คามาลา แฮร์ริส เผย “ยังไม่จบ” แย้มอาจลงชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้งในปี 2028

คามาลา แฮร์ริส เผย "ยังไม่จบ" แย้มอาจลงชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้งในปี 2028

26 ต.ค. 2568 09:31 น.

คามาลา แฮร์ริส เผย “ยังไม่จบ” แย้มอาจลงชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้งในปี 2028

คามาลา แฮร์ริส อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับรายการ Sunday with Laura Kuenssberg ของสถานีโทรทัศน์บีบีซี  เผยว่าเธอ “อาจจะ” ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง หลังพ่ายแพ้ให้โดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนที่สุดจนถึงปัจจุบันว่าเธอเตรียมกลับมาชิงทำเนียบขาวอีกครั้งในปี 2028

แฮร์ริสกล่าวว่า เธอมีความมั่นใจว่าหลานสาวของเธอ “จะต้องเห็น” ผู้หญิงได้เป็นประธานาธิบดีในชั่วชีวิตของพวกเธออย่างแน่นอน และเมื่อถูกถามย้ำว่าคนนั้นอาจเป็นเธอหรือไม่ แฮร์ริสก็ตอบว่า “อาจเป็นไปได้” ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมาว่าเธอกำลังพิจารณาการลงชิงตำแหน่งสูงสุดของประเทศอีกครั้ง

แฮร์ริสกล่าวว่า ตลอดชีวิตการทำงาน เธออุทิศตนเพื่อการรับใช้ประชาชน และยืนยันว่า “ฉันยังไม่จบ” พร้อมย้ำว่ายังมองเห็นอนาคตทางการเมืองของตนเอง แม้ผลสำรวจหลายสำนักจัดให้เธอเป็นตัวเต็งนอกสายตา และยังมีชื่อของดเวย์น “เดอะร็อก” จอห์นสัน นักแสดงฮอลลีวูด อยู่เหนือกว่าในโพลผู้สมัครพรรคเดโมแครต เธอกล่าวว่า “ถ้าฉันฟังผลโพล ฉันคงไม่เคยชนะการเลือกตั้งใดมาก่อนเลย”

อดีตรองผู้นำสหรัฐฯ ยังออกโรงวิจารณ์ทรัมป์อย่างรุนแรง เรียกเขาว่า “ทรราช” พร้อมระบุว่า คำเตือนของเธอเกี่ยวกับพฤติกรรมเผด็จการของทรัมป์ในช่วงหาเสียงพิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง โดยกล่าวหาว่าทรัมป์ได้ “นำกระทรวงยุติธรรมมาใช้เป็นอาวุธทางการเมือง” และยกกรณีสถานีโทรทัศน์เอบีซีระงับรายการของพิธีกรชื่อดัง จิมมี คิมเมล หลังล้อเลียนนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวา ซึ่งเป็นผลจากแรงกดดันของหน่วยงานกำกับดูแลที่ทรัมป์แต่งตั้ง

แฮร์ริสยังตำหนิผู้นำธุรกิจและสถาบันใหญ่ในสหรัฐฯ ที่ “ยอมจำนนต่ออำนาจ” ของทรัมป์เพื่อตอบสนองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่น การอนุมัติควบรวมกิจการหรือหลีกเลี่ยงการถูกสอบสวน โดยกล่าวว่า “หลายคนค้อมหัวให้ทรราช เพราะอยากอยู่ใกล้อำนาจ”

ด้านทำเนียบขาวตอบโต้ทันที โดยโฆษกหญิง แอบิเกล แจ็กสัน ระบุว่า “คามาลา แฮร์ริส แพ้เลือกตั้งแบบถล่มทลาย เธอควรเข้าใจว่าชาวอเมริกันไม่เชื่อคำโกหกของเธออีกต่อไป”

แฮร์ริสเพิ่งออกหนังสือเล่าเบื้องหลังการหาเสียงชื่อ 107 Days ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหลืออยู่หลังประธานาธิบดีโจ ไบเดน ถอนตัวจากการแข่งขันท่ามกลางกระแสกังวลเรื่องสุขภาพ เธอยอมรับว่าการเริ่มต้นช้าเป็นเหตุให้พ่ายแพ้ต่อทรัมป์ แม้คะแนนเสียงประชาชนต่างกันไม่ถึง 2% แต่พ่ายขาดในคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง

แม้ความพ่ายแพ้จะสร้างบาดแผลทางการเมือง แต่จากน้ำเสียงและท่าทีล่าสุดในการสัมภาษณ์ แฮร์ริสดูยังไม่ยอมวางมือจากเส้นทางอำนาจ และเปิดช่องให้ความเป็นไปได้ที่ชื่อของเธอจะกลับมาอีกครั้งบนเวทีเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2028.

ที่มา BBC

ติมอร์-เลสเตเข้าร่วมอาเซียนอย่างเป็นทางการ ขึ้นแท่นชาติสมาชิกที่ 11

ติมอร์-เลสเตเข้าร่วมอาเซียนอย่างเป็นทางการ ขึ้นแท่นชาติสมาชิกที่ 11

26 ต.ค. 2568 09:04 น.

ติมอร์-เลสเตเข้าร่วมอาเซียนอย่างเป็นทางการ ขึ้นแท่นชาติสมาชิกที่ 11

ติมอร์-เลสเต ได้ก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิกอย่างเต็มตัวของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน ลำดับที่ 11 อย่างเป็นทางการแล้ว นับเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์สำหรับทั้งประเทศและประชาคมอาเซียน โดยการขยายตัวครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 26 ปี และทำให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีตัวแทนครบถ้วนทางภูมิศาสตร์

ติมอร์-เลสเต (Timor-Leste) ได้เข้าเป็นภาคีสมาชิกของอาเซียนอย่างเป็นทางการในวันนี้ (26 ตุลาคม) ในฐานะสมาชิกลำดับที่ 11 ของกลุ่ม โดยมีการลงนามในปฏิญญาว่าด้วยการรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน ระหว่างพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ ศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

การเข้าร่วมเป็นสมาชิกนี้เป็นการขยายตัวครั้งแรกของอาเซียนในรอบ 26 ปี นับตั้งแต่กัมพูชาเข้าร่วมในปี 1999 ซึ่งทำให้องค์กรนี้ครอบคลุมประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครบถ้วนทางภูมิศาสตร์แล้ว

ผู้นำที่ร่วมลงนาม ในเอกสารประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม, นายกรัฐมนตรีไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล, นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง, นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต, นายกรัฐมนตรีลาว สอนไซ สีพันดอน, นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ฝ่าม มิงห์ จิ๋ง, ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ปราโบโว ซูเบียนโต, ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ และ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน สุลต่านฮัสซานัล โบลเกียห์ โดยมี นายนายเคย์ ราลา ซานานา กุสเมา นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต เป็นตัวแทนประเทศ

การลงนามดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ติมอร์-เลสเตได้ยื่น เอกสารภาคยานุวัติสาร (Instruments of Accession) ต่อกฎบัตรอาเซียน และสนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEANWFZ) เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นขั้นตอนทางกฎหมายสุดท้ายในการเป็นสมาชิกอาเซียนเต็มตัว

ติมอร์-เลสเต เป็นประเทศเกิดใหม่ที่สุดในภูมิภาคนี้ โดยได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2002 และได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมอาเซียนอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2011 หรือกว่าหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา

ความคืบหน้าครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี 2022 ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่พนมเปญ ซึ่งผู้นำอาเซียนได้มีมติเห็นชอบในหลักการรับติมอร์-เลสเตเป็นสมาชิกลำดับที่ 11 และให้สถานะผู้สังเกตการณ์ในการเข้าร่วมการประชุมต่างๆ ของอาเซียน รวมถึงการประชุมสุดยอด

ต่อมาในการประชุมสุดยอดอาเซียน ปี 2023 ที่อินโดนีเซีย ผู้นำได้ให้การรับรองแผนงานสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบของติมอร์-เลสเต ซึ่งมุ่งเน้นการเสริมสร้างสถาบัน การพัฒนาทุนมนุษย์ และการสร้างขีดความสามารถ

ติมอร์-เลสเต ซึ่งมีประชากรประมาณ 1.4 ล้านคน และเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่ใช้ภาษาโปรตุเกส เป็นภาษาราชการ ยังคงพึ่งพาการส่งออกน้ำมันและก๊าซเป็นหลัก โดยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เติบโตขึ้นร้อยละ 3.4 ในปี 2024 และคาดว่าจะขยายตัวถึงร้อยละ 3.9 ในปี 2025

ประธานาธิบดี โฮเซ่ รามอส-ฮอร์ต้า ได้กล่าวแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อมาเลเซียและนายกรัฐมนตรีอันวาร์ สำหรับการสนับสนุนอย่างแน่วแน่ต่อการเป็นสมาชิกอาเซียนของติมอร์-เลสเต

ประธานาธิบดีรามอส-ฮอร์ต้า กล่าวว่า “เราขอบคุณมาเลเซียและผู้นำอาเซียนทุกท่านสำหรับความเชื่อมั่นว่าเราสามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกอาเซียนได้ เราอาจมีจุดอ่อน แต่เราสัญญาว่าจะปรับปรุงและทำให้ดีขึ้น” 

นอกจากนี้ รามอส-ฮอร์ต้า ยังให้คำมั่นว่า ติมอร์-เลสเตจะเป็น “มิตรที่ซื่อสัตย์และมั่นคงของอาเซียน” มุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมต่อสันติภาพ เสถียรภาพ และภราดรภาพทั่วทั้งภูมิภาค โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์อาเซียนในการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และช่วยให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นดินแดนแห่งสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรือง และความยุติธรรม.

ที่มา BERNAMA

ทรัมป์ลั่น จะลงนามข้อตกลงสันติภาพ ไทย-กัมพูชา ทันทีที่ถึงมาเลเซีย

ทรัมป์ลั่น จะลงนามข้อตกลงสันติภาพ ไทย-กัมพูชา ทันทีที่ถึงมาเลเซีย

26 ต.ค. 2568 07:05 น.

ทรัมป์ลั่น จะลงนามข้อตกลงสันติภาพ ไทย-กัมพูชา ทันทีที่ถึงมาเลเซีย

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความ ระบุว่ากำลังเดินทางไปลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชาที่มาเลเซีย และจะลงนามทันทีที่เดินทางถึง

เมื่อ 25 ต.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ยืนยันว่าจะเดินทางไปลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชาที่เขาเป็นผู้ไกล่เกลี่ย และย้ำว่า จะลงนามทันทีที่เดินทางไปถึงมาเลเซีย

“ผมกำลังเดินทางไปมาเลเซีย ซึ่งเป็นที่ที่ผมจะลงนามในข้อตกลงสันติภาพครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งผมภาคภูมิใจที่ได้เป็นผู้ไกล่เกลี่ย น่าเศร้าที่สมเด็จพระพันปีหลวงของประเทศไทยเสด็จสวรรคต ผมขอแสดงความเสียใจต่อปวงชนชาวไทยผู้ยิ่งใหญ่ทุกคน” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

“ผมจะเข้าพบกับนายกรัฐมนตรีที่น่าชื่นชมของพวกเขาเมื่อเราเดินทางถึง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทุกท่านสำหรับเหตุการณ์สำคัญนี้ เราจะลงนามในข้อตกลงสันติภาพทันทีที่เดินทางถึง แล้วพบกันเร็ว ๆ นี้!”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial / @realDonaldTrump

ทรัมป์ประกาศ ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา ปมใช้คำพูดเรแกนต้านกำแพงภาษี

ทรัมป์ประกาศ ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา ปมใช้คำพูดเรแกนต้านกำแพงภาษี

26 ต.ค. 2568 06:44 น.

ทรัมป์ประกาศ ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา ปมใช้คำพูดเรแกนต้านกำแพงภาษี

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาเพิ่มอีก หลังรัฐออนแทริโอตัดทอนคำพูดบางส่วนของ อดีตประธานาธิบดี เรแกน มาใช้เพื่อต่อต้านมาตรการภาษีของนายทรัมป์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวในวันเสาร์ที่ 25 ต.ค. 2568 ว่า เขาจะเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่นำเข้ามาจากแคนาดาขึ้นอีก หลังจากรัฐออนแทรีโอได้เผยแพร่โฆษณาต่อต้านภาษีของนายทรัมป์ โดยใช้ภาพของนาย โรนัลด์ เรแกน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

นายทรัมป์โพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันเสาร์ เรียกโฆษณาว่าเป็นการฉ้อฉล และโจมตีเจ้าหน้าที่แคนาดาที่ไม่ยอมนำโฆษณาดังกล่าวออกก่อนการแข่งขันเบสบอลชิงแชมป์เวิลด์ซีรีส์

“เนื่องจากการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง และการกระทำที่เป็นปรปักษ์ของพวกเขา ผมจึงเพิ่มภาษีต่อแคนาดาอีก 10% นอกเหนือจากที่พวกเขากำลังจ่ายอยู่ในขณะนี้” นายทรัมป์โพสต์บน Truth Social

ทั้งนี้ โฆษณาดังกล่าวซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลออนแทรีโอ นำคำพูดที่ว่า “ภาษีทำร้ายชาวอเมริกันทุกคน” ของอดีตประธานาธิบดีเรแกน ผู้มาจากพรรครีพับลิกันและเป็นสัญลักษณ์ของการอนุรักษนิยมของสหรัฐฯ มาใช้เพื่อต่อต้านมาตรการภาษีของนายทรัมป์ แต่ฝ่ายสหรัฐฯ โจมตีว่า นี่เป็นการเลือกเฉพาะส่วน และบิดเบือนคำพูดของเรแกน

โฆษณานี้ทำให้นายทรัมป์ประกาศถอนตัวจากการเจรจาการค้ากับแคนาดาเมื่อวันพฤหัสบดี (23 ต.ค.) ส่งให้นาย ดั๊ก ฟอร์ด นายกรัฐมนตรีรัฐออนแทรีโอต้องรีบออกมากล่าวว่า เขาจะถอดโฆษณาดังกล่าวออกไป โดยย้ำว่า เขาตัดสินใจเช่นนี้หลังจากหารือกับนายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ แล้ว เพื่อให้การเจรจากลับมาดำเนินต่อได้

นายฟอร์ดกล่าวด้วยว่า โฆษณาดังกล่าวยังคงจะออกอากาศในช่วงสุดสัปดาห์ รวมถึงระหว่างการแข่งขันเบสบอลเวิลด์ซีรีส์ ซึ่งเป็นการพบกันระหว่างทีมโทรอนโต บลู เจย์ส กับ ลอสแอนเจลิส ดอดเจอร์ส

อนึ่ง แคนาดาเป็นประเทศเดียวในกลุ่ม G7 ที่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ได้นับตั้งแต่ทรัมป์เริ่มพยายามเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงลิ่วจากสินค้าของประเทศคู่ค้านทั้งหมดเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีที่จะเก็บจากสินค้านำเข้าจากแคนาดาทั้งหมดไว้ที่ 35% แม้ว่าสินค้าส่วนใหญ่จะได้รับการยกเว้นภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีที่มีอยู่ แต่สหรัฐฯ ยังกำหนดอัตราภาษีต่อสินค้าแคนาดาเฉพาะกลุ่มด้วย รวมถึง ภาษี 50% สำหรับเหล็กกล้ากับอะลูมิเนียม และ 25% สำหรับรถยนต์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แคเธอรีน คอนนอลลี ได้เป็น ปธน.ไอร์แลนด์คนใหม่ หลังชนะถล่มทลาย

แคเธอรีน คอนนอลลี ได้เป็น ปธน.ไอร์แลนด์คนใหม่ หลังชนะถล่มทลาย

26 ต.ค. 2568 06:15 น.

แคเธอรีน คอนนอลลี ได้เป็น ปธน.ไอร์แลนด์คนใหม่ หลังชนะถล่มทลาย

แคเธอรีน คอนนอลลี ผู้สมัครอิสระของไอร์แลนด์ ได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศ หลังชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ได้คะแนนเสียงจากประชาชนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ

เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ต.ค. 2568 แคเธอรีน คอนนอลลี ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 10 ของสาธารณรัฐไอร์แลนด์ หลังจาก นางเฮเธอร์ ฮัมฟรีย์ส จากพรรคไฟน์ เกล (Fine Gael) ออกมายอมรับความพ่ายแพ้แล้ว

ผลการเลือกตั้ง ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการที่ปราสาทดับลิน โดยคอนนอลลีได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งไปมากถึง 914,143 คะแนน หรือ 63% มากที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งประธานาธิบดีไอร์แลนด์ ในขณะที่คู่แข่งของเธออย่างนางฮัมฟรีย์สได้คะแนนไปเพียง 424,987 เสียง (29%) ไม่ถึงครึ่งของนางคอนนอลลีด้วยซ้ำ

คอนนอลลี ในวัย 68 ปี จากเมืองกัลเวย์ (Galway) ผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไอร์แลนด์ (TD) มาตั้งแต่ปี 2559 เป็นผู้สมัครอิสระที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายซ้ายหลัก ๆ โดยเธอให้คำมั่นในสุนทรพจน์ตอบรับตำแหน่งของเธอว่า เธอจะเป็น “ประธานาธิบดีที่เป็นที่ยอมรับของทุกคน”

“ดิฉันจะเป็นกระบอกเสียงเพื่อสันติภาพ กระบอกเสียงที่สร้างบนนโยบายความเป็นกลางของเรา กระบอกเสียงที่แสดงให้เห็นถึงภัยคุกคามที่มีอยู่จริงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกระบอกเสียงที่ตระหนักถึงการทำงานที่ยิ่งใหญ่ซึ่งกำลังดำเนินไปทั่วทั้งประเทศ” นางคอนนอลลีกล่าว

ทั้งนี้ คอนนอลลีจะเป็นประธานาธิบดีคนที่ 10 ของไอร์แลนด์ รับช่วงต่อจากนายไมเคิล ดี ฮิกกินส์ ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสูงสุดสองสมัยแล้ว

น.ส.กาบิยา กาตาเวคไคเต ผู้สื่อข่าวจากดับลิน กล่าวว่า คอนนอลลีเป็นผู้สมัครที่มีแนวคิดต่อต้านผู้มีอำนาจในสังคม (anti-establishment) จึงลงชิงชัยกับนางฮัมฟรีย์ส ผู้สมัครที่รัฐบาลเลือก ซึ่งคอนนอลลีได้ยืนยันมาตลอดว่าการรณรงค์หาเสียงของเธอคือ “การเคลื่อนไหว” และตอนนี้เธอได้รับอาณัติที่ชัดเจนจากประชาชนแล้ว

ก่อนหน้านี้ นางฮัมฟรีย์สออกมาประกาศยอมรับความพ่ายแพ้แล้ว โดยเธอกล่าวขอบคุณทุกคนที่ลงคะแนนให้เธอ ทีมงานหาเสียงของเธอ กับพรรคไฟน์ เกล ที่เสนอชื่อของเธอ และว่า “ดิฉันทราบดีว่าแคเธอรีนจะเป็นประธานาธิบดีของพวกเราทุกคน แคเธอรีนจะเป็นประธานาธิบดีของดิฉัน และดิฉันขออวยพรให้เธอโชคดี นี่คือค่ำคืนของเธอ”

อนึ่ง ประธานาธิบดีแห่งไอร์แลนด์คือประมุขแห่งรัฐของประเทศ พวกเขาเป็นตัวแทนของประเทศในต่างประเทศ เป็นบุคคลสำคัญในงานระดับชาติที่สำคัญ และมีหน้าที่รับผิดชอบในการทำให้แน่ใจว่ารัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นชุดของกฎสำหรับการปกครองและการเมือง ได้รับการปฏิบัติตาม

แม้ว่าอำนาจของประธานาธิบดีในไอร์แลนด์จะมีอย่างจำกัด แต่เสียงและอิทธิพลของผู้ดำรงตำแหน่งสามารถมีผลกระทบที่ลึกซึ้งได้

คอนนอลลีจะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ โดยที่นายฮิกกินส์จะพ้นจากตำแหน่งในวันก่อนหน้านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สลด ผู้เฒ่าญี่ปุ่นตกจากกำแพงวิหารแพนธีออนในกรุงโรม เสียชีวิต

สลด ผู้เฒ่าญี่ปุ่นตกจากกำแพงวิหารแพนธีออนในกรุงโรม เสียชีวิต

26 ต.ค. 2568 03:10 น.

สลด ผู้เฒ่าญี่ปุ่นตกจากกำแพงวิหารแพนธีออนในกรุงโรม เสียชีวิต

นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นวัย 69 ปี ตกลงมาจากกำแพงรอบนอกสูง 7 ม. ของวิหารแพนธีออนในกรุงโรม ประเทศอิตาลี จนเสียชีวิตคาที่

สำนักข่าว ลา รีพับบลิกา (la Repubblica) ของอิตาลีรายงานว่า นายโมริมาสะ ฮิบิโนะ ตกลงจากกำแพงรอบนอกสูง 7 ม. ของวิหารแพนธีออนในกรุงโรม เมื่อเวลาประมาณ 21:50 น. ของวันศุกร์ที่ 24 ต.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนที่บาทหลวงซึ่งเดินผ่านมาจะพบเขานอนอยู่ในคู จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เมื่อเจ้าหน้าที่บริการฉุกเฉินและหน่วยดับเพลิงมาถึง พวกเขาต้องใช้กำลังเปิดประตูที่อยู่ด้านนอกวิหารโรมันโบราณแห่งนี้ออก จึงสามารถเข้าถึงร่างของชายคนดังกล่าวที่เสียชีวิตอยู่ในคูน้ำด้วย

ตอนนี้ตำรวจกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนข้อเท็จจริงและสาเหตุการเสียชีวิตของนายโมริมาสะ แต่ ลา รีพับบลิกา รายงานโดยอ้างข้อมูลจากตำรวจว่า ชายคนดังกล่าวนั่งอยู่บนขอบกำแพง ก่อนจะเสียการทรงตัวและตกลงมากระแทกพื้น และมีรายงานด้วยว่า ตำรวจได้ภาพและวิดีโอจากกล้องวงจรปิดที่มองเห็นจุดที่ชายคนดังกล่าวนั่งอยู่แล้ว

ทั้งนี้ วิหารแพนธีออนเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในอิตาลี โดยคาดว่ามีนักท่องเที่ยวนับล้านคนมาเยี่ยมชมในแต่ละปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ แม้กลุ่มสิทธิต่อต้าน

60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ แม้กลุ่มสิทธิต่อต้าน

26 ต.ค. 2568 02:02 น.

60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ แม้กลุ่มสิทธิต่อต้าน

มากกว่า 60 ประเทศร่วมลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ฉบับแรกขององค์การสหประชาชาติ ท่ามกลางเสียงต่อต้านจากทั้งกลุ่มสิทธิฯ และบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ต.ค. 2568 มากกว่า 60 ประเทศร่วมลงนามในสนธิสัญญาว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ฉบับแรกขององค์การสหประชาชาติ ที่การประชุมในกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม แม้จะมีเสียงคัดค้านจากกลุ่มบริษัทเทคโนโลยี และกลุ่มสิทธิมนุษยชน ที่เตือนว่าสนธิสัญญานี้อาจทำให้ขอบเขตการสอดแนมของรัฐเพิ่มขึ้น

กรอบกฎหมายระดับโลกฉบับใหม่นี้ มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อสู้กับอาชญากรรมดิจิทัล ตั้งแต่สื่อลามกอนาจารเด็ก ไปจนถึงการหลอกลวงทางไซเบอร์ข้ามชาติและการฟอกเงิน

รัฐบาลเวียดนามยืนยันว่า มีมากกว่า 60 ประเทศที่เข้าร่วมลงนามในสนธิสัญญาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่ไม่ระบุว่ามีประเทศใดบ้าง โดยข้อตกลงนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ทันทีหลังจากประเทศเหล่านั้นให้สัตยาบัน

นาย อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวว่า การลงนามครั้งนี้เป็น “หมุดหมายสำคัญ” แต่ก็เตือนด้วยว่า นี่เป็นเพียงแค่ “จุดเริ่มต้น” เท่านั้น

“ทุก ๆ วัน การหลอกลวงที่ซับซ้อนได้ทำลายครอบครัว ปล้นจากผู้อพยพ และดูดเงินหลายพันล้านดอลลาร์ออกจากเศรษฐกิจของเรา … เราจำเป็นต้องมีการตอบสนองระดับโลกที่แข็งแกร่งและเชื่อมโยงกัน” นายกูเตร์เรสกล่าวในพิธีเปิดการประชุมที่เมืองหลวงของเวียดนามเมื่อวันเสาร์

ทั้งนี้ สนธิสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (UN Convention against Cybercrime) ถูกเสนอขึ้นครั้งแรกโดยนักการทูตรัสเซียในปี 2017 และได้รับอนุมัติด้วยฉันทามติเมื่อปีที่แล้วหลังจากการเจรจาที่ยาวนาน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ต่อต้านมองว่า ภาษาที่ใช้ในสัญญานั้นกว้างขวางมาก จนอาจนำไปสู่การใช้อำนาจในทางที่ผิด และเปิดช่องให้มีการปราบปรามผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลข้ามพรมแดนได้

“มีข้อกังวลมากมายที่ถูกหยิบยกขึ้นตลอดการเจรจาสนธิสัญญา เกี่ยวกับวิธีที่มันจะบังคับให้บริษัทต่าง ๆ ต้องแบ่งปันข้อมูลในท้ายที่สุด” ซาบานาซ ราชิด ดียา ผู้ก่อตั้งสถาบันวิจัย “Tech Global Institute” กล่าว “มันแทบจะเป็นการประทับตราอนุมัติให้กับแนวปฏิบัติที่เป็นปัญหาอย่างมาก ซึ่งถูกนำไปใช้กับนักข่าวและในประเทศที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ”

กลุ่มสิทธิมนุษยชนนับสิบกลุ่มยังระบุในจดหมายที่พวกเขาลงนามร่วมกันว่า ความคุ้มครองที่สนธิสัญญาฉบับนี้มอบให้นั้น “อ่อนแอ” เกินไป

ส่วนบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ก็ออกมาแสดงความกังวลเช่นกัน

นาย นิค แอชตัน-ฮาร์ท หัวหน้าคณะผู้แทนของ Cybersecurity Tech Accord (CTA) ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทมากกว่า 160 แห่ง รวมถึง Meta, Dell และ Infosys ของอินเดีย ที่ไปร่วมเจรจาสนธิสัญญาฉบับนี้กล่าวก่อนหน้านี้ว่า คณะผู้แทนจะไม่เข้าร่วมการลงนามสนธิสัญญาในกรุงฮานอย

บริษัทเทคโนโลยีเคยเตือนว่า สนธิสัญญาดังกล่าวอาจทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์กลายเป็นอาชญากร และ “อนุญาตให้รัฐต่าง ๆ ร่วมมือกันในการกระทำความผิดทางอาญาเกือบทุกอย่างที่พวกเขาเลือกจะทำ”

CTA กล่าวระหว่างกระบวนการเจรจาว่า การที่หน่วยงานภาครัฐสามารถใช้อำนาจเกินขอบเขตนั้นก่อให้เกิด “ความเสี่ยงร้ายแรงต่อระบบไอทีของบริษัทที่ผู้คนหลายพันล้านคนต้องพึ่งพาในทุก ๆ วัน”

แอชตัน-ฮาร์ทกล่าวด้วยว่า ข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีอยู่แล้วอย่างอนุสัญญาบูดาเปสต์ว่าด้วยอาชญากรรมไซเบอร์ (Budapest Convention on Cybercrime) มีแนวทางในการใช้ในลักษณะที่ “เคารพสิทธิ” มากกว่า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหรัฐฯ ชี้ เจรจาการค้ากับจีนที่มาเลเซียวันแรก “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก”

สหรัฐฯ ชี้ เจรจาการค้ากับจีนที่มาเลเซียวันแรก “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก”

25 ต.ค. 2568 23:51 น.

สหรัฐฯ ชี้ เจรจาการค้ากับจีนที่มาเลเซียวันแรก “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก”

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ กับจีน เสร็จสิ้นการเจรจาการค้าวันแรกนอกรอบการประชุมอาเซียนที่มาเลเซียแล้ว และเตรียมหารือกันต่อในวันอาทิตย์ โดยการพูดคุยเป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กับนาย เหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน เสร็จสิ้นการเจรจาการค้าวันแรกที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของมาเลเซียแล้ว เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ต.ค. 2568 โดยโฆษกกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ระบุว่า การเจรจาเป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก

“การเจรจามีความสร้างสรรค์อย่างยิ่ง และเราคาดว่าจะกลับมาดำเนินการต่อในตอนเช้า” โฆษกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าว โดยที่ทั้งรัฐบาลมาเลเซีย รวมถึงฝ่ายสหรัฐฯ และฝ่ายจีน เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการประชุมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สหรัฐฯ กับจีนกำลังพยายามหาทางหลีกเลี่ยงไม่ให้สงครามการค้าระหว่างทั้งสองประเทศบานปลาย หลังจากนายทรัมป์ขู่จะตั้งกำแพงภาษีสินค้าที่นำเข้าจากจีนเพิ่มอีก 100% และมาตรการการค้าอื่น ๆ ที่จะเริ่มมีผลในวันที่ 1 พ.ย. เพื่อตอบโต้ที่จีนขยายการควบคุมการส่งออกแร่หายากมากขึ้น

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของทั้งสหรัฐฯ และจีน ส่งผลให้ข้อตกลงสงบศึกทางการค้าอันแสนเปราะบาง ซึ่งเริ่มบังคับใช้เมื่อเดือนพฤษภาคม พังทลายลง

การเจรจาระหว่างทีมเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กับจีน ซึ่งเกิดขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN) จะเป็นตัวกำหนดทิศทาง และปูทางสำหรับการประชุมกันระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า ที่การประชุมเอเปกในเกาหลีใต้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์เริ่มทัวร์เอเชีย หวังคุย สี จิ้นผิง ราบรื่น-เปรยอยากพบ คิม จอง-อึน

ทรัมป์เริ่มทัวร์เอเชีย หวังคุย สี จิ้นผิง ราบรื่น-เปรยอยากพบ คิม จอง-อึน

25 ต.ค. 2568 22:37 น.

ทรัมป์เริ่มทัวร์เอเชีย หวังคุย สี จิ้นผิง ราบรื่น-เปรยอยากพบ คิม จอง-อึน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกเดินทางเพื่อร่วมการทัวร์เอเชียแล้ว ซึ่งรวมถึงการพบกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่ได้รับการจับตามองอย่างมาก นอกจากนั้น เขายังพูดว่าอยากพบผู้นำเกาหลีเหนือด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ต.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยสาร “แอร์ฟอร์ซวัน” เครื่องบินประจำตำแหน่ง เดินทางมุ่งหน้าสู่ทวีปเอเชียแล้ว โดยเขามีกำหนดการพบปะกับผู้นำโลกมากมายที่มาเลเซีย ซึ่งเขาจะร่วมประชุมอาเซียนในวันอาทิตย์นี้ด้วย

ที่การประชุมดังกล่าว นายทรัมป์มีกำหนดการลงนามข้อตกลงการค้ากับมาเลเซีย และจะเป็นสักขีพยานการลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา และอาจได้พบกับนาย ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิลนอกรอบการประชุมอาเซียนเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศด้วย

สถานีต่อไปนายทรัมป์จะเดินทางไปญี่ปุ่นในวันจันทร์ (27 ต.ค.) ซึ่งเขาจะได้พบกับนาง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น และมีกำหนดการพบกับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนที่เมืองปูซาน ของเกาหลีใต้ ในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเยือนเอเชีย เพื่อเจรจาหาทางทำข้อตกลงการค้า ท่ามกลางการทำสงครามการค้าอย่างหนักของสหรัฐฯ

นายทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า เขาหวังว่าจะมีการ “ประชุมที่ดีมาก” กับ สี จิ้นผิง พร้อมเสริมว่าเขาคาดหวังให้จีนทำข้อตกลงเพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นกำแพงภาษีเพิ่มเติมอีก 100% ซึ่งกำลังจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พ.ย.นี้

ผู้นำสหรัฐฯ บอกนักข่าวด้วยว่า เขาอยากพบกับ คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือระหว่างการเดินทางเยือนเอเชียครั้งนี้ด้วย โดยระบุว่า “ผมกระตือรือร้นกับเรื่องนี้” และย้ำว่า “ผมมีความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมกับเขา (คิม จอง-อึน)”

เมื่อถูกถามว่าเขาเปิดรับข้อเรียกร้องของเกาหลีเหนือที่จะให้สหรัฐฯ ยอมรับสถานะการเป็นรัฐนิวเคลียร์เพื่อเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการเจรจาหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “อืม ผมคิดว่าพวกเขาก็เป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ในระดับหนึ่ง… พวกเขามีอาวุธนิวเคลียร์มากมาย ผมจะพูดแบบนั้น”

ทั้งนี้ นายทรัมป์กับ คิม จอง-อึน เคยพบกันครั้งล่าสุดที่เขตปลอดทหาร (DMZ) ซึ่งแบ่งแยกสองเกาหลีออกจากกัน ตอนที่นายทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก สร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้นำสหรัฐฯ คนแรกที่ได้ย่างเท้าเข้าไปในดินแดนเกาหลีเหนือ ตอนที่ทั้งสองจับมือกันเมื่อปี 2562

ด้านนายคิมเคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่า เขาพร้อมที่จะเปิดรับการพบกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ หากวอชิงตันยกเลิกข้อเรียกร้องที่ให้เปียงยางยกเลิกโครงการอาวุธนิวเคลียร์

ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้กล่าวว่า มีโอกาสที่ “ค่อนข้างมาก” ที่นายทรัมป์กับนายคิมจะได้พบกัน ในตอนที่ผู้นำสหรัฐฯ เยือนเกาหลีในวันพุธที่ 29 พ.ค. เพื่อร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปก (APEC) และพบกับประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ก่อนจะร่วมทานอาหารกับผู้นำธุรกิจและเจ้าของบริษัทเทคโนโลยี

อนึ่ง หากการพบปะกันระหว่างนายทรัมป์กับนายสีในวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้เกิดขึ้น จะถือว่าเป็นการพบกันต่อหน้าครั้งแรกของผู้นำทั้งสอง นับตั้งแต่นายทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 เมื่อเดือนมกราคม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

5 ประเด็นที่น่าจับตาในโอกาสที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” บินร่วมประชุมอาเซียน ซัมมิต ที่มาเลเซีย

5 ประเด็นที่น่าจับตาในโอกาสที่ "โดนัลด์ ทรัมป์" บินร่วมประชุมอาเซียน ซัมมิต ที่มาเลเซีย

25 ต.ค. 2568 10:10 น.

5 ประเด็นที่น่าจับตาในโอกาสที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” บินร่วมประชุมอาเซียน ซัมมิต ที่มาเลเซีย

โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เยือนมาเลเซียร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ขณะที่บรรดาผู้นำอาเซียนจับตานโยบายการค้าและความมั่นคง

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 บรรดาผู้นำสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ซึ่งมีสมาชิก 10 ประเทศ และคู่เจรจา รวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะพบกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคม และคาดว่าจะหารือกันในประเด็นต่างๆ ตั้งแต่การค้าไปจนถึงปัญหาความขัดแย้งระดับโลก

โดยผู้นำสหรัฐฯ มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมผู้นำอาเซียน ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย รวมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสก็อตต์ เบสเซนต์ และผู้แทนการค้าเจมีสัน กรีเออร์ สำหรับผู้เข้าร่วมงานอื่นๆ ได้แก่ นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ของจีน นายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ค คาร์นีย์ ประธานาธิบดีบราซิล หลุยส์ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ซิริล รามาโฟซา นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แอนโธนี อัลบาเนเซ และนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากเกาหลีใต้และรัสเซีย และผู้นำจากฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ไทย กัมพูชา เวียดนาม ลาว บรูไน และเมียนมาร์

ก่อนที่ทรัมป์จะเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เพื่อเข้าร่วมฟอรั่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคมถึง 1 พฤศจิกายน 

ความพยายามสงบศึกไทย-กัมพูชา

ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ คาดว่าไทยและกัมพูชา จะลงนามร่างประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ที่ครอบคลุมยิ่งขึ้นสำหรับข้อพิพาทเรื่องพรมแดน หลังจากความขัดแย้งที่นองเลือดยาวนาน 5 วันในเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย และรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียกล่าวว่าทรัมป์ตั้งตารอที่จะได้ร่วมในพิธีลงนามระหว่างการประชุมอาเซียนในครั้งนี้ หลังจากการประชุม JBC และ GBC ระหว่างไทยและกัมพูชา เห็นชอบข้อตกลง 4 ข้อ ทั้งการถอนอาวุธหนัก เก็บกู้ทุ่นระเบิด ปราบปรามสแกมเมอร์ และบริหารพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นข้อเสนอของไทย

ความอึดอัดเมื่อผู้นำโลกต้องนั่งร่วมโต๊ะกับทรัมป์

คาดว่าทรัมป์จะใช้การประชุมอาเซียนเป็นเวทีพบผู้นำประเทศต่างๆ แบบส่วนตัว โดยบางคนมีความสัมพันธ์ตึงเครียดกับทรัมป์ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยรายแรกคือประธานาธิบดี ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ของบราซิล ซึ่งเคยปะทะทางวาจากับทรัมป์ หลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าจากบราซิลจาก 10% เป็น 50% เมื่อเดือนที่แล้ว โดยทรัมป์อ้างว่าเป็นการตอบโต้การล่าแม่มด  ที่บราซิลดำเนินคดีกับอดีตผู้นำ ชาอีร์ โบลโซนาโร

ขณะที่ทั้งสองตกลงพบกันอีกครั้งหลังพูดคุยทางโทรศัพท์ ภายหลังการเจอกันสั้นๆ ที่สหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ บรรดาผู้นำอาเซียนก็เตรียมเข้าเจรจาแบบส่วนตัวกับทรัมป์เช่นกัน รวมถึงเจ้าภาพ นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม โดยทั้งคู่คาดว่าจะร่วมกันลงนามข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ–มาเลเซีย มูลค่าราว 240,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงแผนการลงทุน และการซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ อาทิ ข้าวโพด ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และเครื่องบินพาณิชย์

อาเซียนและ RCEP ฟื้นการค้าในภูมิภาค

ขณะที่อาเซียนหวังผลลัพธ์ด้านบวกจากการเจรจากับสหรัฐฯ ผู้นำกลุ่มยังคงผลักดันความร่วมมือภายในกันเอง เพื่อเปิดเสรีการค้า การลงทุน และพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะชิปอิเล็กทรอนิกส์และเศรษฐกิจดิจิทัล

นายอันวาร์กล่าวว่า เขาต้องการให้อาเซียนถูกมองเป็นตลาดเดียว  ที่มีประชากรหนุ่มสาวกว่า 680 ล้านคน ฐานชนชั้นกลางที่เติบโตเร็ว และทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศสมาชิกขนาดใหญ่กับประเทศยากจนยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ที่ทำให้หลายแผนการค้าเสรีชะงักงันเพราะปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศ

การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่จะฟื้นการเจรจาในกรอบ ข้อตกลงการค้าเสรี RCEP ซึ่งมีสมาชิก 15 ชาติ โดยนายอันวาร์ได้เชิญผู้นำประเทศคู่ค้าใหญ่ เช่น นายกรัฐมนตรีจีน  นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เข้าร่วมด้วย

นอกจากนี้ ยังมีผู้นำจาก บราซิล จีน และแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS ร่วมประชุมด้วย เพื่อเปิดทางสู่ความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับ BRICS แม้จะยังไม่อยู่ในวาระอย่างเป็นทางการ

ความมั่นคงและขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ

นอกจากการค้าแล้ว ประเด็นด้านความมั่นคงก็เป็นอีกสิ่งที่อาเซียนต้องการคำมั่นจากทรัมป์ ว่าสหรัฐฯ ยังเป็น พันธมิตรที่ไว้ใจได้ในการถ่วงดุลอำนาจกับจีน โดยเฉพาะในพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ โดยรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ  ยืนยันว่าสหรัฐฯ จะยังคงมีบทบาทในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก แต่จะมาพร้อมเงื่อนไข อาทิ การซื้อยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ

อีกประเด็นที่อาจกลายเป็นระเบิดเวลาคือ ขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ หลังสหรัฐฯ เพิ่งอายัดบิตคอยน์มูลค่ากว่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งข้อหาผู้ก่อตั้ง Prince Group กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ของกัมพูชา  ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงทางคริปโตที่ใช้แรงงานบังคับในค่ายผิดกฎหมาย

สหรัฐฯ คาดว่าจะเรียกร้องให้ กัมพูชา ไทย และฟิลิปปินส์ ชี้แจงว่าขบวนการเหล่านี้ดำเนินการในประเทศได้อย่างไร และอาเซียนอาจออกแถลงการณ์ร่วมเพื่อจัดการกับปัญหาที่ฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจของภูมิภาค

เก้าอี้ว่างของเมียนมา และสมาชิกใหม่ติมอร์-เลสเต

นับเป็นปีที่สามติดต่อกันที่เมียนมา ถูกห้ามส่งผู้นำรัฐบาลทหารเข้าร่วมประชุมอาเซียน เนื่องจากไม่สามารถยุติสงครามกลางเมืองที่ปะทุขึ้นหลังรัฐประหารเมื่อปี 2564 อาเซียนถูกกดดันให้แสดงจุดยืนชัดเจนต่อการเลือกตั้ง ที่รัฐบาลทหารเมียนมาวางแผนจัดขึ้นในเดือนธันวาคม ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลเผด็จการ แม้จะจัดขึ้นเฉพาะบางพื้นที่ที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุม

นายโมฮัมหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย  กล่าวเมื่อวันพุธว่า เขาจะจัดการประชุมกับตัวแทนรัฐบาลทหารและฝ่ายค้านของเมียนมาในวันศุกร์นี้ และจะรายงานผลต่อที่ประชุมอาเซียนในวันถัดมา เพื่อพิจารณาท่าทีร่วมของกลุ่ม

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเตรียมประกาศรับ ติมอร์-เลสเต เป็นสมาชิกใหม่ลำดับที่ 11 อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะขยายขอบเขตทางทะเลของอาเซียน และเพิ่มน้ำหนักให้กับเป้าหมายความมั่งคั่งร่วมกันของภูมิภาค.

ที่มา SCMP Reuters