ตำรวจอินเดียช่วยเด็ก 17 คนสำเร็จ หลังถูกชายปริศนาจับเป็นตัวประกัน

ตำรวจอินเดียช่วยเด็ก 17 คนสำเร็จ หลังถูกชายปริศนาจับเป็นตัวประกัน

31 ต.ค. 2568 00:10 น.

ตำรวจอินเดียช่วยเด็ก 17 คนสำเร็จ หลังถูกชายปริศนาจับเป็นตัวประกัน

ตำรวจอินเดียช่วยเหลือเด็กๆ 17 คนกับผู้ใหญ่ 2 คนได้สำเร็จ หลังชายคนหนึ่งอ้างว่าจับพวกเขาไว้เป็นตัวประกัน และขู่ว่าจะจุดไฟเผาอาคาร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจในเมืองมุมไบ ประเทศอินเดียเปิดเผยในวันพฤหัสบดีที่ 30 ต.ค. 2568 ว่า พวกเขาสามารถช่วยเหลือเด็ก 17 คนกับผู้ใหญ่อีก 2 คน ที่ถูกชายคนหนึ่งที่อ้างว่าจับพวกเขาเป็นตัวประกันได้อย่างปลอดภัยแล้ว

ตำรวจระบุว่า พวกเขาได้รับโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือเมื่อเวลา 13:45 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยระบุว่า มีคนถูกจับเป็นตัวประกันอยู่ในอาคารแห่งหนึ่ง โดยตอนแรกเจ้าหน้าที่พยายามเจรจากับผู้ต้องสงสัย แต่เขายืนกรานไม่ยอม ตำรวจจึงต้องใช้กำลังบุกเข้าไปในอาคาร

ตำรวจบอกอีกว่า หลังปฏิบัติการเสร็จสิ้น ผู้ต้องสงสัยรายนี้ก็ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับอาการของเขา ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ชายคนนี้ได้รับบาดเจ็บ

ข่าวระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่โรงเรียนสอนการแสดง ซึ่งตั้งอยู่ในอาคาร Mahavir Classic ในย่านโปไว (Powai) ซึ่งมีผู้คนพลุกพล่าน ในขณะที่เด็ก ๆ กำลังมาออดิชันอยู่ที่นั่น

สื่อโทรทัศน์ของอินเดียเผยแพร่วิดีโอแสดงให้เห็นชายผู้ต้องสงสัย พูดว่าเขาจับเด็ก ๆ เป็นตัวประกันเพราะเขาต้องการถามคำถามใครบางคนซึ่งเขาไม่ได้ระบุชัดเจน

ชายคนนี้บอกว่าตัวเองชื่อ โรหิต อาร์ยา และกล่าวว่าเขามี “ข้อเรียกร้องง่าย ๆ ข้อเรียกร้องทางศีลธรรม ข้อเรียกร้องด้านจริยธรรม และคำถามบางประการ” พร้อมเสริมว่าเขาไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายและไม่ได้ต้องการเงินใด ๆ อย่างไรก็ตามเขาเตือนด้วยว่า การตัดสินใจผิดแม้แต่น้อยจะกระตุ้นให้เขาลงมือ และขู่ว่าจะจุดไฟเผาอาคาร

เบื้องต้นตำรวจยืนยันชื่อของชายต้องสงสัยรายนี้แล้ว แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า นายอาร์ยาเป็นใคร และบุคคลที่เขาต้องการคุยด้วยคือใคร โดยตำรวจกำลังดำเนินการตรวจค้นในที่เกิดเหตุ

นายดัตตา นาลาวาเด รองผู้บัญชาการตำรวจเมืองมุมไบ กล่าวในงานแถลงข่าวว่า ตำรวจพบปืนลมและสารเคมีบางอย่างในที่เกิดเหตุ แต่เจ้าหน้าที่จะสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ก็ต่อเมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เวียดนามอ่วม น้ำท่วมหนักทุบสถิติ ดับแล้ว 10 ศพ ถนนกลายเป็นคลอง

เวียดนามอ่วม น้ำท่วมหนักทุบสถิติ ดับแล้ว 10 ศพ ถนนกลายเป็นคลอง

30 ต.ค. 2568 22:13 น.

เวียดนามอ่วม น้ำท่วมหนักทุบสถิติ ดับแล้ว 10 ศพ ถนนกลายเป็นคลอง

เวียดนามยังเผชิญเหตุน้ำท่วมอย่างหนักในจังหวัดตอนกลางของประเทศ ล่าสุดทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 10 ศพ ประชาชนจำนวนมากติดค้าง และเจ้าหน้าที่ต้องใช้โดรนเพื่อให้ความช่วยเหลือ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 ต.ค. 2568 ทางการเวียดนามเปิดเผยว่า เหตุน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตอนกลางของประเทศตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 10 ศพ และเปลี่ยนถนนในเมืองฮอยอันให้กลายเป็นคลอง หลังจากเกิดฝนตกหนักทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักเพิ่มสูงที่สุดในรอบกว่า 60 ปี

ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักได้ซัดกระหน่ำจังหวัดชายฝั่งของเวียดนาม บ้านเรือนมากกว่า 128,000 หลังคาเรือน ใน 5 จังหวัดถูกน้ำท่วมขัง โดยบางพื้นที่มีน้ำท่วมสูงถึง 3 เมตร ขณะที่เมืองมรดกโลกของยูเนสโกอย่าง ฮอยอัน ถูกน้ำท่วมสูงถึง 1.7 ม. ภายในเวลา 24 ชั่วโมง

กระทรวงสิ่งแวดล้อมของเวียดนามเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10 ราย ในขณะที่อีก 8 รายยังคงสูญหาย โดยถนนหลายกิโลเมตรได้รับความเสียหายหรือถูกปิดกั้นจากน้ำท่วมและดินถล่มที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ขณะที่พืชผลกว่า 5,000 เฮกตาร์ (50,000 ไร่) ถูกทำลาย และปศุสัตว์ตายไปกว่า 16,000 ตัว

ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติระบุว่า ระดับน้ำท่วมที่สถานีตรวจวัดแม่น้ำทูโบน ซึ่งไหลผ่านเมืองดานังและไหลลงสู่ทะเลที่ฮอยอันนั้น สูงกว่าสถิติสูงสุดเมื่อปี 2507 ไป 4 เซนติเมตร โดยอยู่ที่ 5.62 เมตรนับถึงเมื่อช่วงกลางดึกวันพุธ

สื่อของรัฐบาลเวียดนามรายงานว่า เจ้าหน้าที่สามารถเปิดบางส่วนของถนนบนช่องเขาที่เชื่อมระหว่างจังหวัดดานังและกว๋างหงายได้อีกครั้งแล้ว หลังจากที่ถูกดินถล่มปิดกั้นเมื่อวันอาทิตย์ (26 ต.ค.) ขณะที่ทีมกู้ภัยใช้โดรนส่งน้ำและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้กับประชาชนกว่า 50 คน ที่ติดอยู่ในรถบรรทุกหลายสิบคันบนถนนที่ถูกตัดขาด

พยากรณ์อากาศระบุว่า ระดับน้ำในเมืองดานังและเมืองเว้เริ่มลดลงอย่างช้า ๆ แล้ว แต่จะยังคงอยู่ในระดับที่ “น่าตกใจ” ตลอดวันพฤหัสบดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รัฐบาลชวนร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” เที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า

รัฐบาลชวนร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” เที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า

30 ต.ค. 2568 22:08 น.

รัฐบาลชวนร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” เที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า

โฆษกรัฐบาล ชวน “เที่ยวดีมีคืน 2568” รับสิทธิลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า ผ่านการท่องเที่ยวเมืองรอง ตั้งแต่วันนี้ – 15 ธ.ค. 2568 พักโรงแรม-โฮมสเตย์-ทานร้านอาหาร ก็ได้สิทธิ

วันที่ 30 ต.ค. 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เชิญชวนประชาชนร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” ซึ่งเริ่มแล้วตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างทั่วถึง โดยโครงการฯ ได้เปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดา นำค่าใช้จ่ายด้านที่พักในโรงแรม โฮมสเตย์ไทย ที่พักที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าบริการของร้านอาหารที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มาหักลดหย่อนภาษี ได้ไม่เกิน 20,000 บาท โดย 10,000 บาทแรกใช้ใบกำกับภาษีแบบกระดาษหรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์

(e-Tax Invoice) และอีก 10,000 บาทใช้ e-Tax Invoice เท่านั้น ทั้งนี้ หากเดินทางท่องเที่ยวในเมืองรอง จะได้รับสิทธิลดหย่อน 1.5 เท่า สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท (จากการจ่ายจริงไม่เกิน 20,000 บาท) ส่วนพื้นที่เมืองหลักนอกจากเมืองรอง ลดหย่อนได้ 1 เท่า สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท

ส่วนภาคธุรกิจนิติบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการจัดอบรมหรือสัมมนาภายในประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว มาหักรายจ่ายได้เพิ่ม โดยต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ส่วนกรณีค่าขนส่ง อนุญาตให้จ่ายให้แก่ผู้ที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ แต่ต้องมีใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) เป็นหลักฐาน โดยสามารถหักรายจ่ายในเมืองรองได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง และในพื้นที่เมืองหลักนอกจากเมืองรอง หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า มาตรการนี้ รัฐบาล มุ่งส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวสู่ 55 เมืองรองทั่วประเทศ เพื่อกระจายเม็ดเงินสู่พื้นที่ท้องถิ่นที่มีศักยภาพ แต่ยังมีจำนวนนักท่องเที่ยวไม่มากเท่าเมืองหลัก อาทิ ภาคเหนือ (เชียงราย, น่าน, ลำปาง, แม่ฮ่องสอน ฯลฯ) ภาคอีสาน (เลย, สกลนคร, บึงกาฬ, ร้อยเอ็ด ฯลฯ) ภาคกลาง (ลพบุรี, สุพรรณบุรี, นครนายก ฯลฯ) และภาคใต้ (ตรัง, ระนอง, ชุมพร, นครศรีธรรมราช ฯลฯ)

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการโรงแรม สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการต่อเติมหรือปรับปรุงทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับกิจการหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการและความพร้อมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

“เที่ยวดีมีคืน 2568 เป็นมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ได้ผลในระยะยาว และกระจายพื้นที่ทั่วประเทศ รัฐบาลเชิญชวนประชาชนและผู้ประกอบการใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 เพื่อร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจ รับประโยชน์จากมาตรการภาษี และส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง” นายสิริพงศ์ ย้ำ

จับเพิ่ม 5 ผู้ต้องสงสัยคดีโจรกรรม “เครื่องเพชรราชวงศ์ฝรั่งเศส” จากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

จับเพิ่ม 5 ผู้ต้องสงสัยคดีโจรกรรม "เครื่องเพชรราชวงศ์ฝรั่งเศส" จากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

30 ต.ค. 2568 15:25 น.

จับเพิ่ม 5 ผู้ต้องสงสัยคดีโจรกรรม “เครื่องเพชรราชวงศ์ฝรั่งเศส” จากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

อัยการกรุงปารีส แถลงความคืบหน้าครั้งสำคัญของคดีโจรกรรมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ จับกุมผู้ต้องสงสัยเพิ่มอีก 5 ราย เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา โดยหนึ่งในนั้นคือ ผู้ต้องสงสัยคนสำคัญที่พนักงานสอบสวนกำลังจับตาดูอยู่ การจับกุมเกิดขึ้น 10 วัน หลังเกิดเหตุโจรกรรมเครื่องเพชรแห่งราชวงศ์ฝรั่งเศส 8 ชิ้น ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 88 ล้านยูโร (ราว 3,315 ล้านบาท) แต่ขณะนี้ยังไม่พบสิ่งของที่ถูกโจรกรรม

ลอร์ เบคคัว อัยการกรุงปารีส เปิดเผยผ่านสถานีวิทยุ RTL ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติม 5 รายเมื่อค่ำวันพุธที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา ในพื้นที่กรุงปารีสและปริมณฑล และถูกควบคุมตัวเพื่อสอบปากคำ ในคดีโจรกรรมเครื่องเพชรราชวงศ์ฝรั่งเศส 8 ชิ้น จากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ หนึ่งในนั้นเป็นผู้ต้องสงสัยหลักที่เจ้าหน้าที่ติดตามตัวมาระยะหนึ่ง

อัยการระบุว่า ผู้ถูกจับกุมรายหนึ่งเป็น “เป้าหมาย” ที่เจ้าหน้าที่กำลังจับตามอง และเชื่อว่าบุคคลนี้อยู่ร่วมในที่เกิดเหตุขณะลงมือก่อเหตุโจรกรรม ส่วนผู้ถูกจับกุมอีก 4 รายนั้น อาจสามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับรายละเอียดและขั้นตอนของการก่อเหตุ อย่างไรก็ตาม เครื่องเพชรพลอยของราชวงศ์ฝรั่งเศสจำนวน 8 ชิ้น ที่มีมูลค่าประเมินสูงถึง 88 ล้านยูโร ยังคงสูญหาย

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาและสั่งจำคุกผู้ต้องสงสัยอีก 2 ราย ซึ่งถูกจับกุมตัวไว้ตั้งแต่คืนวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยผู้ต้องสงสัย 2 รายนี้ มีอายุ 34 ปี และ 39 ปี ถูกตั้งข้อหา “โจรกรรมโดยองค์กรอาชญากรรม”  และ “การรวมกลุ่มของอาชญากรเพื่อกระทำความผิดทางอาญา” และถูกควบคุมตัวชั่วคราวแล้ว

ทนายความของผู้ต้องสงสัยวัย 34 ปี ยืนยันถึงความจำเป็นในการ “เคารพความลับของการสอบสวนและการดำเนินการทางกฎหมายอย่างที่สุด” และระบุว่า “มีช่องว่างที่ลึกสุดหยั่งถึงระหว่างความเป็นคดีพิเศษที่น่าตื่นตาตื่นใจ กับบุคลิกที่เป็นคนธรรมดาสามัญของลูกความของเรา”.

ที่มา franceinfo

สุดเหลือเชื่อ พบจดหมายในขวดแก้วของทหารยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 หลังผ่านมากว่าศตวรรษ

สุดเหลือเชื่อ พบจดหมายในขวดแก้วของทหารยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 หลังผ่านมากว่าศตวรรษ

30 ต.ค. 2568 14:43 น.

สุดเหลือเชื่อ พบจดหมายในขวดแก้วของทหารยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 หลังผ่านมากว่าศตวรรษ

ครอบครัวชาวออสเตรเลียพบขวดแก้วโบราณ จากยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 ถูกคลื่นซัดขึ้นเกยหาด ภายในมีจดหมายเขียนด้วยลายมือของทหารสองนาย ที่ร่วมเดินทางไปรบในสมรภูมิฝรั่งเศสเมื่อปี 1916

ครอบครัวบราวน์ชาวออสเตรเลีย พบขวดแก้วตรา Schweppes ถูกซัดขึ้นมาเกยชายหาดวอร์ตัน  ใกล้เมืองเอสเปอแรนซ์ รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ระหว่างออกขับรถเอทีวีเก็บขยะชายหาดตามปกติของครอบครัวตั้งแต่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา และพบว่าภายในขวดแก้วใสและหนา มีจดหมายที่เขียนด้วยดินสอ โดยพลทหาร มัลคอล์ม เนวิลล์ อายุ 27 ปี และวิลเลียม ฮาร์ลีย์ อายุ 37 ปี ลงวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1916 ซึ่งตัวหนังสือยังอ่านออกได้ชัดเจน 

โดยเนื้อความในจดหมายเล่าว่า ขณะนั้นทั้งคู่กำลังอยู่บนเรือ HMAT A70 Ballarat ซึ่งออกจากเมืองแอดิเลดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม มุ่งหน้าไปยุโรป เพื่อเสริมกำลังให้กองพันทหารราบออสเตรเลียที่ 48 บนแนวรบด้านตะวันตก 

ในจดหมายเนวิลล์ฝากให้ผู้ที่พบขวดนำจดหมายไปมอบให้มารดาของเขา “โรเบอร์ตินา เนวิลล์” ที่เมืองวิลคาวัตต์ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นเมืองร้าง ส่วนฮาร์ลีย์ระบุว่ามารดาเสียชีวิตแล้ว จึงอนุญาตให้ผู้พบขวดเก็บจดหมายไว้ได้

ฮาร์ลีย์เขียนข้อความอย่างอารมณ์ดีว่า “ขอให้คนที่พบจดหมายนี้มีสุขภาพดีเหมือนพวกเราในตอนนี้”

ส่วนเนวิลล์เขียนถึงแม่ว่า “ผมสบายดี อาหารอร่อยมาก ยกเว้นมื้อหนึ่งที่พวกเราต้องฝังลงทะเล” พร้อมเล่าต่อว่า “เรือกำลังโคลงไปมา แต่เราก็มีความสุขมาก” โดยใช้คำว่า “as happy as Larry” ซึ่งเป็นสำนวนออสเตรเลียโบราณหมายถึง “มีความสุขสุด ๆ”

เนวิลล์ระบุว่าเขาอยู่ที่ใดสักแห่งกลางทะเล ส่วนฮาร์ลีย์เขียนว่าอยู่ที่ใดสักแห่งในไบต์ ซึ่งหมายถึงอ่าวกว้างใหญ่ Great Australian Bight ที่ทอดยาวจากตะวันออกของแอดิเลดถึงเอสเปอแรนซ์

เด็บ บราวน์ เชื่อว่าขวดนี้อาจไม่ได้ลอยไปไกลนัก แต่อยู่ใต้ผืนทรายมานานกว่า 100 ปี ก่อนถูกคลื่นกัดเซาะชายฝั่งทำให้ขวดโผล่พ้นทรายขึ้นมาอีกครั้ง โดยขวดอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่มีคราบเพรียงหรือร่องรอยจากการอยู่ในทะเล ส่วนกระดาษแม้เปียกน้ำแต่ยังอ่านได้ชัดเจน ทำให้สามารถติดต่อทายาทของทหารทั้งสองได้ในที่สุด

แอน เทอร์เนอร์ (Ann Turner) หลานสาวของฮาร์ลีย์ กล่าวกับสำนักข่าว ABC ว่า ครอบครัวทุกคนตกใจมาก เหมือนปาฏิหาริย์ เหมือนคุณปู่ส่งข้อความมาหาพวกเขาจากหลุมศพ

ด้านเฮอร์บี เนวิลล์ (Herbie Neville) เหลนของเนวิลล์ กล่าวว่า “ฟังดูเหมือนเขามีความสุขที่ได้ไปออกรบ มันน่าเศร้าที่เขาไม่รอดกลับมา แต่พวกเราภูมิใจในตัวเขามาก”

ทั้งนี้ มีข้อมูลว่า เนวิลล์เสียชีวิตในสนามรบหนึ่งปีหลังจากนั้น ส่วนฮาร์ลีย์บาดเจ็บสองครั้งแต่รอดชีวิต และกลับมาใช้ชีวิตในแอดิเลดจนเสียชีวิตในปี 1934 จากโรคมะเร็ง ซึ่งครอบครัวเชื่อว่าเกิดจากการสูดแก๊สพิษของเยอรมันในสนามเพลาะ.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ออสเตรเลีย

“ทรัมป์” ลดภาษีจีนเหลือ 47% หลังถก “สี จิ้นผิง” แลกกับดีลซื้อถั่วเหลือง-แร่หายาก

"ทรัมป์" ลดภาษีจีนเหลือ 47% หลังถก "สี จิ้นผิง" แลกกับดีลซื้อถั่วเหลือง-แร่หายาก

30 ต.ค. 2568 13:31 น.

“ทรัมป์” ลดภาษีจีนเหลือ 47% หลังถก “สี จิ้นผิง” แลกกับดีลซื้อถั่วเหลือง-แร่หายาก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนลงเหลือ 47% จากเดิม 57% โดยมีผลบังคับใช้ทันที ซึ่งเป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นหลังจากการพบปะกับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นานเกือบ 2 ชั่วโมง ในเมืองปูซาน เกาหลีใต้ ทรัมป์ระบุว่าข้อตกลงนี้แลกกับการที่จีนจะกลับมาซื้อถั่วเหลืองของสหรัฐฯ การรับประกันการส่งออกแร่หายาก และปราบปรามการค้าเฟนทานิลผิดกฎหมาย ท่าทีประนีประนอมดังกล่าวเป็นการปิดฉากการเดินทางเยือนเอเชียของผู้นำสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดเผยบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน หลังเสร็จสิ้นการประชุมวันนี้ (30 ต.ค.) ว่า เขาได้ตกลงลดภาษีนำเข้าสินค้าจีนลงจาก 57% เหลือ 47% โดยมีผลทันที การลดภาษีนี้เป็นการตอบแทนที่จีนตกลงที่จะกลับมาซื้อถั่วเหลือง ของสหรัฐฯ ในปริมาณมาก, การคงการส่งออกแร่หายากไม่ให้หยุดชะงัก, การปราบปรามการค้าส่วนผสมทางเคมีที่ใช้ในการผลิตเฟนทานิลผิดกฎหมาย

การพบกันแบบตัวต่อตัวครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2019 ระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง นอกรอบการประชุมเอเปก ที่เมืองปูซาน ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ทรัมป์กล่าวว่าเขาคิดว่าเป็นการประชุมที่ “น่าทึ่ง” และระบุว่าทั้งสองประเทศ “เห็นชอบกันในหลายเรื่อง”

ทรัมป์กล่าวว่า การประชุมได้ขจัด “สิ่งกีดขวาง” ในเรื่องแร่หายาก ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญที่จีนเป็นผู้ผูกขาดการผลิต และจำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี พลังงาน และอาวุธทั่วโลก โดยข้อตกลงที่ได้คือการจัดหาแร่หายากเป็นระยะเวลาหนึ่งปี และจะมีการเจรจาต่ออายุเป็นประจำทุกปี ทรัมป์กล่าวว่า “ปัญหาแร่หายากทั้งหมดได้รับการจัดการแล้ว และนี่เป็นเรื่องสำหรับทั้งโลก”

ในการเยือนเอเชียครั้งนี้ ทรัมป์ยังได้ลงนามในข้อตกลงสองฉบับกับนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น โดยเน้นการเสริมสร้างความร่วมมือด้านแร่หายากและแร่ธาตุสำคัญ และส่งเสริมความสัมพันธ์สู่ “ยุคทองใหม่”

ส่วนเกาหลีใต้ ทรัมป์บรรลุข้อตกลงกับประธานาธิบดี อี แจ มยอง เพื่อลดภาษีนำเข้าระหว่างกันจาก 25% เหลือ 15% แลกกับการลงทุน 3.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในสหรัฐฯ และการแบ่งปันเทคโนโลยีเพื่อช่วยเกาหลีใต้สร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์

ทรัมป์ยังกล่าวว่าเขา “ยุ่งเกินไป” ที่จะพบกับคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ แม้ว่าเกาหลีเหนือจะเพิ่งยิงขีปนาวุธร่อนจากผิวน้ำสู่อากาศ ก่อนทรัมป์เดินทางถึงเกาหลีใต้เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ตาม และกล่าวว่าเขาอาจกลับมาพบนายคิม

ทรัมป์ยังเปิดเผยว่า รัฐบาลจีนจะเจรจากับ นายเจนเซ่น หวง ซีอีโอของ Nvidia โดยทางการสหรัฐฯ จะทำหน้าที่เป็น “ผู้ดูแล” และกล่าวว่าการหารือจะไม่เกี่ยวข้องกับชิป Blackwell ซึ่งเป็นชิป AI ที่ดีที่สุดของ Nvidia แต่จะเกี่ยวข้องกับชิปจำนวนมาก “ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเรา”

ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่าเขาจะไปเยือนจีนในเดือนเมษายน และกล่าวว่าสี จิ้นผิง จะเดินทางไปสหรัฐฯ “หลังจากนั้นสักระยะหนึ่ง” อาจจะที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หรือเมืองปาล์มบีชในรัฐฟลอริดา.

ที่มา REUTERS  BBC

ทรัมป์สั่งเพนทากอนกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี

ทรัมป์สั่งเพนทากอนกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี

30 ต.ค. 2568 12:07 น.

ทรัมป์สั่งเพนทากอนกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ออกคำสั่งให้กองทัพสหรัฐฯ กลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ทันที ซึ่งถือเป็นการสั่งให้มีการทดสอบครั้งแรกในรอบ 33 ปี การประกาศดังกล่าวมีขึ้นเพียงไม่กี่นาทีก่อนที่เขาจะเข้าร่วมการประชุมสำคัญด้านการค้ากับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ โดยทรัมป์ให้เหตุผลว่า เป็นการดำเนินการเพื่อตอบโต้โครงการทดสอบและขยายคลังแสงนิวเคลียร์ของประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศผ่านทรูธ โซเชียล ระหว่างโดยสารเฮลิคอปเตอร์ “Marine One” มุ่งหน้าไปยังเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อเข้าร่วมการเจรจาการค้ากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง โดยระบุว่าได้สั่งการให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ “เริ่มทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ทันที” เพื่อให้สหรัฐฯ ดำเนินการในระดับที่เท่าเทียมกับประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์อื่น

ทรัมป์ระบุในโพสต์ว่า “เนื่องจากประเทศอื่นยังคงมีโครงการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ ผมจึงได้สั่งให้กระทรวงสงครามเริ่มการทดสอบในระดับเท่ากัน กระบวนการนี้จะเริ่มต้นในทันที รัสเซียอยู่ในอันดับสอง ส่วนจีนอยู่ห่างมาก แต่จะตามทันภายใน 5 ปี”

ยังไม่มีความชัดเจนว่าคำสั่งของทรัมป์หมายถึงการทดสอบแบบ “นิวเคลียร์ระเบิดจริง” ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานความมั่นคงนิวเคลียร์แห่งชาติ (NNSA) หรือเป็นเพียงการทดสอบขีปนาวุธที่สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ได้

การตัดสินใจของทรัมป์เกิดขึ้นหลังจีนเพิ่มจำนวนหัวรบนิวเคลียร์มากกว่าเท่าตัวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากประมาณ 300 ลูกในปี 2020 เป็น 600 ลูกในปี 2025 ตามรายงานของศูนย์ยุทธศาสตร์และการศึกษาระหว่างประเทศ (CSIS) ในกรุงวอชิงตัน โดยคาดว่าจีนจะมีอาวุธนิวเคลียร์เกิน 1,000 ลูกภายในปี 2030 ขณะที่รัสเซียเพิ่งประกาศการทดสอบขีปนาวุธร่อนติดนิวเคลียร์รุ่นใหม่ และตอร์ปิโดพลังงานนิวเคลียร์ “โพไซดอน” ซึ่งสามารถสร้างคลื่นกัมมันตรังสีทำลายชายฝั่งมหาสมุทรได้

ทรัมป์เคยกล่าวถึงประเด็นดังกล่าวระหว่างเดินทางบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน เมื่อต้นสัปดาห์ โดยเรียกร้องให้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย “หยุดทดสอบขีปนาวุธและหันไปยุติสงครามในยูเครนแทน”

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ปูตินได้แสดงแสนยานุภาพด้านนิวเคลียร์ต่อสาธารณะหลายครั้ง ทั้งการทดสอบขีปนาวุธ “บูเรเวสต์นิก” เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม และการซ้อมยิงนิวเคลียร์เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยเสนอให้จัดการเจรจาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ร่วมกับรัสเซียและจีน โดยกล่าวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า ต้องการเริ่มหารือเพื่อจำกัดคลังแสงนิวเคลียร์ของแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตาม จีนตอบกลับว่าการเข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าวเป็น “เรื่องไม่สมเหตุสมผลและไม่เป็นจริง” เพราะคลังนิวเคลียร์ของจีนยังมีขนาดเล็กกว่าอย่างมากเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และรัสเซีย

การประกาศครั้งนี้ถือเป็นการพลิกนโยบายด้านนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสามทศวรรษ และอาจจุดชนวนการแข่งขันอาวุธครั้งใหม่ระหว่างสามชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์ของโลก.

ที่มา Reuters 

ทรัมป์โวหลังเสร็จสิ้นหารือ ยันจีนเห็นพ้องหลายเรื่อง เตรียมเผยรายละเอียดเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์โวหลังเสร็จสิ้นหารือ ยันจีนเห็นพ้องหลายเรื่อง เตรียมเผยรายละเอียดเร็ว ๆ นี้

30 ต.ค. 2568 11:38 น.

ทรัมป์โวหลังเสร็จสิ้นหารือ ยันจีนเห็นพ้องหลายเรื่อง เตรียมเผยรายละเอียดเร็ว ๆ นี้

โดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง เสร็จสิ้นการหารือในเกาหลีใต้โดยใช้เวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง ก่อนที่ต่างฝ่ายต่างแยกย้าย ขณะที่ทรัมป์ระบุจีนเห็นพ้องหลายเรื่อง เตรียมเผยรายละเอียดเร็ว ๆ นี้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เสร็จสิ้นการพบปะหารือกันแล้ว หลังใช้เวลาในการประชุมร่วมกันนาน 1 ชั่วโมง 40 นาที ซึ่งเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ราว 3-4 ชั่วโมง ซึ่งแม้ผู้นำทั้งสองจะออกมาจับมือกันส่งท้ายการประชุม แต่ไม่มีฝ่ายใดแถลงออกแถลงการณ์อย่างเป้นทางการถึงผลการหารือ โดยหลังจากเสร็จสิ้นการประชุม ทั้งคู่ต่างแยกย้ายไปคนละทางโดยขบวนรถของผู้นำจีนได้ออกจากสถานที่ประชุมที่สนามบินเพื่อเดินทางไปยังเมืองคยองจู ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย–แปซิฟิก หรือ APEC ที่มีกำหนดเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้ โดยบรรดาผู้นำประเทศต่าง ๆ มีกำหนดทยอยเดินทางมาถึงตลอดคืนและเช้าวันถัดไป

ขณะที่ทรัมป์ได้ขึ้นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันเดินทางออกจากเกาหลีใต้ทันที ก่อนที่ทรัมป์จะให้ให้สัมภาษณ์แก่นักข่าวบนแอร์ ฟอร์ซ วันระบุว่า การประชุมครั้งนี้ยอดเยี่ยมมาก และนายสีเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่

สหรัฐและจีน บรรลุข้อสรุปในหลายประเด็นสำคัญ และจะเปิดเผยรายละเอียดให้ทราบในอีกไม่นานนี้ พร้อมยืนยันว่าสหรัฐฯ และจีนเห็นพ้องกันในหลายเรื่อง

มีรายงานว่าหนึ่งในมาตรการที่ทรัมป์ประกาศคือ การลดภาษีนำเข้าเฟนทานิล จากจีนลงเหลือ 10% มีผลบังคับใช้ทันที เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและลดความตึงเครียดทางการค้า

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวถึงความร่วมมือทางการค้าเพิ่มเติม โดยระบุว่า จีนจะเริ่มนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ในปริมาณมาก ตามที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ พร้อมกล่าวว่าเขาซาบซึ้งมากกับเรื่องนี้.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์สีจิ้นผิง

NewJeans แพ้คดีความศาลเกาหลีใต้ สัญญากับค่าย ADOR มีผลถึงปี 2029

NewJeans แพ้คดีความศาลเกาหลีใต้ สัญญากับค่าย ADOR มีผลถึงปี 2029

30 ต.ค. 2568 11:26 น.

NewJeans แพ้คดีความศาลเกาหลีใต้ สัญญากับค่าย ADOR มีผลถึงปี 2029

วงเค-ป๊อปชื่อดัง NewJeans แพ้คดีความต่อค่ายเพลงต้นสังกัด ADOR หลังศาลเกาหลีใต้มีคำตัดสินให้สัญญาของวงกับค่าย ซึ่งจะสิ้นสุดในปี 2029 ยังคงมีผลบังคับใช้ หลังสมาชิกทั้ง 5 คนประกาศเมื่อปีที่แล้วว่าจะยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียว โดยอ้างถึงการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมและการถูกบิดเบือน ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งสาธารณะระหว่างวง ค่าย ADOR และ HYBE บริษัทแม่ ด้านสมาชิกทั้ง 5 คนประกาศเตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อ

ศาลเกาหลีใต้ตัดสินยืนยันว่า สัญญาของวง NewJeans กับค่ายเพลง ADOR ยังคงมีผลตามกฎหมายต่อไปจนถึงปี 2029 สมาชิกทั้งห้าของวง ได้แก่ ฮันนี่, ฮเยอิน, แฮริน, ดาเนียล และ มินจี ได้ประกาศเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วว่าพวกเธอจะออกจากต้นสังกัดโดยให้เหตุผลว่าถูก ปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมและมีการบิดเบือน โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่า วง NewJeans จะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินของศาลในครั้งนี้

คำตัดสินครั้งนี้มีขึ้นหลังจากการเผชิญหน้ากันนานกว่าหนึ่งปีระหว่างวง NewJeans และค่ายต้นสังกัดการประกาศถอนตัวอย่างกะทันหันของวงเกิดขึ้นหลังจากข้อพิพาทที่เปิดเผยต่อสาธารณะระหว่าง มิน ฮีจิน ผู้บุกเบิกและเป็นเหมือนเมนเทอร์ของวง กับค่าย ADOR รวมถึงบริษัทแม่คือ HYBE ซึ่งเป็นค่ายเพลงที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ที่ดูแลศิลปินระดับแถวหน้าอย่าง BTS และ Seventeen

ความขัดแย้งระหว่างมินและ HYBE เริ่มขึ้นในเดือนเมษายน 2024 เมื่อ HYBE เริ่มตรวจสอบบัญชีของ ADOR ที่ขณะนั้นบริหารโดยมิน พร้อมเรียกร้องให้เธอลาออก แม้มินจะปฏิเสธข้อกล่าวหาของ HYBE ที่ว่าเธอกำลังวางแผนแยกตัวออกไปตั้งบริษัทอิสระ แต่เธอก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งซีอีโอของ ADOR ในเดือนสิงหาคม

หลังจากที่มินถูกไล่ออก วง NewJeans ได้ยื่นคำขาดเรียกร้องให้มีการคืนตำแหน่งให้กับมิน และเมื่อ HYBE ปฏิเสธ สมาชิกวงจึงเปิดเผยข้อร้องเรียนต่อค่ายเพลง ซึ่งรวมถึงการกล่าวอ้างว่าค่ายตั้งใจบ่อนทำลายอาชีพของพวกเธอ โดยฮันนี่ หนึ่งในสมาชิกของวง ยังอ้างว่าเธอถูกคุกคามในสถานที่ทำงาน ขณะร่วมงานกับค่ายเพลง

ศาลกล่าวว่าเป็นการยากที่จะสรุปว่าการไล่มินออกจาก ADOR เพียงอย่างเดียวได้สร้างช่องว่างในการบริหารจัดการให้กับ NewJeans และ ADOR ขาดการวางแผนหรือความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ให้กับวง ศาลระบุว่า “ไม่มีข้อกำหนดในสัญญาผูกขาดที่กำหนดให้มินต้องดูแล ADOR” “แม้ว่ามินจะถูกปลดออกจากตำแหน่งซีอีโอ แต่เธอก็สามารถมีส่วนร่วมในงานผลิตในฐานะผู้อำนวยการภายนอกได้”

ด้านทีมทนายความซึ่งเป็นตัวแทนทางกฎหมายของสมาชิกทั้ง 5 ของวง กล่าวว่า “แม้สมาชิกจะเคารพต่อคำตัดสินของศาล แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ความไว้วางใจระหว่างสมาชิกกับ ADOR ได้พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง การกลับไปทำงานร่วมกับ ADOR เพื่อดำเนินกิจกรรมบันเทิงตามปกตินั้นเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น สมาชิกทั้งหมดจึงมีแผนที่จะยื่นอุทธรณ์ต่อคำตัดสินของศาลชั้นต้นทันที และหวังว่าศาลอุทธรณ์จะพิจารณาข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายเกี่ยวกับการยกเลิกสัญญาพิเศษอย่างรอบคอบ เพื่อมีคำตัดสินที่ยุติธรรมและเหมาะสม”

ทั้งนี้ สมาชิกทั้ง 5 พยายามเปลี่ยนชื่อวงเป็น NJZ ในเดือนมีนาคม พวกเธอได้ปล่อยเพลงใหม่และทำการแสดงที่ฮ่องกง ก่อนที่กิจกรรมอิสระดังกล่าวจะถูกระงับโดยคำสั่งศาล.

ที่มา BBC Yonhap

ปฏิบัติการปราบปรามแก๊งยาเสพติด “ริโอเดจาเนโร” ดับทะลุ 132 ศพ

ปฏิบัติการปราบปรามแก๊งยาเสพติด "ริโอเดจาเนโร" ดับทะลุ 132 ศพ

30 ต.ค. 2568 10:52 น.

ปฏิบัติการปราบปรามแก๊งยาเสพติด “ริโอเดจาเนโร” ดับทะลุ 132 ศพ

สำนักอัยการฝ่ายประชาชนของบราซิลเปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุตำรวจบุกปราบปรามแก๊งค้ายาเสพติดในย่านชุมชนแออัดของนครริโอเดจาเนโร เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 132 ศพ มากกว่าตัวเลขที่ทางการรายงานไว้ในวันแรกกว่า 2 เท่า หลังชาวบ้านนำศพผู้เสียชีวิตหลายสิบรายมาวางเรียงกลางลานสาธารณะเพื่อแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของการปฏิบัติการ

ปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในชุมชนแออัด อาเลเมา และ เปญญา ทางตอนเหนือของนครริโอ เด จาเนโร เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (28 ต.ค.) ถูกรายงานว่าเป็นความพยายามของทางการในการควบคุมแก๊งอาชญากรรมที่ครอบงำพื้นที่ยากจนเหล่านี้มานานหลายทศวรรษ

สำนักงานทนายความสาธารณะ ซึ่งให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ยากไร้ เป็นผู้เปิดเผยยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดที่ 132 ศพ หลังจากที่ชาวบ้านได้นำร่างผู้เสียชีวิตหลายสิบศพมาวางเรียงกันกลางจัตุรัสในเขตเพนฮาเมื่อเช้ามืดวันพุธ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของการปฏิบัติการ

นายเคลาดิโอ คาสโตร ผู้ว่าการรัฐริโอฯ กล่าวว่า ตัวเลขทางการที่เขาทราบยังอยู่ที่ 58 ศพ เนื่องจากกระบวนการพิสูจน์หลักฐานยังไม่เสร็จสิ้น แต่ยอมรับว่าตัวเลขดังกล่าว “จะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเปิดเผยว่า ประธานาธิบดี ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา “ตกตะลึง” กับจำนวนผู้เสียชีวิต และแสดงความประหลาดใจที่รัฐบาลกลางไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้าเกี่ยวกับปฏิบัติการนี้ ด้านสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ออกแถลงการณ์ก่อนที่ยอดผู้เสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า โดยระบุว่ารู้สึก “น่าหวาดผวา” ต่อปฏิบัติการของตำรวจ

รายงานจากสื่อบราซิลระบุว่า มีการนำศพมาวางเรียงกันในจัตุรัสตั้งแต่ 50 ถึงกว่า 70 ศพ โดยส่วนใหญ่ถูกนำลงมาจากเนินเขาในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งตำรวจระบุว่าเป็นจุดที่เกิดการปะทะรุนแรงที่สุด

เมื่อถูกนักข่าวซักถามถึงคำพูดก่อนหน้าว่า ผู้เสียชีวิตเป็น “อาชญากร” ผู้ว่าการคาสโตรตอบว่า “พูดตามตรง การปะทะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ชุมชน แต่เกิดขึ้นในป่า ดังนั้นผมไม่เชื่อว่าจะมีใครเดินเล่นในป่าในวันที่มีความขัดแย้ง และนั่นคือเหตุผลที่เราสามารถจำแนกพวกเขาได้โดยง่าย”

ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์บรรยายฉากในวันอังคารว่า “เหมือนสงคราม” มีการยิงปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างเจ้าหน้าที่และกลุ่มติดอาวุธ มีการจุดไฟเผารถบัสเพื่อสร้างเครื่องกีดขวาง ตำรวจกล่าวว่า สมาชิกแก๊ง Red Command ซึ่งเป็นแก๊งหลักในพื้นที่ ได้ใช้ โดรน ทิ้งระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ในขณะที่กำลังกระจายกำลังเข้าสู่พื้นที่ ผู้ว่าการคาสโตรเรียกการกระทำนี้ว่าเป็น “การก่อการร้ายยาเสพติด”

นายคาสโตรกล่าวว่า การบุกกวาดล้างครั้งนี้มีการวางแผนมานานสองเดือน และเป็นการดำเนินงานตามการสืบสวนอย่างถี่ถ้วน โดยสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยซึ่งเป็นผู้นำการค้ายาเสพติดของแก๊ง Red Command ได้ และมีการยึดอาวุธและยาเสพติดจำนวนมาก ผู้สื่อข่าวบราซิลระบุว่า ปฏิบัติการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของผู้ว่าการคาสโตร ในการสร้างผลงานและจัดการปราบปรามอาชญากรรมอย่างเด็ดขาด ก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่นครริโอ เด จาเนโร จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสำคัญระดับโลก ได้แก่ C40 World Mayors Summit และ Earthshot Prize ซึ่งจะมีการมอบรางวัลด้านสิ่งแวดล้อมโดยเจ้าชายวิลเลียม.

ที่มา BBC