จีนเรียกร้อง สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน หยุดสู้กัน หวั่นเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

จีนเรียกร้อง สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน หยุดสู้กัน หวั่นเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

4 มี.ค. 2569 22:57 น.

จีนเรียกร้อง สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน หยุดสู้กัน หวั่นเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

จีนเรียกร้องให้อิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล หยุดการสู้รบโดยทันที เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

เมื่อวันพุธที่ 4 มี.ค. 2569 นายหลิน เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งน้ำมันที่อิหร่านควบคุมพื้นที่บางส่วนอยู่นั้น เป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญสำหรับสินค้าและพลังงาน การรักษาภูมิภาคให้มั่นคงและปลอดภัยถือเป็นประโยชน์ร่วมกันของประชาคมนานาชาติ

“จีนขอเรียกร้องให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง (อิหร่าน สหรัฐฯ อิสราเอล) ยุติปฏิบัติการทางทหารในทันที หลีกเลี่ยงไม่ให้สถานการณ์ความตึงเครียดบานปลายยิ่งขึ้น และป้องกันไม่ให้ความวุ่นวายในภูมิภาคสร้างความเสียหายต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกไปมากกว่านี้” นายหลินระบุ

ทั้งนี้ ประมาณครึ่งหนึ่งของการนำเข้าน้ำมันดิบ และ 29% ของการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของจีน ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่กาตาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตก๊าซรายใหญ่ที่สุดของโลก กล่าวเมื่อวันพุธว่า ตอนนี้การส่งออก LNG ของประเทศได้หยุดชะงักลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว

นอกจากนี้ ปริมาณน้ำมันมากกว่า 20% ของโลกต้องเคลื่อนผ่านช่องแคบแห่งนี้ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงนับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านอุบัติขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยอิหร่านขู่ว่าจะโจมตีเรือทุกลำที่แล่นผ่านช่องแคบนี้ ทำให้การเดินเรือลดลงอย่างมาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

พบแล้ว 80 ศพ เหตุเรือดำน้ำสหรัฐฯ จมเรือรบอิหร่านใกล้ศรีลังกา

พบแล้ว 80 ศพ เหตุเรือดำน้ำสหรัฐฯ จมเรือรบอิหร่านใกล้ศรีลังกา

4 มี.ค. 2569 21:58 น.

พบแล้ว 80 ศพ เหตุเรือดำน้ำสหรัฐฯ จมเรือรบอิหร่านใกล้ศรีลังกา

เจ้าหน้าที่ศรีลังกาพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 80 ศพ หลังจากเรือรบของอิหร่านถูกเรือดำน้ำสหรัฐฯ ยิงจนจมลงสู่ก้นทะเลในมหาสมุทรอินเดีย ทำให้ตอนนี้เหลือผู้สูญหายอีกราว 68 คน

สำนักข่าว รอยเตอร์ส รายงานเมื่อวันพุธ 4 มี.ค. 2569 ว่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของศรีลังกาเปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นว่า เจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิตจากเหตุเรือรบของอิหร่านถูกเรือดำน้ำสหรัฐฯ โจมตีจนอับปางในมหาสมุทรอินเดียแล้วอย่างน้อย 80 ศพ

เหตุโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้ามืดวันพุธ โดยเจ้าหน้าที่ของศรีลังกาช่วยผู้รอดชีวิตได้ 32 ราย แต่ยังมีผู้สูญหายอีก 148 คน แต่จากแถลงการณ์ล่าสุดหมายความว่า ตอนนี้เหลือผู้ที่ยังไม่ทราบชะตากรรมอีกประมาณ 68 คน

เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยอมรับระหว่างการแถลงข่าวที่ตึกกระทรวงกลาโหมว่า เรือฟริเกตชื่อว่า “IRIS Dena” ของกองทัพเรืออิหร่าน ถูกเรือดำน้ำสหรัฐฯ ยิงตอร์ปิโดใส่จนจมลงก้นทะเล ขณะเดินทางอยู่ในน่านน้ำสากล

“เรือดำน้ำอเมริกันจมเรือรบอิหร่านลำหนึ่งที่คิดว่าตนเองปลอดภัยอยู่ในน่านน้ำสากล” นายเฮกเซธกล่าว “แต่ความจริงคือมันถูกจมลงด้วยตอร์ปิโด” และ “นี่เป็นการใช้ตอร์ปิโดจมเรือของศัตรูเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ส่อง “กองกำลังติดอาวุธ” พันธมิตรอิหร่าน จับตาเป็นไพ่ตาย ใช้ตอบโต้สหรัฐฯ

ส่อง "กองกำลังติดอาวุธ” พันธมิตรอิหร่าน จับตาเป็นไพ่ตาย ใช้ตอบโต้สหรัฐฯ

4 มี.ค. 2569 21:31 น.

ส่อง “กองกำลังติดอาวุธ” พันธมิตรอิหร่าน จับตาเป็นไพ่ตาย ใช้ตอบโต้สหรัฐฯ

ส่อง “กองกำลังติดอาวุธ” พันธมิตรอิหร่าน จับตาร่วมตอบโต้สหรัฐฯ-อิสราเอล ยกระดับความรุนแรง ผู้เชี่ยวชาญคาดอาจถูกใช้เป็น “ไพ่ตาย” ก่อการร้าย-โจมตีพลเรือน ⁣

จากกรณีเมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา สหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากปฏิบัติการ Epic Fury โจมตีทางอากาศต่อ อิหร่าน หลังการเจรจานิวเคลียร์ทางอ้อมรอบที่ 3 ระหว่างวอชิงตันและเตหะรานในกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไม่ประสบความสำเร็จตามที่รัฐบาลทรัมป์ต้องการ โดยอ้างว่าเพื่อทำลายคลังแสงและโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร ป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และได้มีการสังหาร อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน พร้อมผู้นำทหารและนักการเมืองระดับสูงอีกหลายคน

ซึ่งทางอิหร่านก็ไม่ยกธงขาวง่ายๆ เดินหน้าเลือกผู้นำคนใหม่ และทำการตอบโต้ทันที ภายใต้ปฏิบัติการชื่อ True Promise IV ยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีไปยังอิสราเอลและประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง เช่น UAE กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน คูเวต จอร์แดน อิรัก โดยมีการโจมตีสนามบินนานาชาติดูไบ แท่นขุดเจาะน้ำมัน ฐานทัพสหรัฐฯ รวมถึงขู่ปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันและสินค้าที่สำคัญ ทำให้กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันทั่วโลก

ไม่เพียงแต่การตอบโต้ของกองทัพ 2 ฝ่ายเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่รู้กันโดยทั่วไปว่า อิหร่านให้การสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธหลายกลุ่มในภูมิภาคตะวันออกกลาง และทางผู้เชี่ยวชาญมองว่า กลุ่มตัวแทนเหล่านี้อาจถูกใช้งานเพื่อโจมตีเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ รวมถึงพลเรือน และทำให้ความตึงเครียดในภูมิภาคขยายตัวมากยิ่งขึ้น

กลุ่มติดอาวุธ พันธมิตร “อิหร่าน”

อิหร่าน ได้จัดตั้งและให้การสนับสนุนหลายกองกำลังติดอาวุธพันธมิตรทั่วพื้นที่ตะวันออกกลาง โดยมีกองกำลังคุดส์ (Quds Force) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ทำหน้าที่หลักในการประสานงาน ให้การฝึกฝน สนับสนุนอาวุธและเงินทุน เพื่อให้กลุ่มเหล่านี้รักษาผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ให้อิหร่านในภูมิภาค เครือข่ายเหล่านี้ถูกเรียกว่า “แนวร่วมแห่งการต่อต้าน” (Axis of Resistance) ซึ่งมีเป้าหมายร่วมกัน ในการต่อต้านอิทธิพลมหาอำนาจตะวันตกและทำลายอิสราเอล

กลุ่มตัวแทน (proxy) หลักของอิหร่าน คือกองกำลังจากประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมนิกายชีอะห์ เช่น อิรัก เลบานอน อย่างไรก็ตามก็มีกลุ่มติดอาวุธที่เป็นมุสลิมนิกายซุนนีที่อิหร่านสนับสนุนเช่นกัน คือ ดินแดนปาเลสไตน์ ซีเรีย และเยเมน

  • ฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah)

ก่อตั้งขึ้นเมื่อช่วงปี ค.ศ. 1980s มีฐานใหญ่อยู่ในประเทศเลบานอน เป็นกลุ่มติดอาวุธที่ “ทรงพลัง” ที่สุดในตะวันออกกลาง จนถูกขนานนามว่าเป็น “รัฐซ้อนรัฐ” นอกจากนี้ยังมีสายลับแฝงตัว (sleeper cell) อยู่ทั่วทุกมุมโลก และพร้อมเคลื่อนไหวหากได้รับคำสั่ง โดยคาดกันว่ามีกองกำลังอยู่ราว 4-5 หมื่นคน แต่บางแหล่งระบุว่าอาจมีถึง 1 แสนคน และมีอาวุธจำนวนมาก บางรายงานเปิดเผยว่า มีจรวดและมิสไซล์หลายระยะ รวมกันกว่า 1.5 – 2 แสนลูก

ยุทธวิธีของฮิซบอลเลาะห์มีหลากหลาย ตั้งแต่การยิงขีปนาวุธข้ามพรมแดน การใช้โดรนพลีชีพ การขุดอุโมงค์แทรกซึม ไปจนถึงการปฏิบัติการก่อการร้ายในระดับสากล

อิหร่าน ถูกระบุว่าเป็นผู้สนับสนุนหลักของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ทั้งการฝึกฝนกองกำลัง อาวุธ และเงินทุนหลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะเดียวกันก็ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของบาชาร์ อัล-อัสซาด ในซีเรีย รวมถึงเงินทุนจากกลุ่มธุรกิจที่ถูกกฎหมาย เครือข่ายอาชญากรรมระหว่างประเทศ และชุมชนชาวเลบานอนในต่างแดนด้วย

โคลิน คลาร์ก ผู้อำนวยการบริหารของ Soufan Center สถาบันวิจัยด้านความมั่นคงและต่อต้านการก่อการร้าย ในนิวยอร์ก สหรัฐฯ มองว่า ฮิซบอลเลาะห์ เป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่โลกตะวันตกต้องกังวลมากที่สุด และมีขีดความสามารถที่จะทำให้สถานการณ์มีความซับซ้อนรุนแรงมากขึ้น

กลุ่มฮิซบอลเลาะห์
กลุ่มฮิซบอลเลาะห์
  • กบฏฮูตี (Houthis)

มีฐานอยู่ในประเทศเยเมน ก่อตั้งขบวนการในช่วงทศวรรษ 1990 และได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในปี 2014 หลังออกมาต่อต้านรัฐบาลเยเมนจนกลายมาเป็นสงครามกลางเมือง

ปัจจุบันกบฏฮูตีควบคุมเมืองหลวงซานอา และพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ควบคุมหลายจุดยุทธศาสตร์สำคัญตามแนวชายฝั่งทะเลแดง รวมถึงเมืองท่าสำคัญอย่างเมืองโฮเดดาห์ มีอำนาจเหนือช่องแคบบาบุลมันดับ ซึ่งอยู่ใต้สุดของทะเลแดง และเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่เชื่อมเอเชียกับยุโรป

ตั้งแต่เดือน พ.ย. 2023 กบฏฮูตี ได้โจมตีเรือพลเรือนและเรือรบในทะเลแดงที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับอิสราเอล เพื่อเป็นการตอบโต้ที่อิสราเอลทำสงครามในฉนวนกาซา ทำให้การขนส่งในทะเลแดงลดลงอย่างมาก

ข้อมูลของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อปี 2010 ได้ประมาณการว่า กลุ่มกบฏฮูตีมีสมาชิก 100,000 – 120,000 คน ทั้งที่เป็นกำลังทหารและพลเรือนผู้ให้การสนับสนุนโดยไม่ติดอาวุธ ขณะที่สำนักข่าว AP รายงานเมื่อปี 2024 ว่ากลุ่มกบฏฮูตี อาจมีจำนวนมากถึง 350,000 คน 

อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านข่าวกรองของสหรัฐฯ ซึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว The Hill ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ควรกังวลกับกลุ่มฮูตีให้มากกว่านี้ โดยกบฏฮูตี เคยตกเป็นเป้าหมายของสหรัฐฯ ในปฏิบัติการ Rough Rider เมื่อช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. เพื่อทำลายคลังอาวุธ ปกป้องเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง แต่ปฏิบัติการก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก และกลุ่มฮูตีก็กลับมาโจมตีเรือพาณิชย์ได้อย่างรวดเร็ว

“ผมจะกังวลมากกว่า ว่ากลุ่มฮูตีจะพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน และโจมตีโดยตรงต่อพลเรือนชาวอิสราเอล” เจ้าหน้าที่รายนี้กล่าว

  • ฮามาส (Hamas) และ กลุ่มอิสลามิก จิฮาด (PIJ)

มีฐานอยู่ในปาเลสไตน์ โดยฮามาสก่อตั้งในปี 1987 ขณะที่ PIJ ก่อตั้งในปี 1970 โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือต่อต้านอิสราเอลและสถาปนารัฐอิสลามในปาเลสไตน์ ในช่วงก่อนหน้าสงครามในฉนวนกาซาเมื่อ ต.ค.2023 ฮามาสมีขีดความสามารถในการผลิตจรวดได้เอง และมีคลังแสงจรวดและปืนครกกว่า 20,000 ลูก ยุทธวิธีหลักคือการใช้จรวด ระเบิดพลีชีพ และการบุกจู่โจมแบบสายฟ้าแลบ 

ขณะที่ PIJ เป็นกลุ่มขนาดเล็กและลับสุดยอด คาดมีสมาชิกหลักพันคน โดยเน้นทำงานใต้ดิน เชี่ยวชาญการระเบิดพลีชีพและโจมตีเป้าหมายทางทหารและพลเรือน อย่างไรก็ตามทั้งสองกลุ่มอ่อนแรงลงมากจากการทำสงครามในฉนวนกาซา

กลุ่มฮามาส
กลุ่มฮามาส
  • กลุ่ม PMF

กลุ่ม Popular Mobilization Forces (PMF) หรือ กองกำลังระดมมวลชน เป็นเครือข่ายของกลุ่มนักรบชีอะห์ ซึ่งได้รวมตัวกันตั้งแต่ปี 2014 เพื่อขับไล่ ISIS ซึ่งเป็นนักรบซุนนีออกจากอิรัก และต่อมาในปีได้รับการรับรองให้มีสถานะทางกฎหมายแยกออกจากทหารอิรัก โดยคาดว่ากองกำลังของทุกกลุ่มรวมกัน อาจสูงถึง 1-2 แสนนาย

กลุ่มติดอาวุธในร่ม PMF ที่มีชื่อเสียง เช่น กลุ่มคะตาอิบ ฮิซบอลเลาะห์ (Kata’ib Hezbollah) ซึ่งมีพื้นที่ปฏิบัติการหลักในอิรักและในซีเรียบางช่วง คาดการณ์ว่ามีกำลังพลราว 1 หมื่นนาย, องค์กรบะดัร (Badr Organization) ซึ่งก่อตั้งตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 ปัจจุบันมีสถานะเป็นทั้งพรรคการเมืองและกองกำลัง โดยคาดว่ามีนักรบราว 1-2 หมื่นนาย

  • กลุ่มพันธมิตรในบาห์เรน

มีรายงานว่าอิหร่าน สนับสนุนกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มในบาห์เรน แต่ไม่ใช่กลุ่มที่มีขนาดใหญ่ อาทิ Al-Ashtar Brigades และ Saraya al-Mukhtar ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธชีอะห์ที่ต่อต้านราชวงศ์และรัฐบาลบาห์เรนที่เป็นซุนนี โดยถูกจัดเป็นองค์กรก่อการร้ายจากหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ โดยยังไม่มีรายงานจำนวนกำลังพลที่แน่ชัด โดยปฏิบัติการก่อวินาศกรรม และโจมตีเป้าหมายความมั่นคงในบาห์เรน

จับตากลุ่มติดอาวุธพันธมิตร ร่วมตอบโต้สหรัฐฯ

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 2 มี.ค.ที่ผ่านมา ก็มีรายงานว่า กลุ่มติดอาวุธพันธมิตรอิหร่านได้ร่วมปฏิบัติการตอบโต้สหรัฐฯ โดย ฮิซบอลเลาะห์ ได้ยิงจรวดกว่า 200 ลูกเข้าไปในอิสราเอลตอนเหนือ ประกาศพร้อมเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ และอิสราเอล ขณะที่กลุ่มฮูตีในเยเมน ได้ประกาศกลับมาปฏิบัติการในทะเลแดง โจมตีเรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ และอิสราเอลด้วย โดยบรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างกังวลว่า อิหร่าน อาจใช้กลุ่มตัวแทนเหล่านี้โจมตีหรือก่อการร้ายเพื่อเป็นการตอบโต้

เบรตต์ เวลิโควิช อดีตทหารหน่วยปฏิบัติการพิเศษข่าวกรอง ซึ่งเคยประจำการในอิรักและอัฟกานิสถาน กล่าวว่า หากสหรัฐฯ เลือกที่จะทำปฏิบัติการแบบต่อเนื่องยาวนาน แทนที่จะเป็นการโจมตีแบบรวดเดียวจบ อิหร่าน “ก็น่าจะพยายามปล่อยกลุ่มตัวแทน (proxies) ออกมาโจมตีเป้าหมายต่างๆ ในภูมิภาค”

เวลิโควิช เสริมว่า หากสหรัฐฯ ทำปฏิบัติการต่อเนื่องเหมือนที่เคยทำในอิรักและอัฟกานิสถาน จะกลายเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ เพิ่มเวลาให้กลุ่มตัวแทนเหล่านี้ใช้เหตุผลทางศาสนาไปโน้มน้าวผู้คนให้เข้าร่วมมากขึ้น และจะมีการปฏิบัติภารกิจที่อันตรายมากขึ้น โดยสันนิษฐานว่ากลุ่มเหล่านี้น่าจะมุ่งเป้าโจมตีโดรนและยุทโธปกรณ์ทางเรือของสหรัฐฯ อย่างที่กบฏฮูตีเคยทำมาแล้ว และอาจบานปลายไปถึงการลอบสังหารนักการทูต การลักพาตัว หรือการ “สร้างสถานการณ์ความวุ่นวาย” ในพื้นที่ที่มีชุมชนชาวอิหร่านขนาดใหญ่ เช่น UAE

กลุ่มกบฎฮูตี
กลุ่มกบฎฮูตี

ขณะที่ โคลิน คลาร์ก ผู้อำนวยการบริหารของ Soufan Center กังวลว่า สถานทูตสหรัฐฯ ในยุโรป รวมถึงโรงแรมต่างๆ อาจตกเป็นเป้าของการโจมตี

“กลุ่มเหล่านี้มักมุ่งเป้าไปยังเป้าหมายพลเรือน หากมองเช่นนี้ เป้าหมายจึงมีได้ไม่จำกัด อย่างกลุ่มฮิซบอลเลาะห์มี sleeper cells อยู่ทั่วโลก นี่อาจถึงเวลาที่อิหร่านจะเรียกใช้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของพวกเขา”

จาเวด อาลี อดีตผู้อำนวยการอาวุโส ด้านการต่อต้านการก่อการร้าย ประจำสภาความมั่นคงแห่งชาติ มองว่าอาจมีภัยคุกคามร้ายแรงจากการก่อการร้ายในภูมิภาค โดยองค์กรที่อันตรายที่สุดใต้ร่มของอิหร่าน คือ “กองกำลังคุดส์” (Quds Force) หน่วยลับของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เพราะพวกเขาได้รับการฝึกฝน ติดอาวุธ และเป็นพันธมิตรกับ แนวร่วมแห่งการต่อต้าน (Axis of Resistance) มานานหลายทศวรรษ

“สำหรับผม นี่คือไพ่ตายของอิหร่าน หากพูดถึงสงครามนอกรูปแบบ และพวกเขายังไม่เคยใช้มันกับสหรัฐฯ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ภายนอกพื้นที่อิรัก” อาลีกล่าว

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญบางคนก็มองว่า กลุ่มติดอาวุธตัวแทนเหล่านี้อาจไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก เพราะอ่อนแอลงมากหลังถูกอิสราเอลโจมตีอย่างหนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

พลเรือเอก วิลเลียม ฟัลลอน อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM) กล่าวกับ The Hill ว่า ในช่วงหลังมานี้ ฮิซบอลเลาะห์เงียบผิดปกติและไม่ได้อยู่ในสถานะที่ดีมากนัก ที่จะโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ

“ผมไม่คิดว่าจะมีกลุ่มไหนที่จะทำอะไรได้มากนักในตอนนี้ อย่างฮิซบอลเลาะห์แม้มีจรวดจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่อิสราเอล ส่วนใหญ่พวกเขาอยู่ในสภาวะตั้งรับและพยายามเอาตัวเองให้รอดมากกว่า” ฟัลลอน กล่าว

ที่มา :  thehillcfr.orgcfr.orgvoanewsbbc 

ประวัติ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ภารกิจต้านมหาอำนาจ

ประวัติ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ภารกิจต้านมหาอำนาจ

4 มี.ค. 2569 21:26 น.

ประวัติ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ภารกิจต้านมหาอำนาจ

โมจตาบา คาเมเนอี (Mojtaba Khamenei) เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลอย่างเงียบเชียบที่สุดคนหนึ่งในอิหร่าน เขาเป็นบุตรชายของ อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบันของอิหร่าน แม้เขาจะไม่มีตำแหน่งทางการในรัฐบาล แต่ถูกมองว่าเป็น “ผู้กุมอำนาจหลังม่าน” และเป็นตัวเต็งที่มีโอกาสสืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดต่อจากบิดา

1. ประวัติส่วนตัวและการศึกษา

  • เกิด: ปี 1969 ที่เมืองมัชฮัด (Mashhad) ประเทศอิหร่าน
  • การศึกษาทางศาสนา: เขาเข้ารับการศึกษาทางศาสนาระดับสูง (Hawza) ในเมืองกุม (Qom) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของนิกายชีอะห์ ปัจจุบันเขาดำรงสมณศักดิ์เป็น “อยาตุลเลาะห์” (ระดับสูง) ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญหากต้องการก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุด
  • ครอบครัว: แต่งงานกับลูกสาวของ กอลามาลี ฮัดดัด-อาเดล (Gholam-Ali Haddad-Adel) อดีตประธานรัฐสภาที่มีอิทธิพล

2. บทบาทและผลงานในเชิงอำนาจ

โมจตาบาไม่ได้มีผลงานในเชิงนโยบายสาธารณะที่จับต้องได้เหมือนนักการเมืองทั่วไป แต่เขามีบทบาทสำคัญในโครงสร้างความมั่นคง:

  • การควบคุมกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ (IRGC): เขามีสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากกับกองทัพ โดยเฉพาะหน่วย Basij(กองกำลังอาสาสมัคร) และมีบทบาทสำคัญในการสั่งการปราบปรามการประท้วง “Green Movement” ในปี 2009
  • การบริหารสำนักงานผู้นำสูงสุด (Beit-e Rahbari): เขาถือเป็นผู้ดูแลเครือข่ายความมั่นคงและเศรษฐกิจอันมหาศาลของบิดา ว่ากันว่าไม่มีการตัดสินใจสำคัญใดๆ ในอิหร่านที่จะผ่านไปได้โดยที่เขาไม่รับรู้
  • อิทธิพลทางการเมือง: เขาถูกวิจารณ์ว่ามีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ มาห์มุด อาห์มาดิเนจาด ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2005 และ 2009 ซึ่งสร้างความขัดแย้งกับกลุ่มสายปฏิรูปอย่างรุนแรง

3. สถานะปัจจุบัน: ตัวเต็งผู้นำสูงสุด

หลังจากการเสียชีวิตของประธานาธิบดี เอบราฮิม ไรซี (Ebrahim Raisi) ในอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกเมื่อปี 2024 ชื่อของโมจตาบาก็ถูกจับตามองมากขึ้นทันที เนื่องจาก:

  1. คู่แข่งลดลง: ไรซีเคยถูกมองว่าเป็นคู่แข่งคนสำคัญในการสืบทอดอำนาจ
  2. ความไว้วางใจ: เขาได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากบิดาและกองทัพ IRGC
  3. การยอมรับทางศาสนา: การที่เขาได้รับอนุญาตให้สอนวิชาศาสนาระดับสูงในเมืองกุม เป็นการส่งสัญญาณว่าเขามีความพร้อมด้านหลักคำสอนที่จะเป็นผู้นำจิตวิญญาณ

ข้อควรระวัง: แม้เขาจะมีอิทธิพลสูง แต่การสืบทอดอำนาจแบบ “พ่อสู่ลูก” ยังคงเป็นประเด็นที่อ่อนไหวในอิหร่าน เพราะขัดกับหลักการปฏิวัติอิสลามปี 1979 ที่ต้องการล้มล้างระบบกษัตริย์ (Monarchy)

สรุปผลงานสำคัญ

ด้านบทบาท/ผลงาน
ความมั่นคงมีอิทธิพลเหนือหน่วยข่าวกรองและกองกำลัง Basij
การเมืองผู้ประสานงานหลักระหว่างสำนักงานผู้นำสูงสุดและรัฐบาล
ศาสนาอาจารย์สอนวิชาเทววิทยาขั้นสูง (เป็นรากฐานความชอบธรรมในการปกครอง)

NATO ประณามอิหร่าน ยิงมิสไซล์เข้าใส่ตุรกี ลั่นยืนหยัดเคียงข้างพันธมิตร

NATO ประณามอิหร่าน ยิงมิสไซล์เข้าใส่ตุรกี ลั่นยืนหยัดเคียงข้างพันธมิตร

4 มี.ค. 2569 21:13 น.

NATO ประณามอิหร่าน ยิงมิสไซล์เข้าใส่ตุรกี ลั่นยืนหยัดเคียงข้างพันธมิตร

NATO ออกแถลงการณ์ประณามอิหร่านโจมตีไม่เลือกหน้า หลังยิงมิสไซล์เข้าใส่ตุรกีแต่ถูกสกัดเอาไว้ได้ โดยยืนยันว่า NATO จะยืนหยัดเคียงข้างพันธมิตรทุกประเทศรวมถึงตุรกี

เมื่อ 4 มี.ค. 2569 น.ส. อัลลิสัน ฮาร์ต โฆษกองค์กรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ “นาโต” (NATO) ออกแถลงการณ์ประณามประเทศอิหร่าน หลังจากมีขีปนาวุธถูกยิงเข้าใส่ประเทศตุรกีหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา แต่ระบบป้องกันทางอากาศของ NATO สามารถสกัดกั้นการโจมตีเอาไว้ได้

“เราขอประณามการที่อิหร่านเล็งเป้าหมายมายังตุรกี NATO ยืนหยัดเคียงข้างพันธมิตรทุกประเทศรวมถึงตุรกีอย่างมั่นคง ในขณะที่อิหร่านยังคงดำเนินการโจมตีแบบไม่เลือกหน้าไปทั่วทั้งภูมิภาค” น.ส.ฮาร์ตระบุ “การป้องปรามและการป้องกันของเรายังคงแข็งแกร่งในทุกมิติ รวมถึงในส่วนของการป้องกันทางอากาศและขีปนาวุธด้วย”

ก่อนหน้านี้ อิหร่านยิงขีปนาวุธเข้าใส่ตุรกีหลายระลอก แต่ถูกทำลายโดยระบบป้องกันทางอากาศและขีปนาวุธของ NATO ที่ประจำการอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก

เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่ตุรกี ซึ่งเป็นสมาชิก NATO และมีพรมแดนติดกับอิหร่านบางส่วน ถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งที่กำลังขยายตัวในภูมิภาค

กระทรวงกลาโหมของตุรกีออกแถลงการณ์เตือนหลังการโจมตีว่า “เราขอเตือนทุกฝ่ายให้ละเว้นจากการกระทำที่จะนำไปสู่การยกระดับความขัดแย้งในภูมิภาคให้รุนแรงขึ้น และในบริบทนี้ เราจะยังคงหารือกับ NATO และพันธมิตรอื่นๆ ของเราต่อไป” ทางกระทรวงยืนยันด้วยว่า ไม่มีผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้

“เราจะดำเนินการตามขั้นตอนทั้งหมดที่จำเป็นเพื่อปกป้องดินแดนและน่านฟ้าของเราอย่างเด็ดขาดและไม่ลังเล เราขอเตือนทุกฝ่ายว่าเราขอสงวนสิทธิ์ในการตอบโต้การกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ใดๆ ต่อประเทศของเรา” กระทรวงกลาโหมระบุเสริม

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของตุรกีออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้อีก 2 ฉบับ แต่ไม่มีการอ้างอิงถึง มาตรา 4 ของกฎบัตร NATO ซึ่งระบุว่า ชาติพันธมิตรจะ “หารือร่วมกันเมื่อใดก็ตามที่ความเห็นของสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่งมองว่า บูรณภาพแห่งดินแดน, เอกราชทางการเมือง หรือความมั่นคง” ของสมาชิกกำลังถูกคุกคาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

กลาโหมสหรัฐฯ ยัน เรือดำน้ำอเมริกันยิงตอร์ปิโด จมเรือรบอิหร่านใกล้ศรีลังกา

กลาโหมสหรัฐฯ ยัน เรือดำน้ำอเมริกันยิงตอร์ปิโด จมเรือรบอิหร่านใกล้ศรีลังกา

4 มี.ค. 2569 20:47 น.

กลาโหมสหรัฐฯ ยัน เรือดำน้ำอเมริกันยิงตอร์ปิโด จมเรือรบอิหร่านใกล้ศรีลังกา

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ยอมรับว่า เรือดำน้ำของสหรัฐฯ ยิงเรือรบของอิหร่านจนอับปางในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งขณะนี้ยังมีผู้สูญหายอีกกว่า 148 คน โวเป็นเรือลำแรกที่ถูกเรือดำน้ำจมตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

เมื่อ 4 มี.ค. 2569 นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยในการแถลงข่าวว่า เรือดำน้ำของสหรัฐฯ จมเรือรบของอิหร่านลำหนึ่งในน่านน้ำสากล ซึ่งนายเฮกเซธระบุว่า นี่ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เรือของศัตรูถูกจมลงด้วยตอร์ปิโด

“เรือดำน้ำอเมริกันจมเรือรบอิหร่านลำหนึ่งที่คิดว่าตนเองปลอดภัยอยู่ในน่านน้ำสากล” เฮกเซธกล่าวระหว่างการแถลงข่าวที่เพนตากอน “แต่ความจริงคือมันถูกจมลงด้วยตอร์ปิโด” และ “นี่เป็นการใช้ตอร์ปิโดจมเรือของศัตรูเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2”

นอกจากนี้ เฮกเซธยังระบุด้วยว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้จมเรืออีกลำชื่อ “โซเลมานี” (Soleimani) ซึ่งเป็นเรือลำสำคัญของอิหร่าน ที่ตั้งชื่อตามอดีตนายพล คาเซม โซเลมานี ผู้บัญชาการกองกำลัง “คุดส์” (Quds) ของอิหร่าน ผู้ถูกกองกำลังสหรัฐฯ สังหารในช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งในสมัยแรก

“ผมคิดว่าท่านประธานาธิบดีจัดการกับเขาได้ถึงสองครั้งเลยทีเดียว” เฮกเซธกล่าวโดยอ้างถึงกรณีของโซเลมานี

อนึ่ง ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า เรือฟริเกต “IRIS Dena” ของกองทัพเรืออิหร่านจมในทะเลนอกชายฝั่งของประเทศศรีลังกาเมื่อวันพุธที่ 4 มี.ค. 2569 โดยกองทัพเรือศรีลังกายืนยันว่า พวกเขาช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้แล้ว 32 ราย ท่ามกลางรายงานว่าเกิดเหตุระเบิดก่อนที่เรือลำนี้จะจมเมื่อช่วงเช้ามืด

รัฐมนตรีต่างประเทศและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของศรีลังการะบุว่า ตอนนี้ความหวังที่จะพบลูกเรือ 148 คนที่ยังสูญหายเริ่มเลือนลางแล้ว

ในเบื้องต้น นายพุทธภา สัมพัทธ์ โฆษกกองทัพเรือศรีลังกาได้ให้สัมภาษณ์กับ BBC โดยปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าเรืออับปางเนื่องจากการถูกโจมตีด้วยเรือดำน้ำ ซึ่งสวนทางกับคำพูดของนายเฮกเซธ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เรือบรรทุกก๊าซรัสเซีย จมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หลังเกิดระเบิด-ไฟไหม้รุนแรง

เรือบรรทุกก๊าซรัสเซีย จมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หลังเกิดระเบิด-ไฟไหม้รุนแรง

4 มี.ค. 2569 20:31 น.

เรือบรรทุกก๊าซรัสเซีย จมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หลังเกิดระเบิด-ไฟไหม้รุนแรง

เรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติของรัสเซียอับปางในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ใกล้ประเทศลิเบีย โดยรัสเซียอ้างว่า เรือถูกโจมตีด้วยโดรนของยูเครนจนเกิดระเบิดและไฟลุกไหม้

เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2569 ทางการของประเทศลิเบียออกมาเปิดเผยว่า เรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติ “อาร์กติก เมตาแกซ” ของรัสเซีย อับปางลงในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ระหว่างชายฝั่งลิเบียและประเทศมอลตาที่อยู่ใกล้เคียง โดยที่ลูกเรือทั้งหมด 30 คนบนเรือปลอดภัยและได้รับความช่วยเหลือแล้ว

สำนักงานการท่าเรือของลิเบียระบุว่า เรือ “อาร์กติก เมตาแกซ” เกิดการระเบิดขึ้นอย่างกะทันหันขณะเดินทางอยู่ทางเหนือของเมืองท่า “เซิร์ต” (Sirte) ตามมาด้วยเพลิงไหม้รุนแรง ซึ่งในที่สุดก็นำไปสู่การอับปางลงโดยสมบูรณ์ เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น

การท่าเรือลิเบียบอกด้วยว่า เรือลำนี้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือหลายครั้ง ไปยังเจ้าหน้าที่ท่าเรือและกองทัพเรือในช่วงดึกของวันอังคาร โดยกองทัพมอลตาระบุว่าได้รับข้อความแจ้งเหตุจากเรือและสามารถระบุพิกัดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของเรือได้

ในขณะเดียวกัน กระทรวงคมนาคมของรัสเซียได้ออกแถลงการณ์กล่าวหาว่า ยูเครนได้โจมตีเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติลำนี้ด้วยเรือโดรนจากชายฝั่งลิเบีย โดยทางการมอสโกระบุว่าเรือลำนี้บรรทุกสินค้ามาเต็มลำเรือและกำลังเดินทางมาจากท่าเรือมูร์มันสค์ (Murmansk) ทางตอนเหนือของรัสเซีย

ส่วนกองทัพยูเครนยังไม่ออกมาแสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : euronews

เรืออิหร่านจมนอกชายฝั่งศรีลังกา สูญหาย 140 คน ลือโดนเรือดำน้ำยิง

เรืออิหร่านจมนอกชายฝั่งศรีลังกา สูญหาย 140 คน ลือโดนเรือดำน้ำยิง

4 มี.ค. 2569 20:00 น.

เรืออิหร่านจมนอกชายฝั่งศรีลังกา สูญหาย 140 คน ลือโดนเรือดำน้ำยิง

(ภาพเรือฟริเกต IRIS Dena ของอิหร่าน ขณะร่วมซ้อมรบกับรัสเซียเมื่อ 12 มี.ค. 2567)

เรือของกองทัพอิหร่านจมลงสู่ก้นทะเลนอกชายฝั่งประเทศศรีลังกา หลังจากเกิดการระเบิด โดยตอนนี้ยังมีผู้สูญหายมากกว่า 140 คน ส่วนสาเหตุยังไม่แน่ชัด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เรือฟริเกต “IRIS Dena” ของกองทัพเรืออิหร่านจมในทะเลนอกชายฝั่งของประเทศศรีลังกาเมื่อวันพุธที่ 4 มี.ค. 2569 โดยกองทัพเรือศรีลังกายืนยันว่า พวกเขาช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้แล้ว 32 ราย ท่ามกลางรายงานว่าเกิดเหตุระเบิดก่อนที่เรือลำนี้จะจมเมื่อช่วงเช้ามืด

รัฐมนตรีต่างประเทศและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของศรีลังการะบุว่า ตอนนี้ความหวังที่จะพบลูกเรือ 148 คนที่ยังสูญหายเริ่มเลือนลางแล้ว

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้เกิดการระเบิดที่เรือ IRIS Dena ซึ่งกำลังเดินทางกลับหลังจากเข้าร่วมการซ้อมรบทางทะเลที่เมืองวิสาขปัตนัม เมืองท่าทางตะวันออกของอินเดีย

นายพุทธภา สัมพัทธ์ โฆษกกองทัพเรือศรีลังกาได้ให้สัมภาษณ์กับ BBC โดยปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าเรืออับปางเนื่องจากการถูกโจมตีด้วยเรือดำน้ำ และระบุว่าสาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด

เหตุเรือล่มครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะสงครามในตะวันออกกลาง หลังจากอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีเข้าใส่ประเทศเพื่อนบ้านในตะวันออกกลางหลายประเทศ ส่งผลให้สถานการณ์ในภูมิภาคตึงเครียดอย่างหนัก

นายวิชิตะ เฮรัธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของศรีลังกาเปิดเผยในรัฐสภาว่า ชาวอิหร่านทั้ง 32 คนที่ได้รับความช่วยเหลือถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหลักทางตอนใต้ของเกาะอย่างเร่งด่วน ขณะที่ได้มีการระดมเรือรบ 2 ลำและเครื่องบินอีก 1 ลำเพื่อออกค้นหาผู้รอดชีวิต

รัฐมนตรีระบุเพิ่มเติมว่า เรือฟริเกตลำนี้ได้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือเมื่อช่วงรุ่งสางของวันพุธ และภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เรือกู้ภัยก็ได้เดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุซึ่งอยู่ห่างจากท่าเรือกอลล์ (Galle) ทางตอนใต้ไปประมาณ 40 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม เมื่อเรือกู้ภัยของกองทัพเรือไปถึง เรือฟริเกตได้จมลงสู่ก้นทะเลอย่างสมบูรณ์แล้ว โดยหลงเหลือเพียงคราบน้ำมันบนผิวน้ำเท่านั้น และผู้คนจำนวนหนึ่งที่ลอยคออยู่ เจ้าหน้าที่จึงเข้าให้การช่วยเหลือ

ด้านนายแพทย์ เอส.ดี. รังกา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลการาปิติยา ในเมืองกอลล์ กล่าวว่า เขาได้รับรายงานว่าอาจมีผู้เสียชีวิต แต่ในขณะนี้มีเพียงลูกเรือที่ได้รับบาดเจ็บจำนวน 32 รายเท่านั้นที่ถูกส่งตัวมาถึงโรงพยาบาล

ขณะที่สมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้านได้ตั้งคำถามในสภาว่า เรือลำดังกล่าวถูกทิ้งระเบิดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลที่กำลังดำเนินอยู่หรือไม่ แต่รัฐบาลศรีลังกายังไม่แสดงความเห็นในเรื่องนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ตรวจเข้มราคาสินค้า เตือนห้ามฉวยโอกาสปรับราคา พบดำเนินคดีทันที

กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ตรวจเข้มราคาสินค้า เตือนห้ามฉวยโอกาสปรับราคา พบดำเนินคดีทันที

4 มี.ค. 2569 18:16 น.

กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ตรวจเข้มราคาสินค้า เตือนห้ามฉวยโอกาสปรับราคา พบดำเนินคดีทันที

กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ตรวจเข้ม หลังเกิดกระแสโซเชียลถึงราคาสินค้า ย้ำ ตลาด-ห้าง-ปั๊มน้ำมัน จำหน่ายปกติทั่วประเทศ เตือนห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา พบดำเนินคดีทันที

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ภายหลังเกิดกระแสข่าวที่อาจสร้างความกังวลต่อประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาสินค้า กรมการค้าภายในได้สั่งการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ทันที โดยแบ่งชุดตรวจสอบออกเป็น 4 สาย นำโดยอธิบดีและรองอธิบดีกรมการค้าภายใน ลงตรวจสอบจุดจำหน่ายสินค้าจริงทั้งสถานีบริการน้ำมัน ห้างค้าส่งค้าปลีก โมเดิร์นเทรด ร้านค้า รวมถึงตลาดกลางค้าส่งสำคัญ เพื่อประเมินสถานการณ์ข้อเท็จจริงโดยตรง

สำหรับการลงพื้นที่ในวันนี้ อธิบดีกรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์ ณ ตลาดสี่มุมเมือง ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ โดยจากการตรวจสอบพบว่า การจำหน่ายสินค้าเป็นไปตามปกติ ปริมาณสินค้าเพียงพอ และราคาสินค้าส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับปกติ อาจมีการปรับขึ้นลงบ้างตามกลไกอุปสงค์–อุปทาน แต่ยังไม่พบผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศแต่อย่างใด 

ด้านตลาดสี่มุมเมืองให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีสินค้านำเข้าสู่ตลาดเฉลี่ยวันละประมาณ 8,000 ตัน โดยปริมาณสินค้าและระดับราคายังคงทรงตัว ไม่พบการปรับขึ้นราคาอย่างมีนัยสำคัญ และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงจะรายงานให้กรมการค้าภายในทราบทันทีเพื่อพิจารณามาตรการดูแล

ขณะเดียวกันด้านรองอธิบดีกรมการค้าภายในที่มีการลงพื้นที่ตรวจสถานีบริการน้ำมัน 3 แห่งในเขตพื้นที่กรุงเทพและนนทบุรี ผลตรวจมีการเข้าใช้บริการอย่างคึกคัก และทางสถานีบริการน้ำมันก็ยืนยันว่าปริมาณน้ำมันยังคงมีเพียงพอและจะตรึงราคาตามนโยบายของรัฐบาลโดยจะไม่มีการปรับขึ้นราคาแต่อย่างใด ในส่วนของการจำหน่ายเป็นแกลลอนจะมีการพิจารณาตามความเหมาะสมสำหรับผู้ที่มีความจำเป็นใช้ในภาคการเกษตรหรืออุปกรณ์เครื่องจักรต่างๆ 

ด้านห้างโมเดิร์นเทรดซึ่งเป็นห้างค้าส่งค้าปลีก อาทิ แม็คโคร ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต โลตัส และบิ๊กซี โดยทีมท่านรองอธิบดีได้รายงานผลการตรวจสอบพบว่าสถานการณ์ราคายังเป็นปกติ ปริมาณการจำหน่ายสินค้ายังมีสินค้าครบถ้วนและยังมีสต๊อกสินค้าในปริมาณที่สมควร โดยยืนยันว่าปัจจุบันสินค้ายังมีเพียงพอ เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ผลิตหลักในสินค้า ที่จำเป็นต่อการอุปโภคบริโภค

ในส่วนของร้านค้ารายย่อย กรมการค้าภายในได้ส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าปลีกและร้านค้าขนาดเล็กเพิ่มเติม ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเฝ้าระวังการจำหน่ายสินค้าอย่างใกล้ชิด และป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาในช่วงที่ประชาชนมีความกังวล

นายวิทยากร ยังกล่าวต่ออีกว่า “กรมการค้าภายในยังได้ติดตามสถานการณ์เชิงโครงสร้าง โดยจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบด้านต้นทุนสินค้าอย่างรอบด้าน อาทิ ผลกระทบจากราคาน้ำมันต่อราคาสินค้าแต่ละประเภท รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบปิโตรเคมีและปุ๋ย เพื่อให้การกำกับดูแลราคาเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับต้นทุนจริง

โดยในระยะต่อไป กรมการค้าภายในจะหารือร่วมกับผู้ประกอบการค้าปลีก เพื่อวางแผนบริหารจัดการทั้งด้านปริมาณและระดับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ส่วนสินค้าที่ต้องนำเข้า จะมีการตรวจสอบต้นทุนและสต็อกคงเหลืออย่างใกล้ชิด พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้าที่นำเข้าก่อนต้นทุนเปลี่ยนแปลง

อธิบดีกรมการค้าภายในย้ำว่า ปัจจุบันยังไม่มีปัจจัยด้านต้นทุนที่ทำให้ต้องปรับขึ้นราคาสินค้า จึงขอเตือนผู้ประกอบการห้ามปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร หากตรวจพบการฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าสินค้ายังมีเพียงพอและการจำหน่ายเป็นไปตามปกติ พร้อมขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐหรือสื่อหลัก เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ไม่เป็นทางการ และหากพบการจำหน่ายสินค้าไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน โทร 1569 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

รมว.อว.เตรียมแผนช่วยเหลือฉุกเฉิน นักศึกษา-บุคลากร ในอิหร่านและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

รมว.อว.เตรียมแผนช่วยเหลือฉุกเฉิน นักศึกษา-บุคลากร ในอิหร่านและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

4 มี.ค. 2569 17:21 น.

รมว.อว.เตรียมแผนช่วยเหลือฉุกเฉิน นักศึกษา-บุคลากร ในอิหร่านและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดสถานการณ์สู้รบในประเทศอิหร่านและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักศึกษาและบุคลากรสถาบันอุดมศึกษาไทยที่กำลังศึกษา ฝึกงาน ทำวิจัย หรือฝึกอบรมอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงประเทศใกล้เคียงในภูมิภาคตะวันออกกลาง กระทรวง อว. ได้สั่งการให้ทุกสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานในสังกัดและกำกับ เร่งตรวจสอบข้อมูลและรายงานจำนวนนักศึกษาและบุคลากรที่พำนักอยู่ในพื้นที่เสี่ยงโดยด่วน

รมว.อว. กล่าวว่า จากข้อมูลล่าสุดที่ได้รับการประสานจากกระทรวงการต่างประเทศ (กองตะวันออกกลาง) พบว่าปัจจุบันมีนักศึกษาไทยพำนักอยู่ในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนี้ อิหร่าน 180 คน อิสราเอล 56 คน จอร์แดน 360 คน อียิปต์ 3,400 คน ซาอุดีอาระเบีย 425 คน เยเมน 120 คน และอิรัก 10 คน

ทั้งนี้ กระทรวง อว. ได้กำชับให้สถาบันอุดมศึกษาประสานงานกับนักศึกษาและบุคลากรในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตไทยในแต่ละประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านมาตรการดูแลความปลอดภัย และแผนรองรับกรณีจำเป็นต้องอพยพหรือเดินทางกลับประเทศไทย

“ขณะนี้กระทรวง อว.อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลที่เป็นปัจจุบันจากทุกสถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงหรือขยายวงกว้างไปยังประเทศอื่นในภูมิภาค กระทรวง อว. พร้อมดำเนินการตามแผนฉุกเฉินทันที โดยยึดความปลอดภัยของนักศึกษาและบุคลากรเป็นสำคัญ” นายสุรศักดิ์ กล่าว