อาเซียน-จีน ลงนามยกระดับเขตการค้าเสรี 3.0

อาเซียน-จีน ลงนามยกระดับเขตการค้าเสรี 3.0

28 ต.ค. 2568 10:04 น.

อาเซียน-จีน ลงนามยกระดับเขตการค้าเสรี 3.0

จีนและอาเซียนร่วมลงนามเขตการค้าเสรี จีน-อาเซียน 3.0 ส่งเสริมบูรณาการทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค และการค้าระหว่างประเทศให้แข็งแกร่ง ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ช่วงเช้าวันสุดท้าย 

นายซาฟรูล อาซิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรม ของมาเลเซีย และนายหวาง เหวินเทา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของจีน ร่วมลงนามยกระดับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน 3.0 หรือ ACFTA 3.0 โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เป็นสักขีพยาน จากนั้นข้อตกลง ได้ถูกนำเสนอต่อเลขาธิการอาเซียน

สำหรับ ACFTA 3.0 เป็นการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ หลังจากความตกลงฉบับแรกมีผลบังคับใช้มากว่า 20 ปี โดยเพิ่มประเด็นใหม่ที่สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน ทั้ง เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน 

สาระสำคัญ เช่น การคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ ดูแลความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล ความมั่นคงไซเบอร์ และเอื้อให้ธุรกิจรายย่อยเข้าสู่ตลาดดิจิทัลได้ง่ายขึ้น การเปิดช่องทางร้องเรียน–เยียวยาข้ามประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค การสนับสนุนการค้าสีเขียว การลงทุนเพื่อความยั่งยืน และมาตรการลดการปล่อยคาร์บอน เสริมศักยภาพธุรกิจขนาดเล็กสู่ตลาดโลก พร้อมระบบแบ่งปันข้อมูลและแนวปฏิบัติที่ดี

ตามข้อมูลของอาเซียน จีนถือเป็น คู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของกลุ่มอาเซียน โดยมูลค่าการค้ารวมระหว่างกันในปีที่แล้วอยู่ที่ 771,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ราว 28 ล้านล้านบาท

จีนกำลังพยายามเสริมสร้างความร่วมมือกับอาเซียน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีมูลค่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) รวมกว่า 3.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรับมือกับ ภาษีนำเข้าขนาดใหญ่ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำหนดขึ้นต่อหลายประเทศทั่วโลก

แม้จะเผชิญเสียงวิจารณ์จากประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ เกี่ยวกับการจำกัดการส่งออกสินทรัพย์สำคัญอย่างแร่หายากและแร่เชิงกลยุทธ์ต่าง ๆ แต่ปักกิ่งยังคงพยายาม แสดงบทบาทในฐานะเศรษฐกิจที่เปิดกว้างมากขึ้น

การเจรจาข้อตกลงอาเซียน–จีนฉบับอัปเกรดนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2022 และสิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคมปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่สหรัฐฯ เริ่มเดินหน้าเก็บภาษีนำเข้ากับหลายประเทศอย่างเข้มงวด ข้อตกลงการค้าเสรีฉบับแรกของอาเซียน–จีนมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2010

จีนเคยระบุว่า FTA ฉบับใหม่จะช่วย ขยายการเข้าถึงตลาดในภาคเกษตร เศรษฐกิจดิจิทัล และอุตสาหกรรมยา ระหว่างจีนและอาเซียน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการทั้งสองฝ่าย

ทั้งจีนและอาเซียนยังเป็นสมาชิกของ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมประชากรราวหนึ่งในสามของโลก และมีสัดส่วนราว 30% ของ GDP โลก โดยมาเลเซียเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอด RCEP ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการจัดประชุมครั้งแรกในรอบ 5 ปี

นักวิเคราะห์บางรายมองว่า ข้อตกลงระหว่างอาเซียนและจีน รวมถึง RCEP อาจช่วยทำหน้าที่เป็นกันชนทางเศรษฐกิจต่อ มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ได้ในระดับหนึ่ง แม้ข้อตกลงนี้จะมีข้อจำกัดในบางประเด็น เนื่องจากผลประโยชน์ที่แตกต่างกันของประเทศสมาชิกอาเซียนแต่ละราย.

ที่มา : Reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ การประชุมอาเซียน

เฮอริเคน “เมลิสซา” พัดขึ้นฝั่งจาเมกาวันนี้ ทางการเร่งอพยพประชาชน คาดเป็นพายุรุนแรงที่สุดของปีนี้

เฮอริเคน "เมลิสซา" พัดขึ้นฝั่งจาเมกาวันนี้ ทางการเร่งอพยพประชาชน คาดเป็นพายุรุนแรงที่สุดของปีนี้

28 ต.ค. 2568 10:04 น.

เฮอริเคน “เมลิสซา” พัดขึ้นฝั่งจาเมกาวันนี้ ทางการเร่งอพยพประชาชน คาดเป็นพายุรุนแรงที่สุดของปีนี้

พายุเฮอริเคน “เมลิสซา” ความรุนแรงระดับ 5 จ่อพัดขึ้นฝั่งจาเมกาวันนี้ ล่าสุดอิทธิพลของพายุทำให้ฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง คร่าแล้ว 3 ศพ ขณะที่สหรัฐฯ เตือนหายนะระดับโลก พายุรุนแรงสุดแห่งปี 2568

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 สำนักข่าว BBC และ CBS รายงานว่า พายุเฮอร์ริเคน “เมลิสซา” (Melissa) พายุหมุนเขตร้อนระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่เกาะจาเมกา ด้วยความเร็วลมสูงสุดถึงประมาณ 282 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยหากเมลิสซาขึ้นฝั่งด้วยความรุนแรงเท่าปัจจุบัน จะเป็นพายุเฮอร์ริเคนที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์จาเมกา นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลในปี  2394  

ศูนย์เฮอร์ริเคนแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า เมลิสซามีกำหนดขึ้นฝั่งจาเมกา ในช่วงเช้าวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น โดยขณะนี้อยู่ห่างจากกรุงคิงส์ตัน ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 233 กิโลเมตร และเคลื่อนตัวช้าเพียง 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้เสี่ยงเกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่มในหลายพื้นที่

กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการจาเมกาเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุพายุแล้วอย่างน้อย 3 ศพ ขณะที่ก่อนหน้านี้มีรายงานผู้เสียชีวิต 4 ศพในเฮติ และสาธารณรัฐโดมินิกัน นอกจากนี้ยังมีผู้สูญหายหลายรายจากกระแสน้ำเชี่ยว

ด้านนายไมเคิล เบรนแนน ผู้อำนวยการศูนย์เฮอร์ริเคนแห่งชาติสหรัฐฯ เตือนประชาชนชาวจาเมกา ว่า อย่าออกจากบ้านในทุกกรณี เพราะจะเกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มรุนแรงทั่วเกาะ  พร้อมเตือนว่าไม่ควรออกจากที่พักแม้จะอยู่ในตาพายุ  ซึ่งอาจสร้างความเข้าใจผิดว่าอากาศสงบ โดยปริมาณฝนบางพื้นที่อาจสูงถึง 100 เซนติเมตรภายใน 4 วัน ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ฝนตกหนักระดับ “หายนะ”

ขะเดียวกัน รัฐบาลจาเมกานำโดยนายกรัฐมนตรีแอนดรูว์ โฮลเนส  ได้ออกคำสั่งอพยพประชาชนในหลายชุมชนเสี่ยงทั่วเกาะ โดยระบุผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์  ว่าขอให้ชาวจาเมกาทุกคนเตรียมพร้อม อยู่ภายในบ้าน และปฏิบัติตามคำสั่งอพยพอย่างเคร่งครัด ทุกคนจะผ่านพายุครั้งนี้ไปด้วยกัน และฟื้นฟูประเทศให้แข็งแกร่งกว่าเดิม 

นางดานา มอร์ริส ดิกสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ว่า นี่คือพายุที่จาเมกาไม่เคยเผชิญมาก่อน ที่ผ่านมามีฝนตกตลอดทั้งเดือนตุลาคม ทำให้พื้นดินอิ่มน้ำแล้ว และฝนที่กำลังจะตกอีกจะทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่และดินถล่มในเขตภูเขา  

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลจาเมกาประกาศอพยพประชาชน พร้อมกันนี้ได้เปิดศูนย์พักพิงกว่า 881 แห่งทั่วประเทศ พร้อมใช้รถโรงเรียนช่วยขนย้ายผู้สูงอายุและผู้พิการออกจากพื้นที่เสี่ยง ขณะเดียวกันมีรายงานว่าเครื่องบินสำรวจพายุของสำนักงานสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ ต้องยกเลิกภารกิจกลางทาง หลังเผชิญความปั่นป่วนรุนแรงในชั้นบรรยากาศ.

ทรัมป์เยือนญี่ปุ่น เข้าเฝ้าจักรพรรดินารุฮิโตะ พบนายกฯ ทาคาอิจิ กระชับพันธมิตรหารือความร่วมมือศก.

ทรัมป์เยือนญี่ปุ่น เข้าเฝ้าจักรพรรดินารุฮิโตะ พบนายกฯ ทาคาอิจิ กระชับพันธมิตรหารือความร่วมมือศก.

28 ต.ค. 2568 09:37 น.

ทรัมป์เยือนญี่ปุ่น เข้าเฝ้าจักรพรรดินารุฮิโตะ พบนายกฯ ทาคาอิจิ กระชับพันธมิตรหารือความร่วมมือศก.

ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เดินทางถึงญี่ปุ่น เข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ เมื่อคืนที่ผ่านมา ก่อนเช้านี้จะพบนายกฯ ซานาเอะ ทาคาอิจิ หารือกระชับพันธมิตร เจรจาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่น รายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางถึงสนามบินฮาเนดะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เวลาประมาณ 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ของเมื่อวานนี้ หลังเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนที่มาเลเซีย

ในค่ำวันเดียวกัน ทรัมป์ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ ณ พระราชวังอิมพีเรียล ถือเป็นการเยือนญี่ปุ่นครั้งที่ 4 ของทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยครั้งล่าสุดคือในปี 2562 เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอด G20 ที่เมืองโอซากา

ต่อมาในช่วงเช้าวันที่ 28 ตุลาคม ทรัมป์ได้เข้าพบนางซานาเอะ ทาคาอิชิ นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่น ที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรี กรุงโตเกียว ทั้งสองฝ่ายได้หารือประเด็นด้านความมั่นคง การค้า และแผนการลงทุนของญี่ปุ่นในสหรัฐฯ มูลค่า 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 20 ล้านล้านบาท

โดยผู้นำญี่ปุ่นได้โพสต์ข้อความต้อนรับทรัมป์ผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า ยินดีที่ได้พบและพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเสริมสร้างพันธมิตรที่ยิ่งใหญ่ของเราให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น  พร้อมเผยภาพโตเกียวทาวเวอร์และโตเกียวสกายทรีที่ประดับไฟสีแดง ขาว น้ำเงิน ตามสีธงชาติสหรัฐฯ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ

ภายหลังการหารือ ทรัมป์ได้เดินทางไปยังฐานทัพสหรัฐฯ ในญี่ปุ่น เพื่อกล่าวสุนทรพจน์ต่อทหารอเมริกัน ตอกย้ำความสัมพันธ์ทางการทหารระหว่างสองประเทศ ก่อนมีกำหนดเดินทางต่อไปยังเกาหลีใต้ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเอเปกภายในสัปดาห์นี้.

แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าตุรกี อาคารถล่ม 4 แห่ง พบผู้บาดเจ็บแล้ว 22 ราย

แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าตุรกี อาคารถล่ม 4 แห่ง พบผู้บาดเจ็บแล้ว 22 ราย

28 ต.ค. 2568 06:50 น.

แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าตุรกี อาคารถล่ม 4 แห่ง พบผู้บาดเจ็บแล้ว 22 ราย

เกิดแผ่นดินไหวระดับ 6.1 ทางตะวันตกของตุรกี ทำให้อาคารที่เสียหายอยู่แล้วเพราะแผ่นดินไหวครั้งก่อน พังถล่มลงมา เบื้องต้นพบผู้บาดเจ็บแล้ว 22 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 6.1 ในพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศตุรกี เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 27 ต.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้อาคาร 4 แห่งที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวครั้งก่อน พังถล่มลงมา โดยในเบื้องต้นยังไม่มีรายงานว่าพบผู้เสียชีวิต

ตามรายงานของสำนักงานจัดการภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉิน (AFAD) ของตุรกี แผ่นดินไหวครั้งนี้มีขนาดแมกนิจูด 6.1 เกิดขึ้นเมื่อเวลา 22:48 น. ตามเวลาท้องถิ่น มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองซินดีร์กี (Sindirgi) ในจังหวัดบาลิเคเซียร์ (Balikesir) ที่ระดับความลึก 5.99 กิโลเมตร

แรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวครั้งนี้สามารถรับรู้ได้ถึงกรุงอิสตันบูล และจังหวัดใกล้เคียงอย่างบูร์ซา (Bursa), มานิซา (Manisa) และอิซมีร์ (Izmir)

นายอาลี เยอร์ลิคายา รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า อาคารที่ไม่มีคนอาศัยอยู่แล้วอย่างน้อย 3 หลัง และร้านค้าสองชั้นหนึ่งแห่งในเมืองซินดีร์กี พังถล่มลง โดยอาคารดังกล่าวโครงสร้างเสียหายอยู่ก่อนแล้วจากแผ่นดินไหวครั้งก่อน

ด้านนายอิสมาอิล อุสตาโอกลู ผู้ว่าราชการจังหวัดบาลิเคเซียร์เปิดเผย มีผู้บาดเจ็บรวม 22 คน เนื่องจากหกล้มเพราะความตื่นตระหนกระหว่างเกิดแผ่นดินไหว ขณะที่นายโดกูคาน โคยุนคู ผู้บริหารเขตซินดีร์กี ระบุว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่พบผู้เสียชีวิต แต่จะประเมินสถานการณ์ต่อไป

ทั้งนี้ เมืองซินดีร์กี เคยถูกเล่นงานด้วยแผ่นดินไหวขนาดแมกนิจูด 6.1 เมื่อเดือนสิงหาคม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บริเวณรอบเมืองบาลิเคเซียร์ก็ถูกกระทบด้วยแรงสั่นสะเทือนที่เล็กกว่ามาโดยตลอด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

ผู้นำแคเมอรูนวัย 92 ปี ชนะการเลือกตั้ง ได้เป็น ปธน.สมัยที่ 8

ผู้นำแคเมอรูนวัย 92 ปี ชนะการเลือกตั้ง ได้เป็น ปธน.สมัยที่ 8

28 ต.ค. 2568 06:20 น.

ผู้นำแคเมอรูนวัย 92 ปี ชนะการเลือกตั้ง ได้เป็น ปธน.สมัยที่ 8

ประธานาธิบดีแคเมอรูน ชนะการเลือกตั้งได้เป็นผู้นำประเทศต่อไปเป็นสมัยที่ 8 หลังจากอยู่ในอำนาจมานาน 43 ปี ท่ามกลางข้อครหาเรื่องการทุจริตเลือกตั้ง

เมื่อ 27 ต.ค. 2568 สภารัฐธรรมนูญของประเทศแคเมอรูนประกาศว่า นายปอล บิยา ประธานาธิบดีวัย 92 ปี ชนะการเลือกตั้งและจะได้ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศต่อไปเป็นสมัยที่ 8 ท่ามกลางข้อครหาและเสียงคัดค้านมากมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

สภารัฐธรรมนูญระบุว่า นายบิยา ซึ่งเป็นผู้นำประเทศที่มีอายุมากที่สุดในโลกและปกครองแคเมอรูนมาตั้งแต่ปี 2525 ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งถึง 53.7% ในขณะที่นายอิสซา ชิโรมา บาการี ผู้นำฝ่ายค้านได้คะแนนไป 35.2%

หลังทราบผลการเลือกตั้ง นายบิยาได้กล่าวขอบคุณผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทุกคนที่ไว้วางใจเขาอีกครั้ง โดยเขาระบุในแถลงการณ์ว่า “ผมหวังอย่างจริงใจว่า พวกเราจะร่วมกันดำเนินการอย่างแน่วแน่เพื่อสร้างแคเมอรูนที่สงบสุข, เป็นหนึ่งเดียว และเจริญรุ่งเรือง”

ก่อนที่ผลการเลือกตั้งจะประกาศออกมา นายชิโรมา บาการี ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรของบิยามาก่อน ได้ยืนยันว่าเขาเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง แต่พรรคการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยประชาชนแคเมอรูน (CPDM) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลปฏิเสธข้อกล่าวอ้างของเขา

การเลือกตั้งซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ถูกบดบังด้วยความรุนแรงถึงขั้นทำให้มีผู้เสียชีวิต และในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้สนับสนุนของนายชิโรมา บาการี หลายร้อยคนได้ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามประท้วงในหลายเมือง เนื่องจากมองว่าพรรครัฐบาลกำลังพยายามปล้นชัยชนะไปจากผู้แทนของพวกเขา ทำให้เกิดการปะทะกับกองกำลังความมั่นคง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (26 ต.ค.) มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คนระหว่างการประท้วงที่เมืองดูอาลา เมืองหลวงทางเศรษฐกิจของแคเมอรูน โดยนายซามูเอล ดีเยอดอนเน ดิบัว ผู้ว่าราชการท้องถิ่น กล่าวว่า จุดตรวจของตำรวจถูกโจมตี และกองกำลังความมั่นคงได้ทำการป้องกันตัวเอง

ความไม่สงบยังคงดำเนินต่อไปในวันจันทร์ เมื่อมีผู้คนจำนวนหนึ่งถูกยิงเสียชีวิตใกล้กับที่พักของนายชิโรมา บาการี ในเมืองการัว ในช่วงเวลาเดียวกัน ผู้นำฝ่ายค้านได้เขียนบน Facebook ว่า มีการยิงปืนใส่พลเรือนที่รวมตัวกันนอกบ้านของเขา ต่อมาเขาอ้างว่า มีพลซุ่มยิงประจำการอยู่ที่บ้านตรงข้ามกับบ้านของเขา และกำลัง “ยิงใส่ผู้คนในระยะประชิด”

สถานการณ์ในเมืองหลวงยาอุนเด ตึงเครียดมากจนร้านค้าและโรงเรียนเกือบทั้งหมดต้องปิดทำการ ขณะที่ข้าราชการและพนักงานสำนักงานส่วนใหญ่ต้องอยู่ที่บ้าน

ขณะเดียวกัน สภารัฐธรรมนูญได้ปฏิเสธคำร้องไปแล้วอย่างน้อย 10 ฉบับ ที่กล่าวหาว่ามีการทุจริตเลือกตั้งเกิดขึ้น

ที่มา : bbc

ฮามาสคืนศพให้อิสราเอลอีก 1 ราย เร่งตรวจสอบว่าใช่ตัวประกันหรือไม่

ฮามาสคืนศพให้อิสราเอลอีก 1 ราย เร่งตรวจสอบว่าใช่ตัวประกันหรือไม่

28 ต.ค. 2568 05:35 น.

ฮามาสคืนศพให้อิสราเอลอีก 1 ราย เร่งตรวจสอบว่าใช่ตัวประกันหรือไม่

ฮามาสคืนร่างผู้เสียชีวิตที่เชื่อว่าเป็นศพตัวประกันให้แก่อิสราเอลเพิ่มอีก 1 รายแล้ว โดยอิสราเอลกำลังตรวจสอบยืนยัน ในขณะที่การค้นหาร่างตัวประกันที่เหลือยังคงดำเนินต่อไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มฮามาสส่งศพที่พวกเขาระบุว่าเป็นร่างของหนึ่งในตัวประกันที่พวกเขาจับตัวมาคืนให้แก่อิสราเอลแล้ว ในคืนวันจันทร์ที่ 27 ต.ค. 2568 ผ่านทางเจ้าหน้าที่ของกาชาด ขณะที่กองทัพอิสราเอลยืนยันว่ากำลังนำศพกลับประเทศเพื่อดำเนินการทดสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อระบุตัวตนของผู้เสียชีวิต

หากยืนยันแล้วว่าศพที่ได้รับเป็นร่างของตัวประกันจริง นั่นเท่ากับว่าฮามาสได้ส่งคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิตแล้วคืนให้แก่อิสราเอลแล้ว 16 ราย จากทั้งหมด 28 ราย ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงฉบับล่าสุดซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

การส่งมอบครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลอิสราเอลเปิดเผยว่า ได้อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ของอียิปต์และคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศเข้าไปในพื้นที่ภายในกาซาที่กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ควบคุมอยู่ เพื่อช่วยในการค้นหาตัวประกันที่เสียชีวิตที่เหลืออยู่ และให้สมาชิกฮามาสคนหนึ่งเข้าไปให้ข้อมูลด้วย

ทั้งนี้ ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อิสราเอลกล่าวหากลุ่มฮามาสว่า ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงฉบับล่าสุด ซึ่งมีสหรัฐฯ อียิปต์ กาตาร์ และตุรกีเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย เนื่องจากฮามาสยังไม่ได้ส่งคืนร่างของตัวประกันทั้งหมด

ด้านกลุ่มฮามาสยืนยันว่า พวกเขายังคงยึดมั่นตามข้อตกลง แต่ต้องการความช่วยเหลือในการค้นหาร่างที่ถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังซึ่งเกิดจากสงครามตลอด 2 ปีที่ผ่านมา

น.ส.โชช เบโดรเซียน โฆษกรัฐบาลอิสราเอลระบุในแถลงการณ์เมื่อช่วงบ่ายวันจันทร์ว่า “กาชาด ทีมเทคนิคของอียิปต์ และบุคคลของฮามาส ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในบริเวณที่อยู่เลยแนว ‘เส้นสีเหลือง’ ของ IDF ในกาซา ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของ IDF”

เธอระบุอีกว่า อียิปต์จะนำอุปกรณ์เข้าไปเพิ่มด้วย รวมถึงยานพาหนะประเภทรถแทรกเตอร์ หลังจากเมื่อวันอาทิตย์ อียิปต์ส่งรถขุด 2-3 คันกับรถบรรทุกจำนวนใกล้เคียงกันเข้าไปก่อนแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้ว่าฯ จังหวัดอากิตะ วอนกองทัพช่วยปราบหมี ชี้รับมือไม่ไหวแล้ว

ผู้ว่าฯ จังหวัดอากิตะ วอนกองทัพช่วยปราบหมี ชี้รับมือไม่ไหวแล้ว

28 ต.ค. 2568 04:56 น.

ผู้ว่าฯ จังหวัดอากิตะ วอนกองทัพช่วยปราบหมี ชี้รับมือไม่ไหวแล้ว

ผู้ว่าราชการจังหวัดอากิตะ ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาทางตอนเหนือของญี่ปุ่น ร้องขอความช่วยเหลือจากกองกำลังป้องกันตนเอง เพื่อปกป้องประชาชนจากการโจมตีของหมีที่เกิดขึ้นบ่อยผิดปกติ

นาย เคนตะ ซูซูกิ ผู้ว่าราชการจังหวัดอากิตะ โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (26 ต.ค. 2568) ว่า “ความเหนื่อยล้าในพื้นที่กำลังถึงขีดจำกัด” หลังเกิดเหตุหมีโจมตีประชาชนหลายระลอก และว่า เขาวางแผนที่จะขอความช่วยเหลือจากกองกำลังป้องกันตนเองในการกำจัดหมี

ตามกำหนดการที่เผยแพร่โดยกระทรวงกลาโหม นายชินจิโร โคอิซุมิ รัฐมนตรีว่าการกลาโหมคนใหม่ของญี่ปุ่น จะเข้าพบกับผู้ว่าฯ ซูซูกิในเช้าวันอังคารนี้ (28 ต.ค.)

อนึ่ง การร้องขอความช่วยเหลือจากผู้ว่าฯ ซูซูกิมีขึ้นหลังจาก เกิดเหตุหมีโจมตีในอากิตะเมื่อวันศุกร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 3 ราย ท่ามกลางจำนวนการโจมตีทั่วประเทศในปีนี้ซึ่งทุบสถิติสูงสุด

ทางการท้องถิ่นในอากิตะระบุว่า มีประชาชนเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากหมีแล้ว 54 รายในปีนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีเพียง 11 ราย ขณะที่จำนวนการพบเห็นหมีก็เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 8,000 กรณี หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 6 เท่า

จำนวนหมีที่เพิ่มขึ้นและการลดลงของประชากรในพื้นที่ชนบท ทำให้ผู้คนมีโอกาสเผชิญหน้ากับหมีมากขึ้นเรื่อย ๆ การเผชิญหน้าจำนวนมากเกิดขึ้นในเมืองและตามหมู่บ้านที่หมีเหล่านี้ออกหาอาหาร บางครั้งถึงขั้นบุกเข้าไปในบ้านเรือน และมีอย่างน้อยสองครั้งที่หมีบุกเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ต

นอกจากนั้น ปัญหาประชากรสูงอายุของญี่ปุ่นส่งผลให้ มีจำนวนนายพรานที่มีคุณสมบัติเหมาะสมไม่เพียงพอที่จะติดตามหมี ซึ่งดูเหมือนจะเกรงกลัวมนุษย์น้อยลงกว่าในอดีต

ทั้งนี้ ในญี่ปุ่นมีหมีอยู่หลายชนิด ที่พบเห็นบ่อยคือ หมีดำญี่ปุ่น (Japanese black bear) ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ สามารถมีน้ำหนักได้มากถึง 140 กิโลกรัม ส่วนหมีสีน้ำตาล (Brown bear) บนเกาะฮอกไกโดทางตอนเหนือ สามารถมีน้ำหนักได้มากถึง 400 กิโลกรัม

ผู้ว่าฯ ซูซูกิระบุในโพสต์ของเขาว่า จังหวัดอากิตะได้เริ่มแจกจ่ายสเปรย์ขับไล่หมีตามเส้นทางไปโรงเรียนแล้ว เพื่อสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยของเด็ก ๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เฮอริเคน “เมลิสซา” กลายเป็นพายุแรงสุดในปี 2568 แล้ว จ่อถล่มจาเมกา-คิวบา

เฮอริเคน “เมลิสซา” กลายเป็นพายุแรงสุดในปี 2568 แล้ว จ่อถล่มจาเมกา-คิวบา

28 ต.ค. 2568 03:46 น.

เฮอริเคน “เมลิสซา” กลายเป็นพายุแรงสุดในปี 2568 แล้ว จ่อถล่มจาเมกา-คิวบา

เฮอริเคน เมลิสซา ยังคงทวีกำลังขึ้นอย่างต่อเนื่อง และขณะนี้มันกลายเป็น พายุที่รุนแรงที่สุดโลกประจำปี 2568 ณ ตอนนี้แล้ว และกำลังเคลื่อนตัวเข้าถล่มประเทศจาเมกาและคิวบา

ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติ (NHC) ของสหรัฐฯ รายงานในช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ 27 ต.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ว่า เฮอริเคน เมลิสซา มีความเร็วลมสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 175 ไมล์ต่อชั่วโมงแล้ว (ราว 281.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) โดยเพิ่มขึ้นจากเมื่อ 3 ชั่วโมงก่อนประมาณ 10 ไมล์ต่อชั่วโมง

NHC บอกอีกว่า เมลิสซาได้เริ่มหันไปทางเหนือมุ่งหน้าสู่จาเมกาแล้ว และขณะนี้กำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 3 ไมล์ต่อชั่วโมง โดยศูนย์กลางของพายุลูกนี้อยู่ห่างจากกรุงคิงส์ตัน เมืองหลวงของจาเมกา ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 145 ไมล์ (ราว 233.3 กิโลเมตร)

นาย เพียร์เนล ชาร์ลส์ รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานและความมั่นคงทางสังคมของจาเมกา กล่าวในวันจันทร์ว่า คำสั่งอพยพที่ออกสำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยไม่ใช่แค่ข้อเสนอแนะ แต่เป็น “คำสั่งเพื่อรักษาชีวิตของคุณ” เนื่องจากประเทศกำลังเผชิญกับ “ความเสียหายและอันตรายร้ายแรงอย่างยิ่ง” ที่จะเกิดเพราะพายุเฮอริเคนเมลิสซา

“พายุลูกนี้เคลื่อนตัวช้ามาก มันรุนแรง มาก มาก มาก และนั่นหมายความว่าผลลัพธ์ที่ตามมาอาจนำไปสู่ความเสียหายและอันตรายร้ายแรงอย่างยิ่งได้” ชาร์ลส์บอกกับ เดเร็ก แวน แดม ของ ซีเอ็นเอ็น และเสริมว่า “ผมอยากจะบอกทุกคนที่กำลังฟังและกำลังรับชมว่า คำสั่งอพยพ ไม่ใช่ข้อเสนอแนะ แต่เป็นคำสั่ง และเป็นคำสั่งเพื่อรักษาชีวิตของคุณ”

รัฐมนตรียังกล่าวด้วยว่า ได้มีการใช้รถโดยสารเพื่อขนส่งผู้คนที่ต้องการความช่วยเหลือไปยังศูนย์พักพิงฉุกเฉินทั่วประเทศแล้ว และ “หากคุณอยู่ในพื้นที่ต่ำและเสี่ยงต่อน้ำท่วม นี่คือเวลาที่จะไม่ควรเสี่ยงและไม่ควรประมาท”

ทางการจาเมกาสั่งปิดทำการ ท่าอากาศยานนานาชาติ นอร์แมน แมนลีย์ (Norman Manley) ในกรุงคิงส์ตัน และท่าอากาศยานนานาชาติ แซงสเตอร์ (Sangster) ที่มอนเตโก เบย์ แล้ว เนื่องจากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อ “สตอร์มเซิร์จ” (storm surge) หรือคลื่นพายุหนุนซัดฝั่ง รุนแรง จนอาจก่อให้เกิดน้ำท่วม

นอกจากที่จาเมกาแล้ว ประชาชนนับแสนในภาคตะวันออกของคิวบาก็กำลังอพยพเพื่อหนีจากผลกระทบของเฮอริเคน เมลิสซา ที่กำลังโหมกระหน่ำ โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของเมือง ซานติอาโก เด คิวบา ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศระบุว่า มีประชาชนถูกอพยพแล้ว 119,000 คน หลังทางการสั่งให้ผู้อาศัยในพื้นที่ต่ำอพยพ

ขณะที่สื่อโทรทัศน์ของคิวบารายงานประกาศของรัฐบาลซึ่งเตือนว่า การขนส่งสาธารณะทั้งหมดในภาคตะวันออกของคิวบาจะถูกระงับ รวมถึงบริการรถไฟ รถบัส และเที่ยวบิน

การมาของเฮอริเคน เมลิสซา ทำให้ประชาชนจำนวนมากแห่เข้าแถวซื้ออาหารและน้ำ หรือกดเงินสดจากตู้ ATM หลายคนปีนขึ้นไปบนหลังคาในเมืองเพื่อรื้อถอนกันสาดโลหะและถังเก็บน้ำ ที่อาจถูกลมพายุพัดหลุดลอยจนกลายเป็นอาวุธสังหาร

ทั้งนี้ ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากพายุเมลิสซา จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาในคิวบาให้หนักขึ้นไปอีก โดยปัจจุบันประเทศเกาะแห่งนี้กำลังเผชิญปัญหามากมาย ทั้งการขาดแคลนไฟฟ้าอย่างรุนแรง, ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ และการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สหรัฐฯ จับกุม “ซามี ฮัมดี” นักข่าวอังกฤษ ฐานสนับสนุนผู้ก่อการร้าย

สหรัฐฯ จับกุม “ซามี ฮัมดี” นักข่าวอังกฤษ ฐานสนับสนุนผู้ก่อการร้าย

28 ต.ค. 2568 02:51 น.

สหรัฐฯ จับกุม “ซามี ฮัมดี” นักข่าวอังกฤษ ฐานสนับสนุนผู้ก่อการร้าย

ซามี ฮัมดี นักวิจารณ์อิสราเอลตัวยงชาวสหราชอาณาจักรถูกจับกุมตัวในสหรัฐฯ ข้อหาสนับสนุนผู้ก่อการร้าย ขณะที่องค์กรมุสลิมโต้แย้งว่าเป็นการมุ่งเป้าทางการเมือง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 27 ต.ค. 2568 ว่า นายซามี ฮัมดี นักข่าวและนักวิเคราะห์ข่าวชาวสหราชอาณาจักร และเป็นผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลอย่างเปิดเผย ถูกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและบังคับใช้กฎหมายศุลกากรของสหรัฐฯ (ICE) ควบคุมตัวแล้ว

น.ส.ทริเซีย แม็คลัฟลิน โฆษกกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) เปิดเผยผ่าน X ว่า นายฮัมดีถูกเจ้าหน้าที่ ICE เข้าควบคุมตัวขณะอยู่ระหว่างการทัวร์บรรยายในสหรัฐฯ เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และขณะนี้ นายฮัมดีกำลังอยู่ระหว่างรอการเนรเทศออกจากประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศและ DHS อ้างว่า ฮัมดี สนับสนุนการก่อการร้ายและเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ ขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุนชาวมุสลิมโต้แย้งว่า เขาถูกมุ่งเป้าโจมตีทางการเมือง ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการพูดของเขา

โพสต์บน X ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า “เราเคยกล่าวไว้แล้ว และจะกล่าวอีกครั้งว่า สหรัฐอเมริกาไม่มีภาระผูกพันที่จะต้องเป็นเจ้าภาพต้อนรับชาวต่างชาติที่สนับสนุนการก่อการร้าย และบ่อนทำลายความปลอดภัยของชาวอเมริกันอย่างแข็งขัน”

ทางกระทรวงระบุเพิ่มเติมด้วยว่า พวกเขาจะดำเนินการ เพิกถอนวีซ่า ของบุคคลที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าวต่อไป

ทั้งนี้ นายซามี ฮัมดี ถูกควบคุมตัวที่สนามบินนานาชาติซานฟรานซิสโกเมื่อวันอาทิตย์ (26 ต.ค.) หลังจากเมื่อวันเสาร์เขาไปบรรยายในงานกาล่าประจำปีของ สภาความสัมพันธ์อเมริกัน-อิสลาม (CAIR) สาขาแซคราเมนโต และมีกำหนดจะบรรยายในงานกาล่าของ CAIR สาขาฟลอริดาในวันอาทิตย์ แต่ถูกจับกุมตัวเสียก่อน

CAIR ระบุในแถลงการณ์ว่า “ประเทศของเราต้องหยุดการลักพาตัวผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิสราเอลตามคำขอร้องของผู้คลั่งไคล้ ‘อิสราเอลต้องมาก่อน’ (Israel First) ที่ขาดสติ นี่คือนโยบาย ‘อิสราเอลต้องมาก่อน’ ไม่ใช่ ‘อเมริกาต้องมาก่อน’ และมันต้องยุติลง” พร้อมกับเรียกร้องให้ ICE ปล่อยตัวนายฮัมดีทันที

อนึ่ง การจับกุมนายฮัมดีเกิดขึ้นหลังจากที่ น.ส.ลอรา ลูเมอร์ นักกิจกรรมทางการเมืองฝ่ายขวาจัดและพันธมิตรของทรัมป์ โพสต์ข้อความมากมายบน X กล่าวหานายฮัมดีว่า สนับสนุนองค์กรก่อการร้าย ขณะที่ CAIR โต้แย้งว่า ลูเมอร์ กำลังส่งเสริม “ทฤษฎีสมคบคิดต่อต้านชาวมุสลิม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ไม่ตัดโอกาส หาทางเป็น ปธน.สมัยที่ 3 แต่จะไม่ใช้ช่องโหว่รอง ปธน.

ทรัมป์ไม่ตัดโอกาส หาทางเป็น ปธน.สมัยที่ 3 แต่จะไม่ใช้ช่องโหว่รอง ปธน.

27 ต.ค. 2568 23:42 น.

ทรัมป์ไม่ตัดโอกาส หาทางเป็น ปธน.สมัยที่ 3 แต่จะไม่ใช้ช่องโหว่รอง ปธน.

โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ตัดโอกาสที่เขาจะหาทางเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 3 แต่ยืนยันว่าจะไม่ใช้ช่องโหว่การชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีเพื่อให้ได้เป็นผู้นำต่ออีกสมัย

เมื่อวันอังคารที่ 27 ต.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับนักข่าวขณะโดยสารเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน เดินทางจากมาเลเซียไปญี่ปุ่นว่า เขาไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะหาทางทำให้ตัวเขาสามารถดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นสมัยที่ 3 แม้รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ จะระบุว่าไม่สามารถทำได้ โดยนายทรัมป์กล่าวว่าเขาอยากทำมาก

แต่นายทรัมป์ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนทวีปเอเชีย ตัดความเป็นไปได้ที่เขาจะลงสมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีในปี 2571 ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผู้สนับสนุนบางคนเสนอขึ้นเพื่อเป็นทางให้เขาสามารถ “เลี่ยงรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ” ที่ห้ามประธานาธิบดีลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นวาระที่สาม

นายทรัมป์ระบุว่า แนวคิดดังกล่าวนั้น “ไร้เดียงสาเกินไป” และว่ามัน “อาจไม่ถูกต้องนัก”

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่านายทรัมป์จะใช้วิธีใดในการเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 3 แต่เมื่อสัปดาห์ก่อนนายสตีฟ แบนนอน อดีตนักยุทธศาสตร์ของทรัมป์ กล่าวว่า “แผนการ” ถูกจัดเตรียมไว้แล้ว เพื่อรับประกันว่าประธานาธิบดีวัย 79 ปีผู้นี้ จะได้ดำรงตำแหน่งอีกวาระ

เมื่อพูดถึงความเป็นไปได้ของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 3 ทรัมป์กล่าวว่า “ผมยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ผมมีผลสำรวจความคิดเห็นที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา”

นอกจากนั้น นายทรัมป์ยังบอกด้วยว่า รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ กับนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีศักยภาพที่จะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดี โดยระบุว่าพวกเขาเป็นคนที่ไม่มีใครหยุดได้

“ทั้งหมดที่ผมสามารถบอกคุณได้ก็คือ เรามีกลุ่มคนดี ๆ ซึ่งพวกนั้น (พรรคเดโมแครต) ไม่มี” ทรัมป์กล่าวเสริม

ทั้งนี้ ข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับแก้ไขครั้งที่ 22 ระบุว่า ห้ามประธานาธิบดีลงสมัครชิงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 3 ขณะที่การยกเลิกข้อกำหนดดังกล่าว ต้องได้รับคะแนนโหวตจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาถึง 2 ใน 3 ซึ่งถูกมองว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc