอนที่ตำรวจเข้าจับกุมผู้ต้องสงสัย พวกเขาพบอาวุธปืนที่ไม่มีใบอนุญาตหลายรายการในครอบครองของผู้ต้องสงสัย ซึ่งรวมถึงปืนไรเฟิล AK-47

นายกิเดียน จูเบิร์ต จากสมาคมเจ้าของปืนแห่งแอฟริกาใต้ อ้างถึงสถิติว่า ปัจจุบันมีปืนที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายประมาณ 3 ล้านกระบอกในแอฟริกาใต้ และคาดว่ามีอาวุธปืนที่ไม่มีใบอนุญาตในจำนวนที่ใกล้เคียงกันเป็นอย่างน้อย

ส่วนนาง แคลร์ เทย์เลอร์ นักวิจัยจากกลุ่มรณรงค์ “แอฟริกาใต้ปลอดอาวุธปืน” (Gun Free South Africa) บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า แม้ในปี 2025 จำนวนเหตุกราดยิงที่มีการรายงานจะลดน้อยลง แต่หากพิจารณาตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา กลับพบว่าเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บตั้งแต่ 4 คนขึ้นไปนั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สถานที่ที่เกิดเหตุโจมตีเหล่านี้บ่อยที่สุดคือตามผับที่มีใบอนุญาต หรือร้านเหล้าผิดกฎหมายที่คนในท้องถิ่นเรียกกันว่า “ชีบีนส์” (shebeens)

เหตุกราดยิงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ ก็เกิดขึ้นเพียง 2 สัปดาห์หลังจากเหตุโจมตีที่ซอลส์วิลล์ โฮสเทล (Saulsville Hostel) ในกรุงพริทอเรีย เมืองหลวงของประเทศ ซึ่งในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตถึง 11 ราย รวมไปถึงเด็กวัยเพียง 3 ขวบด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยต.สหรัฐฯ เผย พบเอกสารคดี “เอปสตีน” เพิ่มอีกกว่าล้านฉบับ

ยต.สหรัฐฯ เผย พบเอกสารคดี “เอปสตีน” เพิ่มอีกกว่าล้านฉบับ

25 ธ.ค. 2568 02:47 น.

ยต.สหรัฐฯ เผย พบเอกสารคดี “เอปสตีน” เพิ่มอีกกว่าล้านฉบับ

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยว่า พบเอกสารที่อาจเกี่ยวข้องกับคดีของนาย เจฟฟรีย์ อีกนับล้านฉบับ ทำให้ต้องใช้เวลาตรวจสอบอีก 2-3 วันก่อนจะเผยแพร่ต่อสาธารณะได้

เมื่อวันพุธที่ 24 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่า ตรวจพบเอกสารเพิ่มเติมอีกกว่า 1 ล้านฉบับที่อาจเกี่ยวข้องกับคดีของนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ถูกตัดสินความผิดคดีทางเพศ และอาจต้องใช้เวลา “อีก 2-3 สัปดาห์” ในการประมวลผลและเปิดเผยต่อสาธารณะ

ทางกระทรวงฯ ได้เปิดเผยเรื่องนี้ผ่านการโพสต์บนแพลตฟอร์ม X โดยระบุว่า อัยการสหรัฐฯ ประจำเขตนิวยอร์กใต้ (SDNY) และ FBI ได้แจ้งให้ทางกระทรวงฯ ทราบถึงการค้นพบเอกสารชุดใหม่นี้

“กระทรวงยุติธรรมได้รับเอกสารเหล่านี้จาก SDNY และ FBI เพื่อนำมาตรวจสอบก่อนทำการเปิดเผย เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายความโปร่งใสในคดีเอปสตีน รวมถึงข้อกำหนดทางกฎหมายและคำสั่งศาลที่มีอยู่” ข้อความในโพสต์ระบุ

“เรามีทีมกฎหมายที่ทำงานอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อตรวจสอบและคัดกรองเนื้อหา (Redaction) ตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อคุ้มครองเหยื่อ และเราจะเปิดเผยเอกสารเหล่านี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

“เนื่องจากเอกสารมีจำนวนมหาศาล กระบวนการนี้อาจใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีก 2-3 สัปดาห์ ทั้งนี้ กระทรวงฯ จะยังคงปฏิบัติตามกฎหมายรัฐบาลกลางและคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ ในการเปิดเผยแฟ้มข้อมูลเหล่านี้อย่างเต็มที่”

การประกาศของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เมื่อวันพุธ เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลกำลังทยอยเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีของนายเอปสตีน ตามกฎหมายความโปร่งใสฉบับใหม่ที่สภาคองเกรสเพิ่งผ่านร่างเมื่อเดือนก่อน

เดิมกำหนดเส้นตายในการเปิดเผยเอกสารทั้งหมดคือวันศุกร์ (19 ธ.ค.) ซึ่งในวันนั้นกระทรวงยุติธรรมได้โพสต์เอกสารชุดใหญ่จำนวนมหาศาล ตามมาด้วยการเปิดเผยข้อมูลอีกครั้งในช่วงเช้ามืดวันเสาร์ และการเปิดเผยชุดสำคัญอีกครั้งในวันอังคาร ซึ่งปรากฏการอ้างถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในหลายจุดที่น่าสนใจ

ความล่าช้าทำให้กลุ่มสมาชิกรัฐสภาจากทั้งสองพรรค รวมถึงกลุ่มผู้รอดชีวิตจากการล่วงละเมิดของเอปสตีนที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลทรัมป์ บางคนตั้งคำถามเกี่ยวกับการปิดบังข้อความที่ดูเข้มงวดเกินไปและไร้ทิศทาง ซึ่งเหมือนเป็นการช่วยปกป้องคนใกล้ชิดของเอปสตีนจากการถูกตรวจสอบ

แต่ก็มีบางส่วนที่ออกมาแสดงความไม่พอใจเนื่องจาก มีการปิดบังข้อมูลน้อยเกินไป จนส่งผลให้ข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อถูกเปิดเผยออกมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กลาโหมกัมพูชามึน อัดสื่อไทยตีความมั่ว ไม่ได้ขอเจรจาหยุดยิง

กลาโหมกัมพูชามึน อัดสื่อไทยตีความมั่ว ไม่ได้ขอเจรจาหยุดยิง

25 ธ.ค. 2568 00:32 น.

กลาโหมกัมพูชามึน อัดสื่อไทยตีความมั่ว ไม่ได้ขอเจรจาหยุดยิง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชาบอกงงมาก สื่อไทยรายงาน กัมพูชาส่งหนังสือขอเจรจาหยุดยิง ลั่นตีความมั่วทั้งที่มี ChatGPT และ Gemini

เมื่อคืนวันพุธที่ 24 ธ.ค. 2568 พลเอกเตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านบัญชีเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของตัวเอง ถึงกรณีที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาส่งหนังสือขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC ถึงฝ่ายไทยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานั้น

โพสต์ของนายพล เตีย เซ็ยฮา ระบุว่า “สื่อไทยบางแห่ง ทั้งที่เป็นสำนักข่าวหลักและสื่อโซเชียล ได้นำจดหมายทางการ (ที่ส่งถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย) ไปโพสต์ในลักษณะที่ทำให้ดูเหมือนว่าเป็น ‘เอกสารหลุด’”

“และถึงแม้เราจะมีทั้ง Google Translate หรือ AI อย่าง ChatGPT และ Gemini แต่ผลการแปลจากเครื่องมือเหล่านี้กลับไม่ตรงกับสิ่งที่สื่อไทยตีความและนำเสนอออกไปสู่สาธารณะเลย ตอนนี้ผมเลยรู้สึกสับสนจนบอกไม่ถูกแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

รัสเซียช็อก ระเบิดคร่าตำรวจอีก 2 ในมอสโก ใกล้จุดนายพลโดนสังหาร

รัสเซียช็อก ระเบิดคร่าตำรวจอีก 2 ในมอสโก ใกล้จุดนายพลโดนสังหาร

24 ธ.ค. 2568 23:04 น.

รัสเซียช็อก ระเบิดคร่าตำรวจอีก 2 ในมอสโก ใกล้จุดนายพลโดนสังหาร

เกิดเหตุระเบิดในกรุงมอสโกของรัสเซียอีกครั้ง ทำให้ตำรวจเสียชีวิต 2 นาย เพียงไม่กี่วันหลังเกิดระเบิดคาร์บอมบ์ จนทำให้นายพลคนหนึ่งของกองทัพรัสเซียเสียชีวิต

ในวันพุธที่ 24 ธ.ค. 2568 เกิดเหตุระเบิดในกรุงมอสโกส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ หลังจากตำรวจ 2 นายพยายามเข้าไปตรวจสอบชายคนหนึ่งที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย ในบริเวณใกล้กับจุดที่นายพลระดับสูงเพิ่งเสียชีวิตจากเหตุระเบิดคาร์บอมบ์เมื่อ 2 วันก่อน ซึ่งทางการรัสเซียอ้างว่าเป็นฝีมือของหน่วยข่าวกรองยูเครน

ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปี นับตั้งแต่รัสเซียยกทัพบุกโจมตีเต็มรูปแบบในยูเครน มีบุคคลสำคัญในกองทัพรัสเซียและกระบอกเสียงผู้สนับสนุนสงครามในยูเครนถูกลอบสังหารไปแล้วหลายราย โดยมีหลายครั้งที่หน่วยข่าวกรองของกองทัพยูเครนออกมายอมรับว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (22 ธ.ค.) เกิดระเบิดคาร์บอมบ์บริเวณลานจอดรถทางตอนใต้ของกรุงมอสโก เมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. ทำให้พลโท ฟานิล ซาร์วารอฟ ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรมการปฏิบัติการแห่งคณะเสนาธิการกองทัพรัสเซียเสียชีวิต แต่ยังไม่มีใครออกมาอ้างว่าเป็นผู้ก่อเหตุ

สำหรับกรณีล่าสุด คณะกรรมการสอบสวนแห่งรัฐของรัสเซียระบุว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายเข้าไปหาชายที่ทำตัวผิดปกติ กลับเกิดการระเบิด ทำให้เจ้าหน้าที่ทั้ง 2 นายเสียชีวิต และมีบุคคลที่สามเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ด้วย แต่ยังไม่มีการระบุแน่ชัดว่าบุคคลที่สามนั้นคือใคร

ทางการรัสเซียระบุอีกว่า เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการสืบสวนคดีอาญา ภายใต้กฎหมายมาตราที่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย และการลักลอบค้าอุปกรณ์ระเบิดผิดกฎหมาย

ขณะที่ช่องข่าวอย่างไม่เป็นทางการของรัสเซียในเทเลแกรม (Telegram) อ้างว่า มือระเบิดคือหนึ่งในผู้เสียชีวิต โดยเขาได้จุดชนวนระเบิดในขณะที่ตำรวจเดินเข้าใกล้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลรัสเซียยังไม่มีการยืนยันเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าไต้หวัน ยังไม่พบความเสียหายรุนแรง

แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าไต้หวัน ยังไม่พบความเสียหายรุนแรง

24 ธ.ค. 2568 21:35 น.

แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าไต้หวัน ยังไม่พบความเสียหายรุนแรง

เกิดแผ่นดินไหวระดับ 6.1 ทางตะวันออกเฉียงใต้ของไต้หวัน ทำให้อาคารสั่นสะเทือน แต่ยังไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรงหรือผู้บาดเจ็บ

กรมอุตุนิยมวิทยาของไต้หวันรายงานว่า เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.1 ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะไต้หวัน เมื่อช่วงเย็นของวันพุธที่ 24 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา โดยแรงสั่นสะเทือนส่งผลให้ตัวอาคารในกรุงไทเปสั่นไหว แต่ในขณะนี้ยังไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรงทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน

เหตุแผ่นดินไหวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 17.47 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่ระดับความลึก 11.9 กิโลเมตร ขณะที่สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) ประเมินความรุนแรงไว้ที่ระดับ 6.0

สำนักงานดับเพลิงแห่งชาติระบุว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานความเสียหายต่อระบบโครงข่ายการคมนาคมบนเกาะ ด้านบริษัท TSMC ผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ของไต้หวัน แถลงว่าแรงสั่นสะเทือนยังไม่ถึงระดับที่จำเป็นต้องอพยพพนักงานออกจากโรงงานต่างๆ

กรมอุตุนิยมวิทยาของไต้หวันระบุว่า มีการแจ้งเตือนภัยในหลายพื้นที่ รวมถึงไทเป, เกาสง, ไทจง และไถหนาน โดยวัดระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหวได้ที่ระดับ 4 (จากทั้งหมด 7 ระดับตามมาตรวัดของไต้หวัน) ในพื้นที่เขตฮวาเหลียนและผิงตง

ทั้งนี้ ไต้หวันตั้งอยู่ใกล้กับจุดเชื่อมต่อของแผ่นเปลือกโลก 2 แผ่น จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวได้ง่าย เช่นในปี 2559 เกิดแผ่นดินไหวในภาคใต้ของไต้หวัน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 ศพ หรือในปี 2542 เกิดแผ่นดินไหวระดับ 7.3 คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 2,000 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จับตาใกล้เส้นตายย้ายพรรค “อนุรักษ์นิยม” ไหลรวมศูนย์ 2 สายแกร่งกว่าเดิม

จับตาใกล้เส้นตายย้ายพรรค “อนุรักษ์นิยม” ไหลรวมศูนย์ 2 สายแกร่งกว่าเดิม

24 ธ.ค. 2568 20:48 น.

จับตาใกล้เส้นตายย้ายพรรค “อนุรักษ์นิยม” ไหลรวมศูนย์ 2 สายแกร่งกว่าเดิม

จับตาใกล้เส้นตายย้ายพรรค “อนุรักษ์นิยม” ไหลรวมศูนย์ ภูมิใจไทย-กล้าธรรม ปักธงแกร่งกว่าเดิม ชี้”เพื่อไทย” ไม่หวั่นพลังดูด ยึดพื้นที่เหนียวแน่น

เลือกตั้ง 2569 ใกล้ถึงวันรับสมัคร ปาร์ตี้ลิสต์ และ สส.บัญชีรายชื่อ ที่จะเกิดขึ้นในสุดสัปดาห์นี้ นั่นหมายความว่า หากนักการเมืองต้องการย้ายพรรคสลับขั้น ต้องให้แล้วเสร็จก่อนการรับสมัคร ทำให้ช่วงนี้ฝุ่นตลบ แต่ก็น่าจับตาว่า ผู้สมัครในขั้นของพรรคอนุรักษ์นิยมเดิม มีการย้ายพรรคมากขึ้น

หากประเมินการย้ายพรรคของผู้สมัคร ในสายอนุรักษ์นิยม รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์สถานการณ์การเตรียมความพร้อมก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า ได้เกิดปรากฏการณ์ “สส.ไหล” ในวงกว้าง โดยมีปัจจัยสำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก กติกาการเลือกตั้งที่เอื้ออำนวยต่อการเคลื่อนย้ายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และประการที่สอง ระยะเวลากรอบการเลือกตั้งที่ค่อนข้างสั้น เหลือเพียงราว 40 กว่าวันนับจากปัจจุบัน ทำให้แต่ละพรรคการเมืองต้องเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อแสวงหาความได้เปรียบ

เมื่อระยะเวลาหาเสียงมีจำกัด ฐานเสียงหรือคะแนนนิยมของพรรคการเมืองมักไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ส่งผลให้หลายพรรคเลือกใช้ “ทางลัด” ในการแข่งขันทางการเมือง ด้วยการดึงตัว หรือ “ช็อปปิ้ง สส.” เพื่อเพิ่มโอกาสคว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับหลักการหรือเอกภาพภายในพรรคเท่าที่ควร

ขณะเดียวกัน หากกฎหมายรัฐธรรมนูญยังไม่ได้รับการแก้ไข รูปแบบและปัญหาเดิมก็มีแนวโน้มจะเกิดซ้ำ เช่นเดียวกับการเลือกตั้งในปี 2562 และ 2566 กล่าวคือ จะยังคงมี “กติกา 2 ระดับ” ทั้งในสนามเลือกตั้ง และในขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งกติกาลักษณะนี้ไม่สามารถสะท้อนเจตจำนงของประชาชนได้อย่างแท้จริง เนื่องจากผลการเลือกตั้งที่ประชาชนตัดสินใจอาจไม่ถูกถ่ายทอดไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎรตามความต้องการของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา

การเคลื่อนย้ายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในช่วงก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ เปรียบเสมือนกระแสน้ำที่ไหลรวมกันเป็นหลายสาย ตั้งแต่แม่น้ำสายใหญ่ สายกลาง ไปจนถึงสายเล็ก โดยแม่น้ำสายใหญ่หมายถึงกระแสการย้ายไปสู่พรรคภูมิใจไทย ขณะที่แม่น้ำสายกลางคือ กระแสที่ไหลไปสู่พรรคกล้าธรรม

ส่วนแม่น้ำสายเล็กอาจไหลไปยังพรรคเพื่อไทย หรือพรรคการเมืองที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ในภาพรวม แม่น้ำสายใหญ่และสายกลางถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างมีนัยสำคัญ โดยต้นน้ำของกระแสน้ำสำคัญทั้งสองสาย ส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ของพรรคชาติไทยพัฒนา รองลงมาคือพรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคพลังประชารัฐ สะท้อนให้เห็นถึงการปรับขั้วและการรวมกลุ่มของนักการเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนการเลือกตั้ง

พรรคการเมืองอนุรักษ์นิยมล่มสลาย?

สำหรับกลุ่มพรรคการเมืองสายอนุรักษ์นิยม รศ.ดร.ยุทธพร มองว่า ไม่น่าจะเกิดภาวะล่มสลาย แต่กลับมีแนวโน้มจะรวมตัวกันมากขึ้น จากเดิมที่กระจายตัวเป็นหลายสายย่อย อาจไหลรวมกันเป็นกระแสหลักที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม พร้อมทั้งเสริมพลังทางการเมืองให้แข็งแรงยิ่งขึ้น

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า กระบวนการเลือกตั้งในครั้งนี้อาจไม่สามารถถ่ายทอดเจตจำนงของประชาชนได้อย่างแท้จริง เนื่องจากการตัดสินใจของ สส. ในสภาไม่ได้ยึดโยงกับทิศทางคะแนนเสียงของประชาชนอย่างชัดเจน และยังคงดำเนินไปภายใต้เกณฑ์การจัดตั้งรัฐบาลในรูปแบบเดิม

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้จัดการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ผลปรากฏว่าพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ทั้งสองครั้ง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เจตจำนงของประชาชนยังมีบทบาทจำกัดอย่างยิ่งในกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้กติกาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

สำหรับพรรคเพื่อไทย แม้ก่อนหน้านี้จะมีกระแสดราม่าเกี่ยวกับการโยกย้ายออกของ สส. ในพรรคเพื่อไทย แต่ รศ.ดร.ยุทธพร มองว่า ตนยืนยันมาตลอดว่าพรรคเพื่อไทยยังมีโอกาสได้ สส. ประมาณ 100 ที่นั่ง เพราะฐานคะแนนเสียงของพรรคยังคงอยู่ แม้ว่าผลการเลือกตั้งล่าสุดในสนามเลือกตั้งซ่อม พรรคเพื่อไทยจะแพ้ 2 สนามและชนะเพียง 1 สนาม แต่คะแนนเสียงโดยรวมไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โจทย์สำคัญสำหรับพรรคตอนนี้คือการปรับโครงสร้างพรรคและหาฐานคะแนนเสียงใหม่มาเสริม

ในเรื่องสถานการณ์การย้ายพรรคในตอนนี้มีแนวโน้มสงบลง เนื่องจากหลายพรรคเริ่มประกาศรายชื่อ สส. บัญชีรายชื่อและแคนดิเดตออกมาแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามต่อไปว่า สส. ที่ย้ายพรรคในช่วงที่ผ่านมา จะเปลี่ยนใจกลับไปสู่พรรคเดิมในโค้งสุดท้ายหรือไม่

รัสเซียประกาศแผนสร้าง “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์” ภายในปี 2036 รองรับสถานีวิจัยร่วมรัสเซีย–จีน

รัสเซียประกาศแผนสร้าง "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์" ภายในปี 2036 รองรับสถานีวิจัยร่วมรัสเซีย–จีน

24 ธ.ค. 2568 15:52 น.

รัสเซียประกาศแผนสร้าง “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์” ภายในปี 2036 รองรับสถานีวิจัยร่วมรัสเซีย–จีน

รัสเซียประกาศแผนพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ภายในปี 2036 เพื่อจ่ายพลังงานให้โครงการสำรวจดวงจันทร์และสถานีวิจัยนานาชาติร่วมกับจีน เดินหน้าสู่ภารกิจระยะยาวบนดวงจันทร์ท่ามกลางการแข่งขันของชาติมหาอำนาจ

รัฐวิสาหกิจอวกาศรัสเซีย “รอสคอสมอส” ระบุว่าเป้าหมายคือการจัดหาไฟฟ้าให้ยานสำรวจบนผิวดวงจันทร์ รถโรเวอร์ หอดูดาว และโครงสร้างพื้นฐานของสถานีวิจัยร่วมรัสเซีย–จีน พร้อมลงนามสัญญากับบริษัทการบินและอวกาศ Lavochkin สำหรับการก่อสร้าง 

แม้ในแถลงการณ์ล่าสุดจะไม่ได้ใช้คำว่า “นิวเคลียร์” โดยตรง แต่รอสคอสมอสระบุชัดเจนว่าผู้ที่มีส่วนร่วมหลักในโครงการนี้คือ Rosatom (รัฐวิสาหกิจพลังงานปรมาณูของรัสเซีย) และ สถาบันคูร์ชาตอฟ (Kurchatov Institute) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยนิวเคลียร์ชั้นนำของประเทศ จึงเป็นที่แน่ชัดว่าโรงไฟฟ้าแห่งนี้จะใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อจ่ายไฟให้กับรถสำรวจ, ศูนย์สังเกตการณ์  และระบบสนับสนุนชีวิตบนดวงจันทร์

นายดมิทรี บาคานอฟ หัวหน้าคนปัจจุบันของรอสคอสมอส ยืนยันว่าเป้าหมายหลักคือการติดตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อการสำรวจดวงจันทร์อย่างยั่งยืน และยังมีแผนขยายการสำรวจไปยังดาวศุกร์ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “ดาวฝาแฝด” ของโลกอีกด้วย

ความร่วมมือนี้มีจุดเริ่มต้นจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อปี 2021 และมีการขยายความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รัสเซียและจีนได้ลงนามความร่วมมือเฉพาะด้านในการสร้างโรงไฟฟ้าบนดวงจันทร์ ซึ่งตามแผนโรดแมประบุว่า ช่วงปี 2033-2035 จะเริ่มส่งมอบและติดตั้งส่วนประกอบโรงไฟฟ้า รวมถึงภารกิจร่วม 5 ครั้ง เพื่อขนส่งโมดูลเข้าสู่ดาวบริวารและติดตั้งบนพื้นผิวดวงจันทร์ ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างสถานีวิจัยที่ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงแบบถาวร

นับตั้งแต่ ยูริ กาการิน เป็นมนุษย์คนแรกที่ขึ้นสู่อวกาศในปี 1961 รัสเซียแสดงความภาคภูมิใจในฐานะผู้นำมาตลอด แต่ในช่วงไม่กี่ทศวรรษหลังกลับเริ่มล้าหลังสหรัฐฯ และจีน โดยเฉพาะความล้มเหลวของภารกิจ “Luna-25” เมื่อเดือนสิงหาคม 2023 ที่ยานพุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์ รวมถึงการก้าวขึ้นมาของ SpaceX โดย อีลอน มัสก์ ที่เข้ามาแย่งชิงตลาดการขนส่งอวกาศ

การประกาศสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นความพยายามครั้งสำคัญของรัสเซียในการยกระดับจากการส่งยานไปสำรวจแบบครั้งคราว เป็นการสร้าง “อาณานิคมทางวิทยาศาสตร์” ระยะยาวบนดวงจันทร์ที่มีระยะห่างจากโลกกว่า 384,400 กิโลเมตร.

ที่มา Reuters / Interfax

ระเบิดกลางกรุงมอสโก ตำรวจดับ 2 นาย ใกล้จุดเกิดคาร์บอมบ์สังหารนายพลรัสเซีย

ระเบิดกลางกรุงมอสโก ตำรวจดับ 2 นาย ใกล้จุดเกิดคาร์บอมบ์สังหารนายพลรัสเซีย

24 ธ.ค. 2568 14:42 น.

ระเบิดกลางกรุงมอสโก ตำรวจดับ 2 นาย ใกล้จุดเกิดคาร์บอมบ์สังหารนายพลรัสเซีย

เกิดเหตุสะเทือนขวัญซ้ำซ้อนในกรุงมอสโก เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจรัสเซีย 2 นายถูกสังหารด้วยแรงระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่ โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพิกัดที่ใกล้เคียงกับจุดที่พลโท ฟานิล ซาร์วารอฟ นายทหารระดับสูงของรัสเซียถูกลอบสังหารด้วยคาร์บอมบ์ไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

คณะกรรมการสอบสวนแห่งรัฐของรัสเซียแถลงว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อตำรวจ 2 นายสังเกตเห็นชายคนหนึ่งมีพฤติกรรมพิรุธและท่าทางแปลกๆ จึงตัดสินใจเข้าตรวจสอบ แต่ในระหว่างนั้นได้เกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลให้ตำรวจทั้ง 2 นายเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ยังมีบุคคลที่สามเสียชีวิตในเหตุการณ์ด้วยอีก 1 ราย แต่ทางการยังไม่มีการระบุตัวตนแน่ชัดว่าเป็นใคร

อย่างไรก็ตาม ช่องข่าวในเทเลแกรมของรัสเซีย รายงานข้อมูลอ้างว่า ผู้เสียชีวิตรายที่สามก็คือตัว “มือระเบิด” เอง ซึ่งทำการจุดชนวนระเบิดพลีชีพในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเดินเข้าไปใกล้

สิ่งที่ทำให้ทางการรัสเซียให้ความสำคัญกับคดีนี้เป็นพิเศษ คือสถานที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ใกล้กับจุดที่พลโท ฟานิล ซาร์วารอฟ ผู้อำนวยการฝ่ายฝึกอบรมปฏิบัติการกองทัพบกของเสนาธิการทหารรัสเซีย ถูกสังหารโดยระเบิดที่ติดตั้งไว้ใต้รถยนต์เมื่อสองวันก่อน ซึ่งทางการรัสเซียเชื่อมั่นว่าเป็นฝีมือของหน่วยข่าวกรองยูเครน

ในขณะที่ฝั่งยูเครนยังไม่มีการแถลงยอมรับอย่างเป็นทางการ แต่เว็บไซต์ Myrotvorets ซึ่งเป็นฐานข้อมูลไม่เป็นทางการของยูเครนที่รวบรวมรายชื่อบุคคลที่ถูกระบุว่าเป็นอาชญากรสงครามหรือผู้ทรยศ ได้อัปเดตสถานะของนายพลซาร์วารอฟวัย 56 ปีรายนี้ว่าถูก “กำจัด” เรียบร้อยแล้ว

ปัจจุบันทางการรัสเซียได้เปิดสำนวนคดีอาญาในข้อหา “ฆาตกรรมเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย” และ “การค้าหรือครอบครองวัตถุระเบิดโดยผิดกฎหมาย” โดยตลอดช่วงเกือบ 4 ปีของความขัดแย้งที่ผ่านมา มีบุคคลสำคัญในกองทัพรัสเซียและผู้สนับสนุนสงครามจำนวนมากถูกลอบสังหารอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหน่วยข่าวกรองทหารของยูเครนเคยยอมรับว่าอยู่เบื้องหลังในหลายปฏิบัติการ

ขณะนี้พื้นที่โดยรอบที่เกิดเหตุถูกสั่งปิดกั้นอย่างแน่นหนา เพื่อให้หน่วยพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบหาความเชื่อมโยงระหว่างเหตุระเบิดพลีชีพในครั้งนี้กับคดีสังหารนายพลซาร์วารอฟก่อนหน้านี้.

ที่มา Reuters

ออสเตรเลียสั่งเนรเทศชายอังกฤษ ปมโพสต์สัญลักษณ์นาซี-ยุยงความรุนแรง

ออสเตรเลียสั่งเนรเทศชายอังกฤษ ปมโพสต์สัญลักษณ์นาซี-ยุยงความรุนแรง

24 ธ.ค. 2568 13:13 น.

ออสเตรเลียสั่งเนรเทศชายอังกฤษ ปมโพสต์สัญลักษณ์นาซี-ยุยงความรุนแรง

ชายชาวอังกฤษวัย 43 ปีในรัฐควีนส์แลนด์ถูกจับกุมและเพิกถอนวีซ่า หลังถูกกล่าวหาเผยแพร่สัญลักษณ์และแนวคิดนาซีทางสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมยุยงความรุนแรงต่อชุมชนยิว ทางการควบคุมตัวรอขึ้นศาลเดือนมกราคม เดินหน้ากวาดล้างอาชญากรรมจากความเกลียดชังท่ามกลางกระแสขวาจัดเพิ่มสูง

กระทรวงมหาดไทยออสเตรเลียประกาศเพิกถอนวีซ่าชายชาวอังกฤษวัย 43 ปี ซึ่งพำนักในรัฐควีนส์แลนด์ และนำตัวเข้าสถานกักกันตรวจคนเข้าเมืองที่เมืองบริสเบน โดยชายคนดังกล่าวถูกตั้งข้อหาหลายกระทงจากการเผยแพร่สัญลักษณ์นาซี การสนับสนุนอุดมการณ์นาซี และการยั่วยุให้ใช้ความรุนแรงต่อชุมชนยิวผ่านบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ คดีมีกำหนดพิจารณาในศาลช่วงเดือนมกราคม

โทนี เบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออสเตรเลีย ระบุชัดว่า ผู้ต้องหา “เดินทางมาเพื่อเผยแพร่ความเกลียดชัง จึงไม่มีสิทธิอยู่ต่อ” พร้อมย้ำว่าผู้พำนักด้วยวีซ่าอยู่ในประเทศในฐานะแขก และต้องปฏิบัติตามกฎหมายออสเตรเลีย

ตำรวจเปิดเผยว่าเริ่มสืบสวนตั้งแต่เดือนตุลาคมหลังพบการโพสต์เนื้อหาเข้าข่ายใช้สัญลักษณ์แห่งความเกลียดชัง บัญชีของผู้ต้องหาบนแพลตฟอร์ม X ถูกบล็อก แต่ผู้ต้องหาสร้างบัญชีใหม่และโพสต์เนื้อหาที่เป็นอันตรายต่อไป เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านพักในย่านคาบูลเจอร์ ชานเมืองบริสเบน เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน พบโทรศัพท์ อาวุธ และดาบหลายเล่มที่มีสัญลักษณ์นาซี

ผู้ต้องหาถูกตั้งข้อหา 3 กระทงในฐานะแสดงสัญลักษณ์นาซีที่ถูกห้าม และ 1 กระทงจากการใช้สื่ออินเทอร์เน็ตก่อให้เกิดความขุ่นเคืองและอันตรายต่อสังคม ทั้งยังอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะเลื่อนการส่งกลับประเทศเพื่อให้ขึ้นศาลในเดือนหน้า หรือให้เดินทางออกโดยสมัครใจ ทั้งนี้ ผู้ต้องหามีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งเพิกถอนวีซ่า

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนที่แล้ว เบิร์กได้เพิกถอนวีซ่าชายชาวแอฟริกาใต้ที่พำนักตั้งแต่ปี 2022 หลังปรากฏภาพเข้าร่วมชุมนุมนีโอนาซีหน้ารัฐสภารัฐนิวเซาท์เวลส์

ออสเตรเลียได้ปรับกฎหมายอาชญากรรมจากความเกลียดชังเข้มงวดขึ้นในปีนี้ กำหนดโทษจำคุกภาคบังคับสำหรับผู้แสดงสัญลักษณ์แห่งความเกลียดชังหรือทำความเคารพแบบนาซี เจ้าหน้าที่ตำรวจย้ำว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อผู้ละเมิดเพื่อปกป้องความปลอดภัยและความเข้มแข็งของสังคมพหุวัฒนธรรม.

ที่มา BBC