พิกัดรังแก๊งสแกมเมอร์ ฝั่งตรงข้าม “ศรีสะเกษ-สุรินทร์” ทุนจีนโหดเรียกค่าไถ่เหยื่อคนไทย

พิกัดรังแก๊งสแกมเมอร์ ฝั่งตรงข้าม "ศรีสะเกษ-สุรินทร์” ทุนจีนโหดเรียกค่าไถ่เหยื่อคนไทย

22 ต.ค. 2568 19:33 น.

พิกัดรังแก๊งสแกมเมอร์ ฝั่งตรงข้าม “ศรีสะเกษ-สุรินทร์” ทุนจีนโหดเรียกค่าไถ่เหยื่อคนไทย

พิกัดรังแก๊งสแกมเมอร์ ฝั่งตรงข้าม “ศรีสะเกษ-สุรินทร์” ทุนจีนโหดทำยอดไม่ได้ จับเรียกค่าไถ่เหยื่อคนไทย 30,000 – 50,000 บ. พบใช้สัญญาณมือถือฝั่งไทย

ข้อมูลฐานการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีในพื้นที่ฝั่งตรงข้าม จ.ศรีสะเกษ

1.ด้านที่อยู่ฝั่งตรงข้าม จ.ศรีสะเกษ บ.จวม ต.ตรอเปรียงไปร อ.อัลลองเวง จ.อุดรมีชัย ฝั่งตรงข้ามจุด

ผ่านแดนถาวรช่องสะงำ เป็นที่ตั้งของฐานขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ดังนี้

1.โรงแรม เฮง เฮง โฮเทล เปิดให้บริการเมื่อ 2561 มี พล.ต.ต.ซึม ซ็อมอาด ผบ.ตชด.ทางบก มีความใกล้ชิดกับ พล.ต.อ.เคง โซะเมธ รอง ผบ.ตร. / ผบ.ตร.(สน) ประจำพื้นที่ ภท.4 / ภท.5) เป็นผู้บริหาร

2.ช่องสะจำรีสอร์ท ตรงข้ามกับ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ เป็นฐานขบวนการคอลเซ็นเตอร์

ข้อมูลด้านความมั่นคง

1.ห้วงที่ผ่านมามีบุคคลต่างชาติผ่านเข้า – ออกส่วนใหญ่เป็นคนจีน และกัมพูชาคาดว่าภายใน

โรงแรมจะมีประชาชนสัญชาติ จีน, เวียดนาม, พม่า, ไทย, กัมพูชา และอินโดนีเซีย

2.กลุ่มขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์สั่งเครื่องอุปโภค บริโภค นำเข้าจากจีน มาให้ผู้ประกอบการชาวจีน ณ กรุงพนมเปญ ส่งต่อสินค้าโดยรถขนส่งสินค้ามายังจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ

3. ภายในอาคารเปิดใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชม. การรักษาความปลอดภัยแน่นหนา โดยเฉพาะ

บริเวณหน้าโรงแรม ปิดประตูไม่ให้บุคคลภายนอกเข้า และไม่ให้มองเห็นภายใน

4. บริเวณตัวอาคารติดตั้งลูกกรงเหล็กอย่างหนาแน่นรอบ ๆ ตัวอาคาร ป้องกันไม่ให้บุคคลภายในออกและไม่ให้บุคคลภายนอกเข้า

5. การตรวจพบเสาส่งสัญญาณ และเสาโทรศัพท์ บริเวณใกล้กับโรงแรม เฮง เฮง สามารถรับสัญญาณโทรศัพท์มือถือระดับ 4G เป็นอย่างดี เป็นสิ่งบอกเหตุและปัจจัยเกื้อกูลต่อการทำงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

อาชญากรรมฝั่งตรงข้าม จ.สุรินทร์

ข้อมูลฐานการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีในพื้นที่ฝั่งตรงข้าม จ.สุรินทร์ ฝั่งตรงข้ามช่องจอม จ.อุดรมีชัย

1.คาสิโน รอยัลฮิลล์ รีสอร์ท และคาสิโนโอเสม็ด รีสอร์ท เป็นที่ตั้งของสำนักงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดย

ชาวจีนจะนำชาวไทยไปทดลองทำงาน โดยมีคนไทยที่ทำงานอยู่ก่อนเป็นคนสอนงานและให้คำแนะนำ หากทดลองงาน

ผ่าน (หลอกเงินคนไทยได้สำเร็จ) ก็จะได้ทำงานกับบริษัทนั้น หากทดลองงานผ่านจะถูกขายต่อให้กับนายทุนจีนบริษัท

อื่น ซึ่งนายทุนจีนจะมีเครือข่ายอยู่ตามคาสิโน หากคนไทยที่นายทุนจีนซื้อตัวมาทำงานไม่ได้ (30,000 – 50,000

บาท) นายทุนจีนจะข่มขู่ และทำร้ายร่างกาย ก่อนจะให้ติดต่อกลับไปทางบ้านเพื่อให้ส่งเงินมาเป็นค่าไถ่ตัว และในพื้นที่มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น เนื่องจากมีการปรับพื้นที่เพื่อเตรียมสร้างอาคารที่พักเพิ่มเติม

2. โรงแรมโอเสม็ด รีสอร์ท มี นายออกญา ลี ยงพัด เจ้าของบ่อนคาสิโน สนับสนุนพื้นที่ตั้งสำนักงาน

3.ด้านที่อยู่ฝั่งตรงข้าม จ.บุรีรัมย์ (ฝั่งตรงข้าม จ.อุดรมีชัย) มี โรงแรมสายตะกู รีสอร์ท เป็นที่ตั้งของสำนักงาน

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยปรากฏความเคลื่อนไหวสำคัญในเดือน ก.ค. 66 ที่ขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่มีฐาน

ปฏิบัติการบริเวณทิศตะวันออกช่องสายตะกูได้ขนย้ายวัสดุอุปกรณ์ และชาวจีนไปในพื้นที่ จ.เกาะกง และตรวจพบ

การขนย้ายวัสดุเตียงนอนไปทิ้งบริเวณด้านหลังอาคารคาสิโน จากการสอบถามพนักงานคาสิโนทราบว่า ชาวจีน

เคลื่อนย้ายออกไปในพื้นที่ จ.เกาะกง ครบทุกคนแล้ว

ไอซ์แลนด์พบ “ยุง” เป็นครั้งแรก หลังอุณหภูมิพุ่งสูงทำลายสถิติ

 ไอซ์แลนด์พบ "ยุง" เป็นครั้งแรก หลังอุณหภูมิพุ่งสูงทำลายสถิติ

22 ต.ค. 2568 16:11 น.

ไอซ์แลนด์พบ “ยุง” เป็นครั้งแรก หลังอุณหภูมิพุ่งสูงทำลายสถิติ

หลังเผชิญกับคลื่นความร้อนทำลายสถิติเมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านแมลงในไอซ์แลนด์ได้ยืนยันการค้นพบ “ยุง” ในประเทศเป็นครั้งแรก โดยเป็นสายพันธุ์ที่ทนทานต่อฤดูหนาว ซึ่งการค้นพบนี้ทำให้ไอซ์แลนด์ไม่สามารถรักษาสถานะ “พื้นที่ปลอดยุง” ที่มีอยู่เพียงสองแห่งในโลกได้อีกต่อไป

ประเทศไอซ์แลนด์ได้เผชิญกับการค้นพบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นั่นคือการพบยุงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังจากที่ประเทศเผชิญกับสภาพอากาศร้อนทำลายสถิติเมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา

การค้นพบนี้เกิดขึ้นโดยนายบียอร์น ยาลทาซอน ผู้ที่ชื่นชอบแมลง ซึ่งพบยุงหลายตัวขณะใช้เชือกที่ชุ่มไวน์เป็นกับดักเพื่อสังเกตผีเสื้อกลางคืนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยเขาพบยุงเพศเมีย 2 ตัว และเพศผู้ 1 ตัว ซึ่งต่อมาได้รับการยืนยันว่าเป็นสายพันธุ์ Culiseta annulata ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ชนิดที่สามารถอยู่รอดในฤดูหนาวได้

ก่อนการค้นพบครั้งนี้ ไอซ์แลนด์และทวีปแอนตาร์กติกา เป็นหนึ่งในเพียงพื้นที่สองแห่งบนโลก ที่ได้รับการบันทึกว่าเป็นพื้นที่ปลอดจากยุง เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น

นายยาลทาซอนพบยุงดังกล่าวใน คยอส์ (Kjós) ซึ่งเป็นหุบเขาธารน้ำแข็งทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงเรคยาวิก เขาได้ส่งแมลงที่พบไปยังสถาบันประวัติศาสตร์ธรรมชาติไอซ์แลนด์ ซึ่งนักกีฏวิทยา มัตติอัส อัลเฟรดส์ซอน ได้ยืนยันผลการตรวจ และระบุว่าสายพันธุ์นี้เป็นเรื่องปกติในบางส่วนของยุโรปและแอฟริกาเหนือ แต่ยังไม่ชัดเจนว่ายุงเหล่านี้เดินทางมาถึงไอซ์แลนด์ได้อย่างไร

ยาลทาซอนได้แชร์ข่าวการค้นพบนี้บนเฟซบุ๊ก พร้อมเขียนข้อความว่า “ผมรู้ทันทีว่านี่คือสิ่งที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน” และเสริมว่า “ป้อมปราการสุดท้ายดูเหมือนจะล่มสลายลงแล้ว”

World Population Review ระบุว่า สภาพอากาศที่หนาวเย็นของไอซ์แลนด์ และการขาดแคลนแหล่งน้ำนิ่งที่แมลงสามารถวางไข่ได้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไม่มีประชากรยุง แต่ในปีนี้ไอซ์แลนด์ได้ทำลายสถิติอุณหภูมิสูงหลายครั้ง

โดยปกติแล้ว อุณหภูมิสูงสุดในไอซ์แลนด์แทบจะไม่เกิน 20 องศาเซลเซียส ในเดือนพฤษภาคม และคลื่นความร้อนจะกินเวลาไม่เกิน 2-3 วัน แต่ในปีนี้ อุณหภูมิได้เกินเกณฑ์ดังกล่าวติดต่อกันถึง 10 วัน ในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ นอกจากนี้ ไอซ์แลนด์ยังได้บันทึก วันที่อากาศร้อนที่สุดในเดือนพฤษภาคม โดยมีอุณหภูมิสูงถึง 26.6 องศาฯ ที่สนามบินเอกิลสตาดีร์

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเช่นนี้อาจมีผลกระทบ “อย่างมีนัยสำคัญ” ต่อระบบนิเวศที่เปราะบาง ซึ่งปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศหนาวเย็นมาโดยตลอด การติดตามตรวจสอบเพิ่มเติมในฤดูใบไม้ผลิครั้งหน้า จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อดูว่ายุงสายพันธุ์นี้ “ได้ตั้งรกรากในไอซ์แลนด์อย่างแท้จริงหรือไม่”

นายยาลทาซอนตั้งข้อสันนิษฐานว่า ยุงอาจมาพร้อมกับเรือและตู้คอนเทนเนอร์ เนื่องจากพื้นที่ที่เขาพบอยู่ห่างจากท่าเรือกรุนดาร์ตังกิ เพียงประมาณ 6 กิโลเมตร และเชื่อว่าหากยุงสามตัวมาถึงสวนของเขาได้ ก็น่าจะมีมากกว่านี้อย่างแน่นอน.

ที่มา BBC

รัสเซียถล่มยูเครนระลอกใหม่ ดับ 6 ศพ หลังทรัมป์ยกเลิกเจรจาปูติน

รัสเซียถล่มยูเครนระลอกใหม่ ดับ 6 ศพ หลังทรัมป์ยกเลิกเจรจาปูติน

22 ต.ค. 2568 15:31 น.

รัสเซียถล่มยูเครนระลอกใหม่ ดับ 6 ศพ หลังทรัมป์ยกเลิกเจรจาปูติน

ประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี เผยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ศพ รวมถึงเด็ก 2 คน และบาดเจ็บ 21 คน จากการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธของรัสเซีย เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศล้มแผนการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ที่กรุงบูดาเปสต์

ประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน เปิดเผยว่ามีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 6 คน ซึ่งรวมถึง เด็ก 2 คน และบาดเจ็บอีก 21 คน จากการระดมโจมตีอย่างหนักด้วยโดรนและขีปนาวุธของรัสเซียเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยเขาระบุว่าเหตุการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นว่านานาชาติยังคงสร้างแรงกดดันต่อรัสเซียไม่เพียงพอ

การโจมตีครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศระงับแผนการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียที่กรุงบูดาเปสต์ โดยให้เหตุผลว่าไม่ต้องการให้เป็น “การประชุมที่เสียเปล่า” เนื่องจากเครมลินปฏิเสธข้อเรียกร้องให้หยุดยิงตามแนวหน้าในปัจจุบัน ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่มาจากทั้งทรัมป์และผู้นำยุโรป

กรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน เผชิญกับการโจมตีระลอกใหญ่เมื่อคืนที่ผ่านมา นับเป็นการโจมตีครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน ผู้เสียชีวิตในกรุงเคียฟ เป็นคู่สามีภรรยาวัย 60 ปีเศษ เสียชีวิตเมื่อโดรนพุ่งชนอาคารสูงในเมือง ส่วนพื้นที่โดยรอบภูมิภาคเคียฟ มีผู้เสียชีวิต 4 ราย ซึ่งรวมถึง ผู้หญิงคนหนึ่ง, ทารกวัย 6 เดือน และเด็กหญิงวัย 12 ปี

ตลอดทั้งคืน กรุงเคียฟตกอยู่ภายใต้การเตือนภัยขีปนาวุธนำวิถี และมีเสียงระเบิดดังก้องไปทั่วเมือง จนกระทั่งรุ่งเช้า เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเข้าควบคุมเพลิงในอาคารที่พักอาศัยหลายแห่ง นอกจากนี้ ทั่วประเทศยูเครน เป้าหมายการโจมตีของรัสเซียยังคงพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทำให้หลายพื้นที่ต้องประกาศตัดไฟฉุกเฉิน

ขณะเดียวกัน กองทัพยูเครนรายงานว่า เมื่อช่วงเย็นวันอังคาร ได้ใช้ขีปนาวุธร่อน “สตอร์ม ชาโดว์” ที่จัดหาโดยสหราชอาณาจักร โจมตีโรงงานเคมีของรัสเซีย ในภูมิภาคไบรอันสค์ ซึ่งติดชายแดนยูเครน

เจ้าหน้าที่ทหารระบุว่า การโจมตีครั้งนี้ “ประสบความสำเร็จ” และสามารถทะลวงระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซีย โดยโรงงานแห่งนี้ “ผลิตดินปืน วัตถุระเบิด และส่วนประกอบเชื้อเพลิงจรวดที่รัสเซียนำมาใช้ยิงถล่มดินแดนยูเครน”

ประธานาธิบดีเซเลนสกี ซึ่งมีกำหนดเยือนบริษัท ซาบ (Saab) ผู้ผลิตอาวุธของสวีเดนในวันนี้ กล่าวหลังกลับจากการเจรจากับทรัมป์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเขาไม่ประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวให้สหรัฐฯ จัดหาขีปนาวุธร่อนพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ว่า “ทันทีที่ประเด็นขีปนาวุธพิสัยไกลเริ่มห่างไกลจากยูเครน รัสเซียก็แทบจะลดความสนใจในการเจรจาทางการทูตลงโดยอัตโนมัติ”.

ที่มา BBC

พิกัดรังแก๊งสแกมเมอร์ ปอยเปต เครือข่าย “ออกญา ก็ก อาน” แหล่งใหญ่บัญชีม้า ฝั่งสระแก้ว

พิกัดรังแก๊งสแกมเมอร์ ปอยเปต เครือข่าย "ออกญา ก็ก อาน" แหล่งใหญ่บัญชีม้า ฝั่งสระแก้ว

22 ต.ค. 2568 14:04 น.

พิกัดรังแก๊งสแกมเมอร์ ปอยเปต เครือข่าย “ออกญา ก็ก อาน” แหล่งใหญ่บัญชีม้า ฝั่งสระแก้ว

เปิดพิกัดรังแก๊งสแกมเมอร์ ปอยเปต เครือข่าย “ออกญา ก็ก อาน” แหล่งใหญ่บัญชีม้า ฝั่งตรงข้ามสระแก้ว ชี้ตึกสูง 18 – 25 ชั้น แบ่งให้เครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์กว่า 100 แก๊ง พบเครือข่ายบัญชีม้าเจ้าของเป็นคนไทย

หลังเมื่อวานทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ เปิดพิกัดรังแก๊งสแกมเมอร์ ในพื้นที่ตรงข้าม “จันทบุรี-ตราด” ที่เป็นของนายทุนจีนเทา ที่แผ่ขยายเครือข่ายตลอดแนวชายแดน รอบนี้จะเป็นข้อมูลพิกัดฝั่งปอยเปต ตรงข้าม จ.สระแก้ว ซึ่งมีคนไทยเกี่ยวโยงเป็นเครือข่าย โดยเฉพาะแก๊งบัญชีม้า และเครือข่าย “ออกญา ก็ก อาน”

ข้อมูลฐานการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีในพื้นที่ฝั่งตรงข้าม จ.สระแก้ว มีดังนี้

1.พื้นที่ บ้านกระบาลสะเปียนมวย แขวงโอวโจรว เมืองปอยเปต จ.บันเตียเมียนเจย ฝั่งตรงข้ามจุดผ่านแดนบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ เป็นที่ตั้งของกลุ่ม Crown Casino ปัจจุบันได้ลงทุนในโครงการก่อสร้างตึกให้เช่าเป็นสำนักงานต่าง ๆ ซึ่งมีขบวนการคอลเซ็นเตอร์ และการพนันออนไลน์เข้ามาเช่าสำนักงานจำนวนมาก โดยมีอาคารที่เป็นบ่อนคาสิโน จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โครงการอาคาร Crown 25 ชั้น และโครงการอาคาร Crown 18 ชั้น

2.พื้นที่ บ้านกระบาลสะเปียนปี แขวงปอยเปต เมืองปอยเปต จ.บันเตียเมียนเจย ฝั่งตรงข้ามจุดผ่านแดนบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ เป็นที่ตั้งของกลุ่ม PULI CASINO & RESORT ซึ่งมีผู้บริหารชาวจีน จำนวน 2 คน คือ 1.นาย Weng Yong และ 2. นาย Lin Zhenwei และออกญา ก็ก อาน เจ้าของกลุ่มบริษัท Crown Casino เป็นหุ้นส่วนหลัก

3. ข้อมูลด้านความมั่นคง พื้นที่ อ.ปอยเปต จ.บันเตียเมียนเจย มีฐานปฏิบัติการอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 17 แห่ง โดยมีจุดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ 1. อาคารสูง 18 ชั้น และ อาคารสูง 25 ชั้น

โดยอาคารดังกล่าวมีการแบ่งเช่าให้อาชญากรชาวจีนเข้าไปดำเนินปฏิบัติการอาชญากรรมออนไลน์มากกว่า 100 กลุ่ม รวมทั้งเป็นพื้นที่สำหรับการจัดทำบัญชีม้า ซึ่งดำเนินการโดยเจ้าของชาวไทย ส่วนอาคารภูริคาสิโน พบชาวไทยเดินทางไปเป็นแรงงานจำนวนมาก และโกลเด้นแพลนเน็ตคาสิโน มีเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงของกัมพูชาเป็นเจ้าของ

OpenAI เปิดตัว “ChatGPT Atlas” เบราว์เซอร์ AI ท้าชน Google Chrome

OpenAI เปิดตัว "ChatGPT Atlas" เบราว์เซอร์ AI ท้าชน Google Chrome

22 ต.ค. 2568 13:11 น.

OpenAI เปิดตัว “ChatGPT Atlas” เบราว์เซอร์ AI ท้าชน Google Chrome

“โอเพนเอไอ” (OpenAI) เปิดตัวเบราว์เซอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ในชื่อ “ChatGPT Atlas” อย่างเป็นทางการ นับเป็นความท้าทายโดยตรงต่อการครองตลาดของ “กูเกิล โครม” (Google Chrome) โดยเบราว์เซอร์ใหม่นี้จะรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้และผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่การค้นหาแบบ AI อย่างเต็มตัว

การเปิดตัวครั้งนี้เป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของโอเพนเอไอ ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากฐานผู้ใช้งาน ChatGPT กว่า 800 ล้านคนต่อสัปดาห์ และขยายบทบาทเข้าสู่ชีวิตออนไลน์ของผู้ใช้งานมากขึ้น ผ่านการรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานเบราว์เซอร์ของผู้บริโภค

นักวิเคราะห์มองว่าการแข่งขันระหว่างโอเพนเอไอ และกูเกิล จะทวีความรุนแรงขึ้น และอาจเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สู่การค้นหาที่ขับเคลื่อนด้วย AI เนื่องจากผู้ใช้หันไปใช้เครื่องมือสนทนาที่สามารถสรุปและสังเคราะห์ข้อมูลให้ได้ แทนที่จะต้องพึ่งพาผลการค้นหาตามคีย์เวิร์ดแบบดั้งเดิม

Atlas นับเป็นผู้เล่นรายล่าสุดในตลาดเบราว์เซอร์ AI ที่มีการแข่งขันสูง เช่น Perplexity’s Comet, Brave Browser และ Opera’s Neon โดยบริษัทต่าง ๆ กำลังเร่งรวมเครื่องมือที่สามารถสรุปหน้าเว็บ, กรอกแบบฟอร์ม และร่างโค้ด เพื่อดึงดูดผู้ใช้

แถบด้านข้าง ของ Atlas อนุญาตให้ผู้ใช้เปิดแถบด้านข้างของ ChatGPT ในหน้าต่างใดก็ได้ เพื่อใช้ สรุปเนื้อหา, เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ หรือวิเคราะห์ข้อมูล จากเว็บไซต์ใด ๆ

ส่วนโหมดตัวแทน (Agent Mode) สำหรับผู้ใช้แบบชำระเงิน ChatGPT สามารถโต้ตอบกับเว็บไซต์แทนผู้ใช้ เพื่อทำงานให้เสร็จสิ้นตั้งแต่ต้นจนจบ เช่น การค้นคว้าข้อมูลและการวางแผนช้อปปิ้งสำหรับการเดินทาง

ในการสาธิต นักพัฒนาของโอเพนเอไอ ได้แสดงวิธีการที่ ChatGPT สามารถค้นหาสูตรอาหารออนไลน์ และดำเนินการซื้อส่วนผสมทั้งหมดให้โดยอัตโนมัติ โดยตัวแทน AI ได้นำทางไปยังเว็บไซต์ Instacart และเพิ่มของชำที่จำเป็นลงในรถเข็น ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที

เบราว์เซอร์ดังกล่าวพร้อมใช้งานทั่วโลกแล้วสำหรับระบบ macOS ของ Apple ส่วนเวอร์ชันสำหรับ Windows, iOS และ Android จะตามมาในภายหลัง

นับตั้งแต่โอเพนเอไอ เปิดตัว ChatGPT ในปี 2022 บริษัทก็เผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากกูเกิล และสตาร์ทอัพอย่าง Anthropic ทำให้ต้องหาพื้นที่การเติบโตใหม่

ในขณะเดียวกันกูเกิลก็ได้พัฒนาการตอบสนองต่อพฤติกรรมการค้นหาที่เปลี่ยนไป โดยขณะนี้ผลการค้นหาของ Google แต่ละรายการสามารถแสดง ภาพรวม AI  หรือ โหมด AI ควบคู่ไปกับลิงก์แบบดั้งเดิม เพื่อนำเสนอประสบการณ์ที่เหมือนแชตบอต นอกจากนี้เมื่อเดือนที่แล้วกูเกิลได้รวมโมเดล Gemini AI เข้ากับเบราว์เซอร์ Chrome สำหรับผู้ใช้ในสหรัฐฯ

แม้จะมีการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น กูเกิล โครมยังคงครองตลาดเบราว์เซอร์ทั่วโลกด้วยส่วนแบ่ง 71.9% จากข้อมูล ณ เดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าเบราว์เซอร์ใหม่จากโอเพนเอไอ สามารถนำมาซึ่งการแข่งขันครั้งใหม่สำหรับตลาดโฆษณา

กิล ลูเรีย นักวิเคราะห์จาก D.A. Davidson กล่าวว่า “การรวมแชตบอตเข้ากับเบราว์เซอร์ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นให้โอเพนเอไอเริ่มขายโฆษณา ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่เคยทำมาก่อน หากโอเพนเอไอเริ่มขายโฆษณา นั่นอาจดึงส่วนแบ่งโฆษณาจากการค้นหาไปจากกูเกิลได้อย่างมีนัยสำคัญ”.

ที่มา Reuters

ยูเอ็นเตรียมลงนามข้อตกลงอาชญากรรมไซเบอร์ที่เวียดนาม

ยูเอ็นเตรียมลงนามข้อตกลงอาชญากรรมไซเบอร์ที่เวียดนาม

22 ต.ค. 2568 12:18 น.

ยูเอ็นเตรียมลงนามข้อตกลงอาชญากรรมไซเบอร์ที่เวียดนาม

ข้อตกลงสำคัญของสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกหลายล้านล้านดอลลาร์ต่อปี เตรียมลงนามที่กรุงฮานอยสุดสัปดาห์นี้ แต่กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนักเคลื่อนไหวและบริษัทเทคโนโลยี ว่าอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือเฝ้าระวังหรือละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น มากกว่าปราบปรามอาชญากรรมจริง

ตัวแทนจากหลายสิบประเทศเตรียมลงนามในข้อตกลงสำคัญว่าด้วยอาชญากรรมไซเบอร์ของสหประชาชาติ ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ในสุดสัปดาห์นี้ แม้จะมีความกังวลถึงความเสี่ยงต่อสิทธิมนุษยชน

ข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เมื่อได้รับการให้สัตยาบันจาก 40 ประเทศ ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยสหประชาชาติคาดหวังว่าจะช่วยให้การรับมือกับอาชญากรรมไซเบอร์รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ได้รับคำเตือนเรื่องการละเมิดสิทธิที่อาจเกิดขึ้นจากนักเคลื่อนไหว บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ รวมถึงข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ โดยระบุว่าถ้อยคำที่คลุมเครือเกี่ยวกับนิยามอาชญากรรม อาจอำนวยความสะดวกมากกว่าการต่อสู้กับกิจกรรมที่ผิดกฎหมายเสียเอง

Cybersecurity Tech Accord ซึ่งเป็นกลุ่มพันธมิตรที่รวมถึง เมตา และ ไมโครซอฟต์ ได้เรียกข้อตกลงนี้ว่า “สนธิสัญญาสอดแนม” ที่จะเอื้อให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนตัวระหว่างรัฐบาล และเสี่ยงที่จะทำให้ “อาชญากรสามารถก่ออาชญากรรมไซเบอร์ได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่ยากขึ้น”

ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติยังเตือนระหว่างการเจรจาว่า “กฎหมายที่มีคำจำกัดความอาชญากรรมไซเบอร์กว้างเกินไป มักถูกนำมาใช้เพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกอย่างไม่เหมาะสม”

นอกจากนั้น การเลือกเวียดนามเป็นเจ้าภาพได้ก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์ เนื่องจากประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยรายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อเดือนสิงหาคมระบุถึง “ประเด็นสำคัญด้านสิทธิมนุษยชน” ในเวียดนาม รวมถึงการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกทางออนไลน์

กลุ่มฮิวแมน ไรต์ วอตช์ รายงานว่า ปีนี้มีผู้ถูกจับกุมในเวียดนามอย่างน้อย 40 คน ในข้อหาก่ออาชญากรรม ซึ่งรวมถึงการโพสต์ข้อความต่อต้านรัฐบาลทางออนไลน์

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เวียดนามกล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ในเวทีระหว่างประเทศ และเห็นว่าข้อตกลงนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างการป้องกันทางไซเบอร์ของประเทศ

สหประชาชาติระบุว่า ข้อตกลงฉบับนี้มีเป้าหมายครอบคลุมอาชญากรรมหลากหลาย ตั้งแต่การฟิชชิง, มัลแวร์เรียกค่าไถ่ ไปจนถึงการค้ามนุษย์ออนไลน์ และการกล่าวถ้อยคำแสดงความเกลียดชัง โดยอ้างอิงประมาณการว่าอาชญากรรมไซเบอร์ทำให้เศรษฐกิจโลกต้องสูญเสียเงินหลายล้านล้านดอลลาร์ในแต่ละปี

สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ซึ่งเป็นผู้นำการเจรจา ได้กล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวมีบทบัญญัติเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน และเปิดโอกาสให้รัฐสามารถปฏิเสธคำร้องขอความร่วมมือที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศได้

ทั้งนี้ นายอันโตนิโอ กูแตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ มีกำหนดการเข้าร่วมพิธีลงนามในวันที่ 25 ต.ค. นี้.


ที่มา Reuters

สามีนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก ลั่นขอสนับสนุนเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง ทำอาหารให้ภรรยา

สามีนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก ลั่นขอสนับสนุนเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง ทำอาหารให้ภรรยา

22 ต.ค. 2568 11:38 น.

สามีนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก ลั่นขอสนับสนุนเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง ทำอาหารให้ภรรยา

อดีต ส.ส. ทาคุ ยามาโมโตะ คู่สมรสของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ประกาศตัวขอเป็น “สามีพรางตัว” สนับสนุนภรรยาด้วยการทำอาหารและอยู่เบื้องหลัง ไม่ให้ตัวตนของเขาเป็นอุปสรรคต่อวิสัยทัศน์ของนายกฯ คนใหม่

สื่อญี่ปุ่นรายงานคำกล่าวของนายทาคุ ยามาโมโตะ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นคู่สมรสของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น โดยเขากล่าวว่า เขาหวังว่าจะสนับสนุนภรรยาด้วยการเป็น “สามีพรางตัว” คอยทำอาหารให้ แต่จะหลีกเลี่ยงการปรากฏตัวต่อสาธารณะ

คำกล่าวนี้มีขึ้นหนึ่งวันหลังจากที่นางทาคาอิจิ ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี หลังการจัดตั้งรัฐบาลผสมในนาทีสุดท้าย

สถานีโทรทัศน์ฟุกุอิ รายงานว่า นายยามาโมโตะกล่าวเมื่อวันอังคารว่า “ไม่เหมือนกับในโลกตะวันตก มันจะดีกว่าหากคู่ชีวิตอยู่ให้พ้นจากสปอตไลท์” เขาเน้นย้ำว่าเป็นเรื่องสำคัญที่นางทาคาอิจิ ซึ่งชนะการเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ในเดือนนี้ จะสามารถทำงานร่วมกับรัฐบาลผสม “เพื่อสานต่อวิสัยทัศน์ในฐานะนายกรัฐมนตรี” ได้

เขากล่าวตามรายงานของหนังสือพิมพ์อาซาฮี, ฟูจิทีวี และสื่ออื่น ๆ ว่า “ผมต้องการให้การสนับสนุนที่มั่นคงในฐานะ “สามีพรางตัว” เพื่อให้มั่นใจว่าการมีอยู่ของผมจะไม่กลายเป็นอุปสรรคต่อสิ่งนั้น” 

นายยามาโมโตะ ซึ่งเคยเป็นสมาชิกพรรคแอลดีพีเช่นเดียวกับภรรยา ได้แต่งงานกับนางทาคาอิจิในปี 2004 ก่อนจะหย่าร้างกันในปี 2017 โดยอ้างถึง “ความแตกต่างทางทัศนคติทางการเมือง” อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ได้แต่งงานใหม่ในปี 2021 หลังจากที่นายยามาโมโตะได้ให้การสนับสนุนนางทาคาอิจิในการลงสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแอลดีพีในปีเดียวกัน

แม้ว่าในเวลาต่อมา นายยามาโมโตะจะพ่ายแพ้การเลือกตั้งที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร แต่เขากล่าวกับสื่อว่า ต้องการใช้ประสบการณ์ทางการเมืองของตนเพื่อช่วยภรรยา และเขายัง “ทำอาหารเก่ง” จึงต้องการสนับสนุนเธอด้วยการทำอาหารเตรียมไว้ให้ด้วย

ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในอาคารที่พักสำหรับสมาชิกสภาในกรุงโตเกียว โดยมีรายงานว่า นางทาคาอิจิคอยดูแลนายยามาโมโตะด้วย หลังจากที่เขาต้องเข้ารับการรักษาอาการเส้นเลือดในสมองตีบ และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากในปีนี้

ทั้งนี้ ในการสมรสครั้งแรก นางทาคาอิจิใช้นามสกุลของสามี แต่ในการแต่งงานครั้งที่สอง นายยามาโมโตะเป็นผู้ใช้นามสกุล “ทาคาอิจิ” โดยนางทาคาอิจิมีจุดยืนทางการเมืองที่ต่อต้านการแก้ไขกฎหมายศตวรรษที่ 19 ที่บังคับให้คู่สามีภรรยาต้องใช้นามสกุลเดียวกัน ซึ่งมักส่งผลให้ภรรยาต้องเปลี่ยนไปใช้นามสกุลสามีเป็นส่วนใหญ่.

ประเมินมูลค่าเครื่องเพชรที่ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ สูงลิ่วกว่า 3,400 ล้านบาท

ประเมินมูลค่าเครื่องเพชรที่ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ สูงลิ่วกว่า 3,400 ล้านบาท

22 ต.ค. 2568 09:39 น.

ประเมินมูลค่าเครื่องเพชรที่ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ สูงลิ่วกว่า 3,400 ล้านบาท

ฝรั่งเศสเผยเครื่องประดับอัญมณีล้ำค่าที่ถูกขโมยจาก พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ใจกลางกรุงปารีส มีมูลค่ารวมสูงถึง 88 ล้านยูโร หรือราว 3,400 ล้านบาท หวั่นถูกแยกชิ้นส่วนขาย

ทางการฝรั่งเศสมีการประเมินมูลค่า เครื่องประดับและอัญมณีล้ำค่าที่ถูกขโมยจาก พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ใจกลางกรุงปารีส ซึ่งคนร้ายใช้เวลาก่อเหตุเพียง 8 นาที มีมูลค่ารวมสูงถึง 88 ล้านยูโร หรือราว 3,400 ล้านบาท แต่หากประเมินเป็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์แล้วนับว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าจนประเมินค่าไม่ได้

ลอเร เบกกูโอ อัยการกรุงปารีส เปิดเผยกับสถานีวิทยุ RTL ว่า ของที่ถูกขโมยไปประกอบด้วย สร้อยเพชรและมรกตที่จักรพรรดิ นโปเลียน โบนาปาร์ต มอบให้พระมเหสี, มงกุฎที่เคยสวมโดย จักรพรรดินีอูชีนี พระชายาของนโปเลียนที่ 3, และเครื่องประดับของ สมเด็จพระราชินีมารี-อาเมลี แห่งฝรั่งเศส ส่วนมงกุฏของจักรพรรดินีอูชีนีเจ้าหน้าที่สามารถนำกลับคืนมาได้หลังกลุ่มคนร้ายทำหล่นขณะรีบหนีจากที่เกิดเหตุ แต่มงกุฏก็ได้รับความเสียหาย และยังไม่รู้ว่าจะซ่อมแซมได้ดังเดิมหรือไม่

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ออกแถลงการณ์ประณามเหตุโจรกรรมครั้งนี้ว่าเป็นการโจมตีมรดกทางวัฒนธรรมของชาติฝรั่งเศส ขณะที่กระทรวงยุติธรรมระบุว่า ระบบรักษาความปลอดภัยของลูฟวร์ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง หลังรายงานเบื้องต้นชี้ว่าหนึ่งในสามของห้องจัดแสดงไม่มีระบบกล้องวงจรปิด และสัญญาณเตือนไม่ทำงาน

ฌีราลด์ ดาร์มานัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยอมรับว่าการที่คนร้ายสามารถขับรถบรรทุกเข้าใกล้ตัวพิพิธภัณฑ์ได้ เป็นภาพลักษณ์ที่เลวร้ายอย่างยิ่งสำหรับฝรั่งเศส

เจ้าหน้าที่เชื่อว่าคนร้ายเป็น ทีมโจรกรรมระดับมืออาชีพ เนื่องจากการปฏิบัติการรวดเร็วและมีการเตรียมการอย่างละเอียดผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตามศิลปะที่ถูกขโมยเผยว่า เจ้าหน้าที่มีเวลาเพียง 1–2 วันเท่านั้น ในการติดตาม ก่อนที่เครื่องเพชรเหล่านี้จะถูก แยกชิ้นส่วนหลอมละลาย และลักลอบขายในตลาดมืดนอกประเทศในราคาต่ำกว่าความจริงหลายสิบเท่า

เหตุโจรกรรมครั้งนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อประเทศฝรั่งเศส เพราะลูฟวร์ถือเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลก และเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมสำคัญของชาติหลายฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปรับปรุงระบบความปลอดภัยรอบสถานที่ทางศิลปวัฒนธรรมทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

“แพทองธาร” ถึงเพื่อไทย “สมศักดิ์-สุดาวรรณ” รอรับ จับตาเคาะชื่อคนชิงเก้าอี้หัวหน้าใหม่

“แพทองธาร” ถึงเพื่อไทย “สมศักดิ์-สุดาวรรณ” รอรับ จับตาเคาะชื่อคนชิงเก้าอี้หัวหน้าใหม่

22 ต.ค. 2568 09:36 น.

“แพทองธาร” ถึงเพื่อไทย “สมศักดิ์-สุดาวรรณ” รอรับ จับตาเคาะชื่อคนชิงเก้าอี้หัวหน้าใหม่

“แพทองธาร ชินวัตร” เข้าพรรคเพื่อไทยประชุม สส. – กรรมการบริหารพรรค เตรียมลาออกหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จับตาเคาะชื่อคนชิงเก้าอี้หัวหน้าคนใหม่ ท่ามกลางกระแสเลือดไหลออกไม่หยุด

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อประชุม สส. และคณะกรรมการบริหารพรรค หลังมีข่าววานนี้การถึงการลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยในวันนี้

โดยทันทีที่ นางสาวแพทองธาร มาถึงที่ทำการพรรคได้เดินลงจากรถโดยมี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และนางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล แกนนำพรรคเพื่อไทย ยืนรอต้อนรับ จากนั้น นางสาวแพทองธาร เดินไปทำความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยิ้มทักทายกับสื่อมวลชนเล็กน้อย โดยไม่ได้กล่าวใดๆ ก่อนจะเดินขึ้นไปที่ชั้น 3 เพื่อเตรียมเข้าประชุม

อย่างไรก็ตาม วันนี้ต้องจับตาว่าหลังมีกระแสข่าวว่า นางสาวแพทองธาร จะขอลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เนื่องจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเรื่องคุณสมบัติอาจมีผลต่อการทำหน้าที่ของหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและจะรับรองการลงสมัครของ สส. ของพรรคเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกร้องเรียนและนำไปสู่การยุบพรรค วันนี้แกนนำจะหารือเพื่อหาข้อสรุปถึงชื่อของบุคคลที่จะมาทำหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่นำพรรคเพื่อไทย เดินต่อไปข้างหน้าท่ามกลางกระแสความนิยมของพรรคที่ตอนนี้อยู่ในช่วงขาลง

ขณะที่มีกระแสข่าวว่ามีชื่อของบุคคลที่อาจจะได้รับการเสนอให้เป็นหัวหน้าพรรคทั้ง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ หรือแม้แต่ นายภูมิธรรม เวชยชัย และต้องจับตาการเป็นผู้นำของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้จะเลือกคนรุ่นใหม่มาบริหารและสู้ศึกของการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าที่คาดว่าจะเข้มข้นกว่าเดิม.

ระอุรับ APEC เกาหลีเหนือยิงทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปโชว์พลัง ก่อนผู้นำโลกเยือนเกาหลีใต้

ระอุรับ APEC เกาหลีเหนือยิงทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปโชว์พลัง ก่อนผู้นำโลกเยือนเกาหลีใต้

22 ต.ค. 2568 08:56 น.

ระอุรับ APEC เกาหลีเหนือยิงทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปโชว์พลัง ก่อนผู้นำโลกเยือนเกาหลีใต้

เกาหลีเหนือโชว์พลังยิงทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลไปทางทิศตะวันออกเมื่อวันพุธ ก่อนหน้าที่ผู้นำโลกจะเดินทางไปยังเกาหลีใต้เพื่อเข้าร่วมการประชุม APEC ในสัปดาห์หน้า

กองทัพเกาหลีใต้รายงานว่า เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกลไปทางทิศตะวันออกเมื่อวันพุธ (22 ต.ค.) โดยยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะของการยิงในครั้งนี้ โดยก่อนหน้านี้ สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้รายงานว่า การยิงดังกล่าวมุ่งสู่ทะเลทางตะวันออกของคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งเป็นจุดที่เกาหลีเหนือเคยทดสอบยิงขีปนาวุธหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเปียงยางได้ยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้หลายลูกจากชายฝั่งตะวันออกของประเทศ

การยิงขีปนาวุธครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่ผู้นำจากหลายประเทศจะเดินทางมาเยือนกรุงโซลในสัปดาห์หน้า เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ APEC ซึ่งรวมถึง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน

นี่ถือเป็นการทดสอบยิงขีปนาวุธครั้งแรกของเกาหลีเหนือนับตั้งแต่ ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เกาหลีเหนือเพิ่งจัดขบวนสวนสนามทางทหารครั้งใหญ่ โชว์ขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) รุ่นใหม่ที่ระบุว่าเป็นรุ่นที่ทรงพลังที่สุดของประเทศ โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจาก รัสเซีย และ จีน เข้าร่วมในพิธีด้วย

เปียงยางระบุว่าขีปนาวุธรุ่นใหม่ชื่อ ฮวาซอง-20 มีพิสัยการยิงไม่จำกัดระยะทาง และก่อนหน้านั้นเมื่อเดือนกันยายน คิมจองอึน ได้เดินทางไปตรวจสอบการทดสอบเครื่องยนต์เชื้อเพลิงแข็งสำหรับขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยไกล ซึ่งเป็นการทดสอบครั้งที่ 9 และครั้งสุดท้าย ก่อนเตรียมการยิงทดสอบจริงในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการทดสอบอาวุธอย่างต่อเนื่อง แต่เปียงยางก็เริ่มส่งสัญญาณเปิดรับการเจรจากับสหรัฐฯ อีกครั้ง หลังความสัมพันธ์ระหว่าง คิมจองอึน และ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของคาบสมุทรเกาหลี

ทั้งสองเคยพบกันถึง 3 ครั้งระหว่างการดำรงตำแหน่งของทรัมป์ โดยการประชุมสุดยอดครั้งสุดท้ายในกรุงฮานอยเมื่อปี 2019 ต้องล่มลง หลังสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้เรื่องเงื่อนไขการปลดอาวุธนิวเคลียร์

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา คิมจองอึนกล่าวผ่านสื่อทางการว่า เขายังมีความทรงจำที่ดีต่อทรัมป์ และพร้อมจะพบกันอีกครั้ง หากสหรัฐฯยอมรับความจริงและยุติความหมกมุ่นเรื่องการปลดนิวเคลียร์ พร้อมยืนยันว่าหากวอชิงตันต้องการอยู่ร่วมกันอย่างสันติก็ไม่มีเหตุผลใดที่เราจะไม่พบกัน

การยิงขีปนาวุธครั้งล่าสุดของเกาหลีเหนือมีขึ้นในช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อน ทั้งก่อนการประชุม APEC Summit และท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างชาติมหาอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนืออาจเป็นทั้งการส่งสัญญาณเชิงการเมือง เพื่อแสดงอำนาจทางทหาร และการทดสอบขีดความสามารถของขีปนาวุธรุ่นใหม่ ก่อนจะประกาศเปิดทดสอบเต็มรูปแบบในอนาคตอันใกล้.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีเหนือ