พม่าบุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “เคเคพาร์ก” คนงานกว่า 600 หนีตายเข้าไทย

พม่าบุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ "เคเคพาร์ก" คนงานกว่า 600 หนีตายเข้าไทย

23 ต.ค. 2568 12:03 น.

พม่าบุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “เคเคพาร์ก” คนงานกว่า 600 หนีตายเข้าไทย

เจ้าหน้าที่พม่าบุกทลายศูนย์หลอกลวงชื่อดัง “เคเคพาร์ก” ใกล้ชายแดนไทย ส่งผลให้แรงงานกว่า 600 คนหลบหนีข้ามพรมแดนเข้ามาฝั่งจังหวัดตากของไทย ด้านเจ้าหน้าที่ไทยเข้าช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมและเริ่มคัดกรองผู้หลบหนีเพื่อแยกเหยื่อค้ามนุษย์ออกจากผู้กระทำผิดเข้าเมือง

นายสวนิต สุริยกุล ณ อยุธยา รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีวันนี้ (23 ต.ค.) ว่า มีบุคคลกว่า 677 คน ที่หลบหนีออกจากศูนย์อาชญากรรมออนไลน์ชื่อดังที่เรียกว่า “เคเคพาร์ก” ในพม่า และข้ามแม่น้ำเมยเข้ามาในประเทศไทย เมื่อช่วงเช้าของวันเดียวกัน

การทะลักเข้ามาของคนกลุ่มนี้เกิดขึ้นหลังการบุกเข้าปราบปรามครั้งใหญ่ของกองทัพพม่าในศูนย์สแกมเมอร์ดังกล่าว รองผู้ว่าฯ ตากระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองและกองกำลังทหาร ได้ร่วมกันให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมแก่กลุ่มบุคคลที่เข้ามาซึ่งเป็น “คนต่างด้าว” ทั้งชายและหญิง โดยทั้งหมดจะเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง

ขั้นตอนการคัดกรองนี้จะช่วยให้ทางการสามารถแยกแยะได้ว่าบุคคลใดเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ หากไม่เข้าข่ายเป็นเหยื่อ อาจถูกดำเนินคดีในข้อหาลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย

ศูนย์อาชญากรรมออนไลน์เหล่านี้ ซึ่งมักเป็นอาคารขนาดใหญ่ที่มีการรักษาความปลอดภัยหนาแน่น ได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วตามแนวชายแดนที่ขาดการควบคุมของพม่า ท่ามกลางสถานการณ์สงครามกลางเมืองหลังการรัฐประหารในปี 2564

แม้จะมีการปราบปรามครั้งใหญ่ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้แรงงานประมาณ 7,000 คน ถูกส่งตัวกลับประเทศ และไทยได้ออกมาตรการบล็อกอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน แต่ผลการสืบสวนของสำนักข่าวเอเอฟพีในเดือนนี้กลับพบว่า การก่อสร้างศูนย์สแกมเมอร์ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมกับการติดตั้งจานรับสัญญาณอินเทอร์เน็ต “สตาร์ลิงก์” ของอีลอน มัสก์ จำนวนมาก เพื่อเชื่อมต่อกับเครือข่ายดาวเทียม

รายงานระบุว่า กลุ่มคนที่หลบหนีข้ามมายังประเทศไทยเป็น “คนต่างด้าว” และทางการไทยคาดว่าอาจมีผู้หลบหนีตามเข้ามาอีก

อุตสาหกรรมอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ได้ขยายตัวอย่างมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยรายงานของสหประชาชาติระบุว่า เหยื่อทั่วภูมิภาคถูกหลอกลวงเป็นมูลค่าสูงถึง 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.36 ล้านล้านบาท) ในปี 2023

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของไทย ได้ยื่นหนังสือลาออกเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ภายหลังมีข้อกล่าวหาว่าเขาอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา

ขณะที่สัปดาห์ที่แล้ว ทางการกัมพูชาได้เนรเทศชาวเกาหลีใต้ 64 ราย ที่ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ และล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดี ทางการกัมพูชาได้จับกุมชาวเกาหลีใต้เพิ่มอีก 57 ราย และชาวจีน 29 ราย ในข้อหาเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกรุงพนมเปญ.

ที่มา AFP

สวีเดน–ยูเครน ลงนามดีลจัดหา “กริพเพน” เสริมทัพยูเครนสูงสุด 150 ลำ

สวีเดน–ยูเครน ลงนามดีลจัดหา “กริพเพน” เสริมทัพยูเครนสูงสุด 150 ลำ

23 ต.ค. 2568 11:02 น.

สวีเดน–ยูเครน ลงนามดีลจัดหา “กริพเพน” เสริมทัพยูเครนสูงสุด 150 ลำ

นายกรัฐมนตรีอูล์ฟ คริสเตอร์สัน ของสวีเดน เปิดเผยเมื่อวันพุธหลังหารือกับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ว่าสวีเดนได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงเพื่อเปิดทางการส่งออกเครื่องบินขับไล่ “กริพเพน อี” ผลิตโดยบริษัทซาบ (Saab) จำนวน 100 ถึง 150 ลำให้แก่ยูเครน ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือระยะยาวด้านการป้องกันภัยทางอากาศ คำสั่งซื้อเครื่องบินขับไล่ JAS 39 Gripen E รุ่นใหม่ หากเกิดขึ้นจริง จะนับเป็นคำสั่งซื้อเพื่อการส่งออกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่สวีเดนเคยมีมา

ผู้นำทั้งสองได้หารือกันที่เมืองลิงเชอปิง ทางตอนใต้ของสวีเดน และเยี่ยมชมโรงงานของบริษัท ซาบ (Saab) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบินขับไล่กริพเพน โดยนายคริสเตอร์สสันกล่าวว่า สวีเดนจะมุ่งมั่นสำรวจทุกความเป็นไปได้ในการจัดหาเครื่องบินขับไล่กริพเพนจำนวนมากให้แก่ยูเครนในอนาคต แม้จะยอมรับว่า “หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล”

ด้านประธานาธิบดีเซเลนสกีย้ำว่า เครื่องบินกริพเพนเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกสำหรับกองทัพยูเครน โดยเขากล่าวว่า “เราได้เริ่มต้นทำงานเพื่อให้ได้กริพเพนมาสู่ยูเครน และคาดว่าสัญญาในอนาคตจะอนุญาตให้เราจัดซื้อเครื่องบินดังกล่าวได้อย่างน้อย 100 ลำ”

ความเป็นไปได้ในการจัดหากริพเพนให้กับยูเครนได้รับการพิจารณาในช่วงสองปีที่ผ่านมา แต่ถูกชะลอไปเพื่อให้ยูเครนมุ่งเน้นไปที่การรับเครื่องบิน F-16 ของสหรัฐฯ ที่เริ่มใช้งานเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว

เครื่องบินกริพเพนเป็นตัวเลือกที่มีความทนทานและมีต้นทุนค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับเครื่องบินอย่าง F-35 ของสหรัฐฯ โดยนักบินยูเครนได้เดินทางมาทดสอบเครื่องบินกริพเพนในสวีเดนแล้ว และผู้นำยูเครนระบุว่า มีเป้าหมายที่จะได้รับและเริ่มใช้เครื่องบินกริพเพนในปีหน้า

นายคริสเตอร์สสันกล่าวว่า แม้จะยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย แต่คาดการณ์ว่าการผลิตและส่งมอบเครื่องบินใหม่ชุดแรกอาจต้องใช้เวลาประมาณ สามปี โดยยังไม่มีการตัดสินใจว่าจะจัดส่งเครื่องบินกริพเพนรุ่นเก่าให้เร็วกว่านั้นหรือไม่

ส่วนเรื่องแหล่งเงินทุนสำหรับการจัดซื้อ นายกรัฐมนตรีสวีเดนกล่าวว่า อาจมาจากทรัพย์สินของรัสเซียที่ถูกอายัดไว้ในประเทศตะวันตก และจากประเทศพันธมิตร แต่ยังต้องมีการดำเนินการอีกมากก่อนจะบรรลุข้อตกลงฉบับสมบูรณ์

ผู้เชี่ยวชาญด้านสงครามทางอากาศมองว่า ข้อตกลงนี้แสดงให้เห็นว่ายูเครนกำลังวางแผนระยะยาวสำหรับกองทัพอากาศในยุคหลังสงคราม โดยกริพเพน อี ถือเป็นเครื่องบินขับไล่น้ำหนักปานกลางที่มีศักยภาพสูงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อพิจารณาจากระบบเรดาร์ ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ภายใน และความสามารถในการยิงขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานพิสัยไกล Meteor

นอกจากนี้ ก่อนเดินทางมายังสวีเดน ประธานาธิบดีเซเลนสกีได้แวะเยือนกรุงออสโล ซึ่งรัฐบาลนอร์เวย์ได้ประกาศบริจาคเงินอีก 1.5 พันล้านโครนนอร์เวย์ให้ยูเครน เพื่อใช้ในการจัดซื้อก๊าซธรรมชาติสำหรับใช้ในระบบไฟฟ้าและความร้อน.

ที่มา Reuters

สุดทึ่ง! หญิงอังกฤษเล่นคลาริเน็ตขณะถูกผ่าสมอง ทดสอบผลผ่าตัดรักษาพาร์กินสันแบบเรียลไทม์

สุดทึ่ง! หญิงอังกฤษเล่นคลาริเน็ตขณะถูกผ่าสมอง ทดสอบผลผ่าตัดรักษาพาร์กินสันแบบเรียลไทม์

23 ต.ค. 2568 08:41 น.

สุดทึ่ง! หญิงอังกฤษเล่นคลาริเน็ตขณะถูกผ่าสมอง ทดสอบผลผ่าตัดรักษาพาร์กินสันแบบเรียลไทม์

การแพทย์ก้าวล้ำ ทีมแพทย์อังกฤษให้ผู้ป่วยพาร์กินสันเล่นคลาริเน็ตกลางห้องผ่าตัด เพื่อสังเกตการตอบสนองของสมองแบบเรียลไทม์ ด้วยเทคนิคกระตุ้นสมองส่วนลึก เผยผลลัพธ์ฟื้นฟูการเคลื่อนไหวได้ทันที

วงการแพทย์อังกฤษก้าวไปอีกขั้นด้วยการผ่าตัดสมองรักษาอาการพาร์กินสัน โดยให้คนไข้เล่นเครื่องดนตรีอย่างคลาริเน็ตไปด้วย โดยใช้เทคโนโลยี Deep Brain Stimulation (DBS) หรือการกระตุ้นสมองส่วนลึก เพื่อให้ศัลยแพทย์สามารถประเมินผลการรักษาได้แบบ เรียลไทม์ขณะผ่าตัดจริง

โดยคนไข้รายนี้คือนางเดนิส เบคอน หญิงวัย 64 ปี อดีตนักบำบัดการพูดและภาษา รวมถึงนักดนตรีสมัครเล่นจากเมืองอีสต์ซัสเซกซ์ เธอเคยเล่นคลาริเน็ตในวงดนตรี East Grinstead Concert Band แต่ต้องหยุดเล่นเมื่อกว่า 5 ปีก่อน หลังอาการโรคพาร์กินสัน ซึ่งส่งผลให้เธอมีอาการแข็งเกร็งและเคลื่อนไหวช้า ทำให้เธอแทบขยับนิ้วไม่ได้

จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ เดนิสตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัด DBS ที่โรงพยาบาล King’s College Hospital ในกรุงลอนดอน ซึ่งใช้เวลาราว 4 ชั่วโมง นำทีมโดย ศาสตราจารย์เคยูมาร์ส แอชคาน ศัลยแพทย์ระบบประสาทชื่อดัง

เทคนิค Deep Brain Stimulation (DBS) ถือเป็นนวัตกรรมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในผู้ป่วย โรคพาร์กินสันและโรคลมชัก วิธีนี้จะฝังอิเล็กโทรดเล็กๆ เข้าไปในสมองส่วนลึกของผู้ป่วย เพื่อส่งสัญญาณไฟฟ้าควบคุมการเคลื่อนไหว เหมือนเครื่องกระตุ้นหัวใจสำหรับสมอง

ขณะผ่าตัด เดนิสได้รับเพียงยาชาเฉพาะที่บริเวณศีรษะและกะโหลก เพื่อให้เธอยังรู้สึกตัวและสามารถเล่นคลาริเน็ตได้ ขณะที่แพทย์ปรับระดับสัญญาณไฟฟ้าให้เหมาะสม

ทีมแพทย์เผยว่า ขณะที่เดนิสเริ่มเล่นคลาริเน็ต การเคลื่อนไหวของนิ้วเธอดีขึ้นทันที และเสียงเพลงก็ช่วยให้แพทย์ปรับการกระตุ้นสมองได้อย่างแม่นยำตรงจุด

ศ.แอชคาน เปิดเผยกับ Sky News ว่าเขามักออกแบบการผ่าตัดให้ตอบโจทย์ชีวิตจริงของผู้ป่วยแต่ละคน เพราะสำหรับบางคน การกลับมาเดินได้คือเป้าหมาย แต่สำหรับเดนิส การได้กลับมาเล่นดนตรีคือคุณภาพชีวิตที่แท้จริง

หลังผ่าตัด เดนิสบอกกับผู้สื่อข่าวด้วยรอยยิ้มว่าฉันสามารถเดินได้ตามปกติทันทีหลังผ่าตัด มันเหมือนชีวิตเปิดประตูใหม่อีกครั้ง และเหมือนมีอนาคตอีกครั้ง โดยเธอเลือกใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าสมองแบบ ชาร์จแบตเตอรี่ได้ ที่ฝังไว้บริเวณหน้าอก ซึ่งสามารถใช้งานได้นานถึง 20 ปี ก่อนจะต้องเปลี่ยนใหม่

แม้โรคพาร์กินสันจะยังเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่แพทย์ยืนยันว่าเทคโนโลยี DBS จะช่วยให้ผู้ป่วยอย่างเดนิส มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นไปอีกหลายปี.

ที่มา: AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พาร์กินสัน

ถูกโยงแก๊งสแกมเมอร์ รมช.คลัง “วรภัค” ลาออก ยอมรับรู้จัก ”เบน สมิท” ปัดเมียเอี่ยวเงินสีเทา

ถูกโยงแก๊งสแกมเมอร์ รมช.คลัง “วรภัค” ลาออก ยอมรับรู้จัก ”เบน สมิท” ปัดเมียเอี่ยวเงินสีเทา

ถูกโยงแก๊งสแกมเมอร์ รมช.คลัง “วรภัค” ลาออก ยอมรับรู้จัก ”เบน สมิท” ปัดเมียเอี่ยวเงินสีเทา

23 ต.ค. 2568 08:07 น.

“วรภัค” ประกาศลาออกจาก รมช.คลัง หลังนั่งเก้าอี้ได้เพียง 33 วัน ยันไม่เคยมีพฤติกรรมตามที่ถูกกล่าวหา แต่ยอมรับรู้จัก “เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์” หรือเบน สมิท เผยลาออกเพื่อไปสู้คดี พร้อมจ่อฟ้อง “ทอม ไรซ์” คนแรก ด้าน กมธ.ปปง. เร่งสอบเส้นทางเงิน เครือบริษัท ปริ้นซ์ กรุ๊ป เชื่อ “เฉิน จื้อ” หนึ่งใน

ไต้หวันพบอหิวาต์แอฟริกาในสุกรครั้งแรก เร่งฆ่าหมู ห้ามขนส่ง หวั่นลุกลามเหมือนจีน-เวียดนาม

ไต้หวันพบอหิวาต์แอฟริกาในสุกรครั้งแรก เร่งฆ่าหมู ห้ามขนส่ง หวั่นลุกลามเหมือนจีน-เวียดนาม

23 ต.ค. 2568 08:06 น.

ไต้หวันพบอหิวาต์แอฟริกาในสุกรครั้งแรก เร่งฆ่าหมู ห้ามขนส่ง หวั่นลุกลามเหมือนจีน-เวียดนาม

รัฐบาลไต้หวันประกาศพบ “โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร” เป็นครั้งแรกของประเทศวานนี้ สั่งฆ่าหมูทิ้งกว่า 195 ตัว และประกาศห้ามเคลื่อนย้ายหรือชำแหละสุกรทั่วเกาะเป็นเวลา 5 วัน เพื่อป้องกันการระบาด

ไต้หวันตีวจพบหมูป่วยด้วยโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever – ASF) เป็นครั้งแรกของประเทศ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (22 ต.ค.) หลังจากตรวจพบเชื้อในซากหมูจากฟาร์มแห่งหนึ่งในเมืองชายฝั่งไถจง ทางตอนกลางของเกาะ โดยเจ้าหน้าที่ได้สั่งฆ่าหมูทิ้งกว่า 195 ตัว และประกาศห้ามเคลื่อนย้ายหรือชำแหละสุกรทั่วเกาะเป็นเวลา 5 วัน เพื่อป้องกันการระบาด

นายเฉิน จวินจื้อ รัฐมนตรีเกษตรของไต้หวันแถลงว่า ตัวอย่างจากซากหมูที่ตายเมื่อวันอังคารได้ผลตรวจเป็นบวกต่อเชื้อ ASF ทำให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์และกักกันโรคได้เข้าพื้นที่ทันทีเพื่อทำลายสุกรทั้งหมด พร้อมดำเนินการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อในฟาร์มอย่างเข้มงวด รวมถึงตั้งเขตควบคุมในรัศมี 3 กิโลเมตรรอบจุดที่พบเชื้อ

รัฐบาลยังประกาศ ห้ามขนย้ายและชำแหละสุกรทั่วไต้หวันเป็นเวลา 5 วัน ตั้งแต่เที่ยงวันพุธ เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อ ขณะนี้ทางการอยู่ระหว่างการแยกเชื้อไวรัสเพื่อยืนยันสายพันธุ์ ก่อนรายงานต่อองค์การโรคระบาดสัตว์โลก 

นายเฉินระบุว่า แม้โรคนี้จะไม่ติดต่อสู่คนหรือสัตว์ชนิดอื่น แต่มีอัตราการตายของหมูเกือบ 100% และอาจสร้างความเสียหายใหญ่ต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์ของประเทศ หากควบคุมไม่ทัน

รัฐบาลไต้หวันย้ำเตือนประชาชนว่า ห้ามนำเข้า เนื้อหมูหรือผลิตภัณฑ์จากหมูโดยไม่ได้รับอนุญาต หากฝ่าฝืนอาจถูกปรับสูงสุดถึง 1 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน  หรือ ราว 1.2 ล้านบาทไทย พร้อมระบุว่า สาเหตุที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการลักลอบนำเข้าเนื้อหมูติดเชื้อจากต่างประเทศ ซึ่งอาจปะปนในเศษอาหารที่ถูกนำไปเลี้ยงหมูในฟาร์ม

ก่อนหน้านี้ในปี 2019 จีนและเวียดนามเคยประสบวิกฤติ ASF ครั้งใหญ่ ต้องฆ่าหมูทิ้งไปหลายล้านตัวเพื่อควบคุมโรค ขณะที่รายงานล่าสุดของ WOAH ระบุว่า ขณะนี้มีเพียงเกาหลีใต้เท่านั้นในเอเชียที่ยังพบการระบาดของ ASF อย่างต่อเนื่อง ส่วนในยุโรปมี 12 ประเทศที่ยังคงเผชิญกับไวรัสชนิดนี้

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไต้หวัน

นาซายืนยัน โลกจะมีดวงจันทร์ “2 ดวง” ไปจนถึงปี 2626

นาซายืนยัน โลกจะมีดวงจันทร์ “2 ดวง” ไปจนถึงปี 2626

23 ต.ค. 2568 07:38 น.

นาซายืนยัน โลกจะมีดวงจันทร์ “2 ดวง” ไปจนถึงปี 2626

นาซาตรวจพบดาวเคราะห์น้อยดวงใหม่ ซึ่งเดินทางมาด้วยกันกับโลกตั้งแต่ยุค 60 เหมือนเป็นดวงจันทร์ดวงที่ 2 โดยมันจะอยู่กับเราจนถึงปี 2626 ก่อนจะลาจากไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 22 ต.ค. 2568 ว่า สำนักงานการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) ยืนยันในสัปดาห์นี้ว่า ดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็กที่ชื่อว่า 2025 PN7 ซึ่งค้นพบโดยมหาวิทยาลัยฮาวาย เป็น “วัตถุกึ่งดวงจันทร์” (quasi-moon) ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมทางบนท้องฟ้าประเภทหายากที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ในจังหวะเกือบพร้อมกับโลก

นาซาอธิบายว่า 2025 PN7 ไม่ใช่ดวงจันทร์ของโลกที่แท้จริง แต่มันเดินทางไปในจังหวะเดียวกันกับโลก และโคจรรอบดวงอาทิตย์ในเส้นทางที่คล้ายคลึงกันมาก จนดูเหมือนว่ามันกำลัง “เคลื่อนที่ตามหลัง” โลกของเราขณะที่เราโคจร

นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่ามันมีขนาดกว้างเพียง 18 ถึง 36 เมตร หรือเท่ากับความสูงของอาคารขนาดเล็ก ซึ่งถือว่าเล็กมากตามมาตรฐานของจักรวาล แต่ก็มีความสำคัญมากพอที่จะมีพื้นที่ตัวเองในบริเวณใกล้เคียงกับโลก

2025 PN7 ต่างจากดวงจันทร์ที่ถูกแรงโน้มถ่วงของโลกยึดเหนี่ยวไว้ แต่ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ไม่ได้ถูกแรงโน้มถ่วงผูกมัดไว้กับเรา แต่อยู่ในสภาพคล้ายกับนักวิ่งที่เป็นมิตรที่วิ่งตามจังหวะของคุณบนลู่วิ่งเดียวกัน กล่าวคือ ใกล้พอที่จะสังเกตเห็นได้ แต่ไม่เคยสัมผัสกัน

นักดาราศาสตร์กล่าวว่า 2025 PN7 น่าจะเดินทางร่วมกับเรามาประมาณ 60 ปี แล้ว และหากวงโคจรปัจจุบันยังคงอยู่ มันจะอยู่กับเราต่อไปจนถึงปี 2626 ก่อนจะค่อย ๆ เคลื่อนห่างออกไปในอวกาศอีกครั้ง

ระยะใกล้ที่สุดที่ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้จะโคจรเข้ามาใกล้โลกคือ ระยะ 4 ล้านกิโลเมตร ซึ่งห่างกว่าดวงจันทร์ประมาณสิบเท่า ส่วนในระยะที่ไกลที่สุดคือ 17 ล้านกิโลเมตร อันเป็นผลจากแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ข้างเคียง

ทั้งนี้ การค้นพบดาวเคราะห์น้อย 2025 PN7 ไม่ใช่เรื่องง่าย ทีมงานจากมหาวิทยาลัยฮาวายตรวจพบวัตถุนี้เป็นครั้งแรกในระหว่างการสำรวจด้วยกล้องโทรทรรศน์ตามปกติเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยเห็นเป็นเพียงจุดจาง ๆ ที่เคลื่อนที่ตัดกับดวงดาว ก่อนจะพบว่า มันเดินทางในจังหวะเดียวกันกับการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโลก

หลังจากการสังเกตการณ์นานหลายสัปดาห์ นาซาก็ยืนยันว่า โลกของเราได้เพื่อนร่วมเดินทางชั่วคราวเพิ่มมาอีกหนึ่งดวงแล้ว

อนึ่ง จนถึงปัจจุบัน นักดาราศาสตร์ยืนยันการค้นพบ “วัตถุกึ่งดวงจันทร์” เพียง 8 ดวงเท่านั้น และแต่ละดวงก็เป็นเบาะแสเล็ก ๆ แต่มีค่าในการทำความเข้าใจว่าดาวเคราะห์น้อยเคลื่อนที่อย่างไร และแรงโน้มถ่วงของโลกกำหนดรูปร่างของอวกาศรอบตัวเราอย่างไร

สำหรับนักวิทยาศาสตร์ วัตถุเหล่านี้เป็นมากกว่าแค่สิ่งที่น่าสนใจ พวกมันช่วยปรับปรุงแบบจำลองวงโคจร, ปรับปรุงการคาดการณ์สำหรับดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก และวันหนึ่งมันอาจกลายเป็นพื้นที่ทดสอบที่ง่ายสำหรับภารกิจในอนาคต เพราะพวกมันอยู่ใกล้, ค่อนข้างเสถียร และสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องเดินทางออกห่างจากโลกมากเกินไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : yahoo

สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตร 2 บ.น้ำมันรัสเซีย บีบมอสโกร่วมโต๊ะเจรจา

สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตร 2 บ.น้ำมันรัสเซีย บีบมอสโกร่วมโต๊ะเจรจา

23 ต.ค. 2568 06:41 น.

สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตร 2 บ.น้ำมันรัสเซีย บีบมอสโกร่วมโต๊ะเจรจา

สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดของรัสเซีย 2 แห่งเพิ่มเติม เพื่อบีบให้มอสโกมาเจรจาข้อตกลงสันติภาพเรื่องสงครามในยูเครน

เมื่อ 22 ต.ค. 2568 สหรัฐอเมริกาได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรใหม่ที่มุ่งเป้าไปที่บริษัทน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดสองแห่งของรัสเซีย ได้แก่ รอสเนฟต์ (Rosneft) และ ลูคอยล์ (Lukoil) แล้ว เพื่อกดดันให้มอสโกเจรจาข้อตกลงสันติภาพในยูเครน

นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า การคว่ำบาตรใหม่มีความจำเป็นเนื่องจาก “ปูตินปฏิเสธที่จะยุติสงครามที่ไร้เหตุผลนี้” และบริษัทน้ำมันทั้งสองก็เป็นผู้จัดหาเงินทุนให้กับ “กลไกสงคราม” ของรัฐบาลเครมลิน

“ถึงเวลาแล้วที่จะต้องหยุดการสังหารและเรียกร้องให้มีการหยุดยิงโดยทันที” เบสเซนต์กล่าวในแถลงการณ์

ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหลังจากการประชุมกับ มาร์ก รุตเต เลขาธิการ NATO เพื่อหารือเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพว่า “ทุกครั้งที่ผมคุยกับวลาดิเมียร์ เรามีการสนทนาที่ดี แต่แล้วมันก็ไม่คืบหน้าไปไหนเลย มันไม่คืบหน้าไปไหนเลยจริงๆ”

นายทรัมป์ระบุอีกว่า ปูตินว่าไม่จริงจังกับการสร้างสันติภาพ และกล่าวว่าเขาหวังว่าการคว่ำบาตรจะช่วยบีบให้เกิดความคืบหน้าได้ “ผมแค่รู้สึกว่าถึงเวลาแล้ว เรารอมานานมาก” ทรัมป์กล่าว

ผู้นำสหรัฐฯ ระบุอีกว่า นี่เป็นมาตรการคว่ำบาตรที่ “ใหญ่มาก” และหวังว่าจะสามารถยกเลิกได้อย่างรวดเร็วหากรัสเซียตกลงที่จะยุติสงคราม

ส่วนนายรุตเต ชื่นชมการประกาศมาตรการคว่ำบาตรใหม่ว่า เป็นการเพิ่มแรงกดดันให้แก่ปูติน “คุณต้องกดดัน และนั่นคือสิ่งที่เขาทำในวันนี้” รุตเตกล่าว

การประกาศคว่ำบาตรเกิดขึ้นหนึ่งวันหลังจากที่ทรัมป์กล่าวว่า การประชุมที่วางแผนไว้กับประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน ที่กรุงบูดาเปสต์จะถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ก่อนหน้านี้เมื่อวันพุธ รัสเซียได้ระดมยิงถล่มยูเครนอย่างหนัก ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 คน ซึ่งรวมถึงเด็กด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ ล่าหาตัวผู้ต้องสงสัย คดีฆ่านักศึกษาในกัมพูชา

หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ ล่าหาตัวผู้ต้องสงสัย คดีฆ่านักศึกษาในกัมพูชา

23 ต.ค. 2568 02:41 น.

หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ ล่าหาตัวผู้ต้องสงสัย คดีฆ่านักศึกษาในกัมพูชา

หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้กำลังตามล่าตัวผู้ต้องสงสัย ที่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมนักศึกษาชาวเกาหลีในกัมพูชา โดยพบว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับหัวโจกคดีเครื่องดื่มยาเสพติดกังนัม

เมื่อวันพุธที่ 22 ต.ค. 2568 สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ (NIS) ของเกาหลีใต้ เปิดเผยต่อสมาชิกสภานิติบัญญัติว่า พวกเขากำลังติดตามตัวผู้ต้องสงสัยคนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ในประเทศกัมพูชา ซึ่งรายงานข่าวระบุว่า ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงออนไลน์ ก่อนจะถูกลักพาตัวและทรมานจนเสียชีวิต

NIS ยืนยันว่า ผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในคดีสังหารนักศึกษารายนี้ เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับหัวหน้าแก๊งเบื้องหลังคดียาเสพติดรายใหญ่ในเขตกังนัมของกรุงโซลเมื่อปี 2566

หน่วยข่าวกรองฯ ยืนยันด้วยว่า มีชาวเกาหลีใต้ประมาณ 1,000 ถึง 2,000 คน ที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการหลอกลวงในกัมพูชา ท่ามกลางคดีหลอกลวงงานที่เกี่ยวข้องกับการลักพาตัวและกักขังชาวเกาหลีใต้จำนวนมากในชาติเอเชียแห่งนี้

NIS ได้รับข่าวกรองเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนักศึกษาดังกล่าวเป็นครั้งแรกสามวันหลังเกิดเหตุ และสามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้ภายในแปดวัน ซึ่งตำรวจยังคงติดตามตัวผู้ต้องสงสัยรายนี้อยู่

ทั้งนี้ คดียาเสพติดดังกล่าวถูกเรียกว่า “คดีเครื่องดื่มยาเสพติดกังนัม” โดยคนร้ายแจกเครื่องดื่มผสมสารเมทแอมเฟตามีนให้นักศึกษา 13 คน ในย่านการศึกษา แดชี-ดง เขตกังนัม กรุงโซล โดยอ้างว่าจะช่วยเพิ่มสมาธิให้กับการอ่านหนังสือ

ก่อนหน้านี้ มีพลเมืองจีนที่ต้องสงสัยว่าเป็นผู้จัดหายาเสพติดในคดีดังกล่าว ถูกจับกุมในกัมพูชาด้วยความช่วยเหลือของ NIS

สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติบอกอีกว่า กัมพูชาจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับแก๊งหลอกลวงออนไลน์จำนวน 3,075 คน ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม 2568 และในจำนวนนี้ มีชาวเกาหลีใต้ 57 คน

NIS ระบุว่า ควรมองชาวเกาหลีใต้จำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์เหล่านี้ว่าเป็น “ผู้กระทำความผิด” จะถูกต้องกว่ามองว่าเป็น “เหยื่อ” ตามที่ทางการเรียกพวกเขาในช่วงแรกหลังเรื่องราวทั้งหมดได้รับการเปิดเผยออกมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : koreatimes

รถหลายคันชนกันระนาวในยูกันดา ดับแล้ว 46 ศพ บาดเจ็บอีกหลายราย

รถหลายคันชนกันระนาวในยูกันดา ดับแล้ว 46 ศพ บาดเจ็บอีกหลายราย

23 ต.ค. 2568 01:02 น.

รถหลายคันชนกันระนาวในยูกันดา ดับแล้ว 46 ศพ บาดเจ็บอีกหลายราย

เกิดอุบัติเหตุรถชนกันต่อเนื่องหลายคันบนถนนหลวงของประเทศยูกันดา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 46 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมากถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดอุบัติเหตุรถชนกันหลายคันบนทางหลวงสายหลักใน ยูกันดา เมื่อวันพุธที่ 22 ต.ค. 2568 โดยล่าสุดตำรวจท้องถิ่นระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 46 ศพ ลดลงจากก่อนหน้านี้ที่พวกเขาระบุว่า มีผู้เคราะห์ร้ายสูงถึง 63 ศพ ขณะที่ผู้บาดเจ็บกำลังรับการรักษาอยู่ในโรงพยาบาล

ตำรวจยูกันดากล่าวว่า อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อรถบัสโดยสารสองคันที่วิ่งสวนทางกัน “ชนประสานงา” ขณะพยายามแซงรถคันอื่นอีกสองคัน คือ รถบรรทุกและรถยนต์ บนทางหลวงสาย กัมปาลา-กูลู เมื่อเวลา 00:15 น. ตามเวลาท้องถิ่น

หนึ่งในรถบัสโดยสารพยายามหักหลบเพื่อหลีกเลี่ยงการชน แต่กลับทำให้เกิดการชนประสานงา นำไปสู่ปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ทำให้รถคันอื่น ๆ เสียการควบคุมและพลิกคว่ำ

ตำรวจเผยว่า พวกเขากำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านสุขภาพและบริการฉุกเฉินเพื่อตรวจสอบจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ เพื่อให้ข้อมูลอัปเดตที่ถูกต้อง หลังจากก่อนหน้านี้มีการนับรวมผู้บาดเจ็บที่หมดสติเข้าไปด้วย ทำให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตสูงเกินความเป็นจริง

ด้านประธานาธิบดี โยเวรี มูเซเวนีกล่าวแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิต พร้อมเตือนให้ประชาชนขับรถอย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้อีก พร้อมทั้งสั่งการให้เจ้าหน้าที่มอบเงินชดเชยให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต รายละ 5 ล้านชิลลิง (ราว 47,000 บาท) และ 1 ล้านชิลลิง (ราว 9,400 บาท) สำหรับครอบครัวผู้บาดเจ็บ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

SpaceX ระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง

SpaceX ระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง

22 ต.ค. 2568 22:41 น.

SpaceX ระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง

บริษัท สเปซเอ็กซ์ ยืนยัน ระงับการให้บริการอุปกรณ์ Starlink ที่ศูนย์หลอกลวงในเมียนมาไปแล้วมากกว่า 2,500 เครื่อง หลังอุปกรณ์ถูกแก๊งมิจฉาชีพนำไปใช้อย่างกว้างขวาง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รองประธานบริษัท “สเปซเอ็กซ์” (SpaceX) เปิดเผยในวันพุธที่ 22 ต.ค. 2568 ว่า พวกเขาระงับการให้บริการอุปกรณ์ Starlink ที่ศูนย์หลอกลวงในเมียนมาใช้ไปแล้วมากกว่า 2,500 เครื่อง หลังจากกลุ่มมิจฉาชีพหันมาใช้บริการอินเทอร์เน็ตดาวเทียมนี้มากขึ้น หลังทางการไทยตัดการส่งพลังงานและอินเทอร์เน็ต

กลุ่มอาคารของแก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมา ซึ่งหลอกลวงชาวต่างชาติด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งหลอกให้รักแล้วตบทรัพย์ หรือ “โรแมนซ์สแกม” และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขยายขนาดขึ้นตามแนวชายแดนของเมียนมาโดยอาศัยช่วงที่การปกครองหย่อนยานเนื่องจากภาวะสงครามกลางเมือง ซึ่งเริ่มขึ้นหลังกองทัพก่อรัฐประหารในปี 2564

การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ในเมียนมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้มีคนงานเกือบ 7,000 คนถูกส่งกลับประเทศต้นทาง ขณะที่ทางการไทยบังคับใช้มาตรการระงับการส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน ไม่ให้กลุ่มมิจฉาชีพนำไปใช้งาน

แต่การสืบสวนของ AFP ในเดือนนี้เปิดเผยว่า การก่อสร้างอาคารเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างรวดเร็ว

ศูนย์จำนวนมากดูเหมือนจะติดตั้งเครื่องรับอินเทอร์เน็ต Starlink จำนวนมากบนหลังคา หลังจากที่ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านได้ตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและไฟฟ้าของพวกเขา

น.ส.ลอเรน เดรเยอร์ รองประธานฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจ Starlink ของบริษัท SpaceX กล่าวว่า บริษัทได้ยกเลิกการใช้งานชุดอุปกรณ์ Starlink มากกว่า 2,500 ชุด ในบริเวณใกล้เคียงกับจุดที่ต้องสงสัยว่าเป็น “ศูนย์หลอกลวง” ในเมียนมา แต่เธอไม่ได้ระบุว่า การยกเลิกการเชื่อมต่ออุปกรณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อใด

ด้านกองทัพเมียนมาเพิ่งประกาศในสัปดาห์นี้ว่า ได้บุกเข้าตรวจค้นอาคาร “เคเค พาร์ก” (KK Park) ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์หลอกลวงที่เป็นที่รู้จักที่สุดของประเทศ และยึดอุปกรณ์อินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink ได้ 30 เครื่อง แต่ตามรายงานของ AFP ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของจำนวนที่ใช้ในสถานที่ดังกล่าวเท่านั้น

นักข่าวของ AFP รายงานด้วยว่า ในวันพุธ (22 ต.ค.) พวกเขาเห็นผู้คนกว่า 1,000 คนเดินทางออกจากสถานที่ดังกล่าวด้วยการเดินเท้า, ขี่จักรยานยนต์ หรืออัดแน่นอยู่ในรถกระบะ

คนงาน เคเค พาร์ก คนหนึ่งซึ่งกำลังจะเดินทางออกไป บอกกับ AFP ว่า การปราบปรามยังคงดำเนินอยู่ “ประมาณ 10 โมงเช้า มีทหารเมียนมานั่งรถบรรทุกสี่คันมาถึงที่ไซต์ของเรา.”

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์บอกกับ AFP ว่า ศูนย์หลอกลวงเหล่านี้ได้กลายเป็น เสาหลักสำคัญ ของเศรษฐกิจในช่วงสงครามของเมียนมา ซึ่งกองทัพกำลังต่อสู้กับกลุ่มกบฏหลายกลุ่มนับตั้งแต่เข้ายึดอำนาจ และพึ่งพาการสนับสนุนทางทหารจากจีนเพื่อรักษาอำนาจในการปกครอง

แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลทหารยังต้องพึ่งพากองกำลังติดอาวุธที่ทรงอิทธิพลซึ่งควบคุมพื้นที่ชายแดนในนามของพวกเขา แลกกับการได้รับผลประโยชน์จากศูนย์หลอกลวงเหล่านี้

นาธาน รูเซอร์ นักวิเคราะห์จากสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย กล่าวว่า “รัฐบาลทหารจำเป็นต้องสามารถทำให้กองกำลังติดอาวุธเหล่านั้นร่ำรวยได้ … แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ถูกกดดันจากจีนด้วย.”

อนึ่ง จีนไม่พอใจที่พลเมืองจีนกลายเป็นแกนนำในการหลอกลวงในเมียนมา และหลอกคนจำนวนมากเข้าไปให้ศูนย์เหล่านี้และบังคับให้ทำงานหลอกลวงผ่านทางออนไลน์ โดยมุ่งเป้าหมายไปยังหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงชาวจีนด้วยกัน รัฐบาลปักกิ่งจึงเป็นผู้นำในการกดดันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อควบคุมตลาดมืดที่กำลังเฟื่องฟูนี้

รูเซอร์กล่าวว่า ผลลัพธ์ที่ได้คือการรักษาสมดุล โดยรัฐบาลเมียนมาจะดำเนินการในเชิงสัญลักษณ์ ขณะที่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้ทำอะไรเลย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna