จีนตั้งรอง ปธ.คกก.กองทัพกลางคนใหม่ หลังคนเก่าโดนไล่ออก

จีนตั้งรอง ปธ.คกก.กองทัพกลางคนใหม่ หลังคนเก่าโดนไล่ออก

24 ต.ค. 2568 04:26 น.

จีนตั้งรอง ปธ.คกก.กองทัพกลางคนใหม่ หลังคนเก่าโดนไล่ออก

จีนแต่งตั้งนายพล จาง เซิ่งหมิน เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการการกองทัพกลางคนใหม่ หลังจากคนก่อนถูกไล่ออกฐานพัวพันคดีอาชญากรรมทางการเงินร้ายแรง

เมื่อ 23 ต.ค. 2568 ทางการจีนแต่งตั้งนายพล จาง เซิ่งหมิน เป็นรองประธานลำดับ 2 คนใหม่ของคณะกรรมาธิการการกองทัพกลาง (CMC) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจมากที่สุดอันดับ 3 ของกองทัพแดนมังกร ต่อจากรองประธานลำดับ 1 และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง

การแต่งตั้งนายพล จาง ได้รับการประกาศหลังจากการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งดำเนินมานาน 4 วันเสร็จสิ้นลง ในวันที่ 23 ต.ค. และเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจาก นายพลระดับสูงของกองทัพจีนถูกไล่ออกถึง 9 คน หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยก่ออาชญากรรมทางการเงินร้ายแรง โดยหนึ่งในนี้คือนายพล เหอ เว่ยตง รองประธานลำดับ 2 ของ CMC คนก่อน

การไล่นายพลทั้ง 9 นายออกถือเป็นหนึ่งในการกวาดล้างภายในกองทัพครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

คณะกรรมาธิการการกองทัพกลาง (CMC) ส่งสัญญาณมาหลายเดือนแล้วว่าจะดำเนินการกวาดล้าง โดยในเดือนกรกฎาคม CMC ได้ออกแนวทางปฏิบัติใหม่เรียกร้องให้มีการกำจัด “อิทธิพลที่เป็นพิษ” ในกองทัพ และกำหนด “กฎเหล็ก” สำหรับเจ้าหน้าที่ระดับสูง

การกวาดล้างครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากมีการปลดเจ้าหน้าที่ทหารรายอื่น ๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เหว่ย เฟิ่งเหอ และหลี่ ช่างฝู

ทั้งนี้ นายพล จาง วัย 67 ปี มาจากมณฑลส่านซีทางภาคกลาง และเข้าร่วมกองทัพในปี 2521 ก่อนจะได้สังกัดกองกำลังจรวดของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน เขายังเคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการของหน่วยงานต่อต้านการทุจริตของคณะกรรมาธิการการกองทัพกลางด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้ต้องสงสัยเกิน 30 คน รวมนักบาส NBA-มาเฟีย โดนจับคดีโกงพนัน

ผู้ต้องสงสัยเกิน 30 คน รวมนักบาส NBA-มาเฟีย โดนจับคดีโกงพนัน

24 ต.ค. 2568 03:26 น.

ผู้ต้องสงสัยเกิน 30 คน รวมนักบาส NBA-มาเฟีย โดนจับคดีโกงพนัน

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จับกุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพนันผิดกฎหมายได้มากกว่า 30 คน รวมถึงนักบาสเกตบอล NBA ทั้งที่เล่นอยู่และเลิกไปแล้ว และสมาชิกมาเฟียอีกหลายคน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 ต.ค. 2568 สำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐฯ (FBI) เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่จับกุมตัวผู้ต้องสงสัยมากกว่า 30 คนและฟ้องร้องข้อหาเล่นการพนันผิดกฎหมาย โดยในจำนวนนี้รวมถึงนักบาสเกตบอล NBA ทั้งในปัจจุบันและอดีตอย่าง ชอนซีย์ บิลลัปส์, เทอร์รี โรเซียร์ และ เดมอน โจนส์

จำเลยถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกมี 6 คนรวมถึงนายโรเซียร์ การ์ดตัวเก่งของทีมไมอามี ฮีต ถูกจับในข้อหาใช้ข้อมูลภายในเล่นการพนัน และในบางกรณีนักกีฬาถึงขั้นเปลี่ยนแปลงผลงานของตนเพื่อบิดเบือนการเดิมพันด้วย

ส่วนอีกกลุ่มมี 31 คน รวมถึงนายบิลลัปส์ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ฝึกสอนบาสเกตบอล ถูกจับในข้อหามีส่วนร่วมในแผนการจัดฉากเกมโป๊กเกอร์ผิดกฎหมายที่มีการโกง โดยมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งอาชญากรรม

ส่วนนายโจนส์ อดีตนักบาสเกตบอลอาชีพของ NBA เป็นจำเลย 1 ใน 3 คนที่เกี่ยวข้องกับทั้งสองคดีนี้

ชอนซีย์ บิลลัปส์ โค้ชทีมพอร์ตแลนด์ เทรลเบลเซอร์ส
ชอนซีย์ บิลลัปส์ โค้ชทีมพอร์ตแลนด์ เทรลเบลเซอร์ส

หลังข่าวการจับกุมได้รับการเปิดเผยออกมา ทาง NBA ก็ออกแถลงการณ์ระบุว่า นายบิลลัปส์ และนายโรเซียร์ จะถูกสั่งพักงานทันที โดยทนายความของนายโรเซียร์ กล่าวว่า ลูกความของเขาตั้งตารอที่จะชนะคดีนี้

ด้านนาย แคช พาเทล ผู้อำนวยการของ FBI กล่าวว่า นี่เป็นการฉ้อโกงที่น่าตกใจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเงินหลายสิบล้านดอลลาร์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ น.ส.เจสสิกา ทิสช์ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจนิวยอร์ก เผยว่า เมื่อ 23 มี.ค. 2566 นายโรเซียร์ ซึ่งขณะนั้นเล่นให้กับทีม ชาร์ลอตต์ ฮอร์เนตส์ ถูกกล่าวหาว่าปล่อยให้คนใกล้ชิดของเขาทราบว่าเขาวางแผนที่จะออกจากเกมก่อนกำหนดโดยอ้างว่ามีอาการบาดเจ็บ และข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปใช้วางเดิมพันซึ่งทำกำไรได้หลายหมื่นดอลลาร์สหรัฐ

“ในขณะที่ฤดูกาลของ NBA กำลังจะเริ่มขึ้น อาชีพของเขากลับถูกสั่งพักแล้ว ไม่ใช่เพราะอาการบาดเจ็บ แต่เป็นเพราะความไม่ซื่อสัตย์”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รอง ปธน.สหรัฐฯ จวกยับ อิสราเอลเดินหน้า ก.ม.ผนวกเวสต์แบงก์ทางอ้อม

รอง ปธน.สหรัฐฯ จวกยับ อิสราเอลเดินหน้า ก.ม.ผนวกเวสต์แบงก์ทางอ้อม

24 ต.ค. 2568 01:38 น.

รอง ปธน.สหรัฐฯ จวกยับ อิสราเอลเดินหน้า ก.ม.ผนวกเวสต์แบงก์ทางอ้อม

เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง หลังรัฐสภาอิสราเอลอนุมัติร่างกฎหมาย ให้บังคับใช้กฎหมายอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการผนวกดินแดนทางอ้อม

จากกรณีที่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา สมาชิกรัฐสภาอิสราเอลลงมติให้การอนุมัติขั้นต้น แก่ร่างกฎหมายที่กำหนดให้บังคับใช้กฎหมายอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งเทียบเท่ากับเป็นการผนวกดินแดนที่ชาวปาเลสไตน์ต้องการให้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐอิสระของพวกเขาในอนาคต จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมานั้น

ล่าสุดในวันพฤหัสบดีที่ 23 ต.ค. 2568 นายเจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะคัดค้านการผนวกเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกอิสราเอลยึดครอง และการผนวกดินแดนดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้น โดยชี้ว่าความเคลื่อนไหวของสมาชิกรัฐสภาอิสราเอลที่พยายามมุ่งไปสู่จุดนั้นดูเหมือนจะเป็น “แผนการเมืองที่งี่เง่า”

เมื่อถูกผู้สื่อข่าวถามถึงการลงมติดังกล่าว นายแวนซ์ กล่าวว่า “ถ้ามันเป็นแผนการเมือง มันก็เป็นแผนการเมืองที่งี่เง่ามาก และโดยส่วนตัวแล้วผมรู้สึกถูกดูหมิ่นจากการกระทำนี้”

คำพูดของนายแวนซ์เกิดขึ้นหลังจากที่นาย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ออกมาเตือนว่า ขั้นตอนที่มุ่งสู่การผนวกเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งอิสราเอลยึดครองได้ในสงครามตะวันออกกลางปี 2510 นั้น อาจเป็นอันตรายต่อแผนของประธานาธิบดีทรัมป์ในการยุติสงครามกาซา ท่ามกลางการหยุดยิงที่แสนจะเปราะบาง

นายแวนซ์กล่าวในตอนท้ายของการเยือนอิสราเอลเป็นเวลา 2 วันว่า “เขตเวสต์แบงก์จะไม่ถูกผนวกโดยอิสราเอล นโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์คือเขตเวสต์แบงก์จะไม่ถูกผนวก และนี่จะเป็นนโยบายของเราตลอดไป”

ด้านนายกิเดียน ซาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศอิสราเอล กล่าวในการแถลงข่าวที่กระทรวงของเขาในกรุงเยรูซาเลมว่า การลงคะแนนเสียงเรื่องการผนวกดินแดนเป็นเพียงการลงมติขั้นต้นเท่านั้น และรัฐบาลยังไม่ได้ตัดสินใจที่จะดำเนินการมาตรการนี้ และย้ำด้วยว่า อิสราเอลยึดมั่นต่อแผนสันติภาพกาซาของประธานาธิบดีทรัมป์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนเผยแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ-ความมั่นคง-เทคโนโลยี

จีนเผยแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ-ความมั่นคง-เทคโนโลยี

23 ต.ค. 2568 23:15 น.

จีนเผยแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ-ความมั่นคง-เทคโนโลยี

พรรคคอมมิวนิสต์จีนเปิดเผยเป้าหมายของแผนการพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 หลังการประชุมเต็มคณะ โดยจะมุ่งเน้นการพึ่งพาตนเองในด้านเทคโนโลยี การพัฒนาเศรษฐกิจ และกองทัพ

เมื่อ 23 ต.ค. 2568 จีนเปิดเผยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะเวลา 5 ปี ฉบับที่ 15 (ปี 2569-2573) โดยจะมุ่งเน้นเรื่องการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี, ความต้องการในประเทศ และความมั่นคงแห่งชาติมากขึ้น และผนวกเรื่อง ขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ ไว้ในแผนพัฒนาประเทศระยะยาว (ถึงปี 2578) ด้วย

ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่หลังสิ้นสุดการประชุมเต็มคณะครั้งที่สี่ของพรรคคอมมิวนิสต์ เมื่อวันพฤหัสบดี (23 ต.ค.) เหล่าผู้นำพรรคได้เปิดเผยเป้าหมาย 7 ด้าน ที่จะกลายเป็นพื้นฐานของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ก่อนที่แผนดังกล่าวจะได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการโดยสภาประชาชนแห่งชาติในเดือนมีนาคมปีหน้า

วัตถุประสงค์หลักทั้งเจ็ดด้าน ครอบคลุมตั้งแต่ การเติบโตที่มีคุณภาพสูง และ การปฏิรูปที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไปจนถึง ความก้าวหน้าทางวัฒนธรรม, ความก้าวหน้าทางนิเวศวิทยา, การยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ และ เกราะป้องกันความมั่นคงแห่งชาติที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

“ช่วงเวลา 5 ปีของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 15 จะมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศจะดำเนินการเพื่อเสริมสร้างรากฐานและขับเคลื่อนไปข้างหน้าในทุกด้าน เพื่อบรรลุความทันสมัยแบบสังคมนิยมให้ได้โดยพื้นฐานภายในปี 2578”

“ดังนั้น แผนนี้จะทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่างอดีตกับอนาคต” แถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวซินหัวระบุ

การเปิดเผยจุดประสงค์ของแผนพัฒนา 5 ปีฉบับล่าสุดของจีน เกิดขึ้นในขณะที่จีนกำลังเผชิญกับสิ่งที่พรรคคอมมิวนิสต์เรียกว่า “ช่วงเวลาของการอยู่ร่วมกันของโอกาสเชิงกลยุทธ์ ความเสี่ยงและความท้าทาย และปัจจัยที่ไม่แน่นอนและคาดเดาไม่ได้ที่เพิ่มมากขึ้น”

ปัจจุบัน จีนกำลังเผชิญกับความท้าทายมากมายที่รออยู่ข้างหน้า ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา และภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ซบเซา

อย่างไรก็ตาม พรรคคอมมิวนิสต์จีนยืนยันว่า รากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศยังคงมั่นคง โดยมีข้อได้เปรียบมากมาย ทั้งความยืดหยุ่นที่แข็งแกร่ง และศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งจีนจะต้องมุ่งมั่นทำเรื่องของตัวเองให้ดี และเดินหน้าเขียนบทใหม่ของประเทศ เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจที่รวดเร็วและความมั่นคงทางสังคมในระยะยาว

ทั้งนี้ คาดกันว่า แผนพัฒนา 5 ปีฉบับนี้จะต้องผ่านการปรับปรุงแก้ไขอีกในช่วงหลายเดือนข้างหน้า แต่นี่ก็นับเป็นการเผยให้เห็นแผนการของรัฐบาลจีน ในการรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ เช่น การเติบโตที่ช้าลง ประชากรของประเทศที่สูงวัยขึ้น และความตึงเครียดทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น

แผนนี้จะครอบคลุมช่วงปี 2569 ถึง 2573 ซึ่งจะมีเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองและยุทธศาสตร์ที่กำลังจะมาถึง ได้แก่ การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ครั้งถัดไป และ วาระครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งกองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) ในปี 2570 และ วาระครบรอบ 80 ปีการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 2572

แถลงการณ์ระบุด้วยว่า จีนตั้งเป้าที่จะบรรลุเป้าหมายครบรอบศตวรรษของกองทัพปลดปล่อยประชาชนตามกำหนด พัฒนาการป้องกันประเทศและการทหารให้ทันสมัยและมีคุณภาพสูง

พวกเขายังตั้งเป้าที่จะบรรลุ “การก้าวกระโดดครั้งสำคัญ” ในด้าน ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ความเข้มแข็งทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ ความเข้มแข็งของชาติโดยรวม และอิทธิพลระหว่างประเทศ ภายในปี 2578 ซึ่งตามเป้าหมาย GDP ของประเทศจะบรรลุถึงระดับประเทศพัฒนาแล้วขนาดกลาง

เพื่อความก้าวหน้าดังกล่าว พรรคคอมมิวนิสต์เรียกร้องให้เร่งดำเนินการพัฒนาแบบบูรณาการ เรื่องการใช้เครื่องจักร, การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการใช้ระบบอัจฉริยะในกองทัพ พร้อมทั้ง ยกระดับขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปกป้องอธิปไตย, ความมั่นคง และผลประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ

นอกจากนั้น จีนยังย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งพัฒนาขีดความสามารถในการรบขั้นสูง กับการรวมศูนย์และเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบและขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์แห่งชาติแบบบูรณาการด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฝูงปูแดงนับร้อยล้านตัวที่เกาะคริสต์มาส เริ่มอพยพประจำปีสู่มหาสมุทรอินเดีย

ฝูงปูแดงนับร้อยล้านตัวที่เกาะคริสต์มาส เริ่มอพยพประจำปีสู่มหาสมุทรอินเดีย

23 ต.ค. 2568 16:40 น.

ฝูงปูแดงนับร้อยล้านตัวที่เกาะคริสต์มาส เริ่มอพยพประจำปีสู่มหาสมุทรอินเดีย

ปรากฏการณ์ธรรมชาติสุดอลังการประจำปีกลับมาอีกครั้ง เมื่อ “ปูแดง” (Red Crabs) นับร้อยล้านตัว บนเกาะคริสต์มาสของออสเตรเลีย เริ่มต้นการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่จากป่ามุ่งหน้าสู่มหาสมุทรอินเดียเพื่อผสมพันธุ์และวางไข่ ขณะที่ชาวบ้านบนเกาะต่างช่วยกันเปิดทางให้ปูอพยพได้อย่างปลอดภัย

เกาะคริสต์มาส ดินแดนของออสเตรเลียในมหาสมุทรอินเดีย ได้เข้าสู่ช่วงเวลาของปรากฏการณ์ธรรมชาติสุดอัศจรรย์ เมื่อปูแดง (Gecarcoidea natalis) ซึ่งเป็นสัตว์เฉพาะถิ่นบนเกาะนี้นับร้อยล้านตัว ได้เริ่มต้นการอพยพประจำปีครั้งใหญ่เพื่อมุ่งหน้าไปยังชายฝั่งมหาสมุทรเพื่อผสมพันธุ์และวางไข่

นางอเล็กเซีย ยานคาวสกี ผู้จัดการอุทยานแห่งชาติเกาะคริสต์มาส กล่าวว่า บนเกาะแห่งนี้มีปูแดงอาศัยอยู่มากถึง 200 ล้านตัว และคาดว่าประมาณ 100 ล้านตัว จะออกมาจากรูในป่าและเดินทัพไปยังชายฝั่ง

การเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ประจำปีนี้เกิดขึ้นหลังจากฝนแรกในช่วงฤดูร้อนของเขตซีกโลกใต้ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยในช่วงเช้าตรู่และบ่ายแก่ ๆ จะเห็นภาพของฝูงปูจำนวนมหาศาลเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ ไปตามถนนและสวนต่าง ๆ มุ่งหน้าสู่ชายฝั่ง

แม้ว่าจะมีประชากรมนุษย์เพียง 1,200 คนบนเกาะ แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่พยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเคลียร์ “พรมแดง” ที่เต็มไปด้วยปูเหล่านี้ออกจากถนน ยานคาวสกีกล่าวว่า “บางคนอาจคิดว่าเป็นความรำคาญ แต่ส่วนใหญ่แล้วพวกเราคิดว่าเป็นสิทธิพิเศษที่ได้มาสัมผัสประสบการณ์นี้” 

เมื่อไปถึงชายฝั่งแล้ว ปูตัวผู้จะขุดรูเพื่อเป็นที่ผสมพันธุ์ ก่อนที่ปูตัวเมียจะใช้เวลาสองสัปดาห์ในการวางไข่และฟักไข่ และคาดว่าปูตัวเมียทั้งหมดจะปล่อยไข่ออกสู่มหาสมุทรในช่วงน้ำขึ้นสูงสุด ในวันที่ 14 หรือ 15 พฤศจิกายน ซึ่งตรงกับช่วงข้างแรมสุดท้ายของดวงจันทร์

ส่วนลูกปูที่เกิดใหม่จะใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนล่องลอยไปตามกระแสน้ำในมหาสมุทรในรูปแบบตัวอ่อน ก่อนจะกลับมายังเกาะคริสต์มาสในฐานะปูตัวเล็ก ๆ ซึ่งมีขนาดเพียงครึ่งหนึ่งของเล็บมือ

ยานคาวสกีระบุว่า เมื่อปูตัวเล็ก ๆ กลับมาถึง “เราไม่สามารถใช้คราดต้อนพวกมันได้ เพราะจะทำให้มันถูกบดขยี้ ดังนั้นแทนที่จะใช้คราด เราจึงใช้เครื่องเป่าลมแทน” เพื่อช่วยเปิดทางให้ลูกปูเดินทางได้อย่างปลอดภัย.

ที่มา ABC News

แหล่งใหม่แก๊งคอลฯ “ลาว” เปิดกลอุบายหลอกทำบัญชีม้า ช่วยเหยื่อไทยพ้นขุมนรก

แหล่งใหม่แก๊งคอลฯ “ลาว” เปิดกลอุบายหลอกทำบัญชีม้า ช่วยเหยื่อไทยพ้นขุมนรก

23 ต.ค. 2568 15:29 น.

แหล่งใหม่แก๊งคอลฯ “ลาว” เปิดกลอุบายหลอกทำบัญชีม้า ช่วยเหยื่อไทยพ้นขุมนรก

แหล่งใหม่แก๊งคอลฯ “ลาว” ย้ายฐานมาจากกัมพูชา กลอุบายหลอกทำบัญชีม้า นิยมชักชวนคู่สามี-ภรรยา พอถูกปิดบัญชีลอยแพ ค้ามนุษย์ เปิดภารกิจช่วยเหยื่อไทยพ้นขุมนรก

ทีมข่าว SEE TRUE พร้อม นายสุรชาติ ผิวแดง อาสาสมัครมูลนิธิ IMF ได้คุยกับคนที่ถูกหลอกให้ไปสแกนหน้าฝั่งลาว โดยผู้หญิงอายุ 26 ปี ผู้ชาย 23 ปี ทั้ง 2 คน ขอความช่วยเหลือบอกว่า “อยากจะกลับไทย“ แต่ถูกกักบริเวณไว้ในโรงแรมแห่งหนึ่ง ทางฝั่ง สปป.ลาว ซึ่งทั้งสองบอกว่า “ตัวเองจะหนีออกจากจุดนั้นเช้ามืดของวันนี้”

กระทั่งช่วงเช้าวันนี้ (23 ต.ค. 2568) ทั้งสองคนตัดสินใจเดินทางหลบหนีออกจากขุมนรก ใช้เรือข้ามฟากจากลาวมาไทย ทันทีที่เจอนายสุรชาติ ทั้งสองคน บอกว่ารู้สึกดีใจที่ได้กลับมาเหยียบแผ่นดินไทย ซึ่งนายสุรชาติก็จ่ายค่าเรือให้กับทั้งสอง เพราะแต่ละคนไม่มีเงินติดตัวกลับมาเลย

ทีม SEE TRUE เปิดใจคุยกับทั้งสองคน เล่าให้ฟังบอกว่า ตัวเองเดินทางไปที่ลาวตั้งแต่คืนวันที่ 21 ตุลาคม โดยใช้หนังสือผ่านแดนชั่วคราว ซึ่งจะอยู่ในลาวได้ 3 วันวันนี้ (23 ต.ค. 68) บัตรเดินทางก็จะหมดอายุพอดี เมื่อคืนนี้ตัวเองรู้สึกกลัวและอยากจะกลับบ้าน จึงตัดสินใจออกจากโรงแรมในลาวที่หัวหน้าแก๊งชาวจีนพาตัวเองไปอาศัยอยู่ที่นั่น โดยออกมาตั้งแต่ช่วงตี 3 เพื่อเดินทางมาที่ริมแม่น้ำโขงระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร หลังจากเดินทางออกจากโรงแรมได้เจอแท็กซี่คันหนึ่งจึงโบกเรียก และให้แท็กซี่คันดังกล่าวไปส่งที่ ตม. ลาว หลังจากที่ตม.ฝั่งลาวเปิดในช่วง 6 โมงเช้า ได้ทำการปั๊มหนังสือเดินทาง ตัวเองจึงรีบขอความช่วยเหลือให้เรือมาส่งฝั่งไทยให้เร็วที่สุด

จุดเริ่มต้นที่ข้ามไปฝั่งลาว ทั้ง 2 คนบอกว่า ชุมชนที่ตัวเองอยู่มีพี่ที่สนิทกัน ชักชวนให้เอาบัญชีไปร่วมลงทุนด้วยกัน ซึ่งตัวเองไม่รู้ว่านี่คือการหลอกให้ไปเป็นบัญชีม้า โดยตัวเองมีบัญชีทั้งหมด 2 บัญชี แฟนหนุ่มอีก 3 บัญชี รวม 5 บัญชี หัวหน้ากลุ่มฝั่งไทยเสนอเงินให้แก่ตัวเองและแฟน 3 หมื่นบาท โดยบอกว่าจะต้องข้ามไปฝั่งลาว 3 วัน 2 คืน ตัวเองกับแฟนหนุ่มจึงตัดสินใจเดินทางไป สปป.ลาว เท่าที่ทราบตอนนี้มีเหยื่ออยู่หลายคน ซึ่งขบวนการยังอ้างว่าถ้าไปถึงประเทศลาว สแกนหน้าและทำบัญชีผ่าน ก็จะได้เงินกลับมาไทยทันที แต่พอไปถึงมันไม่เป็นตามที่เขาวาดฝันไว้

หลังจากที่ไปถึงลาว ตัวเองถูกยึดสมุดบัญชีและบัตรเอทีเอ็ม ท้ายที่สุดสมุดบัญชีของตัวเองและแฟนก็ถูกระงับ ซึ่งทางกลุ่มขบวนการที่เป็นคนลาว มีบอสเป็นคนจีนได้มาบอกว่า “บัญชีใช้ไม่ได้” ตอนนั้นตัวเองก็บอกไปว่า “ถ้าเป็นอย่างนั้นขอกลับไทยดีกว่า” แต่กลุ่มขบวนการไม่ยอม บอกว่าถ้าอยากกลับไทยต้องหาเงินมาชดใช้จำนวน 12,000 บาท ซึ่งตอนนั้นตัวเองกลัวจะถูกนำตัวไปขายต่อ เพราะขบวนการมีการข่มขู่ แต่ท้ายที่สุดเธอและแฟนหนุ่มสามารถเดินทางออกมาถึงไทยได้สำเร็จ

นอกจากเคสนี้ SEE TRUE ไปได้พยานคนสำคัญอีกคน คือ คุณเอ (นามสมมติ) เขาถือเป็นผู้เสียหายที่ถูกล่อลวงเข้าไปเป็นแก๊งคอลฯ ฝั่งลาวใกล้กาสิโนคิงส์โรมัน ตรงข้าม อ.เชียงแสน จ.เชียงราย จุดที่เขาถูกนำไปกักบริเวณอยู่ไม่ห่างจากจุดที่สองสามีภรรยาถูกหลอกไปเปิดบัญชีม้า

โดย SEE TRUE ได้เข้าพูดคุยกับเอ เขาบอกว่า ได้เข้าสู่วังวนแก๊งคอลฯ ฝั่งลาว ในระยะสั้นๆ หลังจากที่มีเพื่อนสนิทคนหนึ่งล่อลวงให้เข้าไปทำงานเทรดหุ้น แต่พอข้ามไปถึงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ถูกผันตัวเข้าแก๊งสแกมเมอร์คอลเซนเตอร์ฝั่งลาว

ถูกจับขังในห้องเล็กๆ บนตึก 5 ชั้นใกล้กับคิงส์โรมัน ก่อนที่ เอ จะหลบหนีมาได้ เพราะวันนั้นเป็นวันที่ตำรวจลาวเข้ากวาดล้างแก๊งคอลฯ พอดี เขาจึงหนีออกมาลงเรือข้ามโขงกลับไทย โดยมีเพื่อนคนไทยคนหนึ่งที่อยู่บริเวณนั้นให้ความช่วยเหลือ

เอ บอกกับทีมข่าวอีกว่า หลังกลับมาเมืองไทย เขา กลายเป็นผู้ต้องหาเปิดบัญชีม้าหลายคดี ต้องเดินทางไปขึ้นศาล พบพนักงานสอบสวนหลายพื้นที่ ทั้งๆ ที่ฐานะก็ไม่ได้ดีอะไร เมื่อเรื่องบานปลายขนาดนี้ เขาจึงยอมทยอยจ่ายเงินให้กับคนที่ถูกหลอกโอนเงินเข้าบัญชีม้าของเขา เพื่อให้เรื่องหนักเป็นเบา

ด้านนายสุรชาติ บอกด้วยว่า ทุกวันนี้กล้าพูดเต็มปากว่าแก๊งคอลฯ จากเขมร ได้ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ทางลาวและภาคเหนือของไทยแล้ว อาจเป็นเพราะถูกปราบปรามจากหลายๆ แหล่ง ซึ่งวัดได้จากจำนวนตัวเลขคนรู้จักที่ถูกหลอกไปเปิดบัญชีม้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นเชียงราย เชียงใหม่ โดนกันถ้วนหน้า

โดยทีมงาน SEE TRUE ยังได้ลงพื้นที่บุก สปป.ลาว พบอาคารที่เอยืนยันกับเราว่า เขาถูกนำตัวมากักบริเวณไว้ที่นี่ บรรยากาศวันที่ทีมงานลงพื้นที่เงียบสงบ มีเพียงคนจีนอาศัยอยู่ รปภ.คุมเข้ม ภายในลักษณะคล้ายกับหมู่บ้านจีนริมแม่น้ำโขง ซึ่งทีม SEE TRUE ยังได้ไปสำรวจบรรยากาศทางฝั่งของกาสิโนคิงส์โรมันด้วย โดย SEE TRUE ตอนนี้จะว่าด้วยเรื่องของการย้ายฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์จากเขมรมาฝั่งลาว ติดตามจากรายการ SEE TRUE ทางรายการไทยรัฐนิวส์โชว์เร็วๆ นี้

สม รังสี ชี้รัฐบาลฮุนเซนหมดความชอบธรรม ออกแถลงการณ์เริ่มบทบาทรัฐบาลพลัดถิ่นวันนี้

สม รังสี ชี้รัฐบาลฮุนเซนหมดความชอบธรรม ออกแถลงการณ์เริ่มบทบาทรัฐบาลพลัดถิ่นวันนี้

23 ต.ค. 2568 14:35 น.

สม รังสี ชี้รัฐบาลฮุนเซนหมดความชอบธรรม ออกแถลงการณ์เริ่มบทบาทรัฐบาลพลัดถิ่นวันนี้

สม รังสี อดีตผู้นำพรรคฝ่ายค้านกัมพูชา ที่ลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศส โพสต์แถลงการณ์เริ่มบทบาทของรัฐบาลพลัดถิ่นในนาม “รัฐบาลอิสระ กัมพูชา 23 ตุลาคม” สนองความต้องการที่แท้จริงของประชาชนชาวกัมพูชา

โดยเนื้อหาใจความในแถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า เนื่องในวาระครบรอบ 34 ปี ของข้อตกลงสันติภาพปารีส สภาต่อต้านแห่งชาติกัมพูชา (CNRC) ผ่านเครือข่ายที่เป็นทางการและใต้ดิน ขอประกาศว่าจะเริ่มบทบาทของคณะรัฐมนตรีพลัดถิ่นภายใต้ชื่อ “รัฐบาลอิสระกัมพูชา 23 ตุลาคม” เพื่อทำหน้าที่ในการฟื้นฟูประชาธิปไตย ปกป้องเอกราชของชาติ และเผชิญหน้ากับการก่ออาชญากรรมที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบซึ่งได้รับการคุ้มครองโดยระบอบการปกครองของพนมเปญในปัจจุบัน 

ความคิดริเริ่มนี้สะท้อนถึงจุดยืนความรับผิดชอบของสภาแห่งชาติว่าด้วยการต่อสู้ต่อวิกฤตการณ์ทางการเมืองในกัมพูชาในปัจจุบัน และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนชาวกัมพูชาที่ต้องการผู้นำที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

สภาแห่งชาติเพื่อการต่อสู้เกิดขึ้นจากพรรค CNRP ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากประชาชนในการเลือกตั้งปี 2556 และ 2560 ก่อนที่จะถูกยุบโดยรัฐบาลฮุนเซน ซึ่งเกรงกลัวพลังประชาธิปไตยที่กำลังเติบโต ดังนั้นรัฐบาลปัจจุบันจึงไม่ได้เป็นตัวแทนของเจตจำนงของประชาชนชาวกัมพูชา แต่กลับทำทุกสิ่งที่ตรงกันข้ามกับเจตจำนงของประชาชน ดังที่แสดงออกในการเลือกตั้งข้างต้น

วัตถุประสงค์หลักของการตัดสินใจในวันนี้คือเพื่อตอบสนองความปรารถนาของประชาชนชาวกัมพูชาที่ต้องการเห็นการปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพปารีสปี 1991 อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นพื้นฐานในการทำให้กัมพูชาดำรงอยู่ต่อไปในฐานะประเทศที่มีสันติภาพ อธิปไตยของชาติ และเอกราช ภายใต้ระบบประชาธิปไตยแบบหลายพรรคการเมือง และมีการปกป้องชายแดนที่เข้มแข็ง

ข้อตกลงปารีสกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่ากัมพูชาต้องเคารพหลักการประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมหลายพรรค แต่รัฐบาลฮุนเซนได้ละเมิดหลักการเหล่านี้อย่างโจ่งแจ้ง ทำลายรากฐานของประชาธิปไตย และบ่อนทำลายหลักประกันระหว่างประเทศเพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา กัมพูชาได้กลายเป็นรัฐมาเฟีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงห้าปีที่ผ่านมา โดยมีกิจกรรมอาชญากรรมไซเบอร์ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ได้รับการคุ้มครองโดยรัฐเพิ่มขึ้นอย่างมาก รัฐในปัจจุบันกลายเป็นระบบที่ขับเคลื่อนโดยอาชญากรรม ซึ่งเป็นอันตรายต่อประเทศชาติและภูมิภาคของเรา

รัฐบาลกัมพูชาเอกราช 23 ตุลาคม แสดงความขอบคุณสหรัฐอเมริกาที่เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 เพื่อปราบปรามกลุ่มอาชญากรข้ามชาติด้วยการขึ้นบัญชีดำและยึดทรัพย์สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้วางแผนการที่ชื่อเฉิน จื้อ และผู้สมรู้ร่วมคิดอีกหลายสิบคน รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกัมพูชาในตระกูลและคนใกล้ชิดของฮุนเซน ผู้นำเผด็จการ ซึ่งครองอำนาจมานานกว่า 30 ปี นี่เป็นพัฒนาการใหม่ที่สำคัญอย่างยิ่งที่แสดงให้เห็นว่าทั่วโลกกำลังเสริมสร้างการปราบปรามการทุจริตและกลุ่มอาชญากรที่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐซึ่งร่วมมือกับโจร เรายังเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่มีพลเมืองตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงและการค้ามนุษย์ในกัมพูชา ร่วมมือกันเพื่อทลายเครือข่ายอาชญากรเหล่านี้

ตามเจตนารมณ์ของข้อตกลงสันติภาพปารีส รัฐบาลกัมพูชาอิสระเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ต้องการเน้นย้ำหลักการสำคัญสามประการ ดังนี้

1. บูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชายังคงได้รับการรับประกันโดยสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ดังนั้นเราจึงไม่จำเป็นต้องใช้กำลังทหารของเราเอง

2. กัมพูชาต้องกลับคืนสู่ประชาธิปไตยและเคารพสิทธิมนุษยชนซึ่งถูกละเมิดโดยระบอบเผด็จการ

3. กัมพูชาต้องเรียกร้องเอกราชโดยสมบูรณ์ผ่านความเป็นกลางอย่างแท้จริง ซึ่งต้องปิดฐานทัพเรือเรียมและฐานทัพต่างชาติทั้งหมดในดินแดนกัมพูชา

รัฐบาลกัมพูชาอิสระในวันที่ 23 ตุลาคม จะฟื้นคืนจิตวิญญาณของข้อตกลงสันติภาพปารีส สร้างสถาบันประชาธิปไตยขึ้นใหม่ รับประกันหลักนิติธรรมที่แท้จริง และคืนอำนาจให้กับชาวเขมรซึ่งเป็นเจ้าของดินแดนแต่เพียงผู้เดียว

                                         ดำเนินการ ณ กรุงปารีส วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2568

                                                           สภาแห่งชาติเพื่อการต่อต้าน

ที่มา  : FB Sam Rainsy

คลิกอ่านข่าว สม รังสี

สหรัฐฯ โจมตีเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในแปซิฟิก สังหาร 3 ศพ

สหรัฐฯ โจมตีเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในแปซิฟิก สังหาร 3 ศพ

23 ต.ค. 2568 13:03 น.

สหรัฐฯ โจมตีเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในแปซิฟิก สังหาร 3 ศพ

กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่เรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 วัน สังหารผู้ที่อยู่บนเรือไป 3 ราย นับเป็นการยกระดับปฏิบัติการต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติดทางทะเลของสหรัฐฯ โดยรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เรียกว่า “ผู้ก่อการร้ายยาเสพติด” ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวโจมตีผู้นำโคลอมเบียอย่างดุเดือด และเตือนว่าอาจขยายการโจมตีไปยังเป้าหมายบนบก

นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันพุธว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเรือต้องสงสัยว่าบรรทุกยาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย โดยไม่มีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้รับอันตราย

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่สหรัฐฯ ได้โจมตีเรืออีกลำในแปซิฟิก ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย โดยเชื่อว่าเรือทั้งสองลำกำลังลำเลียงยาเสพติดไปตามเส้นทางขนส่งที่รู้จักกันดีในน่านน้ำสากล

นายเฮกเซธได้โพสต์ข้อความบน X ว่า “วันนี้ ตามคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ กระทรวงสงครามได้ดำเนินการโจมตีด้วยอาวุธร้ายแรงอีกครั้งต่อเรือที่ดำเนินการโดย ‘องค์กรก่อการร้าย'” เขายืนยันว่าการโจมตีเหล่านี้จะดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยย้ำว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่แค่ผู้ค้ายาเสพติด แต่เป็น “ผู้ก่อการร้ายยาเสพติดที่นำความตายและความเสียหายมาสู่เมืองของเรา”

การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 8 และ 9 ที่พุ่งเป้าไปที่เรือต้องสงสัยขนยาเสพติด นับตั้งแต่เดือนกันยายน แต่เป็น ครั้งแรกในมหาสมุทรแปซิฟิก เนื่องจากก่อนหน้านี้การโจมตีส่วนใหญ่อยู่ในทะเลแคริบเบียน โดยนับถึงปัจจุบัน มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีเรือยาเสพติดของสหรัฐฯ แล้วอย่างน้อย 37 ราย

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขามีอำนาจทางกฎหมายที่จะทิ้งระเบิดใส่เรือในน่านน้ำสากลต่อไปได้ แต่ระบุว่าหากเขาตัดสินใจที่จะขยายเป้าหมายการโจมตีไปยังบนบก เขาอาจจะต้องกลับไปปรึกษารัฐสภาสหรัฐฯ ก่อน โดยเขาย้ำว่ารัฐบาลของเขามีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะขยายปฏิบัติการต่อต้านยาเสพติดบนบก ซึ่งจะเป็นการยกระดับครั้งสำคัญ

นอกจากนี้ เหตุการณ์การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างรัฐบาลทรัมป์กับรัฐบาลของประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร ผู้นำโคลอมเบีย ซึ่งทรัมป์ระบุว่าเขาเป็น “อันธพาลและคนเลว”

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวประณามนายเปโตรว่าเป็น “ผู้นำยาเสพติดผิดกฎหมาย” ที่กำลังสนับสนุนการผลิตยาเสพติดขนานใหญ่ทั่วโคลอมเบีย และประกาศว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการให้เงินอุดหนุนแก่โคลอมเบีย ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐฯ ในละตินอเมริกา

ทั้งโคลอมเบียและเอกวาดอร์มีพื้นที่ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกที่กว้างใหญ่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเป็นเส้นทางหลักที่ใช้ในการลำเลียงโคเคนขึ้นเหนือไปยังสหรัฐฯ โดยสำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ (DEA) ประเมินว่าโคเคนส่วนใหญ่ที่เข้าสู่สหรัฐฯ ถูกลำเลียงผ่านเส้นทางแปซิฟิกนี้.

ที่มา BBC

กัมพูชาจับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ชาวจีน 29 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

กัมพูชาจับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ชาวจีน 29 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

23 ต.ค. 2568 12:38 น.

กัมพูชาจับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ชาวจีน 29 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

ทางการกัมพูชาบุกทลายแหล่งต้องสงสัยในกรุงพนมเปญ จับกุมชาวเกาหลีใต้ได้ 57 ราย และชาวจีนอีก 29 ราย ในข้อหาเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการฉ้อโกงทางไซเบอร์ข้ามชาติ โดยปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กัมพูชาเพิ่งส่งตัวชาวเกาหลีใต้ที่พัวพันเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับประเทศไปเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

คณะกรรมการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ของรัฐบาลกัมพูชาเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้เข้าบุกค้นอาคารแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (22 ต.ค.) ซึ่งต้องสงสัยว่าถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งฉ้อโกงออนไลน์ข้ามชาติ

จากการบุกเข้าทลายครั้งนี้ ตำรวจได้ทำการจับกุมชาวเกาหลีใต้ 57 ราย และชาวจีน 29 ราย พร้อมยึดของกลางเป็นคอมพิวเตอร์ 126 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 30 เครื่อง

อุตสาหกรรมการฉ้อโกงทางไซเบอร์ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ขยายตัวอย่างมากในกัมพูชาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่ามีคนนับพันรายเกี่ยวข้องในธุรกิจผิดกฎหมายนี้ ซึ่งบางส่วนเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ ขณะที่อีกหลายส่วนถูกบังคับโดยกลุ่มอาชญากร

การจับกุมครั้งใหญ่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่กัมพูชาได้ส่งตัวชาวเกาหลีใต้ 64 ราย ที่ถูกควบคุมตัวในข้อหาพัวพันกับเครือข่าย “Pig Butchering Scam” (การฉ้อโกงที่ใช้เวลาสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับเหยื่อก่อนจะทำการขโมยเงิน) กลับประเทศ

การส่งตัวกลับประเทศที่มีการติดตามอย่างใกล้ชิดนี้ เป็นผลมาจากความไม่พอใจของสาธารณชนจากเหตุการณ์นักศึกษาชาวเกาหลีใต้ถูกทรมานและเสียชีวิตในกัมพูชาเมื่อต้นปีนี้ ซึ่งมีรายงานว่าเชื่อมโยงกับแก๊งอาชญากรรม

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ได้เข้าพบกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและตำรวจท้องถิ่นเพื่อหารือเกี่ยวกับศูนย์จัดหางานปลอมและศูนย์ฉ้อโกง

ก่อนหน้านี้ นายโช ฮยอน รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยฉ้อโกงเพิ่มอีก 10 ราย และช่วยเหลือเหยื่อได้ 2 ราย กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ประเมินว่ามีชาวเกาหลีใต้ราว 1,000 คน เป็นหนึ่งในผู้ที่ทำงานในศูนย์อาชญากรรมเหล่านี้ จากจำนวนรวมทั้งหมดประมาณ 200,000 คนในกัมพูชา โดยมีชาวเกาหลีใต้ประมาณ 550 ราย ถูกรายงานว่าสูญหายหรือถูกควบคุมตัวไว้โดยไม่สมัครใจ หลังจากเดินทางเข้ากัมพูชาตั้งแต่ปีที่แล้ว.

ที่มา AFP

สื่อเกาหลีเผย คนเกาหลีใต้ถูกลักพาตัวในไทยเพิ่มขึ้น เฉพาะปีนี้มีแล้ว 11 คดี

สื่อเกาหลีเผย คนเกาหลีใต้ถูกลักพาตัวในไทยเพิ่มขึ้น เฉพาะปีนี้มีแล้ว 11 คดี

23 ต.ค. 2568 12:04 น.

สื่อเกาหลีเผย คนเกาหลีใต้ถูกลักพาตัวในไทยเพิ่มขึ้น เฉพาะปีนี้มีแล้ว 11 คดี

เดอะ โคเรีย เฮรัลด์ สื่อของเกาหลีใต้ เผยรายงานสะเทือนถึงไทย โดยระบุคนเกาหลีใต้ถูกลักพาตัวในไทยเพิ่มขึ้น เฉพาะในปี 2025 มีแล้ว 11 คดี จี้ภาครัฐเร่งจับมืออาเซียนคุ้มครองพลเมือง

เว็บไซต์ข่าวเดอะ โคเรีย เฮรัลด์ สื่อของเกาหลีใต้รายงานข่าวอ้างอิงข้อมูลจากสื่อท้องถิ่น The Korea Economic Daily ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนกันยายน 2025 มีชาวเกาหลีใต้ ถูกลักพาตัวในประเทศไทยแล้วถึง 11 ราย ขณะที่จำนวนคดีลักษณะนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัยในประเทศยอดนิยมของนักท่องเที่ยว

โดยรายงานระบุว่า ตามข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ที่ยื่นต่อ ส.ส. คิม กอน จากพรรคฝ่ายค้านหลัก People Power Party พบว่า จำนวนคดีลักพาตัวชาวเกาหลีในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 0 คดีในปี 2021 เป็น 1 คดีในปี 2022 และ 5 คดีต่อปีในปี 2023 และ 2024 ก่อนพุ่งสูงถึง 11 คดีภายในเก้าเดือนแรกของปีนี้ (ปี 2025)

นอกจากคดีลักพาตัวแล้ว ไทยยังถูกจับตามองว่ามีจำนวนคดีอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับคนเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น ทั้งในฐานะ “เหยื่อ” และ “ผู้ก่อเหตุ”

ปีที่แล้ว มีเหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อ นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีวัย 34 ปี ถูกลักพาตัวและสังหารในประเทศไทย โดยผู้ต้องสงสัยทั้งสามรายซึ่งเป็นชาวเกาหลีด้วยกัน ถูกจับกุมได้ใน เกาหลีใต้ เวียดนาม และกัมพูชา

ขณะที่เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สื่อในกรุงเทพฯ รายงานว่า ตำรวจไทยบุกจับ แก๊งอาชญากรชาวเกาหลี 20 คน และชาวจีนอีก 1 คน ในจังหวัดชลบุรี โดยปฏิบัติการดังกล่าวช่วยเหลือชายชาวเกาหลีที่ถูก ลักพาตัวและบังคับให้ทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงออนไลน์ ได้สำเร็จ

ส.ส. คิม กอน กล่าวเรียกร้องให้รัฐบาลเกาหลีใต้จัดตั้งระบบความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้ง ไทย กัมพูชา และประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ เพื่อคุ้มครองพลเมืองของตน พร้อมทั้งเสนอให้ เข้มงวดตรวจสอบประกาศรับสมัครงานผิดกฎหมาย ที่หลอกล่อชาวเกาหลีให้เดินทางมาทำงานในภูมิภาคนี้

ความกังวลดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากข่าว นักศึกษามหาวิทยาลัยชาวเกาหลีถูกทรมานและสังหารในกัมพูชา เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนในเกาหลีใต้และทำให้ประชาชนจำนวนมากตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของการเดินทางไปยังบางประเทศในอาเซียน

ตามรายงานของสื่อไทย ระบุว่าในปี 2024 มีนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้เดินทางมาไทยมากถึง 1.86 ล้านคน ถือเป็นหนึ่งในตลาดนักท่องเที่ยวหลักของไทย รองจาก จีน มาเลเซีย และอินเดีย.

ที่มา : The Korea Herald

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีใต้