หมอกหนาทึบปกคลุมหลายมณฑลของจีน กระทบการสัญจรอย่างหนัก

หมอกหนาทึบปกคลุมหลายมณฑลของจีน กระทบการสัญจรอย่างหนัก

1 พ.ย. 2568 09:46 น.

หมอกหนาทึบปกคลุมหลายมณฑลของจีน กระทบการสัญจรอย่างหนัก

หมอกหนาทึบปกคลุมหลายมณฑลของจีน การจราจรถูกกระทบหนัก มีรายงานว่าบางพื้นที่ทัศนวิสัยในการมองเห็นต่ำกว่า 20 เมตร

หมอกหนาทึบปกคลุมพื้นที่ทางตอนเหนือและตะวันออกของจีน ส่งผลให้การจราจรบนถนนและทางหลวงหลายสายต้องหยุดชะงัก โดยเฉพาะในมณฑลเหอเป่ย เหอหนาน อันฮุย และเจียงซู

ในมณฑลเหอเป่ย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด หมอกหนาในเมืองหานตานเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ทำให้ทัศนวิสัยบางจุดลดลงเหลือต่ำกว่า 20 เมตร รถยนต์ต้องเปิดไฟตัดหมอกและสัญญาณฉุกเฉินเพื่อขับอย่างระมัดระวัง ขณะที่หลายพื้นที่ของมณฑลยังคงมีหมอกหนาปกคลุมตลอดช่วงเที่ยงวัน

ส่วนมณฑลเหอหนาน ทางตอนกลางของจีน ได้รับผลกระทบงวงกว้างเช่นกัน โดยศูนย์อุตุนิยมวิทยาเหอหนานออกประกาศเตือนภัยหมอกในระดับสีเหลือง ตั้งแต่ช่วงเย็นวันพฤหัสบดี ครอบคลุมกว่า 30 เมือง รวมถึงนครหลวงเจิ้งโจว ซึ่งทัศนวิสัยลดลงต่ำกว่า 200 เมตร ทำให้การเดินทางในช่วงเช้าเป็นไปอย่างยากลำบาก

ที่มณฑลเจียงซู เมืองเหลียนหยุนกังต้องปิดทางเข้าทางด่วน 3 แห่งตั้งแต่ช่วงตี 2 ของวันศุกร์ เนื่องจากหมอกหนาจัด ก่อนจะเปิดใช้งานอีกครั้งในช่วงสายหลังหมอกเริ่มจางลง ขณะที่มณฑลอันฮุยทางตะวันออกของประเทศ ก็ออกประกาศเตือนภัยหมอก ในระดับสีเหลืองเช่นกัน โดยหมอกหนาปกคลุมพื้นที่ทางเหนือของแม่น้ำแยงซี รวมถึงเมืองเหอเฟย เมืองเอกของมณฑล

ข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาอันฮุยระบุว่า ทัศนวิสัยในหลายพื้นที่ลดลงเหลือต่ำกว่า 500 เมตร และบางจุดต่ำกว่า 200 เมตร ทำให้ต้องปิดด่านเก็บเงินบนทางหลวงกว่า 85 แห่งชั่วคราว ก่อนกลับมาเปิดอีกครั้งในช่วงสายวันศุกร์

เจ้าหน้าที่เตือนประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกของจีนให้เพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะในช่วงเช้ามืดและช่วงค่ำของสุดสัปดาห์นี้ เนื่องจากมีแนวโน้มที่หมอกหนาอาจกลับมาปกคลุมอีกระลอก หากสภาพอากาศยังคงมีความชื้นสูงและลมสงบ.

ที่มา : Newsflare

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หมอกหนาจัด

ปิดตำนานขบวนการ 5 สี “ซูเปอร์ เซ็นไต” ซีรีส์ต้นฉบับ “พาวเวอร์ เรนเจอร์ส” หลังออกอากาศมาครึ่งศตวรรษ

ปิดตำนานขบวนการ 5 สี "ซูเปอร์ เซ็นไต" ซีรีส์ต้นฉบับ "พาวเวอร์ เรนเจอร์ส" หลังออกอากาศมาครึ่งศตวรรษ

1 พ.ย. 2568 07:34 น.

ปิดตำนานขบวนการ 5 สี “ซูเปอร์ เซ็นไต” ซีรีส์ต้นฉบับ “พาวเวอร์ เรนเจอร์ส” หลังออกอากาศมาครึ่งศตวรรษ

ภาพ : Power Rangers

“ซูเปอร์ เซ็นไต” ขบวนการยอดมนุษย์ 5 สี ซีรีส์ต้นฉบับของ “พาวเวอร์ เรนเจอร์ส” เตรียมปิดฉากหลังออกอากาศยาวนานครึ่งศตวรรษ เหตุรายได้สินค้าลิขสิทธิ์และอีเวนต์ไม่พอชดเชยต้นทุน ด้านแฟนคลับทั่วโลกสุดอาลัย

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า ซีรีส์ฮีโร่ระดับตำนานของญี่ปุ่นอย่าง “ซูเปอร์ เซ็นไต” (Super Sentai) ซึ่งเป็นต้นแบบของขบวนการฮีโร 5 สี ซีรีส์ดัง “พาวเวอร์ เรนเจอร์ส” (Power Rangers) ของสหรัฐฯ เตรียมจะอวสานหลังจากออกอากาศต่อเนื่องยาวนานถึง 50 ปี โดยแหล่งข่าวระบุว่า ยอดขายสินค้าของเล่นและกิจกรรมต่าง ๆ ลดลงจนไม่สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการผลิตได้ ขณะที่สถานีโทรทัศน์ ทีวี อาซาฮี ผู้ผลิตรายการ ปฏิเสธให้ความเห็นเกี่ยวกับ แผนผังรายการในอนาคต

ซีรีส์ซูเปอร์ เซ็นไต  ออกอากาศครั้งแรกในปี พ.ศ. 2518 มีเอกลักษณ์คือกลุ่มวัยรุ่น 5 คนที่สามารถแปลงร่างเป็นยอดมนุษย์สวมชุดหลากสี ต่อสู้กับเหล่ามนุษย์ต่างดาว ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของพาวเวอร์ เรนเจอร์ส และซีรีส์ฮีโร่อื่น ๆ ทั่วเอเชีย

รายการนี้ไม่เพียงเป็นพื้นที่แจ้งเกิดของนักแสดงญี่ปุ่นมากมาย แต่ยังเป็นเครื่องมือส่งเสริมการตลาดของเล่น เสื้อผ้า และของสะสมอีกด้วย แฟนการ์ตูนและของเล่นทั่วโลกต่างมองว่าซูเปอร์ เซ็นไต คือประตูสู่โลกวัฒนธรรมฮีโร่และมังงะของญี่ปุ่น

โดยข่าวการปิดฉากซูเปอร์ เซ็นไต ทำให้แฟน ๆ และคนดังต่างร่วมแสดงความเสียใจ ดาราสาวชื่อดัง เคโกะ คิตางาวะ โพสต์ข่าวพร้อมข้อความว่า “สิ้นหวัง” ซึ่งมียอดเข้าชมบน X กว่า 15 ล้านครั้ง ขณะที่นักแสดง ยะสุฮิสะ ฟุรุฮาระ ผู้เคยรับบทเป็นหนึ่งในฮีโร่ของทีม กล่าวอย่างภาคภูมิว่า “ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์”

ขณะเดียวกัน แฟนคลับจำนวนมากโพสต์รำลึกความทรงจำ หลายคนเล่าว่าพ่อแม่เคยดูซูเปอร์ เซ็นไต ตอนเด็ก ๆ และตอนนี้ลูก ๆ ของพวกเขาก็กำลังดูภาคปัจจุบันอยู่ พร้อมระบุว่าน่าเสียดายอย่างมาก และตั้งคำถามว่า ต่อไปเด็กผู้ชายยุคนี้จะดูอะไรกัน.

ที่มา KyodoNews

สหรัฐฯ -อินเดียลงนามสัญญาความร่วมมือด้านกลาโหมระยะ 10 ปี ท่ามกลางความตึงเครียดจากมาตรการภาษีทรัมป์

สหรัฐฯ -อินเดียลงนามสัญญาความร่วมมือด้านกลาโหมระยะ 10 ปี ท่ามกลางความตึงเครียดจากมาตรการภาษีทรัมป์

1 พ.ย. 2568 06:25 น.

สหรัฐฯ -อินเดียลงนามสัญญาความร่วมมือด้านกลาโหมระยะ 10 ปี ท่ามกลางความตึงเครียดจากมาตรการภาษีทรัมป์

สหรัฐฯ -อินเดียลงนามสัญญาความมั่นคงระยะยาว 10 ปี หวังยกระดับการแบ่งปันข้อมูล เทคโนโลยีความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ท่ามกลางความตึงเครียดจากมาตรการภาษีทรัมป์ที่เล่นงานอินเดียหนักถึง 50%

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 นายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ และ นายราจนาถ สิงห์ รัฐมนตรีกลาโหมอินเดียร่วมลงนามในกรอบข้อตกลงความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระยะเวลา 10 ปี หลังการประชุมร่วมกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซีย 

โดยนายเฮกเซธ ระบุว่า ข้อตกลงฉบับนี้จะช่วยเสริมสร้างการประสานงาน การแบ่งปันข้อมูล และความร่วมมือทางเทคโนโลยี รวมทั้งส่งเสริมเสถียรภาพและการป้องปรามในภูมิภาค  โดยจะเป็นแนวทางเชิงนโยบายให้กับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศในระยะยาว

ด้านนายราจนาถ สิงห์ ระบุว่า นี่คือสัญญาณแห่งความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และจะเปิดศักราชใหม่แห่งพันธมิตรระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ ความร่วมมือด้านกลาโหมยังคงเป็นเสาหลักสำคัญของความสัมพันธ์ทวิภาคี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการคงไว้ซึ่งภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เสรี เปิดกว้าง และยึดหลักกติกา 

ทั้งนี้ ข้อตกลงฉบับนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ และอินเดีย พยายามเจรจาข้อตกลงการค้าใหม่ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดีย 50% รวมถึงบทลงโทษเพิ่มเติม 25% สำหรับการซื้อน้ำมันและอาวุธจากรัสเซีย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทั้งสองประเทศอยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงทางการค้าฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะบรรลุผลภายในเดือนพฤศจิกายนนี้.

ที่มา BBC

ภาพ Pete Hegseth/Twitter

ตร.กัมพูชาบุกจับเครือข่ายจีน-กัมพูชา เปิดโกดังกลางพนมเปญ ลอบนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีสแกมเมอร์

ตร.กัมพูชาบุกจับเครือข่ายจีน-กัมพูชา เปิดโกดังกลางพนมเปญ ลอบนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีสแกมเมอร์

1 พ.ย. 2568 04:21 น.

ตร.กัมพูชาบุกจับเครือข่ายจีน-กัมพูชา เปิดโกดังกลางพนมเปญ ลอบนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีสแกมเมอร์

ตร.กัมพูชาบุกค้นโกดังในกรุงพนมเปญ ยึดของกลางมือถือกว่า 2,000 เครื่อง คอมพิวเตอร์หลายร้อยชุด พร้อมซิมการ์ดนับหมื่นใบ จับผู้ต้องหา 7 ราย ทั้งชาวจีนและกัมพูชา พัวพันขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวเฟรชนิวส์ ของกัมพูชารายงานว่า ตำรวจกัมพูชานำชุดปฏิบัติการพิเศษ บุกตรวจค้นบ้านพักกลางกรุงพนมเปญที่ถูกใช้เป็นสถานที่นำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์เทคโนโลยีและสื่อสาร เพื่อสนับสนุนขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ โดยตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 7 คน เป็นชาวจีน 3 คน รวมหัวหน้าเครือข่าย และชาวกัมพูชา 4 คน

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบของกลางจำนวนมาก อาทิ โทรศัพท์มือถือ 2,323 เครื่อง  อุปกรณ์อินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink 12 ชุด  หน้าจอ LCD 48 เครื่อง  คอมพิวเตอร์แบบ All-in-One 447 เครื่อง  เคสคอมพิวเตอร์ 147 ชุด จอมอนิเตอร์ 239 เครื่อง  เครื่องชาร์จโทรศัพท์หลายเครื่องพร้อมกัน 343 ชุด  เราเตอร์ Wi-Fi 89 เครื่อง และซิมการ์ดจากต่างประเทศกว่า 18,950 ใบ รวมถึงซิมท้องถิ่นอีกจำนวนมาก

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า อุปกรณ์ทั้งหมดถูกใช้เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะซิมการ์ดจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ ตุรกี ไทย เวียดนาม มาเลเซีย เม็กซิโก สเปน และอิตาลี ซึ่งถูกนำไปสร้างบัญชีปลอมบนแอปพลิเคชันต่าง ๆ รวมถึงเปิดบัญชีธนาคารปลอม เพื่อใช้หลอกลวงเหยื่อในหลายประเทศ

ผู้ต้องหาทั้งหมดรับสารภาพว่า ได้รับคำสั่งให้นำอุปกรณ์ไปส่งตามจังหวัดต่าง ๆ ของกัมพูชา เพื่อสนับสนุนฐานปฏิบัติการหลอกลวงทางออนไลน์ในพื้นที่อื่น ๆ

หลังปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางให้พนักงานอัยการศาลเทศบาลพนมเปญดำเนินคดีตามกฎหมาย และอยู่ระหว่างขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการและแหล่งนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ผิดกฎหมาย เพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป.

ที่มา Fresh News

พายุเฮอริเคน “เมลิสซา” พัดถล่มแคริบเบียน ยอดดับพุ่ง 49 ศพ จาเมกาอ่วมหนัก ไร้น้ำไฟนานหลายวัน

พายุเฮอริเคน “เมลิสซา” พัดถล่มแคริบเบียน ยอดดับพุ่ง 49 ศพ จาเมกาอ่วมหนัก ไร้น้ำไฟนานหลายวัน

31 ต.ค. 2568 23:13 น.

พายุเฮอริเคน “เมลิสซา” พัดถล่มแคริบเบียน ยอดดับพุ่ง 49 ศพ จาเมกาอ่วมหนัก ไร้น้ำไฟนานหลายวัน

เฮอริเคนเมลิสซา พัดถล่มจาเมกา และเฮติ คร่าแล้ว 49 ศพ บ้านเรือนของประชาชนพังราบ หน่วยกู้ภัยเข้าถึงยาก ถนนขาด น้ำ-ไฟดับทั่วเกาะ ประชาชนหลายหมื่นคนรอความช่วยเหลือ ขณะที่คิวบาอพยพกว่า 7 แสนคน

วันที่ 30 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตจาก พายุเฮอร์ริเคน “เมลิสซา” ( Melissa) เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 49 ศพ ในภูมิภาคแคริบเบียน โดยเฉพาะที่จาเมกาเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 19 ศพ และใน เฮติมีผู้เสียชีวิตอีก 30 ศพ ขณะที่หลายพื้นที่ยังถูกตัดขาดจากโลกภายนอก

ดานา มอร์ริส ดิกสัน รัฐมนตรีสารสนเทศของจาเมกาเผยว่า  มีชุมชนทั้งหมู่บ้านที่ถูกตัดขาด และบางพื้นที่แทบราบเรียบ  โดยเฉพาะทางตะวันตกของประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ไฟฟ้าและน้ำประปาใช้ไม่ได้ทั่วเกาะ ประชาชนหลายพันคนต้องช่วยกันกู้ซากบ้านเรือนและทรัพย์สินจากโคลนและน้ำท่วม

แม้สนามบินหลักในกรุงคิงส์ตันกลับมาเปิดใช้งานได้บางส่วน แต่สนามบินภูมิภาคหลายแห่งยังไม่สามารถให้บริการเต็มที่ ถนนหลายสายพังเสียหายจนขนส่งความช่วยเหลือไม่ได้ อาทิ เส้นทางจากเมืองแมนเดวิลถึงแบล็คริเวอร์ ซึ่งปกติใช้เวลา 1 ชั่วโมง ต้องใช้เวลากว่า 8 ชั่วโมง เพราะถนนพังและเต็มไปด้วยต้นไม้หักโค่น

ภาพดาวเทียมเผยให้เห็นว่าหมู่บ้านบางแห่งในจาเมกาแทบถูกพายุถล่มจนไม่เหลือสิ่งปลูกสร้าง ขณะที่ชาวบ้านจำนวนมากบอกว่าไม่มีคำใดอธิบายความเสียหายได้

โดยที่ เฮติ พายุก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันจากแม่น้ำล้นตลิ่งที่เมือง เปอตีต์-โกฟ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30 ศพ และประชาชนราว 15,000 คน ต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิงกว่า 120 แห่ง ตามรายงานขององค์การสหประชาชาติ

ส่วนใน คิวบา ทางการระบุว่ามีประชาชนกว่า 3 ล้านคน เผชิญสภาวะเสี่ยงชีวิต จากพายุ แต่สามารถอพยพได้แล้วราว 735,000 คน ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่มีชุมชนกว่า 240 แห่ง ถูกตัดขาดจากน้ำท่วมและดินถล่ม

พายุเมลิสซาขึ้นฝั่งที่จาเมกาเมื่อวันอังคาร ที่ผ่านมา ด้วยความเร็วลมสูงสุดถึง 295 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จัดเป็นพายุระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ก่อนจะเคลื่อนต่อไปถล่มเฮติ คิวบา และมุ่งหน้าสู่เบอร์มิวดา.

ทรัมป์กำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน เน้นคนผิวขาวแอฟริกาใต้

ทรัมป์กำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน เน้นคนผิวขาวแอฟริกาใต้

31 ต.ค. 2568 15:22 น.

ทรัมป์กำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน เน้นคนผิวขาวแอฟริกาใต้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กำหนดเพดานการรับผู้ลี้ภัยเข้าประเทศในปีงบประมาณ 2026 ไว้เพียง 7,500 คน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ตามเอกสารจากทำเนียบขาวที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี (30 ต.ค.) โดยระบุว่าการรับผู้ลี้ภัยจะมุ่งเน้นไปที่ชาวแอฟริกาใต้เชื้อสายยุโรป หรือ “อัฟริคานเนอร์”

ในเอกสารกำหนดผู้ลี้ภัยประจำปีลงวันที่ 30 กันยายน ทรัมป์ระบุว่าการรับผู้ลี้ภัยจะมุ่งเน้นไปที่ชาวแอฟริกาใต้เชื้อสายยุโรป หรือ “อัฟริคานเนอร์” ทรัมป์อ้างว่าชาวอัฟริคานเนอร์เผชิญกับการประหัตประหารจากเชื้อชาติในประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นคนผิวสี แม้ว่ารัฐบาลแอฟริกาใต้จะปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ตาม

ทั้งนี้ ตัวเลข 7,500 คน นับว่าลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ลี้ภัย 100,000 คน ที่ได้รับอนุญาตภายใต้รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในปีงบประมาณ 2024

ทรัมป์เคยสั่งระงับการรับผู้ลี้ภัยทั้งหมดเมื่อเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม โดยกล่าวว่าจะเริ่มใหม่ก็ต่อเมื่อเป็น “ผลประโยชน์สูงสุดของสหรัฐฯ” เท่านั้น และไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เขาได้เริ่มความพยายามที่จะรับชาวอัฟริคานเนอร์ ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มสนับสนุนผู้ลี้ภัย โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าจนถึงต้นเดือนกันยายน มีชาวแอฟริกาใต้เพียง 138 คน เท่านั้นที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้

ในเอกสารที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี ทรัมป์กล่าวว่ารัฐบาลของเขาจะพิจารณารับ “เหยื่อของการเลือกปฏิบัติที่ผิดกฎหมายหรือไม่เป็นธรรมในมาตุภูมิของตน” เข้ามาด้วย นอกจากนี้ เอกสารภายในที่ร่างโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อเดือนเมษายนยังชี้ให้เห็นว่าอาจมีการให้ความสำคัญกับชาวยุโรป ที่ถูกกำหนดเป้าหมายเนื่องจากการแสดงความคิดเห็นบางอย่าง เช่น การต่อต้านการย้ายถิ่นฐานจำนวนมากหรือการสนับสนุนพรรคการเมืองประชานิยม แม้ว่ากลุ่มชาวยุโรปและกลุ่มอื่น ๆ จะไม่ได้ถูกระบุชื่อในแผนผู้ลี้ภัยที่เปิดเผยต่อสาธารณะของทรัมป์ก็ตาม

กฎหมายของสหรัฐฯ กำหนดให้ฝ่ายบริหารต้องปรึกษาหารือกับสมาชิกสภาคองเกรสก่อนการกำหนดจำนวนผู้ลี้ภัย แต่สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคเดโมแครตระบุเมื่อวันที่ 30 กันยายนว่า การประชุมดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้น

สส. เจมี่ รัสกิน สว. ดิก เดอร์บิน และสมาชิกสภานิติบัญญัติพรรคเดโมแครตคนอื่น ๆ ได้ออกแถลงการณ์ว่า การกำหนดเพดานผู้ลี้ภัยที่ต่ำของทรัมป์นั้น “ไม่เพียงแต่ไม่มีเหตุผลทางศีลธรรมเท่านั้น แต่ยังผิดกฎหมายและเป็นโมฆะ”

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลทรัมป์คนหนึ่งโทษว่า การหารือล่าช้าเนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือ ชัตดาวน์ ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม และกล่าวว่าจะไม่มีการรับผู้ลี้ภัยใดๆ จนกว่าจะมีการหารือเกิดขึ้น

ในขณะเดียวกัน ในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์ได้เรียกร้องให้ประเทศอื่นๆ เข้าร่วมในแคมเปญระดับโลกเพื่อลดการคุ้มครองผู้ลี้ภัย ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มุ่งหวังจะปรับเปลี่ยนกรอบการย้ายถิ่นฐานหลังสงครามโลกครั้งที่สอง.

ที่มา Reuters

สิงคโปร์ยึดทรัพย์ 3,700 ล้าน ขยายผลสอบคดีฟอกเงินเครือ “Prince Group” กัมพูชา

สิงคโปร์ยึดทรัพย์ 3,700 ล้าน ขยายผลสอบคดีฟอกเงินเครือ "Prince Group" กัมพูชา

31 ต.ค. 2568 13:36 น.

สิงคโปร์ยึดทรัพย์ 3,700 ล้าน ขยายผลสอบคดีฟอกเงินเครือ “Prince Group” กัมพูชา

ตำรวจสิงคโปร์ได้ยึดทรัพย์สินและออกคำสั่งห้ามจำหน่ายทรัพย์สินหลายรายการ ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 150 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 3,728 ล้านบาท) รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ 6 แห่ง เพื่อดำเนินการสอบสวนคดีปลอมแปลงเอกสารและฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับ Prince Holding Group หนึ่งในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของกัมพูชา และนายเฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้ง โดยการสืบสวนนี้เป็นผลมาจากการประสานงานกับหน่วยงานระหว่างประเทศ

ตำรวจสิงคโปร์เปิดปฏิบัติการตรวจค้นครั้งใหญ่ทั่วประเทศเมื่อวันพฤหัสบดี (30 ต.ค.) ยึดและอายัดทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 150 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 3,728 ล้านบาท) ภายใต้การสอบสวนคดี ฟอกเงินและปลอมแปลงเอกสาร ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ของกัมพูชา Prince Holding Group และนายเฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้ง 

แถลงการณ์จากสำนักงานตำรวจสิงคโปร์ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินการในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยมีการยึดและออกคำสั่งห้ามจำหน่ายหรือโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน 6 แห่ง รวมถึงบัญชีธนาคาร บัญชีหลักทรัพย์ เงินสด และทรัพย์สินทางการเงินอื่น ๆ รวมมูลค่ากว่า 150 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ นอกจากนี้ยังมีการอายัดเรือยอชต์ รถยนต์ 11 คัน และสุราหลายขวด ที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว

ตำรวจเปิดเผยว่า ขณะนี้เฉิน จื้อ วัย 37 ปี และเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการไม่ได้อยู่ในสิงคโปร์ และการสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป โดยได้รับข้อมูลด้านข่าวกรองทางการเงินจากสำนักงานรายงานธุรกรรมต้องสงสัยตั้งแต่ปี 2024

การสอบสวนดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากข้อมูลเพิ่มเติมของหน่วยงานในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้ออกประกาศเกี่ยวกับ Prince Group และนายเฉิน จื้อ ตำรวจสิงคโปร์จึงได้ร่วมมือกับเครือข่าย Anti-Money Laundering Case Coordination and Collaboration Network ซึ่งมีธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) เป็นแกนนำ เพื่อเดินหน้าปฏิบัติการครั้งนี้

ธนาคารกลางสิงคโปร์ยืนยันในแถลงการณ์ว่าได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับตำรวจ และเปิดเผยว่าสถาบันการเงินหลายแห่งได้ยื่นรายงานธุรกรรมต้องสงสัยตั้งแต่ปี 2022 พร้อมใช้มาตรการลดความเสี่ยง เช่น ปิดบัญชีที่เข้าข่ายต้องสงสัย ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เงินจำนวนมากเข้าสู่ระบบการเงินของประเทศ

นางหลู่ เซียวอี้ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายนโยบายและอาชญากรรมทางการเงินของ MAS กล่าวย้ำว่า “การต่อสู้กับอาชญากรรมทางการเงินจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระดับโลก เนื่องจากเงินผิดกฎหมายมักเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดน เราจะทำงานใกล้ชิดกับหน่วยงานต่างประเทศและสถาบันการเงินเพื่อปกป้องระบบการเงินของสิงคโปร์จากกิจกรรมผิดกฎหมายทุกรูปแบบ”

ด้าน เดวิด ชิว ผู้อำนวยการกรมสอบสวนอาชญากรรมทางพาณิชย์ ระบุว่า “สิงคโปร์จะรักษาความซื่อสัตย์ในฐานะศูนย์กลางการเงินระดับโลกที่ยึดมั่นในหลักนิติธรรม เราจะไม่ยอมให้บุคคลหรือกลุ่มอาชญากรใช้ระบบการเงินของเราหาประโยชน์ในทางผิดกฎหมาย” พร้อมระบุว่าคดีนี้เป็น “เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติขนาดใหญ่ที่ซับซ้อน” ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด

ตามกฎหมายของสิงคโปร์ ความผิดฐานฟอกเงินมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารเพื่อหลอกลวง มีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และปรับเพิ่มเติม ทั้งนี้ ตำรวจยังคงดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางการเงินของ Prince Holding Group และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง.

ที่มา CNA

ไต้หวันไม่ต้องการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ปธน.ไล่ ชิง-เต๋อ ลั่นต้องปกป้องตนเอง

ไต้หวันไม่ต้องการ  "หนึ่งประเทศ สองระบบ"  ปธน.ไล่ ชิง-เต๋อ ลั่นต้องปกป้องตนเอง

31 ต.ค. 2568 11:57 น.

ไต้หวันไม่ต้องการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ปธน.ไล่ ชิง-เต๋อ ลั่นต้องปกป้องตนเอง

ประธานาธิบดีไล่ ชิง-เต๋อ แห่งไต้หวัน ออกมาปฏิเสธความพยายามล่าสุดของรัฐบาลจีนที่ต้องการให้ไต้หวันอยู่ภายใต้การปกครองของจีน โดยยืนยันว่าไต้หวันจะไม่ยอมรับหลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” แต่จะยึดมั่นในประชาธิปไตยและพร้อมที่จะปกป้องตนเอง คำกล่าวนี้มีขึ้นหลังจีนใช้ถ้อยคำที่แข็งกร้าวยิ่งขึ้น โดยระบุว่าจะ “ไม่ตัดโอกาส” ในการใช้กำลังต่อไต้หวัน

ประธานาธิบดีไล่ ชิง-เต๋อ ซึ่งถูกจีนมองว่าเป็น “ผู้แบ่งแยกดินแดน” ได้กล่าวต่อทหารที่ฐานทัพในเมืองหูโข่ว ทางตอนเหนือของไต้หวัน วันนี้ (31 ต.ค.) โดยย้ำว่า “มีเพียงความแข็งแกร่งเท่านั้นที่สามารถนำมาซึ่งสันติภาพที่แท้จริงได้”

ประธานาธิบดีไล่กล่าวอย่างชัดเจนว่า “เรา ปฏิเสธ ‘หนึ่งประเทศ สองระบบ’ เพราะเราจะยึดมั่นในระบบรัฐธรรมนูญที่เป็นเสรีและประชาธิปไตยของเราตลอดไป” เขาเสริมว่า “การยอมรับข้อเรียกร้องของผู้รุกรานและการละทิ้งอธิปไตยไม่สามารถนำมาซึ่งสันติภาพได้อย่างแน่นอน ดังนั้น เราต้องธำรงไว้ซึ่งสถานะที่เป็นอยู่ด้วยศักดิ์ศรีและความมุ่งมั่น ต่อต้านการผนวกดินแดน การรุกราน และการผลักดันให้เกิดการรวมชาติโดยใช้กำลัง”

นายไล่เน้นย้ำว่า สาธารณรัฐจีน (ชื่ออย่างเป็นทางการของไต้หวัน) และสาธารณรัฐประชาชนจีน นั้น “ไม่ได้เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของกันและกัน” และชะตากรรมของไต้หวันจะถูกตัดสินโดยประชาชนเท่านั้น

จนถึงขณะนี้ ไม่มีพรรคการเมืองใหญ่ใดในไต้หวันที่สนับสนุนแนวคิด “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ของจีน

ประธานาธิบดีไล่กล่าวว่า “การที่ชาวไต้หวันปกป้องอธิปไตยและรักษาการดำเนินชีวิตแบบประชาธิปไตยและเสรีภาพ ไม่ควรถือเป็นการยั่วยุ การลงทุนในด้านการป้องกันประเทศคือการลงทุนในสันติภาพ” นายไล่ได้ให้คำมั่นที่จะเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมให้เป็น 5% ของจีดีพี ภายในปี 2030 เพื่อเสริมสร้างการป้องกันตนเองจากภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากจีน

ผู้นำไต้หวันเข้าร่วมพิธีการรับมอบ รถถัง M1A2T Abrams ชุดแรกของกองทัพไต้หวัน ซึ่งผลิตโดยบริษัท General Dynamics Land Systems ของสหรัฐฯ โดยไต้หวันได้รับมอบรถถังแล้ว 80 คัน จากที่สั่งซื้อทั้งหมด 108 คัน

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ถือเป็นผู้สนับสนุนและซัพพลายเออร์อาวุธรายสำคัญที่สุดของไต้หวัน แม้จะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการก็ตาม โดยกฎหมายสหรัฐฯ กำหนดให้ต้องจัดหาเครื่องมือให้ไต้หวันสามารถป้องกันตนเองได้

ในวันเดียวกันนั้น นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้พบกับ นายตง จุน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจีน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยเน้นย้ำถึงความกังวลของสหรัฐฯ ต่อกิจกรรมของจีนทั้งในพื้นที่รอบไต้หวันและในทะเลจีนใต้ที่มีข้อพิพาท.

เกาหลีใต้จัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความงามเมืองอินชอน พร้อมผลักดันสู่ระดับโลก

เกาหลีใต้จัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความงามเมืองอินชอน พร้อมผลักดันสู่ระดับโลก

31 ต.ค. 2568 11:28 น.

เกาหลีใต้จัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความงามเมืองอินชอน พร้อมผลักดันสู่ระดับโลก

เกาหลีใต้จัดงานส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ ความงาม ระหว่างไทยและเกาหลีใต้ พร้อมผลักดันอินชอนเป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ระดับโลก 

วันที่ 30 ตุลาคม 2568 องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวอินชอน ร่วมกับทีมแพทย์อินชอน จัดโรดโชว์และการประชุมบีทูบี งาน “2025 Incheon Medical & Wellness Tourism in Thailand” เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพระหว่างไทยและเกาหลีใต้ พร้อมผลักดันอินชอนเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ระดับโลก 

งานนี้มีโรงพยาบาล สถาบันสุขภาพ และคลินิกความงามระดับแนวหน้าจากเกาหลีใต้ พร้อมด้วยพันธมิตรจากไทยกว่า 20 สถาบันการแพทย์และผู้แทนภาคธุรกิจสุขภาพเข้าร่วมงาน เพื่อหารือเกี่ยวกับโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพร่วมกัน 


โดยทีมแพทย์อินชอนตัวแทนจากเกาหลีใต้ได้แก่ ศูนย์การแพทย์กิล มหาวิทยาลัยกาชน โรงพยาบาลอิน คลินิกศัลยกรรมตกแต่งทามิ ท็อกซ์นฟิล ซองโด และผู้ประกอบการขาเข้า ได้แก่ บริษัท อาร์จี แฟคทอรี่ จำกัด และบริษัท ออคิซ จำกัด ซึ่งคณะผู้แทนได้เน้นย้ำถึงความเชี่ยวชาญขั้นสูงของอินชอน โครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ที่ทันสมัย และโครงการส่งเสริมสุขภาพที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมุ่งกระชับความร่วมมือกับพันธมิตรชาวไทย 

โดยอินชอนผสมผสานสิ่งอำนวยความสะดวกทางการแพทย์ที่ทันสมัยเข้ากับทรัพยากรสุขภาพที่มุ่งเน้นการรักษา ทำให้อินชอนเป็นจุดหมายปลายทางที่โดดเด่นสำหรับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ด้วยบริการล่าม บริการผู้ช่วยส่วนตัว และโปรแกรมฟื้นฟูก่อนและหลังการรักษา เมืองอินชอนจึงมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์แบบครบวงจรอย่างแท้จริงให้กับผู้ป่วยชาวต่างชาติ


นายชิน บยองซอล ผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขและสวัสดิการเมืองอินชอน กล่าวว่า  ปัจจุบันอินชอนกำลังก้าวสู่การเป็นเมืองศูนย์กลางด้านการดูแลสุขภาพระดับโลก (Global Healthcare City) การมาเยือนประเทศไทยของเมืองอินชอนในครั้งนี้คือการเชื่อมโยงเทคโนโลยีทางการแพทย์อันล้ำสมัยของอินชอน เข้ากับตลาดการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่มีศักยภาพและเติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศไทย และได้บรรลุข้อตกลงในการพัฒนาแพ็กเกจการแพทย์สุขภาพแบบบูรณาการเฉพาะบุคคล ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ป่วยชาวไทยโดยเฉพาะ 

เขากล่าวว่า เมืองอินชอนยังมีแผนจะดำเนินโครงการสนับสนุนด้านการแพทย์ สำหรับประชาชนชาวไทยเพื่อขยายความร่วมมือทางการแพทย์ให้กว้างไกลยิ่งขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นซึ่งกันและกันอย่างยั่งยืนในระยะยาว พร้อมมั่นใจว่านี่คือคุณค่าที่แท้จริงของ K-Healthcare 

ทางด้านจอง โซยอน องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวอินชอน กล่าวว่า  ความงามและสปา เป็นหมวดที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ อุตสาหกรรม K-Beauty ของเกาหลีเป็นที่ยอมรับในระดับโลก และอินชอนก็โดดเด่นด้วยโรงแรมรีสอร์ทระดับพรีเมียม สปาหรู และคลินิกความงามคุณภาพสูงที่ตั้งอยู่ใกล้สนามบิน จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์สปาหรือบิวตี้โปรแกรมในระยะเวลาสั้น ๆ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศไทย ญี่ปุ่น และจีนที่ให้ความนิยมอย่างต่อเนื่อง  

ขณะเดียวกัน พัค มีรัน หัวหน้าทีมเมืองอินชอน กล่าวว่า  การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์นับเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่สามารถเพิ่มรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปีที่แล้ว อินชอนสามารถดึงดูดผู้ป่วยชาวต่างชาติได้ถึง 21,387 ราย และได้ดำเนินโครงการพัฒนาคลัสเตอร์บูรณาการด้านการแพทย์และสุขภาพ (Medical-Wellness Convergence Cluster) ตั้งแต่ปี 2566 ถึง 2568 โครงการนี้คาดว่าจะช่วยสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ไม่เพียงจากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น อาทิ ที่พัก ร้านอาหาร และการขนส่ง วิสัยทัศน์ระยะยาวของอินชอนคือการก้าวสู่การเป็น เมืองบูรณาการการแพทย์และสุขภาพ  (Medical-Wellness Convergence City) และยกระดับให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพชั้นนำแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ.

นักวิเคราะห์ชี้ กษัตริย์ชาร์ลสถอดยศเจ้าชายแอนดรูว์ หวังสะสางราชวงศ์เพื่อรักษาสถาบัน

นักวิเคราะห์ชี้ กษัตริย์ชาร์ลสถอดยศเจ้าชายแอนดรูว์ หวังสะสางราชวงศ์เพื่อรักษาสถาบัน

31 ต.ค. 2568 11:23 น.

นักวิเคราะห์ชี้ กษัตริย์ชาร์ลสถอดยศเจ้าชายแอนดรูว์ หวังสะสางราชวงศ์เพื่อรักษาสถาบัน

นักวิชาการชี้ การถอดยศเจ้าชายแอนดรูว์และขับออกจากที่ประทับคือมาตรการขั้นสูงสุด ของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่มุ่งฟื้นภาพลักษณ์ราชวงศ์ หลังกรณีอื้อฉาวสัมพันธ์กับเจฟฟรีย์ เอปสตีนยืดเยื้อมานานหลายปี

การตัดสินใจของสมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ในการถอดยศและปลดเจ้าชายแอนดรูว์ออกจากฐานันดรศักดิ์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของราชวงศ์วินด์เซอร์ และสะท้อนถึงความพยายามของกษัตริย์ในการจัดระเบียบบ้าน เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของสถาบันพระมหากษัตริย์ในยุคใหม่

แหล่งข่าวจาก พระราชวังบักกิงแฮม ยืนยันเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เจ้าชายแอนดรูว์จะถูก ย้ายออกจากที่พำนัก “Royal Lodge” หลังถูกกดดันอย่างหนักจากสาธารณชนและสื่อมวลชนให้รับผิดชอบต่อความสัมพันธ์ในอดีตกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน อาชญากรทางเพศฉาวระดับโลก

ก่อนหน้านี้ เจ้าชายแอนดรูว์ได้ตัดสินพระทัยคืนตำแหน่งดยุกแห่งยอร์กเมื่อช่วงต้นเดือน หลังมีรายงานเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมในบันทึกความทรงจำของ เวอร์จิเนีย จูฟเฟร หนึ่งในผู้เสียหายจากเอปสตีน ซึ่งได้กล่าวอ้างถึงบทบาทของเจ้าชายในเครือข่ายนั้น

แต่พระราชาธิบดีชาร์ลส์ทรงดำเนินการด้วยมาตรการที่รุนแรงกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ ด้วยการถอดคำเรียกขาน “เจ้าชาย” ออกจากฐานันดรศักดิ์ของแอนดรูว์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ได้รับมาตั้งแต่ประสูติในฐานะพระราชโอรสของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

ศาสตราจารย์ จอร์จ กรอสส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ราชวงศ์จาก King’s College London วิเคราะห์ว่า “สิ่งที่กษัตริย์ชาร์ลส์ทำคือการจัดบ้านให้เป็นระเบียบ เพื่อไม่ให้เรื่องนี้กลายเป็นภาระระยะยาวของราชวงศ์ 

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า ข่าวอื้อฉาวของเจ้าชายแอนดรูว์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีข่าวลือ การสัมภาษณ์ และการขุดคุ้ยมานานหลายปี การถอดยศครั้งนี้จึงไม่ใช่ระเบิดลงฉับพลัน หากแต่เป็นการสะสางอย่างเด็ดขาดหลังจากปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อมานาน

ศาสตราจารย์กรอสส์ยังกล่าวด้วยว่าแอนดรูว์มีภาพลักษณ์ที่สังคมมองว่าเป็นปัญหามานาน การที่สมเด็จพระราชาธิบดีเลือกใช้มาตรการสูงสุดในตอนนี้ นับเป็นสัญญาณว่าพระองค์ต้องการเริ่มต้นใหม่ เพื่อไม่ให้เงาของเรื่องนี้ตกทอดถึงรัชสมัยของเจ้าชายวิลเลียมในอนาคต 

นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า การตัดสินใจครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนจากกษัตริย์ชาร์ลส์ว่า พระองค์ให้ความสำคัญกับ ความน่าเชื่อถือของสถาบันมากกว่าสายสัมพันธ์ภายในครอบครัว

ท่าทีที่แข็งกร้าวของพระองค์สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการปกป้องสถาบันกษัตริย์จากผลกระทบของข่าวฉาวซ้ำซาก และสร้างภาพลักษณ์ของราชวงศ์ที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบ และอยู่ในกรอบศีลธรรมสาธารณะ

ในอีกด้านหนึ่ง การเคลื่อนไหวนี้อาจช่วย เบาแรงเจ้าชายวิลเลียม ซึ่งเป็นรัชทายาทลำดับที่ 1 ให้สามารถสืบทอดราชบัลลังก์ในอนาคตโดยไม่ถูกพัวพันกับรอยด่างของเรื่องราวในอดีต.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เจ้าชายแอนดรูว์