“รูบิโอ” ชี้คิวบาเป็นภัยความมั่นคงสหรัฐฯ คิวบาสวนกลับ “คำโกหก”

"รูบิโอ" ชี้คิวบาเป็นภัยความมั่นคงสหรัฐฯ คิวบาสวนกลับ "คำโกหก"

22 พ.ค. 2569 12:36 น.

“รูบิโอ” ชี้คิวบาเป็นภัยความมั่นคงสหรัฐฯ คิวบาสวนกลับ “คำโกหก”

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ชี้คิวบาเป็น “ภัยคุกคามความมั่นคง” และโอกาสเจรจาทางการทูตแทบเป็นไปไม่ได้ หลังจากสหรัฐฯ เพิ่งสั่งฟ้อง “ราอูล คาสโตร” อดีตประธานาธิบดีคิวบาข้อหาฆาตกรรม ขณะที่รัฐบาลคิวบาตอบโต้ กล่าวหาสหรัฐฯ บิดเบือนข้อเท็จจริง

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ระบุว่า คิวบาถือเป็น “ภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ” ของสหรัฐฯ และยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า โอกาสที่จะบรรลุข้อตกลงอย่างสันติผ่านช่องทางการทูตนั้น “มีไม่มากนัก” เมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมของรัฐบาลคิวบาในปัจจุบัน

รูบิโอยังได้กล่าวหาคิวบาเพิ่มเติมว่าเป็น “หนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของการก่อการร้ายในภูมิภาค” อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าสหรัฐฯ ยังคงเปิดทางให้กับการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีทางการทูตเป็นอันดับแรก แต่เตือนว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีสิทธิ์และหน้าที่โดยชอบธรรมในการปกป้องประเทศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ

ด้านนายบรูโน โรดริเกซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคิวบา ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ตอบโต้อย่างดุเดือด โดยตำหนิข้อกล่าวหาของรูบิโอว่าเป็น “เรื่องโกหก” และยืนยันว่าคิวบาไม่เคยเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ เลยแม้แต่น้อย

โรดริเกซวิพากษ์วิจารณ์รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ว่ากำลังพยายาม “ยั่วยุให้เกิดการรุกรานทางทหาร” และกล่าวหารัฐบาลสหรัฐฯ ว่ากำลังโจมตีคิวบาอย่างโหดร้ายและเป็นระบบ โดยปัจจุบัน คิวบากำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานอย่างรุนแรงจากการที่สหรัฐฯ คว่ำบาตรการขนส่งน้ำมันอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ประชาชนต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไฟฟ้าดับเป็นเวลานานและปัญหาขาดแคลนอาหารตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เพื่อกดดันให้ยอมทำข้อตกลง อย่างไรก็ตาม รูบิโอระบุว่าคิวบาได้ยอมรับเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,240 ล้านบาท) จากสหรัฐฯ แล้ว

ถ้อยแถลงของรูบิโอเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ประกาศฟ้องร้อง ราอูล คาสโตร อดีตประธานาธิบดีและผู้นำการปฏิวัติคิวบา ในข้อหาฆาตกรรม จากกรณีเครื่องบินขับไล่ของคิวบายิงเครื่องบินพลเรือนของกลุ่มลี้ภัยชาวคิวบา-อเมริกันตก 2 ลำเมื่อปี 1996 ส่งผลให้พลเมืองสหรัฐฯ เสียชีวิต 4 ราย ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่านี่เป็นกลยุทธ์ทำลายล้างระบอบคอมมิวนิสต์ทำนองเดียวกับที่ทรัมป์เคยสั่งจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าสหรัฐฯ จะนำตัวคาสโตรมาขึ้นศาลได้อย่างไร นายรูบิโอปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายละเอียด โดยระบุเพียงว่า “ทำไมผมต้องบอกสื่อล่ะว่าแผนการของเราคืออะไร?” ขณะที่ ท็อดด์ บลานช์ รักษาการอัยการสูงสุดสหรัฐฯ กล่าวอย่างมีนัยสำคัญว่า “เราคาดว่าเขาจะมาปรากฏตัวที่นี่ ไม่ว่าจะด้วยความสมัครใจของเขาเอง หรือด้วยวิธีอื่น”

นอกจากนี้ รูบิโอยังประกาศผ่าน X ว่า สหรัฐฯ ได้จับกุมตัว เอดิส ลาสเตรส โมเรรา น้องสาวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกลุ่มธุรกิจเครือข่ายกองทัพคิวบา ซึ่งควบคุมภาคเศรษฐกิจที่ทำกำไรมหาศาลของประเทศ โดยโมเรราอาศัยอยู่ในรัฐฟลอริดา แต่แอบให้ความช่วยเหลือระบอบคอมมิวนิสต์ของฮาวานา ซึ่งเธอถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจับกุมและกักตัวไว้เพื่อเตรียมส่งกลับประเทศแล้ว

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แถลงต่อสื่อมวลชนที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว โดยเรียกคิวบาว่าเป็น “ประเทศที่ล้มเหลว” และรัฐบาลของเขากำลังพยายามช่วยเหลือประชาชนบนหลักมนุษยธรรม พร้อมเสริมว่าชาวคิวบา-อเมริกันจำนวนมากต้องการกลับไปพัฒนาประเทศบ้านเกิดให้ประสบความสำเร็จ

“ประธานาธิบดีคนอื่นๆ เฝ้ามองเรื่องนี้มานาน 50 หรือ 60 ปีโดยไม่ได้ทำอะไรเลย และดูเหมือนว่าผมจะเป็นคนลงมือทำมันเอง ซึ่งผมยินดีอย่างยิ่งที่จะทำ” ทรัมป์กล่าวปิดท้ายอย่างมั่นใจ ถึงความตั้งใจในการโค่นล้มระบอบคอมมิวนิสต์คิวบาที่หยั่งรากลึกมานานหลายทศวรรษ.

ที่มา BBC

ชาวกรีนแลนด์ประท้วงหน้าสถานกงสุลสหรัฐฯ แห่งใหม่ ต้าน “ทรัมป์” แผ่อิทธิพลฮุบเกาะ

ชาวกรีนแลนด์ประท้วงหน้าสถานกงสุลสหรัฐฯ แห่งใหม่ ต้าน "ทรัมป์" แผ่อิทธิพลฮุบเกาะ

22 พ.ค. 2569 12:07 น.

ชาวกรีนแลนด์ประท้วงหน้าสถานกงสุลสหรัฐฯ แห่งใหม่ ต้าน “ทรัมป์” แผ่อิทธิพลฮุบเกาะ

ประชาชนชาวกรีนแลนด์หลายร้อยคนรวมตัวกันบริเวณหน้าสถานกงสุลสหรัฐฯ แห่งใหม่ ในเมืองนุก เมืองหลวงของกรีนแลนด์ เพื่อประท้วงนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการขยายอิทธิพลของสหรัฐฯ เหนือดินแดนปกครองตนเองภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก

เกิดเหตุประท้วงครั้งใหญ่ในเมืองนุก เมืองหลวงของกรีนแลนด์ เมื่อประชาชนหลายร้อยคนรวมตัวกันเดินขบวนผ่านใจกลางเมือง พร้อมตะโกนคำขวัญ “กรีนแลนด์เป็นของชาวกรีนแลนด์” ก่อนจะไปยืนสงบนิ่งโดยพร้อมใจกัน “หันหลัง” ให้กับอาคารสถานกงสุลสหรัฐฯ แห่งใหม่ เพื่อส่งสัญญาณประท้วงต่อรัฐบาลสหรัฐฯ

อักกาลุกคุลุก ฟอนเทน วัย 37 ปี แกนนำผู้จัดกิจกรรมประท้วงเปิดเผยว่า “รัฐบาลของเราได้บอก โดนัลด์ ทรัมป์ และคณะทำงานของเขาไปแล้วว่า กรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขาย ข้อความของเราส่งถึงชาวอเมริกันและคนทั้งโลก ว่าในโลกที่เป็นประชาธิปไตย คำว่าไม่…ก็คือไม่”

การประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์เดียวกับการเปิดตัวสถานกงสุลสหรัฐฯ แห่งใหม่ ซึ่งย้ายจากอาคารไม้หลังเล็กมาสู่อาคารสูงใจกลางเมืองที่มีพื้นที่กว่า 3,000 ตารางเมตร จนชาวบ้านพากันตั้งฉายาประชดประชันว่า “ทรัมป์ทาวเวอร์”

แม้ภายในงานเปิดตัวจะมี เคนเน็ธ ฮาวเวอรี เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำเดนมาร์ก ทำพิธีเปิดป้ายและกล่าวชื่นชมความสัมพันธ์อันดี แต่อภิมหาโปรเจกต์นี้กลับถูกโดดเดี่ยวจากฝ่ายการเมืองท้องถิ่นอย่างสิ้นเชิง โดยนายกรัฐมนตรี เยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน รวมถึงรัฐมนตรี และ สส. กรีนแลนด์ ต่างพากันปฏิเสธเข้าร่วมงาน เพื่อส่งสัญญาณว่าพวกเขาไม่พอใจการคุกคามอธิปไตยในครั้งนี้

เจฟฟ์ แลนด์รี พันธมิตรใกล้ชิดของทรัมป์และผู้ว่าการรัฐหลุยเซียนา ซึ่งทำหน้าที่เป็นทูตพิเศษ ได้เดินทางมายังกรีนแลนด์โดย “ไม่มีคำเชิญอย่างเป็นทางการ” เขาพยายามเดินสายพบปะผู้นำการเมืองและนักธุรกิจเพื่อสร้างสัมพันธ์ แต่กลับสร้างความอึดอัดใจจนนักธุรกิจบางส่วนปฏิเสธที่จะเข้าพบ

ยิ่งไปกว่านั้น นายแลนด์รียังให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น Sermitsiaq โดยจงใจปลุกกระแสการแยกตัวเป็นเอกราชของกรีนแลนด์ว่า “ผมคิดว่ากรีนแลนด์สามารถมีเศรษฐกิจที่ดีเท่าเดิม หรืออาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำหากเป็นประเทศเอกราช” แต่เมื่อถูกถามว่าทรัมป์จะเคารพเส้นแบ่งอธิปไตยของกรีนแลนด์หรือไม่ แลนด์รีกลับตอบอย่างคลุมเครือว่า “สำหรับเรามีเส้นแบ่งเพียงเส้นเดียวเท่านั้น คือ เส้นสีแดง ขาว และน้ำเงิน” ซึ่งเป็นสีธงชาติสหรัฐฯ

ด้านโฆษกทำเนียบขาวแถลงว่า สหรัฐฯ ยังคงมองในแง่ดีว่าการดำเนินการเป็นไปในทิศทางที่ดีเพื่อตอบสนองต่อผลประโยชน์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ในกรีนแลนด์ พร้อมชมเชยว่าแลนด์รีทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม

โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ย้ำหลายครั้งถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของกรีนแลนด์ต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในยุคสงครามเย็นที่สหรัฐฯ เคยมีฐานทัพที่นี่ถึง 17 แห่ง แต่ปัจจุบันเหลือเพียงแห่งเดียวคือ ฐานทัพอวกาศพิตุฟฟิก  ซึ่งขณะนี้สหรัฐฯ กำลังเจรจาขยายโครงสร้างพื้นฐานและมองหาพื้นที่ตั้งฐานทัพเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม รายงานจากสำนักข่าว เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ ชี้ให้เห็นถึงความกังวลอย่างลึกซึ้งของฝั่งกรีนแลนด์ โดยระบุว่า สหรัฐฯ ต้องการให้กองทัพของตนสามารถประจำการในกรีนแลนด์ได้อย่างไม่มีกำหนด และต้องการสิทธิ์ในการ “วีโต” หรือยับยั้งการลงทุนรายใหญ่ใด ๆ ในกรีนแลนด์ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้จีนและรัสเซียเข้ามาขยายอิทธิพลในภูมิภาคอาร์กติก ซึ่งประเด็นนี้คาดว่าจะถูกนำเข้าที่ประชุมร่วมกับพันธมิตรนาโตในการประชุมสุดยอดที่ประเทศสวีเดนต่อไป.

ที่มา BBC

กระเป๋า “เบอร์กิน” ของเศรษฐีนีเวียดนามผู้ต้องโทษคดีฉ้อโกง ถูกประมูลกว่า 18 ล้าน

กระเป๋า "เบอร์กิน" ของเศรษฐีนีเวียดนามผู้ต้องโทษคดีฉ้อโกง ถูกประมูลกว่า 18 ล้าน

22 พ.ค. 2569 11:35 น.

กระเป๋า “เบอร์กิน” ของเศรษฐีนีเวียดนามผู้ต้องโทษคดีฉ้อโกง ถูกประมูลกว่า 18 ล้าน

กระเป๋า “แอร์เมส เบอร์กิน” (Hermès Birkin) หนังจระเข้สีขาว 2 ใบของ “เจือง หมี ลาน” มหาเศรษฐีนีเวียดนามผู้ต้องโทษคดีฉ้อโกงครั้งใหญ่ ถูกประมูลขายรวมกว่า 14.14 พันล้านดอง หรือกว่า 18 ล้านบาท โดยหนึ่งในนั้นทำราคาพุ่งเกือบ 7 เท่าจากราคาเริ่มต้น สะท้อนความนิยมของกระเป๋าหรูระดับสะสมที่นักลงทุนทั่วโลกต้องการครอบครอง

ศูนย์บริการประมูลสินทรัพย์แห่งนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ได้เปิดเผยความสำเร็จในการจัดประมูลกระเป๋าถือสุดหรูแบรนด์ “แอร์เมส” (Hermès) รุ่น “เบอร์กิน” (Birkin) หนังจระเข้สีขาว หรือที่มักเรียกกันว่ารุ่นหิมาลัย/อัลบิโน จำนวน 2 ใบ ซึ่งถูกยึดมาจาก นางเจือง หมี ลาน  อดีตประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ วัน ถิงห์ ฟัต (Van Thinh Phat) ผู้ต้องขังคดีฉ้อโกงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

การประมูลครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งของคดีแพ่งที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่การเปิดประมูลรอบแรก และทำราคาได้สูงกว่าราคาเริ่มต้นอย่างมหาศาล โดยการแข่งขันจบลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 30 นาที

โดยใบแรก ซึ่งเป็นกระเป๋าเบอร์กิน ไซส์ 30 สีขาว มีผู้เสนอราคา 4 ครั้ง เคาะจบที่ราคา 2.54 พันล้านดง หรือราว 3.3 ล้านบาท สูงกว่าราคาเริ่มต้นราว 200 ล้านดอง

ส่วนใบที่สอง กระเป๋าเบอร์กิน ไซส์ 25 สีขาว รุ่นพิเศษตกแต่งด้วยคริสตัลและเพชรบริเวณตัวล็อกและขอบ มีการสู้ราคาอย่างดุเดือดถึง 119 ครั้ง ก่อนจะชนะประมูลไปด้วยราคาสูงถึง 11.6 พันล้านดอง หรือราว 15.4 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาเริ่มต้นที่ตั้งไว้ 1.7 พันล้านดง ถึงเกือบ 7 เท่า

ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อผู้ชนะประมูล โดยตามกฎระเบียบ ผู้ชนะจะต้องชำระเงินแบ่งเป็น 2 งวดภายในเวลาไม่เกิน 30 วัน และก่อนหน้านี้ทุกคนต้องวางเงินมัดจำล่วงหน้า 20% ของราคาเริ่มต้นแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ ทรัพย์สินอื่น ๆ ของนางลาน เช่น เรือยอชท์และเรือประเภทอื่น ๆ ที่ถูกนำมาประมูลกลับไม่มีผู้สนใจซื้อ จนต้องมีการลดราคาเริ่มต้นเพื่อจัดประมูลใหม่

กระเป๋าแอร์เมส เบอร์กิน ถือเป็นหนึ่งในกระเป๋าที่ผู้คนแสวงหามากที่สุดในโลก โดยมีเซเลบริตี้ระดับโลกอย่าง คิม คาร์ดาเชียน, เจนนิเฟอร์ โลเปซ และวิกตอเรีย เบ็คแฮม นิยมใช้งาน

นายนิโคลัส พาร์เนลล์ ผู้ก่อตั้ง Agency Parnell เอเจนซีแฟชั่นหรูระดับค้าส่ง ระบุว่า ราคาของกระเป๋า เบอร์กินเพิ่มขึ้นปีต่อปีมาเป็นเวลานานแล้ว เนื่องจากแอร์เมสใช้กลยุทธ์จำกัดการเข้าถึงของผู้ซื้อ ทำให้กระเป๋าเหล่านี้ถูกมองว่าเป็น “งานศิลปะ” และ “การลงทุนที่คุ้มค่า” โดยเฉพาะรุ่นพิเศษที่แทบจะไม่มีเพดานจำกัดในเรื่องของราคา

กระเป๋าหรูทั้งสองใบนี้ถูกยึดเป็นของกลางในคดีระยะที่ 2 ของกลุ่มบริษัท วัน ถิงห์ ฟัต ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานบังคับคดีแพ่งนครโฮจิมินห์ ร่วมกับทรัพย์สินอื่น ๆ อีกกว่า 1,200 รายการ

ในการพิจารณาคดีเมื่อปลายเดือนกันยายน 2024 นางเจือง หมี ลาน เคยพยายามร้องขอต่อศาลเพื่อขอเก็บกระเป๋าคู่ใจทั้งสองใบนี้ไว้ โดยระบุว่า ใบหนึ่งเธอซื้อมาจากประเทศอิตาลี ส่วนอีกใบเป็นของขวัญที่ได้รับมาจากมหาเศรษฐีชาวมาเลเซีย

“มูลค่าของมันไม่ได้มากมายอะไรเลยเมื่อเทียบกับทรัพย์สินทั้งหมดของดิฉันที่ถูกอายัดไว้ ดิฉันจึงอยากขอร้องศาลเพื่อนำกระเป๋าทั้งสองใบนี้กลับคืนไป เพื่อเก็บไว้เป็นของดูต่างหน้าและส่งต่อให้ลูกๆ หลานๆ” นางลานกล่าวในชั้นศาล แต่คำขอนั้นได้รับการปฏิเสธ

ปัจจุบัน นางเจือง หมี ลาน กำลังถูกโทษจำคุกตลอดชีวิต และถูกศาลสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินสูงถึง 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จากคดีทุจริตยักยอกเงินจากธนาคารไซ่ง่อน คอมเมอร์เชียล ซึ่งเป็นผู้ให้กู้รายใหญ่อันดับ 5 ของประเทศ ผ่านทางเครือข่ายบริษัทเปล่า (shell company) เป็นเวลานานกว่า 10 ปี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

เดิมทีนางลานถูกตัดสินประหารชีวิตเมื่อเดือนเมษายน 2024 ก่อนที่โทษดังกล่าวจะได้รับการลดหย่อนเป็นจำคุกตลอดชีวิตในเวลาต่อมา หลังจากประเทศเวียดนามได้ประกาศยกเลิกโทษประหารชีวิตในฐานความผิดหลายประเภท.

ที่มา BBC / VnExpress

นักวิทย์จับตา “ซูเปอร์เอลนีโญ” อาจรุนแรงสุดในรอบหลายทศวรรษ เสี่ยงดันโลกทุบสถิติร้อนปี 2570

นักวิทย์จับตา “ซูเปอร์เอลนีโญ” อาจรุนแรงสุดในรอบหลายทศวรรษ เสี่ยงดันโลกทุบสถิติร้อนปี 2570

22 พ.ค. 2569 10:39 น.

นักวิทย์จับตา “ซูเปอร์เอลนีโญ” อาจรุนแรงสุดในรอบหลายทศวรรษ เสี่ยงดันโลกทุบสถิติร้อนปี 2570

นักวิทยาศาสตร์เตือน เอลนีโญกำลังก่อตัวอย่างรวดเร็วในมหาสมุทรแปซิฟิก และอาจพัฒนาเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ระดับประวัติศาสตร์ ท่ามกลางความกังวลว่าอุณหภูมิโลกอาจพุ่งทำสถิติใหม่ในปี 2570

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NOAA เปิดเผยว่า นักพยากรณ์อากาศและนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังจับตาการก่อตัวของปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งใหม่ในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ซึ่งมีแนวโน้มพัฒนาเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” หรือเอลนีโญระดับรุนแรงที่สุด หลังอุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

NOAA ประเมินว่ามีโอกาสราว 80% ที่เอลนีโญจะก่อตัวภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ขณะที่อุณหภูมิน้ำทะเลในพื้นที่สำคัญของมหาสมุทรแปซิฟิกเส้นศูนย์สูตรกำลังอุ่นขึ้นต่อเนื่อง และพบมวลน้ำอุ่นขนาดมหึมาสะสมอยู่ใต้ผิวน้ำ โดยหลายหน่วยงานด้านสภาพอากาศคาดการณ์ว่า อุณหภูมิน้ำทะเลในแปซิฟิกอาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 2.5 องศาเซลเซียส หรือมากกว่าในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งถือว่าสูงผิดปกติอย่างมาก โดยตั้งแต่มีการบันทึกเอลนีโญครั้งใหญ่ครั้งแรกในปี 2420-2421 เคยมีเพียง 3 ครั้งเท่านั้นที่อุณหภูมิทะลุระดับ 2 องศา ได้แก่ เหตุการณ์ปี 2525-2526, 2540-2541 และ 2558-2559 

นายอดัม สเคฟ หัวหน้าฝ่ายพยากรณ์ระยะยาวของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาอังกฤษ ระบุว่า เอลนีโญครั้งนี้อาจรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หรืออาจถึงขั้นทำสถิติใหม่ โดยยืนยันว่ามีสัญญาณชัดเจนว่ากำลังมีบางอย่างครั้งใหญ่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์เตือนว่ายังเร็วเกินไปที่จะฟันธงว่าเอลนีโญจะรุนแรงเพียงใด เพราะยังขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญอย่างลมการค้า ซึ่งพัดจากตะวันออกไปตะวันตกบริเวณเส้นศูนย์สูตร หากลมดังกล่าวอ่อนกำลังลง จะยิ่งเร่งความรุนแรงของเอลนีโญ แต่หากกลับมาแรงขึ้น อาจชะลอหรือแม้แต่หยุดการพัฒนาได้

นางมิเชล เลอเฮอเรอซ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเอลนีโญของ NOAA อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงของลมระดับล่างยังคาดการณ์ล่วงหน้าได้ยากมาก และถือเป็นตัวแปรสำคัญต่อความรุนแรงของปรากฏการณ์ครั้งนี้. 

คนแห่พิชิตเอเวอเรสต์! ทุบสถิติขึ้นถึงยอดในวันเดียว 274 คน

คนแห่พิชิตเอเวอเรสต์! ทุบสถิติขึ้นถึงยอดในวันเดียว 274 คน

22 พ.ค. 2569 10:07 น.

คนแห่พิชิตเอเวอเรสต์! ทุบสถิติขึ้นถึงยอดในวันเดียว 274 คน

ยอดเขาเอเวอเรสต์กลับมาแน่นขนัดอีกครั้ง หลังมีนักปีนเขามากถึง 274 คน สามารถพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกผ่านฝั่งเนปาลได้ภายในวันเดียว ท่ามกลางความกังวลเรื่องความแออัดและความปลอดภัยบนเขตมรณะ 

เจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวเนปาลเปิดเผยว่า นักปีนเขาจำนวนมากต่างเร่งทำเวลาหลังสภาพอากาศเปิดเป็นใจ  ปีนขึ้นยอดเขาเอเวอร์เรสต์ตั้งแต่เวลา 03.00 น. และดำเนินต่อเนื่องนานกว่า 11 ชั่วโมง จนขึ้นสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์ได้สำเร็จมากถึง 274 คนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา 

สถิติดังกล่าวทำลายสถิติเดิมเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2019 ที่มีนักปีนเขา 223 คนขึ้นถึงยอดเอเวอเรสต์จากฝั่งเนปาลในวันเดียว

ฤดูกาลปีนเขาปีนี้เริ่มช้ากว่าปกติ เนื่องจากมีก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ขวางเส้นทางสำคัญ แต่ทันทีที่สภาพอากาศเอื้ออำนวย นักปีนเขาจำนวนมากก็รีบใช้โอกาสนี้ขึ้นสู่ยอดเขา

ภาพที่ถูกแชร์บนโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นแถวยาวของนักปีนเขา บนเส้นทางหิมะสูงชันในบริเวณที่เรียกว่า “Death Zone” หรือ “เขตมรณะ” ซึ่งอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 8,000 เมตร โดยเป็นพื้นที่ที่มีออกซิเจนเบาบางจนร่างกายมนุษย์แทบไม่สามารถอยู่ได้นาน

ผู้เชี่ยวชาญด้านการปีนเขาระบุว่า แม้จะใช้ออกซิเจนเสริม ก็ไม่ควรอยู่ในโซนดังกล่าวเกิน 20 ชั่วโมง เพราะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

ปีนี้ เนปาลออกใบอนุญาตปีนเอเวอเรสต์ให้ชาวต่างชาติเกือบ 500 คน ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเช่นกัน แม้ว่ารัฐบาลจะเพิ่งขึ้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตจาก 11,000 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 15,000 ดอลลาร์ หรือกว่า 5 แสนบาท เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี

แม้หลายฝ่ายกังวลเรื่องความแออัดบนภูเขา แต่ผู้จัดทริปบางรายมองว่าสถานการณ์ยังควบคุมได้ หากแต่ละทีมเตรียมออกซิเจนเพียงพอ

ฤดูกาลปีนเขาปีนี้ยังเต็มไปด้วยสถิติใหม่จากนักปีนเขาหลายคน เช่น คามี ริตา เชอร์ปา ไกด์ชาวเนปาลวัย 56 ปี ที่ทำลายสถิติโลกของตัวเองอีกครั้ง ด้วยการพิชิตเอเวอเรสต์เป็นครั้งที่ 32

ขณะที่ ลักปา เชอร์ปา วัย 52 ปี หรือ “ราชินีแห่งขุนเขา” ก็สร้างสถิติใหม่สำหรับนักปีนเขาหญิง หลังขึ้นถึงยอดเอเวอเรสต์เป็นครั้งที่ 11

นอกจากนี้ยังมีรุสตัม นาบิเยฟ ชายชาวรัสเซียวัย 34 ปี ผู้พิการขาทั้งสองข้าง ที่สามารถพิชิตยอดเอเวอเรสต์ได้สำเร็จโดยไม่ใช้ขาเทียม สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลปีนเขาครั้งนี้ยังมีผู้เสียชีวิตหลายราย รวมถึง บิจาย กีมิเร นักปีนเขาจากชุมชนดาลิตผู้ยากไร้คนแรกของเนปาลที่พิชิตเอเวอเรสต์ได้ ซึ่งเสียชีวิตจากอาการแพ้ความสูง

รวมถึง ไกด์เชอร์ปาอีก 2 รายที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติงาน สะท้อนให้เห็นว่า แม้เอเวอเรสต์จะเป็นความฝันของนักผจญภัยทั่วโลก แต่ก็ยังคงเป็นหนึ่งในสถานที่ที่อันตรายที่สุดบนโลกใบนี้.

ที่มา : BBC

ข้อมูลกู้ภัยเผย นักดำน้ำอิตาลี 5 ชีวิตอาจหลงในถ้ำมรณะ อากาศหมดก่อนหาทางออกเจอ

ข้อมูลกู้ภัยเผย นักดำน้ำอิตาลี 5 ชีวิตอาจหลงในถ้ำมรณะ อากาศหมดก่อนหาทางออกเจอ

22 พ.ค. 2569 09:35 น.

ข้อมูลกู้ภัยเผย นักดำน้ำอิตาลี 5 ชีวิตอาจหลงในถ้ำมรณะ อากาศหมดก่อนหาทางออกเจอ

ข้อมูลกู้ภัยไขปริศนา เหตุนักดำน้ำชาวอิตาลี 5 คนเสียชีวิตภายในถ้ำใต้น้ำลึกในมัลดีฟส์ เชื่อว่าทั้งหมดอาจว่ายผิดทาง เข้าไปในอุโมงค์ตัน จนไม่สามารถหาทางออกได้ ก่อนอากาศจะหมดลงใต้ทะเลลึก

ลอรา มาร์โรนี ประธานบริษัทกู้ภัยดำน้ำ Dan Europe เผยความเป็นไปได้ สาเหตุที่ทำให้นักดำน้ำชาวอิตาลี 5 คนเสียชีวิตในถ้ำใต้น้ำลึกในมัลดีฟส์  โดยคาดว่าทั้งหมดอาจว่ายผิดทาง เข้าไปในอุโมงค์ตัน จนไม่สามารถหาทางออกได้ ก่อนอากาศจะหมดลงใต้ทะเลลึก โดยเปิดเผยว่าทีมกู้ภัยชาวฟินแลนด์พบร่างนักดำน้ำทั้ง 4 คนอยู่รวมกันในทางเดินภายในถ้ำที่ไม่มีทางออก ลึกลงไปประมาณ 50 เมตรใต้มหาสมุทรอินเดีย

ผู้เสียชีวิตประกอบด้วย ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาทางทะเลชาวอิตาลี ลูกสาวของเธอ นักวิจัยวัยหนุ่มสาวอีก 2 คน และไกด์ดำน้ำประจำมัลดีฟส์ โดยกลุ่มทั้งหมดหายตัวไประหว่างลงดำน้ำเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า ถ้ำดังกล่าวเป็นระบบถ้ำใต้น้ำขนาดใหญ่ มีหลายห้องและทางเชื่อมยาวหลายร้อยเมตร เริ่มต้นด้วยโพรงขนาดใหญ่ที่มีพื้นทราย ซึ่งเป็นจุดที่พบศพของไกด์ดำน้ำในการค้นหาครั้งแรกของเจ้าหน้าที่มัลดีฟส์

จากนั้น ภายในถ้ำจะมีอุโมงค์ยาวเกือบ 30 เมตร เชื่อมไปยังห้องถ้ำอีกส่วนหนึ่ง แต่บริเวณดังกล่าวมีสันทรายที่สามารถบดบังทัศนวิสัยได้ โดยเฉพาะขณะพยายามว่ายย้อนกลับออกมา

มาร์โรนีระบุว่า นักดำน้ำอาจหาทางออกที่ถูกต้องไม่เจอ จึงว่ายเข้าไปในอุโมงค์ด้านซ้ายที่เป็นทางตันแทน และด้วยอากาศที่เหลือจำกัด ทำให้พวกเขามีเวลาอยู่ใต้น้ำเพียงไม่กี่นาที จนอาจไม่มีโอกาสลองหาทางออกใหม่หลายครั้ง

ปฏิบัติการกู้ร่างเต็มไปด้วยความเสี่ยง หลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยของกองทัพมัลดีฟส์เสียชีวิต 1 นายจากภาวะลดความกดอากาศผิดปกติ หรือ Decompression Sickness ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ จนต้องเรียกทีมกู้ภัยผู้เชี่ยวชาญจากฟินแลนด์เข้ามาช่วยแทน

แพทริก กรอนควิสต์ หนึ่งในนักดำน้ำกู้ภัยเล่าว่า ทีมเริ่มเห็นร่องรอยผิดปกติบนพื้นถ้ำ ก่อนพบร่างทั้งหมดอยู่ในหลุมมืดสนิทภายในถ้ำ โดยร่างกระจายอยู่ในพื้นที่เพียง 2-3 เมตร โดยสามร่างอยู่บนพื้นถ้ำ และอีกหนึ่งร่างติดอยู่ใกล้เพดานถ้ำ มันเป็นภารกิจที่เศร้ามาก และเขาไม่มีวันลืม

ขณะนี้ ทางการมัลดีฟส์กำลังสอบสวนว่า เหตุใดนักดำน้ำกลุ่มนี้จึงได้รับอนุญาตให้ดำน้ำลึกถึง 60 เมตร ทั้งที่กฎหมายกำหนดให้นักท่องเที่ยวดำน้ำได้ลึกไม่เกิน 30 เมตรเท่านั้น.

ที่มา : channelnewsasia

ผลวิจัยชี้ คนทั่วโลกเกือบ 1.2 พันล้านคนเผชิญปัญหาสุขภาพจิต เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในรอบ 30 ปี

ผลวิจัยชี้ คนทั่วโลกเกือบ 1.2 พันล้านคนเผชิญปัญหาสุขภาพจิต เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในรอบ 30 ปี

22 พ.ค. 2569 09:30 น.

ผลวิจัยชี้ คนทั่วโลกเกือบ 1.2 พันล้านคนเผชิญปัญหาสุขภาพจิต เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในรอบ 30 ปี

งานวิจัยเผย ประชากรโลกเกือบ 1.2 พันล้านคนป่วยด้วยความผิดปกติทางจิต เพิ่มขึ้น 95.5% ในปี 2566 เทียบกับปี 2533 โดยโรควิตกกังวลและ ซึมเศร้าพุ่งสูงสุด หลังโควิด-19 ยิ่งซ้ำเติมวิกฤตสุขภาพจิตโลก

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 สถาบันเพื่อการวัดและประเมินสุขภาพ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน สหรัฐฯ เผยแพร่ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์เดอะ แลนเซต (The Lancet) ระบุว่า ในปี 2566 มีประชากรทั่วโลกเกือบ 1,200 ล้านคนเผชิญความผิดปกติทางจิต หรือเพิ่มขึ้นถึง 95.5% เมื่อเทียบกับปี 2533 สะท้อนภาระด้านสุขภาพจิตที่รุนแรงขึ้นทั่วโลก โดยงานวิจัยพบว่า โรควิตกกังวลและโรคซึมเศร้าเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่พบบ่อยที่สุด และมีอัตราเพิ่มขึ้นสูงสุด โดยโรควิตกกังวลเพิ่มขึ้น 158% ส่วนโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้น 131% จากเมื่อกว่า 30 ปีก่อน

นอกจากนี้ การศึกษายังครอบคลุมความผิดปกติทางจิตอีก 12 ประเภท อาทิ ไบโพลาร์ โรคจิตเภท ออทิสติก สมาธิสั้น โรคการกินผิดปกติ รวมถึงภาวะบกพร่องทางสติปัญญาที่ไม่ทราบสาเหตุ โดยพบว่าทุกโรคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งหมด แม้โรคอย่างอะนอเร็กเซีย บูลิเมีย และจิตเภท จะเป็นกลุ่มที่พบได้น้อยกว่า แต่ในปี 2566 ยังมีผู้ป่วยราว 4 ล้านคน 14 ล้านคน และ 26 ล้านคนตามลำดับ

ทีมวิจัยยังพบความแตกต่างด้านอายุ เพศ และปัจจัยทางสังคมใน 204 ประเทศและดินแดนทั่วโลก โดยผู้หญิงมีแนวโน้มเผชิญปัญหาสุขภาพจิตมากกว่าผู้ชายในหลายโรค ขณะที่ออทิสติก สมาธิสั้น ความผิดปกติด้านพฤติกรรม และความผิดปกติทางบุคลิกภาพ พบมากในผู้ชาย

หนึ่งในประเด็นที่นักวิจัยกังวลมากที่สุด คือกลุ่มอายุ 15-19 ปี กลายเป็นช่วงวัยที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสุขภาพจิตสูงสุด ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของโครงการศึกษาภาระโรคโลก หรือ GBD เพราะก่อนหน้านี้กลุ่มวัยกลางคนมักเป็นกลุ่มที่มีภาระสูงที่สุด  

งานวิจัยยังชี้ว่า การระบาดของโควิด-19 มีส่วนทำให้ปัญหาสุขภาพจิตรุนแรงขึ้น โดยอัตราโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้นระหว่างการระบาดและยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิด ขณะที่โรควิตกกังวลพุ่งสูงและยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจนถึงปี 2566 อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเตือนว่า ปัญหาการไม่รายงานอาการป่วยทางจิตยังคงมีอยู่ทั่วโลก ทำให้ตัวเลขจริงอาจสูงกว่าที่ประเมินไว้ แต่ยอมรับว่าข้อมูลชุดนี้ถือเป็นฐานข้อมูลที่ครอบคลุมและใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุดในปัจจุบัน.

ที่มา CNN

อีโบลาคร่าแล้ว 160 ศพ พบผู้ป่วยในคองโกห่างศูนย์กลางการระบาดมาก

อีโบลาคร่าแล้ว 160 ศพ พบผู้ป่วยในคองโกห่างศูนย์กลางการระบาดมาก

22 พ.ค. 2569 06:19 น.

อีโบลาคร่าแล้ว 160 ศพ พบผู้ป่วยในคองโกห่างศูนย์กลางการระบาดมาก

จำนวนผู้เสียชีวิตที่ต้องสงสัยว่าเป็นเพราะไวรัสอีโบลาในดีอาร์คองโกเพิ่มเป็น 160 ศพแล้ว ขณะที่มีรายงานพบผู้ติดเชื้อในจังหวัดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางการระบาดในปัจจุบันหลายร้อยกิโลเมตร

เมื่อ 21 พ.ค. 2569 กลุ่มพันธมิตรแม่น้ำคองโก (Alliance Fleuve Congo) ซึ่งเป็นพันธมิตรกลุ่มกบฏที่ยึดครองพื้นที่ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) เอาไว้ เปิดเผยว่า พบผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าติดเชื้อไวรัสอีโบลาอย่างน้อย 1 ราย ในจังหวัดคิวูใต้ ซึ่งอยู่ห่างจากศูนย์กลางการระบาดในจังหวัดอิตูรี (Ituri) หลายร้อยกิโลเมตร

การพบผู้ป่วยรายนี้ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ชนบทใกล้กับเมืองบูคาวู (Bukavu) อันเป็นเมืองเอกของจังหวัดคิวูใต้ เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการแพร่กระจายของโรคระบาดที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า แพร่กระจายโดยไม่มีการตรวจพบมานานราวสองเดือนในจังหวัดอิตูรี ก่อนจะถูกตรวจพบเมื่อสัปดาห์ก่อน

กลุ่มพันธมิตรฯ ระบุว่า ผู้ป่วยรายนี้เดินทางมาจากเมืองคิซานกานี ทางตอนเหนือ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเส้นทางการเดินทางในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ตามข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขคองโกที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี ระบุว่าการแพร่ระบาดครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้ที่ต้องสงสัยว่าเสียชีวิตเพราะเชื้ออีโบลาแล้ว 160 ศพ และมีผู้ป่วยที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีก 670 ราย โดยในจำนวนนี้ได้รับการยืนยันผลว่าเป็นบวกแล้ว 61 ราย

นอกจากนั้น ยังพบผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้วสองรายในประเทศยูกันดา ซึ่งอยู่ติดกับดีอาร์คองโก โดยทางการยูกันดาแถลงเมื่อวันพฤหัสบดีว่าจะระงับเที่ยวบินไปยังดีอาร์คองโกเพื่อป้องกันไว้ก่อน โดยจะมีผลบังคับใช้ภายใน 48 ชั่วโมงข้างหน้า

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์บันดิบูเกียว (Bundibugyo strain) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันในปัจจุบัน เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) ไปเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้เมื่อวันพฤหัสบดี โคลด บาฮิซิเร โฆษกด้านสาธารณสุขของจังหวัดคิวูใต้ เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า พบผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้ออีโบลา 2 ราย โดย 1 รายเสียชีวิตแล้ว ส่วนอีกรายกำลังอยู่ในขั้นตอนแยกกักโรคเพื่อรอผลตรวจ

นอกจากนั้น เมื่อสัปดาห์ก่อน มีการยืนยันพบผู้ป่วยอีโบลา 1 รายในเมืองโกมา (Goma) เมืองเอกของจังหวัดคิวูเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มกบฏ M23 ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มพันธมิตรแม่น้ำคองโก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

UK เผยแนวปฏิบัติใหม่ ต้องใช้ห้องน้ำ-ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าตามเพศสภาพทางชีวภาพ

UK เผยแนวปฏิบัติใหม่ ต้องใช้ห้องน้ำ-ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าตามเพศสภาพทางชีวภาพ

22 พ.ค. 2569 05:20 น.

UK เผยแนวปฏิบัติใหม่ ต้องใช้ห้องน้ำ-ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าตามเพศสภาพทางชีวภาพ

สหราชอาณาจักรเผยแนวปฏิบัติใหม่เรื่องการใช้พื้นที่ที่แยกเพศเดี่ยว เช่น ห้องน้ำหรือห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า โดยกำหนดให้การใช้งานอยู่บนพื้นฐานของเพศสภาพทางชีวภาพ

เมื่อ 21 พ.ค. 2569 แนวปฏิบัติฉบับใหม่จากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียม (EHRC) ของสหราชอาณาจักรยืนยันว่า พื้นที่ที่แยกเพศเดี่ยว (Single-sex spaces) เช่น ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าและห้องน้ำ จะต้องถูกใช้งานบนพื้นฐานของเพศสภาพทางชีวภาพ (Biological sex) เท่านั้น

แนวปฏิบัติใหม่ยกตัวอย่างว่า ตามข้อกำหนดดังกล่าว สตรีข้ามเพศ (Trans woman) หรือ ผู้ที่มีเพศกำเนิดเป็นชายแต่ระบุตัวตนเป็นหญิง ไม่ควรใช้ห้องน้ำหญิงหรือห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าหญิง

แนวปฏิบัติดังกล่าวซึ่งจัดทำโดย (EHRC) และได้รับการอนุมัติจากรัฐมนตรีแล้ว ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า กลุ่มคนข้ามเพศควรได้รับทางเลือกให้ใช้พื้นที่รูปแบบที่สาม หรือพื้นที่ที่เป็นกลางทางเพศ (Gender-neutral space) แทน

อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดระบุว่า การปล่อยให้คนข้ามเพศไม่สามารถเข้าถึงบริการหรือสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ เลยนั้น ถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและอาจเข้าข่ายการเลือกปฏิบัติได้

ทั้งนี้ แนวปฏิบัตินี้ได้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาแล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาจึงมีเวลา 40 วันในการยื่นข้อกังวลใด ๆ ซึ่งหากไม่มีการคัดค้าน แนวปฏิบัตินี้จะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย

แนวปฏิบัติใหม่ดังกล่าวถูกเผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังจากศาลฎีกาของสหราชอาณาจักรมีคำพิพากษาครั้งประวัติศาสตร์เมื่อปีก่อนว่า คำนิยามของ “ผู้หญิง” ภายใต้พระราชบัญญัติความเท่าเทียม (Equality Act) ควรยึดตามเพศสภาพทางชีวภาพ

หลักปฏิบัตินี้กำหนดแนวทางสำหรับสมาคม ธุรกิจ และบริการต่าง ๆ ที่เปิดให้สาธารณชนเข้าใช้ ว่าควรจัดระเบียบสิ่งอำนวยความสะดวกของตนอย่างไร โดยครอบคลุมสถานที่ที่หลากหลาย ตั้งแต่ศูนย์การค้า โรงยิม ไปจนถึงโรงพยาบาลและร้านอาหาร

นางบริดเจต ฟิลลิปสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสตรีและความเท่าเทียม กล่าวว่า เป้าหมายของแนวปฏิบัตินี้คือการช่วยให้ผู้คนสามารถดำเนินชีวิตได้โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติและการคุกคาม

“สิ่งที่เราให้ความสำคัญมาโดยตลอดคือการทำให้มั่นใจว่าองค์กรต่างๆ มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนและเข้าถึงได้ง่าย ในการนำกฎหมายไปบังคับใช้” เธอกล่าว

ภายในแนวปฏิบัติมีข้อแนะนำว่า ห้องน้ำหรือห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เป็นกลางทางเพศ ควรเป็นพื้นที่มิดชิดที่ล็อกได้ มีผนังตั้งแต่พื้นจรดเพดาน และมีอ่างล้างหน้ารวมอยู่ภายใน

EHRC ระบุว่า พวกเขาไม่คิดว่าข้อกำหนดเหล่านี้จะเป็นภาระที่หนักหนาเกินไปสำหรับผู้ประกอบการ เนื่องจากสถานบริการต่าง ๆ สามารถตัดสินใจอนุญาตให้คนข้ามเพศใช้ห้องน้ำสำหรับผู้พิการได้ เป็นต้น

นอกจากนี้ EHRC ยังระบุเสริมว่า หากสถานบริการใดมีห้องน้ำเพียงแค่สองห้อง คือห้องน้ำชายหนึ่งห้องและห้องน้ำหญิงหนึ่งห้อง ก็สามารถปรับเปลี่ยนให้ห้องน้ำเหล่านั้นกลายเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกแบบใช้ร่วมกันได้ทุกเพศ (Unisex) ได้เช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

“พรรคแมลงสาบ” แคมเปญออนไลน์สะท้อนความโกรธของคนรุ่นใหม่ในอินเดีย

“พรรคแมลงสาบ” แคมเปญออนไลน์สะท้อนความโกรธของคนรุ่นใหม่ในอินเดีย

22 พ.ค. 2569 04:08 น.

“พรรคแมลงสาบ” แคมเปญออนไลน์สะท้อนความโกรธของคนรุ่นใหม่ในอินเดีย

พรรคแมลงสาบ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองล้อเลียนบนโลกออนไลน์ในอินเดีย กำลังได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นเพียงโปรเจกต์ตลกร้าย กลายเป็นพื้นที่เพื่อแสดงความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นจากการเป็นโปรเจกต์ล้อเลียนบนโลกออนไลน์ หลังจากที่ประธานศาลฎีกาของอินเดียเปรียบเทียบคนหนุ่มสาวที่ว่างงานว่าเป็นเหมือน “แมลงสาบ” แต่ในตอนนี้ คนรุ่นใหม่ชาวอินเดียหลายล้านคนกำลังหลั่งไหลเข้ามามีส่วนร่วมกับพรรคนี้ เพื่อใช้เป็นช่องทางในการระบายความอัดอั้นตันใจของพวกเขา

พรรคแมลงสาบกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดบนโซเชียลมีเดียทั่วอินเดีย โดยการเปลี่ยนอารมณ์ขันแบบตลกร้าย ให้กลายเป็นการประท้วง มีการส่งต่อมีมและวิดีโอสั้นที่ล้อเลียนการทุจริต ปัญหาการว่างงาน และความล้มเหลวของระบบการเมืองจนล้นหน้าฟีด

ผู้ใช้งานหลายล้านคนต่างยอมรับ “แมลงสาบ” ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความสามารถในการเอาชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย ให้เป็นสัญลักษณ์เชิงประชดประชันที่แสดงถึงความอดทนอดกลั้น

การเติบโตอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์

การเติบโตของกระแสออนไลน์ในครั้งนี้ถือว่ารวดเร็วอย่างผิดปกติ โดยพรรคแมลงสาบ หรือชื่อจริงคือ “ค็อกโรช จันตา” (Cockroach Janta Party) หรือ CJP โดยคำว่า จันตา แปลว่าประชาชน เพิ่งจะเริ่มเปิดตัวเว็บไซต์และบัญชีโซเชียลมีเดียเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

แต่พอถึงวันพฤหัสบดี หน้าเพจ Instagram ของพรรคกลับมียอดผู้ติดตามพุ่งทะลุมากกว่า 15 ล้านคน ซึ่งแซงหน้าบัญชีทางการของพรรครัฐบาลอย่าง พรรคภารตียชนตา (BJP) ของนายนเรนทรา โมดี ที่มียอดผู้ติดตามอยู่ 8.8 ล้านคนบนแพลตฟอร์มเดียวกันไปไกลมาก

“ไม่มีสิ่งไหนในโปรเจกต์นี้ที่ตั้งใจให้มันบานปลายขนาดนี้เลย” อภิจิต ดิปเก ผู้ก่อตั้งพรรค CJP กล่าว โดยปัจจุบันเขาเป็นนักยุทธศาสตร์การสื่อสารทางการเมืองและเป็นนักศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยบอสตันในสหรัฐอเมริกา

เขากล่าวเสริมว่า การเติบโตของกระแสนี้นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความอัดอั้นตันใจที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ ในหมู่คนรุ่นใหม่ชาวอินเดีย “คนรุ่นใหม่ต่างหากที่เป็นกลุ่มคนที่รู้สึกอึดอัดและสิ้นหวังมากจริง ๆ พวกเขาไม่มีช่องทางให้ระบาย และพวกเขาก็กำลังโกรธเคืองรัฐบาลเป็นอย่างมาก”

ชนวนเหตุจากคำพูดของผู้นำทางกระบวนการยุติธรรม

พรรค CJP ปรากฏขึ้นบนโลกออนไลน์หลังจากที่คำพูดของ สุริยา กันต์ (Surya Kant) ประธานศาลฎีกา จุดชนวนให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในกลุ่มคนหนุ่มสาวชาวอินเดีย ซึ่งเดิมทีก็มีความโกรธแค้นอยู่แล้วจากปัญหาการว่างงาน ค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงกรณีอื้อฉาวล่าสุดเรื่องข้อสอบราชการรั่วไหล ซึ่งทำให้การเปิดรับสมัครงานของภาครัฐต้องหยุดชะงักลง

ในระหว่างการพิจารณาคดีเมื่อสัปดาห์ก่อน นายกันต์วิพากษ์วิจารณ์กลุ่มคนที่เขาอธิบายว่าเป็น “พยาธิ” ที่คอยโจมตีสถาบันต่าง ๆ และเปรียบเทียบคนหนุ่มสาวที่ว่างงานและนักเคลื่อนไหวบางกลุ่มว่าเป็นเหมือนแมลงสาบ

“มีคนหนุ่มสาวประเภทที่เหมือนแมลงสาบ พวกที่ไม่ได้รับการจ้างงานใด ๆ หรือไม่มีที่ยืนในอาชีพการงาน” กันต์กล่าว โดยเขาระบุว่าบางคนหันไปใช้วิธีเคลื่อนไหวบนโซเชียลมีเดีย ทำงานสื่อสารมวลชน หรือทำแคมเปญเพื่อประโยชน์สาธารณะ แล้วก็ “เริ่มไล่โจมตีทุกคน”

คำพูดดังกล่าวแพร่กระจายไปบนโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นคำพูดที่เหยียดหยาม ในเวลาต่อมากระแสข่าวดังกล่าวระบุว่า กันต์ได้ชี้แจงว่าคำพูดของเขาหมายถึงคนกลุ่มที่ใช้ใบปริญญาปลอม และตนไม่ได้มีเจตนาที่จะดูถูกคนรุ่นใหม่ของอินเดียแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นอื้อฉาวนี้ได้นำไปสู่การสร้างบัญชี CJP บน Instagram อย่างรวดเร็ว ซึ่งทางเพจได้นำแมลงสาบมาใช้เป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง และเริ่มโพสต์มีม คำขวัญหาเสียงล้อเลียน รวมถึงบทวิจารณ์เชิงเสียดสีที่มุ่งเป้าไปที่รัฐบาลของโมดี ภายในเวลาไม่กี่วัน ทางกลุ่มสามารถดึงดูดอาสาสมัครออนไลน์ได้หลายหมื่นคนผ่านการกรอกฟอร์มใน Google Form พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนจากผู้นำฝ่ายค้านบางส่วนอีกด้วย

“เราต้องเข้าใจว่าเมื่อ 5 ปีก่อน ไม่มีใครพร้อมที่จะลุกขึ้นมาพูดต่อต้านโมดีหรือรัฐบาล ยุคสมัยมันกำลังเปลี่ยนไปแล้ว” นายดิปเกกล่าว โดยตัวเขาเคยทำงานร่วมกับพรรคอามอาดมี (Aam Aadmi Party หรือ AAP) ซึ่งเป็นพรรคที่ก่อตัวขึ้นจากขบวนการต่อต้านการทุจริตของอินเดียในปี 2555

เสียงสะท้อนของความสิ้นหวังในเอเชียใต้

ดิปเกกล่าวว่า CJP ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับองค์กรทางการเมืองที่แท้จริงใด ๆ ทว่าการเติบโตของพรรคล้อเลียนนี้กลับสะท้อนถึงกระแสภาพรวมที่ใหญ่กว่าทั่วเอเชียใต้ ซึ่งคนรุ่นใหม่ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในขบวนการต่อต้านรัฐบาลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงการลุกฮือในศรีลังกาและบังกลาเทศ และความไม่สงบในเนปาล

“คนรุ่นใหม่รู้สึกอึดอัดและสิ้นหวังมากจริง ๆ แต่รัฐบาลกลับไม่ยอมรับฟังข้อกังวลของพวกเขา” ดิปเกกล่าว

แรงกดดันเหล่านี้รุนแรงเป็นพิเศษในอินเดีย ซึ่งประชากรมากกว่าหนึ่งในสี่เป็นคนหนุ่มสาว ทว่าหลายคนกลับต้องเผชิญกับโอกาสทางการงานที่ริบหรี่และปัญหาการว่างงานที่เรื้อรัง นอกจากนี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่จำนวนมากยังโกรธเคืองพรรค BJP ของโมดี ในประเด็นต่าง ๆ รวมถึงการแบ่งแยกทางศาสนาที่รุนแรงขึ้น ความเหลื่อมล้ำที่ขยายกว้างขึ้น และแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

แผนนโยบายเชิงตลกร้ายและการตอบโต้

พรรค CJP เน้นหนักไปที่การล้อเลียนตัวเอง โดยตั้งเกณฑ์การสมัครเข้าเป็นสมาชิกแบบประชดประชันเอาไว้ว่า จะต้องเป็นคนว่างงาน ขี้เกียจ ติดหน้าจอเป็นนิสัย และมีความสามารถในการบ่นระบายได้อย่างมืออาชีพ

ส่วนแถลงการณ์นโยบายของพรรคก็ใช้การเสียดสีเพื่อพูดถึงประเด็นข้อพิพาทหลายประเด็นในการเมืองอินเดีย รวมถึงข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านเรื่องการทุจริตการเลือกตั้ง ข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสื่อยักษ์ใหญ่ของกลุ่มทุนกับรัฐบาล และการแต่งตั้งผู้พิพากษาที่เกษียณอายุแล้วให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ด้านกลุ่มผู้เห็นต่าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สนับสนุนโมดีได้ออกมาโจมตีว่า พรรคแมลงสาบเป็นเพียงลูกเล่นทางการเมืองบนโลกออนไลน์ที่เข้าพวกกับฝ่ายค้าน โดยอ้างถึงการที่ดิปเกเคยทำงานร่วมกับพรรค AAP ในอดีต นอกจากนี้พวกเขายังกล่าวว่าความนิยมที่พุ่งสูงขึ้นนี้น่าจะจางหายไปอย่างรวดเร็วพอ ๆ กับตอนที่มันเกิดขึ้น โดยแย้งว่านี่เป็นเพียงแคมเปญดิจิทัลไม่ใช่ขบวนการเคลื่อนไหวจากภาคประชาชนในพื้นที่จริง

แต่ดิปเกกล่าวว่าสิ่งที่เริ่มต้นบนโลกออนไลน์นั้นไม่น่าจะจำกัดอยู่แค่ในโซเชียลมีเดีย “นี่คือขบวนการเคลื่อนไหวที่มาถึงอินเดียแล้ว… มันจะเปลี่ยนทิศทางการพูดคุยทางการเมือง … มันจะดำเนินต่อไปบนโลกออนไลน์ และถ้าจำเป็น มันก็จะลงสู่ท้องถนนด้วย”

การเซ็นเซอร์และการกลับมา

ขบวนการเคลื่อนไหวนี้เริ่มล้นทะลักออกจากโลกออนไลน์อย่างช้า ๆ โดยเริ่มมีอาสาสมัครรุ่นใหม่บางคนแต่งกายเป็นแมลงสาบไปปรากฏตัวในงานประท้วงต่าง ๆ และในขณะเดียวกัน มาตรการตอบโต้ก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นเช่นกัน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ดิปเกโพสต์ข้อความผ่าน X ว่า บัญชีของ CJP บน X ซึ่งมียอดผู้ติดตามประมาณ 200,000 คนถูกระงับการเข้าถึงในประเทศอินเดีย ซึ่งนับเป็นหนึ่งในมาตรการจำกัดการเคลื่อนไหวที่เห็นได้ชัดเจนเป็นครั้งแรก โดยเหตุผลในการระงับนั้นยังไม่แน่ชัด

แต่ไม่กี่นาทีต่อมา เขาได้ประกาศเปิดตัวบัญชีใหม่ของกลุ่ม พร้อมกับโพสต์ข้อความว่า “แมลงสาบกลับมาแล้ว” และเสริมท้ายว่า “คิดว่าจะกำจัดพวกเราได้เหรอ? ขำแป๊บ (Lol)”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian