“ฮุน มาเนต ” บิดเบือน กต.ไทยยัน ไม่ได้คุยเรื่องแผนที่ 1 ต่อ 200,000

"ฮุน มาเนต " บิดเบือน กต.ไทยยัน ไม่ได้คุยเรื่องแผนที่ 1 ต่อ 200,000

24 ต.ค. 2568 11:43 น.

“ฮุน มาเนต ” บิดเบือน กต.ไทยยัน ไม่ได้คุยเรื่องแผนที่ 1 ต่อ 200,000

กระทรวงต่างประเทศไทยยืนยันอีกเสียง ไม่ได้พูดคุยเรื่องแผนที่ 1:200,000 แก้ปัญหาบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ในระหว่างการประชุม JBC ตามที่ ฮุน มาเนต เอาไปโพสต์อ้างในโซเชียล

กระทรวงการต่างประเทศของไทยแถลงชี้แจง ตามที่มีรายงานข่าวเรื่องข้อความในโซเชียลมีเดียของ นาย ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเกี่ยวกับประเด็นแผนที่ 1:200,000 ในห้วงการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย – กัมพูชา (Joint Boundary Commission: JBC) ที่ผ่านมานั้น

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ขอชี้แจงและยืนยันว่า การเจรจาหารือในการประชุม JBC สมัยวิสามัญ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-22 ตุลาคม 2568 ที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นลงเมื่อกลางดึกวันที่ 22 ตุลาคม 2568 เป็นการดำเนินการบนพื้นฐานของการสำรวจหาหลักเขตแดนเดิมร่วมกันอยู่แล้ว ไม่ได้มีการหารือหรือเกี่ยวข้องกับประเด็นแผนที่ 1:200,000 ตามที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาโพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดียแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาโดยสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคี บนหลักการการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี แต่จะยืนหยัดในอธิปไตยและผลประโยชน์แห่งชาติ และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ และจะไม่ยอมให้การปล่อยข้อมูลบิดเบือนมากระทบความพยายามดังกล่าว

โดยการชี้แจงจากการทางไทยครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่ เฟซบุ๊ก Hun Manet ของนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความถึงชาวกัมพูชา กรณีปัญหาบ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว โดยมีข้อความในช่วงท้ายตอนหนึ่งระบุว่า 

“ในการประชุม JBC เมื่อวันที่ 21–22 ตุลาคม 2025 ทั้งสองฝ่ายได้หารือกันอย่างละเอียด เพื่อหาทางออกที่ถูกต้องและโปร่งใสตามหลักการที่เห็นพ้องร่วมกัน เพื่อยุติข้อพิพาทในหมู่บ้านโจกเจยและหมู่บ้านเปรยจัน (ระหว่างหลักเขตแดนที่ 42 ถึง 47)

ทั้งสองฝ่ายตกลงจะดำเนินการทางเทคนิคต่อไป โดยร่วมกันสำรวจ วัดระยะ และปักหลักเขตชั่วคราว โดยอ้างอิงแผนที่ 1:200,000 ตามสนธิสัญญาปี 1907 และบันทึกของคณะกรรมาธิการปักหลักเขตฝรั่งเศส–สยาม ผลลัพธ์ที่ได้จะถูกตรวจสอบกับสภาพการครอบครองจริงของประชาชนทั้งสองฝ่าย เพื่อใช้ประกอบการแก้ไขปัญหาต่อไป

มีเพียงแนวทางนี้เท่านั้น ที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและถูกต้อง เพื่อให้สถานการณ์ในหมู่บ้านโจกเจยและหมู่บ้านเปรยจันยุติลงได้ และประชาชนกลับมาใช้ชีวิตทำกินอย่างปกติ โดยไม่ให้ปัญหานี้ยืดเยื้อออกไปในระยะยาว”

ซึ่งการโพสต์ข้อความดังกล่าวเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง และได้สร้างความเข้าใจผิดเป็นอย่างยิ่ง ทำให้นายนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของไทย ต้องแถลงยืนยันว่า ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง และอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสาธารณชนทั้งในและต่างประเทศ โดยในการประชุม JBC ดังกล่าว ไม่มีการหารือหรือข้อตกลงใด ๆ เกี่ยวกับการใช้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 หรือการกำหนดหลักเขตชั่วคราวในพื้นที่พิพาทแต่อย่างใด.

ที่มา : กระทรวงต่างประเทศ 

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฮุน มาเนต

“ทรัมป์” ยืนยัน พบ “สี จิ้นผิง” นอกรอบประชุมเอเปกที่เกาหลีใต้ 30 ต.ค. นี้

"ทรัมป์" ยืนยัน พบ "สี จิ้นผิง" นอกรอบประชุมเอเปกที่เกาหลีใต้ 30 ต.ค. นี้

24 ต.ค. 2568 11:36 น.

“ทรัมป์” ยืนยัน พบ “สี จิ้นผิง” นอกรอบประชุมเอเปกที่เกาหลีใต้ 30 ต.ค. นี้

ทำเนียบขาวยืนยัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะพบกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน ระหว่างการประชุมเอเปกที่เมืองคย็องจู เกาหลีใต้ สิ้นเดือนตุลาคมนี้ การพบกันมีขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากข้อพิพาททางการค้า และคำขู่ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนอีก 100% หากจีนไม่ผ่อนคลายการควบคุมการส่งออกแร่หายาก

แคโรลีน ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ได้ยืนยันว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะจัดการประชุมทวิภาคีกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ ที่ประเทศเกาหลีใต้ การพบกันดังกล่าวจะเกิดขึ้น นอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปก ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองคย็องจู ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน และถือเป็นการเผชิญหน้ากันครั้งแรกของผู้นำสองชาติเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก นับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง

ประเด็นหลักที่คาดว่าจะถูกหยิบยกขึ้นหารือในการประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก ทั้งการที่ทรัมป์ได้ขู่ที่จะเรียกเก็บภาษีเพิ่มอีก 100% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีน โดยจะเริ่มในเดือนพฤศจิกายน หากจีนไม่ผ่อนปรนการควบคุมการส่งออกแร่หายาก โดยจีนซึ่งครองการผลิตแร่หายากและวัสดุสำคัญอื่น ๆ ได้ออกกฎควบคุมการส่งออกแร่เหล่านี้เมื่อเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้า สมาร์ทโฟน และยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ทำให้สหรัฐฯ ไม่พอใจ

ส่วนยาเฟนทานิล ทรัมป์ระบุว่า ประเด็นสำคัญที่สุดที่เขาจะถามประธานาธิบดีสี จิ้นผิง คือเรื่องการลักลอบค้าสารตั้งต้นของยาเฟนทานิล ซึ่งเป็นยาเสพติดที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในสหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่าจีนกำลังพยายาม “จับโลกเป็นตัวประกัน” และมีท่าที “เป็นปฏิปักษ์อย่างมาก”

ทรัมป์กล่าวถึงการประชุมครั้งนี้ด้วยความหวังว่า “ผมจะพบกับประธานาธิบดีสีของจีน เราได้กำหนดให้มีการประชุมที่ค่อนข้างยาวนาน เราสามารถจัดการข้อสงสัยและคำถามมากมายของเรา รวมถึงสินทรัพย์อันมหาศาลของเราได้พร้อมกัน ผมคิดว่าจะมีบางอย่างสำเร็จลุล่วงไปได้”

การเยือนเกาหลีใต้ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางเยือนเอเชียของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งเริ่มต้นด้วยการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือเอเซียน ที่ประเทศมาเลเซียในวันที่ 26 ต.ค.นี้

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมีกำหนดการพบปะกับผู้นำสำคัญในภูมิภาค ได้แก่ การประชุมทวิภาคีกับ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิชิ การพบปะกับ ประธานาธิบดีอี แจ มยอง ผู้นำเกาหลีใต้ และเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำสำหรับผู้นำด้วย

การพบกันระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง ถือเป็นการพูดคุยตัวต่อตัวครั้งแรกในรอบหลายปี นับตั้งแต่การประชุม G20 ในปี 2019 โดยก่อนหน้านี้ผู้นำทั้งสองเคยพูดคุยทางโทรศัพท์อย่างน้อย 3 ครั้งในปีนี้ ซึ่งรวมถึงการหารือเกี่ยวกับดีลการดำเนินงานของ TikTok ในสหรัฐฯ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา.

ที่มา BBC

คดีช็อคโกพาย: พนักงานส่งของเกาหลีใต้ สู้คดี “ขโมยขนม” 24 บาท ยืดเยื้อนานนับปี

คดีช็อคโกพาย: พนักงานส่งของเกาหลีใต้ สู้คดี "ขโมยขนม" 24 บาท ยืดเยื้อนานนับปี

24 ต.ค. 2568 11:02 น.

คดีช็อคโกพาย: พนักงานส่งของเกาหลีใต้ สู้คดี “ขโมยขนม” 24 บาท ยืดเยื้อนานนับปี

กลายเป็นคดีโด่งดังในเกาหลีใต้ เมื่อพนักงานส่งของรายหนึ่งต้องเผชิญกับการต่อสู้ทางกฎหมายที่ยาวนานกว่าหนึ่งปี หลังถูกกล่าวหาว่า “ขโมย” ขนม “ช็อกโกพาย” และคัสตาร์ดเค้ก มูลค่ารวมเพียง 1,050 วอน (ราว 24 บาท) จากตู้เย็นที่ทำงาน แม้ศาลชั้นต้นสั่งปรับ 50,000 วอน แต่เจ้าตัวยืนยันบริสุทธิ์และยื่นอุทธรณ์ ขณะที่ค่าธรรมเนียมทางกฎหมายอาจสูงกว่ามูลค่าขนมถึง 10,000 เท่า ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ถึงความเหมาะสมของการบังคับใช้กฎหมายกับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้

คดีดังกล่าวกำลังเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกเรียกว่า “คดีขโมยช็อกโกพาย” ในเกาหลีใต้ โดยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2024 เวลาประมาณตี 4 ที่โรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดช็อลลาเหนือ พนักงานขับรถส่งของบริษัทผู้รับเหมา ถูกกล่าวหาว่าหยิบขนม ช็อกโกพาย (มูลค่า 400 วอน) และ มินิคัสตาร์ดเค้ก (มูลค่า 650 วอน) รวมมูลค่าเพียง 1,050 วอน (ประมาณ 24 บาท) ออกมาจากตู้เย็นในสำนักงานของบริษัทโลจิสติกส์ที่เป็นคู่ค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต

คนงานรายนี้ยืนยันว่าเขาไม่มีเจตนาขโมย และอ้างว่าพนักงานขับรถคนอื่นเคยบอกเขาว่า “มีขนมในตู้เย็น กินได้เลย” อีกทั้งการกินขนมดังกล่าวหลังกะกลางคืนก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติร่วมกันของพนักงาน

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยืนยันว่าพนักงานขับรถไม่ได้รับอนุญาตให้ “เปิดตู้เย็นโดยไม่ได้รับอนุญาต” เว้นแต่จะได้รับเสนอขนมอย่างชัดเจน และได้ยื่นเรื่องร้องทุกข์อย่างเป็นทางการต่อตำรวจ อัยการพิจารณาคดีนี้เป็นความผิดเล็กน้อยจึงยื่นฟ้องแบบคำร้องสรุป พร้อมขอให้ปรับ 500,000 วอน แต่เนื่องจากผู้ต้องหาปฏิเสธและยืนยันในความบริสุทธิ์ จึงร้องขอให้มีการไต่สวนคดีอย่างเป็นทางการ 

ศาลชั้นต้นมีคำตัดสินให้คนงานรายนี้มีความผิดจริงในข้อหาลักทรัพย์ และสั่งปรับ 50,000 วอน ซึ่งสูงกว่ามูลค่าขนมที่รับประทานเข้าไปถึงเกือบ 50 เท่า คนงานรายนี้ยื่นอุทธรณ์ทันที โดยการไต่สวนในชั้นอุทธรณ์ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว โดยทนายฝ่ายจำเลยโต้แย้งว่าขนมดังกล่าวเป็นสิ่งที่แบ่งปันกันตามธรรมเนียมไม่ถือเป็นการลักทรัพย์ ผู้พิพากษาคิม โด-ฮยอง ยังแสดงความเห็นในศาลว่า “รู้สึกรุนแรงเกินไปที่จะนำคดีมาถึงขั้นนี้” และจะพิจารณาว่าการลักทรัพย์เข้าข่ายทางกฎหมายหรือไม่

คดีนี้ได้จุดประกายความไม่พอใจในเกาหลีใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสหภาพแรงงานที่นำไปเปรียบเทียบกับ “ฌอง วัลฌอง” ตัวเอกในนวนิยายคลาสสิกของฝรั่งเศสเรื่อง “เล มิสเซราบล์ (Les Misérables)” ที่ถูกจำคุกเพียงเพราะขโมยขนมปังเพื่อเลี้ยงดูพี่น้อง

ผู้เชี่ยวชาญระบุกับสื่อท้องถิ่นว่า ค่าธรรมเนียมทางกฎหมายที่คนงานรายนี้ต้องจ่ายอาจสูงถึง 10,000 เท่า ของมูลค่าขนมที่เขากินไป ประเด็นนี้ยังถูกยกขึ้นมาถกเถียงอย่างร้อนแรงในการประชุมรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ชิน แด-กยอง หัวหน้าอัยการเขตช็อนจูคนใหม่ ได้ออกมาแถลงว่า จะทบทวนคดีนี้ “ภายใต้ขอบเขตของสามัญสำนึก” โดยยกกรณีคล้ายกันในปี 2020 ที่พนักงานร้านสะดวกซื้อถูกฟ้องข้อหาบริโภคขาหมู (จกบัล) มูลค่า 5,900 วอน แต่สุดท้ายศาลยกฟ้องในที่สุด

อัยการชินยังระบุว่า การดำเนินคดีเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สิน หากเหยื่อ (บริษัท) ยืนกรานให้ลงโทษและไม่มีการยอมความ แต่ก็ได้แย้มเป็นนัย ว่าอาจมีการใช้ดุลยพินิจเพื่อผ่อนปรนโทษในชั้นอุทธรณ์ โดยอาจถึงขั้นแนะนำไม่ให้มีการลงโทษก็เป็นได้

การไต่สวนนัดต่อไปมีกำหนดจัดขึ้นในสัปดาห์หน้า โดยจะมีพยานฝ่ายจำเลย 2 คนเข้าให้การ คดีนี้ยังคงเป็นที่จับตาและกระตุ้นการถกเถียงเกี่ยวกับสัดส่วนของความยุติธรรมในระบบกฎหมายของเกาหลีใต้ ว่าการปฏิบัติต่อขนมมูลค่า 1,000 วอน เป็นอาชญากรรมร้ายแรงนั้น บ่อนทำลายความเชื่อมั่นของสาธารณชนในความเป็นธรรมของการบังคับใช้กฎหมายหรือไม่.


ที่มา AFP  The Korea Times

เผยภาพถ่ายดาวเทียม ทำเนียบขาวปีกตะวันออกถูกรื้อ หลังทรัมป์สั่งทำห้องบอลรูมใหม่มูลค่า 9,800 ล้านบาท

เผยภาพถ่ายดาวเทียม ทำเนียบขาวปีกตะวันออกถูกรื้อ หลังทรัมป์สั่งทำห้องบอลรูมใหม่มูลค่า 9,800 ล้านบาท

24 ต.ค. 2568 10:14 น.

เผยภาพถ่ายดาวเทียม ทำเนียบขาวปีกตะวันออกถูกรื้อ หลังทรัมป์สั่งทำห้องบอลรูมใหม่มูลค่า 9,800 ล้านบาท

ดาวเทียมเผยภาพล่าสุด ปีกตะวันออกของทำเนียบขาวถูกรื้อทั้งหมดเพื่อสร้างห้องบอลรูมขนาดใหญ่ 1,000 ที่นั่ง มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9,834 ล้านบาท

วันที่ 24 ตุลาคม 2568 บริษัท Planet Labs PBC เผยภาพถ่ายจากดาวเทียมล่าสุดของทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน ดีซี. สะท้อนให้เห็นว่าปีกตะวันออก (East Wing) ถูกรื้อถอนทั้งหมดแล้วเพื่อเตรียมสร้างห้องบอลรูมขนาดใหญ่ 1,000 ที่นั่ง ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมูลค่าการก่อสร้างประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9,834 ล้านบาท 

ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นพื้นที่ปีกตะวันออกเต็มไปด้วยเศษซากของอาคารเดิม หลังจากรื้อถอนเพื่อให้ห้องบอลรูมสามารถรองรับงานเลี้ยงรัฐและกิจกรรมขนาดใหญ่ได้อย่างสะดวก โดยก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยระบุว่าการก่อสร้างจะไม่กระทบอาคารเดิม แต่จากการปรึกษาสถาปนิกตัดสินใจรื้อทั้งหมด 

ขณะที่ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า เงินทุนก่อสร้างจะมาจากผู้บริจาคเอกชน รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ อาทิ แอปเปิล  กูเกิล  เมตา อเมซอน และบริษัทด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศล็อกฮีด มาร์ติน รวมถึงทรัมป์เอง โดยจะไม่ใช้งบประมาณจากภาษีประชาชน

อย่างไรก็ตาม โครงการรื้อถอนปีกตะวันออกของทำเนียบขาว สร้างความกังวลให้กับองค์กรอนุรักษ์ประวัติศาสตร์หลายแห่ง เนื่องจากอาคารมีอายุ 123 ปี เคยเป็นที่ทำงานของสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งและทางเข้าหลักสำหรับแขกเยือนทำเนียบขาว ขณะที่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนวอชิงตันต่างเห็นด้วยกับการก่อสร้างและเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีห้องบอลรูมเพื่อรองรับแขกผู้แทนจากทั่วโลก.

ที่มา CNN

ผู้แทนเกาหลีใต้ เดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญ หวังกวาดล้างให้เรียบ

ผู้แทนเกาหลีใต้ เดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญ หวังกวาดล้างให้เรียบ

24 ต.ค. 2568 09:34 น.

ผู้แทนเกาหลีใต้ เดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญ หวังกวาดล้างให้เรียบ

คณะผู้แทนจากรัฐสภาเกาหลีใต้เดินหน้าต่อ เดินทางไปตรวจสอบอาคารแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ซึ่งถูกใช้เป็นศูนย์หลอกลวงออนไลน์ที่มีชาวเกาหลีใต้ทำงานอยู่หลายสิบคน

เกาหลีใต้เดินหน้าต่อ ส่งคณะผู้แทนจากคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศและเอกภาพแห่งชาติของรัฐสภาเกาหลีใต้  ไปตรวจสอบอาคารแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ซึ่งถูกใช้เป็นศูนย์หลอกลวงออนไลน์ที่มีชาวเกาหลีใต้ทำงานอยู่หลายสิบคน    

โดยอาคารดังกล่าวถูกเจ้าหน้าที่กัมพูชาบุกเข้าตรวจค้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา ก่อนจะควบคุมตัวชาวเกาหลีใต้กลุ่มหนึ่ง และส่งตัวกลับประเทศเมื่อวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา ด้วยเที่ยวบินพิเศษจากพนมเปญ

คณะกรรมาธิการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ของกัมพูชาเปิดเผยว่า ตำรวจได้มอบหลักฐานให้คณะผู้แทนเกาหลีใต้ตรวจสอบ ซึ่งพบว่าชาวเกาหลีใต้ที่ทำงานอยู่ในศูนย์แห่งนี้ ส่วนใหญ่สมัครใจทำงาน ไม่มีการข่มขู่หรือใช้ความรุนแรง แต่ฝ่ายเกาหลีใต้ยังคงตั้งข้อสงสัยว่า บางส่วนอาจถูกล่อลวงให้ทำงานโดยไม่รู้ตัว

ขณะนี้ทางการเกาหลีใต้ระบุว่า ศาลได้ออกหมายจับแล้ว 49 คน จากผู้ที่ถูกส่งตัวกลับทั้งหมด 64 คน และอยู่ระหว่างพิจารณาออกหมายจับเพิ่มเติม โดยผู้ต้องสงสัยถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์หลายรูปแบบ ทั้งโรแมนซ์สแกม การหลอกลงทุน และการโทรศัพท์หลอกลวง หรือที่เรียกว่า “ฟิชชิ่ง” ซึ่งส่วนใหญ่มีเป้าหมายเป็นชาวเกาหลีใต้ด้วยกันเอง

ด้านเจ้าหน้าที่กัมพูชาเปิดเผยว่า ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ได้บุกตรวจค้น 92 จุดใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ จับกุมผู้ต้องสงสัยได้กว่า 3,400 คน จาก 20 สัญชาติ ส่วนใหญ่เป็นเหยื่อที่ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์หลอกลวง และได้ถูกส่งตัวกลับประเทศแล้ว ส่วนผู้ที่เชื่อว่าอยู่เบื้องหลังการหลอกลวง มี 75 คน ถูกดำเนินคดีในศาลกัมพูชา

ทั้งรัฐบาลกัมพูชาและเกาหลีใต้ต่างประกาศว่าจะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อกวาดล้างขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาคให้หมดสิ้น พร้อมยกระดับการตรวจสอบแรงงานต่างชาติ เพื่อไม่ให้กัมพูชากลายเป็นฐานของอาชญากรรมไซเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีใต้

ทหารเกาหลีเหนือกว่า 20 นาย ล้ำเขตแดนเกาหลีใต้ ถูกยิงเตือนก่อนถอยกลับ

ทหารเกาหลีเหนือกว่า 20 นาย ล้ำเขตแดนเกาหลีใต้ ถูกยิงเตือนก่อนถอยกลับ

24 ต.ค. 2568 09:20 น.

ทหารเกาหลีเหนือกว่า 20 นาย ล้ำเขตแดนเกาหลีใต้ ถูกยิงเตือนก่อนถอยกลับ

เกิดเหตุระทึก ทหารเกาหลีเหนือกว่า 20 นาย ข้ามเส้นแบ่งเขตทหาร เข้าสู่พื้นที่เกาหลีใต้ ในเมืองพาจู ก่อนกองทัพโซลยิงปืนเตือนจนทั้งหมดถอยกลับ เชื่ออาจเกิดจากการทำงานเคลียร์พื้นที่ชายแดน ไม่เกี่ยวกับเหตุทหารเกาหลีเหนือแปรพักตร์ในวันเดียวกัน

วันที่ 24 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวยอนฮับ รายงานอ้างแถลงของ กองบัญชาการเสนาธิการร่วม (Joint Chiefs of Staff-JCS) เกาหลีใต้ว่า ทหารเกาหลีเหนือราว 20 นายได้ล้ำเส้นแบ่งเขตทหาร (Military Demarcation Line – MDL) เข้ามาในเขตเมืองพาจู จังหวัดคยองกี ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงโซล เมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่ทหารเกาหลีใต้ที่คอยสังเกตการณ์อยู่ได้ส่งสัญญาณเตือนทางวิทยุหลายครั้ง แต่เมื่ออีกฝ่ายยังคงเคลื่อนตัวลึกเข้ามา จึงตัดสินใจยิงปืนเตือน ส่งผลให้ทหารเกาหลีเหนือทั้งหมดถอยกลับโดยไม่แสดงท่าทีตอบโต้ใด ๆ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ทหารกลุ่มนี้บางส่วนมีอาวุธ และอาจกำลังปฏิบัติงานในพื้นที่กันชน อาทิ การเก็บกู้กับระเบิดหรือถางพื้นที่ใกล้ชายแดน จึงคาดว่าการล้ำเขตอาจเป็นเหตุบังเอิญชั่วคราว  

ทั้งนี้ เหตุการณ์เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่มีรายงาน ทหารเกาหลีเหนืออีกนายหนึ่งแปรพักตร์ ข้ามพรมแดนไปยังเขตชอลวอน ในจังหวัดคังวอน ซึ่งนับเป็นการแปรพักตร์ครั้งแรกตั้งแต่รัฐบาลของ ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง เข้ารับตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม กองทัพเกาหลีใต้ยืนยันว่าทั้งสองเหตุการณ์ไม่เกี่ยวข้องกัน พร้อมระบุว่า ทางกองทัพกำลังจับตาความเคลื่อนไหวของทหารเกาหลีเหนืออย่างใกล้ชิด และดำเนินมาตรการที่จำเป็นตามขั้นตอนทางยุทธการอย่างเคร่งครัด.

ที่มา Korea Times

ผู้เชี่ยวชาญคาด “เครื่องเพชรล้ำค่า” ที่ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์อาจสูญหายตลอดกาล

ผู้เชี่ยวชาญคาด “เครื่องเพชรล้ำค่า” ที่ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์อาจสูญหายตลอดกาล

24 ต.ค. 2568 08:48 น.

ผู้เชี่ยวชาญคาด “เครื่องเพชรล้ำค่า” ที่ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์อาจสูญหายตลอดกาล

ผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตามศิลปะคาดว่า เครื่องเพชรล้ำค่าที่ถูกขโมยไปจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ในกรุงปารีส อาจสูญหายไปตลอดกาล เนื่องจากถูกแยกชิ้นส่วน เจียระไนใหม่ ก่อนขายต่อในตลาดมืดทั่วโลก

คริสโตเฟอร์ เอ. มารีเนลโล ซีอีโอของ Art Recovery International ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตามผลงานศิลปะและของมีค่า ประเมินว่า เครื่องเพชรอัญมณีล้ำค่าที่ถูกโจรกรรมไปครั้งนี้ ไม่สามารถนำไปขายได้ทั้งชุด ในสภาพเดิม เพราะเสี่ยงต่การถูกตรวจพบ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่า คนร้ายจะต้องแยกเพชรและพลอยออกจากตัวเรือน แล้วนำไปตัดหรือเจียระไนใหม่ เพื่อสามารถนำไปขายต่อได้ โดยไม่สามารถติดตามแกะรอยได้

นายมารีเนลโลยังกล่าวเตือนด้วยว่า การปล้นอุกอาจครั้งนี้จะส่งผลสะเทือนต่อวงการพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก และเป็นสัญญาณให้ทุกแห่งต้องยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย เพราะการปล้นกลางวันแสก ๆ ที่ลูฟวร์คือการประกาศว่าพวกเขาไม่เกรงกลัวกฎหมายอีกต่อไป และนั่นหมายความว่าสมบัติล้ำค่าอื่นๆอาจตกเป็นเป้าหมายต่อไป 

อัยการที่รับผิดชอบคดีเปิดเผยว่า มูลค่าความเสียหายในเชิงการเงินอยู่ที่ราว 102 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 88 ล้านยูโร โดยยังไม่รวมมูลค่าทางประวัติศาสตร์ ขณะนี้มีเจ้าหน้าที่กว่า 100 นายร่วมในการสืบสวนและติดตามเบาะแสของคนร้ายและอัญมณีที่หายไป แต่ยังไม่มีรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

ฟื้นสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ลงนามต่อหน้าทรัมป์ ในเวทีผู้นําอาเซียน 25 ต.ค. ถกจีบีซี-เจบีซี ได้ข้อตกลง

ฟื้นสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ลงนามต่อหน้าทรัมป์ ในเวทีผู้นําอาเซียน 25 ต.ค. ถกจีบีซี-เจบีซี ได้ข้อตกลง

ฟื้นสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ลงนามต่อหน้าทรัมป์ ในเวทีผู้นําอาเซียน 25 ต.ค. ถกจีบีซี-เจบีซี ได้ข้อตกลง

24 ต.ค. 2568 07:58 น.

ผลประชุม GBC ที่มาเลเซีย ไทย-กัมพูชา สองฝ่ายเห็นพ้องกันใน 4 ประเด็น ประกอบด้วย ถอนอาวุธหนักจากพื้นที่ขัดแย้ง เก็บกู้ทุ่นระเบิด ตั้งกองกำลังเฉพาะกิจ ร่วม 2 ประเทศปราบสแกมเมอร์ จัดการพื้นที่หมู่บ้านชายแดนที่มีปัญหารุกล้ำ “สีหศักดิ์” มั่นใจได้ลงนามประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาบนเวที

ทรัมป์อภัยโทษ จ้าว ฉางเผิง ผู้ก่อตั้ง “ไบแนนซ์” คดีฟอกเงิน

ทรัมป์อภัยโทษ จ้าว ฉางเผิง ผู้ก่อตั้ง “ไบแนนซ์” คดีฟอกเงิน

24 ต.ค. 2568 06:45 น.

ทรัมป์อภัยโทษ จ้าว ฉางเผิง ผู้ก่อตั้ง “ไบแนนซ์” คดีฟอกเงิน

โดนัลด์ ทรัมป์ มีคำสั่งอภัยโทษให้แก่นายจ้าว ฉางเผิง ผู้ก่อตั้ง ไบแนนซ์ บริษัทแลกเปลี่ยนเงินคริปโตรายใหญ่สุดในโลกแล้ว หลังเคยถูกตัดสินความผิดในคดีฟอกเงิน

ทำเนียบขาวประกาศเมื่อวันพฤหัสบดี (23 ต.ค.) ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ให้อภัยโทษแก่ จ้าว ฉางเผิง ผู้ก่อตั้งบริษัทแลกเปลี่ยนเงินคริปโต “ไบแนนซ์” (Binance) แล้ว นับเป็นการใช้อำนาจเพื่อลดหย่อนโทษให้กับบุคคลสำคัญในแวดวงธุรกิจครั้งล่าสุดของนายทรัมป์

น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่า ทรัมป์ได้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ เพื่ออภัยโทษให้แก่นายจ้าว โดยระบุว่าการดำเนินคดีกับเขาในสมัยรัฐบาลชุดก่อนเป็น “ส่วนหนึ่งของสงครามที่มีแรงจูงใจทางการเมืองต่อสกุลเงินคริปโต”

ด้านนายจ้าว ซึ่งเคยรับโทษจำคุก 4 เดือนเมื่อปีที่แล้ว หลังยอมรับผิดในข้อหาละเมิดกฎหมายต่อต้านการฟอกเงิน ได้แสดงความขอบคุณผ่าน X ว่า “ขอบคุณอย่างยิ่งสำหรับการอภัยโทษในวันนี้ และขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ที่รักษาคำมั่นสัญญาของอเมริกาต่อความเป็นธรรม นวัตกรรม และความยุติธรรม” พร้อมเสริมว่า “เราจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้อเมริกาเป็นเมืองหลวงของคริปโต”

ทั้งนี้ นายจ้าวซึ่งเป็นพลเมืองแคนาดาที่เกิดในประเทศจีน ลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ไบแนนซ์ ในปี 2566 หลังจากที่บริษัทรับสารภาพผิดในข้อหา ไม่สามารถรักษาระบบต่อต้านการฟอกเงินที่มีประสิทธิภาพ และตกลงที่จะจ่ายค่าปรับเป็นเงิน 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนตัวเขาเองจ่ายค่าปรับ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ยังคงถือหุ้นในบริษัท

การอภัยโทษนี้อาจเป็นการเปิดทางให้จ้าวกลับสู่ ไบแนนซ์ ซึ่งกำลังประสบปัญหาในการขยายธุรกิจในสหรัฐฯ ท่ามกลางการตรวจสอบทางการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

นอกจากนี้ การอภัยโทษยังเน้นย้ำถึงความพยายามของทรัมป์ในการวางตำแหน่งตัวเองเป็นพันธมิตรของอุตสาหกรรมคริปโต เพื่อยกเลิกนโยบายที่เน้นการบังคับใช้กฎหมายหลายอย่างของโจ ไบเดน โดยก่อนหน้านี้ เขาอภัยโทษให้แก่ ผู้ก่อตั้ง BitMEX, Nikola และ Ozy Media รวมถึงการลดหย่อนโทษให้กับ รอสส์ อุลบริชต์ ผู้สร้าง Silk Road ไปแล้ว

การอภัยโทษของจ้าวยังถูกมองว่า เป็นสัญญาณถึงผู้สนับสนุนสกุลเงินคริปโตว่า รัฐบาลทรัมป์มีเป้าหมายที่จะส่งเสริมนวัตกรรมและลดกฎระเบียบในภาคการเงินดิจิทัลด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ขู่ถอนการสนับสนุน หากอิสราเอลผนวกรวมเขตเวสต์แบงก์

ทรัมป์ขู่ถอนการสนับสนุน หากอิสราเอลผนวกรวมเขตเวสต์แบงก์

24 ต.ค. 2568 04:51 น.

ทรัมป์ขู่ถอนการสนับสนุน หากอิสราเอลผนวกรวมเขตเวสต์แบงก์

โดนัลด์ ทรัมป์ เตือนอิสราเอลว่า สหรัฐฯ จะถอนการสนับสนุนทั้งหมด หากรัฐบาลยิวเดินหน้าผนวกเขตเวสต์แบงก์ ลั่นสัญญากับชาติอาหรับไว้แล้วว่ามันจะไม่เกิดขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตือนอิสราเอลว่าจะสูญเสียการสนับสนุนที่สำคัญยิ่งจากสหรัฐฯ หากดำเนินการผนวกเขตเวสต์แบงก์ ตามบทสัมภาษณ์ในนิตยสาร Time ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 ต.ค. 2568 ที่ผ่านมา

Time ระบุว่า คำพูดดังกล่าวของนายทรัมป์ มาจากการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เมื่อวันที่ 15 ต.ค. และข้อความนี้ถูกเผยแพร่ในขณะที่ทั้งรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ และ รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ ต่างออกมาเตือนอิสราเอล ว่าไม่ให้มีการผนวกดินแดนใด ๆ

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันพุธที่ผ่านมา สมาชิกรัฐสภาอิสราเอลลงมติให้การอนุมัติขั้นต้น แก่ร่างกฎหมายที่กำหนดให้บังคับใช้กฎหมายอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งเทียบเท่ากับเป็นการผนวกดินแดนที่ชาวปาเลสไตน์ต้องการให้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐอิสระของพวกเขาในอนาคต จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา

ในการให้สัมภาษณ์ของนายทรัมป์ เขาถูกถามถึงผลที่จะตามมาสำหรับอิสราเอลหากดำเนินการผนวกดินแดน ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตอบว่า “มันจะไม่เกิดขึ้น มันจะไม่เกิดขึ้นเพราะผมให้คำมั่นสัญญากับประเทศอาหรับไว้แล้ว และตอนนี้คุณทำแบบนั้นไม่ได้ เราได้รับการสนับสนุนที่ดีเยี่ยมจากชาติอาหรับ”

“อิสราเอลจะสูญเสียการสนับสนุนทั้งหมดจากสหรัฐอเมริกา หากสิ่งนั้นเกิดขึ้น” โดยทรัมป์ยังกล่าวกับ Time ด้วยว่า เขาเชื่อว่าซาอุดีอาระเบียจะเข้าร่วมข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) ซึ่งเป็นข้อตกลงในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับรัฐอาหรับ ภายในสิ้นปีนี้

“เห็นไหมว่าพวกเขามีปัญหา พวกเขามีปัญหากับกาซา และพวกเขามีปัญหากับอิหร่าน ตอนนี้พวกเขาไม่มีปัญหาสองอย่างนั้นแล้ว” นายทรัมป์กล่าว โดยอ้างถึงสงครามของอิสราเอลในฉนวนกาซาและโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งถูกอิสราเอลกับสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna