ปีนี้หมีดุ ญี่ปุ่นทุบสถิติ หมีทำร้ายคนตายอีก 1 รวมเป็น 10 ราย

ปีนี้หมีดุ ญี่ปุ่นทุบสถิติ หมีทำร้ายคนตายอีก 1 รวมเป็น 10 ราย

25 ต.ค. 2568 09:10 น.

ปีนี้หมีดุ ญี่ปุ่นทุบสถิติ หมีทำร้ายคนตายอีก 1 รวมเป็น 10 ราย

หมีญี่ปุ่นอาละวาดหนัก ทำร้ายคนดับอีก 1 ศพ รวมแล้ว 10 ศพ ทุบสถิติหมีทำร้ายคนรุนแรงสุดในประวัติศาสตร์ จากปีที่แล้วอยู่ที่ 9 ศพใน 1 ปี คาดโลกร้อนส่งผลต่อแหล่งอาหารในป่า

ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับ ปีที่มีเหตุหมีทำร้ายคนรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังเกิดเหตุโจมตีซ้ำอีกเมื่อวันศุกร์ (24 ต.ค.) ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 คน และบาดเจ็บรวม 4 คน ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตจากหมีในปีนี้เพิ่มเป็น อย่างน้อย 10 ศพ ซึ่งทำลายสถิติเดิมที่เคยสูงสุด 9 รายต่อปี

เหตุล่าสุดเกิดขึ้นใน หมู่บ้านบนภูเขาในจังหวัดอากิตะ ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น ตำรวจได้รับแจ้งว่ามีหมีเข้าทำร้ายชาวบ้าน 4 คน โดยในจำนวนนี้ มี 1 คนเสียชีวิต และอีก 3 คนถูกนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ ขณะเดียวกัน สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ผู้บาดเจ็บ 2 รายกำลังทำงานอยู่ในไร่ ส่วนอีก 2 รายถูกหมีทำร้ายระหว่างเข้าไปช่วย

ต่อมามีรายงานว่าพรานท้องถิ่นยิงหมีได้ในบริเวณใกล้เคียง และเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่าหมีตัวดังกล่าวคือหมีตัวที่ก่อเหตุหรือไม่

ในวันเดียวกัน ยังมีเหตุ หญิงวัย 70 ปีถูกหมีทำร้าย ในจังหวัดโทยามะ ทางตอนกลางของประเทศ แต่รอดชีวิตด้วยอาการบาดเจ็บ

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมคนใหม่ของญี่ปุ่นได้ประกาศว่าจะดำเนินมาตรการเข้มข้นมากขึ้น โดยเรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็นปัญหาร้ายแรงระดับประเทศ พร้อมระบุว่าจะเพิ่มการฝึกอบรมและสนับสนุนพรานของรัฐ รวมถึงจัดการจำนวนประชากรหมีอย่างเป็นระบบ

หนึ่งในเหตุโจมตีที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ คือกรณีชายวัย 60 ปีในจังหวัดอิวาเตะ ที่ถูกหมีทำร้ายเสียชีวิตขณะทำความสะอาดบ่อน้ำร้อนกลางแจ้งเมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคม

นักอนุรักษ์ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของเหตุหมีบุกเมือง มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้ง ภาวะโลกร้อนที่ทำให้แหล่งอาหารตามธรรมชาติลดลง และ จำนวนประชากรมนุษย์ในพื้นที่ชนบทที่ลดลง ทำให้พื้นที่ระหว่างคนกับสัตว์ป่าทับซ้อนกันมากขึ้น

ญี่ปุ่นมีหมีอยู่สองสายพันธุ์หลัก ได้แก่ หมีดำเอเชีย และ หมีสีน้ำตาลที่มีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งอาศัยอยู่บนเกาะฮอกไกโดทางตอนเหนือ

แม้จะมีการยิงหมีเพื่อควบคุมจำนวนหลายพันตัวต่อปี แต่จำนวนพรานในประเทศกำลังลดลง เนื่องจากสังคมผู้สูงอายุ ทำให้การจัดการประชากรหมีเป็นเรื่องท้าทายมากขึ้นทุกปี.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หมีทำร้ายคน

สัปดาห์ทองของนักดูดาว ชมดาวหางเลมมอน เข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 1,300 ปี

สัปดาห์ทองของนักดูดาว ชมดาวหางเลมมอน เข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 1,300 ปี

25 ต.ค. 2568 08:20 น.

สัปดาห์ทองของนักดูดาว ชมดาวหางเลมมอน เข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 1,300 ปี

สัปดาห์นี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปีสำหรับผู้ชื่นชอบการดูดาวทั่วโลก เพราะจะสามารถชมดาวหางเลมมอนได้ชัดเจนที่สุด ก่อนที่มันจะโคจรห่างไปและจะไม่กลับมาใกล้โลกอีกจนกว่าจะครบ 1,300 ปีข้างหน้า

นักดาราศาสตร์เผยว่า ดาวหางเลมมอนที่ถูกค้นพบเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพิ่งผ่านจุดใกล้โลกที่สุดที่ระยะประมาณ 56 ล้านไมล์ หรือราว 90 ล้านกิโลเมตร เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (21 ต.ค.) 

โดยดาวหางเลมมอนจะยังคงมองเห็นได้ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม และอาจยาวไปถึงต้นเดือนพฤศจิกายน โดยสามารถใช้ กล้องส่องทางไกล (binoculars) ส่องดูได้หลังพระอาทิตย์ตก หรือในบางพื้นที่ที่ท้องฟ้าแจ่มใสและไม่มีแสงเมืองรบกวน ก็อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

นอกจากนี้ ในช่วงเวลาเดียวกันยังมี “ดาวหางสวอน” (Comet Swan) ที่เข้าใกล้โลกในระยะประมาณ 24 ล้านไมล์ หรือราว 39 ล้านกิโลเมตร แต่จะสามารถมองเห็นได้ชัดกว่าในซีกโลกใต้ โดยต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ช่วยในการสังเกต

ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะช่วงสัปดาห์นี้เป็นช่วงที่เกิด “ฝนดาวตกโอไรออนิด” (Orionid Meteor Shower) ประจำปี ซึ่งคาดว่าจะถึงจุดพีกในสัปดาห์นี้เช่นกัน โดยสามารถเห็นดาวตกเฉลี่ย สูงสุดถึงชั่วโมงละ 20 ดวง พาดผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืน

ช่วงเวลานี้จึงนับเป็นโอกาสทองของนักดูดาว ที่จะได้ชมทั้งดาวหางและฝนดาวตกในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อย และสร้างความตื่นตาให้กับผู้ที่เฝ้าดูทั่วโลก.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ดาวหาง

“กัน” ขอ “คืนเวลา” ให้กับครอบครัว หลั่งนํ้าตาแจงปมคาใจมูลนิธิ ไอซ์ตามจิก-ธรรมนัสปัดเอี่ยว

“กัน” ขอ “คืนเวลา”  ให้กับครอบครัว หลั่งนํ้าตาแจงปมคาใจมูลนิธิ ไอซ์ตามจิก-ธรรมนัสปัดเอี่ยว

“กัน” ขอ “คืนเวลา” ให้กับครอบครัว หลั่งนํ้าตาแจงปมคาใจมูลนิธิ ไอซ์ตามจิก-ธรรมนัสปัดเอี่ยว

25 ต.ค. 2568 08:16 น.

“อนุทิน” เซ็นถอนสัญชาติไทย “ลียง พัด” พบพฤติกรรมกระทบความมั่นคง ยังใช้สัญชาติกัมพูชา พัวพันค้ามนุษย์หลอกลวงไซเบอร์ ยืนยันปมชายแดนยึดประโยชน์ประเทศ เน้นทำงานนำหน้าสแกมเมอร์ ซัดคนสงสัย “อนุทิน-เนวิน” เป็นเจ้าของสแกมเมอร์ บอก “กัน จอมพลัง” มาถูกทางที่ยื่นกรมการปกครองตรวจ

ประมูลภาพวาดผลงาน “ปิกัสโซ” ที่ถูกเก็บซ่อนมากว่า 80 ปี ทุบราคา 1,280 ล้านบาท

ประมูลภาพวาดผลงาน "ปิกัสโซ" ที่ถูกเก็บซ่อนมากว่า 80 ปี ทุบราคา 1,280 ล้านบาท

25 ต.ค. 2568 05:42 น.

ประมูลภาพวาดผลงาน “ปิกัสโซ” ที่ถูกเก็บซ่อนมากว่า 80 ปี ทุบราคา 1,280 ล้านบาท

ฮือฮา ภาพวาดผลงาน “ปาโบล ปิกัสโซ” ถูกประมูลในกรุงปารีส เป็นเงิน 32 ล้านยูโร หรือราว 1,280 ล้านบาท หลังเก็บอยู่ในคอลเลกชันส่วนตัวมานานกว่า 8 ทศวรรษ

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เว็บไซต์ข่าว France24 รายงานว่า ภาพวาดชื่อ “Bust of a Woman with a Flowered Hat” ผลงานของจิตรกรเอกชื่อก้องโลก ปาโบล ปิกัสโซ ได้สร้างความฮือฮาในวงการศิลปะ หลังถูกนำออกประมูลเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 80 ปี ที่บ้านประมูล ดรูโอต์ ในกรุงปารีส ของฝรั่งเศส  โดยมีผู้ประมูลไปในราคา 27 ล้านยูโร บวกค่าธรรมเนียมรวมเป็น 32,012,397 ยูโร หรือประมาณ 1,280 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นราคาสูงสุดที่มีการประมูลผลงานศิลปะในฝรั่งเศสปีนี้

คริสตอฟ ลูเซียง นายประมูลของงานกล่าวว่า ภาพนี้ถูกวาดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2486 เป็นภาพเหมือนของโดรา มาร์ ศิลปินและช่างภาพผู้เป็นคนรักและแรงบันดาลใจของปิกัสโซ ในช่วงที่ทั้งคู่กำลังยุติความสัมพันธ์อย่างขมขื่น ซึ่งผลงานชิ้นนี้ถูกซื้อไว้ตั้งแต่ปี 2487 และไม่เคยถูกนำออกจำหน่ายอีกเลย กระทั่งทายาทของเจ้าของเดิมตัดสินใจนำออกประมูลในปีนี้

ทางด้านแอกแนส เซเวสเทร-บาร์เบ นักวิชาการด้านศิลปะ ผู้เชี่ยวชาญผลงานของปิกัสโซ กล่าวว่าภาพนี้คงสภาพสมบูรณ์เหมือนวันแรกที่ออกจากสตูดิโอ โดยการที่ภาพไม่ได้ถูกเคลือบเงา ทำให้เห็นทุกชั้นของสีที่แท้จริง และสะท้อนอัจฉริยะทางศิลปะของปิกัสโซอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ แม้ราคาประมูลจะสูงกว่าที่คาดไว้ แต่ภาพนี้ก็ยังไม่ใช่ผลงานของปิกัสโซที่มีมูลค่าสูงที่สุด โดยในปี 2566 ภาพ “Woman with a Watch” ถูกขายในราคา 139.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5,040 ล้านบาท ส่วนสถิติสูงสุดยังคงเป็นภาพ “Women of Algiers” ที่ขายได้ 179.4 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6,490 ล้านบาท เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา.

ที่มา France24

ทรัมป์ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินใหญ่สุดในโลกสู่ทะเลแคริบเบียน จ่อถล่มขบวนการค้ายา เขย่ารัฐบาลเวเนฯ

ทรัมป์ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินใหญ่สุดในโลกสู่ทะเลแคริบเบียน จ่อถล่มขบวนการค้ายา เขย่ารัฐบาลเวเนฯ

25 ต.ค. 2568 05:03 น.

ทรัมป์ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินใหญ่สุดในโลกสู่ทะเลแคริบเบียน จ่อถล่มขบวนการค้ายา เขย่ารัฐบาลเวเนฯ

“โดนัลด์ ทรัมป์” สั่งเดินหน้าปฏิบัติการปราบขบวนการค้ายาในทะเลแคริบเบียน สั่งเคลื่อนเรือบรรทุกเครื่องบินยักษ์ ยูเอสเอส เจอรัลด์ ฟอร์ด พร้อมเรือรบ 8 ลำ เรือดำน้ำนิวเคลียร์ และฝูงบินรบ เอฟ-35  

วันที่ 24 ตุลาคม 2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มีคำสั่งเคลื่อนเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด” ซึ่งเป็นเรือรบขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมุ่งหน้าเข้าสู่ทะเลแคริบเบียน เพื่อเสริมกำลังในปฏิบัติการปราบปรามขบวนการค้ายาข้ามชาติ  

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ บืนยันว่า เรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด” จะเข้าประจำการภายใต้กองบัญชาการภูมิภาคภาคใต้ ซึ่งครอบคลุมอเมริกากลาง อเมริกาใต้ และทะเลแคริบเบียน โดยมีภารกิจ สกัดและทำลายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ 

การเคลื่อนกำลังครั้งนี้มีขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ เพิ่มบทบาททางทหารในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้มีเรือรบอีก 8 ลำ เรือดำน้ำนิวเคลียร์ และฝูงบิน เอฟ-35 เข้าร่วมภารกิจ พร้อมเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่เรือที่อ้างว่าเป็นของขบวนการค้ายาในทะเลแคริบเบียน

ก่อนหน้านี้นายพีต เฮกเซ็ธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเปิดเผยว่า ปฏิบัติการล่าสุดสามารถสังหารผู้ก่อการร้ายค้ายาเสพติด ได้ 6 ราย บนเรือต้องสงสัยที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรม Tren de Aragua ซึ่งมีฐานอยู่ในเวเนซุเอลา

อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการนี้ถูกวิพากษ์อย่างหนัก โดยหลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความชอบธรรมทางกฎหมาย ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า ปฏิบัติการของรัฐบาลทรัมป์อาจมีเป้าหมายแฝงเพื่อข่มขู่และเขย่ารัฐบาลของประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ซึ่งเป็นคู่ปรับทางการเมืองของสหรัฐฯ มานาน ขณะที่ สื่อสหรัฐฯ รายงานว่าประธานาธิบดีทรัมป์ กำลังพิจารณาปฏิบัติการภาคพื้นดินภายในเวเนซุเอลา เพื่อโจมตีเส้นทางขนยาและแหล่งผลิตโคเคน แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย

ทั้งนี้ ปฏิบัติการล่าสุดเป็นการโจมตีครั้งที่ 10 ของรัฐบาลทรัมป์ต่อเรือค้ายา ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 43 ศพ ซึ่งทรัมป์ยืนยันว่า เป็นการโจมตีที่อยู่ภายใต้อำนาจตามกฎหมายของผู้นำประเทศ.

นายกฯ คนใหม่ของญี่ปุ่น แถลงนโยบายต่อรัฐสภาครั้งแรก ประกาศพัฒนากองทัพ กระชับสัมพันธ์สหรัฐฯ

นายกฯ คนใหม่ของญี่ปุ่น แถลงนโยบายต่อรัฐสภาครั้งแรก ประกาศพัฒนากองทัพ กระชับสัมพันธ์สหรัฐฯ

24 ต.ค. 2568 23:29 น.

นายกฯ คนใหม่ของญี่ปุ่น แถลงนโยบายต่อรัฐสภาครั้งแรก ประกาศพัฒนากองทัพ กระชับสัมพันธ์สหรัฐฯ

“ซานาเอะ ทาคาอิจิ” นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น แถลงนโยบายต่อรัฐสภาครั้งแรก ประกาศแก้ปัญหาราคาสินค้า และค่าครองชีพพุ่ง มุ่งพัฒนากองทัพ กระชับสัมพันธ์สหรัฐฯ พร้อมให้คำมั่นจะสร้างญี่ปุ่นให้กลับมาเป็นศูนย์กลางของเวทีระหว่างประเทศอีกครั้ง 

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น กล่าวแถลงนโยบายต่อรัฐสภาครั้งแรก ด้วยการแสดงเจตจำนง “เปลี่ยนความวิตกของประชาชนให้กลายเป็นความหวัง” พร้อมให้คำมั่นจะสร้างญี่ปุ่นให้กลับมาเป็นศูนย์กลางของเวทีระหว่างประเทศอีกครั้ง เธอยังยืนยันว่าจะรับฟังข้อเสนอจากพรรคการเมืองต่าง ๆ อย่างจริงใจ หากไม่ขัดกับนโยบายหลักของรัฐบาล

ผู้นำหญิงของญี่ปุ่นระบุว่า คณะรัฐมนตรีจะเร่งจัดทำมาตรการเศรษฐกิจฉบับพิเศษ และเสนอร่างงบประมาณเสริมเพื่อรองรับมาตรการนี้ นอกจากนี้ยังตั้งเป้ายกเลิก “ภาษีน้ำมันชั่วคราว” และพิจารณามาตรการเพิ่มเพดานยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในระยะต่อไป

ในด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ทาคาอิจิแสดงความกังวลต่อกิจกรรมทางทหารของจีน เกาหลีเหนือ และรัสเซีย พร้อมย้ำว่าพันธมิตรระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ เป็น “เสาหลักของยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ” พร้อมกล่าวด้วยว่า หวังจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจส่วนตัว กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคี 

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงชาวญี่ปุ่นที่ถูกเกาหลีเหนือลักพาตัว โดยให้คำมั่นว่าจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อนำพวกเขากลับประเทศโดยเร็วที่สุด

ด้านนโยบายกลาโหม ผู้นำหญิงคนใหม่ยืนยันว่า รัฐบาลจะเริ่มทบทวนเอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ 3 ฉบับ และตั้งเป้าแก้ไขให้เสร็จภายในสิ้นปีหน้า พร้อมเร่งแผนเพิ่มงบกลาโหมให้ถึงร้อยละ 2 ของจีดีพีภายในปีงบประมาณนี้ นอกจากนี้ทิ้งท้ายว่า รัฐบาลจะจัดตั้งสภายุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจ  เพื่อผลักดันการขยายตัวอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจญี่ปุ่น และสร้างอนาคตที่มั่นคงให้ประชาชนทุกคน.

หมอนิวซีแลนด์ผ่าตัดเอา “แม่เหล็ก” กว่า 100 ชิ้น ออกจากลำไส้เด็ก หลังสั่งซื้อจาก Temu

หมอนิวซีแลนด์ผ่าตัดเอา "แม่เหล็ก" กว่า 100 ชิ้น ออกจากลำไส้เด็ก หลังสั่งซื้อจาก Temu

24 ต.ค. 2568 16:20 น.

หมอนิวซีแลนด์ผ่าตัดเอา “แม่เหล็ก” กว่า 100 ชิ้น ออกจากลำไส้เด็ก หลังสั่งซื้อจาก Temu

เด็กชายวัย 13 ปีในนิวซีแลนด์ ต้องเข้ารับการผ่าตัดฉุกเฉิน หลังกลืนแม่เหล็กกำลังสูงขนาดเล็กราว 100 ชิ้นที่ซื้อจากแพลตฟอร์มออนไลน์ Temu แพทย์ต้องตัดลำไส้บางส่วนที่เนื้อตายออก พร้อมเตือนอันตรายจากของเล่นแม่เหล็กและความเสี่ยงของสินค้าบนตลาดออนไลน์ที่ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย

คณะแพทย์จากโรงพยาบาลทัวรังกา  บนเกาะเหนือของนิวซีแลนด์ ได้รายงานกรณีศึกษาที่น่าตกใจในวารสารการแพทย์นิวซีแลนด์ ว่ามีเด็กชายวัย 13 ปี ซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหลังมีอาการปวดท้องรุนแรงมานาน 4 วัน

เด็กชายเปิดเผยว่า เขาได้กลืนแม่เหล็กแรงสูงขนาด 5×2 มิลลิเมตร (นีโอไดเมียม) เข้าไปประมาณ 80-100 ชิ้น เมื่อประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนหน้านั้น ซึ่งแม่เหล็กเหล่านี้เขาได้สั่งซื้อมาจากแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ชื่อดัง “เทมู” (Temu)

รายงานระบุว่าจากการทำเอ็กซเรย์ แพทย์พบว่าแม่เหล็กทั้งหมดได้จับตัวรวมกันเป็น 4 แถวตรง ภายในลำไส้ของเด็ก “ซึ่งดูเหมือนจะอยู่ในลำไส้คนละส่วนที่ถูกยึดติดกันด้วยแรงแม่เหล็ก” 

แพทย์กล่าวว่า แรงกดทับจากแม่เหล็กจำนวนมากได้ทำให้เกิดภาวะเนื้อเยื่อตาย ขึ้นใน 4 บริเวณของลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ส่วนต้น ของเด็กชาย ศัลยแพทย์ต้องทำการผ่าตัดเพื่อตัดเนื้อเยื่อส่วนที่ตายออกและนำแม่เหล็กทั้งหมดออกมา หลังจากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลา 8 วัน เด็กชายก็สามารถกลับบ้านได้

แพทย์ผู้เขียนรายงานระบุว่า การผ่าตัดจากการกลืนแม่เหล็กอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนในภายหลังได้ เช่น ภาวะลำไส้อุดตัน ไส้เลื่อนหน้าท้อง และอาการปวดเรื้อรัง

คณะแพทย์ย้ำว่า กรณีนี้ไม่เพียงแต่เน้นย้ำถึงอันตรายจากการกลืนแม่เหล็กเท่านั้น แต่ยังรวมถึง อันตรายของตลาดออนไลน์สำหรับประชากรเด็ก เนื่องจากแม่เหล็กแรงสูงชนิดนี้ได้ ถูกแบนในนิวซีแลนด์ตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2013 แล้ว

ด้าน Temu ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซที่ก่อตั้งในจีน ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และออกแถลงการณ์ว่าได้ เริ่มดำเนินการตรวจสอบภายใน และติดต่อผู้เขียนบทความเพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนี้แล้ว

โฆษกของ Temu กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าแม่เหล็กที่เกี่ยวข้องถูกซื้อผ่าน Temu จริงหรือไม่ หรือระบุรายการสินค้าที่เฉพาะเจาะจงได้ “อย่างไรก็ตาม ทีมงานของเรากำลังตรวจสอบรายการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าทั้งหมดปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยในท้องถิ่นอย่างสมบูรณ์”

ก่อนหน้านี้ Temu เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ในตลาดต่าง ๆ รวมถึงสหภาพยุโรป ว่าอาจไม่ได้ดำเนินการอย่างเพียงพอในการกำจัดผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมายออกจากแพลตฟอร์มของตน.

ที่มา AFP

คนงานกว่า 1,000 ทะลักเข้าไทย หนีศูนย์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ “เคเคพาร์ก” ในพม่า

คนงานกว่า 1,000 ทะลักเข้าไทย หนีศูนย์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ "เคเคพาร์ก" ในพม่า

24 ต.ค. 2568 13:35 น.

คนงานกว่า 1,000 ทะลักเข้าไทย หนีศูนย์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ “เคเคพาร์ก” ในพม่า

ทางการไทยเผยมีชาวต่างชาติและชาวไทย มากกว่า 1,000 คน หลั่งไหลข้ามพรมแดนจากพม่าสู่ฝั่งไทยในสัปดาห์นี้ หลังทหารพม่าบุกจู่โจมศูนย์สแกมเมอร์ “เคเคพาร์ก” หนึ่งในฐานปฏิบัติการคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ขณะที่ทางการไทยเตรียมตรวจสอบว่าผู้หลบหนีเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ หรือผู้กระทำผิดกฎหมายเข้าเมือง

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานระบุเจ้าหน้าที่ไทยเปิดเผยว่า มีผู้คนมากกว่า 1,000 คน หลบหนีจากพื้นที่ชายแดนพม่าเข้ามาในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก หลังจากที่กองทัพพม่าได้ปฏิบัติการบุกเข้าทลาย “เคเคพาร์ก” ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ 

ศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงทางไซเบอร์ที่มักตั้งอยู่ในอาคารที่มีการเสริมกำลังอย่างแน่นหนาเหล่านี้ เติบโตอย่างรวดเร็วตามแนวชายแดนพม่า ท่ามกลางสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานานหลายปี

ทางการจังหวัดตากรายงานว่า มีผู้ข้ามพรมแดนจากพม่าเข้าสู่อำเภอแม่สอด ตั้งแต่ช่วงเช้าวันพุธถึงเช้าวันศุกร์ (22 – 24 ต.ค.) รวมจำนวน 1,049 คน เพิ่มขึ้นจาก 677 คนในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของไทยระบุว่า ผู้ที่เดินทางเข้ามาส่วนใหญ่เป็นชาวจีน และเป็นผู้ชาย อย่างไรก็ตาม ผู้ที่หลบหนีเข้ามานั้นมีหลากหลายสัญชาติ เช่น อินเดีย ปากีสถาน เวียดนาม พม่า ไทย และอีกกว่าสิบประเทศ

กองทัพพม่าได้ประกาศเมื่อวันจันทร์ว่า ได้ทำการบุกเข้าทลายศูนย์สแกมเมอร์ “เคเคพาร์ก” ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามพรมแดนไทย และสามารถยึดอุปกรณ์อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมสตาร์ลิงก์ ได้หลายเครื่อง

ก่อนหน้านี้ การสืบสวนของสำนักข่าวเอเอฟพี เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า มีการใช้อุปกรณ์สตาร์ลิงก์ ในศูนย์ปฏิบัติการเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ขณะที่บริษัทสเปซเอ็กซ์ ของ อีลอน มัสก์ ผู้ให้บริการสตาร์ลิงก์ ได้ออกมากล่าวเมื่อวันพุธว่า ได้สั่งปิดการใช้งานอุปกรณ์สตาร์ลิงก์ มากกว่า 2,500 เครื่องในศูนย์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ของพม่าแล้ว

นายสวนิต สุริยกุล ณ อยุธยา รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพีว่า ทางการเชื่อว่าผู้ที่หลบหนีเข้ามาในประเทศไทยส่วนใหญ่น่าจะมาจากศูนย์สแกมเมอร์ “เคเคพาร์ก” แต่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน ภาพจากสื่อไทยยังเผยให้เห็นภาพของผู้คนที่ใช้ลังโฟมลอยข้ามแม่น้ำเพื่อเข้ามายังฝั่งไทย

รองผู้ว่าฯ ตาก กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการคัดกรอง เพื่อตรวจสอบว่าผู้ที่เดินทางเข้ามาเหล่านี้เป็นเหยื่อการค้ามนุษย์หรือไม่ ซึ่งในทางกลับกันหากไม่เข้าข่ายการเป็นเหยื่อก็อาจถูกดำเนินคดีในข้อหาลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ในศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้ แม้ว่าผู้คนบางส่วนจะถูกหลอกลวงและบังคับให้ทำงานในลักษณะการค้ามนุษย์ แต่บางคนก็สมัครใจเข้ามาทำงาน โดยหวังว่าจะได้รับรายได้จำนวนมากจากอุตสาหกรรมที่ผิดกฎหมายมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ มากกว่าการทำงานในประเทศบ้านเกิดของตนเอง.

ที่มา AFP

“ทรัมป์” ประกาศยุติเจรจาการค้ากับแคนาดาทั้งหมด โกรธใช้ภาพ “เรแกน” วิจารณ์ภาษีนำเข้า

"ทรัมป์" ประกาศยุติเจรจาการค้ากับแคนาดาทั้งหมด โกรธใช้ภาพ "เรแกน" วิจารณ์ภาษีนำเข้า

24 ต.ค. 2568 12:37 น.

“ทรัมป์” ประกาศยุติเจรจาการค้ากับแคนาดาทั้งหมด โกรธใช้ภาพ “เรแกน” วิจารณ์ภาษีนำเข้า

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศยุติการเจรจาการค้ากับแคนาดาทุกระดับ หลังไม่พอใจโฆษณาที่นำคำพูดของอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน มาวิจารณ์นโยบายเก็บภาษีนำเข้าของเขา ขณะที่นายกรัฐมนตรีแคนาดายืนยันจะไม่ยอมให้สหรัฐฯ เข้าถึงตลาดอย่างไม่เป็นธรรม หากการเจรจาล้มเหลว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ประกาศผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย “ทรูธ โซเชียล” เมื่อวันพฤหัสบดีว่า การเจรจาการค้าทั้งหมดกับแคนาดาถูกยุติลงแล้ว โดยให้เหตุผลจากการที่เขาเรียกว่าเป็น “โฆษณาที่ฉ้อฉล” ซึ่งนำอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ รีแกน มาพูดในเชิงลบเกี่ยวกับมาตรการขึ้นภาษี

ทรัมป์ระบุว่า “จากพฤติกรรมที่อุกอาจของพวกเขา การเจรจาการค้ากับแคนาดาทั้งหมดจึงถูกยุติลงนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”

โฆษณาที่เป็นปัญหาดังกล่าวแสดงภาพของ โรนัลด์ รีแกน อดีตประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งออกมาวิพากษ์วิจารณ์การขึ้นภาษีสินค้าจากต่างประเทศ โดยระบุว่ามาตรการดังกล่าวเป็นสาเหตุของการสูญเสียงานและสงครามการค้า

ก่อนหน้านี้ นายดัก ฟอร์ด มุขมนตรีรัฐออนทารีโอของแคนาดา ยอมรับเมื่อต้นสัปดาห์ว่า โฆษณาต่อต้านภาษีดังกล่าวได้สร้างความไม่พอใจให้กับประธานาธิบดีทรัมป์ “ผมได้ยินมาว่าประธานาธิบดีเห็นโฆษณาของเราแล้ว ผมแน่ใจว่าเขาคงไม่มีความสุขเท่าไหร่”

ทรัมป์มักใช้มาตรการขึ้นภาษีเป็นเครื่องมือต่อรองกับหลายประเทศทั่วโลก สงครามการค้าของเขาได้ผลักดันให้ภาษีของสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นถึงระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1930 และเขาก็ได้ขู่ที่จะขึ้นภาษีเพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งสร้างความกังวลในหมู่ภาคธุรกิจและนักเศรษฐศาสตร์

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทรัมป์ได้เรียกเก็บภาษีเหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์จากแคนาดา ซึ่งทำให้ทางการแคนาดาต้องตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีในลักษณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการเจรจามาหลายสัปดาห์เพื่อหาข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้นสำหรับภาคเหล็กและอะลูมิเนียม

ด้านนายมาร์ค คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า แคนาดาจะไม่ยอมให้สหรัฐฯ เข้าถึงตลาดของตนอย่างไม่เป็นธรรม หากการเจรจาข้อตกลงทางการค้าต่าง ๆ กับวอชิงตันล้มเหลว

นอกจากนี้ ในปีหน้า สหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก มีกำหนดจะต้องทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีของทวีปอเมริกาเหนือปี 2020 ซึ่งความตึงเครียดที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อกระบวนการทบทวนข้อตกลงดังกล่าว.

ที่มา Reuters

เกาหลีเหนือสร้างอนุสรณ์สถานรำลึกทหารที่เสียชีวิตในสงครามยูเครน

เกาหลีเหนือสร้างอนุสรณ์สถานรำลึกทหารที่เสียชีวิตในสงครามยูเครน

24 ต.ค. 2568 12:05 น.

เกาหลีเหนือสร้างอนุสรณ์สถานรำลึกทหารที่เสียชีวิตในสงครามยูเครน

เกาหลีเหนือสร้างอนุสรณ์สถานรำลึกทหารที่เสียชีวิตในสงครามยูเครน ขณะที่คิมจองอึนย้ำสัมพันธ์กับรัสเซียถึงจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์

เกาหลีเหนือเริ่มก่อสร้าง อนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกทหารที่เสียชีวิตในสงครามยูเครน ซึ่งเข้าร่วมรบเคียงข้างรัสเซีย ตามรายงานของสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) โดยพิธีวางศิลาฤกษ์จัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาในกรุงเปียงยาง โดยมีทั้งคิมจองอึนและ อเล็กซานเดอร์ มาเซโกรา เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำเกาหลีเหนือ เข้าร่วมในพิธี

อนุสรณ์สถานซึ่งมีชื่อว่า “พิพิธภัณฑ์แห่งวีรกรรมการรบ” จะสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าผู้รักชาติ และจะจัดแสดงประติมากรรม ภาพถ่าย และงานศิลปะ เพื่อยกย่องทหารเกาหลีเหนือที่เข้าร่วมรบในสงครามยูเครน

นายคิมจองอึนกล่าวในพิธีว่า ทหารเกาหลีเหนือได้ต่อสู้เพื่อช่วยให้รัสเซียได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด และกล่าวว่า “เหล่าฮีโร่ของเราได้ทำลายพวกผู้รุกรานนีโอนาซีอย่างกล้าหาญ ด้วยจิตวิญญาณที่ไม่ยอมให้มีการรุกรานใด ๆ เกิดขึ้น” 

เขายังระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือกับรัสเซียได้พัฒนาไปถึงระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ และอนุสรณ์สถานแห่งนี้จะเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

ภาพจากสื่อทางการเกาหลีเหนือยังเผยให้เห็น คิมจองอึนกอดปลอบขวัญทหารที่มีอารมณ์สะเทือนใจ รวมถึงครอบครัวของผู้เสียชีวิตในพิธีวางศิลาฤกษ์ ณ กรุงเปียงยาง

รายงานของเกาหลีใต้ระบุว่า มี ทหารเกาหลีเหนือเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 600 นาย และได้รับบาดเจ็บอีกหลายพันคนจากการสู้รบในยูเครน โดยเกาหลีเหนือได้ส่งทั้งกำลังพลและยุทโธปกรณ์จำนวนมากไปสนับสนุนรัสเซียตั้งแต่ปี 2022 หลังมอสโกเริ่มบุกยูเครน

ปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือและรัสเซียได้ลงนามใน ข้อตกลงหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership Agreement) ซึ่งกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายต้องให้ความช่วยเหลือทางทหารและรูปแบบอื่น หากฝ่ายใดถูกโจมตี

ในกรุงมอสโก ยังมีการจัด นิทรรศการศิลปะเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ ระหว่างสองประเทศ โดยแสดงภาพทหารเกาหลีเหนือและรัสเซียร่วมต่อสู้กับชาติตะวันตกที่เป็นปฏิปักษ์

ด้านสหรัฐอเมริกาเปิดเผยว่า มีหลักฐานบ่งชี้ว่ารัสเซียได้ให้ความช่วยเหลือเกาหลีเหนือในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะด้าน อวกาศและดาวเทียม เพื่อแลกกับการสนับสนุนทางทหารในสงครามยูเครน

นับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา เกาหลีเหนือได้ยอมรับอย่างเป็นทางการว่ามีการส่งทหารเข้าร่วมรบในยูเครน และยืนยันว่ามีทหารบางส่วนเสียชีวิตในการปฏิบัติภารกิจจริง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีเหนือ